570806_พุทธชีวศิลป์(๖) วนบ. เรื่อง ดับอะไรในปฏิจจสมุปบาท.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570806 พุทธชีวศิลป์( 6 ) วนบ. เรื่อง ดับอะไรในปฏิจจสมุปบาท
วันนี้วันพุธที่ 6 สิงหาคม 2557 ที่ บวร ราชธานีอโศก มาพูดถึงเรื่องปฏิจจสมุปบาทกันต่อ … มันมีอวิชชา เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย ต้นหมากรากไม้ไม่รู้เรื่องอวิชชา ส่วนเดรัจฉานนั้นก็พูดกันไม่รู้เรื่องหรอก อวิชชา สังขารมีวิญญาณเป็นปัจจัย สังขารนั้นมีวิญญาณอยู่ในนั้น คำว่า วิญญาณ, จิต, มโน มีความหมายอย่างไร? จะได้เรียนรู้ภาวะสัจจะเหล่านี้ ถ้าผู้ที่มีสังขารอยู่ แล้วไม่เข้าใจเรื่องวิญญาณว่าอยู่ในสังขารมันปรุ่งแต่งในกายสังขาร ถ้ามันปรุงแต่งท่านเรียกจิตสังขารไม่เรียกมโนสังขารหรือวิญญาณสังขาร คนอวิชชาก็ไ ม่รู้เรื่องสังขารไม่ว่าจะกายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร คำว่า จิตสังขารต่างจากมโนกรรมอย่างไร? คำว่ากายสังขารต่างจากกายกรรมอย่างไร? คำว่าวจีสังขารต่างจากวจีกรรมอย่างไร? กายวิญญาณคือธาตุวิญญาณที่อยู่ในกายสังขาร ซึ่งกายสังขารขาดวิญญาณไม่ได้ แต่กายวิญญาณนั้นมีแนวโน้มเข้าหาภายใน ผู้ใดพิจารณาแต่จิตสังขาร ก็โน้มมาทางกายวิญญาณ แม้แต่วจีสังขาร ก็โน้มมาหาจิต คนไม่รู้กาย ไม่รู้สังขาร ก็แยกกรรมไม่ออก กรรมคือองค์รวมที่สำเร็จแล้วที่มาตามหลังสังขาร ...สังขารเกิดก่อนกรรม อย่างวจีสังขารกับวจีกรรม เป็นต้น วจีสังขารเป็นธาตุนามธรรมที่ยังไม่ออกมาเป็นกรรม คนจะรู้สังขารตัวแรกที่มีอวิชชาเป็นปัจจัย คนจะรู้จักสังขารชัดเจนไหม? ก็พยายามหาทางพูดเรื่องวจีกรรมกับวจีสังขาร เขาจะพูดไม่ค่อยตรงกับสภาวะ ว่าที่ยังไม่ออกมาเป็นวจีกรรมนี่เขาไม่ชัด จะตอบยาก
ที่อาตมาเอาที่ภิกษุณีธัมมทินนาอธิบายให้อุบาสกวิสาขะนั้นเรื่องการเข้าหรือออกนิโรธ นิโรธของพุทธนั้น มันเกิดดับทันที เกิดนิโรธอวิชชาก็ดับทันทีไม่มีอะไรคั่นไว้ สัญญาเวทยิตนิโรธกำหนดรู้ทันที จะต่างกับนิโรธ
อ่านต่อ
ฤาษีอสัญญีที่ดับหมด เขาจมในความดับสะกดจิตไม่ให้รับรู้ แต่ไม่ดับอกุศลจิต สิ่งที่เป็นสังขารปรุงแต่งเป็นตัวผีร้ายซ้อนในนั้น จึงเรียกว่าสสังขาริกัง มีตัวชักนำ ก็คือกิเลส พอเราดับได้ก็เป็น อสังขาริกังไม่มีตัวนำเกิด ผู้ใดปฏิบัติธรรมแล้วรู้ทันวจีสังขาร แม้ไม่รู้ทั้งหมด เราไม่รู้กระบวนการตั้งแต่ตักกะ มาวิตักกะ...เรื่อยมา จนเป็นวจีสังขารแล้ว แม้เราจะไล่ละเอียดเป็นหนังช้าขนาดไหนไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร เราพอจะประมาณได้สำหรับผู้มีสัมมาทิฏฐิที่อ่านจิตเจตสิกตน ว่าตอนนี้เรารู้ทันว่าจะพูดแต่ไม่พูด เราดักทัน แต่คนไม่เคยปฏิบัติธรรมก็เคยทำมาทั้งนั้น ที่ไม่ได้พูดเป็นวจีกรรม แต่พูดในใจนี่แหละคือวจีสังขารแล้ว คนไทยก็เป็นภาษาไทย ไล่ปฏิจจสมุปบาทมาจากข้อ 16 ล. 16 [ 16 ] ก็สังขารเป็นไฉน สังขาร 3 เหล่านี้คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร นี้เรียกว่าสังขาร ฯ [ 17 ] ก็อวิชชาเป็นไฉน ความไม่รู้ในทุกข์ ความไม่รู้ในเหตุเกิดแห่งทุกข์ ความไม่รู้ในความดับทุกข์ ความไม่รู้ในปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับทุกข์นี้เรียกว่าอวิชชา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ... ดังพรรณนามาฉะนี้ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ [ 18 ] ก็เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึง ดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ... ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมี ด้วยประการอย่างนี้ ฯ จบสูตรที่ 2 ผู้ผ่านภูมิเนวสัญญานาสัญญายตน(ฌาน,ภพ,ภูมิ,สัตว์) เป็นผู้ใกล้จบกิจแล้ว เป็นอวิชชาสุดท้ายที่ติดเป็นติ่งอยู่ ถ้าพ้นเนวสัญญาฯ ก็คือไม่มีไม่รู้อะไรอีกแล้ว ในเรื่องกิเลส ไม่มีเศษส่วนเหลืออีกเลย ดับได้หมด จึงเห็นนิโรธโดยสัญญาเคล้าเคลียอารมณ์ (สัญญาเวทยิต) ตรวจสองเวทนา 108 ทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต เราก็สูญ มั่นใจว่าเที่ยงแท้แน่นอนสมบูรณ์แบบจริงๆ ก็พ้นอวิชชาสวะ หมดสิ้นอาสวะทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว ก็คือพ้นเนวสัญญานาสัญญายตนภพ(หรือฌาน,ภพ,ภูมิ,สัญญา) ก็ได้ จิตเราคือสัญญาของเรานี่แหละทำการตรวจอ่านตรวจแล้วตรวจอีก ในปัจจุบันขณะที่มีกายสังขารเต็ม แล้วปฏิบัติปุญญาภิสังขารให้เต็มบริบูรณ์ ก็จะเป็นอปุญญาภิสังขาร คือไม่ต้องชำระอีกแล้ว มีแต่ต้องตรวจสอบๆ จะบอกว่าชำระก็ชำระธุลีสุดท้ายจนไม่มีอะไรเกิดอีก สั่งสมรักษาผล ให้เป็นอดีตๆๆ ให้ตกผลึกความเป็นจริงสมบูรณ์บริบูรณ์ จนมั่นใจว่าเอ็งเป็นของแท้ เป็น DNA ตัวแท้ต้นตระกูลอาริยะที่ไม่กับกำเริบแล้ว นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) เราจะเข้าใจ ว่าพ้นอวิชชาก็จะรู้จริง มันเป็นเช่นนี้ เรียกว่า ตถตา เป็นอัตโนมัติ สำเร็จตัวของมันเองอยู่อย่างนี้ถาวร ไม่มีใครไปเปลี่ยนแปลงได้ สำเร็จอิริยาบถอยู่ [ 40 ] บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แล้วสำเร็จอิริยาบถอยู่ ทั้งอาสวะของผู้นั้น ก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า “อุภโตภาค-วิมุต” กตโม จ ปุคฺคโล อุภโตภาควิมุตฺโต อิเธกจฺโจ ปุคฺคโล อฏฺฐ วิโมกฺเข กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ ปญญาย จสฺส ทิสฺวา อาสวาปริกฺขีณา โหนฺติ อย วุจฺจติ ปุคฺคโล อุภโตภาควิมุตฺโต ฯ
เห็นสำคัญคืออาสวะมันดับสิ้นไปแล้วอยู่ มันดับอยู่ในปัจจุบัน (โหนติแปลว่ามี)นี่แหละคือความมีของพระโยคาวจร มีสภาวะความดับ มีสภาวะความไม่มี (มีความไม่มี) เป็นเศรษฐีเงินถังแต่ว่าสตังค์ไม่มี [ 43 ] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความมี 1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความมีในโลก ย่อมไม่มี ผู้มีสภาวะจริงจะอ่านนาม รูป ออก,รูปคือสิ่งที่ถูกนามรู้ นามคือตัวที่ไปรู้รูป ไม่เหมือนพวกนั่งสมาธิหลับตาที่ไปเห็นสัตว์นรก เทวดาเป็นตัวตนรูปร่าง เขาไม่ได้พิจารณาเห็นอาการ อารมณ์ เห็นจิต เจตสิก แยกออกเป็นกุศลหรืออกุศล นาม_รูป เห็นได้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส คำว่านิมิต คือกำหนดรู้ ทำเครื่องหมายไว้ว่าอย่างนี้คืออาการของผี จะเป็นผีเปรต ผีเขี้ยโง้ง มันไม่มีรูปร่าง แต่อาการเหล่านั้นคุณก็กำหนดหมาย นิมิตเอง จะเองรู้เอง เป็นของตน เรียกว่า เอโก ในวิโมกข์ 8 ข้อที่ 2 มีว่า อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทา รูปานิ ปัสสติ คือสัมผัสรู้เห็นของตนเอง ทั้งภายในและภายนอกต่อเนื่องกันตลอดเวลา เขาอธิบายไม่เหมือนอาตมาก็ไม่ต้องเถียงกัน เราพิสูจน์ว่าอันไหนพาเจริญพาบรรลุ อาตมาว่าอย่างนี้พาบรรลุ อย่างเขาอาตมาว่าไม่พาบรรลุ อาตมารู้ เราจะเห็นความดับ ซึ่งสังขารที่ดับนั้นไม่ได้ดับหมดเหมือนอวิชชา ที่เราจะต้องดับไปหมด สิ้นอวิชชาสวะ แต่ว่าสังขารนี้จะดับแต่ตัวเหตุที่มาปรุงแต่งกับเรา เราฆ่าตัวนี้ เราไม่ได้ฆ่าหรือดับสังขาร พระอาริยะที่ผ่านแล้ว หมดกิเลสในตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ มาตรวจสอบในอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็นวจีสังขารที่สะอาด (ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร) จะปรุงแต่งร่วมกับคนอื่นได้แค่ไหน? พระพุทธเจ้าว่า เมื่ออวิชชาดับ สังขารก็ดับ,สังขารดับวิญญาณก็ดับ ...ไปเรื่อยในในปฏิจจสมุปบาท คนไม่เข้าใจก็ไปดับสังขาร เป็นอสัญญีเลย (สมถ ะลืมตาแบบต่างๆ) อาตมาก็ว่าอย่างนั้นก็ไปถามเขา ถ้าคุณดับหมด อวิชชาดับ สังขาร วิญญาณก็ดับไปหมด แล้ววิญญาณมันตายหรืออยู่กับคุณ ...มันก็อยู่กับคุณ ไหนว่าดับไง?...เขาก็งง แต่แบบพุทธจะไม่งงเลย เรามีสังขารสะอาดอยู่ วิญญาณก็สะอาด ทำงานอยู่เลย มีอุเบกขาในเวทนา นามรูปก็มีสะอาด ฉ ฬายตนะ ผัสสะ เวทนา ก็สะอาดบริสุทธิ์ อุเบกขา ตัณหาก็เป็นวิภวตัณหา อุปาทานก็เป็นสมาทาน ภพก็เป็นวิภวภพ ชาติก็เป็นอภินิพพัตติ (ตัดกายหยาบเป็นกายวิเวกไหม? ไม่ได้ตัดแต่สัมผัสแล้วไม่เกิดอาการทำให้เราออกอาการทางร่างกาย… จิตวิเวก?(รูป อรูป) (อุเบกขาแบบเคหสิตะ ทำต่อเนื่อง ก็คือกดข่มต่อเนื่อง ไม่ได้เป็นอุเบกขาเนกขัมมะ) ลักษณะธรรมะพิเศษ ระดับปรมัตถ์จริงแท้ คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) 6 . อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) 7 . นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) 8 . ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) แต่ก่อนเราสัมผัสอันนี้เราก็มีเทวดาหลอก หรือผีหลอก มันน้อยหรือมากก็ยังมีอยู่เราก็เห็น จนมันไม่มีเราก็รู้ว่านี่คือนิโรธ ดับเช่นนี้ แม้เราสังขารปรุงแต่งอยู่ก็สักแต่ว่าปรุงแต่งอยู่ เราก็รู้ตามสมมุติว่าหอมเหม็น หนักเบา ปรุงตามเขาเข้าใจตามเขาได้เขาว่าอย่างไรเราก็เข้าใจได้ อีสานได้กลิ่นปลาแดกก็หอมอย่างนี้ ทางภาคกลางได้กลิ่นก็ว่าเหม็นอย่างนี้ ก็ดมปลาแดกชิ้นเดียวกัน หรือให้ฝรั่งดมทุเรียนก็ว่าเหม็น แต่คนไทยบอกว่าคนนี้โง่ เหมือนเทวดาบอกว่าหนอนโง่นอนอยู่กับกองขี้โง่ชะมัด แต่หนอนบอกว่าไม่รู้อะไรซะแล้วนี่คือกองทองนะ เราก็รู้เรารู้เขายิ่งกว่าซุนวู ,ซุนวูว่า รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง... เมื่ออวิชชาดับ เราก็จะรู้ว่าสังขารอะไรที่ดับ วิญญาณอะไรที่ดับ ไม่ใช่ดับไปหมดเลย แล้วภพชาติ นั้นถ้าคุณไม่มีขันธ์ 5 ก็ยังมีอยู่ แม้แต่ชรา มรณะ ก็ยังอยู่ แต่โศกะปริเทวะ ทุกข โทมนัส อุปายาสะ นั้นดับไปหมด ตัณหาก็ยังไม่หมด เป็นวิภวตัณหา คนที่ไม่รู้เรื่องก็ว่าต้องดับตัณหาให้หมด เราไปพูดกับเขาไม่รู้เรื่อง พระพุทธเจ้าว่าไม่เถียงหรอก ความเห็นของเราก็เป็นของเรา ความเห็นของเธอก็เป็นของเธอ ระวังคนที่มีอัตตามากๆ ก็อย่าเอาอันนี้ไปใช้นะ พอไปเจอสัตบุรุษก็เลยไม่รับฟัง เอาของพระพุทธเจ้าอันนี้ไปใช้เลย ไม่โกรธเขาเลย แต่อัตตามันหลอกเรา เวทนาก็ไม่ดับ ตัณหาก็ไม่ดับ แต่อุปาทานนี้หมดไป แต่ก็ยังยึด แต่อุปาทานในขันธ์ 5 นั้นหมด แต่อาศัยขันธ์ 5 อาศัยเรียกว่า “สมาทาน” แปลว่า ยึดอย่างผู้สงบ คือผู้มี สมะ แล้ว ส่วนผู้อุปาทานอยู่คือผู้ไม่สมบูรณ์ สมาทานคือยังอาศัยทำงานที่เป็นประโยชน์คุณค่า นี่คือสุดท้าย ส่วนภพก็มีอยู่ อาศัยชาติอยู่ก็ยังเกิด แต่การเกิดนี้รู้ชาติแล้ว ทางเถรวาทนั้นบอกว่าอรหันต์ตายแล้วสูญเลย แต่อาตมาพูดนี่เขาก็ไม่แย้งนะ ว่าอรหันต์ตายเกิดใหม่ได้อีก การตายที่แท้จริงคือกิเลสตายไม่เกิด ชาติไหนๆก็ไม่เกิดกิเลสอีก มันชัดเจน แต่สิ่งที่อาศัยอยู่ ท่านเรียกว่า อาลยวิญญาณ วิญญาณที่อาศัยอยู่ยังมี จะเกิดอีกกี่ชาติๆ แบบพระอวโลกิเตศวรก็ได้ ปฏิจจสมุปบาทนั้นเมื่อบรรลุแล้ว มีแต่หัว คืออวิชชา และหางคือ โศกะ ปริเทว ทุกข โทมนัส อุปายาสะ ตายหมด ส่วนกลางนั้นยังอยู่หมดเลย พอได้นิโรธแล้ว (อาจบอกว่าออกจากนิโรธ) นั้นจิตสังขารเกิดก่อน (คือองค์รวมของจิตในจิตเกิดก่อน) รวมทั้งหมดในจิตแล้วจึงมาข้างนอก เป็น กายสังขาร เป็นองค์รวมใหญ่ อยู่ตรงกลางตลอดเวลา แล้วค่อยมาเป็นวจีสังขาร
_ สม.ผาแก้ว...เวลาไปบิณฑบาต เจอหมา มันก็เกิดกลัว หันรีหันขวาง เตรียมฝาบาตรไว้เลยคอยเคาะหัวหมา ใจก็คิดว่าจะทำอย่างไรดีเป็นวจีสังขารมา...อันนี้วางยาก กลัวเจ็บ สุดท้ายมันก็แค่เจ็บ ถ้าเลยเจ็บก็เป็นโรคพิษสุนัขบ้าแล้วก็ตาย พอใจมันยอมเจ็บยอมตายก็วางได้ รวยเป็นสุญญตา คือเรารวยจนไม่ต้องรวย ไ่ม่มีจนไม่มีรวย เรารวยตนเต็มแล้วก็คือสูญ ถ้าขึ้นอีกมันก็ไม่เต็ม ถ้าเต็ม 10 แล้วก็คือสูญ ถ้าจะต่อก็เป็น 11 จนไปถึง 20 ก็เป็นสองศูนย์แล้ว รวยนี่คือมี สุญญตาคือไม่มี เรามีในความไม่มี เราไม่มีนี่แหละคือสูงสุดที่เรามี
_ หนึ่งดาวถาม...ในเรื่องการกิน สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายเป็นอย่างไร? ตอบ.....สิ่งที่เราชอบที่เราจะกินอย่างก๋วยเตี๋ยวร้อนๆ ตรงสเปค เป็นมหาภูตรูป เราก็สัมผัสด้วยกาย พิจารณาจนเราลดกิเลสได้ มันเป็นภาระ เราไม่ได้ก็ฮึดฮัดฟัดเหวี่ยง แต่ว่าเราได้ก็สมกิเลส เรากินอย่างอื่นก็ได้สารอาหารเท่ากัน ดีไม่ดีมากกว่าด้วยนะ แต่ว่าก๋วยเตี๋ยวเส้นข้าวกล้องอาจไม่ตรงสเปคแต่ก็สารอาหารดีกว่า ก็พิจารณาในขณะสัมผัสอยู่ มีจิตที่ปรุงแต่งเป็นองค์ประชุมคือกาย วิโมกข์ 8 คือสัมผัสทั้งภายนอกอยู่ก็กำหนดรู้ ทั้งภายในเราก็กำหนดรู้ เห็นจิตเรา เราลดลง สัมผัสภายนอกเราก็ไม่เกิดอาการ ไม่ทุกข์ไม่สุขกับข้างนอกแล้ว แต่ภายในยังมีอยู่ ไม่ได้ฝืนมาก เราก็เจริญ แม้ขณะที่พูดข้างนอกเราก็สัมผัสกายอยู่ แต่ถ้าไม่ได้พิจารณาจิตก็ไม่รู้เรื่อง ต้องให้สัมผัสอาการกิเลสจริงๆ แม้แต่ว่าแม่ครัวปรุงมาวันนี้ไม่ตรงสเปคเลยก็อ่านเป็นโจทย์ได้