571005-วิถีอาริยธรรม เจริญกายคตาสติอย่างไรให้เป็นพุทธ.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์350 KB
วันที่แก้ไข27 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

571005 _ วิถีอาริยธรรม โดยพ่อครู บ้านราชฯ เรื่อง เจริญกายคตาสติอย่างไรให้เป็นพุทธ ส มณะ ฟ้าไทว่า … วันนี้ วันที่ 5 ตุลาคม 2557 ที่บ้านราชฯ เมื่อก่อนในน้ำมีปลาในนามีข้าว แต่ตอนนี้ในน้ำมีแต่สารพิษ สังคมไม่น่าอยู่แล้ว สู้มาอยู่ที่บ้านราชฯ ดีกว่า น่าอยู่ที่สุด เท่าที่รู้สึก อยู่กับคนดีมีความผาสุก ปลอดภัยในชีวิต นอนบ้านก็สบาย ไม่ต้องมีรั้ว ขนาดวัว ควาย ยังมากินผักหญ้าบ้านเรา ขนาดเขาปลูกข้าวงามๆ ยังไม่กินเลย ที่อื่นใส่สารพิษ วัว ควาย มีเซนส์เลือกที่กิน มันมากลางคืนด้วยนะ มันไม่ไปกินข้าวงามๆ ของเขาด้วยนะ มากินข้าวเราที่ไม่งามที่ปลูกตามข้างทาง มีหญ้าก็ไม่น่ากินแต่มันก็มา พ่อครูว่า … ตอนนี้ข้าวเราก็เต็มไปหมด ขึ้นไปทั่วเลย ออกรวงไปเยอะเลย เตรียมเคียวไปเกี่ยว ตอนนี้ทำข้าวเม่าอ่อนได้นะ รอบบ้านราชฯ ขึ้นเองก็มี นี่คือความอุดมสมบูรณ์ วัว ควาย กินก็กินใบ มันก็แตกใบ ออกเมล็ดอีก

ส มณะ ฟ้าไทว่า … การปฏิบัติธรรมของพุทธส่งผลถึงคนและสัตว์ ขนาดควายโง่ยังรู้ว่าที่นี่ดีเลย แล้วเราจะโง่กว่าควา ย ไม่รู้ว่าที่นี่ดีได้อย่างไร? วันนี้พ่อครูจะอธิบาย เรื่อง กายคตาสติ อานาปานสติ ซึ่งแต่ก่อนเป็น นักศึกษา อาจารย์ก็พาเรียนอภิธรรม เรียนก็งงๆ นึกว่าเป็นเรื่องยากมาก

พ่อครูว่า … อาตมายังไม่กล้าพูดเรื่องจิตละเอียดมากๆ เลย แต่จะสอนรูปก่อน ซึ่งเรียนรู้รูป ก็มีนามอยู่ ซึ่งถ้ารูปยังไม่รู้เลยจะไปเรียนนามที่ลึกซึ้งเป็นไปได้ยาก คนก็ยากที่จะเข้าใจ ปางนี้อาตมาต้องอดทนต่อสู้ พิสูจน์ความจริงเรื่องนี้ อาตมาก็ว่าตนสู้ได้ดีอยู่ แต่สงสารคน ซึ่งเขาเถียงไม่ได้ เพราะอาตมาเอาพระไตรฯ มายันตลอด ถ้าไม่มีหลักฐานเขาก็จะแย้ง แต่เขาก็จะรับก็ไม่รับ เพราะมันผิดจากที่เขาเข้าใจทั้งยวง แต่เขาก็ไม่น่าจะถ่วง เพราะรู้ว่าอะไรถูกกว่า เขาไม

อ่านต่อ

่น่าปิดกั้น เพราะจะบาปมาก พูดเหมือนยกตนข่มเขา แต่จิตใจอาตมาไม่มีสิ่งเหล่านี้ มีแต่ใจที่เห็นใจสงสารเวทนา ตอนนี้อาตมาก็อายุ 80 แล้ว

ส มณะ ฟ้าไทว่า … เรื่องโลกุตรธรรมที่พ่อครูจะเอามาอธิบายนั้นยาก แต่ว่าเราก็คุ้มที่จะมาศึกษาปฏิบัติตาม ซึ่งก็ได้ผลมีคนทำได้ วันนี้เราฟัง เรื่อง กายคตาสติ อานาปานสติ ก็ต้องตั้งใจฟัง เป็นเรื่องพาลดละกิเลสได้ พ่อครูว่า … ตอนนี้ช่วงหลัง 5-10 ปี อาตมาเน้นปรมัตถธรรม ที่เน้นจิต เจตสิก ก็ยาก แต่จำเป็น ทุกวันนี้ออกนอกทางพุทธไปหมด ไม่เข้าถึงจิต เจตสิก หรือเข้าอย่างไปนั่งสมาธิ หรือพวกศึกษาอภิธรรม ก็ศึกษาจิต เจตสิก ด้วย แต่ไม่เข้าถึงจิตจริง เขาท่องแต่พยัญชนะเป็น อัตวาทุปาทาน ส่วนทางปฏิบัติก็เข้าใจทฤษฎีผิด ก็เข้าถึงจิต แต่เป็นแนวดิ่ง ไม่เป็น กาย ที่มีหยาบ กลาง ละเอียด มันก็ดิ่งแน่วตรงซื่อๆ ทางนั่งดับก็ดับดิ่งเข้าหาดับมื ด ดำเลย ส่วนพวกเรียนจิต เจตสิก รูปนิพพานมีเหตุผลมากมาย ท่องได้เก่งร้อยเรียงเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ โดยพยัญชนะ ได้แต่ วาทะ เป็นอัตวาทุปาทาน เขาไม่ได้รู้ถึงสภาวะก้อนกิเลส เขาจับไม่ติด ไม่เข้าถึงสภาวะพวกนี้ เขารู้เพียงผิวเผินรู้แต่สบายกับไม่สบาย อย่างสำนักติชนัทฮัน ก็ติดแต่สบายสามัญโลกีย์ ให้งามให้ดูเรียบร้อยคนก็นิยม แต่ไม่ได้ละกิเลสไปตามลำดับไม่ถึงนิพพาน มันอาศัยแต่ฐานสงบ ไม่เป็นฌานของพระพุทธเจ้า ไม่รู้จักตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ ไม่รู้วิตกวิจารเลย ไม่รู้จัก กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร ไม่แปลกที่เขาจะแปล ปุญญาภิสังขารว่าสังขารเป็นบุญ แต่แปลอปุญญาภิสังขารว่า สังขารเป็นบาป เพราะไม่รู้จัก กาย ที่เข้าถึงปรมัตถ์ ไม่เนื่องต่อไปที่ เวทนา จิต ธรรม เขาปฏิบัติหั่นขาดตอนกันหมด ก็เลยไม่มีการบรรลุ มันมีเหวหุบ หลุมบ่อกั้นหมดไม่ทะลุ แล้วหลงวนตรงนั้นคิดว่าตนบรรลุแล้ว พูดไปก็เหมือนยกตนเองว่าตนยิ่งใหญ่ แต่ขอยืนยันว่า อาตมาเป็นโพธิสัตว์ แต่เถรวาทไม่เข้าใจโพธิสัตว์ว่าคืออะไร แล้วเขาไม่นับถือโพธิสัตว์ด้วย เขานับถือแต่อรหันต์ เป็นอุจเฉททิฏฐิ แล้ว ส่วนมหายานก็เป็นสัสตทิฏฐิ คือไม่มีการจบสิ้น ส่วนเถรวาท เป็นอุจเฉท เพราะว่าตายแล้วสูญ เป็นอรหันต์ตายแล้วสูญหมด เป็นต้น

วันนี้ตั้งใจขยายความ กายคตาสติสูตร [ 293 ] ขณะนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จออกจากสถานที่ทรงหลีกเร้นอยู่ในเวลาเย็น เสด็จเข้าไปยังอุปัฏฐานศาลานั้น ครั้นแล้วจึงประทับนั่ง ณ อาสนะที่เขาแต่งตั้งไว้ แล้วตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอ นั่งประชุมสนทนาเรื่องอะไรกัน และ พวกเธอสนทนาเรื่องอะไรค้างอยู่ในระหว่าง ฯ ภิกษุเหล่านั้นทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ณ โอกาสนี้ พวกข้าพระองค์กลับจากบิณฑบาตภายหลังเวลาอาหารแล้ว นั่งประชุมกันในอุปัฏฐานศาลาเกิดข้อสนทนากันขึ้นในระหว่างดังนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุทั้งหลาย น่าอัศจรรย์จริงไม่น่าเป็นไปได้เลย เท่าที่พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น ผู้ทรงรู้ ทรงเห็น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธ ตรัสกายคตาสติที่ภิกษุเจริญแล้ว ทำให้มากแล้วว่ามีผลมาก มีอานิสงส์มากนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อสนทนากันในระหว่างของพวกข้าพระองค์ได้ค้างอยู่เพียงเท่านี้ พอดีพระผู้มีพระภาคก็เสด็จมาถึง ฯ

[ 294 ] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็กายคตาสติ อันภิกษุเจริญแล้วอย่างไร ทำให้มากแล้วอย่างไร จึงมีผลมาก มีอานิสงส์มาก ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรงดำรงสติมั่นเฉพาะหน้า เธอย่อมมีสติหายใจออก มีสติหายใจเข้า เมื่อหายใจออกยาว ก็รู้ชัดว่า หายใจออกยาว หรือเมื่อหายใจ เข้ายาว ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจออกสั้นหรือเมื่อหายใจเข้าสั้น ก็รู้ชัดว่า หายใจเข้าสั้น สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักเป็น ผู้ กำหนดรู้กองลมทั้งปวง (บาลีคือคำว่า กาย) หายใจออก ว่าเราจักเป็น ผู้กำหนดรู้กองลมทั้งปวง หายใจเข้า สำเหนียกอยู่ ว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจออก ว่าเราจักระงับกายสังขาร หายใจเข้า เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่ อย่างนี้ ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้ เพราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้น ย่อมคงที่ แน่นิ่ง เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าเจริญกายคตาสติ ฯ

