570327_พ่อครูที่ป้อมมหากาฬ เรื่อง ทางออกประเทศไทยตามรัฐธรรมนูญ ตอน ๒.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์355 KB
วันที่แก้ไข26 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

570327_ พ่อครู ที่ป้อมมหากาฬ เรื่อง ทางออกประเทศไทยตามรัฐธรรมนูญ ตอน 2

พ่อครูว่า… วันนี้ วันที่ 27 มีนาคม 2557 ที่ป้อมมหากาฬฯ อาตมาว่า เรายิ่งได้ฟังข้อมูล แง่มุมต่างๆ ก็ยิ่งเห็นชัดในความผิดความถูก ได้สดับตรับฟังเรื่องราวต่างๆ ในสังคม ก็จะรู้ว่าอะไรคืออะไร มีเรื่องซับซ้อน เรื่องที่เราทำนี้เป็นเรื่องยาก ใหม่มาก ที่สำคัญคือ เป็นเรื่องที่คนคิดไม่ออก ว่าความสงบ ความไม่มีอะไรแรงไปรุน คือไม่รุนแรง เขามาแรง แต่เราไม่เอาแรงไปรุนเขาเลย แล้วไปชนะคนที่รุนแรงได้อย่างไร คนก็งงหัวแตก จะเป็นไปได้อย่างไร คนที่ไม่มีความรุนแรงไปโต้ตอบเลย เป็นความนิ่งสงบ ใช้แต่ความดีงามถูกต้อง เป็นธรรมาวุธต่อสู้ คนที่เป็นอาริยะ จะรู้ความดี ชอบ ถูก ผิด แล้วยอมรับความดีเป็นผู้นำ เป็นผู้ชนะ ถ้าสังคมเป็นเช่นนั้นก็จบ สังคมก็พอรู้ว่าความดีควรชนะ โดยสามัญสำนึกก็รู้ แต่ทำไม ถึงไม่ยอมให้ส ิ่ งนั้นชนะ โลกยังไม่เคยมี ยังไม่เชื่อว่า ความสงบดีงามจะชนะปืน ชนะความชั่ว คนที่ฟัง อาตมาพูด ก็คงเห็นว่าจริงๆ นะ โลกยังไม่เคยมี ไม่เคยเห็นเกิดได้ โดยเฉพาะการเปลี่ยนอำนาจบริหารปกครองประเทศ ให้มาสู่คนไม่รุนแรง สุภาพ ชี้ถูก ซึ่งคนไม่ดีพอก็ไม่ยอมปล่อย ถ้าดีซักพอประมาณก็ปล่อยแล้ว แต่นี่ไม่ดีแถมชั่วมาก ก็เลยไม่น่าเชื่อว่าจะชนะได้ ก็เลยต้องใช้อุตสาหะ วิริยะ พากเพียร จนกระทั่งมันจะมีพลังงานทุกอย่าง เป็นพลังงานนามธรรม มองไม่เห็น จึงเข้าใจยาก ไม่เห็นรูปร่างตัวตน ไม่มีน้ำหนัก มองไม่เห็น ย ิ่ งอำนาจ Authority มิใช่ force เป็นอำนาจไม่กดข่ม เป็นปัญญา คุณธรรม เป็นตัวยืนยันว่าอันนี้ควร ไม่ควร ก็เลยยากมหายาก ก็ทำให้คนเห็นไม่ได้ด้วย ยังไม่เคยมีเป็นตัวอย่างด้วย เป็นกรณีใหม่เอี่ยม แต่คนไทยทำได้อย่างวิเศษ วิสุทธิ์ วิศิษ ฐ์ ตุลาการก็ให้กา

อ่านต่อ

รรับรอง คุ้มครอง ใครจะมาทำอะไรไม่ได้ อาตมา ได้อ่านหนังสือของ คุณณรงค์ โชควัฒนา ว่าการเมืองทุกวันนี้เป็นเผด็จการอำพราง โดยใช้การเลือกตั้งเป็นกระทำ ทุกคนที่มีความปรารถนาดีต่อชาติ ไม่ตกในข่ายของผู้มีอำนาจที่อาศัย ประชาชน ทำมาหากิน เป็นคนไม่หวังดีต่อประเทศชาติ ทำให้ประชาชนเดือดร้อนวุ่นวาย มีประเด็นว่า ประชาธิปไตย คือประชาชนปกครองตนเอง การเมืองที่มีผู้อื่นมาปกครองนั้น ไม่ใช่ ประชาธิปไตย คนที่เราเลือกไปนี้เป็นผู้แทน ดูใหญ่ แต่ที่จริงไปรับใช้ ประชาชน ทำนอกหน้าที่ไม่ได้ ไม่ใช่เจ้าของอำนาจ ไม่ใช่รัฏฐาธิปัตย์ ไม่ใช่นะ แม้เลือกตั้งแล้วอำนาจอธิปไตยก็เป็นของ ประชาชน อยู่นั่นเอง ถ้าอำนาจอธิปไตยเป็นของคนๆ เดียวเรียก อัตตาธิปไตย หากอำนาจเป็นของคนกลุ่มเดียวเรียก คณาธิปไตย ถ้าอำนาจเป็นของข้าราชการ ขุนนาง เรียกว่า อำมาตยาธิปไตย แต่ถ้าอำนาจอธิปไตยเป็นของ ประชาชน เรียก ประชาธิปไตย ประชาธิปไตย เป็นการเมืองการปกครองหนึ่งเดียว ที่ รัฐบาล เป็นลูกจ้าง และ ประชาชน เป็นนายจ้าง ประชาชน ไม่ได้มอบอำนาจอธิปไตยให้ร ัฐบาล หรือ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่เลือกให้ไปทำงานแทน เหมือนจ้างคนมาทำสวนทำครัว ทำงานในบ้าน ไม่ใช่เลือกคนมาเป็นนายบ้าน เราก็ยังเป็นนายบ้านอยู่ คนสวนก็ทำสวน คนล้างส้วมก็ทำงานล้างส้วม อำนาจนอธิปไตยเป็นของ ประชาชน ทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้ง คนไม่เข้าใจก็ตีกิน ให้มีการหลอกว่า เลือกตั้งเป็นสุดยอดของ ประชาธิปไตย ทุกสิ่งทุกอย่าง ประชาชน ต้องบูชาเลือกตั้ง หากไม่มีเลือกตั้งไม่ใช่ ประชาธิปไตย ก็ประเทศไทยนี่ มี ประชาธิปไตย มา 80 กว่าปี ก็ใช้วิธีที่ไม่ใช่เลือกตั้ง มีนายกฯ ตามวิธีการที่เคยทำมาคือ ได้ผู้แทนแล้วก็ไปสรรหา นายกฯ มาบริหาร แต่ถึงกระนั้นเมืองไทยก็มี นายกฯ ที่ไม่ใช่ระบบเลือกตั้ง ก็มี คุณณรงค์ ว่ามีถึง 3 คนแล้ว คนแรกก็คือ นายสัญญา ธรรมศักดิ์ แล้วก็มี นายกฯ พระราชทาน ที่จริงก็ไม่ได้เลือกจากผู้แทน คนที่สองก็คือ คุณอานันท์ ปัญญารชุน ก็ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง คนที่สาม ก็คือ พล.อ.สุรยุทธ จุลานนท์ ก็คณะรัฐประหารทูลเกล้าเข้าไป ก็ผ่านการใช้อำนาจแทนมาตลอดเวลา ไม่ถือว่าเป็นเผด็จการของพระเจ้าอยู่หัว แต่เป็นการชงจากราษฎร แม้จะเป็น ปฏิวัติ แบบครั้งที่ พล.อ.สนธิ ทำ ประชาธิปไตย ได้ถูกเผด็จการทั้งจากการเลือกตั้งและวิธีอื่น ครอบงำ เผด็จการย่อมไม่ต้องการให้ ประชาชน สามัคคี กลมเกลียว หรือ ประชาชน มีความรู้ ประชาธิปไตย เขาจะอำพรางว่าอำนาจ เมื่อเลือกตั้งเสร็จแล้ว อำนาจก็เป็นของ นักการเมือง แล้วเขาทำสำเร็จด้วย นักรัฐศาสตร์ก็ไม่สอนเรื่องนี้กัน ก็เลยคลุมเครือ ผู้ได้อำนาจแล้วก็ไม่สอน ประชาธิปไตย ที่แท้จริง เผด็จการย่อมต้องการให้ ประชาชน อ่อนแอ แตกแยก เพราะจะปกครองได้ง่าย การศึกษาของคนไทยทั้งระบบจึงไม่มีการให้ความรู้ เข้าใจที่ถูกต้อง เรื่อง ประชาธิปไตย เปรียบเทียบกับเผด็จการ เข้าใจผิดๆ ว่า นักการเมือง ที่มาจากการเลือกตั้ง มีสิทธิ์ปกครองประเทศ ทำอะไรก็ได้ ปลด ย้ายคนดีก็ได้ และ รัฐธรรมนูญ เป็นสิ่งศักดิ์ ใครอยากได้อะไรก็นำไปบรรจุไว้ใน รัฐธรรมนูญ ก็เขียนใส่ใน รัฐธรรมนูญ อยากให้คนมีศีลธรรม ก็ใส่ใน รัฐธรรมนูญ ก็จะได้ส ิ่ งนั้น ที่จริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นหรอก เมื่อ ประชาธิปไตย หย่อนบัตรเลือกตั้งแล้วก็ยกอำนาจให้ นักการเมือง ที่ชนะ เลือกตั้ง ผู้ได้เสียงข้างมากก็มาปกครอง ออก กฎหมาย อะไรก็ได้ เขาก็ทำกัน แม้แต่ที่ พล.อ.สนธิ ปฏิวัติ เรียกว่า ปฏิวัติ ดอกไม้ ประชาชน เห็นด้วยไม่มีใครมาต้าน เอาดอกไม้ไปให้ เพราะ ประชาชน เห็นด้วย ว่า ทักษิณ ไปได้เลย ปฏิวัติ ไปเสีย แต่เสร็จแล้วแทนที่จะเปลี่ยนผ่านได้ดีงาม ก็กลับเข้าระบอบเดิมอีก ก็เลยน่าเสียดาย เพราะไม่เข้าใจ ประชาธิปไตย แท้จริง การได้ นายกฯ สามครั้งที่ไม่ได้มาจากเลือกตั้ง ทั้งสามครั้งมาเป็น รัฐบาล โดยเหตุการณ์ไม่ปกติ ไม่ได้หวังมาสืบทอดอำนาจ แต่เข้ามาเพื่อเปลี่ยนผ่านอำนาจ จากคนกลุ่มน้อยไปสู่คนหมู่มาก เป็น ประชาชน ทั้งสาม รัฐบาล ก็ไม่สามารถแก้ไขให้ ประชาชน ได้ปกครองตนเองเลย ทำได้แค่การเขียน รัฐธรรมนูญ ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลง กลับทำให้เป็นเผด็จการซับซ้อนย ิ่ งขึ้น สร้างอำนาจจนข้าราชการประจำหงอเลย อย่าง ทักษิณ ทำนี่ หยิ่งผยองเลย ส่งเสาไฟฟ้าลงก็ได้ ส่งไม้จิ้มฟันลงสมัครก็ได้ เขาทำสำเร็จด้วย เป็นอำนาจผูกขาดที่ไม่ใช่ ประชาธิปไตย คนถูกหลอกก็ไปเป็นบริวาร ถ้าไทยจะมีบุญวาสนาเกิด รัฐบาล เฉพาะกาล ครั้งที่สี่ขึ้นมา ก็อย่าได้มุ่งแก้ไข รัฐธรรมนูญ แล้วจัดเลือกตั้งเท่านั้น เพราะไทยเรามี รัฐธรรมนูญ 18 ฉบับ เลือกตั้งมาไม่รู้กี่ครั้ง เรายึดเอาการเลือกตั้งเป็น ประชาธิปไตย มาช้านาแล้ว รัฐบาล เฉพาะกาลควรทำภาระกิจศักดิ์สิทธิ์ คืนอำนาจให้แก่ ประชาชน ตามพระราชปณิธานของ ร ัชกาลที่ 7 ได้เทอญ 81 ปีมาแล้วประเพณี ตามม าตรา 7 ที่เคยมีมาตามบริบทของ รัฐธรรมนูญ นี้ อย่างที่ ท่านยินดี ใช้คำว่าบริบทของ รัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับนี้ เรามาประท้วงนี่ยาวนาน เรียบร้อยสันติ อาตมา อยากจะทวน ข้อเขียนของ ท่านยินดี ทางออกของประเทศตามทฤษฎีการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย และตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

บทความทางวิชาการ ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา 24 ม ีนาคม 25 57 ข้อ 1.ตามหลักการปกครองแล้ว ผู้ปกครองหรือรัฐบาลเป็นผู้รักษากฎหมาย มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ดูแลให้เจ้าหน้าที่ของรัฐ และประชาชนต้องปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนและสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข แต่ถ้าผู้ปกครองหรือรัฐบาล เป็นผู้กระทำผิดกฎหมายเสียเอง ไม่ว่าจะเป็นการกระทำผิดโดยการใช้อำนาจบริหาร หรือใช้อำนาจโดยกลไก ทางรัฐสภา เพื่อฉ้อฉลให้ได้มาซึ่งอำนาจ ที่จะใช้บังคับได้ในเชิงกฎหมาย หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในทางกฎหมายที่ไม่ชอบ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่ง ผลประโยชน์อันไม่ชอบ ด้วยวิธีการทุจริตคอรัปชั่นนั้น เป็นการบิดเบือนและฉ้ออำนาจอธิปไตยของประชาชน โดยอาศัยความไว้วางใจ ของประชาชน ที่ได้มอบอำนาจให้ไปใช้อำนาจในทางบริหาร หรือทางรัฐสภา การกระทำดังกล่าว เป็นอาชญากรรม (Criminal Syndicalism) มิใช่เป็นการใช้อำนาจบริหาร หรืออำนาจนิติบัญญัติในระบอบประชาธิปไตย (Democratic theories) แต่เป็นลัทธิรวบอำนาจ (Totalitarianism) อันมีผลเปลี่ยนแปลงในทางการเมือง ซึ่งเป็นอำนาจทรราช (Tyrant) นั้น เป็นการกระทำความผิดอาญาในทางการเมือง (Political offence) ในทำนองเดียวกันพรรคการเมือง ที่ประกาศไม่ยอมรับอำนาจศาล หรือคำวินิจฉัยของศาล ซึ่งเป็นอำนาจอธิปไตยของรัฐ ในระบอบประชาธิปไตย ไม่ยอมรับอำนาจตรวจสอบขององค์กรอื่นของรัฐ เป็นการปฏิเสธการตรวจสอบ และการฟ้องเจ้าหน้าที่ระดับสูงในทางอาญา (impeachment) หรือการกระทำของพรรคการเมือง และ สมาชิกพรรคการเมืองที่เป็นผู้ปกครองต้องการแบ่งแยกประเทศ หรือการกระทำของพรรคการเมือง และสมาชิกพรรคการเมือง ที่ไม่ยอมรับการกระทำของประชาชนที่ได้แสดงออกตามวิถีทาง ในระบอบประชาธิปไตย โดยสงบปราศจากอาวุธ และประกาศจะทำการรบ กับประชาชนนั้นเสียเอง โดยพรรคการเมืองซึ่งมีอำนาจปกครองนั้น ได้ใช้กำลังปราบปราม และได้ร่วมกันแสดงออก ซึ่งการให้ความช่วยเหลือสนับสนุน ยุยง ส่งเสริมทั้งในทางลับและทางแจ้ง ต่อสมาชิกพรรคการเมือง หรือกองกำลังของพรรคการเมืองของตน ที่จะทำการรบกับประชาชนผู้ชุมนุม ผู้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ จนเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชนโดยทั่วไปแล้วนั้น การกระทำดังกล่าว ของพรรคการเมืองซึ่งเป็นผู้ปกครอง หรือรัฐบาลนั้น เป็นการปฏิเสธความเป็นรัฐ ชาติของรัฐไทย (nation state) อันเป็นการไม่ยอมรับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นการกระทำที่มีเจตนา ที่จะให้มีผลเปลี่ยนแปลงในทางการเมือง อันเป็น การกระทำที่เข้าข่ายของการเป็นกบฏ และเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ การกระทำดังกล่าวย่อมเป็นอาชญากรรม (Criminal Syndicalism) ด้วยเช่นกัน การที่คณะรัฐมนตรีรักษาการ ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มี ความร้ายแรง และตั้งศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย หรือ ศรส. และ นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ดูแลการเลือกตั้งได้ทั่วราชอาณาจักรนั้น จึงเป็นกรณีที่ คณะรัฐมนตรีรักษาการ ได้ใช้ทรัพยากรหรือบุคลากรของรัฐ เพื่อกระทำการใดๆ ซึ่งมีผลต่อการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการกระทำการอันขัดต่อ รัฐธรรมนูญ มาตรา 181 (4) อันเป็นการกระทำผิดเงื่อนไขของ กฎหมายรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ทำหน้าที่ คณะรัฐมนตรีรักษาการ ซึ่งเข้าข่ายเป็นการกระทำความผิดอาญาในทางการเมือง การกระทำอันเป็นอาชญากรรม หรือกระทำความผิดอาญาในทางการเมือง ไม่ใช่เป็นการใช้อำนาจการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตามที่ ได้รับเลือกตั้งมา และการกระทำดังกล่าวขัดต่อเจตนารมณ์ของประชาชน ที่ได้เลือกตั้งมา ขัดต่อทฤษฎีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ข้อ 2. การที่ผู้ปกครองหรือรัฐบาล กระทำการอันเป็นอาชญากรรม หรือการกระทำความผิดอาญาในทางการเมือง จึงก่อให้เกิดอำนาจหน้าที่และสิทธิ โดยชอบด้วยกฎหมายในทางการเมือง ของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย (Legitimate political authority) ที่จะชุมนุมต่อต้าน คัดค้าน และเรียกอำนาจการปกครอง หรืออำนาจอธิปไตย ของประชาชนกลับคืนจากผู้ปกครอง รวมถึงการมีสิทธิและหน้าที่ ที่จะกำหนดหลักเกณฑ์และกติกาในทางการเมือง (Right to rule) ขึ้นได้ อำนาจหน้าที่และสิทธิดังกล่าว เป็นอำนาจหน้าที่และสิทธิ โดยพฤตินัย ของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย (de facto authoritus) ตามทฤษฎีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เมื่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 63 และ 69 ได้บัญญัติรับรองอำนาจหน้าที่และสิทธิของประชาชน ให้มีเสรีภาพ ในการชุมนุมต่อต้านโดยสันติวิธี โดยสงบ และปราศจากอาวุธในการกระทำใดๆ ของรัฐบาล หรือ ผู้ปกครองอันเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ ในการปกครองประเทศ โดยวิธีการที่มิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญแล้ว และรัฐธรรมนูญได้บัญญัติถึงสิทธิ ในการกำหนด หลักเกณฑ์และกติกา ในทางการเมืองไว้ในบริบทแห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 โดยได้มี พระบรมราชโองการ ประกาศเป็นบริบทไว้ว่า " ให้ ประชาชนมีบทบาท และมีส่วนร่วมในการปกครอง และตรวจสอบ การใช้อำนาจรัฐอย่างเป็นรูปธรรม การกำหนดกลไกสถาบันทางการเมือง ทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารให้มีดุลยภาพและประสิทธิภาพ ตามวิถีการปกครองแบบรัฐสภา รวมทั้งให้สถาบันศาลและองค์กรอิสระอื่น สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดยสุจริต เที่ยงธรรม " นั้น ดังนั้น ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 , 69 และตามบริบทแห่งรัฐธรรมนูญ ดังกล่าวข้างต้น อำนาจหน้าที่และสิทธิในการต่อต้าน คัดค้าน เรียกอำนาจอธิปไตยของประชาชนคืนจากผู้ปกครอง หรือรัฐบาล และอำนาจหน้าที่และสิทธิ ในการกำหนดหลักเกณฑ์และกติกา ในทางการเมืองของประชาชน จึงเป็นอำนาจหน้าที่และสิทธิ โดยนิตินัย ของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ (de jure authoritus ) เมื่อผู้ปกครอง หรือรัฐบาลกระทำความผิดอาญาในทางการเมือง ประชาชนจึงมีอำนาจหน้าที่และสิทธิ ทั้งโดยพฤตินัย (de facto authoritus) และนิตินัย (de jure authoritus) ที่จะให้รัฐบาลพ้นจากอำนาจ การปกครองได้ รวมทั้งมีสิทธิและหน้าที่ ที่จะกำหนดหลักเกณฑ์และกติกา ในทางการเมือง หรือที่เรียกว่าการปฏิรูปการเมืองได้ ตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย (Democratic theories) และตามรัฐธรรมนูญ การกระทำความผิดอาญาในทางการเมืองของรัฐบาล ซึ่งเป็นต้นเหตุ ให้มีการชุมนุมคัดค้าน และเรียกอำนาจการปกครองคืนจากรัฐบาล เมื่อรัฐบาลประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเลือกตั้งใหม่ อำนาจอธิปไตยจึงคืนกลับมาเป็นของประชาชนโดยการยุบสภา ประชาชนจึงมีอำนาจหน้าที่ทั้งทางพฤตินัย และนิตินัยที่จะไม่ให้รัฐบาล มีอำนาจหน้าที่ ในการบริหารราชการแผ่นดินต่อไปได้ ตามรัฐธรรมนูญ และมีสิทธิหน้าที่ และความรับผิดชอบที่จะกำหนดหลักเกณฑ์และกติกา ทางการเมือง (right to rule) เพื่อให้การปกครองทั้งฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหารมีดุลยภาพและประสิทธิภาพ ในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ตามวิถีการปกครองแบบรัฐสภาได้ รวมทั้งมีสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบ ที่จะกำหนดหลักเกณฑ์และกติกา ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นองค์กรอิสระให้ปฏิบัติหน้าที่ ได้โดยสุจริตเที่ยงธรรมได้ โดยอำนาจหน้าที่สิทธิและความรับผิดชอบของประชาชนดังกล่าว เป็นอำนาจหน้าที่สิทธิและความรับผิดชอบ ที่ พระมหากษัตริย์ ได้ทรงพระราชทาน ให้แก่ประชาชนและข้าราชการ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ข้าราชการและประชาชนจึงมีอำนาจอธิปไตย ที่จะกำหนดหลักเกณฑ์และกติกาในทางการเมือง ได้ตามหลักทฤษฎี Divine Right of King Theories and Democratic Theories ข้อ 3. การใช้อำนาจของคณะรัฐมนตรีในขณะเป็นรัฐบาล และในขณะเป็น คณะรัฐมนตรีรักษาการ ได้มีการกระทำที่เข้าข่ายเป็นความผิดอาญาในทางการเมือง เมื่อผู้ปกครอง ซึ่งกระทำความผิดอาญาในทางการเมือง ได้เข้ามาดำเนินการเลือกตั้ง โดยมีอำนาจในการดำเนินการ และจัดการเลือกตั้งร่วมกับประธานกรรมการ การเลือกตั้งตามพระราชกฤษฎีการยุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2556 มาตรา 5 เมื่อเข้ามาดำเนินการเลือกตั้งก็ทำผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 (4) โดยให้ศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อยดำเนินการเลือกตั้ง ซึ่งก็เป็นการกระทำความผิดอาญาในทางการเมืองซ้ำอีก เมื่อการเลือกตั้งอยู่ในอำนาจดำเนินการ โดยผู้กระทำความผิดอาญา ในทางการเมืองนั้น การเลือกตั้งจึงไม่มีผลเป็นการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นไปตามทฤษฎีทางอาญา ว่า " การกระทำผิดอาญาทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นจากนั้นไม่มีผล " [Crimen omnia ex se nata vitiat ( ละติน ) หรือ Crime vitiates everything which springs from it ] และการที่ผู้ปกครอง หรือรัฐบาลได้กระทำผิดอาญาทางการเมือง จึงเป็นเรื่องผู้ที่มีอำนาจรัฐไม่อยู่ภายใต้กฎหมาย ทำตัวเป็นผู้อยู่เหนือกฎหมาย จึงเป็นกรณีที่มีนัยสำคัญเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรอย่างยิ่ง เพราะรัฐบาลที่ไม่อยู่ใต้กฎหมาย ทำตัวอยู่เหนือกฎหมาย แต่เป็นผู้ใช้บังคับ กฎหมายได้นั้น จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคงของราชอาณาจักรโดยตรง ซึ่งเป็นไปตามสุภาษิตกฎหมาย ว่า " ไม่มีความมั่นคงในราชอาณาจักรใดยิ่งไปกว่าการที่ทุกคนอยู่ใต้กฎหมาย " [Nihil tam proprium est imperii quam legibus vivere (ละติน ) หรือ Nothing is so proper for the empire than to live according to the law] การเลือกตั้งที่มีขึ้น หรือจะมีขึ้นระหว่างการบริหารราชการแผ่นดิน ของคณะรัฐมนตรีรักษาการ ซึ่งได้กระทำความผิดอาญาในทางการเมือง ทั้งก่อนการยุบสภา และภายหลังการยุบสภานั้น จึงไม่อาจเกิดผลเป็นการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยได้เลย แต่จะเป็นการเลือกตั้งที่เป็นภยันตรายอย่างมหันต์ ต่อความมั่นคง แห่งราชอาณาจักร ตามหลักทฤษฎีอาญา และสุภาษิตกฎหมาย ดังกล่าว ข้อ 4. เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย ว่า การเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นโมฆะ จึงมีผลในทางรัฐธรรมนูญ ต่อการอยู่ในตำแหน่งของ " นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่ง " ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 ซึ่งไม่อาจอยู่ในตำแหน่งได้อีกต่อไป เพราะไม่มีคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ จะเข้ามารับหน้าที่แทนได้อีกแล้ว เงื่อนไขและเงื่อนเวลาของการอยู่ในตำแหน่งของนายกรัฐมนตรี และ คณะรัฐมนตรีรักษาการ ตามอำนาจหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 จึงสิ้นสุดลง เพราะการเลือกตั้ง เป็นโมฆะ ทั้งนายกรัฐมนตรีไม่ใช่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ไม่อาจเป็น นายกรัฐมนตรีได้ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 171 วรรคสอง และไม่ได้อยู่ในตำแหน่ง โดยอาศัยอำนาจอธิปไตยของประชาชน ในฐานะเป็นผู้แทนประชาชนแล้ว นายกรัฐมนตรี จึงไม่อาจอยู่รักษาการนายกรัฐมนตรีได้อีกต่อไป นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีรักษาการ จึงไม่มีฐานแห่งอำนาจหน้าที่ ทั้งทางกฎหมาย และในทางการเมือง ที่จะอยู่ในตำแหน่งได้ (Illegitimate political authority) ไม่มีคุณสมบัติในทางการเมือง ที่จะอยู่รักษาการได้ อีกต่อไป (Political disability) การอยู่ในตำแหน่งต่อไปย่อมเป็นการกระทำ ที่เข้าข่ายของการก่ออาชญากรรมหรือกระทำความผิดอาญาในทางการเมืองได้ เพราะเข้าข่ายเป็นการปฏิบัติหน้าที่ โดยไม่มีอำนาจหน้าที่ เป็นประการแรก แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยในทำนองแนะนำให้ คณะกรรมการ การเลือกตั้ง และรัฐบาลไปหาแนวทางการเลือกตั้งกันนั้น ข้อแนะนำของศาลรัฐธรรมนูญ หรือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ก็ไม่อาจ ล้มล้างอำนาจหน้าที่สิทธิ และความรับผิดชอบของประชาชนและข้าราชการ ที่จะกำหนดหลักเกณฑ์และกติกาในทางการเมือง หรือการปฏิรูปการเมือง อันเป็นอำนาจอธิปไตยที่ได้รับ พระราชทานจาก พระมหากษัตริย์ นั้นได้เลย การกระทำใดๆ ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง และนายกรัฐมนตรี กับคณะรัฐมนตรีรักษาการ เพื่อจะให้มีการเลือกตั้ง และได้ผลของการเลือกตั้ง ที่จะมาเป็นผู้ปกครอง โดยไม่คำนึงถึงสิทธิเสรีภาพ และอำนาจอธิปไตย ซึ่งเป็นของประชาชนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง เพราะต้องการจะเป็นผู้ปกครอง ให้ได้แต่ฝ่ายเดียวนั้น ก็จะกลายเป็นการเลือกตั้ง ที่ละเมิดต่อสิทธิขั้นพื้นฐาน และอำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นของประชาชน อันเป็นการกระทำ ที่นอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังเป็นการกระทำที่ไม่ใช่เป็นการเลือกตั้ง ในระบอบประชาธิปไตยอีกด้วย การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยนั้น จะต้องใช้การเลือกตั้ง เป็นวัตถุประสงค์ และเครื่องมือของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ไม่ใช่ใช้ประชาชนเป็นเพียงวัตถุของการเลือกตั้ง เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐ การเลือกตั้งที่ใช้ประชาชนเป็นเพียงวัตถุของ การเลือกตั้งนั้น เป็นการเลือกตั้งในระบอบทรชนาธิปไตย (Kakistocracy) คณาธิปไตย (Oligarchy) หรือ ธนาธิปไตย (Plulocracy) ซึ่งก็คือ ใช้การเลือกตั้งเพื่อปล้นอำนาจอธิปไตยของประชาชนไปนั่นเอง ข้อ 5. ทฤษฎีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และทฤษฎีอำนาจ ที่ได้รับพระราชทานจาก พระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ใช้กันในสากลนั้น แม้ประชาชนมีอำนาจหน้าที่และสิทธิ ทั้งทางพฤตินัยและนิตินัย ในการมีส่วนร่วมในการปกครอง ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ มีสิทธิและหน้าที่ ที่จะกำหนดกลไกสถาบันทางการเมือง ทั้งทางฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร ตลอดจนฝ่ายตุลาการ และองค์กรอิสระได้ ตามที่บัญญัติไว้ตามบริบท ของรัฐธรรมนูญได้ก็ตาม แต่ก็มีข้อขัดข้อง ทั้งในทางรัฐธรรมนูญ และทางกฎหมายที่ประชาชน ไม่สามารถใช้อำนาจหน้าที่และสิทธิให้มีผลในทางปฏิบัติได้ เพราะเป็นกรณีที่ต้องดำเนินการโดยต้องใช้อำนาจบริหาร และอำนาจนิติบัญญัติที่ จะดำเนินการได้ ปวงประชาชนชาวไทยจะต้องถวายคืนอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย แด่ พระมหากษัตริย์ ซึ่งทรงเป็นประมุข เพื่อให้เกิดอำนาจรัฐสูงสุด เมื่อประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และประเทศขาดรัฐสภา คณะรัฐมนตรี พระมหากษัตริย์ไม่อาจใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยทางรัฐสภา และคณะรัฐมนตรีได้ จึงเป็นพระราชอำนาจโดยอำนาจอธิปไตยที่ประชาชนถวายคืนตามช่องทาง ของอำนาจอธิปไตยของประชาชนที่ยังคงมีเหลืออยู่ เพื่อดำเนินการตามวิถีทางปกครองประเทศในระบอบประชาธิปไตย อันจะยังไว้ซึ่งความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรไทย ที่มีการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขได้ ทั้งนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 2 มาตรา 3 มาตรา 7 และตามหลักทฤษฎีสากล คือ Divine Right of King Theories and Democratic Theories

อาตมา ออกมาทำงานนี่ ก็ทำในแง่มุมที่เขาไม่มีกัน เช่น เรื่องความสงบสยบความรุนแรง อาตมาเชื่อว่า สิ่งถูกต้องดีงามย่อมมีธรรมฤทธิ์ ธรรมะย่อมชนะอธรรม เรากองทัพธรรมยกมาทั้งกองทัพ เราออกมาแสดงธรรม แสดงความสงบ เรียบร้อย เสียสละ อดทน เกื้อกูล น้ำใจ เอื้อเฟื้อ เจือจาน ไม่ใช่ดื้อร ั้ นดึงดัน เป็นอกุศลทุจริต ยึดมั่นถือมั่น ส่วนเรายืนหยัดยืนยัน ไม่ใช่ความถือมั่นอย่างอกุศล แต่เป็นการยืนหยัดอย่างมั่นคงแข็งแรง มีนัยต่างกัน ฝ่ายแดงดื้อดานดึงดันเหนือกำลังวังชา ส่วนเรายืนหยัดไม่ถอย ฝ่ายแดงก็ว่าไม่ชนะไม่เลิก ฝ่ายกำนันก็ประกาศไม่ชนะไม่เลิก แต่ทางโน้นเขามึงมาพาโวย จะตั้งกองทัพ อวดใหญ่อวดร้ายแรง เบ่งข่ม เขียนเสือให้วัวกลัว แม้ทำขัด รัฐธรรมนูญ ก็ทำ ยิ่งเห็นยิ่งปรากฏชัดเจนว่า พวกอธรรมก็ต้องทำอธรรม ผู้เป็นฝ่ายธรรมะก็ต้องทำธรรมะ ผู้มีภูมิปัญญาก็ต้องรู้เห็น ชัดเจน เรามาทำความชอบธรรมทั้งทางโลก ที่เข้าใจยอมรับกัน และในทางธรรม แนวลึก ซึ่งเข้าใจยากว่า ความสงบจะมาสยบความรุนแรง เป็นเรื่องเข้าใจยาก ปฏิบัติยาก จะทำให้สงบได้นานขนาดนี้ ทั้งที่ถูกยั่วยุทำลาย ให้เรากิเลสขึ้น จนทนไม่ได้ ต้องวู่วาม ต้องทำส ิ่ งไม่ดีโต้ตอบ สารพัดที่มีวิธีการซับซ้อน แต่พวกเราก็พอเป็นไปได้อย่างดี ไม่อยากจะพูดว่าดีมากบริบูรณ์ 100 % ก็มีบางคนจิตไม่แข็งแรงก็โต้ตอบบ้าง ซึ่งไม่แรงเหมือนพวกเขาที่เอาตาย จนพวกเราตายไปหลายคนแล้ว เราทำมานานก็ถือว่าชนะรายทางมาเรื่อยๆ เขาเป็นผู้ไม่สงบมากระทำกับ พวกเราปฏิเสธไม่ได้ เขาหาว่าเราทำเอง หลอกชาวบ้าน เล่ห์เหลี่ยมลีลาสารพัด แต่เอาเถอะ ยังไงผู้มีปัญญาก็รวบรวมความจริง อาตมามั่นใจว่า เพราะยืนบนฐานความจริง ก็ดำเนินมาได้จนป่านนี้ ก็ชนะ เป็นการพิสูจน์ธรรมคุณธรรมแท้จริงของคนไทย ภูมิใจที่คนไทยมีคุณธรรมโลกุตระ ไม่ใช่แบบโลกีย์ อำนาจที่เราทำนี้เป็นธรรมฤทธิ์ ที่ทำให้อีกฝ่ายหนึ่งก็ต้องตะโกนบอกว่า ตนเองก็สันติๆ แต่พฤติกรรมก็สะสมคนอาวุธตลอดเวลา มันค้านแย้ง กับสิ่งที่พูด เป็นสิ่งจริงในประเทศชาติ ขอให้พวกเราตั้งใจอดทน เสียสละ มาถึงวินาทีนี้ ประชาชนไทยแพ้ไม่ได้ คราวนี้ยังไงก็อดทน อุตสาหวิริยะ ทำได้อย่างมากเราก็มีปริมาณคน ไม่ได้บังคับให้มาหรือหลอกล่อให้มา เป็นการวัดค่าวิธีง่ายๆ ที่ใครมากกว่าก็ชนะ แต่ที่จริงต้องวัดคุณธรรม ผู้มีธรรมแม้มีน้อยก็ควรชนะ แต่นี่เราก็พยายาม แม้เขาจะเถียงเรื่องหมู่มวลปริมาณ ซึ่ง ประชาธิปไตย ต้องมีสองฝ่าย คือ ฝ่ายค้านกับฝ่ายปฏิบัติการ ถ้าไม่มีฝ่ายค้านก็ไม่ใช่ ประชาธิปไตย ฝ่ายค้านต้องไม่รุนแรง เอาเหตุผลคุณธรรมถูกต้องมาชี้วัด ไม่ใช่ใช้รุนแรงวัดกัน เชื่อว่าคนไทยยังเข้าใจได้ เป็นแต่เพียงยังขาดน้ำใจ เสียสละ ถ้าคนที่ยังไม่มีน้ำใจ ไม่เสียสละ ก็เสียสละออกมาแสดงมวลให้แจ้งชัด ว่านี่คือมวลมหา ประชาชน ออกมาแสดงความจริงข้อนี้ เสียสละหน่อย รวมกันเป็นครั้งๆ ประท้วงต่อไป กินๆ นอนๆ กลางถนน ตากแดดตากลม อดทนก็ทำไป พอถึงเวลาวาระ จะมากันก็เพ ิ่ มจำนวนนะ แต่ละครั้งที่ชุมนุมกัน รวมพลกัน เป็นครั้งๆ ครั้งนี้ก็ประกาศ วันที่ 29 ออกมาให้มืดฟ้ามัวดิน ก็ให้มากัน ผู้สามารถมาได้ก็มาก่อน เหลือวิสัยมาไม่ได้ ก็รวมกันที่จั

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน