370717 พระโพธิสัตว์สร้างพุทธมณฑล โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก .docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2532
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์359 KB
วันที่แก้ไข14 ตุลาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

370717 พระโพธิสัตว์สร้างพุทธมณฑล โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก พระโพธิสัตว์สร้างพุทธมณฑล โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2537 ณ พุทธสถานสันติอโศก เมื่อวานนี้ อาตมาก็ได้เทศน์เรื่องใจที่มันมีอัสสาทะ ใจที่มันยังมีรสอร่อย ก็ยกตัวอย่างเรื่องเบานี่ก็ฟังกัน ก็จะเห็นว่ามันเป็นเรื่องจริงของคนยังติด ของคนที่ ยังมีใจมีรสแล้ว ก็มันขึ้นเป็นอุปาทาน มันติด มันยึด มันเห็นจริงเห็นจังเลยว่า ต้องสนุกสนาน ต้องเอร็ดอร่อย ต้องใจอาลัยอาวรณ์ ต้องไปแตะต้องสัมผัสเข้าก็มีรส มีชาติ มีอารมณ์ หรือว่าคนที่ยังมีอาการโหยหา เมื่อเขาเกิดขึ้น เขาทำไปแตะเข้าไปมีขึ้น เราไม่ได้ไปดู ไม่ได้ไปชม ไปรับรสนั่นก็รู้สึกโหยหาอาลัยอาวรณ์ อะไรอยู่ ก็ต้องดูจิตใจตัวเอง เมื่อวานลองถามดูว่ามีใครอาลัยอาวรณ์ มีใครดูบอล และมีใครไม่ได้ดูบอล โอ๋ ยกมือขึ้นเยอะนะ ไม่ดูไม่ได้เลย ใจอาลัยอาวรณ์ แค่ไหน ไม่ได้ ใคร่ถามลงไป จะได้อธิบายให้ฟัง นี่เราอ่านได้ เราอ่านจิตใจได้ โลกเรานี่ จะสร้างอะไรต่ออะไรขึ้นมา ไอ้บอล มันก็มีกันเดี๋ยวนี้ มันก็ปรุงแต่งกัน ขึ้นมา จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ก็ โอ้โฮ ฤทธิ์แรงยิ่งใหญ่มาก ทั่วโลกเลยทีเดียว และก็รู้สึกว่าเป็นยิ่งเป็นใหญ่ เป็นรสอร่อย มันไม่มีอะไรเลยนะ มองดีๆ แล้วไม่มีอะไร หรอก ก็คนมันไปเตะลูกฟุตบอลกัน มันไปเข้าคู่ไอ้ที่กำหนดเข้าไว้เท่านั้นเอง ใคร จะเก่งยังไง เลี้ยงกันไปเลี้ยงกันมา เลี้ยงลูกเล่นอย่างโน้นอย่างนี้กัน ใช้กลเม็ด เด็ดพราย สามารถคล่องแคล่วว่องไว มีเรี่ยวมีแรง มีกำลังอะไรยังไง ก็เอาชนะ คะคานด้วยวิธีการนะ เตะเข้าโกลได้ ก็ยิ่งใหญ่เหลือเกิน มันยิ่งใหญ่ถึงขนาดนะ และมันไม่เห็นมีอะไร มันสร้างบ้าน สร้างเมืองอะไรได้ กินอะไรก็ไม่ได้ ใช้อะไรก็ไม่ได้ ไม่มีประโยชน์อะไรเลย มีแต่เสียกับเสี

อ่านต่อ

ย เสียแรงงาน เสียเวลา ลงทุนลงรอน สร้างสนามกันไปเป็นร้อยๆล้าน อะไรอย่างนี้ เป็นต้น ซึ่งมันเป็นเรื่องของทุนนิยม เป็นเรื่องของการโฆษณาว่า เราเอาคนที่มันติดมันยึดนี่แหละ มันเป็นกิเลสของคน และเขาก็เอากิเลสของคนนี่แหละไปสังขาร ไปปรุงแต่ง ไปสร้างอะไรต่ออะไรมาทุกอย่าง ทุกวันนี้ยิ่งเป็นการละเล่น มหรสพ และการรื่นเริงบันเทิงเริงรมย์อะไรต่างๆ ใส่ไปหมด เป็นกาม เป็นโน่นเป็นนี่อะไร ที่จะต้องยั่วยุให้มันเยิ้มไปในทางเอาชนะคะคานกัน หรือไม่ก็ในเรื่องการบำเรอกาม ในเรื่องของราคะ ในเรื่องของการชุ่มชื่นชุ่มฉ่ำเข้าไปในใจอะไร ต่างๆนานา ก็ทำกันไป ปลูกฝังกันไปเรื่อย ไม่มีหยุดหย่อน เสร็จแล้วก็ไปผูกเข้าไปที่คน ให้เป็นดารา ให้เป็นคนเก่ง ให้เป็นคนยอด ให้เป็นคนที่จะต้องเชิดชู ยกย่องขึ้นมา แล้วก็ทำอะไรขึ้นมา แล้วก็นำอันนั้นขึ้นมา แล้วเป็นตัวนำทำ เพื่อที่จะขายสินค้าในการที่จะโฆษณา คนอยากดู อยากเห็น อยากจะนิยมชมชื่นด้วย แล้วก็เอาคนนั้นแหละ มานำสินค้า มันเรื่องของทุนนิยม สิ่งที่ได้ประโยชน์และที่ได้ปรุงแต่งมากก็เพราะว่าพวกนายทุนของทุนนิยมนี่ได้ประโยชน์ แล้วเขาก็ปรุงแต่งขึ้นมา ปรุงอะไรต่ออะไรเข้าไปอย่างมาก ใช้อุปกรณ์ ใช้เทคนิค แสง สี เสียง คือรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสทั้งหมดที่เขาจะพึงเอาไปใช้ได้ ปรุงมันจัดจ้านเข้าไปเรื่อยๆ เรามาอยู่ในโลกนี่แล้ว เรามาอยู่ในโลกโลกุตระ โลกธรรมมันยิ่งจะเห็นชัดขึ้นๆ ก็ยิ่งตัวเรานี่แหละ อ่านจิตใจ อ่านอาการ อ่านลิงคะ นิมิต อ่านอาการของใจ จับอาการ จับเครื่องหมายของใจออก อาการอย่างนี้นี่มันเป็นอาการโลกๆ อาการโลกียะ อาการที่มันยิ่งติดยิ่งยึด ยังมีอาการแรง อาการเบา หรืออาการขนาดกลางๆ ขนาดนั้น ขนาดนี้ อ่านอัสสาทะ อ่านรสอร่อย อ่านความติดยึด อ่านความที่ยังไปหลงติดหลงยึด หลงงมงาย หลงเสพ หลงอร่อยอยู่ อะไรพวกนี้ อ่านอาการเหล่านี้ออกแล้ว จนกระทั่งมันยังมีความอยาก ความต้องการโหยหา ต้องการที่จะได้มาสมใจ ได้สัมผัส ได้เสพ ได้มาบำเรอ ใจที่เรายังไม่ขาด ใจของเราที่ยังไม่แห้ง ยังไม่สลาย ยังไม่สิ้นนะ ไม่ว่าจะเป็นเจโตวิมุติ หรือปัญญาวิมุติ จิตยังไม่ขาดจริง ปัญญาก็ยังไม่เห็นวิมุติ หรือว่าปัญญาเข้าใจบ้างแล้ว แต่ก็ยังทำให้ปัญญา มันชนะยังไม่ได้เด็ด ขาด ความเห็นจริง ความรู้แจ้งแทงตลอด ทะลุในความสัตย์จริงว่า เมื่อมันหมด และลักษณะความอร่อย หรือมันหมดลักษณะของโลกียะพวกนี้ได้ มันก็สงบสนิท มันเป็นยังไง มันยังไม่เห็นจริง ธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ มีปฏิบัติให้เห็นภาพพวกนี้ พิสูจน์ยืนยัน ไม่ใช่ไปนั่งหลับหูหลับตา สะกดจิตไปเฉยๆ และกิเลสเป็นอย่างไร ก็ไม่รู้ อาการที่มันเกี่ยวข้องกับโลกยังไง ไม่ได้อยู่เหนือโลก มีแต่หนีโลกไป หนีไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่อง ไม่เป็นประโยชน์กับโลกๆ รู้จักโลก ยังเอามาอธิบายให้คนฟังได้ จะมาลดหย่อน และจะไม่เป็นขั้นเป็นตอน เป็นลำดับ ที่มันเป็นมหัศจรรย์ ความเป็นลำดับต้น กลาง ปลาย ลาดลุ่มไปมีต่ำ มีกลาง มีสูง อย่างได้ระดับ อย่างได้ขนาด รู้ระดับฐานะของกิเลส ของมนุษยชาติ และก็อนุโลม ปฏิโลม มีวิธีการที่จะช่วยให้หลุดพ้นออกมา ช่วยคนให้หมดทุกข์หมดร้อนอย่างสะเด็ด เพราะว่าสามารถที่จะหยิบที่จะจี้กระแทกกระทุ้งเอากิเลสในก้นบึ้งของจิตที่เรียกว่าอนุสัย หรือเรียกว่าอาสวะ ศาสนาอื่นไม่เข้าใจอาสวะ ไม่เข้าใจอนุสัยหรอก ไม่เข้าใจเพราะว่า เขาไม่ได้เรียนรายละเอียดเหมือนอย่างกับศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธนั่นไล่หยาบ กลาง ละเอียด นั่นเข้าไปจนกระทั่งก้นบึ้งถึงจิต จนกระทั่งถึงอาการที่อ่อน เบา จาง น้อย เป็นธุลี เป็นละอองขนาดไหนๆ ก็เห็น เห็นว่ามีส่วนเหลือ เหลืออยู่เท่าไหร่ๆ และอะไรควรเหลือที่สุด เป็นมนุษย์เมื่อเป็นอาริยะสูงสุด ที่เรียกว่าอรหันต์ อะไรควรเหลือที่สุด มาถึงสอุปาทิเสสะ เป็นผู้ที่มีส่วนเหลือ ไอ้สิ่งที่เหลือเหล่านั้น มันเป็นพิษ เป็นภัยแก่ชีวิตหรือไม่ เช่นว่า ขันธ์ 5 มันเหลือ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เป็นพฤติกรรมของมนุษย์ ที่เหลือ เหลือแล้ว เราก็ให้มันดีด้วย ให้เหลืออย่างดี ขันธ์ 5 ที่เหลือ เป็นขันธ์ 5 ที่ดี รูปเราก็ รูปเวทนา เราก็รู้จักเวทนา รู้เวทนาในเวทนา รู้หน้าที่ของสัญญา ก็ทำงานได้เต็มที่ด้วย ทำงานเป็นการสัญญา ถึงขนาดสัญญาเวทยิตนิโรธ นิโรธ ได้เป็นสัญญาที่เหนือชั้นกว่าสัญญาใดๆ รู้แจ้งรู้จริงในภาวะของจิตถึงระดับอากาสานัญจายตนะ กำหนดรู้ๆ กำหนดรู้ว่า สภาพของอากาสานัญจายตนะคือ อายตนะของเรานี่เป็นตัวทวารรู้ หรือเป็นตัวรับรู้นอก รับรู้ใน มันกำหนดรู้ได้ถึงขนาดอย่างนี้แหละ อากาสา ว่างดีแล้ว อากาสามันว่าง มันปลอดโปร่ง มันเป็นความว่างของกิเลส ความว่างของอาการอารมณ์ มันว่างจากกิเลส และมันก็แจ้งชัด อากาสานี่ แปลทั้งความว่าง แปลว่าทั้งช่องว่าง นี่มันว่างๆ อาการว่างๆเป็นลักษณะหนึ่ง กับสว่างไสว อากาสา กับสว่างโล่งไป ไม่มีอะไรติด ไม่มีอะไรขัด ไม่มีวิจิกิจฉา ไม่มีอะไรติดขัด ไม่มีการสงสัยลังเล ไม่มีอะไรที่ทำให้งง ให้สะดุด มันโล่ง โปร่ง รู้รอบ รู้ครบ รู้สมบูรณ์ อากาสา มันรู้สึก มันคล่อง มันโปร่งโล่ง มันไม่รู้ทีเดียวหรอก แต่ว่ามันสว่าง เป็นสภาพที่มันเป็นสภาพรูป อากาสา กับวิญญาณัญจายตนะ สองอันนี้ อากาสาเป็นสภาพรูป วิญญาณัญจายตนะเป็นสภาพนาม อากิญจัญญายตนะเป็นสภาพรูป เนวสัญญานาสัญญายตนะเป็นสภาพนาม อย่างนี้ เป็นต้น ท่านจัดเป็นคู่ๆ ถ้าอ่านหนังสือ คนคืออะไร แล้ว อาตมาย่นย่อลงเหลือรูปกับนาม และจะเข้าใจสภาพสุดท้าย แล้วก็จะจับคู่เป็นรูปกับนามเท่านั้น และเราจะเข้าใจได้หมดสิ้นนะ จะเข้าใจอะไรๆได้ดี สูงสุดแล้ว อรูปฌานทั้งหมดเป็นรูป สัญญาเวทยิตนิโรธเป็นนาม อย่างนี้เป็นต้น เป็นนามตรงที่ว่าสัญญาเวทยิตนิโรธ ก็คือกำหนดรู้หมดเลยว่า มีความดับอย่างไร มีความสูงสุดอย่างไร ถึงนิโรธอย่างไร ถึงนิพพานอย่างไร เพราะฉะนั้นสภาพของอากาสานัญจายตนสัญญา และกำหนดรู้ในอากาศ วิญญาณัญจายตนสัญญา การกำหนดรู้ในวิญญาณ อากิญจัญญายตนสัญญา การกำหนดรู้ในสิ่งที่หมดสิ้นเกลี้ยงไม่เหลือ ไม่มี นิดหนึ่งน้อยหนึ่งไม่มี อากิญ จัญญายตนะ ไม่มีแม้นิดแม้น้อย การกำหนดรู้เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา การกำหนดรู้เนวสัญญานาสัญญายตนะ การกำหนดรู้สิ่งเหล่านี้ว่า เป็นสภาพอย่างไร รู้หมด เข้าใจหมด อาการสภาพจะว่ารู้ก็ไม่ใช่ จะว่าไม่รู้ก็ไม่เชิง เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญานี่ การกำหนดรู้ว่า ไอ้สภาพที่ว่ารู้ๆ เรียกว่ามันก็รู้ แต่ว่าจะรู้ก็เหมือนไม่รู้ จะว่ารู้ก็ ไม่ใช่ จะว่าไม่รู้ก็ไม่ใช่ ไม่ได้ ต้องรู้ รู้ชัด รู้เจน รู้ครบ รู้หมด พ้นเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา พ้นการกำหนดอะไรๆ ที่ว่า ไม่รู้จริง ไม่รู้แจ้ง ไม่รู้ ครบ ไม่รู้ซึ้ง ไม่รู้จบ พ้นสภาพที่ไม่รู้ เหลืออะไรไม่ได้ ต้องให้ครบ ให้หมด พ้น สภาพกำหนดรู้ที่ยังไม่คลางแคลง หรือยังหลงเหลือ ที่ยังไม่สมบูรณ์ ที่จะรู้ก็ไม่ได้ รู้ต้องรู้ รู้จริงรู้จัง รู้สภาพพวกนี้ อาการพวกนี้ จนกระทั่งเราไม่มีอาการพวกนี้ สัญญาต่างๆ ที่เป็นระดับสัญญา ระดับสูงสุด ที่เป็นอรูปฌาน นี่เป็นตัวสัญญาสุดท้ายนี่ ที่เรียกอย่างอาตมาเรียกนี่ เป็นอาการของจิต เป็นอาการที่จิตจะหยั่งรู้ แล้วจิตจะเป็นทั้งรู้ และมันเป็น มันจะเป็นสภาพอย่างนี้ และมันก็จะรู้สภาพอย่างนี้จนที่สุด รู้แจ้งในจิตวิญญาณเป็นที่สุด ในสภาพเป็นๆ นี่ ในสภาพที่ยังลืมตา ยังสามารถรู้อะไรต่อมิอะไรได้ทั้งหมดนี่ เป็นความรู้อย่างลึกซึ้งสูงสุด ของพระ พุทธเจ้า อย่างสัญญาเวทยิตนิโรธนี่ ก็อธิบายกันแม้แต่อรูปฌาน ก็อธิบายกันไปเป็นฌานฤาษีหมด นั่งหลับตาทำฌานฤาษี อากาสา นั่งว่างโล่งสว่างไม่มีที่สิ้นสุด โปร่งไปหมดก็ได้ วิญญาณัญจาก็อธิบายกันไปตามประสา พอไปถึงอากิญจัญญา ก็หมุนกลับ ไปหาสภาพดับจิต สภาพอสัญญี สภาพซึ่งไม่จำเป็นจะต้องไปเป็นอากาสานัญจายตะ ก็ดับได้ ดับ พอมีฌาน 4 แล้วก็ดับมันลงไปเลย ไม่ต้องไปต่ออะไรก็ได้ แล้วก็แปล อากิญจัญญายตนะ ว่าไม่เหลือ ดับไม่เหลือ หรือดับสนิท ไม่มีอะไร นิดหนึ่งน้อยหนึ่ง อะไรก็ไม่มี มันก็ดับไปเท่านั้น เสร็จแล้วก็เป็นสภาพมลังเมลือง เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา เพราะว่าดับไปมันก็ยังไม่ดับหรอก จิตมันจะต้องทำหน้าที่รู้ สะกดไว้ได้ มันก็ดับ พอสะกดไม่ได้ มันก็ขึ้นมารู้ ก็เลยมลังเมลือง คนที่นั่งหลับตาสะกดจิตนี่ นั่งหลับตาสมาธินั่นจะรู้ ฝึกไปเถอะ แล้วก็จะรู้ ฝึกไปถึงที่สุดแล้วจะรู้ ดับไว้ได้นานก็นาน แต่นานอย่างไรมันก็จะต้องขึ้นมารู้ ก่อนที่จะออกมารู้เต็มรูป มันก็รู้มลังเมลืองอยู่ข้างในก่อน รู้มลังเมลืองอยู่ข้างใน ว่ารู้ มันก็มลังเมลือง รู้มันก็พยายามสะกด เพราะว่าตั้งใจจะให้มันดับสนิท พอตั้งใจให้มันดับสนิท มันก็ถูกกด ถูกกด มันก็โผล่ขึ้นมารู้ มามลังเมลือง แล้วก็กดมันอีกอยู่อย่างนั้น ผลุบๆโผล่ๆ อยู่ระหว่างอากิญจัญญายตนสัญญา กับเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา สองอย่างนี้เท่านั้นแหละ สะกดจิตมันอยู่ตรงนั้นแหละ แต่ว่ามันวนกลับไปหาสภาพต่ำ ในการดับ กับมลังเมลือง ที่ยิ่งไม่รู้ดี ถ้าเป็นอากาสากับวิญญาณัญจายตนะ ยังรู้ดีกว่า เพราะวิญญานัญจายตนะ คือเปิดจิตให้รู้แจ้ง เขาก็ถือว่าในสภาพนั้นแหละคือวิปัสสนา วิปัสสนาก็คือสภาพที่พอเป็นฌานสนิทแล้วนะ สว่างโล่ง แจ้งเลย แล้วทีนี้ก็ยกจิตขึ้นสู่วิปัสส นา เรียกกันอย่างนั้น นั่งหลับตาสมาธิ พอโล่ง คืออ่านจิตตัวเองว่า ตอนนี้ไม่มีนิวรณ์แล้วนะ ไม่มีกาม ไม่มีพยาบาท ไม่มีง่วงเหงาหาวนอน ไม่ฟุ้งซ่าน จิตเป็นเอกัคคตา จิตจับจิตได้ เมื่อจิตจับจิตได้ดี ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ง่วงเหงาจริงๆ สว่าง โล่ง เบา ว่าง ง่าย อยู่สภาพนั้นแล้วเขาก็บอกว่านี่ ยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา ก็คือยกเรื่องอะไรมาคิด มาพิจารณา เขาก็ว่าอย่างนั้น นั่งหลับตาสมาธินี่แหละในภพตอนนั้น แล้วข้างนอกไม่รับรู้หมด ตัดทวารข้างนอกหมดเลย แล้วก็ยกเรื่องอะไรขึ้นมาคิด มันก็คิดได้ดี เพราะว่ามันไม่มีนิวรณ์ ไม่มีกิเลสอะไรปน คิดได้ดี เขาก็จะคิด ยกเรื่องไหนขึ้นมาคิดได้ดี รู้สึกว่ามันเป็นปัญญา มันเป็นความเฉลียว ฉลาด แหม เฉลียวฉลาด จริง มันจะคิดได้สะอาด แล้วก็คิดได้โปร่งโล่งดี เพราะ ไม่มีอะไรกวนจริงๆ แล้วก็เลยหลงว่าที่คิดได้ตอนนั้นคือปัญญา หลายอย่างก็คิด ผกผัน คิดตรรก คิดอะไรต่างๆนานาสารพัด มันไม่ใช่ความรู้ของจริงตามความ เป็นจริงที่เราสัมผัสแตะต้อง และก็เกิดอารมณ์หยั่งรู้อาการกิเลส แล้วก็รู้วิธีการลดละกิเลส จนกระทั่งกิเลสมันลดอย่างไร เราก็รู้ตามจริงตามความเป็นจริง มันไม่ใช่รู้อย่างนี้ ไม่ใช่การนั่งคิด บางทีก็ทบทวนถึงเรื่องเก่าเรื่องหลัง บุพเพนิวาสานุสติญาณ ก็ระลึกย้อนคิดถึงเรื่องเก่าเรื่องหลัง เอามาขบมาคิด เอามาพิจารณา มันก็เห็นดี ก็เข้าใจดี แจ้งดี รู้ดี เพราะมันไม่มีกิเลสนิวรณ์เข้ามาผสมผสาน เพราะฉะนั้นมาทบทวนอีกทีหนึ่ง โอ๊ ตอนนั้น เราไปมีอารมณ์อย่างนั้น เราไปทำอย่างโน้น มันก็ได้ตรวจสอบที่ดี ถึงว่าในการนั่งสมาธินี่ มีประโยชน์ในเรื่องของบุพเพนิวาสานุสติญาณด้วย ทบทวนสิ่งเก่า ถ้าไม่ใช่สิ่งผกผันคิดนึก ก็เอาของเก่ามาทบทวน มารู้ความจริงตามความเป็นจริงให้ได้มากๆขึ้น ความจำของเราดี เมื่อเวลาไม่มีอะไรรบกวนนัก ความจำก็จะดีขึ้นเป็นอุปการะจริง แล้วก็ทบทวนสิ่งเหล่านั้นขึ้นมาตรวจสอบให้จริง จริง ก็ได้ประโยชน์ เป็นอุปการะดีจริงๆ แต่ว่ามันไม่ใช่สมาธิของพุทธตรงๆที่เป็นสัมมาสมาธิ ที่เกิดจากมรรคองค์ 7 ที่ปฏิบัติทั้งคิด ทั้งพูด ทั้งการทำงานทำการ ทั้งการมีอาชีพ มีกิจการมีอะไรต่อมิอะไรอยู่ อย่างที่ฝึกฝนปฏิบัติประพฤติกันไปนี่ เห็นของจริงอย่างแท้จริง เสร็จแล้วก็ได้รู้ ถ้ายิ่งมีจิตแววไว มีมุทุภูเต กัมมนิเย ฐีเต อเนญชัปปัตเต เป็นฌานลืมตา เป็นฌานจริงๆ ฌานอันนี้ ไม่ใช่องค์ฌานของศาสนาฤาษีเขาไปเรียนนะ มุทุภูเต กัมมนิเย ฐีเต อเนญชัปปัตเต มันเป็นองค์ธรรมที่พระพุทธเจ้าท่านบรรยายไว้ และเขาก็ไม่ติดใจกัน อาตมาเห็นว่า อ๋อ เป็นการอธิบาย เป็นองค์ฌานของพุทธ จิตมุทุภูตธาตุ เขาก็ไม่อธิบายกัน เขาก็แปลกันเอาไว้เท่านั้นเอง จิตอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ในภาษาพระไตรปิฎกเขาแปลอยู่แค่นั้น พอจิตอ่อนแล้วก็หมดท่าตั้งแต่แรกแล้ว มุทุเขาแปลตามพยัญชนะ มุทุแปลว่าอ่อน มุทุที่จริงจิตหัวอ่อน ที่อาตมาพยายามแปลเป็นภาษาไทยอีกอันหนึ่ง จิตมันแววไวด้วย มันไม่แข็งกระด้าง ไม่หยาบ มันละเอียด มันอ่อน ไว เร็ว ปราดเปรียว แคล่วคล่อง ก็สามารถที่จะปรับตัว ถ้ามันเป็นกิเลส มันเป็นแบบอกุศล ก็ปรับเป็นกุศลได้ไว ทุจริตก็ปรับเป็นสุจริต มิจฉาก็ปรับเป็นสัมมาได้เร็วได้ไว มันเป็นจิตหัวอ่อน รู้ก็ เร็ว ปรับตัวเองก็ได้เร็ว มุทุภูตธาตุ เป็นธาตุจิต ธาตุเจตสิกที่ปรับได้ดี และมันก็เป็นจิตเป็นเจตสิกในสภาพฌานที่มีการงาน กัมมะ กัมมนิยะ หรือการงานที่ทำได้ดี เป็นฐานตรงตัวเลย ก็เป็นถึงขั้นอุเบกขา อยู่อย่างมีมุทุธาตุ มีกัมมธาตุอยู่ด้วย อุเบกขาที่มีองค์ธรรมทั้ง 5 ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัส สรานะนั่นน่ะ มีมุทุธาตุ มีกัมมธาตุ มีกัมมญะ หรือกัมมัญญาอยู่ด้วยอีก เพราะเป็นสภาพที่สบายแล้ว เป็นตัวมุทุ เป็นสภาพที่แววไว ดัดได้ง่าย แล้วก็ดัดได้แล้วด้วย อยู่ในสภาพจิตที่มันมีการงานอยู่ตลอด และก็รู้ในกรรมในการงานนั้นๆ ว่าเป็นกรรมการงานที่สุจริต ที่มีคุณค่าประโยชน์ เป็นการงานที่ไม่ได้ติด แม้แต่กัมมรามตา ไม่ได้หลงติดว่าเป็นการงาน เป็นกิเลสที่เราจะหลงเป็นอัตตา เป็นเรา เป็นของเรา เป็นกุศลกรรม เป็นการงาน เป็นการกระทำที่ดี เป็นกุศล เยี่ยมยอดขนาดไหน มีค่า สูงค่า เด่นขนาดไหน ก็รู้อย่างแท้จริง และเราก็ไม่ได้หลงติด ไม่ได้หลงยึด เป็นสมบัติพิเศษนะ มนุษย์ที่มีกรรมที่เป็นกุศลเยี่ยมยอดนี่ จะคิดก็คิดได้เก่ง ได้ดี ได้สูงส่งเหมือนพระพุทธเจ้า พระอาริยเจ้าชั้นสูง พระโพธิสัตว์เจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าอะไร คิดได้ดี ก็ไม่หลงติดว่าเป็นเรา เป็นของเราจริงๆ ไม่ได้หลงว่าเป็นเรา เป็นอัตตามานะเลย แต่มีอยู่ในตัว มีสภาพจิตเป็นบทบาทการกระทำ หรือกรรมนั้นอยู่จริงๆ แต่ละบุคคล เป็นส่วนเหลือ เป็นสอุปาทิเสสะ เป็นส่วนเหลือของมนุษย์ เวทนา สัญญา เป็นส่วนที่ยังมีอยู่ ขันธ์ 5 ที่ยังมี ขันธ์ 5 ของพระอาริยเจ้า ขันธ์ 5 ของมนุษยชาติ แต่กิเลสมันดับสนิท กิเลสหมดแล้ว เป็นพระอรหันต์เจ้าขึ้นไป ดีขนาดไหน ก็ดีขนาดของแต่ละคน ซึ่งไม่เท่ากันเหมือนกัน ซึ่งเป็นพระอรหันต์แล้วก็เป็นความเก่ง เป็นความสามารถ เป็นความดีเยี่ยมของจิตวิญญาณ สามารถรู้ สามารถคิด สามารถดำริ พูดจาก็มีความสามารถในการพูด มีประสิทธิภาพในการพูดที่มีประโยชน์คุณค่า ในการ ทำก็มีประโยชน์ มีประสิทธิภาพในการงาน สมรรถนะในการกระทำ การงานอะไร เป็นแต่ละผู้แต่ละคนที่ถนัด มีเอตทัคคะ มีความชำนาญ มีความสามารถพิเศษ สามารถเยี่ยม สามารถดีไปในแต่ละแง่ แต่ละเชิง แต่ละความถนัด แต่ละความชำนาญของแต่ละบุคคล เป็นจริงๆ มีจริงๆ ไม่เท่ากัน แต่มีประโยชน์อยู่ในสังคมในโลกนะ ไม่ใช่ว่าสิ่งที่เหลือนี่ ของพระอรหันต์ไม่มี ไม่ใช่ มันเหลือจริงๆ และเป็นผู้ได้นิพพานแล้ว สอุปาทิเสสนิพพาน นิพพานที่มีส่วนเหลือ อะไรเหลือ ความคิดเหลือ วาจาเหลือ การกระทำ การงานอะไรเหลือ ยังมีอาชีพที่เหลือ ทำอาชีพนั้นทำอาชีพนี้ ที่เป็นอาชีพที่เราก็เข้าใจแล้วเป็นอาชีพที่เราจะต้องรับผิดชอบ เราจะต้องกระทำ ไม่ใช่เพื่อตัวเพื่อตนอะไร เพื่อเสพ จิตไม่ได้เสพยิ่งใหญ่ยิ่งยอดอย่างไร ไม่ได้เสพ ไม่ได้หลงตัว เป็นหลงความเสพ ความยึดอะไรอยู่เลย อะไรอย่างนี้ เป็นต้น ซึ่งเป็นมนุษยชาติผู้ที่ถึงที่สุด อย่างพระพุทธเจ้าท่านพามาเป็น หรือท่าน สอนเอาไว้ สูงสุดเป็นมนุษยชาติที่สลัดมิจฉาได้หมด พัฒนาตน สลัดมิจฉา พัฒนาตน พ้นเกียจคร้าน ทำงานอาริยะ ละนิวรณ์ สอนธรรมเป็นทาน ดำเนินการมนุษยสัมพันธ์ สร้างสรรพุทธมณฑล 1. สลัดมิจฉา 2. พัฒนาตน 3. พ้นเกียจคร้าน 4. ทำงานอาริยะ 5. ละนิวรณ์ 6. สอนธรรมเป็นทาน 7. ดำเนินการมนุษยสัมพันธ์ 8. สร้างสรรพุทธมณฑล ปฏิบัติตนไปในตัว มีสภาพพวกนี้หมุนเวียนอยู่จริงๆนะ เรียนรู้มิจฉาอย่างหยาบ กลาง ละเอียด ไปจนกระทั่งเป็นสัมมาๆ สั่งสมสัมมาไปจนกระทั่งสมบูรณ์นั่นแหละ จนกระทั่งเป็นสัมมาญาณ สัมมาวิมุติ สัมมาที่มันเป็นผล สัมมาทั้ง 6-7 สัมมาทิฐิไปจนกระทั่งเป็นสัมมาสมาธิ สั่งสมเป็นสัมมาสมาธิซ้อนในสัมมาสมาธิ ก็เกิดญาณ เกิดวิมุติ เพราะว่าได้เพ่งรู้ เพ่งเผาๆ สิ่งที่มันเป็นกิเลส ตัณหาอุปาทานไปได้เรื่อยๆ พัฒนาตนขึ้นได้เรื่อยๆ ด้วยหลักมรรคองค์ 8 หรือ โพธิปักขิยธรรมนี่แหละ และเราจะรู้ว่า ความเกียจคร้านก็คือความเกียจคร้าน พ้นเกียจคร้าน แล้วก็ทำงานไปในตัว เมื่อมันพ้นเกียจคร้านก็ทำงาน เมื่อทำงานก็ยิ่งสั่งสมซ้อนงาน งานก็เป็นงานอาริยะขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะไป มีชีวิตปรับตัวมาจริงๆ พวกเรานี่มีตัวอย่าง มีบุคคลเป็นกลุ่มเป็นหมู่ ทุกวันนี้ คนที่เข้ามาอยู่มาร่วมนี่ มาร่วมกันอยู่นี่เป็นร้อย นานไปในอนาคตของวัดนี่ คงถึงพันเข้าไปได้สักวันหรอก และมันอยู่กันไปได้มั้ย ทั้งๆที่ทุกคนนี่ ไม่สะสม ไม่มีเงินไม่มีทอง ต่างคนพยายามที่จะฝึกตัวเอง เพื่อจะให้ละ ให้ลด ให้ไม่สะไม่สม ไม่ติดไม่ยึด ใครจำเป็นจะต้องติดยึดอยู่บ้าง ก็เป็นเรื่องของแต่ละคน มันยังไม่สะอาดบริสุทธิ์ ก็มีกัน จะมิดจะเม้น จะยังไงๆ ก็เรื่องของเขา ของแต่ละบุคคล แต่ก็มีหิริโอตตัปปะ มีการละอาย ก็พยายามละลด ตั้งใจลดละออกไป ก็จะรู้ เป็นชีวิตที่ปราศจาก เป็นอนาคาริกะ ลดละ จนกระทั่งทรัพย์ศฤงคาร เงินทอง จิตใจก็ล่อนไป ไม่ต้องมีเงินทอง ไม่ต้องมีบ้านช่องเรือนชานของตัวของตนอยู่ได้จริงๆ พึ่งตนที่ตนเป็นคนดี พึ่งหมู่ซึ่งหมู่เป็นหมู่ที่ดี เป็นมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี พึ่งบุญๆ บุพเพกตปุญญตา เป็นที่พึ่งที่เรามั่นใจว่า 3 สภาพนี้ เราก็ไม่ใช่คนชั่ว เราเป็นคนดี ก็พึ่งตนได้จริง อยู่กับหมู่กับกลุ่ม มีชีวิตอยู่ อายุเท่าไร ก็อยู่กับหมู่กลุ่ม นานเท่าไหร่ก็แล้วแต่ มันก็สั่งสมบุญไป เป็นบุพเพกตปุญญตาอยู่ในนี้ แม้ชาตินี้ยิ่งมีปุพเพกตปุญญตามาแต่ชาติก่อนด้วยยิ่งดีใหญ่ หมู่กลุ่มก็เป็นหมู่มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี เป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ หรือของธรรมวินัย หรือของศาสนาจริงๆ เป็นคนที่รู้ มีผู้รู้ ผู้ที่เป็นผู้ใหญ่ ผู้กลาง ผู้เล็ก มีพระ หรือว่ามีสมณะ มีทั้งสมณะรัตตัญญู ทั้งเถระ ทั้งมัชฌิมะ ทั้งนวกะอยู่หมดทุกระดับ ก็เป็นองค์ประกอบของพรหมจรรย์ องค์ประกอบของพระธรรมวินัย องค์ประกอบของพุทธบริษัท เป็นองค์ประกอบของมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี เพราะเป็นบุคคลที่เรานับเป็นบุคคล ที่เป็นสัปปุริสสังเสวะ เป็นบุคคลที่ถือว่าสัตบุรุษ มีสัตบุรุษอยู่ในนี้ร่วมด้วยและเราก็ได้รับฟังธรรม เป็นธรรมสวนะได้เสมอและเราอยู่ร่วมก็เรียนรู้ให้เกิดโยนิโสมนสิการ ให้เกิดเป็นวุฒิๆ 4 เกิดความเจริญ เราต้องให้เกิด สำคัญนะ อาตมานี่เทศน์ หรือยังที่เกี่ยวข้องวุฒิ 4 จักร 4 เทศน์ที่ปฐมฯ อาริยชนยุดท้ายสุด คือชื่อเรื่องที่อธิบายเน้นวุฒิ 4 จักร 4 โดยขึ้นจักร 4 ก่อน แล้วก็ขยายวุฒิ 4 มา แล้วก็เน้นในให้เห็นว่า จักร 4 วุฒิ 4 หลักตัวสำคัญก็คือตัวอัตตสัมมาปณิธิ ของจักร 4 และโยนิโสมนสิการ ของวุฒิ 4 ที่สำคัญ เพราะฉะนั้นในชีวิตของเรานี้ ถ้าเรามีองค์ประกอบของปฏิรูปเทสวาสะ ตามจักร 4 แล้วก็มีสัปปุริสสูปสยะ มีการคบคุ้นกับสัตบุรุษต่างๆ และก็ตั้งตนไว้ชอบ ทำตัวเอง ตัวเองต้องตั้งตนเอาไว้ให้เกิดการเจริญต่างๆ ตั้งตนเอาไว้ให้ชอบ ก็คือ สัมมาปณิธิ ไม่ใช่มิจฉาปณิธิ อัตตะก็คือ ตัวเรา พยายามตรวจตนดูตน แต่ละขณะ แต่ละวัน แต่ละเวลา แต่ละนาที แต่ละวินาที เอ๊ เรานี่ตั้งตนไว้เพื่อสัมมา ได้สัมมาที่ดีหรือไม่ ถ้าเรารู้ตัวเองเสมอ ตัวเราเองเดินอยู่ในสัมมา คิด ตอนนี้เรากำลังคิดอะไร พูด เรากำลังพูดอะไร กระทำ ตอนนี้เรากำลังกระทำอะไร อิริยาบถอะไรอยู่ กระทำงานการอะไรหรือไม่ หรือรู้หรือไม่ว่าสังคมจะต้องมีอาชีพอะไร ได้กระทำอะไรประจำ รับผิดชอบอะไร มีกิจ มีกอบ มีกำ เป็นกรรม เป็นงานการที่เป็นโล้เป็นพายอะไรหรือไม่ เรียกว่าอาชีพ งานที่มนุษย์เราจะต้องมี งานที่จะต้องเป็นหลักเป็นฐาน งานเป็นอาชีพ งานเป็นกอบเป็นกำ งานที่เป็นชิ้นเป็นอัน ไม่ใช่เละไปหมดเลย ไอ้โน่นนิด ไอ้นี่หน่อย จับจด ไม่ได้โล้ได้พายอะไรเลย จะเป็นอะไรก็ไม่ได้เป็น ยิ่งกว่าเป็ด ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร อย่างนั้น ไม่ใช่ เป็นคนต้องมีกัมมันตะ มีอาชีวะ อย่างนี้เป็นต้น เราก็ตรวจ เราตั้งตนไว้ชอบจริงๆ และในการตั้งตนไว้ชอบนั้น ซ้อนลงไป ถ้าจะเอาวุฒิ 4 มา ก็ตัวสำคัญก็โยนิโสมนสิการ ถ่องแท้ แยบคาย ละเอียดลออ และกระทำได้ถึงมนสิการ กระทำได้ถึงขั้นทำจิตใจได้ ปรับจิตใจได้ เปลี่ยนจิตใจได้ จนกระทั่งเปลี่ยนจิตเป็นจิตบริสุทธิ์สะอาด ฝึกฝนมาจนกระทั่งเปลี่ยนจิตปุถุชนเป็นอาริยชน มาเป็นอรหันต์ได้ มนสิการ ทำใจในใจได้ สำนวนไทยเราก็พูดว่า ทำใจได้แล้ว นิดๆหน่อยๆ ทำใจได้ ทำได้ชั่วคราว ก็ยังดูดี ทำใจได้แล้วละ และมันทำได้แค่ไหนละ มนสิการ ทำใจในใจ ทำใจของเรานี่แหละ ทำให้มันได้ โยนิโสให้มันละเอียดลออ ให้ถ่องแท้ ให้ชัดเจน จับมั่นคั้นให้ตายน่ะ ว่าใจนี่มีกิเลส วิธีทำที่จะให้กิเลสออก กิเลสดับๆ ดับได้จริงๆนะ ลดละได้จริงๆนะ สะอาดจริงแล้วนะ เมื่อสะอาดแล้ว ญาณมีปัญญารู้ว่า เมื่อจิตสะอาดจากกิเลสนี่ มันมีอารมณ์ ความว่าง ความสะอาดจากกิเลสนี้ เป็นอารมณ์นิพพาน เป็นอารมณ์ที่ปราศจากกิเลส จะเป็นชั่วคราวก็ตาม หรืออุปจารสมาธิ เป็นสมาธิที่มันใกล้เข้าไปหานิพพานแล้ว มันเก่งขึ้นไปเรื่อยๆแล้ว จนกระทั่งเป็นอัปปนาสมาธิ ยิ่งอัปปนาสมาธิ ยิ่งแน่วแน่ แนบแน่น ปักมั่น นิยตะ แท้เที่ยง ไม่เปลี่ยนแปรมันได้ยังไง มันได้จริงไหม เพราะฉะนั้นอัปปนาสมาธิของพระพุทธเจ้านี่ ยิ่งยอดแห่งวิปัสสนา เขาไป อธิบายวิปัสสนาของฤาษีที่ไปนั่งหลับตา เขาบอกว่า ขณิกสมาธิก็คือ ได้บ้างไม่ได้บ้าง ชั่วครั้งชั่วคราว อุปจารสมาธิก็คือ จิตมันดีแล้ว นิวรณ์ไม่มีแล้ว เป็นสมาธิที่ดีเลย โล่งว่าง แต่ถ้าเผื่ออัปปนาสมาธิ เขาบอกว่าจะไปสู่นิโรธ ก็ดับไป จะไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อจะวิปัสสนา แล้วจะถอนจิตขึ้นมาสู่สภาพ ที่เป็นอุปจารสมาธิ ใช้อุปจารสมาธิเป็นวิปัสสนา อธิบายอัตโนมัติเอาเองเลย สูงไปแล้วดันผ่าลดลงมาต่ำ แล้วใช้ต่ำนี่เป็นสูง เป็นวิปัสสนาภาวนา หรือเป็นวิปัสสนาญาณ มันก็เลยหมุนวนเวียน อธิบายอัตโนมัติ ไม่รู้อาจารย์คนไหนอธิบายมาของพระพุทธเจ้านี่ มันไม่ได้วนเวียนอย่างนี้หรอก สอดคล้อง อัปปนาสมาธิ ก็เป็นสมาธิปักมั่น แน่วแน่ดีแล้ว จิตแข็งแรงแล้ว จิตยิ่งสว่างไสว ไม่จำเป็นต้องถอยไปหาอุปจารสมาธิ ไม่ใช่ อุปจารสมาธิก็คือใกล้ ใกล้จะเข้าไปหาความสมบูรณ์ ใกล้เข้าไปหาความสำเร็จ เมื่อสำเร็จแล้วก็ยิ่งสว่าง กิเลสยิ่งหมด จิตยิ่งสว่างไสว จิตยิ่งรู้แจ้ง ยิ่งรู้เร็ว ยิ่งรู้รอบ รู้คล่อง มุทุภูเต กัมมนิเย อเนญชัปปัตเต นั่นแหละ จิตมันยิ่งเป็นฌาน เป็นวิมุติ ไม่ต้องไปถอนไปถอยมาอะไรหรอก มันยกค้านแย้งกัน มันก็ไม่ค่อยลงตัว เพราะฉะนั้นพวกนี้อธิบายไป ศาสนาก็เพี้ยนไป วิ่งเข้าหาฤาษีเรื่อยๆ มันก็เ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน