370600 คุยกับชาวราชธานีอโศก โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ บ้านราช.docx
เนื้อหาในไฟล์
370600 คุยกับชาวราชธานีอโศก โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ บ้านราช
คุยกับชาวราชธานีอโศก ( บนเรือแพคงศีล ) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ มิถุนายน 2537
ใช่ เขาคิดอย่างนั้น อาตมาก็คิดว่า ได้พิสูจน์แล้วว่า มันไม่เป็นไปตามอย่างที่เขาหมาย เขาหมายไว้อย่างที่กล่าว ว่าทำขนาดนี้แล้วมันต้องเรียบร้อย มัน จะทำต่อไปไม่ได้ หมดศรัทธา คนเขาเสื่อมศรัทธา ญาติธรรม : เขาออกทีวีเฉพาะกิจทั่วประเทศ จัดเป็นพิธีใหญ่โตมโหฬารหมาย จะถล่ม พ่อท่าน : คงหยุดแล้ว คงไม่ เขาฝ่อ เสร็จแล้วเขาว่าคงฝ่อแล้ว คงไปไม่ออกแค่นี้ ญาติธรรม : แนวโน้มทำรุนแรงก็ไม่น่าจะมี พ่อท่าน : ทำไม่ได้ ญาติธรรม : พฤติกรรมที่พระเทพเวทีตอบคำถามพระของฝ่ายเรา คราวที่แล้ว น่าจะมีผลกระทบ ทำให้ศาลคงมองเห็นอะไรชัดขึ้นไหมคะ พ่อท่าน : ศาลไม่มีความรู้ในเรื่องศาสนา ญาติธรรม : ท่าทีของพระเทพเวที พ่อท่าน : ท่านก็ดูเรียบร้อยดี ท่านก็เรียบร้อยดี ก็ไม่เห็นมีอะไร แต่คิดว่าทำให้ศาลสะดุดหลายๆ อย่างเหมือนกัน เพราะท่านก็ทำเบ่งตามเรื่องของท่าน อย่างประเภทที่เรียกว่า แหม! พอทำบันทึกศาลอะไรเรียบร้อยแล้ว เสร็จแล้วท่านก็เอาไปตรวจ เอาไปแก้อย่างนี้ ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์ของศาล แล้วศาลเกรงใจยอมให้เอาไปแก้ นี่ศาลผู้หญิงจะมาแล้ว ศาลใหม่ สงสัยจะเอาเรื่องกว่า เพราะดูท่าทีตาขวางๆ อยู่เหมือนกัน เพราะว่าเอาไปอ่านไปทวน เห็นสีหน้าสีตาของศาลผู้หญิง เห็นท่าทางศาลจะเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน คืออย่างนี้เป็นเรื่องที่ศาลต้องได้คิดน่ะ ญาติธรรม : ศาลผู้ชายก็บ่นอยู่ว่า ผมอุตส่าห์เป็นเองน่ะ ไม่เกรงใจผมเลย พ่อท่าน : พระเทพเวทีนี่ ทำให้ศาลไหว้อาตมาได้นะ ศาลไหว้อาตมา ธรรมดา ศาลไม่เคยไหว้อาตมาเลย แต่คราวนี้ศาลไหว้อาตมาได้ เพราะศาลจะต้องไหว้ พระเทพเวที พอศาล
อ่านต่อ
เดินมาอาตมานั่งอยู่ตรงนี้ พระเทพเวทีนั่งอยู่ตรงโน้น ศาล ก็จะไหว้พระเทพเวที แล้วไม่ไหว้อาตมายังไง นั่นแหละคือคำตอบ เพราะฉะนั้นคือ คำตอบ ศาลต้องยอมรับอาตมาเป็นพระและไหว้อาตมาก่อนแล้วไปไหว้พระเทพเวที อาตมาอยู่ปากทางไง ศาลเดินมา ศาลจะไหว้พระเทพเวที พอมาปั๊บและเห็นอาตมานี่ ทีนี้ถ้าศาลไม่ไหว้อาตมา ก็บอกอะไรอันหนึ่ง ศาลก็บอกใจของศาลได้ว่าศาลต้องยอมอาตมา เขาไหว้อาตมา ศาลก็ไหว้อาตมาก่อน แล้วถึงไปไหว้พระเทพเวที แต่ก่อนแต่ไรมา ศาลไม่เคยไหว้อาตมาเลย มันก็บอกอะไรแก่ศาล และมีท่าทีเกรงใจเราขึ้นมาเยอะ ญาติธรรม : แนวโน้มว่า ให้เอาคนไปศาลพระนครเหนือให้มาก เป็นจิตวิทยา อย่างหนึ่งว่า พ่อมีลูกๆ อยู่อีกหลายๆ คน พ่อท่าน : อันนั้นก็ประเด็นตื้นๆ เท่านั้นเอง ไม่ใช่ไปวางแผนไว้เมื่อมานั่งแล้วคอยไหว้ แค่มีมวลเท่านั้น ไม่ใช่แค่ความหมายแสดงมวลว่ามันมีน้ำหนัก เป็นจิตวิทยาให้รู้สัจจะว่าอันนี้เป็นสิ่งที่ยืนยัน เป็นสิ่งที่บอกว่าเราทำสิ่งนี้นี่ตามที่คุณหมายหรือว่าเหมือนกับเราสร้างฉาก เขาว่าพวกเราสร้างฉาก พวกเราจัดตั้ง พวกเราทำเล่น ทำอะไร อาตมาบอกอย่างนี้จะเป็นสร้างฉากหรือไม่เป็นสร้างฉากก็ตามใจ คุณจะไปหรือไม่ไป คนอื่นเขาก็ไป จะไปมีปัญหาอะไร ใครเห็นความสำคัญเขาก็รู้ว่าเป็นความสำคัญอันนี้ ก็ไปทำก็แล้วกัน ตอนนั้นอาตมารู้สึกเห็นใจ มันนานน่ะ อาตมาก็บอกหยุดเถอะไม่ต้องไปก็ได้ มันจะยืดเยื้อออกไปอีก ทีนี้ถึงขั้นขึ้นศาลแขวงนี่ต้องไป หรือไปนานๆจะค่อยเบาก็ได้ไม่เป็นไร แต่ก็ให้เห็นว่ามีอะไรยืนยันอยู่ จริงๆ อาตมาไม่ได้คิดทั้งสองอย่าง ไม่ได้คิดจะให้ยาว ก็ไม่ได้คิดจะให้สั้น ก็ไม่ได้คิดอะไร พระเทพเวที พยานฝ่ายโจทก์ ถ้าเขาตัดจบตรงนั้น ฝ่ายเราฝ่ายเดียวไม่สืบพยาน อาตมาก็เคยพูดกับทนายทองใบ คุณทองใบก็บอกแล้วว่า ไม่ ได้หรอก เราต้องถือโอกาสนี้เป็นการอธิบาย เป็นการที่จะยืนยันอธิบาย ญาติธรรม : คุณจำลองรู้ตัวหรือเปล่าคะ เป็นพยานจำเลยด้วย พ่อท่าน : ของตายอยู่แล้วอันนี้ แหม! ญาติธรรม : เขารับหรือเปล่ายังไม่รู้ พ่อท่าน : ไม่มีทางศาล ต้องมา ไม่ได้ เรายื่นต่อศาล ศาลก็ใช้อำนาจ ศาลสั่งจำเลย หมายศาล เป็นพยานจำเลย รวบรวมได้เท่าไหร่ก็ไม่รู้ พยาน ศาลจะได้เห็นชัดเจนว่า เอาพยานโจทก์มา พยานโจทก์ก็ให้การสนับสนุนทางจำเลยด้วย มันก็มีส่วนสนับสนุนทางจำเลย ก็ไม่รู้เท่าไหร่ พยานโจทก์นั่นน่ะ ไม่ปฏิเสธความดีของจำเลย ทีนี้พยานจำเลยไปอีก ก็แน่นอน พยานจำเลยก็เชียร์ เลยมีน้ำหนัก ศาลก็รู้อยู่แล้ว พอฟัง ก็ดูพยานเท่านั้น ให้การเป็นอย่างไร มันก็จะจบ มันก็รู้แล้ว คือคดีนี้น่ะ อาตมาเอง อาตมาบอกว่า ไม่เห็นว่ามันจะตัดสินออกมายังไง มันรู้อยู่จะต้องตัดสินยังไง แต่ว่าจะตัดสินออกมานี่แหละ เขายากไม่กล้าตัดสิน นี่แหละมันยากๆ ปล่อยไปก็ไม่ได้นะ คือเรื่องคดีนี้น่ะ ถ้ายกฟ้อง เหมือนอาตมาชนะใช่ไหม อาตมาชนะแล้วผู้ที่เป็นตัวฟ้องอาตมาจริงๆนี่คือ สมเด็จพระสังฆราช แล้วพระสงฆ์แพ้ได้ไหม เรื่องของเรื่องน่ะ ญาติธรรม : ก็รอให้ท่านไปก่อน พ่อท่าน : นั่นสิ ก็เลยมีทางเดียวๆ เท่านั้นจริงๆ เราก็สงสารศาลเขาเหมือนกัน จริงๆ ผู้หญิงมีตัวผูกพันเยอะจึงเข้าวัดเยอะมากกว่าผู้ชาย จริง ทำไมผู้หญิงมาวัดมากกว่าผู้ชาย ก็เพราะผู้หญิงมีทุกข์มากกว่า คนมีปัญญามากนี่แหละทุกข์ นั่นแหละ ก็เพราะไม่เข้าใจสัจจะ ผู้มีปัญญามากนี่แหละทุกข์ จริงๆไม่ใช่อย่างนั้น หรอก ผู้ฉลาดจะเรียกปัญญาไม่ได้หรอก ที่จริงปัญญากับเฉกะนี่ เฉโกนี่มันแปลว่าความฉลาดเหมือนกัน ที่พูดเมื่อกี้นี้ ที่ใช้คำว่าปัญญา แต่ความจริงมันหมาย ความว่าเฉโก มันหมายความว่าฉลาด เพราะฉะนั้นคนที่ฉลาดมากๆนี่ ทุกข์ แต่คนที่มีปัญญาจริงๆนี่ พ้นทุกข์ ปัญญานี่คือญาณทัสสนะ แต่ทุกวันนี้ภาษามันเสียแล้ว ไปแก้ไม่ได้หรอก โลกเขาไม่ยอมรับหรอก ภาษามันไปหมดแล้ว เขาเข้าใจอย่างนั้นแล้ว ปัญญานี่คือความฉลาด เขาหมายเขาตีขลุมรวมไปหมดเลย ความจริงในภาษานั่น ปัญญาอันหนึ่ง เฉกะอันหนึ่ง เฉกะหรือเฉโกนี่ คือความฉลาด แต่ว่าฉลาดคือโลกียะ ฉลาดที่เป็นปุถุชน ฉลาดที่เป็นโลกๆ มันทุกข์ทั้งนั้นแหละ แต่ถ้ามีปัญญา ปัญญาคือความฉลาดที่เข้าใจสัจธรรมขึ้นมาได้เรื่อยๆ ก็พ้นทุกข์ได้เรื่อยๆ ทีนี้ใครก็อยากจะได้ปัญญาตัวนี้ ไม่ยอม ไม่มีใครเอาปัญญาตัวโน้น ปัญญาฉลาดแกมโกง ใครเขาจะยอมรับล่ะ บอก แหม! คนนี้ฉลาดเฉโก เขาก็ตั๊นหน้าให้เท่านั้นเอง ญาติธรรม : แล้วตกลงเจอคนลักษณะมาดชวน ในสังคมไทยเดี๋ยวนี้เยอะ แล้ว พวกเราประเภทแข็งบื้อตื้อ ดูมองว่าก้าวร้าว แล้วจะไปสู้กับคนมาดนิ่มได้ยังไง พ่อท่าน : ถึงบอกว่าไม่ต้องไปสู้กับเขา เราสร้างของเราก็แล้วกัน เราก็สร้างของเรา ญาติธรรม : พวกเราอยู่ด้วยกัน หัวแตกหัวแข็งด้วยกัน ก็ชนกันไปชนกันมา แล้วจะอยู่กันยังไง พ่อท่าน : พวกเรานะเหรอ อยู่ด้วยกันภูมิคุ้มกันสูงขึ้นเรื่อยๆ ญาติธรรม : ต่างอัดวัคซีนซึ่งกันและกันใช่ไหมคะ เพื่ออยู่รอด พวกเราต้องอยู่ด้วยกันเหมือนเดิม พ่อท่าน : ไม่อยู่ด้วยกันก็ไปได้นี่ ไปไหนก็แล้วแต่ ญาติธรรม : คราวที่แล้วพ่อท่านมาราชธานีแล้วบอกว่า พวกเราจะลำบากไปอีก 500 ปี แล้วเสพสุขไปพันปีนี่ ลำบากอย่างไร พ่อท่าน : แหม! จำสำนวนไว้ชัดเลยนะ เสร็จแล้วมันก็เรียวลง แล้วก็หมดสิ้นไป ไอ้เรื่องนี้มันเรื่องอจินไตย พูดไปแล้วเหมือนพยากรณ์ อาตมาไม่อยากพูดเท่าไหร่หรอก พูดแล้วพวกคุณไปพูดเล่น แล้วมันก็วกมาหาอาตมา อาตมาก็ขี้เกียจจะเขียน ไม่อยากจะบรรยายอะไรมากมาย เรื่องพวกนี้ มันเป็นเรื่องของอจินไตย มันเป็นเรื่องของพยากรณ์อะไรอย่างนั้นน่ะ ญาติธรรม : เขากำลังคิดว่าทำอย่างไรหนังสือจะอยู่ถึง 500 ปี พ่อท่าน : หนังสือสมัยนี้ถึง 500 ปี ถึง เพราะเขามีการเก็บรักษา ทุกวันนี้คนเขารู้จักหลักฐานแล้ว เขารู้จักรักษาแล้ว หอสมุดแห่งชาติก็ดี อะไรต่ออะไรก็ดี เขารักษา เขารู้จักการรักษา ญาติธรรม : กองจดหมายเหตุฯ เขาจะถ่ายลงไมโครฟิลม์ พ่อท่าน : กองจดหมายเหตุฯ นี่ เขาจะส่งหรือไม่ส่ง ตามกฎหมายเขาก็ให้ส่งอยู่แล้ว พวกพิมพ์หนังสือนี่ ถึง เสียงไม่ถึงหรอก ก็ถึงว่า อาตมาถึงบอกว่า หนังสือนี่น่ะทำให้เป็นหลัก ญาติธรรม : ระหว่าง 500 ปีนี่ จะมีใครมาช่วย พ่อท่าน : มันดีขึ้นมาเรื่อยๆ อย่างนี้ก็อยู่อย่างที่อยู่ ญาติธรรม : ศีลขลุกขลิกนี่ลำบากใจ พ่อท่าน : ก็ทำให้พ้นขลุกขลิกซิ ญาติธรรม : เอาขนาดไหนพ้น พ่อท่าน : คุณยังบอกเขาได้ว่าพ้น ก็เอาขนาดพวกพ้นนั่นแหละ ขาดหน้า 33 ญาติธรรม : โดนจับก็ไม่เป็นไร เสวยสุขในห้องขัง ข้างนอกวิ่งกันแทบตาย ลิ่วล้อลำบาก พ่อท่าน : มีคนพูดว่า ทำไมนะโลกนี้สร้างเราขึ้นมา ทำไมถึงสร้างโพธิรักษ์ขึ้น มาด้วย ทำไมจะต้องให้เราเจอโพธิรักษ์ด้วย ญาติธรรม : แล้วยังให้รักจำลองซ้ำด้วย พ่อท่านบอกว่า คนอย่างคุณจำลอง พันปีถึงจะมีมาสักครั้ง แต่คุณศิริลักษณ์ยิ่งกว่า พ่อท่าน : พูดไม่ได้ เหนียมอายคุณศิริลักษณ์เลยนะ ไม่พันปีหรอก กว่าพันปี คือพันกับอีกสามก็คือพันตรี ญาติธรรม : พ่อท่านคิดว่าน่าจะอยู่อีกไม่เกิน 2,500 ปีหรือเปล่า ที่ว่าอยากจะยึด 5,000 ปีให้นานที่สุด พ่อท่าน : อาตมาไม่พยากรณ์แน่ถึงขนาดนั้นหรอก แหม! จะถามอะไรเป็น เรื่องเฟ้อๆไป ญาติธรรม : เป็นเรื่องประเมินสถานการณ์ พ่อท่าน : อาตมาคิดว่าคงไม่เก่งกาจถึงขนาดนั้นมั้ง ที่จริงประเมิน 5,000 ปีนี่มันไม่ใช่พระพุทธเจ้าประเมิน อาริยสงฆ์อื่นท่านประเมินไว้ พระพุทธเจ้าท่านไม่ ได้พยากรณ์เอาไว้ทีเดียว อาริยสงฆ์อื่น ท่านที่ผู้ที่เป็นโพธิสัตว์ประเมินไว้ มันก็ไม่มีปัญหาอะไร ทุกอย่างไม่ใข่เปรี๊ยะๆๆ 2,500 ปีกึ่งพุทธกาล มันถ้วนๆที่ไหน ญาติธรรม : คิดว่าจะอยู่ถึงกลียุคไหม พ่อท่าน : ศรีอารย์ยังไม่ถึงกลียุคทีเดียวหรอก มันยังร้ายแรงออกไปอีก ไม่รู้คุณได้ว่าคุณจะเกิดหรือไม่เกิด พยากรณ์คุณไม่ได้ วิบากของคุณจะทำให้คุณเกิดหรือไม่เกิดไม่รู้ได้ ก็ต้องพยายามพัฒนากุศลให้มากๆซิ ทำกุศลให้มากๆๆ ที่จริงเกิดในกลียุคไม่ได้หมายความว่าเราซวยนะ ไม่ได้หมายความว่าเราซวย มีผลดีเหมือนกันกลียุคเกิดขึ้น แต่ต้องหมายความว่า เราจะต้องมีภูมิที่จะอยู่ในกลียุคนั้นถ้าเป็นไปได้ ไม่มีภูมิเกิดในกลียุคก็ซวยไป ลำบาก แต่ถ้ามีภูมิก็ได้ประโยชน์ ญาติธรรม : ถ้าอยู่ในภูมิของคนเลวจะต้องทำตัวอย่างไร พ่อท่าน : มีภูมิที่จะอยู่ในท่ามกลางลำบากอย่างนั้น มีปัญญาที่จะอยู่ได้ จะไม่ ถูกมันดึงมันดูด มันทำให้เราพลอยไป ทุกข์ไปร้อนไป ลำบากลำบนกับเขา ถ้าอยู่ในภูมิของเราก็ได้ช่วย ญาติธรรม : ที่มีข่าวว่าดาวหางจะพุ่งชนดาวพฤหัสฯ... พ่อท่าน : ไอ้อย่างที่พูดแต่ละเรื่องนี่นะ เจ้าประคุณเอ๋ย เอาไอ้ที่มันพอจะแตะต้องได้บ้างมีไหม พูดไอ้สิ่งที่จับต้องไม่ได้เลย ชอบฝันชอบศึกษาไอ้พวกอย่างนี้ ญาติธรรม : ไอ้ที่ใกล้ตัว จับต้องได้ มันทำไม่ค่อยได้ พ่อท่าน : นั่นแหละ พระพุทธเจ้าท่านถึงได้บอกว่าอย่างนี้ ผู้ที่ถูกลูกศรยิงแล้วนี่นะ ต้องไปหาทางที่จะไต่ถามว่า ลูกศรนี่มันมาจากไหน ญาติธรรม : ในทางวิทยาศาสตร์นี่ ไม่มีผลกระทบโลกเลย ทางจิตวิญญาณในทางศาสนานี่ พ่อท่านคิดว่าจะมีผลกระทบไหม พ่อท่าน : ไม่กระทบอะไรหรอก มันเป็นเรื่องของธรรมชาติ ของโลก ดาวนั่น น่ะ บางศาสนาเขาเอาไปคิด เอาชีวิตไปผูกกับดวงดาว แต่ศาสนาพระพุทธเจ้าท่านดูถูกดวงดาวด้วย ท่านตรัสเอาไว้ ท่านดูถูกดวงดาว มันไม่เกี่ยวทางศาสนาพุทธนี่ แต่ทางศาสนาที่ไปผูกไว้กับดวงดาวโน่น เหมือนพวกจีนยังไง มีดวงของคนนั้น มีดวงของคนนี้ เขาก็ว่าของเขาไป เอาดาวไปตามศาสตร์ของเขา แต่ของพระพุทธเจ้าท่านดูถูกด้วย ใครที่ไปติดยึดหลงใหลกับดวงดาวอะไรพวกนั้น มันเป็นพวกคนละเรื่องกัน ญาติธรรม : คำทำนายที่บอกว่าโลกจะถึงปีมีภัยใหญ่อีก 2,500 กว่าปีนั้น มันจะต้องถูกทำลายไป มันจะมีผลกระทบอันนี้หรือเปล่า พ่อท่าน : ไม่เกี่ยว ของดาวมันไม่เกี่ยว ดาวของพระพุทธเจ้านี่ไม่เกี่ยวหรอก คนอื่นเขาโมเมเอาของศาสตร์เขามาเป็นของพุทธเข้าไปเรื่อย พระพุทธเจ้าท่านดูถูกดวงดาวอย่างกะอะไรดี ดวงดาวเป็นเรื่องงมงาย ยิ่งไม่เกี่ยว ญาติธรรม : ที่พ่อท่านบอกว่า เมื่อถึงกลียุคแล้วโลกจะถูกทำลาย แล้วพวกเราจะไปอยู่โลกไหนนี่ พ่อท่าน : เอาเถอะน่า มันไปของมันเองไม่ต้องพะวงหรอก ชอบถามอะไรที่ มัน ที่แต่งเพลงนั่นเป็นภาษาธรรม ฟากฟ้าฝั่งฝัน ญาติธรรม : เกิดมาทุกยุคทุกสมัย ก็เจอสงครามความรุนแรง ยังจะมีรุนแรง กว่านี้อีกหรือ พ่อท่าน : รุนแรงสมัยนี้ ก็จัดจ้านกว่ายี่สิบปีกว่าสามปี แค่เราเกิดนี่ก็เห็นแล้ว ว่ารุนแรงจัดจ้าน มันจัดจ้านกว่ากัน ซับซ้อนกว่ากัน พูดกันง่ายๆ แต่ก่อนนี้ลูกปืนยิงมาหลบหนีก็ทัน เดี๋ยวนี้ลูกปืน คุณวิ่งหนีไหมล่ะ เอาแค่นี้ก็ได้จะไปพูดทำไม แล้วมันยิ่งกว่านี้ด้วยทุกวันนี้ อย่างนี้เป็นต้น เอาวัตถุธรรมมายกให้ดูแค่นี้ ก็เห็นชัดแล้ว แล้วความซับซ้อนดูซิมันเล่นกัน ถ้าพูดถึงเรื่องจิตนี่ ถ้าไม่ได้ศึกษาธรรมะแล้ว มันเจ็บปวดรวดร้าวอย่างกับอะไรดี มันเล่นกัน โอ้โฮ! เหลือกำลัง วังชาทุกวันนี้ ไม่เชื่อถามคุณจำลองก็ได้ มันเล่นกันจริงๆนะ ถ้าปุถุชนนะ โอ้โฮ! ลำบากจริงๆเลยนะ มันเล่นกันเจ็บปวดจริงๆเลย โอ้โฮ! อาวุธก็มี แต่ตอนนี้มันคบกันไว้เท่านั้นเอง ญาติธรรม : ความรุนแรงนั่นก็ใช้จิตเล่นกัน พ่อท่าน : นั่นก็เชิงหนึ่ง ความจัดจ้านเล่ห์เหลี่ยมซับซ้อน เล่นเจ็บปวดสุดเจ็บ ปวด ไอ้วัตถุก็ด้วย ไม่ใช่ว่าไม่ร้ายจัดจ้าน วัตถุก็ด้วย จัดจ้านมากขึ้นนะ ก็ขนาด ฮิโรชิมานั่นก็ขนาดนั้น ก็เข็ดขี้อ่อนขี้แก่ ถ้ามันสุดทน พยายามดันไว้อย่านะ แกนะ อย่านะ ต่างคนต่างปอดก็ไม่เท่าไหร่ เพราะมันรู้ฤทธิ์กันแล้ว เดี๋ยวนี้มันพัฒนา กันขึ้นไปเท่าไร ถ้ามันเล่นกันขึ้นสักลูกล่ะ ญาติธรรม : จะเกิดไหม พ่อท่าน : ไม่รู้ ไม่ได้พยากรณ์ไว้ ไม่ได้จับยามสามตา อย่าไปยุ่งกับมันมาก เลย เราอยู่กันอย่างนี้ มันก็ห่างของมันเอง ญาติธรรม : พวกเราควรจะอยู่เป็นกลุ่มเป็นก้อน พ่อท่าน : ควร นั่นเป็นของมันเองตามธรรม ที่เขารู้ เขาก็อยู่รวมกันเองแหละ ญาติธรรม : ดูใน "คนคืออะไร" ยังกับพ่อท่านเป็นนิยตสัมมาสัมพุทธะ พ่อท่าน : เขาให้ปริญญาโทมายังไง ญาติธรรม : ช่วงห่างที่จะเกิดมาในยุคกลางต่อไปนี่ ห่างจากโลก จะตามพ่อท่าน ทันไหม พ่อท่าน : ตามอะไร อ๋อ ไม่มีปัญหาหรอก มันมีขีด มีภูมิธรรมอะไร มีขนาดนั้น ขนาดนี้ ที่จริงมันไม่ได้หมายความว่า จะต้องตามกันเป็นพรวนๆ ทุกยุค มันก็มียุคนี้ ช่วงนี้ เออ ก็มากันนี่ เออ ยุคนี้ ก็มากันหน้านี้ๆ คนนี้ขาดไป หายไปบ้าง ไม่มาทั้งหมดทีเดียวเยอะแยะ ญาติธรรม : แล้วจะได้ตามไปแน่ๆ หรือเปล่า พ่อท่าน : ก็อยู่ที่คุณน่ะ คำตอบอยู่ที่คุณเอง ญาติธรรม : งานศาสนานี่จะมาเป็นทีม มันเป็นธรรมชาติ ที่จะมาเดี่ยวคงจะไม่มี พ่อท่าน : ศาสนาพุทธไม่มีเดี่ยวหรอก เดี่ยวอะไรกัน เดี่ยวมันจะไปเก่งได้ยังไง ศาสนาพุทธนี่ ไม่ใช่เดี่ยวด้วย ศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าก็ดี พระทั้งมวลของท่านก็ดี มันเป็นหนึ่งเดียวกัน เพราะพระพุทธเจ้าไม่มี พระพุทธเจ้าไม่มีตัวตน ท่านก็คือศาสนาทั้งมวล อาริยสงฆ์ทั้งหมด เพราะฉะนั้นถ้าคุณเข้าใจตรงนี้แล้วก็เข้าใจว่า ความจริงแล้วหนึ่งคนไม่มี มีแต่ทั้งสิ้นทั้งมวล ถ้าภาษาท่านพูดเทคนิคง่ายๆ ท่านบอกว่ามิตรดีสหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดีนี่ คือทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ ก็คือ ทั้งหมดทั้งสิ้นของมวลมิตร สัมปวังโก มวลทุกอย่าง อันนั้นคือหนึ่งเดียว แต่ไม่มีหนึ่ง ญาติธรรม : ถ้าไม่ใช่พ่อท่าน องค์อื่นๆ ก็ทำงานเป็นทีมเหมือนกัน ใครดีไปอยู่ด้วย พ่อท่าน : ใช่ อาจจะมีดีกว่า ญาติธรรม : ก่อนที่โลกจะถูกทำลายไปก่อน พ่อท่าน : คำนี้ไม่พูด อันนี้ไม่พูดหรอกนะ ญาติธรรม : นับจากนี้ไปก่อนโลกแตก จะมีพระโพธิสัตว์ ที่ภูมิธรรมสูงกว่าพ่อท่านหรือเปล่า จะได้เลือกไว้ พ่อท่าน : ไม่รู้ อันนั้นตอบได้ว่า ไม่รู้ ไม่ได้นั่งจับยามสามตาอะไรพวกนี้เลยไม่รู้ คาดว่า ถามไปทำไม ไม่ได้เรื่อง ถ้าจะถาม ก็ควรจะเหมือนนิยายไปเฉยๆ จะได้เรื่องอะไร ญาติธรรม : งานศาสนาอีก 60 ปีไปนี่ คิดว่าลูกของพ่อท่านอีกหลายคนยังไม่ได้ มาหาใช่ไหม ยังรออยู่หลายคน พ่อท่าน : ไม่รู้ ไม่ได้เช็คบัญชี ไม่รอหรอก อาตมาทำงานไปเรื่อยๆ ใครจะรู้ใครจะเห็น ก็มาก็แล้วกัน ไม่ต้องรอ อาตมามานี่ มานั่งคิดอยู่ปีนี้ จะทำเพลงดีหรือไม่ดี บทเพลงนี่แหละเป็นบททดสอบ นี่ไม่ได้ทำให้ติดนะ ญาติธรรม : ฟังไปฟังมา ทางพวกนี้เมื่อต้องกลับมาฟังพ่อท่าน พ่อท่าน : โอ้โฮ นี่เจตนาจะชมหรือเปล่า ญาติธรรม : ไม่เจตนาเท่าไหร่หรอก ตอนนี้ฟังเพลงไร้สาระไม่ค่อยได้เลย พ่อท่าน : แหม เอาถึงขนาดนั้น ญาติธรรม : ฟังเพลงไม่ได้นี่ มันเป็นกิเลสตัวหนึ่งใช่ไหมพ่อท่าน พ่อท่าน : เป็น สภาพที่มันไปชังของเขา มันไปผลักของเขา คือมันไปดูถูกดู แคลน ข่มอะไรของเขา อันนี้เราก็รับรู้ของเขา ก็มีขั้นมีตอน บางอันของเขาก็มี เนื้อหาสาระอยู่บ้าง ไม่ใช่ว่าจะไม่มีเนื้อหาสาระเสียทีเดียว มีคนอื่นที่เขาแต่งที่มันพอไปได้ มีอะไรบ้าง เราก็ยังเอามาใช้บ้าง จริง ไม่ใช่อาตมาจะหลงตัว แต่อันนี้มันมีเนื้อหาที่สูงสุดซึ้งอะไรก็จริง แต่ของคนอื่น ก็อย่าไปดูถูกดูแคลน ของเขาก็มีเนื้อหาสาระพอสมควร มีนั่นมีนี่ ซึ่งเราพอรับได้ มันมีเป็นขั้นเป็นตอนเป็นฐาน เราก็ใช้ไป มันมีเนื้อหาตามที่เขามี ไม่ใช่ว่าไม่มีเสียทีเดียว และเราก็ฟังของคนอื่นเขาก็ฟัง ไม่ใช่เราดูถูกดูแคลนหมด ญาติธรรม : ภรรยาเจ้าของรถ ที่เขาวิ่งรถให้เรา เขาบอกว่า ตอนนี้เบื่อเพลง ไม่รู้จะฟังเพลงอะไร รู้สึกว่าเซ็งไปหมด ก่อนหน้านั้น เขาเคยนั่งรถของดิฉันมา เคยฟังเทปพ่อท่าน เคยพูดถึงมงคลสูตรให้เขาฟัง เขาชอบใจมาก ขอฟังหน่อย ฟังแล้วมีความสุขดี มันมาก พ่อท่าน : อื้อฮือ นี่ดีจังเลย มันเป็นไปได้หรือ ฟังธรรมะอาตมาแล้วมันมากนี่เขาเท่ากับดูบอลตอนนี้เขาไหม มันมากก็จะเบื่อหมด คำว่ามันมากนี่ เป็นสำนวนใส่ไข่เข้าไป 3 ฟอง ญาติธรรม : เขามีความรู้สึกอย่างนั้น แต่ใช้สำนวนหนักไปหน่อย มีคนสงสัยว่า เขาอยากเป็นทหารเอกของพระโพธิสัตว์ ภูมิธรรมมันจะต่างกันได้มากขนาดไหน อย่างต่ำสุดขนาดไหน พอจะมีประเมินค่าได้ไหม พ่อท่าน : มันบอกค่าตัดเกรดไม่ได้หรอก มีคุณลักษณะนะ คุณลักษณะของผู้ ที่จะเป็นอุปัฏฐากน่ะ เป็นลักษณะผู้ที่เป็นอัครสาวกเบื้องซ้าย คุณลักษณะของอัครสาวกเบื้องขวา อะไรอย่างนี้เป็นต้น มันก็มีคุณลักษณะเฉพาะตัวของมันด้วย มันเกี่ยวกับจิตวิญญาณด้วย พวกนี้ชอบนะ ชอบลักษณะอย่างอัครสาวกเบื้องขวา อย่างอัครสาวกเบื้องซ้าย อย่างอัครสาวกเบื้อขวาก็ทางปัญญา ลักษณะของอัครสาวกเบื้องซ้าย ก็ลักษณะเจโต อย่างนี้เป็นต้น ลักษณะอุปัฏฐาก ลักษณะอย่างเป็นเก่งๆ หลายๆด้าน หลายๆพระองค์ อะไรอย่างนี้ เป็นต้น จิตของผู้นั้นชอบด้วย ชอบอย่างเป็นพระอานนท์ ชอบอย่างเป็นพระสารีบุตร ชอบอย่างพระโมคคัลลา ชอบอย่างพระกัสสปะ ชอบอย่างพระกัจจายนะ อะไรก็แล้วแต่ ที่มันชอบ และพวกนี้มันก็ปรารถนาอย่างนั้นด้วย ตั้งใจ และก็ต้องสั่งสมบารมี ญาติธรรม : และภูมิต้องใกล้กันกับที่จะเป็นพระพุทธเจ้าด้วยหรือเปล่า พ่อท่าน : ไม่ใช่ มีคุณลักษณะเฉพาะอย่างยกตัวอย่างให้ฟัง มีคุณลักษณะโดยเฉพาะ ตั้งใจบำเพ็ญสั่งสม มันจะเป็นของคนนั้น คนนั้นตั้งใจจริง แล้วจะสั่งสม จะต้องมีคุณธรรมไปด้วย มีโสดา สกิทา อนาคา อรหันต์ จะเป็นไปตามลำดับ แต่ไม่ใช่วัดระดับโสดา สกิทา อนาคา แต่วัดระดับเฉพาะ แต่ก็ต้องมีคุณธรรมของพวกนี้ด้วย คุณธรรมของอาริยะ คุณบอกว่าคุณอยากจะเป็นผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าอย่างนั้น มีลักษณะต่างๆ อย่างที่คุณชอบอย่างดังกล่าวแล้ว แต่ไม่มีลักษณะของอาริยคุณเลยนี่ คุณก็ไปอยู่ในส้วมโน่นไป จะไปตามไปได้ยังไง มันก็ต้องมีส่วนที่จะต้องโสดา สกิทา อะไรก็ต้องไปด้วยกัน โสดา โสดามรรค เราจะมีอาริยคุณแล้วมักน้อยเหลือเกินนะ ไอ้ที่กิเลสแล้วจะเอามากๆ ญาติธรรม : ที่พ่อท่านเคยเล่าให้ฟังว่า ศาสนาในตอนนี้ เหมือนในช่วงปลาย เรียวเล็กสุด ก่อนที่จะหมดยุค ที่พ่อท่านมาทำนี่ คล้ายๆว่ามาฝึกปรือขึ้นมาช้างเผือกรอบใหม่ ลำบากหนักหนาสาหัส ช่วงที่จะลงมากน้อยแค่ไหน เช่น ศาสนาในสมัยองค์แรกที่สามารถจะอยู่ได้สักแสนปี พ่อท่าน : อ๋อ พูดถึงเรื่องกัปต่างๆ ของพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ อย่างนี้เหรอ ญาติธรรม : ที่องค์สุดท้าย ที่มันเรียวแหลมเล็กนี่ มันเหมือนหมดกาลสมัยยุค ราชวงศ์นี่ แล้วจะมีราชวงศ์ใหม่นี่ มีงานหนักหนาสากรรจ์มากน้อยแค่ไหน พ่อท่าน : หนัก ยากมาก เพราะคุณมันเคี่ยวเหลือกากเหลือเศษแล้ว คุณเองมาในส่วนนี้ก็ดีแล้ว คนที่มันกะเฬวรากนี่ มันกากเศษทั้งนั้น มันเป็นปฏิปักษ์ เป็นเรื่อง มันเป็นกากเศษ มันเป็นตัวปฏิปักษ์ และมันก็ทุกข์ก็ทรมาน ผีมันเยอะ อยู่ในดงผีน่ะ ยาก เป็นเรื่องยากมาก ญาติธรรม : แสดงว่าพระโพธิสัตว์รุ่นก่อนๆ เยอะเลย พ่อท่าน : อย่าให้พูดเลย ญาติธรรม : อย่างพ่อท่านบอกว่าการเป็นพระอรหันต์นี่ มันอยู่ที่ความสามารถในการตัดกิเลสส่วนตนเอง แต่ไม่ได้หมายถึงว่าจะมีภูมิปัญญานี่สูง ความแววไวของภูมิปัญญาอาจจะแตกต่างกันได้ พ่อท่าน : แน่นอน แตกต่างกัน พระอรหันต์แต่ละพระองค์ ญาติธรรม : มีลักษณะแตกต่างกันบางขั้นบางตอน พระพุทธเจ้าก็มีลักษณะอย่างเดียวกันหรือเปล่า แม้จะมีโลกวิทูมากมายจนสามารถตั้งศาสนาได้เหมือนกัน พ่อท่าน : มีลักษณะต่างได้บ้าง นี่เอาภูมิพระพุทธเจ้ามาอธิบายให้ฟังเชียวหรือ โอ้โฮ ขนาดพระอาริยะ พระอรหันต์ ให้เข้าใจก่อนเถอะ จะไปฟังอะไรเหนือนั้นเหลือเกิน โอ้โฮ แค่เรียนชั้นประถมโน่น จะไปเอาโพสต์ดอกเตอร์โน่นมาถาม มาเรียนรู้ มันเกินไป นั่นมันเฟ้อ ญาติธรรม : เหลือเวลาอีกเล็กน้อย มีอะไรที่รีบบอกบ้าง พ่อท่าน : อะไร จะรีบตายหรือไง ทำไมถึงมีเวลาอยู่น้อยล่ะ คนไม่มีแก่ มีแต่อายุยาวต่างหากเลย นี่ต้องไปฟังแล้วเทศน์มา 3 กัณฑ์ แล้วเทศน์ตั้งแต่ปฐมฯ ยัน ราชธานี ยันบัวบูชา เทศน์มาตั้ง 3 กัณฑ์แล้วนะเรื่องนี้ ญาติธรรม : เน้นอยากให้คนเก่ามีความกระชุ่มกระชวยใช่ไหม พ่อท่าน : อยากให้เขา Active แล้วมันเป็นเรื่องจริง อาตมาว่านี่เรื่องจริง อาตมาว่า เป็นจิตวิทยาแท้ๆ ถ้าเผื่อว่าเราเข้าใจผิด แล้วเราก็ไปเชื่อ และไปทำตัวรู้สึกไปเลย มันแก่จริงๆน่ะ และมันไม่เข้าท่า มันโง่ เราอย่าไปทำความรู้สึกเข้าใจผิดนะ แล้วมันจะให้เรานี่ไม่มีแก่ยังไง และต้องรู้ความจริงในความเป็นจริงด้วย ตัวต่างนี่เป็นตัวปรับใจเปลี่ยนใจ และเราจะไม่แก่ไปตาม ถ้าเราเข้าใจผิดอย่างนี้ว่า เราก็ต้องแก่ไปตามนั้นจริงๆนั่น ถ้าไม่อยากให้เท่านั้น จะต้องทำงานได้มากกว่าที่งานก็ได้ ตัวเองก็สดชื่นด้วย ตัวเองก็เป็นคนหนุ่มอยู่เสมอด้วย นี่ อาตมานี่ อาตมาสดชื่นอยู่เรื่อยๆนะ อาตมาไม่เห็นว่าจะต้องไปเหี่ยว ไปแก่ๆ ไปโรยๆ อะไรกันล่ะ นี่ทำลักษณะเป็นสื่อให้รู้ คุณจะเข้าใจแค่ไหน ไปแก่ทำไม อายุมันยาวก็คืออายุมันยาว ตอนนี้ 50 ตอนนี้ 60 ตอนนี้ 70 ตอนนี้ 80 ก็ยาวไปซิ ก็เรื่องอายุ แต่ฉันไม่แก่ สรีระคุณไม่ ห้ามมันไม่ได้ มันต้องเสื่อมแน่นอน แต่ว่าอันนี้จะชะลอการเสื่อมได้ลงด้วย ช่วยได้แน่นอน ถ้าจิตถึงจริงเลยนะจะช่วยได้จริงๆ ญาติธรรม : ย้ำเทศน์เรื่องไม่แก่ตามที่พ่อท่านเทศน์ มันตรงกับการแพทย์บอกว่า ถ้าจิตเรานี่ตั้งว่าเราไม่แก่ จิตตัวนี้มันจะทำให้ร่างกายหลั่งสารชนิดหนึ่งเรียกว่า สารแอนโดฟิน สารอันนี้เมื่อร่างกายหลั่งออกมาแล้ว มันจะทำให้จิตหรืออวัยวะในร่างกายกระชุ่มกระชวย เพราะฉะนั้นถ้าแม้กระทั่งเราทำจิตอย่างนี้ได้ ถ้าจิตเราแข็งแรงพอแล้ว จิตตัวนี้ แล้วสารตัวนี้พร้อมที่จะรักษาโรคที่เราเป็นนี้ได้ พ่อท่าน : นี่แหละมันจะเป็นประโยชน์ที่มากเลย วิธีการที่จะทำให้ใจนี่ ฝึกหัดเอา หัดให้มันกระชุ่มกระชวย หัดให้มันสดชื่น อย่าให้ Moody อย่าให้มันเศร้าหมองห่อเหี่ยว โกรธเคือง อึดอัด นั่นแหละ ให้มันเบิกบาน ให้มันสดชื่นนะ ให้มันร่าเริง ให้มันกระปรี้กระเปร่า ให้มันตื่นตัว ความหมายพวกนี้ คุณทำเอาเองซิ จะยกเป็นรูปธรรมยังไง อย่างอาตมาเป็นต้น เป็นรูปธรรมหรือยัง ญาติธรรม : บางครั้งเราทำงานกันไม่รู้จักเหนื่อยเลย พ่อท่าน : เวลาเราทำงานเหนื่อยนี่นะ เหนื่อยมันไม่ใช่ความไม่สดชื่น ความสดชื่น กับเหนื่อย มันคนละเรื่องกัน แม้เหนื่อย มันก็ยังมีความสดชื่น อะไรอย่างนี้ ไม่หมองหม่น ไม่เศร้าสร้อยหรอก เหนื่อยก็คือเหนื่อย เราก็รู้เหนื่อย เราก็ต้องหยุด เราก็ยิ้มอยู่ เราก็เบิกบานไม่เห็นเป็นปัญหาอะไร ควรพักก็พัก ยังไม่ควรพักเราก็เพียรไป เบิกบานร่าเริง สนุกสนานอยู่ในใจ อันนั้นก็ไม่ถึงกับขนาดสนุกเหมือนเด็กๆ เท่านั้นแหละ ญาติธรรม : งัดกันจนเหนื่อย พ่อท่าน : งัดกันก็ได้ งัดกันอยู่บ้าง มันเป็นธรรมชาตินะ แต่ควรจะรู้จักว่า ต้องรู้จักวิธีงัด เออ งัดใครขนาดนี้พอเหมาะแล้ว งัดจนเลยเถิด เกิดอาการเสียดุล ไม่รู้ใค
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive