320420 ทรัพย์แท้ของมนุษย์ โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
320420 ทรัพย์แท้ของมนุษย์ โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก
ทรัพย์แท้ของมนุษย์ ธรรมะก่อนฉัน ม้วน 1 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อ 20 เมษายน 2532 ณ พุทธสถานสันติอโศก
เจริญธรรม ผู้ที่ยังใฝ่ในธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ทั้งหลาย วันนี้อาตมาตั้งใจจะเทศน์ในเรื่องของทรัพย์แท้ของมนุษย์นี่ โดยสรุปให้ฟังอีก อาตมาได้พยายามวิเคราะห์วิจัยให้เห็น แล้วก็เอาคำตรัสของพระพุทธเจ้ามายืนยันให้พวกเราได้ฟัง ให้ชัดเจนกันว่า มนุษย์นี่นะมีอะไรเป็นทรัพย์ พระพุทธ เจ้าท่านตรัสไว้ชัดเจนว่าทรัพย์ของมนุษย์นั้นคือ ศรัทธา ศีล หิริ โอตตัปปะ สุตะ จาคะ ปัญญา นี่นะ 7 ตัวนี่ เราจำง่ายๆ ทรัพย์ของมนุษย์ ถ้าเผื่อว่าจะเอาแท้ๆโดยตัวแท้ก็ ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา 4 อันนี่เป็นประโยชน์แท้ของความเป็นคน เกิดมาเป็นคนนี่ มาเอาอันนี้เป็นประโยชน์ในส่วนตัวส่วนตน มีประโยชน์ในการได้เชื่อ ศรัทธา ได้เชื่อ ความเชื่อนี่ลึกซึ้งเป็นจิตวิญญาณ เป็นตัวจิตวิญญาณของคนน่ะ จะเกิดเชื่อ แค่เชื่อธรรมดา เชื่อตื้นๆ เชื่อสูงขึ้นจนปฏิบัติตาม อาตมาแบ่งภาษาเชื่อไว้ 3 ภาษาไทย ภาษาบาลี ท่านก็แบ่ง ศรัทธา ศรัทธินทรีย์ ศรัทธาพละ หรือ ศรัทธาผล ท่านก็แบ่งเป็น 3 เหมือนกัน อาตมาแบ่งเป็นศรัทธา เป็นความเชื่อ เชื่อถือ เราฟังด้วยเหตุด้วยผล ด้วยท่าที ด้วยองค์ประกอบอะไร เราก็เห็นว่า เออ! น่าเชื่อถือ แต่ความเชื่อนั้นไม่แรงพอที่จะให้เราเปลี่ยนแปลงตนเอง บางทีเรายังไม่ได้เป็นตามที่เชื่อ เราเชื่อนะ แต่เราไม่เป็น เราไม่เป็นด้วยอย่างนี้ เรายังไม่ทำตาม แต่ดี เชื่อ ดีๆ ดีไหม? ดี! แต่ทำไมไม่ทำตามล่ะ ยังยัง นี่เรียกว่าเชื่อระดับแรก ศรัทธา เชื่อระดับแรก เชื่อถือ เชื่อ กินมื้อเดียวดีไหม ดีๆ แล้วไม่กินตามล่ะ ไม่กินเนื้อสัตว์ ดีไหม ดีดี ดี แล้วไม่โลภโมโท
อ่านต่อ
สัน ไม่เอาเปรียบเขานี่ดีไหม ดี แต่ยังเอาเปรียบอยู่ล่ะ ยังเอาเปรียบอยู่ ไม่เอาเปรียบเขาดีไหม ดี ไม่เอาเปรียบ ดีแน่ ดี แต่ยังเอาเปรียบเขาอยู่ ยังไม่ทำตามหรอก ยังไม่ฝึกฝนตนเพื่อจะทำตาม นี่ ระดับศรัทธาตัวแรก ศรัทธาตัวที่ 2 นั้น คือศรัทธินทรีย์ มีกำลังของศรัทธาสูงขึ้น มีภาวะ มีฤทธิ์แรง มีความเป็นจริง โดยความหมายก็อธิบายได้ อาตมาอธิบายอยู่นี่ เป็นความหมาย ความหมายสูงขึ้น ลึกซึ้งขึ้น อาตมาใช้ภาษาไทยว่าเชื่อฟัง ตัวแรกเชื่อถือ ตัวที่ 2 เชื่อฟัง แปลศรัทธินทรีย์ว่าเชื่อฟัง เชื่อฟังนี่ทำตามนะ คนเรานี่เชื่อฟังแล้วทำตาม ภาษาไทยเราเข้าใจดีใช่ไหม เชื่อถือ มันก็แค่นั้นน่ะ ก็เชื่อ เชื่อถือ เชื่อๆ เชื่อถือ แต่ยังไม่ถึงขั้นทำตาม แต่พอถึงขั้นเชื่อฟังนี่จะมีกำลังของความเชื่อสูงขึ้น เอ๊! มันดีนะ เราเชื่อว่าดี ต้องเอาด้วยนะ ต้องเอาด้วยฝึกหัดอบรม แม้จะเหน็ดเหนื่อยหนักหนา จะลำบาก ก็ต้องฝึกอบรม เอาทีละระดับของศาสนาพุทธเรามีลำดับขั้น เอามาทำตามให้ได้เหมาะสมกับตัวเอง ยากเกินไป สูงเกินไป พรวดทีเดียวจะเอาสุดยอดเลย มันไม่ได้หรอก ก็ต้องแบ่งทำตามอินทรีย์พละ ตามกำลังของเราแล้ว เราก็ทำตาม เริ่มต้นทำตามนี้แหละ เราชื่อว่าตั้งกฎ ตั้งหลัก ที่จะทำตามให้แก่ตนอย่างเหมาะสม เรียกว่าสมาทานศีล หลักเกณฑ์ แล้วลงมือทำตามเรียกว่าปฏิบัติศีล เมื่อปฏิบัติแล้วมันก็จะเกิดผลได้ กาย วาจาก็จะได้เกิดการสำรวมระวัง อบรมตนให้เป็นไปตามศีลที่เราตั้งทำให้ได้แล้ว มันจะขัดเกลา กาย วาจา โดยเฉพาะขัดเกลาใจด้วย ศีลนี่ถึงใจถึงจิต ทุกวันนี้ศาสนาพุทธสอนเพี้ยน สอนไว้ว่า ศีล อบรมกาย วาจา เท่านั้น สอบตก ค้านแย้งกับคำสอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าสอนนี่ ศีล ผู้ปฏิบัติศีล ได้ผลนะ หมายความว่าเป็นกุศล ปฏิบัติศีลได้ผลนี่ คือ ปฏิบัติศีลเป็นกุศล จะมีผลเป็นอรหันต์ตามลำดับ แล้วอรหันต์มันได้แค่กาย วาจาที่ไหนเล่า อรหันต์นี่มันขัดเกลาจิตใจ มีพฤติกรรมทางกาย วาจาด้วย แล้วก็ขัดเกลาถึงจิตใจ แข็งแรงขึ้นๆ สุดท้ายก็ถึงอุภโตภาควิมุติ ถอนอนุสัยอาสวะ ศีลนี่ถึงนิพพาน ศีล ก็สวด ก็ท่องกันอยู่ สีเลนนิพพุติงยันติ ศีล จะเป็นพาหะนำพาไปสู่นิพพาน ก็สวดกันอยู่นี่ ให้ศีลเมื่อไหร่ พอให้ศีลเสร็จ สุราเมรย มัชชปมา ทัฏฐานา เวรมณี อะไรแล้ว เสร็จแล้วก็ สีเลนะ สุขติงยันติ สีเลน โภคสัมปทา สีเลน นิพพุติงยันติ ศีลจะเป็นพาหะนำไปสู่นิพพาน สีเลน นิพพุติงยันติ ก็พูดกันอยู่อย่างนั้นน่ะ แต่ก็บอกว่าศีลนี่ ขัดเกลาแค่กาย วาจา เห็นไหมพูดเพี้ยนไปหมดแล้ว ธรรมวินัยวิปริตหมดแล้ว มันค้านแย้งกันเอง ตัวเองก็พูดเอง สอนเอง ขัดแย้งกันเองอย่างนี้น่ะ มันวิปริต มันไม่ตรง มันไม่ถูกต้อง มันไม่สอดคล้องกันกับคำสอน ศีลนี่ จะพาไปสู่นิพพาน เพราะฉะนั้นขัดเกลากาย วาจา และต้องขัดเกลาถึงจิต เป็นอธิจิต หรือเป็นสมาธิ ขัดเกลาได้จริงไปเรื่อยๆ ก็แข็งแรง ตั้งมั่น จิตเป็นตัวประธาน มโนปุพพังคมาธัมมา มโนเสสฐา มโนมยา จิตเป็นประธาน เพราะฉะนั้นให้กายเป็นอย่างไรก็จิตเป็นประธาน ให้วจีเป็นอย่างไรก็จิตเป็นประธาน เมื่อจิตมันแข็งแรงตั้งมั่น มีความเป็นจริงได้ มันก็สามารถที่จะให้กาย วาจา ของเราง่าย ถ้าใจยังไม่เป็นนะ ฝืนอยู่นั่นแหละ มันฝืนนั่นแหละ มันขัดกับจิตเรา ถ้าจิตเราเห็นด้วยปัญญาแล้วก็มีอินทรีย์พละที่แข็งแรงจริงเลยนะ มีกำลังแห่งความจริง กำลังแห่งศรัทธา กำลังแห่งปัญญา แข็งแรงขึ้นๆจนกระทั่งบรรลุ จนกระทั่งตัดกิเลสได้จริงๆ ละกิเลสได้สมบูรณ์แล้วมีปัญญาอ่านเห็นชัดเจนด้วย ศรัทธานั้นก็เป็นศรัทธาผลหรือศรัทธาพละ เป็นกำลังที่เต็ม พละนี่แปลว่ากำลัง ศรัทธาพละ หรือเป็นความเชื่อสมบูรณ์ มันสมบูรณ์ตรงที่มันทำได้ แล้วมันก็เป็นความเจริญ เป็นความดีงาม เป็นกุศล เป็นบุญ เป็นสิ่งที่เป็นกุศลทั้งหมดทั้งมวล แล้วก็ทำได้อย่างแคล่วคล่อง ไม่มีฝืน เพราะกิเลสมันเป็นตัวฝืน กิเลสนี่เป็นตัวต้าน ตัวฝืน ฆ่ากิเลสตาย ไม่มีอะไรมาฝืนมาต้าน คล่อง ง่าย เบา สบาย ว่างโล่ง โปร่ง เพราะกิเลสมันไม่มาต้าน มันจะเป็นความว่างๆเบาๆง่ายๆสะดวก นั่นแหละเป็นกำลัง ก็มันไม่มีอะไรต้าน มันก็เป็นกำลังเต็มซี จะทำเท่าไหร่ก็เท่านั้น มันไม่มีอะไรต้าน อะไรหักกลบลบหนี้เลย มันก็เต็มสมบูรณ์ ไม่มีรีซิสแต๊นท์ว่าอย่างนั้นเถอะ มันก็สมบูรณ์เลย ครบครัน เพราะฉะนั้น ศรัทธาพละนี่แหละ คือตัวเห็นจริงเห็นจัง แล้วก็เชื่อมั่น อาตมาแปลเป็นภาษาไทยว่าเชื่อมั่น ศรัทธา เชื่อถือ พอศรัทธินทรีย์ก็เชื่อฟัง ปฏิบัติอบรมตามจนได้ผล พอได้ผลจนสมบูรณ์ ก็เป็นศรัทธาพละ ก็เชื่อมั่น เราจะเชื่อมั่นมาเรื่อยๆ เห็นผลมาเรื่อยๆ จนเห็นผล ผลค่อยๆโต ค่อยๆจริง ค่อยๆชัด ค่อยๆเต็ม จนกระทั่งมีผลเต็มสมบูรณ์ มีปัญญาเห็นร่วมด้วย ศรัทธาต้องมีปัญญาน่ะ ไม่มีปัญญาไม่ได้ เห็นสมบูรณ์ แล้วมันก็เห็นเอง เห็นของจริงเอง เป็นญาณทัศนะ หรือเป็นปัญญินทรีย์ หรือปัญญาที่ชัด ปัญญินทรีย์ ปัญญาผลเหมือนกันแหละ ปัญญาพละ กำลังของปัญญาเต็ม เราจะได้ศีลนั้นปฏิบัติแล้วได้ผล ศีลนั้นเป็นตัวจริงเลย เพราะฉะนั้นมีศีลนี่ จนกระทั่งเป็นธรรมดา เป็นปกติ เป็นอัตโนมัติอยู่ในตัว ศีลจึงแปลว่าปกติ ปกติที่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่เราจะเอามาทำนี่ ทำได้แล้ว ทำโดยไม่ต้องฝืดต้องฝืน ทำโดยไม่ต้องลำบากลำบน ทำด้วยเป็นตัวเองเลย เป็นอัตโนมัติอยู่ในตัว เป็นอย่างนี้น่ะ ไม่ฆ่าสัตว์เป็นอัตโนมัติ ไม่ลักทรัพย์เป็นอัตโนมัติ ไม่มีเจตนาจะไปลักทรัพย์ใคร ถ้าจะไปเอาของเขามา ก็โดยไม่เจตนานะ เอ้า! ของคุณเหรอ เราเอามานี่ไม่ได้เจตนาจริงๆ แต่ก็ มันไม่ไร้สติจนเกินการน่ะนะ มันก็ไม่ต้องการขโมยของใคร ไม่ต้องการจะเอาของใคร ไม่ไปโลภโมโทสันอย่างนั้นจริงๆ ไม่อำมหิตโหดร้าย จนกระทั่งไปฆ่าสัตว์นั้นตาย ไม่ได้เจตนา ถ้ามันจะตายเพราะเรา ก็ไม่ได้แกล้ง ไม่ได้เจตนาอย่างนั้นจริงๆ ไม่ฆ่าใคร ไม่อำมหิตโหดร้าย ไม่เบียดเบียนใคร ยิ่งมีรายละเอียดนี่ ไม่เบียดเบียนใครด้วย ต้องมีศีล ศรัทธา ไม่มีศีลไม่ได้ เอาศีลของพระพุทธเจ้ามาเป็นเครื่องวัดเลย ว่าให้เว้นขาดอย่างนี้ อย่างปุถุชนนี่มันไม่รู้ มันไม่เลิก ไม่ละ ไม่เว้น ไม่ขาดออกมา มันไปเป็นอย่างโลกๆ เลิกออกมา เลิกพฤติกรรมปุถุชน พฤติกรรมมนุษย์โลกที่มันไม่ดี ไม่งาม เลิกมา ศีลใดที่บอกว่าให้ละเว้น เว้นมาจนได้เป็นปกติ ศีลใดที่ส่งเสริมให้ยิ่งๆขึ้นเรียกว่าอภิสมาจาร ก็ทำให้ยิ่งขึ้น แข็งแรง มั่นคงจนกระทั่งละเอียดลออ วิจิตรพิศดารขึ้นไปได้เรื่อยๆ ต้องมีศีล เพราะฉะนั้นผู้ที่บรรลุธรรม มีศรัทธาต้องมีศีลประกอบ ศรัทธาหรือเชื่อๆ เชื่อไม่มีหลักเกณฑ์อะไรเลยนี่ ก็เชื่อกันทั้งนั้นแหละ เชื่อไม่มีหลักเกณฑ์ ไม่ได้ศึกษาหลักเกณฑ์ อันที่เป็นกุศลอกุศลที่แท้จริง สุจริต ทุจริตที่แท้จริง บาปบุญที่แท้จริง ดีไม่ดี ที่แท้จริงตามสัจจะ ไอ้ดีชั่วนี่ เราก็เรียกเป็นสมมุติสัจจะ สมมุติแปลว่าการรู้ร่วมกันทั่ว สมมุตินี่แปลว่ารู้ร่วมกันทั่ว คนธรรมดารู้ร่วมกันหมดแหละ อันไหนดี อันไหนชั่ว มีปัญญาที่ฉลาดพอสมควรรู้ นอกจากคนที่โง่ รู้ผิด หลงผิด เห็นกงจักรเป็นดอกบัว เห็นชั่วเป็นดี เห็นผิดเป็นถูกกลับกัน นั่นก็เรื่องของคนที่เข้าใจผิด ก็เป็นไปได้ เป็นไปอย่างนั้นจริงๆ เพราะฉะนั้นคนที่รู้ถูกต้อง ก็คือสมมุติที่รู้กัน พร้อมกัน เป็นสัจจะอย่างหนึ่งในโลก ต้องอาศัยสัจจะสมมุติอย่างนี้ ดี ชั่ว แล้วก็ต้องทำดี สัจจะของพระพุทธเจ้านั้นน่ะ ผู้ที่ทำดีได้แล้วยังไม่ได้ดียึดดีก่อนแล้วปฏิบัติดีให้ได้ เมื่อปฏิบัติดีได้แล้ว ไม่ต้องยึดมันได้แล้ว มันก็เป็นเอง อันนี้แหละ ภาษาสำนวนเรียกว่า ไม่ยึดดียึดชั่ว ไม่ยึดเพราะมันได้แล้ว ไม่ยึด มันก็เป็นอยู่ในตัวเราแล้ว ชั่วซิ มันทิ้งไปแล้ว มันเลิกไปแล้วจนจะพยายามเป็นชั่ว ยังไม่ค่อยเป็นเลย ทำไม่ค่อยลงเลย ทำยาก แต่ดีล่ะไม่ต้องพยายามมันก็เป็นแล้ว มันก็เป็นง่าย เพราะมันเป็นอยู่ที่ตัวเรา แล้วเราก็ไม่ได้ยึดมันแล้ว แต่มันมีอยู่ในตัวเรา มันเป็นศีล เป็นธรรม เป็นกุศล เป็นของดีอยู่ในตัวเราเองเลยแล้วเราก็ไม่ได้หลงใหลในความดีของเรา ไม่ได้หลงใหลว่าเราดี เราทำดี ได้ดีนี้แล้ว เราก็ติดยึด โอ้! จะต้องอยู่ที่นี่แหละนิรันดร ดี จะต้องเป็นเราของเราไปอีกนิรันดร ไม่ ทำใจเห็นว่ามันก็เป็นธรรมดาสิ่งที่ดี ถ้าเรายังมีรูปนามขันธ์ 5 เราก็มีกรรมกิริยาที่ดีอันนี้ ถ้าตายแล้วเลิกกัน ปรินิพพาน ดีนี้ก็ตายไปพร้อมกับขันธ์ 5 สำหรับเรานะ แต่มันก็อยู่ในโลกก็เรื่องของโลก ใครจะเอาไปทำตามก็เรื่องของเขา แต่เราหมดกรรมกิริยาของดีแล้วนี่ เรียกว่าเราไม่หลงติดดี นี่เรียกว่าไม่ยึดดี ไม่ยึดชั่ว แต่มีดีแน่ๆ ทีนี้ คนสอนลัดตัดความนี่ ไม่ยึดชั่วไม่ยึดดี ใครไปยึดชั่วยึดดีอัปรีย์ทั้งนั้น ก็เลยไม่มีขั้นตอนเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย คนก็เลยไม่ได้ฝึกฝนเอาความดี เพราะกลัวจะไปยึดดี ขนาดยึดมั่นถือมั่นดี แล้วปฏิบัติให้มันได้เป็นปกติ ให้มันได้อบรมฝึกฝนตนให้มันได้เป็นอัตโนมัตินี่ มันไม่ง่ายนะ ทำดีใช่ไหม มันไม่ง่ายนะ แล้วไม่ยึด ปัดโธ่ ไม่เอาจริงเอาจังน่ะเหรอ ล้มเหลวทั้งเพ นี่การสอนข้ามขั้นลัดตอน แล้วการไม่รู้จักเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลายพวกนี้ อาตมาว่า ก็หาว่าอาตมาไปว่าผู้สอนอย่างนี้ เอ้า! อาตมาเห็นจริงอย่างนี้ เมื่อไม่เชื่ออาตมาก็ไปเชื่ออีกฝ่ายหนึ่ง ก็ทำอย่างอีกฝ่ายหนึ่งซี จะทะเลาะเบาะแว้งกับอาตมาทำไม อาตมาสอนผู้ที่เห็นตามอาตมา ผู้ไม่เห็นตามอาตมาก็ไม่ต้อง แล้วอาตมาก็ไม่ได้ไปเกลียดไปโกรธไอ้คนที่สอนผิดด้วยนะ ก็บอกให้ทราบว่าสอนผิด เพราะอาตมามั่นใจว่านั่นสอนผิด อาตมาก็บอกเตือนว่าสอนให้มันถูก แต่เขาเชื่อว่าเขาสอนถูก เขามีสิทธิ์ว่าอาตมา บอกว่านั่นสอนผิด ไปสอนให้ปฏิบัติดีก่อนชั่วน่ะ ผิด เอ้า! ว่ามาเลย ว่ามาซิ ก็เถียงอาตมามา อาตมาไม่ว่าอะไรนี่ มีสิทธิว่ากัน ความเชื่อไปบังคับกันไม่ได้ ใช่ไหม แล้วอาตมาก็ไม่โกรธหรอก ก็ท่านเข้าใจอย่างนั้น อาตมาก็ เข้าใจอย่างนี้ คนละทางกัน ก็พิสูจน์กันไปซิ ใครไปโกรธคนนั้น ใครไปเกลียดคน นี้ ไปชังคนนั้น ก็เขาเองน่ะ อาตมาไม่โกรธใครหรอก เขาด่าอาตมาก็เรื่องของเขา เขาว่าเราผิด ก็เขาเข้าใจว่าเราผิด เราก็ฟังซิ เหตุผลเขาก็บอกมาซิ ไม่ใช่บอกผิดแล้วก็ไม่มีเหตุผลมาให้เลย บอกผิด ไม่มีตำรา ไม่มีหลักฐาน ไม่มีเหตุผล เรียกว่า ด่าสาดเสียเทเสีย สำนวนไทยเราบอกว่าอย่างนั้น คือด่าไม่มีเหตุผลเลย ด่าไม่ให้เหตุผลนี่ ด่าสาดเสียเทเสีย ด่าอย่างแม่ค้าปากตลาด ด่าไปดื้อๆนี่เอง เอ้า! แล้วมันผิดอย่างไร มันเสียอย่างไร ไม่รู้ กูด่าอย่างเดียว ด่าว่าเลวอย่างเดียว ไม่รู้เลวอย่างไร ไม่รู้ ด่าว่าเลวอย่างเดียว มันเลวก็แล้วกัน ไม่มีหลักฐานอ้างอิง ไม่มีเหตุผลบอกกล่าวอะไรเลย ไอ้นี่เรียกว่าด่าสาดเสียเทเสีย ถ้าด่าสาดเสียเทเสีย แต่ไม่ต้องไปสาดใส่เขาหรอก เขาสาดเสียเทเสียมาให้เรา เราก็เทต่อ เอ้า! เทออกไป ก็มันไม่รู้จะทำอย่างไร ก็คุณไม่ให้เหตุผล ไม่ให้หลักฐาน ไม่ให้อะไรมาเลย ด่าลูกเดียวว่าเสียๆๆ เลวๆๆ ลูกเดียว แล้วมันเลวอย่างไรเล่า ไม่รู้ กูว่าเลวก็แล้วกัน ถ้าด่าสาดเสีย เทเสีย เราก็เลิกกัน ไม่พูดต่อ แต่ถ้าเขาด่ามา มีเหตุมีผล มีหลักฐานอ้างอิง มีอะไรต่ออะไรลึกซึ้งซับซ้อน โอ้ย! ดี ดี เขาให้เหตุผลซับซ้อน ให้เหตุผลหลอกลวง เหตุผลแฝง ไม่ใช่เหตุผลตรง แหม! มีเล่ห์เหลี่ยมเชิงชั้น ในการที่จะหาซับซ้อนมา เราก็ตรวจตราเอาความฉลาดของเราน่ะ โอ้! ไอ้นี่เล่นเล่ห์เล่นเหลี่ยมนะนี่ ซับซ้อนเชิงชั้น ดูซินี่ มันไม่ค่อยตรงหรอก มันอุตส่าห์แฝงเหตุผล แฝงนั่น แฝงนี่มา เราก็ฉลาดเข้าใจให้ได้ ให้มันถูกตามความจริงก็แล้วกัน เขาบอกว่าถูก เราว่าผิด เราก็ซวยเอง ถ้าเขาบอกมาแฝงๆ ผิดๆมา แล้วเราก็จับผิดนั้นได้ เราก็แก้ไข เราก็ไม่เชื่อตาม เราก็ไม่เอาตาม มันก็เป็นความฉลาดของเรา ใครฉลาดจริง ไม่ลำเอียง ไม่ได้ไปนั่งตู่คนนั้นก็ได้นะ เพราะฉะนั้นศรัทธาต้องมีศีลอย่างนี้จริงๆ แล้วคนเราเกิดมาเพื่อได้ศรัทธาอย่างนี้ และเพื่อได้ตามศีล โดยเฉพาะ เราลูกศิษย์พระพุทธเจ้า เราก็เอาศีล เอาหลักเกณฑ์ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนว่าอย่าทำอย่างนี้ นี่เป็นบาปสมาจาร จงทำอย่างนี้ นี่เป็นอภิสมาจารทำให้ยิ่งๆๆๆ อย่างนี้เป็นบาปสมาจาร อย่าทำ ทำตามพระพุทธเจ้าสอน ตามฐานะที่เราทำได้ แต่ละขั้น แต่ละตอน มันมีอธิศีล มีอธิๆๆขึ้นไปเรื่อยๆๆ ลึกซึ้งขึ้นไป สูงขึ้นไปเรื่อยๆ มันก็ยากตามลำดับ ทำให้มันถูกต้องขั้นตอนแล้ว เราก็ได้เป็นศรัทธา เกิดมามีศรัทธา เกิดมามีศีล เราเชื่อมั่นด้วยปัญญาว่า การเกิดมาเป็นคนนี่เกิดมาเพื่อจาคะ เกิดมาเพื่อสละ จะเป็นคนมีประโยชน์ มีคุณค่า คุณฟังอาตมาไปด้วยความมีปัญญาเท่าไหร่ คุณฟังดูจริงไหม ถ้าจริงละก้อ เราก็มาอบรมตนให้เป็นคนมีจาคะมีการสละออกๆตั้งแต่ทรัพย์ศฤงคาร วัตถุสมบัติหยาบๆ ไอ้ของที่ไม่ควรจะมี ไม่ควรจะสะสมเอาออกก่อน อันไหนที่สูงขึ้นไปก็จำต้องอาศัยอยู่ ก็อาศัยไปก่อน พอตอนหลังมา เรารู้สึกเออ! ไอ้นี่ก็ทิ้งได้อีกแล้ว สละได้อีกแล้ว บริจาคได้อีกแล้ว มีน้อยลงๆๆ มักน้อยสันโดษลงไปเรื่อยๆ น้อยลงได้เท่าไหร่ก็อยู่ได้ มันมีระบบของมันนะ คนที่ยิ่งสละคนยิ่งเคารพนับถือ คนยิ่งจะมาเกื้อกูลช่วยเหลือเฟือฟาย เอาไว้ ทำไมบริษัทปอเต็กตึ้งนี่ก็ดี บริษัทร่วมกตัญญูก็ดี เอ๊! สมาคมซิ อาตมาไปเรียกบริษัทซะนี่ สมาคมปอเต็กตึ้ง สมาคมร่วมกตัญญู มูลนิธิปอเต็กตึ้ง มูลนิธิร่วมกตัญญูอย่างนี้เป็นต้น ทำไมมีคนไปบริจาค เพราะเขามีตัวปฏิบัติการ ที่เสียสละจริงๆ ทำงาน คนก็ โอ้โฮ! ต้องใช้จ่าย เอาเงินมาให้ใช้จ่าย ทั้งๆที่คนมาทำงานมีรายได้เป็นเงินเดือนเหมือนกันนะ มีบางคนที่ได้บ้าง คนที่ไม่เอา จริง ก็เสียสละซ้อน ก็ดีละ คนที่มาทำงานโดยฟรีๆเลยให้แก่สมาคม ให้แก่มูลนิธิ ส่วนคนที่จะต้องมีค่าใช้จ่ายรายได้บ้างก็มีไปตามควร เขาก็ทำงานกันจริงจัง คนเขารู้อยู่เขาก็เอามาให้ โอ้! ต้องใช้จ่ายโน่นนี่ ค่าเครื่องไม้เครื่องมือ ค่าน้ำมันรถ ค่าคนจะต้องกิน จะต้องใช้ ค่าเวลาเอาไปช่วยคนที่เดือดร้อนโน่นนี่ ซื้อข้าวซื้อของ ซื้ออาหารกิน ซื้อเสื้อ ซื้อผ้า ซื้อโน่นนี่ ใช้จ่ายไป เขาเห็นค่าใช้จ่าย เขาก็เอามาทำบุญ มาบริจาคให้ เขาก็เห็นจริง เห็นจัง ฉันเดียวกัน ของพวกเรานี่นะ ชาวอโศกเรานี่ อาตมาบอกว่าจะต้องอยู่ด้วยระบบบริจาค แม้จะเป็นกองบุญกองทุนอะไรขึ้นมานี่ ก็เป็นระบบที่บริจาคแม้จะขายได้ต่ำกว่าบริษัท มันไม่เป็นสมาคม มันไม่มีมูลนิธิก็ตาม จะมีบริษัท จะมีกองบุญนิยมนี่ กองบุญนิยมนี่จะเป็นกองที่จะมาหนุนเนื่องๆ ถ้าคุณเอง คุณมีรูปแบบหรือมีพฤติกรรม มีปฏิบัติการที่เกื้อกูลต่อประชาชนจริงๆเลย เห็นชัดๆเลยว่า นี่ขายต่ำกว่าทุนจริงๆนะ ประชาชนดูแล้วเห็นจริง ไม่ได้โกง ซื่อสัตย์ สุจริต แล้วอยู่ได้อย่างไร อยู่ได้เพราะคนบริจาคเงินมาหมุนเวียน เพราะฉะนั้นคนมีเงินมากก็เอามาหมุนเวียนทดแทนไว้ซีแล้วคุณก็มาซื้อมาหากันไป คนอื่นที่ยากจน เขาก็จะได้มาเอาไปด้วย พวกคุณก็ได้บริจาคไปหาคนยากจน เพราะบริษัทนี้เป็นตัวกลาง ร้านขายนี่เป็นตัวกลางหาผลผลิต หาของอะไรๆมา เอ้า! เป็นร้านที่จะแจกจ่ายเป็นตัวแจกจ่าย คนมาซื้อมาหา คนจนก็ได้มาซื้อมาหา ราคาถูกลง ก็เฉลี่ยไปถึงมือคนจนได้ เพราะขายไม่ได้รีดนาทาเร้น ไม่ได้เอาเกินทุน ไม่ได้เอาเกินทุนจริงๆ ถ้ายิ่งมีเงินมาก ถ้าเจ้าหน้าที่บริษัททำการอย่างซื่อสัตย์สุจริต มีเงินในกองบุญนิยมมาก ก็สามารถจะขายต่ำกว่าทุนได้มาก เพราะทฤษฎีของเราต่ำกว่าทุนมากเท่าไหร่ คือกำไรมากเท่านั้น ซื่อสัตย์ สุจริต แล้วก็เข้าใจจริงๆ ไม่ได้หลงสับสน โมเมอะไร ก็เราทำไมจะต้องไปทำกำไรให้แก่บริษัทล่ะ เราก็กำไร บริษัทก็กำไร การขายต่ำกว่าทุนคือกำไร เพราะฉะนั้นถ้าลดได้เราก็ลดเรื่อยๆ ประโยชน์อยู่ที่ใครล่ะ ประโยชน์ที่ตนได้แล้ว ได้เสียสละแล้ว ประโยชน์ประชาชนอื่นก็ได้ด้วย ได้รับแจกจ่ายเจือจานด้วยการมีของถูก มีของที่จะสะพัดไปถึงมือคนจน กระจายไปสู่มือคนทั่วถ้วน คนร่ำรวยก็ไม่มีปัญหา คุณก็ซื้อได้อยู่แล้ว มันถูกน่ะ คนจนก็ไม่มีปัญหาซื้อได้จริงๆ เพราะไม่ใช่ระบบที่จะต้อง ยิ่งคนนิยมชมชอบยิ่งขึ้นราคา ขูดรีดเอามาใส่กระเป๋า ของยิ่งดี คุณค่ายิ่งแพง ของยิ่งหายาก ยิ่งคิดแพงๆ ไอ้นี่มันระบบทุนนิยม เขาก็ทำอยู่อย่างนั้น แต่บุญนิยมนี่ จะเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นการที่จะมาบริจาคเข้าสู่กองบุญ ก็นัยคล้ายๆกันกับมูลนิธิร่วมกตัญญู มูลนิธิปอเต็กตึ้งอะไร เมื่อเห็นพฤติกรรมพวกนี้ชัดเจน ขณะนี้พวกชาวอโศกเราจะเป็นผู้เห็นก่อน แล้วก็จะทำบุญทำทานบริจาคเอาไว้ก่อน ศีล นี่ช่วยให้เราเสียสละ ขัดเกลาความโลภ ความเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ รู้บุญ รู้กุศลที่แท้ รู้คุณค่าที่มา ได้อะไร ได้ที่เสียสละ ได้สิ่งที่เสีย ได้อะไร ได้เสีย ได้สิ่งที่เสียนี่แหละ สิ่งที่เสียไป สละไปนี่แหละคือสิ่งที่ได้ของคน ของมนุษย์ชาติ ฟังให้ดี คิดให้ดี เห็นความจริงให้ดี ไม่ใช่ตรรกศาสตร์ ไม่ใช่เหตุผล แต่เป็นเรื่องสัจจะ อาตมาขอยืนยันว่าสัจจะ เพราะฉะนั้นคนที่มาปฏิบัติศีลก็เพื่อให้เกิดจาคะ ปัญญา จำ 4 ตัวไว้ง่ายๆก่อน ทรัพย์แท้หรือสัมปรายิกัตถประโยชน์ 4 ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา ให้ถึงศรัทธาสัมปทา ศีลสัมปทา จาคะสัมปทา ปัญญาสัมปทา ให้เข้าถึงซึ่งศีลศรัทธา ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา นี้เข้าถึงความเป็นจริง ตัวเราเป็นคนอย่างนั้นจริง มีความเชื่อถือ เชื่อฟัง เชื่อมั่น เชื่อจริงๆ แล้วก็มีศีลอย่างที่อธิบายในตอนต้นนี้แล้ว เกิดศีลในตัวเราเลยนะ ได้ขัดเกลากาย วาจา ใจ ขัดเกลาความโลภ โกรธ หลงออกไปจริงๆ ความเป็นจริงของผู้นี้จึงจะมีพฤติกรรม มีความเต็มใจที่จะจาคะ เสียสละ เพราะปัญญาเห็นแท้ ไม่ได้ถูกหลอกลวง มันเข้าใจแจ้งชัด มันเห็นจริงว่า เออ! ไอ้นี่เป็นความจริงที่ไม่มีบิดพริ้ว ไม่มีแปรปรวน เป็นความจริงที่เถียงไม่ได้ เป็นสัจจะหนึ่งแน่ๆ แท้เที่ยง ทำอย่างนั้น คนนั้นก็เต็มใจทำแล้วก็มีระบบของสังคม มีหมู่กลุ่ม มีมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี แล้วก็มีระบบ มีวัฒนธรรม มีจารีต มีประเพณี มีพฤติกรรมของมันอยู่ มีพฤติกรรม กิจกรรม พิธีกรรมของมันอยู่ครบสมบูรณ์เลย เป็นสังคมกลุ่มอย่างนี้จริงๆ นี่ สังคมชาวอโศก เราทำขึ้นมาเรื่อยๆๆ เพราะเราสร้างทรัพย์ที่มนุษย์เกิดมาแต่ละคนๆ ให้เกิดสิ่งที่ควรได้เป็นสมบัติติดตัว แม้ปัจจุบันนี้อาตมาก็พยายามพิสูจน์ปัจจุบันนี้ ไม่ต้องกล่าวล่วงไปจนถึงกระทั่งตายแล้ว ทรัพย์นี้จะติดตัวคุณไป ไม่ต้องกล่าวถึงปานนั้นก็ได้ แต่กล่าวพอขยายความให้เห็นชัดเจนขึ้นบ้างก็ได้ว่า ทรัพย์ที่คนเราไปหลงเป็นวัตถุ ลาภ ยศ หรือเป็นความโกง ความเอาเปรียบ คุณได้อันนั้นแหละ ตายแล้วคุณก็ได้อันนั้น เพราะคุณมีพฤติกรรมอันนั้น พระ พุทธ เจ้าสอนเราว่ากรรมวิบาก กัมมัสสกตา กรรมนี่เป็นตัวจริง คนจะได้กรรม จะเป็นกุศลหรืออกุศล ก็คือกรรม คุณกระทำการโลภ คุณก็ได้กรรมอันเป็นความโลภติดวิบากของคุณไป คุณทำกรรมอันเสียสละ ลดความโลภได้ คุณก็มีวิบากอันเป็นการเสียสละจิตวิญญาณ คุณทำได้มากได้น้อยก็อันนั้นน่ะ ได้ตั้งแต่คุณมีการปฏิบัติประพฤติอยู่ในโลกนี้แหละ เดี๋ยวนี้ก็ได้ ตายไปก็ได้ ตั้งแต่เป็นๆนี่แหละ ทำ เป็นๆนี่ได้ ตายไปมันก็ได้อันนี้ สัมปรายิกัตถประโยชน์ หมายความว่า เรามาเข้าใจกันที่ท่านแปลว่า จะได้เป็น ไปได้ในโลกหน้า โลกหน้าหมายความว่าตายไปแล้วค่อยไปสู่โลกหน้า ไอ้แบบนั้นอธิบายกันไม่ได้เรื่อง กว่าจะไปมีศีลได้ก็ต้องไปตายแล้ว ไปได้ศีล เอ้า! แล้วเป็นไปอย่างไรเล่า ปฏิบัติอยู่เดี๋ยวนี้แล้วไปได้ศีลเอาคราวหน้าโน่น แล้วเมื่อไหร่มันจะรู้เรื่อง เดี๋ยวนี้โลภไว้ ตายไปแล้วค่อยได้บริจาค อู้ว้า! แล้วก็ได้เข้าถึงบริจาคกันเมื่อไหร่ ตายแล้ว ไม่ต้องบริจาคเขาก็เอา อาตมาบอกแล้ว แม้แต่เขียนพินัยกรรมยังไม่ใช่บุญเลย พินัยกรรมมันยังไม่ใช่บุญเลย พินัยกรรมนั่นคือตัวจำนนของคนนั้นน่ะ มันคือใบจำนน ไม่กล้าให้ อั๊วยังไม่ตาย ลื้ออย่าพึ่งเอาไป พินัยกรรมมันบอกไว้อย่างนั้นใช่ไหม อั๊วตายแล้วลื้อถึงค่อยเอาไปได้ ก็หมายความว่า ตัวเองหวงไว้จนกระทั่งลมหายใจสุดท้าย ไม่กล้าให้ พินัยกรรมมันไม่ใช่บุญ เขียนเอาไว้โก้ๆอย่างนั้นแหละ กำหนดเอาไว้ มีกฎหมายรองรับ เขากำหนดอย่างนี้ก็ให้คนนั้นคนนี้นะ มันจะได้ไม่ทะเลาะกันเท่านั้นเอง ถึงคุณไม่เขียนพินัยกรรม คุณก็ไม่ได้ของคุณอยู่เอง มันก็ต้องอยู่ในโลกนี่แหละ คุณเอาได้ที่ไหนเล่า ไม่ต้องเขียนพินัยกรรม เขาก็เอาอยู่ดีนะ ถ้าคุณมีลูกเต้าเหล่าหลานดีหน่อย มันก็ไม่ทะเลาะกัน มันก็ไม่แย่งกัน ถ้าคุณมีลูกเต้าเหล่าหลานไม่ดี คุณไม่เขียนพินัยกรรมไว้ มันก็ทะเลาะกันหน่อย ธรรมดา ก็เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นพินัยกรรมไม่ใช่ตัวเสียสละ พินัยกรรมไม่ใช่ตัวที่จะให้ เป็นตัวหวงแหน สุดท้ายแล้วเป็นเจตจำนงของคุณ คุณอาจจะไปรักมูลนิธิ เขียนพินัยกรรมเอาไว้ให้ลูกมันครึ่งหนึ่ง ให้มูลนิธิครึ่งหนึ่ง คุณไปรักมูลนิธิ คุณก็แบ่งจัดสรรปันส่วนเอาไว้ให้ ถ้าคุณไม่ให้ คุณก็ไม่ได้ ตามหลักกฎหมายมันให้แก่ลูกเต้า มันไปได้แก่มูลนิธิ ได้แก่อันอื่น ที่ไม่อยู่ในแวดวง ไม่อย่างนั้นประเดี๋ยว มันเลอะกันใหญ่ก็เท่านั้นเอง แต่ถ้าคุณจะไปรักมูลนิธิ หรือคุณไปรักคนใดคนหนึ่ง คุณก็เขียนพินัยกรรมให้ คนนี้อีหนูของเรา ไม่มีใครรู้ก็ช่าง เราเขียนพินัยกรรมแบ่งเอาไว้ให้ เพราะว่าอีหนูคนนี้ อั๊วรักๆตั้งแต่ยังเป็นๆ ก็เขียนเอาไว้ให้ ตายแล้วก็ต้องแบ่งให้อีหนูคนนี้หน่อย ก็เป็นเรื่องของคุณน่ะ คุณก็เขียนไว้ กฎหมายรองรับคุณเท่านั้นเอง คุณไม่แบ่งก็ไม่ได้ ถ้าคุณไม่เขียนไว้ผู้มีสิทธิตามกฎหมายก็ลูกเต้าเหล่าหลานเขาก็เอาไปหมด อีหนูก็ไม่ได้ คุณก็จะต้องแบ่งให้อีหนู มันจำนนแล้ว ถ้ายังไม่ตายคุณก็ยังไม่ให้อีหนูอยู่นั่นแหละ ก็คุณให้ก่อนตายซิ เขาจะได้บริจาคบ้าง เสียสละบ้าง แต่ยังไม่ให้ ก็แสดงว่า ถ้าอั๊วยังไม่ตาย ลื้ออย่าเพิ่งเอาไป สรุป พินัยกรรม คือความจำนนชนิดหนึ่ง ที่ไม่กล้าให้ ใช่ไหม แล้วยังไม่มีทานในตัว ไม่มีจาคะในตัวเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นอาตมาก็ขอยืนยันจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ว่า พินัยกรรมไม่ใช่การทาน พินัยกรรมคือหลักฐานการจำนนอย่างหนึ่งเท่านั้นของมนุษย์ จำนนที่ว่าอั๊วต้องให้แล้วว้า อั๊วตายแล้ว มันจำนน อั๊วตายแล้ว อั๊วต้องให้แล้วตอนนี้ ก็เขียนบอกเอาไว้เท่านั้นเอง ว่าจะให้ใครบ้าง มันเป็นหลักฐานของความจำนนที่จะต้องให้เท่านั้นเอง ไม่ใช่เรื่องของบุญเลย ถึงคุณไม่เขียนเขาต้องเอา จะแย่งกันหรือไม่แย่งกันก็ตาม บอกแล้วคุณจะมาฟื้นขึ้นมาเอาได้ที่ไหนเล่าก็มันตายไปแล้วน่ะ เพราะฉะนั้นการจาคะนี่ต้องให้ตั้งแต่เป็นๆ ถึงจะเป็นตัววิบากของตน แล้วก็ไปให้ ไปทาน นี่สอนซ้อนสอนซ้ำมามากมาย ทานแล้วก็ยังจะต้องการ ทานไปแล้วจะต้องได้มากขึ้น ต้องได้คืนมามากกว่าเก่า ไอ้แบบนี้ มันเล่นการพนัน ใส่บาตรทัพพีหนึ่งสาธุขอให้ถูกหวยที่ 1 ขอให้ไปค้าขาย เจ้านี้ก็ขอให้ได้มานะนี่ จะได้กำไรห้าแสน ขอ ยังไง ทำบุญแล้วตักบาตร พระองค์นี้นี่นับถือมากเลยนะนี่ ช่วยดลบันดาลให้ ดีไม่ดีไปบอกพระพุทธเจ้าโน่น สาธุ พระพุทธองค์ช่วยลูกด้วยเถอะนี่ ตักบาตรอันนี้แล้ว ทัพพีนี้แล้ว ขอให้สำเร็จ นี่จะต้อง
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive