570126_พ่อครูที่เวทีป้อมมหากาฬ เรื่อง กำลัง ๔ พ้นภัย ๕ .doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570126_เรื่อง กำลัง 4 พ้นภัย 5 ที่เวทีป้อมมหากาฬ โดยพ่อครูโพธิรักษ์
วันนี้วันที่ 26 ม.ค.2557 ที่เวทีป้อมมหากาฬ พ่อครูเทศน์เรื่อง กำลัง 4 พ้นภัย 5 พ่อครูว่า… วันนี้คุณสุทิน ธราทิน พิธีกร ผู้ทำงานใกล้ชิดพวกเราเป็นผู้ประสานงานก็ได้เสียชีวิตไป พระพุทธเจ้าสอนให้เราฝึกให้มีพลัง 4 คือไม่มีความกลัวในภัย 5 ประการ เรามาทำงานที่ไม่มีโทษ แล้วทำทำไมก็ทำเพื่อสังคหพละ คือเกื้อกูลผู้อื่นเป็นพลังที่ล ้ำ ค่ามากมีพลังปัญญาและขยันหมั่นเพียร สร้างสรรเป็นประโยชน์ คนที่มีคุณสมบัติถึงขั้นนี้จะเป็นคนที่พ้นภัย 5 1 . พ้นอาชีวิตภัย อย่างเดรัจฉานมันไม่กลัวว่าแต่ละวันจะอยู่อย่างไร ไม่กลัวว่าพรุ่งนี้จะไม่มีกิน ไม่เหมือนคน คนนี่คิดมาก เกรงมาก กลัวมาก 2 .พ้นสาสิโลกภัย ไม่กลัวคนติเตียน จะทำต่อหน้าหรือลับหลังก็ไม่กลัวคนติเตียนเพราะทำงานที่ปราชญ์ไม่ตำหนิ 3 .พ้นปาริสารัชภัย คือ พ้น ภัยที่ไม่สะทกสะท้านในการเข้าสู่ที่ประชุม อย่างมาขึ้นเวที มาออกงานไม่เกรงกลัว ไม่หวั่นไหวอะไรเพราะรู้ดีว่าเราไม่ได้มาทำผิดทำชั่ว เราไม่ได้มาเบียดเบียนใคร เรามีอย่างไร ตัวเราก็ทำไปอย่างนั้น จะต้องพูดต้องแสดงออกอย่างไรก็ไม่สะทกสะท้าน 4 .ไม่กลัวตาย คือพ้นมรณภัย หลายคนคิดว่ามีหรือคนไม่กลัวตาย จะตายก็ต้องวิ่งหนี ต้องหลบไม่ให้ตาย ไม่ให้เจ็บ ก็หลบไปตามปฏิภาณแต่ใจนั้นไม่มีกลัว อาจดูกิริยาว่ากระโดดหนีจากความตายความเจ็บ อย่างไฟไหม้ก็ปล่อยให้ไฟไหม้ไม่หนี อย่างนี้คนบ้าต่างหากหรือเขาเอาถ่านไฟแดงๆมาใส่เรา เราจะปล่อยให้ไฟไหม้หรืออย่างไร จะแสดงความไม่กลัวปล่อยให้ไหม้ จะบ้าหรือ คนที่มีพลัง 4 รู้การเกิดขึ้นตั้งอยู่ของจิตวิญญาณ รู้อัตภาพ ยิ่งเป็นอรหันตตา คือมีอัตตาที่ไม่ลึกลับ แจ้งชัดในอัตตาตัวตนโดยเฉพาะอัตตาส่วนกิเลสาสวะ จนสิ้นเกลี้ย
อ่านต่อ
งก็เป็นผู้รู้อัตตา อรหันต์ไม่ใช่ไม่มีอัตตาแต่ไม่หลงติดอัตตา มีอัตตาไว้อาศัย เป็นพระพุทธเจ้าก็ปวดศีรษะได้ ปวดอวัยวะได้เพราะไม่สมดุลก็เป็นกายิกทุกข์ ทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ แต่ท่านไม่มีเจตสิกทุกข์ รู้จนถึงสัญญาเวทนยิตนิโรธ ดับเวทนาที่เป็นเคหสิตเวทนา แม้เนกขัมสิตเวทนาที่ควรดับก็ดับได้ เป็นเวทนาที่ละเอียดละออมาก สัญญาก็เป็นสัญญาที่ละเอียดมาก พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้การตายของกิเลส เรียกว่า อรณะ ส่วนการตายทางร่างกายเรียกว่า มรณะ จิตวิญญาณของคนที่กิเลสยังไม่ตาย แม้ร่างกายจะตายก็ต้องเกิดอยู่ แต่ว่าคนที่กิเลสหมดแล้วก็ไม่กลัวตาย อรหันต์เป็นผู้ไม่กลัวตายจริงๆ เป็นคนไม่กลัวตกนรกเพราะรู้จิตเจตสิกรูปนิพพานแล้ว คนเราควรได้ศึกษาพากเพียร จนมีภูมิปัญญา ให้เกิดปัญญาญาณ เป็นพลังปัญญาที่สูง มีวิริยะ มีอนวัชชะ มีสังคหะ ก็จะพ้นภัย 5 อย่างนี้ คนที่ไม่มีปัญญาถึงอย่างที่ว่าจริงก็อาจยังมีกลัวตายได้ แต่ก็เป็นไปได้ตามลำดับ อย่างศาสนาอิสลามถือว่าการตายเพื่อพระเจ้าเป็นสิ่งประเสริฐ คนตายในลักษณะนี้ไม่ต้องไปพยากรณ์เลย ไปอยู่กับพระพุทธเจ้าแน่นอน เหมือนศาสนาอิสลาม เขากล้า เขาเข้าใจ แต่ไม่ได้ทำห่ามอวดดี ทำบ้าบอไม่ใช่ ต้องมีการประมาณ แต่คนร้ายตั้งใจทำร้าย เขาปฏิบัติการได้ หาช่องทำจนได้ แล้วก็เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นก็เป็นไป มีสิ่งลึกซึ้งอีกก็คือ เรื่องวิบาก อจินไตย เป็นวิบากที่เราต้องเจอ เป็นพรหมลิขิต ที่ศาสนาอื่นเรียกพระเจ้าเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า เป็นฟ้ากำหนด พรหมลิขิต จะว่าไม่จริงก็ไม่ได้ เป็นสิ่งจริงแต่ว่าสัจจะอย่างนี้ต้องมีโลกุตรธรรม โลกุตรธรรมนั้นจะมีกรรมที่ฝืนพรหมลิขิตได้ คือเปลี่ยนแปลงจิตที่เป็นสัญชาติญาณ เปลี่ยนไปเป็นสิ่งใหมเป็นความเหนือโลก เหนือธรรมชาติ เป็นตัวแปร ทำให้หมอดูไม่สามารถทำนายได้ แทนที่จะตายกลับไม่ตาย รอดได้ เป็นกรรมวิบากไปเสริมกุศลได้ ลดอกุศลได้ เป็นต้น มันเลื่อนจากที่ต ่ำ ได้จะพ้นจากความเสื่อมความร้ายได้ พ้นอกุศลได้ เป็นพลังงานที่เราต้องสร้างกุศลไปเปลี่ยนแปลงวิบากได้ กำจัดกิเลส ผู้ไม่รู้ที่ไม่ได้แก้ไขกิเลส ดีไม่ดีไปเติมกิเลสแทนที่จะทุกข์ทรมานแค่นี้ก็เลยมากกว่าเดิม ตายทรมานกว่าเดิมอีกแต่ผู้รู้นั้นจะไม่เสริมกิเลสจึงไม่ทุกข์ทรมาน หมอดูก็เลยดูยาก การเกิดขึ้นตั้งอยู่กับไปเป็นธรรมดา คนสามัญก็อาลัยอาวรณ์เป็นสามัญ พวกเราเดี๋ยวทุ่มหนึ่งจะมีพิธีไว้อาลัยที่เวทีปทุมวัน คนเราหากรู้แล้ว ความโศก ปริเทว ทุกข์ โทมนัส อุปายาส ก็ไม่มี รู้ว่าเขาเสียใจดีใจอย่างไรรู้ แต่เราไม่ได้มีอาการอย่างนั้น แต่ก็อนุโลมไปกับเขา ดีไม่ดีปรุงแต่งไปกับเขาด้วย อย่างดาราปรุงแต่งอารมณ์ให้คนอื่นได้เป็นดาราตุ๊กตาท้องได้อย่างอาตมา แสดงลีลาท่าทาง เป็นกาย เป็นวจีวิญญัติ เป็นนัจจะ คีตะ วาทิตะ คนที่เข้าใจก็ปรุงแต่งสื่อให้คนอื่นรู้ แต่ตนเองไม่มีอาการใจอย่างนั้น บางทีดูเหมือนมีอารมณ์โกรธ เขาก็ดูตามอาการ พระพุทธเจ้าสอนว่าอย่าเชื่อตามอาการ ผู้ที่มีสัจจานุโลมิกญาณอนุโลมตามผู้อื่น อย่างพ่อแม่เล่นหม้อข้าวหม้อแกงกับลูกหรือแม่ครัวปรุงอาหารให้คนอื่นกินแต่ตนเองไม่ได้ชอบอย่างนั้น บางคนหลอกคนอื่น แท้จริงตนเองมีอารมณ์จริง แต่ไปหลอกคนอื่นได้ก็บาปมากเลยว่าไม่มีอารมณ์ เป็นอุตริมนุสธรรม การชุมนุมของเราก้าวหน้า ตอนนี้เขาถึงขั้นหมาจนตรอก มันกัดแหลกเลย ระวังให้ดี มันมีอาวุธอะไร ทำร้ายทำเลวอย่างไรก็จะงัดออกมา มันสิ้นทางแล้วก็ระมัดระวังดีๆ แต่สุดท้ายจะมีวิบากขนาดไหนก็บอกไม่ได้ เราก็ทำกรรมดีเป็นทรัพย์ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ทำโลกุตรธรรมก็สั่งสมไว้ ทำจริงก็ได้จริงเท่าที่แต่ละคนมี บางคนกล้าๆกลัวมันมีหมู่มวลมา ถ้าคนเดียวทำก็กลัวแต่ทำสองคนก็กลัวลดลง แต่ทำเป็นหมู่ก็กลัวลดลงอีกหายกลัวได้ อาตมาจะอธิบายกรรมาภิวัฒน์ ….เราได้ต่อสู้กันมาก็อาศัยตุลาการภิวัฒน์ ช่วยตัดสิน ทำให้เกิดการแพ้ชนะ ผู้ที่ถูกตัดสินก็หน้าด้านหน้าทนเหลือเกินคราวนี้ ตุลาการก็ได้แค่ชี้เหตุ ได้แค่ชี้มูลทั้งที่โดยสัจจะเขาไม่ควรต้องอยู่แล้ว ควรต้องวางมือ ปล่อยอำนาจได้แล้ว ประชาภิวัฒน์ ประชาชนต้องมาแสดงตนเต็มที่ มีสองสภาพใหญ่ ตุลาการภิวัฒน์กับประชาภิวัฒน์ ประชาชนมาแสดงรัฏฐาธิปัตย์ ออกไปเดินเป็นหมู่ไป ใครแสดงออกได้อย่างไรก็ช่วยกัน มามากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เราไม่ได้ใช้วิธีการอื่นใดนอกจากบอกความจริง เป็นการสื่อสารออกไปแล้วใช้วิจารณญาณเอา แต่ละคนทำไป เมืองไทยเราทำได้ ไม่ใช่แกล้งยอ ไม่ใช่ใช้จิตวิทยา แต่พูดความจริง เราทำได้อย่างน่าทึ่ง เกิดได้ ไม่เคยเกิดมาก่อน มันถึงเวลาวาระเหตุปัจจัยครบ มีจิตวิกฤติ เป็นจุดเปลี่ยนสภาพ เช่นความร้อนถึงขีดน้ำก็กลายเป็นไอน้ำ ถึงจุด น้ำก็กลายเป็นน้ำแข็งได้ เป็นเปลวไฟลุกขึ้นได้เป็นต้น ความร้อนได้ละลายธาตุได้ สิ่งที่เกิดเป็นกุศล ดีงาม ถูกต้อง จึงเจริญอยู่ได้นาน และแน่นขึ้นดีขึ้น คนก็มากขึ้น เป็นแต่บางคนติดลาภยศสรรเสริญบ้าง แต่มีคนเข้าใจว่าไม่ต้องกลั ว ตนเองจะต้องเสียลาภยศสรรเสริญก็ออกมายืนยันว่ามาร่วมทางนี้แหละ เพราะอีกทางนั้นเสียหายฉิบหาย แต่ละกรมกองก็ออกมามากขึ้น ทั้งมวลปลีกย่อยและมวลหลักๆ เราต้องใจเย็นๆ ยาวให้เป็น เย็นเรื่อยไป ไขความจริงออกมาให้มากๆหมดๆ กำนันสุเทพก็ไขเก่งนะ มีเหตุอะไรมาก็มาไขความจริงได้มากๆ คนก็ได้รับรู้ความจริงที่ได้หมักหมม หมกเม็ดได้มากขึ้น ประชาภิวัฒน์ที่มีความสูงกว่าได้ก็คือกรรมาภิวัฒน์ที่เกิดจากกรรมที่เราจะพัฒนาขึ้นได้เพราะเป็นกุศล คนที่ไม่ดีเขาก็ย ิ่ งทำไม่ดีหนักขึ้น เราดีเราก็ทำดีให้มากขึ้นอย่าทำชั่ว เรามาเสียสละ ทุกกรรมกิริยาให้เป็นกุศลซ้อน ผู้รู้ก็แนะนำกันไป ทางคนต่อสู้ก็สู้กัน เขารู้ว่าดีก็น่าทำ เขาก็เอาดีมาแฝงแต ่ ต้นทุนเขาไม่ดี เขาก็เอาดีมาแฝงหลอก เหมือนแสดงละครหลอก แต่ลึกๆเขาจะทำเลว เขาจะชนะความดีด้วยความไม่ดี แต่เราต้องชนะความไม่ดีด้วยความดี กรรมาภิวัฒน์ เราจะทำทั้งปริมาณและคุณภาพ(Quality) เช่น เขาจะทำร้ายทำแรงอย่างไร เราก็ต้องทำอย่างไม่รุนแรง เราไม่ได้ทำเขา พวกเราชุมนุมถูกต้องตามสากล ตามรัฐธรรมนูญ ตามสัจธรรม ทำอย่างผู้ดี ไม่คิดฆ่าไม่รุนแรง มีบ้างก็เป็นปากหอก มีด่าว่าตำหนิด้วยคำแรงก็ด่า เสียบด้วยภาษาท่าทาง ลีลา แต่ไม่ได้กระทบร่างกายเขา เลือดไม่ตกยางไม่ออก มีแต่เสียงสำเนียงภาษาพูด จะเจ็บปวดก็เป็นเรื่องของเขา เขาหน้าด้านเขาก็ทนได้ การจะเกิดกรรมาภิวัฒน์ ถ้าเราจะไปเลือกตั้งกับจะขอปฏิรูปก่อน ก็เถียงกันอยู่โดยไม่รู้ว่าถ้าปล่อยให้ปฏิวัติ คุณมีกลไกค่ายกลที่ซื้อเอาไว้ ตกเขียว ควบคุมหลอกล่อ ทั้งประชากร ผู้มีหน้าที่ข้าราชการที่เขาเอาทุกอย่างที่จะเป็นกลไกสังคมผูกมัดให้ประชาชนต้องลงคะแนนให้เขา แม้ไม่ชอบนักแต่ก็ถูกอำนาจโลกธรรมหลอกไว้จนเขามั่นใจว่าถ้าไปเลือกตั้งเขาชนะแน่ เหมือนปุตตมังสสูตร มีอาหาร 4 (กวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร และวิญญาณาหาร) ในวิญญาณาหาร คือสุดยอดอาหาร คนฆ่าไม่ตาย พระพุทธเจ้ายกตัวอย่าง เหมือนพระเจ้าแผ่นดินว่า ให้เอาคนนี้ไปประหารด้วยหอกร้อยเล่ม พอถึงกลางวันก็ถามว่าประหารเรียบร้อยหรือ? คนก็บอกว่าประหารด้วยหอกร้อยเล่มแต่ก็ไม่ตาย ก็เลยบอกให้เอาไปประหารด้วยหอกร้อยเล่มอีก เสร็จแล้วตอนเย็นก็ยังไม่ตายอีก นี่คือคนหน้าด้าน คือคนด้านสุดโด้ ฆ่ายังไงก็ตายยาก วิญญาณของสัตว์นรกถึงขนาดนั้นจริงๆ ธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งจริงที่เห็นได้ อำนาจอย่างผีบุญ คนก็แสดงความเก่ง ให้ได้อำนาจ เอาอามิสล่อด้วย ให้คนเชื่อถือ เป็นคนครอบงำสั่งการได้ซึ่งมีสองแบบ เป็นเชิงปัญญา กับเชิงจิต อย่างผีบุญเป็นเชิงงมงาย ลึกลับ ส่วนอย่างปัญญาอย่าง Philosophy ก็เป็นปัญญาครอบงำ ย้อมด้วยโลกธรรมเป็นอำนาจ มีเหตุผล เฉลียวฉลาดเล่าเรียนสูง แต่สู้ผู้ที่ฉลาดแกมโกง ครอบงำได้ เป็นยอดฉลาด เถียงกันได้ฉอดๆๆๆ จะถือว่าเป็นนักรู้ เถียงกัน ฝ่ายที่เขานับถือคนนั้นเขาก็เถียงแทน คนทีเขานับถือนั้นเป็นยอดของ Philosopher แต่อย่างผีบุญสมัยโบราณก็ต้องมีอำนาจลึกลับ แต่ว่าสมัยนี้ใช้วิทยาศาสตร์เป็นเหตุผลเห็นๆ คนตกเป็นทาสฝ่ายโน้นเขาก็เป็นของเขา ประชาชนมาต่อสู้เป็นกรรมาภิวัฒน์ทำกุศลโลกียะ ทำดีๆขึ้นไปก็ได้เป็นศาสดา เป็นจอมจักพรรดิ์ แต่ทุกวันนี้เข้าใจว่าจอมจักพรรดิ์ที่มีอำนาจเก่งเหมือนอเล็กซานเดอร์มหาราช ฆ่าแกงเก่ง เหมือนพระเจ้าอโศกมาหาราชตอนแรกก็ฆ่าแกงเก่ง แต่ว่าตอนหลังเปลี่ยนแปลงได้มาเป็นจอมจักพรรดิ์ที่แท้จริง ท่านเป็นลิงลมอมข้าวพองไปตอนแรกๆ พระพุทธเจ้าว่าผู้ที่ควรเก็บอัตฐิธาตุไว้ในเจดีย์ มี 4 อย่าง คือ พระพุทธเจ้า ปัจเจกพระพุทธเจ้า พระอรหันต์ และจอมจักพรรดิ์ ซึ่งจอมจักพรรดิ์ที่ควรบูชาก็คือต้องเป็นจอมจักพรรดิ์โดยธรรม ไม่ใช่คนที่ฆ่าแกงคนเก่ง แต่เป็นคนที่ช่วยเหลือคนเก่งต่างหาก เป็นพวกบุ๋นไม่ใช่พวกบู๊ อย่างพระบาฮาอุลลาห์ เป็นศาสดาของศาสนาบาไฮ ซึ่งนับถือทุกศาสนา เอาส่วนดีของแต่ละศาสนามารวมกันได้ เป็นศาสดาทางธรรม ถือเป็นจอมจักพรรดิ์ได้ เก่งทางศาสนา เก่งทางบริหาร จนคนเชื้อเชิญให้เป็นประธานาธิบดี พระพุทธเจ้าท่านก็สามารถเป็นจอมจักพรรดิ์ได้ แต่ท่านไม่เป็น ท่านจะมาเป็นพระพุทธเจ้า มั่นใจว่าประเทศไทยเราจะเป็นมหาอำนาจด้วยความจน ดังเช่นในหลวงเราที่เป็นโพธิสัตว์แท้ตรัสเรื่อง แบบคนจน อาตมาก็พยายามสนองพระราชดำรัส ให้เกิดคุณธรรมเป็นวรรณะ 9 ตามพุทธพจน์ 7 สาราณียธรรม 6 มีเศรษฐสาสตร์ถึงขั้นสาธารณโภคี ไม่ทำทุจริต ไม่ทำอบายมุข เผื่อแผ่แบ่งปันกันกินกันใช้ เหมือนอย่างที่เราอยู่กันนี่แหละ อะไรขาดแคลนก็มาแจกกัน บริจาคกัน กางเกงลิงยังบริจาคได้ เราอยู่อย่างคนจน คือเราไม่สะสม เราอยู่อย่างวรรณะ 9 หรือตามหลักตัดสินธรรมวินัย 9 คนเจริญแบบนี้ได้ มันมหัศจรรย์มาก เป็นจอมจักพรรดิ์ได้ ไม่รู้อีกกี่ปี อาตมาเคยพูดไว้ว่าอีก 500 ปี หลายคนบอกว่านานมาก แต่ไม่ต้องเป็นห่วง คนเกิดมาเป็นอาริยะ ก็จะมารวมกัน มีวิบากร่วมกัน นอกจากยังมีวิบากตัดรอนก็ไปอีกหลายชาติ แต่ถ้ามีคุณธรรมถึงก็จะมาแน่นอน อาตมาคงไม่อยู่นานถึง 500 ปี แต่ก็พยายามอยู่ให้ถึงอายุ 151 ปี ใช้อิทธิบาทต่ออายุขัยไปเรื่อยๆ พัฒนาไปเรื่อยๆ รู้สึกว่าตัวเองขนาดนี้ก็ดูดี ถ้าอายุ 90 ได้ขนาดนี้ อายุ 100 ได้สบายๆ และจาก 100 ไปก็พยายามพากเพียร ไม่อยากอยู่เพื่อเสพสุขหรอก แต่เมื่อยนะ ที่อยู่นี่ ไม่ได้สะสมสรรเสริญเยินยอ อาตมาปิดทองลำไส้พระนะ อย่างสวิสเซอร์แลนด์เขาก็ไ่ม่ต้องเก่งทางสร้างอาวุธ ไม้ต้องมีอาวุธอะไรเลย ก็เก่งทางสร้างนาฬิกาได้ มีอีกหลายประเทศ คนเรากลัวว่าถ้าประเทศไทยไม่ฆ่าใครไม่มีอาวุธ จะอยู่อย่างไร เราก็อยู่อย่างกุศลช่วยเหลือประเทศอื่น คือแต่ละคนไม่สะสม อย่างชาวอโศกแต่ละคนไม่สะสมสมบัติส่วนตัวมาก แต่ทำตนมักน้อยสันโดษ ขยันหมั่นเพียร มีพลัง 4 สร้างสรร ตัวเองยิ่งปฏิบัติธรรมก็กินน้อยใช้น้อยลง กิเลสนี่ผลาญเปลือง ยิ่งลดกิเลสก็ยิ่งทำงานได้มาก แต่อยู่กับสังคม รู้เท่าทันสังคม รู้อะไรควรไม่ควร มีสมรรถนะ สามารถ มีพลังสร้างสรร มีปัญญาเลือกสิ่งดีทำ จึงสร้างได้มากแต่ตนเองกินน้อยใช้น้อยเหมือนรถยนต์ที่กินไฟกินน้ำมันน้อยแต่ประสิทธิภาพสูง คนอย่างนี้อยู่รวมกันมากประสิทธิภาพสูง ให้ส่วนกลาง ส่วนรวมจึงรวย แต่ส่วนตัวจน แม้รวยก็ไม่สะสมกักตุน เอาออกสะพัดช่วยเหลือสังคม อย่างในหลวงตรัสว่าเราไม่เอาไปรวย เราไม่เอาก้าวหน้าอย่างมาก อย่างนั้นย ิ่ งถอยหลัง เป็นเจ้าอำนาจ เอาเปรียบประเทศอื่น ครอบงำเศรษฐกิจ สังคม วัฒธรรมของประเทศอื่น แต่เราจะไม่ไปทำอย่างนั้น เราจะเป็นมหาอำนาจอย่างโดยธรรม ด้วยการช่วยเหลือ แม้การเมืองในประเทศเราก็ไม่ไปทำร้ายคู่ต่อสู้ เราไม่ได้แย่งอำนาจ แต่เรารู้ว่าเราควรมีอำนาจ เพราะอำนาจเป็นของประชาชนมีสิทธิอำนาจทำได้ เมื่อเราให้ตัวแทนไปทำหน้าที่ แต่คุณไปทำผิดทำเสีย ประชาชนเจ้าของรัฏฐาธิปัตย์ก็จะเอาคืน จบ