พ่อครูว่า...ความจริงของสุขทุกข์อยู่ที่สัมผัสกายอยู่ทางทวารทั้ง 6 เท่านั้น นอกนั้นเป็นแต่อุปาทาน เป็นตัวยึดไว้เท่านั้น ถ้าหมดตัวยึด ก็คือนิพพาน เมื่อเกิดสุขทุกข์ เกิดกิเลสก็จับตัวนี้แล้วล้างกิเลสให้หมด ซึ่งคนจะมาเข้าใจแล้วเอามาปฏิบัติจนตายไปด้วยกันนี่ มีสัก 1000 คนได้ แต่จะถึง 2000 คนไหม ก็ไม่น่าจะถึง ก็ทำมาตั้ง 30-40 ปี แล้วนะ พุทธาภิเษก ปลุกเสกฯ ทำมา 39 ปีแล้ว มันไม่ง่ายเลย ที่มันยากเพราะกระแสสังคมเขาไปนับถือกระแสหลัก นับถือกลุ่มหลัก กลุ่มที่นำพาศาสนาไป แล้วก็ขออภัยที่ต้องพูดว่าเขาผิด ก็เลยนับถือสิ่งผิด ก็เลยซวยถึงลูกศิษย์ลูกหาที่มาบริหารบ้านเมืองก็เลยมีแต่เห็นแก่ตัว ดีไม่ดีทุจริตเห็นแก่ตัว ไม่มีหิริโอตตัปปะ แล้วเป็นพุทธอย่างนี้ ถึง 95 เปอร์เซ็นต์นะ แล้วพุทธนี่เป็นอิสระไม่บังคับ กิเลสก็เลยเป็นเจ้านาย แล้วย่ำแย่กว่าศาสนาอื่นด้วย ก็น่าสงสารประเทศไทย อาตมา มาสืบทอดนำความถูกต้องความจริงของพระพุทธเจ้ามายืนยัน สืบทอดศาสนา มั่นใจว่า 40 กว่าปีนี้ มีผู้สืบทอด มีผู้มีความรู้ด้านศาสนา มีแล้วกลุ่มหนึ่งจำนวนอาจถึงสองพันก็ไม่รู้ นอกนั้นก็หลวมๆ เป็นผู้ที่เชื่อ มีเชื่อถือ (ศรัทธา) เชื่อฟัง (ศรัทธินทรีย์) เชื่อมั่น (ศรัทธาพละ) เมืองไทยเป็นพุทธตั้งแต่เกิดในบัตรประชาชนก็เป็นพุทธ ก็ถือพุทธตามๆ กันมา ถ่ายทอดกันมา แต่เนื้อหาพุทธเสื่อมไปแล้ว ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อาณีสูตร เป็นกลองอานกะ ที่เวลาผ่านไปก็ไม่มีเนื้อเดิมแล้ว เป็นสิ่งที่เอามาปะไว้หมด เหมือนศาสนาพุทธที่ไม่มีเนื้อแท้แล้วมีแต่สิ่งที่เอามาปะ เมืองไทยคนพอรู้ที่อาตมาพูด เชื่อถือนะ ว่าจริงถูกแต่ไม่เชื่อฟัง เพราะคนที่เชื่อฟังจะปฏิบัติตาม พอปฏิบัติได้ผลก็จะมีศรัทธาพละ เป็นเชื่อมั่น

แต่ทุกวันนี้ อาตมาได้รับความเชื่อถือเท่านั้น ส่วนเชื่อฟังมีน้อยแล้วเชื่อมั่นก็ยิ่งมีน้อย ที่พูดนี่ไม่เกินจริง ทีนี้น้ำหนักของโลกุตรธรรมพระพุทธเจ้า ในคน 67 ล้านคนในไทย มีคนแค่นี้ 777 คน ก็ได้ที่ได้ ยังมีรูปร่างของพุทธได้ ท่ามกลางไฟนรกโลกีย์อันจัดจ้านของเมืองไทย ไทยนี่บ้ายิ่งกว่าอินเดีย บ้าไปตามโลกโลกีย์ เขาเห่ออะไรก็ไวไปไวกว่าอินเดีย เขาเจโตจัด เปลี่ยนแปลงยาก พลเมืองเขาจะอยู่เป็นพันล้านต่อไป เขาไม่ปิดกั้น เขาอยู่ได้ ส่วนจีนพยายามเบ่งอำนาจ ยึดเอาประเทศอื่นเรื่อยๆ คนก็ชอบใหญ่อำนาจ เป็นธรรมดาของโลกีย์ กว่าเขาจะเข้าใจว่า ไปเอามาอีกทำไม แต่ขันธ์ 5 ตนเองนี่ก็ กิลมถะ จะตายไป ความไม่รู้เป็นเรื่องน่าสงสาร ทั้งที่ไทยเป็นเมืองพุทธมากว่าสองพันห้าร้อยกว่าปี ตำราไตรฯ ก็ถือฉบับสยามรัฐมานาน แค่คำว่า กาย และคำว่าบุญ สองคำนี้เป็นคำสำคัญ หากเข้าใจคำว่า กายผิดก็ปฏิบัติธรรมไปไม่รอด ยิ่งคำว่าบุญหากเข้าใจผิดก็ยิ่งแย่

บุญคือการชำระกิเลส เมื่อชำระได้ กิเลสลด บาปก็ลด ไปเรื่อยๆ นี่คือความดีงาม แต่ไม่ใช่ดีงามแบบโลกีย์ที่ได้ฟูใจ อร่อยกับ กามกับโลกธรรม จึงไร้ประโยชน์สาระ เพราะคำว่า บุญคืออาญาสิทธิ์ อาวุธที่จะตัดกิเลส พอคำว่าบุญเข้าใจผิดก็ไม่มีอาวุธตัดกิเลส บุญ ต้องรู้กาย ต้องรู้องค์ประชุมทั้งนอกและใน อยู่ใน วิโมกข์ 8 ข้อที่ 2 ยืนยันชัดเจนว่า พหิทารูปานิ อัชฌัตตัง อรูปสัญญี รู้ข้ า งนอกเข้าไปถึงข้างในถึงอรูป และรู้ขณะ มีปัสสติ มีสัมผัส ทั้งทุกทวาร 6 มีสัมผัส contact อยู่ทั้งหมดไม่ได้ขาด แต่เขาก็ไปปฏิบัติจิตแบบตัดขาดผัสสะ ไปนั่งหลับตาปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าเลยล้มละลายสิ้นเนื้อประดาตัวเลย

และพระไตรปิฎกฉบับนี้ พระกัสสปะ ที่เป็นคนร้อยเรียง มากกว่า 50 ในร้อย ก็เลยเป็นเจโตเข้มข้น ปัญญาน้อย ก็น่าสงสาร แต่ดีที่เป็นเชื้อแท้ เถรวาทเป็นเชื้อแท้ไม่ผสม ส่วนมหายานเป็นพันธุ์ทาง คนไม่ค่อยเชื่อ แต่เถรวาท เป็นเจโต ตีธรรมะไม่แตก ก็เลยยากจริงๆ แต่ที่พูดนี่ไม่มีท้อ เพราะอาตมา เห็นว่าถ้ายังเกิดเป็นมนุษย์อยู่ไม่มีอะไรที่สำคัญเท่าอันนี้ อันนี้คือประโยชน์แท้ของมนุษย์

คำว่า " ก็ดี " ในยุค อาตมา มีแต่คนปฏิบัติแบบฤาษีป่าเสียมากมาย ที่จริงท่านก็หมายถึงว่า ก็เถอะ แต่เธอมาปฏิบัติไม่แยกกันระหว่าง กายคตาสติ กับ อานาปานสติ ซึ่ง กายคตาสติเขาแยกไปเดินจงกรมปฏิบัติ และอานาปานสติก็ไปนั่งสมาธิ แต่ความจริงแล้ว กายคตาสติกับอานาปานสติ ก็ไม่ได้แยกกัน ต้องปฏิบิติไปด้วยกัน หากแยกกันก็วิลัย บรรลัย ฉิบหายแล้ว

พระพุทธเจ้าว่า ก็เอาเถอะหากแม้คุณต้องไปนั่งสมาธิ ก็ต้องสัมพันธ์รู้กาย รู้จิตสังเคราะห์สังขารกันตลอดเวลา

การออก มีปฏิกิริยาของมันอย่างออก ส่วนการเข้า การสั้น การยาว ของลมหายใจก็ต้องรู้ว่าต่างกันนะ ส่วนบรรดาอาจารย์อื่นก็ว่าไปขยายเกินพระพุทธเจ้า ว่าร้อนก็ต่าง เย็นก็ต่าง ลมข้างนอกข้างใจก็ต่างกันนะ แต่พระพุทธเจ้าว่าไม่ให้ทิ้งลมหายใจนะ ถ้าขาดก็ไปรู้แต่ภายใน ไปปั้นอยู่ภายในเป็นมโนมยอัตตา ว่าลมไปอยู่ภายในเห็นลมเลื่อนไปตามร่าง ก็ปั้นคิดเอาไปตามมโนมยอัตตา คือมันปั้นเป็นความรู้สึกได้ คนก็ไม่เข้าใจไม่รู้

ที่ขยายนี่ เพราะพระพุทธเจ้าสอนมาสองพันห้าร้อยกว่าปี ความหมายก็เพี้ยนไป ซึ่งท่านก็สมัยโน้น ป่ามันเยอะ มันใกล้กว่าวังที่พระเจ้าแผ่นดินอยู่นะ และวังก็ไม่ไกลนัก การสมมุติเอาสิ่งเหล่านี้อธิบายจึงยาก สรุปว่า ท่านให้สำเหนียกในความระงับของกายสังขาร แม้ลมท่านก็ให้รู้ว่ามันมีหลากลักษณะ ให้สำเหนียกว่ามันมีองค์ประชุมร่วมกัน แต่ท่านเน้นที่ระงับกายสังขาร แล้วระงับอะไร เขาก็พาซื่อเข้าใจว่า กาย คือร่าง พอให้ระงับกายสังขารก็เลยหยุดนิ่งแข็ง ก็เลยจบ ทำให้คนเป็นท่อนไม้ เป็นก้อนหิน ศาสนาพุทธไม่ได้ให้คนทำเป็นท่อนไม้หิน แต่ว่าให้มี กายปาคุญญตา มีความคล่องแคล่ว มีความเบา มีวิชาตัวเบา ว่างง่ายไวเร็ว ไม่ได้หมายถึงมานั่งแข็ง นิ่งออยู่กับภพตนเองนะ ของพุทธมี สาราณียธรรม มีพุทธพจน์ 7 ไม่ได้เป็นคนใจดำติดภพ แต่เป็นคนใจกว้างเมตตาเกื้อกูล และประมาณตนได้ ด้วยการช่วยเหลือ ไม่วิวาทกับใคร อบอุ่นเป็นเอกีภาวะ อาตมาชื่นใจที่อโศกมีสิ่งเหล่านี้ แม้ไม่สมบูรณ์แต่มีสภาวะแล้ว

กายสังขาร นั้นไม่ใช่แค่ ร่าง แต่หมายถึงทั้งกายและจิต สัมพันธ์กันตลอด ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ สังขารนี่คือจิตปรุงแต่งเป็นหลัก ไม่ ได้หมายถึงแค่ ร่าง ตัวฟิสิกส์เป็นหลัก กายคือองค์ประชุมของ เวทนา สัญญา สังขาร คือองค์ประชุมของธาตุรู้ทั้งหมด คือกายวิญญาณ และแจกเป็น เวทนา สัญญา สังขาร สามกอง

การทำสมาธิ คือทำกายสังขารให้สงบรำงับ แต่เขาก็ไปแปลและปฏิบัติเป็นนั่งสมาธิหลับตาให้ร่างนี้แข็งทื่อ ยิ่งแข็งทื่อได้มากได้นานเท่าไหร่ก็จะถือว่าเป็นสมาธิมากเท่านั้น ทั้งที่สมาธิของพระพุทธเจ้าเกิดในองค์รวมของ กายและจิต ทุกขณะ ทุกอิริยาบถ ทุกขณะ มีกรรมกิริยาอยู่คล่องแคล่วว่องไว แม้มีผัสสะ อะไรมากระทบจะร้อนแรงเท่าไหร่ ก็มี กายที่สงบ คือปราศจากกิเลส สงบ รำงับจากกิเลสต่างหาก

มีธรรมะที่เข้าไปทำลายตัวผีออกจากเรือนใจ ก็เป็นความสงบรำงับ เพราะลดความดำริพล่านในจิต จิตก็สงบรำงับ แต่จิตเป็นตัวเคลื่อนไหวไม่ใช่แข็งทื่อแต่มี ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา ไม่ใช่แข็งนิ่ง แต่จะเป็นจิตแข็งแรงมั่นคงยั่งยืนอิสระ ปรับได้ง่าย มีปัญญา เป็นหนึ่งเดียว เป็นความตั้งมั่น อย่างนี้ชื่อว่าเจริญกายคตาสติ ซึ่งไม่ทิ้งภายนอก แต่ทำที่จิต ระงับกายสังขาร ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่ลมหายใจเข้าออกเท่านั้น แต่ทุกอิริยาบถ เดินอยู่ก็รู้ชัด ยืนอยู่ นั่งอยู่ นอนอยู่ หรือทรงกายโดยอาการใดๆ ก็รู้ชัด

และที่จะให้สงบ รำงับ ต้องรู้ชัดว่า คือกิเลสตัณหา นะ ไม่ใช่ว่าให้จิตหรือร่างนิ่งแข็งทื่อ แน่นิ่งดิ่งดับไม่รับรู้อะไร ถ้าทำอย่างนี้แย่แน่ มันตรงกันข้ามกับของพระพุทธเจ้า ก็จะเข้าใจ กายกัมมัญญา กายปาคุญญตา เขาจะเข้าใจไม่ได้เลย ไม่เข้าใจความเบาของกองเวทนา สัญญา สังขาร

[ 295 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุเดินอยู่ ก็รู้ชัดว่ากำลังเดิน หรือยืนอยู่ ก็รู้ชัดว่ากำลังยืน หรือนั่งอยู่ ก็รู้ชัดว่ากำลังนั่ง หรือนอนอยู่ ก็รู้ชัดว่ากำลังนอน หรือเธอทรงกายโดยอาการใดๆ อยู่ ก็รู้ชัดว่า กำลังทรงกายโดยอาการนั้นๆ เมื่อภิกษุนั้น ไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปใน ธรรมอยู่อย่างนี้ ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้ เพราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้น ย่อมคงที่ แน่นิ่ง เป็นธรรมเอกผุดขึ้นตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าเจริญกายคตาสติ ฯ

พ่อครูว่า … คำว่า แน่นิ่ง นี่คนก็แปลไปตามภูมิ คือทำตัวเหมือนคนตายอย่างนี้ปฏิบัติไม่ถูก ที่จริงหมายถึงกิเลสให้ตายสนิทเลย นิ่งสนิทเลย คำว่า กายสเภทา ปรัมมรณา คือ หลังจากกายนี้แตกแล้ว จะกระจายเหมือนแสงสว่างที่กระจายไปทั่ว เท่าที่มันมีฤทธิ์ วิญญาณหรือธาตุรู้ของจิตก็เหมือนกันแต่มันไปไกลกว่าแสง บางเบากว่าแสงไม่มีที่กั้นได้ง่าย แต่แสงนี่ก็กั้นได้ง่ายแต่วิญญาณทะลุหมด กั้นไม่ได้ ถ้าขาดเหตุปัจจัยคือตาหูจมูกลิ้นกาย ก็จะอยู่ในภพของมัน

คนที่ไปเข้าใจว่าตายไปก็จะเป็นวิญญาณล่องลอยไป เข้าครรภ์มารดา เป็นนิยายไป คือเขาไม่รู้ ที่จริงจิตวิญญาณตายไปมีแต่นรกสวรรค์ของภพของตนเท่านั้น ส่วนวิบากมันก็พาเกิด เป็นกรรมโยนิ ตามที่มันมีจริง สังเคราะห์ระหว่าง กุศล อกุศล ไม่เที่ยง เปลี่ยนตลอดทุกวินาที แล้วแต่วิบากจะไปถึงตรงไหน?

กรรมใดที่คุณทำแล้วไม่มีลบล้าง สะสมทุกกรรม ถ้าเป็นอกุศลวิบากมันจะวิ่งไล่กวด แต่กุศลวิบากมันไม่วิ่งไล่เหมือนหมาไล่เนื้อหรอก

ส มณะ ฟ้าไทว่า … คงเหมือนทำดีจะมีแรงเฉื่อย แต่ความชั่วจะเร่งให้ทำมากเลย

พ่อครูว่า … ทำไมคนถึงโง่ดักดานเลย ความดีจะเฉื่อยช้าที่จะทำ แต่ความชั่วนี่ เร่งมากรีบมากจะไปทำ ทำไมโง่อย่างนี้ เช่นคนที่ทำความดีในศาลา คนก็ไม่ค่อยมาดู แต่ว่าคนทำชั่วที่ไหนบอกนะ คนก็รับไปดูเลย หนังสือพิมพ์จะลงแต่เรื่องชั่วร้าย แต่เรื่องดีก็ไม่ค่อยลง ยิ่งดีระดับโลกุตระคนยิ่งไม่ค่อยเอานะ

ส มณะ ฟ้าไทว่า … ถ้าเราพัฒนาตน ทำความดีมากความดีจะเร็วกว่าชั่วไหม?

พ่อครูว่า … ทุกอย่างในมหาจักรวาลนี้ มันคานกันทุกอย่าง ถ้าความชั่วเร็วแรงไว แต่ความดีมาช้า จะทันกันอย่างไร? มันไม่ทันความชั่วหรอก มันอยู่ที่ตัวของแต่ละคน หากเห็นว่าดีก็ขวนขวายเร่งเอาไปอาศัยคนอื่นไม่ได้หรอก ต้องเรา เราต้องบังคับตัวเรา คนอื่นไม่เอาก็ช่างหัว พระพุทธเจ้าว่า อัตตหิ อัตตโนนาโถ โกหินาโถ ปโรสิยาย พระพุทธเจ้ายังช่วยไม่ได้เลย ต้องให้เจ้าตัวพึ่งตนเอง คำว่า ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ไม่ได้หมายถึงให้เห็นแก่ตัว แต่ให้ล้างกิเลส ลดตัวตนได้ แล้วเมื่อลดกิเลส ตัวตนได้ ก็จะเห็นแก่ผู้อื่น ไม่เหมือนลัทธิฤาษี ที่ว่าตนไม่เห็นแก่ตัว แต่ไม่ช่วยคนอื่น คือไม่เห็นแก่คนอื่น แต่เห็นแก่ตัวเต็มบ้องเลย แต่ของพระพุทธเจ้าให้รู้จักความเห็นแก่ตัวแล้วฆ่าความเห็นแก่ตัว ยิ่งหมดความเห็นแก่ตัวยิ่งมีประโยชน์ต่อผู้อื่นมากขึ้น หมดความเห็นแก่ตัวก็มีแต่ความเห็นแก่ผู้อื่นเต็มบ้องเลย

ธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นเรื่องสุดยอด เมื่อจะรู้การทรงกายอิริยาบถ ก็ต้องรู้ละกิเลสในเรือนใจตลอดเวลา อยู่นิ่งก็ปฏิบัติ เคลื่อนไหวก็ปฏิบัติ แล้วเราอ่านใจเราให้เร็วให้ทัน มีจิตหัวอ่อน มุทุภูตธาตุ

ที่อาตมาบรรยายขยายความ ในกายคตาสติ ข. 295 แล้วยังมีอิริยาบถอื่นอีก

[ 296 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุย่อมเป็นผู้ทำความ รู้สึกตัวในเวลา ก้าวไปและถอยกลับ ในเวลา แลดู และเหลียวดู ในเวลา งอแขนและเหยียดแขน ในเวลา ทรงผ้าสังฆาฏิ บาตร และจีวร ในเวลา ฉัน ดื่ม เคี้ยว และลิ้ม ในเวลา ถ่ายอุจจาระและ ปัสสาวะ ในเวลา เดิน ยืน นั่งนอนหลับ ตื่น พูด และนิ่ง เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่อย่างนี้ ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้ เพราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้น ย่อมคงที่ แน่นิ่ง เป็นธรรมเอกผุดขึ้นตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าเจริญกายคตาสติ ฯ

พ่อครูว่า … รวมแล้วทุกอิริยาบถ คือกายคตาสติ องค์ประชุมทุกอิริยาบถ คุณต้องรู้ และทำให้จิตลดกิเลสให้ได้ ต้องมาละความดำริพล่าน ไม่ใช่ถูกหลอกให้ไปนั่งสมาธิแข็งทื่อ ไม่รับรู้ใครเอาไฟมาเผาก็ยังไม่รู้อีก แต่มันต้องมีสัมผัสทางทวารนอกด้วย และอยู่ในหมู่มิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี ศาสนาพุทธไม่ใช่แค่ บ้านราชฯ นะ แต่ทั้งโลก แต่เรายังไม่ไปทั้งโลกนะ เพราะเรายังเล็กอยู่ ต้องระวัง ต้องมาละความดำริพล่าน ไปในกาม ในพยาบาท ให้มันออกไป ลดไป จางไป ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ จึงเป็นกลไกทำลายกิเลสอันสมบูรณ์แบบได้ผลเป็น คุณนิธิ เป็นคลังพลังงานเป็น อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนาเป็นคุณนิธิ แล้วตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ เป็นตัวคุณราศี เป็น พลังงานจลน์ ทำการสังขาร ทั้งกาย จิต วจีสังขาร รวมเสร็จแล้วก็ส่งออกเป็น วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ต่อไป [ 297 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุย่อมพิจารณากายนี้ แล ข้างบนแต่พื้นเท้าขึ้นไป ข้างล่างแต่ปลายผมลงมา มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ ว่ามีอยู่ในกายนี้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอดไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด น้ำเหลือง เลือด เหงื่อมันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร ดูกรภิกษุทั้งหลาย

พ่อครูว่า … ผมขนเล็บฟันหนัง มันเป็นส่วนนอก ไม่มีปลายประสาท ไม่มีปสาทรูปเกี่ยวแล้วไม่มีนามธรรมไปเกี่ยวก็ไม่เรียกว่า กาย แต่เรียก กายลำลอง เพราะมันติดกับร่างอื่นๆ อีก

พ่อครูว่า … กาย ถ้าไม่เกี่ยวกับนามธรรมก็ไม่สามารถจัดการมันได้ จะจัดการได้ต้องมีประสาทไปถึง

เปรียบเหมือนไถ้มีปากทั้ง ๒ ข้าง เต็มด้วยธัญญชาติต่างๆ ชนิด คือ ข้าวสาลี ข้าวเปลือก ถั่วเขียว ถั่วทอง งา และข้าวสาร บุรุษผู้มีตาดี แก้ไถ้นั้นออกแล้วพึงเห็นได้ว่า นี้ข้าวสาลี นี้ข้าวเปลือก นี้ถั่วเขียว นี้ถั่วทอง นี้งา นี้ข้าวสาร ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้น เหมือนกันแล ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้ แล ข้างบนแต่พื้นเท้าขึ้นไป ข้างล่างแต่ปลายผมลงมา มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มด้วยของไม่สะอาด มีประการต่างๆ ว่ามีอยู่ในกายนี้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนังเนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด น้ำเหลือง เลือด เหงื่อ มันข้นน้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่อย่างนี้ ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้ เพราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายใน เท่านั้น ย่อมคงที่ แน่นิ่งเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่า เจริญ กายคตาสติ ฯ (คนแปลไปว่า แน่นิ่ง นี่คนแปลคงไม่ได้เข้าใจสภาวะ) [ 298 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุย่อมพิจารณากายนี้แล ตามที่ตั้งอยู่ตามที่ดำรงอยู่ โดยธาตุว่า มีอยู่ในกายนี้ ธาตุดิน ธาตุน้ำธาตุไฟ ธาตุลม ดูกรภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนคนฆ่าโค หรือลูกมือของคนฆ่าโค ผู้ฉลาด ฆ่าโคแล้วนั่งแบ่งเป็นส่วนๆ ใกล้ทางใหญ่ 4 แยก ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกันแล ภิกษุย่อมพิจารณาเห็นกายนี้แล ตามที่ตั้งอยู่ ตามที่ดำรงอยู่ โดยธาตุว่า มีอยู่ในกายนี้ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่อย่างนี้ ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้ เพราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้น ย่อมคงที่ แน่นิ่งเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าเจริญกายคตาสติ ฯ [ 299 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุเห็นศพที่เขาทิ้งในป่าช้า อันตายได้ วันหนึ่ง หรือสองวัน หรือสามวัน ที่ขึ้นพอง เขียวช้ำ มี น้ำเหลืองเยิ้ม จึงนำเข้ามาเปรียบเทียบกายนี้ว่า แม้กายนี้แล ก็เหมือนอย่างนี้เป็นธรรมดา มีความเป็นอย่างนี้ ไม่ล่วงอย่างนี้ไปได้ เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่อย่างนี้ ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้ เพราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้น ย่อมคงที่ แน่นิ่งเป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ ภิกษุก็ชื่อว่าเจริญกายคตาสติ ฯ [ 300 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุเห็นศพที่เขาทิ้งในป่าช้า อันฝูงกาจิกกินอยู่บ้าง ฝูงแร้งจิกกินอยู่บ้าง ฝูงนกตะกรุมจิกกินอยู่บ้าง หมู่สุนัขบ้านกัดกินอยู่บ้าง หมู่สุนัขป่ากัดกินอยู่บ้าง สัตว์เล็กสัตว์น้อยต่างๆ ชนิดฟอนกินอยู่บ้าง จึงนำเข้ามาเปรียบเทียบ กายนี้ว่า แม้กายนี้แล ก็เหมือนอย่างนี้ เป็นธรรมดา มีความเป็นอย่างนี้ไม่ล่วงอย่างนี้ไปได้ เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่อย่างนี้ ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้ เพราะละความดำริพล่านนั้นได้ จิตอันเป็นไปภายในเท่านั้นย่อมคงที่ แน่นิ่ง เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่น ดูกรภิกษุทั้งหลาย แม้อย่างนี้ภิกษุ ก็ชื่อว่าเจริญกายคตาสติ ฯ [ 301 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก ภิกษุเห็นศพที่เขาทิ้งในป่าช้า ยังคุมเป็นรูปร่างอยู่ด้วยกระดูก มีทั้งเนื้อและเลือด เส้นเอ็นผูกรัดไว้... เห็นศพที่เขาทิ้งในป่าช้า ยังคุมเป็นรูปร่างด้วยกระดูก ไม่มีเนื้อ มีแต่เลือดเปรอะเปื้อนอยู่เส้นเอ็นยังผูกรัดไว้... เห็นศพที่เขาทิ้งในป่าช้า ยังคุมเป็นรูปร่างด้วยกระดูก ปราศจากเนื้อ และเลือดแล้ว แต่เส้นเอ็นยังผูกรัดอยู่... เห็นศพที่เขาทิ้งในป่าช้า เป็นท่อนกระดูก ปราศจากเส้นเอ็นเครื่องผูก รัดแล้ว กระจัดกระจายไปทั่วทิศต่างๆ คือ กระดูกมืออยู่ทางหนึ่ง กระดูกเท้าอยู่ทางหนึ่ง กระดูกแข้งอยู่ทางหนึ่ง กระดูกหน้าขาอยู่ทางหนึ่ง กระดูกสะเอวอยู่ทางหนึ่ง กระดูกสันหลังอยู่ทางหนึ่ง กระดูกซี่โครงอยู่ทางหนึ่ง กระดูกหน้าอกอยู่ทางหนึ่ง กระดูกแขนอยู่ทางหนึ่ง กระดูกไหล่อยู่ทางหนึ่ง กระดูกคออยู่ทางหนึ่ง กระดูกคางอยู่ทางหนึ่ง กระดูกฟันอยู่ทางหนึ่ง กะโหลกศีรษะอยู่ทางหนึ่ง จึงนำเข้ามาเปรียบเทียบกายนี้ว่า แม้กายนี้แล ก็เหมือนอย่างนี้เป็นธรรมดา มีความเป็นอย่างนี้ไม่ล่วงอย่างนี้ไปได้ เมื่อภิกษุนั้นไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปในธรรมอยู่อย่างนี้ ย่อมละความดำริพล่านที่อาศัยเรือนเสียได้ เพราะละความดำ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน