570503_พ่อครูที่ป้อมมหากาฬ เรื่อง ถ้าไม่มีคนกล้า สิ่งวิเศษไม่เกิด.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570503_ พ่อครู ที่ป้อมมหากาฬ เรื่อง ถ้าไม่มีคนกล้า สิ่งวิเศษไม่เกิด
พ่อครู… วันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ.2557 ที่ ป้อมมหากาฬ ใน ร้อย คน จะมีคนกล้าสัก 1 คน ในพันคน จะมีนักปราชญ์ สัก 1 คน ในแสนคน จะมีคนพูดจริงสัก 1 คน แต่คนทำดี โดยไม่หวังผลตอบแทน ..ไม่รู้จะมีไหม? ...ที่นี่ไง อาตมาเรียบเรียงเรื่องนี้มา ลองฟังกันดูนะ
ถ้าไม่มีคนกล้า สิ่งวิเศษไม่เกิด
ถ้าไม่มีคนกล้าทำสิ่งที่ใหม่ ที่แปลก แม้สิ่งนั้นจะยังไม่เคยมี ไม่เคยปรากฏ แต่เป็นสิ่งที่ วิเศษ วิสุทธิ์ วิสิฏฐ์ ก็จะไม่มีสิ่งวิเศษ วิสุทธิ์ วิสิฏฐ์ อุบัติขึ้นในโลก โลกก็จะไม่ได้ใช้ไม่ได้อาศัย ความจริงที่ วิเศษ วิสุทธิ์ วิสิฏฐ์ นั้น ถ้าไม่มี อริสโตเติล ออกมาประกาศยืนยันว่า โลกกลม คนก็จะอยู่กันแบบ ที่คำนวณดาราศาสตร์กันแบบโลกแบนนั่นแหละ ใช้งานกันต่อไปในโลก อาศัยโลกแบนนี้ต่อไป แต่เพราะมีคนกล้าประกาศว่าโลกกลม ในยุคที่คนทั้งโลกเชื่อสนิทว่าโลกแบน และไม่เชื่อว่า โลกกลม เมื่อสัจจะคือ โลกกลม สังคมมนุษย์ถึงเวลาจึงได้รู้แจ้งว่าโลกกลม กันถึงปัจจุบันนี้ เพราะความจริง ความรู้ ความมั่นใจ ความกล้าหาญ ของ อริสโตเติล จึงเกิดความรู้จากความมั่นใจ และความกล้าของ อริสโตเติล จึงมีความจริง เกิดขึ้นในโลกให้มนุษย์โลก จึงเจริญไปกับความจริงนี้ ฉันใดเมื่อประชาชนเจ้าของประเทศ เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยแท้ๆ ถ้าไม่มีสิทธิ์ในการจะได้ใช้อำนาจอธิปไตยนั้น ก็จะมีอำนาจอื่นที่ไม่ใช่อำนาจอธิปไตยของประชาชน เข้ามายึดครองบงการ หรือบริหารประชาชนอยู่ตลอดไป เช่ น อำนาจเป็นของคณะทหารปฏิวัติด้วยอาวุธ เป็นต้น ซึ่งใช่อำนาจของประชาชนแน่หรือ? หรือหลงผิดว่า อำนาจรัฐบาลเป็นอำนาจรัฐทั้งรัฐ หรือเป็นอำนาจของประชาชนเบ็ดเสร็จ สิ้นเชิง สัมบูรณ์ มันใช่? มันเป็นจริงหรือ?
อ่านต่อ
เพราะไปหลงเข้าใจว่าประชาชนเลือกให้รัฐบาล เป็นเจ้าของสิทธิทั้งประเทศไปแล้ว ประชาชนจะประท้วงทวงอำนาจอธิปไตยนั้นคืนไม่ได้!!! ไม่มีสิทธิแล้ว หมดสิทธิ์แล้ว จริงเช่นนั้นหรือ? รัฏฐาธิปัตย์ ของประชาชน คือ อำนาจเลือกตั้ง เท่านั้นจริงๆหรือ? รัฐบาลาธิปัตย์ คือ รัฏฐาธิปัตย์ จริงๆหรือ? มันเป็นอำนาจเดียวกันแน่หรือ? รัฐบาลาธิปัตย์ มีอำนาจเท่าใด? อย่างไร? แค่ไหน? ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจที่เรียกว่ารัฏฐาธิปัตย์ หรือประชาธิปไตย คืออะไร? อย่างไร? แค่ไหน? เมื่อถึงวาระที่สุด แห่งที่สุด ที่"ควร"ได้พิจารณา ตามหลัก มหาปเทส 4 ชัดเจนแล้วว่า คว ร ในสิ่งที่ควร เช่น ประชาชน ณ ลมหายใจเฮือกนี้ ควรจะได้อำนาจอธิปไตย คืนมาเป็นของประชาชน ได้หรือยัง? สังคมที่ถูกการบริหารปกครอง จนคนต้องฆ่าตัวตายกันเป็นสิบๆคนปานฉะนี้ เพราะฝีมือการบริหารปกครองของรัฐบาลนี้ และบริหารเงินทอง เส ี ยหายป่นปี้กันไปแสนๆล้าน รัฐบาลปล่อยให้ผู้คนทั้งประชาชน และทั้งเจ้าหน้าที่รัฐบาลเอง ออกมาประกาศทั้งประพฤติซ่องสุมผู้คน ฝึกกำลังที่จะแยกแผ่นดิน ตั้งรัฐใหม่กันโจ่งแจ้งปานนี้ ยังไม่ถือว่า มีฝีมือพอ ที่จะตัดสินได้บ้างหรือ? ว่า รัฐบาลนี้เป็นกบฏ เป็นเพชฌฆาตประชาชน ผลาญพร่าประเทศชาติ สุดอำมหิต เสียหายแล้วขนาดนี้ ประชาชนควรได้อำนาจอธิปไตยคืนมาจัดการเองหรือยัง? ตุลาการภิวัตน์ ก็ได้ทำหน้าที่ ชี้ชัดกัน ยืนยันออกแน่นหนาปานฉะนี้แล้ว และได้เห็นความดื้อด้าน ดันทุรังของรัฐบาลก็ชัดจัดจนไม่รู้จะชัดจัดกันแค่ไหนแล้ว ประชาภิวัตน์ มวลมหาประชาชนก็ได้ร่วมรวมตัวแสดงตน ออกมาประท้วงยืนยัน ยืนหยัด กันทั้งปริมาณมวลมหาประชาชน ทั้งคุณภาพคุณธรรมสุดบริสุทธิ์อุตสาหะ ยืนยาวกันมาจนป่านนี้ คนไทยช่วยกันออกมาปฏิวัติชนิดใหม่ คือ ปฏิวัติด้วยความสงบ ไม่รุนแรง ไม่ใช ้ อาวุธ กันออกอย่างนี้ ซึ่งถูกต้องตามรัฐธรรมนูญนี้ อย่างสวยงามวิเศษ วิสุทธิ์ วิสิฏฐ์ กันได้ ปานฉะนี้ ถึงอย่างนี้ ผู้รู้ก็ยังไม่รู้ ประชาชนก็ยังไม่เห็น ว่านี่คือ ความจริงที่ชื่อว่า อำนาจอธิปไตยที่ประชาชนออกมาแสดงตัวกันขนาดนี้ เช่นนี้ นี่แหละ คือ อำนาจของประชาชน ที่สามารถจะเป็นเจ้าของอำนาจ และที่สำคัญ ประชาชนสามารถแสดงสมรรถนะความเป็นอำนาจอธิปไตยกันออกปานฉะนี้แล้ว ผู้รู้ก็ดี ประชาช น ก็ตาม ยังไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เข้าใจว่า นี่คือ อำนาจอธิปไตย เป็นของประชาชน ทำเพื่อประชาชน โดยประชาชนร่วมกันทำแท้ๆ แล้ว เมื่อใด? ประเทศไหน? จะสามารถเป็นประเทศแรกที่ชื่อว่า ประชาชนปฏิวัติ อย่างสันติ สงบ ไม่มีอาวุธ สำเร็จกันได้สักประเทศ ประเทศไทย ทำมาได้กันถึงปานนี้แล้ว ซึ่งพิสูจน์ความรู้ ความมั่นใจ กันขนาดนี้แล้ว เหลือความกล้าอีกนิดเดียว...ความจริงที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ประชาชนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ก็จะเกิด "ความจริง" อัน Supreme-Absolute-Ultimate กันในอีก...ในไม่กี่อึดใจนี้แล้ว
การใช้อำนาจแม้ในคน ก็รู้ว่าอำนาจที่เป็นคุณธรรม หรือเป็นพระคุณ ไม่ใช่ พ ระเดช ก็พอรู้ว่าดีกว่า แต่มันยาก เพราะสัญชาติญาณสัตว์ อันเดิม ก็ใช้อำนาจพระเดช Force ครอบงำ กดกันต้องยอม แต่พอฉลาดกันหน่อย คนก็ไม่ได้ใช้เขี้ยว เล็บแล้ว แต่เขาเลี่ยงไปใช้ อำนาจ ลาภ ยศ สรรเสริญ แม้เลี่ยงไม่ใช้เรี่ยวแรง แต่ก็จะเห็นได้ว่าได้ใช้เครื่องมือ ปืน อาวุธ ในการทำร้ายเขา หรือใช้เงินทองไปฟาดหัวเขา เขาก็ยอม ใช้ลาภไม่พอก็ใช้ยศ ที่คนเขาติดยึด ไม่พอก็ใช้สรรเสริญ ยกย่องเชิดชู แกล้งยกยอก็ทำ ใช้สิ่งเหล่านี้ ดันเพื่อให้เขาเป็นทาส เขาก็ยอม หรือแม้แต่จะใช้สุขทางกาม สุขทางอัตตา ให้เขายอมสยบ รับใช้ทำตาม ให้เราเป็นเจ้าของได้ เอาสิ่งเหล่านี้เป็นอำนาจ เท่าที่พูดมานี้เป็น โลกธรรม ไม่ได้ประเสริฐเลิศเลอจริง อำนาจของผู้ประเสริฐแท้ หรือ โลกุตรธรรม เราไม่ใช้อาวุธแน่อยู่แล้ว แต่แม้อามิสก็ไม่ใช้ ไม่ใช้ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข จนสามารถเป็นไปได้ คนสามารถเข้าใจ มีปัญญาเพ ิ่ ม เรามาทำเพื่อสิ่งดีงาม เสียสละอดทน ร่วมมือร่วมใจร่วมแรง เพื่อประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม ประเทศชาติ คนมีปัญญาก็ออกมา โดยไม่หวังส ิ่ งตอบแทน นี่คือธรรมะทวนกระแสโลก ซึ่งโลกใช้โลกธรรมตอบแทน แต่โลกุตระนั้นไม่ได้ทำเพื่อส ิ่ งเหล่านั้น บริสุทธิ์ใจเท่าไหร่ ก็เป็นอาริยชนที่แท้จริงเท่านั้น กิเลสที่เป็นตัวหลัก โง่หลงโลกธรรม เป็นธรรมดาของปุถุชน ซึ่งตกใต้โลกธรรมทั้งสิ้น ผู้ใดมาเรียนรู้ธรรมะดังกล่าว มาเรียนรู้ปฏิบัติโลกุตรธรรม ล้างละโลกียะออก ให้มีโลกุตรธรรม โลกียะนั้นไม่ต้องไปเรียนศึกษาก็มีกัน คนในโลก สัตว์โลก ที่ไม่รู้ธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ จะแย่งชิงโลกียะ ที่จริงศาสนาอื่น เขาก็ประกาศโลกุตระ แต่เราจะพูดถึงศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธ เรียนรู้ชัดเจนในโลกียะ และโลกุตระ โลกธรรมนั้นมีเหตุที่จิตเราไปหลงติดยึด ก็เลยหลงโลกทุกวันนี้ เราจะเป็นผู้มีความกล้า จนกล้าออกมาปฏิวัติ ซึ่งแม้ในร ัฐธรรมนูญ ก็ไม่กล้าพูดว่า ให้ประชาชนปฏิวัติได้ แต่อาตมาว่า ปฏิวัติ ก็คือ เปลี่ยนแปลงอำนาจใหม่ อย่างทหารใช้อำนาจพระเดช คนก็กลัว ก็ยอม เขาก็ได้อำนาจ เป็นประเพณี มาตรา 7 ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งคณะทหารก็ทำกันมาอยู่ตลอด แล้วก็ล้าง รัฐธรรมนูญ เหมือนกับประชาชนกำลังปฏิวัติ แต่มีนัยสำคัญที่ว่าเราไม่ได้ใช้อำนาจพระเดช เราใช้พระคุณ แล้วพระคุณไม่ผิดกฎหมาย แต่พระเดชนี่ผิดกฎหมาย ตามมาตรา 7 เขาก็ยังจำนน ยอมให้ใช้อำนาจ ต่อมาเรื่อยๆ จะมาเล่นแง่อย่างฝ่ายแดงที่ว่าปฏิวัติ ปี 49 ไม่ถูกต้อง แต่ที่จริง คณะตนเองก็สืบต่อจากแหล่งเดียวกันนั่นแหละ ก็พูดไป ก็รับถ่ายทอดกันมา เป็นขนบที่มาบริหารประเทศ คุณใช้พระเดชก็ยังจำนนเป็นประเพณี แต่ครั้งนี้เราก็ทำแบบพระคุณ เหมือน อริสโตเติล ที่บอกว่าโลกกลม เขาก็ติดว่าโลกแบน เหมือนเราบอกว่าประชาชนปฏิวัติได้ แต่เขาก็บอกว่าไม่ได้ ส่งสัยจะต้องตายเหมือน อริสโตเติล หรือนี่ ...ตายก็ตาย(วะ) แล้ว ประชาชนมาปฏิวัติ นี่ถูกต้องตาม รัฐธรรมนูญ ด้วย ….ถูกต้อง ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 63 หรือ 69 หรือ 70 มาตรา 63 ว่า "บุคคลย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบ และปราศจากอาวุธ โดยไม่มีการสร้างข้อมูลเท็จเอามากล่าวหา ไม่ปลุกระดมประชาชนให้หลงผิด ไม่ใช้สื่อโฆษณาชวนเชื่อ ไม่บังคับ และไม่จ้างวานกลุ่มบุคคลใดๆ ให้มาร่วมชุมนุม" มาตรา 68 (วรรคหนึ่ง) "บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตาม รัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ... มิได้"
แต่เรา ต่อต้านโดยสันติวิธี ตาม มาตรา 69 (การต่อต้านโดยสันติวิธี) บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใด ๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็น ไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้
เราปฏิบัติตาม รัฐธรรมนูญ จนศาลคุ้มครองเรา หรือมาตรา 70 บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนาพระมหากษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
มาตรา 71 บุคคลมีหน้าที่ป้องกันประเทศ และรักษาผลประโยชน์ชาติ และปฏิบัติตามกฎหมาย
เรามาประท้วงเพราะเขาใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม ไม่เป็นไปตามวิถีทางตาม รัฐธรรมนูญ นี้ ซึ่งศาลก็ตัดสินไปแล้ว และมีอีกหลายคดีที่ยังไม่ตัดสิน หรือแม้ในองค์กรอิสระอีก อาตมาพูดเรื่อง มหาปเทส 4 หรือ สัปปุริสธรรม นี่คือ นิติรัฐ นิติธรรม หลักเกณฑ์ซ้อนเข้าไปเสริมเข้าไป เป็นหลักที่ถูกต้องตามธรรม ถูกทั้งกฎเกณฑ์ของรัฐ มันก็เสริมกัน เราต้องเอาธรรมะมาร่วมประกอบด้วย ส่วนหลักนิติรัฐนั้นเราก็พยายามทำตามอยู่แล้ว ตามกฏหมาย ส่วนวิถีทางนั้น เราทำตาม รัฐธรรมนูญ นี้ แม้ในม าตรา 7 ที่ว่าไม่มีบทบัญญัติแห่ง รัฐธรรมนูญ นี้บังคับแก่กรณีใด เพราะฉะนั้น คำว่าประชาชนปฏิวัตินั้นไม่มี แต่มันมีแนวหรือวิถีทางที่เราทำ ปราศจากอาวุธ สันติ นี่คือสิ่งที่ควรหรือไม่ควร แม้ไม่มีพยัญชนะบัญญัติ แต่ก็พอมีอยู่บ้าง คำว่าไม่มีบัญญัติแก่กรณีใด หรือวิธีการ วิถีทาง เราก็ทำตามที่เขาอนุญาต แม้ภาษาบัญญัติไม่มีตรงๆ แต่มีแนวโน้ม หรือแนวทาง หรือวิถีทาง ...มันนำทางไปสู่จุดประเสริฐถูกต้องดีงาม นั้นมีไหม แต่อาตมาว่าเป็นนะ ไม่ได้กล่าวตู่เกินไป อาตมายืนยันว่า มหาปเทส 4 นั้น ตรงกับ รัฐธรรมนูญ มาตรา 7 นะ 1 . สิ่งใดที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย 2 . สิ่งที่เราไม่ได้ห้ามไว้ว่า สิ่งนี้ไม่ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย 3 . สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า สิ่งนี้ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร ขัดกับสิ่งที่ควร สิ่งนั้นไม่ควรแก่เธอทั้งหลาย 4 . สิ่งใดที่เราไม่ได้อนุญาตไว้ว่า สิ่งนี้ควร หากสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร สิ่งนั้นควรแก่เธอทั้งหลาย (พระไตร ปิฎก เล่ม 5 ข ้อ 92 ) เมื่อไม่ได้ห้ามหรือ ไม่ได้อนุญาต แต่เข้ากับสิ่งที่ควร ฝีมือบริหารสุดห่วย แสดงกรรมกิริยาสุดห่วย เลี้ยวลด ปด สารพัด
การปฏิวัติโดยประชาชน จึงงดงาม อดทน สุภาพเรียบร้อย ชี้แจงความถูกผิด ให้ยอมเพราะความถูกต้อง ประชาชนต้องออกมาร่วมแสดงด้วย คำว่ามะม่วงหล่น ก็คือ จะปล่อยให้งอมให้เน่าแล้วหล่นเอง ก็สุดวิสัย เพราะเราไม่รุนแรง จบด้วยวิธีนั้นก็คือความจริง ที่จริงว่า ผิดคือผิด ถูกคือถูก ดีคือดี ชั่วคือชั่ว คนผิดจะยิ่งทำชั่วยิ่งแสดงออกต่างๆนานา ก็ทำไป เราใจเย็นๆ ไม่ต้องใจร้อนหรอก ช่วยกันทำไป ถ้าเผื่อว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ผ่านไป จบด้วยประชาชนชนะจะเป็นประเพณีธรรมเนียม จะเป็น Best Record เป็นสิ่งบันทึกไว้ในโลก เป็นครั้งแรก ที ่ ปฏิวัติโดยพลังของประชาชน ไม่ใช้อำนาจ อาวุธ จนรัฐบาลที่แสนดื้อด้าน แพ้ไป มาถึงวันนี้แล้ว เราทำมานี่มีสิ่งปรากฎชัดเจนนะ ว่าเราชนะ อันนี้ต้องขอบคุณทางด้านอีกฝ่ายหนึ่ง คือนปช. ส่วนเราก็เป็นกปปส. ส่วนนปช. คือผนังทองแดงกำแพงเหล็กของรัฐบาล เขาก็พิสูจน์ตัวเขา เราก็พิสูจน์ตัวเรา เมื่อพิสูจน์ไปแล้ว เขาก็จำนน ต้องขอบคุณเขาที่มีปัญญารู้ว่า ถ้าทำแบบประเสริฐต้องไม่รุนแรง ไม่ใช้อาวุธ เขาก็ทำเหมือนกัน แต่ที่ทำรุนแรงก็จับไม่ได้ มีภาวะซับซ้อน หาว่ามือที่ 3 ที่จริงฝ่ายไหนนะ มือที่ 3 แล้วเป็นฝ่ายไหน? นี่ถือเป็นผนังที่กั้นให้รัฐบาล เรียกว่าหนังหมา สมมุติว่า ทางโน้นก็สำนึกไม่รุนแรง สงบลงเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่ใช้อาวุธเลย แล้วต่อไปจะต่อสู้กันด้วยอะไร? ก็เงิน เขาก็จะทุ่มซื้อคนมาเป็นผนังกั้น เหมือนหนังหมู หรือต่อมาเขาจะสำนึกอีกว่า ไม่ต้องใช้เงิน ไม่ต้องใช้โลกธรรม หรืออามิสบังคับ ใครหนอจะเป็นฝ่ายชนะ...ฝ่าย กปปส.ชนะแน่ เพราะฉะนั้น กัดแข่ว ยุ่มก้น ( กัดฟัน ขมิบก้น ) สู้ไว้ ชนะรายทางมาถึงวันนี้ ใครจะถอยบ้าง ...ไม่มียกสักครึ่งมือก็ไม่มี มันต้องกัดฟันสู้กันจริงๆ ตายเป็นตายนะ เหตุปัจจัยที่ว่านี้ คนที่ทำแล้วก็ทำผิด เป็นคนเสีย เขาก็ลงทุนนะ ต้องขอบคุณเขา ที่ลงทุน จนเขาจับได้ด่าทอก็ว่าไป
อุปกิเลส 16 1 . อภิชฌาวิสมโลภะ (เพ่งเล็งอยากได้) 2 . พยาปาทะ (ปองร้ายเขา) 3 . โกธะ (โกรธ) 4 . อุปนาหะ (ผูกโกรธ) 5 . มักขะ (ลบหลู่คุณท่าน) 6 . ปฬาสะ (ยกตนเทียบเท่า, ตีเสมอท่าน) 7 . อิสสายะ (ริษยา ไม่อยากเห็นคนอื่นได้ดี) 8 . มัจฉริยะ (ตระหนี่) 9 . มายายะ (มารยา, มารยาทเสแสร้ง) 10 . สาเฐยยะ (โอ้อวด, การโอ่แสดง) 11 . ถัมภะ (หัวดื้อ, เชื่อมั่นหัวตัวเองมาก) 12 . สารัมภะ (แข่งดี, เอาชนะคะคาน) 13 . มานะ (ถือดี-ยึดดี จนถือสา) 14 . อติมานะ (ดูหมิ่นท่าน) 15 . มทะ (มัวเมา) 16 . ปมาทะ (ประมาทเลินเล่อ) (พ ระไตรปิฎก เล่ม 12 ข้อ 93 )
เราละล้างได้ จะ ปีติ ซึ่งเป็นปีติที่ เกิดจากการลดกิเลส ได้ แต่ถ้าโลกๆเขา ปีติที่ได้สมใจกิเลส กิเลสก็ยิ่งหนา ดีใจที่ได้ชั่วได้เลว ดีใจที่กิเลสเพ ิ่ ม เป็นคนอวิชชา ดีใจที่ตัวเองได้ชั่ว ไม่รู้ว่าตนเองดีใจไปทำไม แทนที่จะสยองใจว่า ตนได้สิ่งเสียหายเลวร้ายสั่งสมลงไป เป็นสัจธรรมที่น่าสงสาร เป็นอัตราที่ทำให้เกิดวิบากทับทวี เป็นลักษณะยิ่งกว่าทวีคูณ แม้เขาจะชนะทางโลก แต่อกุศลกรรมสั่งสมในจิตเขา เป็นของแท้เลยนะ ซึ่งน่าสังเวชใจ ผู้ใดเรียนรู้อกุศลจิตตนได้ ก็เรียนรู้ลดละเสีย อย่าให้มันครองในจิตเรา ให้มันออกไป ไม่เอากิริยาแบบนี้ เอาชนะคะคาน หยิ่งผยองเช่นนี้ ไม่เอา เราต้องละล้าง คุณจะเกิดปัญญาเห็นจริงๆเลยว่า เราไม่เอา แม้เราชนะทางโลก แต่เรากิเลสเพ ิ่ ม เราไม่เอา คุณไปโกงเขาชนะ ได้เงินทอง แต่จิตคุณทุจริต จิตคุณได้ความทุจริต แล้วคุณยังดีใจที่ได้โกงเขาชนะอีก แล้วคนถูกโกงไปฟ้อง ก็สู้คดีอีก สู้คดีชนะอีก กิเลสก็ทับถมลงไป เพ ิ่ มๆปฏิภาคทวี จ้างทนายอย่างดี ว่าความให้ ว่าความชนะอีกดีใจอีก กิเลสทับทวี ก็ได้แต่กิเลสผิดชั่วโกง แล้วไปได้เปรียบ จิตคุณก็ไม่รู้ว่าทำผิด มีเงินจ้างแล้วชนะอีก ในทางโลกนี่ดี แต่ทางธรรมนี่ ฉิบหายแล้ว ฉิบหายอีก อย่าทำเป็นอันขาด ถ้าคุณมีโอกาสชนะเขาแบบนี้ก็อย่าทำ เพราะการชนะในชาตินี้ก็หายไป แต่กิเลสสั่งสมหมักหมม เป็นอนุสัยอีกนานเท่านาน ไม่ได้ล้าง เพราะยิ่งแน่นยิ่งผูก หลงชั่วว่าดีก็ผนึก แม้ความดีพระพุทธเจ้าก็ไม่ให้ยึดมั่นถือมั่น คำว่ายึดพระพุทธเจ้าให้แค่ สมาทาน หรือ สม อย่างผู้ฉลาด ผู้สงบแล้ว รู้ยึดพออาศัย แต่ท่านสอนให้อย่าไปโง่ยึดหลง เป็น อุปาทาน รู้แล้วปฏิบัติให้ได้ อันนี้สิสุดยอด อาตมาล้างมาไม่รู้กี่ชาติ แต่ชาตินี้อาตมายังถูกลิงลมอมข้าวพอง ยังไปแย่งชิงเอาชนะคะคานเขาอยู่ แต่อาตมามีของเก่า อาตมามี สยังอภิญญา ที่อาตมาเคยอธิบายว่า ได้เร ิ่ มจากปัจจัตตัง การบรรลุนั้นมีทั้งจิตทำให้กิเลสอ่อนออกไปได้ แล้วมีตัวรู้ด้วยว่ากิเลสออก แล้วออกอย่างยั่งยืนเที่ยงแท้ถาวรหรือไม่ แล้วก็พิสูจน์ไปตามกาละเวลาว่า แน่นอนแล้ว นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) สั่งสมใส่ตนเองก็เป็นปัจจัตตัง เป็นปัจเจกภูมิ มากขึ้นสั่งสมเป็น สยังอภิญญา แต่สูงสุดก็คือ สยัมภู ยกศัพท์นี้ให้พระพุทธเจ้า อาตมาได้แค่สยังอภิญญา ซึ่งอาตมาไม่ได้มีสยังอภิญญาที่สูงเท่าไหร่หรอก แต่เขาก็หาว่าอาตมาพูดเอง แต่มันเป็นพุทธธรรม เป็นหน้าที่ของอาตมาที่จะมาประกาศในโลก หากไม่ประกาศก็จะสูญหาย ซึ่งอาตมาพูดนี่มีสภาวะมีพยัญชนะที่สื่อสภาวธรรม คนที่มีสภาวะ แต่ไม่รู้ว่าคืออะไร? ก็ไม่ได้บรรลุ สิ ดีไม่ดีได้แล้ว ก็ไม่ชัดเจนปล่อยให้เวียนกลับไปอีก แต่ที่จริงควรทำให้ได้ตลอดกาลเลย ปัญญาเป็นตัวกำหนดรู้ ให้ยึดไว้อย่างมั่นคง มีแล้วก็ยึดไว้ แต่อย่าให้ติด ดีให้ไม่เปลี่ยนแปลง ด้วยปัญญาไปควบคุม ปัญญาที่ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรล้มล้างได้ อย่างคุณสุเทพ ที่มีคนเคลือบแคลงสงสัย แต่อาตมาว่า สมมุติว่าแม้คุณสุเทพมีจิตไม่ดี แต่ว่ากายวิญญัติ วจีวิญญัติ ที่ออกมาแสดงออกมาอย่างนี้ ทำได้ดีมากเลย ให้ทำไปเลย อย่างเดินนี่เดินสามเท่าของคนอื่นเชียวนะ...น่ายกย่องให้ทำไปเลย ซึ่งจิตลึกๆอาตมาไม่เชื่อว่าคุณสุเทพไม่ได้ทำแฝง หรือทำหลอก ที่จะทำไม่ดีงามในอนาคต สมมุติว่า ชนะเสร็จ (ไม่ได้ตีปลาหน้าไซนะ) เสร็จแล้ว คนก็โหวตให้สุเทพเป็นนายกฯ ประชาชนโหวตเลย ใช้ ประชามติ ก็ได้ ให้สุเทพเป็นนายกฯ เหมาะสมที่สุด อาตมาก็ว่าไม่ใช่ความเลวนะ ส่วนตัวคุณสุเทพจะรับ หรือไม่รรับ ก็อีกทีนะ ถ้าประชาชนประชามติให้สุเทพ เขาไ่ม่ผิดนะ แต่อาตมาว่าสุเทพเขาพูดจริงนะ ต้องปฏิรูปให้เสร็จไม่ให้เสียของ โอกาสครั้งนี้ถ้าไม่ได้ จะมีโอกาสอีกยากมากๆเลย เพราะฉะนั้น วันที่ 5 วันที่ 13 และวันที่ 14 นี่ ให้รวมกันให้มากเลย โดยเฉพาะข้าราชการผู้ใหญ่น่าจะมาผนึกกัน เป็น Final แล้วนะ ครั้งสุดท้ายแล้วนะ ทางฝ่าย นปช.ก็แข็งนะ ยิ่งทำให้ฝ่ายประชาชนอดทน ใช้ปัญญา สุภาพเรียบร้อย ดียิ่งขึ้น จึงเป็นโอกาสที่ดี อาตมาว่ามันพอทนได้นะ ว่าไหม? ใช่ไหม? แม้หนักหนาเหน็ดเหนื่อย ก็ กัดแข่ว ยุ่มก้น ( กัดฟัน ขมิบก้น ) ใส่เข้าไปอีกหน่อยนะ อาตมาเชื่อว่าผู้ที่มาต่อสู้กับเราเขาก็ต้องสู้ แต่เขาขี่หลังเสือแล้ว ก็ต้องตายคาหลังเสือ ให้เสือกัดตายไป ลงมาก็เสีย ขอตายบนหลังเสือ แต่เราจะรบอย่าง อาริยชน เป็น อาริยกะ เป็นการรบของคนประเสริฐ รบกันสุดยอดแล้ว จะบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์การเมือง ช่วยกันเก็บหลักฐานข้อมูลกันนะ ส่วนผู้สร้างหนังนั้นน่าจะถ่ายไว้หมดเลยนะ ไปตัดต่อได้หลายภาคเลย รับรองว่ายาวกว่ามังกรหยกแน่นอน ธรรมะชนะอธรรม แต่อธรรมก็ต้องหาวิธีขึ้นมาอีก แล้วธรรมะก็จะมาล้างอธรรมอีก จนอธรรมมีมากจนเข้ากลียุค ก็จะเกิดการล้างโลก ก็จะเหลือแต่คนดี พระพุทธเจ้าไม่อุบัติในสองยุค คือ ยุคคนดีมาก จนไม่ต้องอาศัยธรรมของพระพุทธเจ้า เช่น ในศาสดาบางองค์ ก็เกิดมาช่วยโลกในยุคที่ไม่มีพระพุทธเจ้า เพราะคนไม่เลวมากนัก แต่ว่าในยุคที่คนเลวมากสมควรที่พระพุทธเจ้าจะมาช่วยได้ จนต่อมาศาสนาพุทธก็จะถูกบิดเบี้ยวไม่เหลือ ยุคที่ศาสนาพุทธไม่เหลือ มีแต่ความเลวร้ายของสังคม พระพุทธเจ้าเกิดไม่ได้ในยุคเช่นนี้ เช่น องค์สมณโคดมก็เป็นองค์สุดท้าย จากนี้ไปไม่มีพระพุทธเจ้าเกิด จะมีแต่โพธิสัตว์ และศาสดาบางองค์เกิด แล้วจะเกิด กลียุค เลวร้ายที่ พระพุทธเจ้าไม่มาเกิด ถ้าเกิดมาก็เสียหาย ทำหยาบไม่ได้ แต่อย่างโพธิรักษ์ทำหยาบได้ ต้องการผล ไม่กลัวเสียรังวัด หยาบบ้าง ก็ต้องทำ ให้เหมาะกับคนที่เกิดในยุคนี้ แต่ก็ต้องประมาณ หยาบเกินไม่ทำ เช่น พระโมคคัลลานะก็ยอมตาย ไม่ทำหยาบไปเอาชนะเขา แต่ถ้าหยาบก็ชนะเขาได้ แต่ท่านไม่ทำ สรุปแล้ว พุทธันดร คือ ช่วงที่พระพุทธเจ้าไม่อุบัติ มีแต่สาวก หรือไม่มีสาวก มีแต่อัญญเดียรถีย์ กับยุคที่ดีที่สุด ไม่เดือดร้อนมาก ไม่ต้องใช้ศาสนาพุทธ ศาสนาทั่วไปก็ช่วยได้แล้ว ไม่ต้องถึงมืออเทวนิยม …จบ