321110 ฤทธิ์ของศาสนา โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ลานนาอโศก จังหวัดเชียงใหม่.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2532
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์355 KB
วันที่แก้ไข15 กุมภาพันธ์ 2569

เนื้อหาในไฟล์

321110 ฤทธิ์ของศาสนา โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ลานนาอโศก จ. เชียงใหม่

ฤทธิ์ของศาสนา โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2532 ณ ลานนาอโศก

เจริญอภัย...ท่านผู้ยังใส่ใจในพระธรรมอยู่ทั้งหลาย พวกชาวอโศกนี่ขณะนี้กำลังถูกคั้นน่ะ คั้นเอาคนที่แน่ๆคนใหม่ก็มาบ้างน่ะ มาก็ไม่รู้ว่าจะคั้นเข้าหรือไม่เข้า ส่วนคนที่เก่าๆก็ถูกคั้นหลุดๆร่วงๆออกไปบ้าง นี่เป็นธรรมชาติของมันน่ะเพราะว่าศาสนานี่มันเป็นอย่างนี้ มันเป็นเนื้อแท้ที่มันทวนกระแส ศาสนาพุทธ อาตมาเทศน์แล้วตั้งแต่คราวที่แล้วน่ะที่เทศน์ก่อนมาถึงวันตั้งแต่วันที่ 8 โน่นน่ะ ได้เทศน์แล้วพยายามที่จะชี้บอกให้เห็นว่าศาสนาพุทธน่ะเป็นลักษณะอย่างไรแท้ๆ โลกของเรานี่มันมีศาสนาสากลนี่ศาสนาหนึ่งไม่ว่าจะชื่อคริสต์ อิสลาม จะชื่อพุทธ ชื่อซิกส์...ชื่ออะไรก็ตามแต่มันมีศาสนาสากลก็คือศาสนาที่เป็นทาสลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ไม่เรียกว่าศาสนาหรอกแต่มันเป็นของจริง มันเหมือนศาสนา ทุกคนมีลาภยศสรรเสริญโลกียสุขเป็นพระเจ้า จะต้องแสวงหา จะต้องแย่งชิง จะต้องนับถือบูชา มันยิ่งใหญ่เหลือเกิน มีฤทธิ์ มีเดช มีฤทธิ์แรงเหลือเกิน แต่เราไม่รู้ตัวกัน ส่วนศาสนาพุทธนั้นเป็นศาสนาโลกุตระ เป็นศาสนาที่อยู่เหนือลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขจริงๆ เป็นเนื้อแท้ของพุทธ โลกุตระนี่คือ เหนือโลกธรรม ไม่โลภในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ปฏิบัติได้มรรคได้ผลแท้ๆ ยิ่งละหน่ายจางคลายออกจากลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขจริงๆเลย จะมีสภาพสัจธรรม..มีสภาพความเป็นจริง ไม่หลงใหลได้ปลื้มจริงๆ เป็นคนสร้างสรรเสียสละขยันอยู่ในสังคมอย่างแน่แท้ เพราะฉะนั้นมันยาก คนจะมาปฏิบัติมาปฏิบัติธรรมะแท้ๆของพุทธนี่...ยาก อาตมาแน่ใจว่าอาตมานำพาศาสนาพุทธในสายอโศกของเรานี่นำพาไปในสภาพที่ถูกต้องจริงจัง ว่าเราจะปฏิบัติตนให้

อ่านต่อ

ลดละหน่ายคลาย ในโลภโกรธหลงหรือว่าสภาพที่เป็นทาสลาภยศสรรเสริญโลกียสุขนั่นแหละนะ อาตมาพยายามทำจริงๆแล้วก็เห็นผลจริงๆ ฉะนั้นผู้ใดที่จะมีบุญบารมี ที่จะมีความประทับใจ ความมั่นใจ ความยืนหยัด ไม่หลุดไม่ร่วงออกไปจากอโศกได้นี่ จะต้องเป็นคนที่มี มีของจริง มีศรัทธาอย่างเพียงพอ มีมรรคมีผลที่แท้ ถ้ามีมรรคมีผลที่แท้แล้วก็มันจะมีศรัทธาเท่านั้น มันจะมีอื่นๆที่เป็นอินทรีย์พละที่แท้จริงของเราด้วยน่ะ มันเกิดจากจิตวิญญาณ จิตวิญญาณมันได้รับการบรรลุ จิตวิญญาณมันเข้าถึง อาตมาก็เทศน์แล้วคราวที่แล้ว ยืนยันย้ำให้เห็นว่าคำ...ความว่าเข้าถึงน่ะมันเข้าถึงอย่างไรกันแท้ๆ มันมีสภาพความเป็นได้ ตัวเรานี่เข้าถึงคุณธรรมของพุทธธรรมหรือพุทธศาสตร์ มันเข้าถึงจริงๆมันเข้าถึงเพราะว่าจิตวิญญาณเราลดโลภ โกรธ หลง มีญาณปัญญารู้เท่าทัน ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขจริงๆ เราก็เลิกออกไปเป็นโลกียสุขนั่นแหละ เลิกโลกียสุขด้วย เลิกสุขด้วย ไอ้โลกียสุขนี่แหละเป็นต้นเหตุของทุกข์ไม่ใช่อื่นหรอก มันหลงว่า มันเอร็ดอร่อย มันหลงว่า...เป็นอัสสาทะเป็นรสอร่อยของโลก มันอร่อยมันเป็นสุขว่าอย่างนั้น ที่จริงมันหลอก มันเป็นสุขัลลิกะ มันเป็นสภาพหลอกๆลวงๆคนน่ะ อาตมาพยายามแยกวิเคราะห์ส่วนสิ่งที่มันจะเอามาพิสูจน์ได้ ตั้งแต่แยกเป็นอบายมุข เป็นเรื่องแรกที่สุดน่ะ เป็นเรื่องที่พอรู้กันได้ว่ามันพาเสื่อมพาต่ำ พาไม่เจริญนะ ชีวิตเป็นทุกข์...เป็นทาส แล้วก็ลองมาเลิกตั้งแต่อบายมุขดูซิ พอเลิก ไปปฏิบัติจริงๆมันเข้าถึงจริงนี่นะมันจะเลิก จิตใจมันจะรู้สึกเอง อารมณ์ของจิตที่มันอยู่เหนือ หรืออารมณ์ของจิตที่มันบรรลุธรรมนี่มันจะเป็นยังไง เราจะรู้ของเรา เป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ มันจะรู้จริงๆมันจะ...อ๋อ.แต่ก่อนนี้เรารู้สึกอร่อยกับมันนะ เป็นทาสมันจริงๆ อดไม่ได้ ทนไม่ได้ จะต้องเสพย์ จะต้องมีมาให้แก่ชีวิตดูมันเป็นสุข เป็นความสุขความสบายอะไรของเราก็แล้วแต่ พอปฏิบัติแล้วมันได้จริงๆเข้าถึงจริงๆนี่ มันจะเห็นเลย อ๋อ.มันลดละจางคลายเป็นอย่างนี้ มันอยู่เหนือเป็นอย่างนี้ ยิ่งลดละจางคลายไปจนหมดเลย จิตวิญญาณมันไม่เอร็ดอร่อยอีกแล้ว จิตวิญญาณมันไม่ต้องอยาก ไม่ต้องอยากได้อยากมีอยากเป็น ไม่ต้องอยากเสพย์ไอ้รสอร่อยอัสสาทะที่ว่านั่น...หายไปเลย มาแตะต้อง มาสัมผัสเกี่ยวข้องกันอีกก็เฉยๆน่ะ จะเป็นของผู้หญิงของผู้ชายก็ตามแต่ที่ไปหลงใหลได้ปลื้มอยู่ ว่ามันเป็นของน่าได้น่ามี ถ้าได้สัมผัสแตะต้องทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ อย่างไรแล้วล่ะก็ มันรู้สึกมันมีชีวิตชีวา มันเอร็ดอร่อย มันเป็นรสเป็นสุขเป็นโลกียสุขนั่นแหละ พอมาหัดมาฝึกมาเลิกได้จริงๆแล้ว คุณจะรู้เอง แต่ละคนนี่ฝึกหัดทางอโศกนี่ อาตมายืนยันให้พิสูจน์จริงๆ แล้วจะรู้ว่ามันเป็นความจริงอย่างไร สัจธรรมเรียกว่าความจริงนี่..อ๋อ.ความจริงการละหน่ายคลายเป็นอย่างนี้ ความจริงการถอดถอนจิตวิญญาณของเรา มันหมดรสของโลกียะ เป็นโลกุตระ อ๋อ.มันเป็นอย่างนี้เอง มันอยู่เหนือมันจริงๆแล้วรสที่เขาอร่อย เราไม่อร่อย ที่จริงแต่ก่อนเราก็เคยอร่อย แต่ตอนหลังนี่ เราไม่อร่อย เฉยๆ เรียกว่าอทุกขมสุข เรียกว่าอุเบกขา มันเฉยๆ...ไม่ต้องเป็นทาสมันอีก ไม่ต้องได้ ต้องมี ต้องเป็น ก็สบายน่ะ ไม่ต้องเดือดร้อนเป็นทาส พอเรามาปฏิบัติจริงลดละลงไปได้ เราก็จะรู้ว่าอ๋อ.ชีวิตเมื่อเราลดละอย่างนี้ได้แล้ว หลุดพ้นเรียกว่าหลุดพ้นจากโลก หรือว่าหลุดพ้นจากโลกียะ หลุดพ้นจาก...หลุดพ้นจากวัฏสงสารมานี่ มันจะทำให้เราอยู่ดียังไง เศรษฐกิจจะดีชีวิตจะดีน่ะ ความเป็นอยู่อย่างสบายเบาง่าย โดยเฉพาะ พุทธนี่นอกจากหลุดพ้น ไม่ใช่หลุดพ้นอย่างฤาษี หลุดพ้นแล้วเวลาเราก็ได้คืนมา แรงงานเราได้คืนมา ทุนรอนที่ต้องไปจับจ่ายในรสอร่อยต่างๆเหล่านั้นหรือโลกียะต่างๆ เราก็ได้คืนมาอีก ได้คืนมาแล้วเราก็เอาไปผัน...เอาเวลาไปสร้างสรรสิ่งอื่น เป็นคนขยันหมั่นเพียร ทุนรอนก็เอาไปลงทุน ไปทำในสิ่งที่เป็นคุณค่าประโยชน์ แรงงานที่ มีแรงงานทางฝีมือ ทางสมองก็แล้วแต่ เป็นความรู้ เอาไปใช้ เอาไปประยุกต์ เอาไปทำสิ่งที่เป็นคุณค่าประโยชน์ ชีวิตของเราก็จะดีขึ้น เศรษฐกิจจะดีขึ้น ประโยชน์คุณค่าของเราก็จะมีมากขึ้นน่ะ ครอบครัวที่เคยยากเคยจน ก็ไม่ยากไม่จนขึ้นมาได้ นอกจากไม่ยากไม่จนแล้ว แม้เราจะกินน้อยใช้น้อยลง แจกจ่ายทำบุญทำทานเพิ่มขึ้นเราก็ยังอยู่ได้อีก อย่างนี้เป็นต้น นี่เราได้มาพิสูจน์กันจริงๆแล้ว ชีวิตของเรามีบุญมีทาน เราจะรู้ความจริงขึ้นว่า บุญคืออะไร บาปคืออะไร การเป็นหนี้เป็นสินแต่ก่อนเคยเข้าใจผิด นึกว่าไปโลภโมโทสันเขามาได้มากๆ นึกว่าเรารวย นึกว่าเรามี เป็นคนมีบุญ ที่ไหนได้ล่ะ เป็นคนมีบาป เพราะไปเอาเปรียบเอารัดเขามา ไปล่าไปโลภ ไปเอาเปรียบเอารัดเขา อะไรต่ออะไรมาต่างๆ อาตมาก็เคยพูดมามากแล้ว ไม่ต้องพูดซ้ำซากกันวันนี้นะ แล้วเราก็ได้เข้าใจใหม่ เข้าใจอย่างถูกต้อง แต่ก่อนนี้มันหลงผิดจริงๆ มันไม่เข้าใจสัจจะอย่างนี้เป็นต้น แล้วชีวิตของเราก็อยู่ได้น่ะ ลดความโลภลงก็ตาม ไม่สะสมกอบโกย ไม่เอาเปรียบเอารัดก็ตาม เราก็อยู่ได้ กินน้อยใช้น้อยลง ก็ไม่ได้หมายความว่า ชีวิตสุขภาพร่างกายจะเสียหาย กลับดีขึ้นเสียด้วยซ้ำ ชีวิตสุขภาพร่างกายก็ดีขึ้นจิตใจก็ดีขึ้น ความเป็นอยู่ดีขึ้นเป็นสุข ชนิดเป็นสุขพิเศษ เรียกว่าวูปสโมสุข ไม่ใช่สุขเพราะบำเรอนะ อย่างโลกียสุขนั่น มันอยากได้อะไร มันได้มาสมใจ มันก็เป็นสุข มันบำเรอตน ไอ้นี่สุขอย่างสงบ สงบจากกิเลสที่จะต้องไปล่าไปต้องการแสวงหา แล้วก็ได้มาบำเรอก็เป็นสุข ไม่ต้องแล้ว สุขเพราะมันสงบจากกิเลส ไม่ต้องอยากได้อีกเลย ไม่ต้องแสวงหาไม่ต้องบำเรอ ว่างๆ สุขเพราะมันว่างลงแล้ว มันเฉยลงได้ มันสงบจริงๆ สงบก็ไม่ใช่นั่งเป็นเบื้อ สงบก็คือนิ่ง...เงียบ…อาตมาเทศน์อยู่ที่กรุงเทพฯ ตอนนี้เทศน์เรื่องสงบ สงบมี สงบเงียบ สงบเสงี่ยม สงบฤาษี แล้วก็สงบพุทธ มี 4 สงบด้วยกัน ถ้าทำ 4 สงบนี่ได้สมดุลย์ ได้ขนาดได้รูปเรื่องของมันแล้ว มันจะเป็นสันติภาพหรือสงบอย่างเรียบร้อย สันติภาพนี่คือความสงบเรียบร้อย สงบเรียบร้อยนี่ไม่ได้หมายความว่า มานั่งนิ่งๆ พวกสงบนิ่งน่ะเป็นสงบฤาษีนะ หยุด ปากก็ไม่พูด ตาก็ไม่ลืมเอา ลืมไม่ค่อยขึ้นน่ะ หูก็ดับด้วยนะดับหู ไม่ให้ได้ยินเสียงอะไร...เขาว่าสงบนั่นน่ะ ไปนั่งสะกดจิตทำฌานทำสมาธิอะไร แล้วก็กลายเป็นคน ความรู้ความสามารถก็เรื้อลืมๆหายๆหดๆไปหมด เป็นคนไม่มีคุณค่า ทำอะไรก็ไม่ทำ ได้แต่นั่งก้นจะงอกรากไปโน่นแหละ เสร็จแล้วเขาก็ว่านั่นแหละคือนิโรธ คือทางนิพพาน ซึ่งมันผิดศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธนั้น เป็นศาสนามรรคองค์ 8 มีการงาน คิดก็เป็นสัมมา พูดก็เป็นสัมมา การงานการกระทำอะไรก็เป็นสัมมา อาชีวะอาชีพก็เป็นสัมมา ด้วยญาณปัญญาที่รู้สร้างสรร แล้วเสียสละด้วย ไม่ไปเอาเปรียบเอารัด มีแต่เป็นบุญ ได้เสียสละ ก็ได้บุญอยู่เรื่อย แล้ว...ชีวิตของเราก็อยู่...อยู่ได้น่ะ อาตมาพยายามที่จะชี้ให้เห็นชัดๆ ไอ้สงบฤาษีนี่มันต่างกันกับสงบพุทธ สงบฤาษีนี่มันค่อนไปในทางสงบเงียบ คำว่าสงบเสงี่ยม ก็ไม่สงบเสงี่ยมด้วย...สงบ...สงบต้วมเตี้ยม มันไม่เสงี่ยม สงบเสงี่ยม นี่ มันได้สภาพที่ดีนะ สงบต้วมเตี้ยม มันอ่อนเกินไป สงบเป็นยังไงล่ะ สงบต้วมเตี้ยม เฉื่อยๆ สงบซึมๆ ค่อนไปในทางโน้นล่ะ สงบฤาษีนี่ ส่วนสงบเสงี่ยมของพุทธนี่ มีความสุภาพ เรียบร้อยคล่องแคล่ว ยิ่งสงบเท่าไหร่ ยิ่งแคล่วคล่อง ยิ่งสงบเท่าไหร่ แหม.ยิ่งรอบจัด แต่ไม่ใช่รอบจัดภาษาสะแลงนะ เป็นพวกโกงๆกินๆ เป็นพวกอะไร ไม่ใช่ คือเร็ว คล่อง แล้วงานการดี เป็นการงานที่มีความสามารถ ชำนาญ คล่องแคล่ว คิดก็ได้เร็ว ปฏิภาณไวน่ะ สร้างสรร ก็มีฝีมือเรียบร้อย สุภาพแข็งแรง ไม่ใช่สุภาพแบบอ่อนแอต้วมเตี้ยม ปวกเปียก ไม่ใช่ แข็งแรง แล้วทำ...ไม่ปะทะนี่ ไม่ทำลายโน่นไม่ทำลายนี่ สุขุมประณีตได้สัดได้ส่วน ได้ความงดงาม หรือแม้ลีลาพฤติกรรมกิริยา สงบเสงี่ยมเรียบร้อย ไม่ใช่ว่านั่งนิ่งๆ ทำสร้างสรรพูดก็พูด..ทำ...กายกรรม วจีกรรม อะไรก็มีทั้งนั้น อาตมายกตัวอย่างแล้วเปรียบเทียบให้เห็น แม้กระทั่งมัน มันลึกซึ้งไปถึงขนาดว่า อาตมายกตัวเองเป็นหลัก ที่จริงน่ะพูดไปแล้ว มันก็ชมตัวเอง แต่อาตมาก็ยืนยันว่า อย่างอาตมานี่ สงบเสงี่ยมที่สุด แต่พูดเสียงดังนี่สงบเสงี่ยม พูดเป็นขวานผ่า สงบเสงี่ยม ถูกต้องตามสมัย สมัยนี้มาพูด...อ้อๆแอ้ๆ ว่าสงบเสงี่ยม ไอ้นั่น มันสงบ จะตาย สงบ...กำลังสอง กำลังจะไปถึง...หลุมฝังศพน่ะ สงบจะไปถึงหลุมฝังศพ มันไม่มีฤทธิ์ สมัยนี้... อาตมาอธิบายพิสดารไว้หลายม้วนนะ เรื่องสงบ สงบเงียบ สงบเสงี่ยม สงบฤาษี สงบพุทธนี่ อาตมาอธิบายไว้หลายม้วน วันนี้ก็คงไม่อธิบายซ้ำซากอะไร หลายม้วนนัก เพราะว่าเวลามันน้อยแล้ว ก็ไปติดตามเปิดฟังพวกโน้นก็แล้วกันนะ อาตมาขอผ่าน สรุปง่ายๆ ก็ให้เห็นว่าสงบเงียบนี่เราก็ต้องใช้ เราก็ต้องรู้เหมือนกันว่า เรานี่เป็นพวกเงียบดีนะ แต่ไม่ใช่เงียบใบ้ ไม่ใช่เอาแต่นิ่ง ไม่รู้จักพูด พูดไม่เป็นหรือว่าพยายามที่จะไม่พูด ไม่ใช่ ไม่ใช่พยายามที่จะไม่พูด แต่เราพูดอย่างมีปัญญา พูดอย่างรู้กาละเวลา ไม่พูดสอดพูดสวนไม่พูดแซง ไม่พูดที่ไม่ถูกกาลเทศะ พูดมีสัมมาคารวะ พูด...ชัดเจน พูดแข็งแรง พูดมีเนื้อหาสาระ พูดอะไรก็เป็นโล้เป็นพาย พูดเป็นธรรม เรียกว่าเงียบเหมือนกัน แต่ไม่ใช่เงียบใบ้ ไม่ใช่เงียบนิ่ง ไม่ใช่เงียบตาย ไม่ใช่เงียบหยุดพาซื่อน่ะ แต่เงียบอย่างพวกเรานี่ได้จังหวะเวลา ต้องการเงียบสนิท ไม่มีเสียงอะไรเลย ก็ทำได้น่ะเรียกว่าเงียบที่ดี ถ้าเงียบพาซื่อแล้ว มันเงียบเกินไป มันสุดโต่งเลยเถิด สงบเสงี่ยมก็บอกแล้วว่า มันไม่ใช่เสงี่ยม มันกลายเป็นต้วมเตี้ยมอ้อนแอ้น กลายเป็นอะไรล่ะ ประเภทที่คนอ่อนแออะไรไปอย่างนั้น เสงี่ยมไปในทางมัน...อ่อนไป เสงี่ยมต้องแข็งแรง...เสงี่ยมมีสภาพที่มันมีคุณค่า มีประโยชน์ มีความพรักพร้อมได้สัดได้ส่วนเสงี่ยมเรียบร้อยน่ะ เราก็ต้องรู้ความหมายพวกนี้ แล้วก็ต้องจัดให้ได้ถูกสภาพด้วย แล้วยิ่งประกอบกับองค์ประกอบในกาละเวลา ในชุมชน ในบางหน้าที่ บางเวลา บางโอกาส ควรทำขนาดไหน อย่างโน้นอย่างนี้ รู้โอกาส รู้จังหวะ มีมารยาทสังคม...สมบูรณ์เรียกว่าผู้สงบเสงี่ยมที่ดี คุณลักษณะเหล่านี้แหละ รวมลงแล้วเป็นสงบพุทธส่วนสงบฤาษีนั้น เป็นสงบที่เชยแหลกเลย เก่าเลย เก่าไม่เอี่ยมด้วย เก่าคร่ำคร่าด้วย เก่าเขรอะ...ไม่ใช่เก่าเอี่ยมน่ะ เก่าเขรอะเลย ซึ่งมันโบร้าณ โบราณ แล้วมันไม่ได้ทันสมัยอะไร แล้วมันไม่ได้คุณค่าไม่ได้ประโยชน์ แล้วเข้าใจผิดด้วย ไปเป็นสงบนิ่งอย่างที่กล่าวแล้ว สงบเงียบสงบอยู่เฉื่อยเฉย...จะทำอะไรออกมาก็ทำเด๋อๆอย่าง...ยกตัวอย่างพระป่าที่บอกว่าสงบเข้าใจศาสนาพุทธผิดน่ะ ไปอยู่ป่าช้า ไปอยู่ในป่า ในเขา ในถ้ำอะไร กลายเป็นคนเชยๆ จะทำอะไรออกมา กลายเป็นเดรัจฉานวิชาไปอีก เป็นพระของพุทธนี่แหละ ไอ้ไม่ทำก็นั่งเงียบ ไม่รับแขก...ไม่รับมันละไม่รู้เรื่อง ใครจะพูดอะไรในโลก เขาไม่รู้เรื่อง อยู่ในโลกของตัวเอง อยู่ในภพของตัวเอง เข้าใจแต่ว่าอย่างนี้วิเศษ ฉันจะทำจิตของฉันสงบ ฉันทำจิตของฉัน สะกดจิตไว้ได้ ไม่ยุ่งกับใคร ใครจะว่ายังไงฉันเฉย ไม่กระเทือนอะไรเลย ไม่หวั่นไหวอะไร...เฉยน่ะ มักน้อยดีเหมือนกันนะ ฤาษีนี่ มักน้อย สันโดษ มักน้อย สันโดษ ถึงขนาด...พวกลัทธิ พวกสงบ ฤาษี เลยเถิดนี่...พวกศาสนาเชน ศาสนาพระมหาวีระอย่างนี้ มักน้อยจนขนาดผ้าไม่ต้องนุ่งน่ะ ไม่นุ่งผ้ากันเลย เป็นพวกทิฆัมพร นุ่งลมห่มฟ้าน่ะ ไปที่ เดี๋ยวนี้ ก็ยังมีอยู่ อินเดีย วัดเขามี นุ่งลมห่มฟ้า เขายังเคยถ่ายวิดีโอมาดูเลย ไปถึงก็ไปคุยกับเขาเถอะพวกนี้ พวกผู้หญิงนี่ ก็ค่อยเข้าหน้ากันยากหน่อย เหมือนกันนะ มันอายเขาน่ะ เขามันเดินเปลือยธรรมดา... แต่เขาโชว์ให้ดูด้วยนะ มีโยคะ แหม ทำดู โชว์ให้ดูด้วย จะทำอะไร มีถือไม้ปัดไอ้แมลงอันหนึ่ง ไม่นุ่งห่มอะไรทั้งนั้นแหละน่ะ นั่นน่ะ เขามักน้อยยิ่งกว่าพุทธอีกซ้ำไป เรียกว่าไม่รู้สาระ ไม่รู้สังคม ไม่รู้กาลเวลา ไม่รู้บริษัท ไม่รู้อะไรล่ะ ไม่รู้ทั้งนั้น แบบนี้มันไม่ได้ประโยชน์สูงน่ะ ของเรานี่ นุ่งห่มพอสมควร มักน้อยเหมือนกัน เสื้อผ้าหน้าแพรเราก็ห่ม ก็ใช้ก็สอย แต่ว่าไม่เฟ้อ ไม่หลงไปตามโลก มักน้อย น้อยเหมือนกัน อย่างเป็นตัวอย่าง อย่างเป็นนักบวชของพระพุทธเจ้านี่ นุ่งห่ม แต่นุ่งห่มผ้าน้อยผืน ไม่ใช่วันพีซ ทูว์พีซนะ น้อยผืนนะ นุ่งห่มผ้า 3 ผืน ผ้าอย่างน้อยก็แค่นี้ 2 ชุดอะไร เดี๋ยวนี้ เรากลายมาเป็น 2 ชุดแล้วนะ ใส่เสื้อ แล้วก็นุ่งผ้าสบง ผ้าถุงน่ะ 2 ชุด มีผ้าครอง ใช้ 2 ชุด ผลัดเปลี่ยนซักน่ะ ไม่ใช่อะไรหรอก ผลัดเปลี่ยนซัก หมุนเวียนไป นี่มันชุ่มๆชื้นๆ หน่อยนี่ กลับลงมาจากภูผาฟ้าน้ำ ยังไม่แห้งเลย นี่ มาผึ่งกันที่นี่ ผึ่งกันหรือยังล่ะ ผึ่งแล้วนะ นั่นน่ะ ดี ไม่อย่างนั้นก็หมัก เหม็นแน่นอนน่ะ ถ้าไม่ผึ่ง มาถึงนี่แล้วไม่ผึ่ง ตรงโน้นมันชื้น ตอนนี้ 17 องศา บนโน้นน่ะ อาบน้ำกัน เมื่อวานนี้ แล้วเปลี่ยนผ้ากัน แล้วก็ไม่...มันเย็นน่ะ เปลี่ยนผ้าเสียเย็น ก็เลยไม่แห้ง พวกเราพอผลัดเปลี่ยน มีพอใช้ อย่างฆราวาสนี่ ใช้ 3 ชุดก็พอมั้ง 4 ชุด 5 ชุด เดี๋ยวนี้ ก็ชักจะมากขึ้นแล้วนะ เดี๋ยวนี้ มีเสื้ออภง อภัย กันคนละหลายๆตัวอีก แหม จะไปกันใหญ่แล้ว ตอนนี้น่ะ เราเข้าใจเสียว่า เราเอง เราไม่ได้ไปฟุ่มเฟือยไปเห่ออะไรกับสังคมหรอกนะ เราไม่ไปแก่งแย่งแข่งขันอะไรใคร ไปอวดไปอ้างไปอะไร ไม่ ต้องศึกษาดีๆนะ มันมีเยอะ ศาสนาพระพุทธเจ้านี่ สอนเอาไว้ลึกซึ้ง สอนให้คนอยู่สบาย สอนให้คนประเสริฐ ไม่ต้องแย่งชิง ไม่ต้องเดือดร้อน ไม่ต้องฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย สุรุ่ยสุร่าย ผลาญพร่าทำลาย มีแต่เรื่องของบุญของกุศล มีแต่เรื่องของความอุดมสมบูรณ์ เราใช้น้อย ไม่ได้หมายความว่า เราไม่อุดมสมบูรณ์นะ อาตมานุ่งผ้าน้อยผืน ใช้ผ้าไม่กี่ชิ้น ไม่กี่ชุด ไม่ได้หมายความว่า อาตมาจนนะ แต่เราสันโดษ สันโดษนี่แปลว่า ใจพอ พอ มีอีกเท่าไหร่ๆ เราก็ไม่เอา ไม่ต้องมาฟุ่มเฟือย ผลาญพร่า ของมันก็เหลือ ของมันก็แจกจ่าย ถึงมือกันใช่ไหม คนก็ได้รับกันถ้วนทั่ว ทุกวันนี้กักเก็บกันกักตุนกันสะสมกัน สอนกันไปในทิศทางว่า ผู้หญิงนี่ต้องมีชุดเยอะๆ นั่นล่ะเก๋ ไปคุยที่ไหนก็ดังที่นั่น เสื้อผ้าฉันมีพันชุด แหม เก๋ใหญ่ เสื้อชุดนี้ ตัดมาใส่ทีเดียว แล้วแขวนทิ้งไว้ แฮ่ะๆ ฉลาดตายละ ขืนไปใส่ซ้ำประเดี๋ยวขายหน้าน่ะ สังคมเขาว่าอย่างนั้น ชั้นหนึ่ง มันต้องชุดนี้ใส่ไปงานต้องงานเดียว ใช้ครั้งเดียว มันถึงจะแน่จริง ไม่รู้ว่า ฉลาดหรือโง่ คุณว่าฉลาดหรือโง่ โง่ตายเลย แล้วชุดแพงๆ แข่งกันด้วยนะ แล้วใส่มันทีเดียวอย่างนี้ อาตมาพูดซ้ำพูดซาก มันหนำใจ ไอ้เรื่องพวกนี้ มันเคยโง่มาแล้ว หลายคนก็เคยเป็นมาบ้าง อู๊ย ทำเป็นอาย ไปใส่ซ้ำเดี๋ยวคนเขามอง อู๊ย ชุดนี้จำได้ งานโน้นก็ใส่ แหม อาย ปัดโธ่เอ๊ย ไปอายทำไม เสื้อเรา ยิ่งซื้อมาแพงๆ ยังงี้ ทำเป็น แหม อย่างนี้มันเด่น จิตวิทยาทางโลกมัน มันหลอก มันเบ่ง ทำเป็นให้เบ่ง ฉันรวย ซื้อชุดนี่สั่งมางานนี้ ฉันไม่ใส่ซ้ำ แล้วชุดแพงๆ เท่าไหร่ ก็ชั่งมัน ฉิบหายได้นี่แหละใหญ่ เปลืองได้เท่าไหร่ ได้ใหญ่ มันหนำใจจริงๆนะ มันยอดโง่จริงๆเลย เกิดมาเป็นคนนี่ มันให้เขามอมเมา ได้โง่ๆอย่างนี้ นี่โลกเขาเป็นอย่างนั้น แต่ของเรานี่ ไม่หรอกนะสบาย เรารู้สาระของมัน เราก็ต้องใช้ อะไรก็แล้วแต่ อาตมายกเป็นตัวอย่างได้แค่นี้ ก็รู้กัน เมื่อเรามาฝึกหัดประพฤติแล้ว เราจะทำประโยชน์ เราพอนี่ นุ่งห่มเราก็พอใช้พอสอย กินอยู่ เราก็พอกิน พออยู่ เสื้อผ้าหน้าแพร ที่อยู่อาศัย ที่พักที่นอนอะไร มักน้อยสันโดษ ตามหลักตามเกณฑ์ ไม่ได้ทรมานอะไรตัวเอง มันทรมานเพราะกิเลสในตัว ถ้าเข้าใจแล้ว มันไม่ทรมาน เมื่อไม่ทรมานแล้ว เราก็สบายน่ะ เสร็จแล้ว เราก็ช่วยเหลือสังคม ทุกวันนี้ มันมีแต่แนวโน้มที่มันสอนกันไปในทิศทางที่อาตมากล่าวนี่ มันก็เลยไม่ๆ ไม่เป็นสุข ทรมาน เป็นทุกข์เดือดร้อน อะไรไปต่างๆนานาสารพัด เพราะฉะนั้น คนเรามันทวนกระแส จิตใจมันเคยหลงไปตามโลกียะ มันก็เลยไม่ได้เรื่องได้ราว พอเรามาปฏิบัติประพฤติเข้า มันก็คัดเลือก เอาไปเอามาตอนนี้ก็คั้นยิ่งมีเหตุการณ์ มีเรื่องมีราว แหม ยิ่งตีนี่นะ อโศกนี่ ยิ่งตียิ่งโต ไอ้โตนี่ ไม่ใช่ตัวโตนะ มันมีเหมือนกันตัวโตก็มีได้ แต่ตอนนี้ อาตมายังไม่เห็นว่ามันตัวโตน่ะ อโศกนี่ รู้สึกจะพร่องลงบ้าง แต่คนมาใหม่มีมาดูเหมือนกัน คนเก่าๆ นี่ เป็นพวกที่รู้สึกว่า เอ้ ชักจะไม่เข้าท่านะ ไม่กล้าจะสู้กับสังคมเขา เขาชักจะเอาหนัก สังคมเขาจะเอาหนัก เขาจะปราบให้เกลี้ยง เสี้ยนหนามศาสนานี่ เขาจะเอาลงให้เกลี้ยง คนอยู่ก็จะต้องแข็งแรงเหมือนกันนะ ต้องกล้าหาญ องอาจ แกล้วกล้าจริงๆ ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว โอ๊เหมือนกับถูกเขากล่าวประนาม ต่างๆนานา เหมือนกับพวกเรานี่ เป็นพวกที่น่าเกลียดน่าชัง เป็นพวกบาป เป็นพวกที่เป็นตัวร้ายของสังคม เพราะฉะนั้น ถ้าปัญญาไม่เท่าทัน ปัญญาไม่เพียงพอก็เชื่อ เชื่อเขา เชื่อว่าอโศกนี่ เป็นพวกทำลายสังคม เป็นพวกไม่มีคุณค่า เป็นพวกมีความผิดน่ะ เป็นพวกมีความผิดจริงๆ เป็นพวกที่มาทำลายประเทศชาติ มาทำลายประชาชน มาทำให้มนุษยชาตินี่ เสียหาย อาตมานี่ จะโง่ หรือฉลาดก็แล้วแต่ อาตมาว่าอาตมาขอยืนยันเท่าที่อาตมามีปัญญาว่า อาตมาไม่ได้พาทำอะไรโง่ๆ อาตมาว่า อาตมาฉลาด ใครไม่ชมอาตมาต้องชมตัวเอง อาตมาฉลาด ฉลาดอย่างพระพุทธเจ้าพาฉลาด อย่างพระพุทธเจ้าพาฉลาด ต้องย้ำตรงนี้ ฉลาดที่เรามีน้อย มักน้อย สันโดษ อาตมาจะมีเสื้อผ้าหน้าแพรมากกว่านี้ก็ได้ จะมีข้าวของ มีบ้านมีเรือน มีอะไรต่ออะไรต่างๆนานา ไปหาเงินแข่งกัน อาตมาก็ว่าหาไหว อาตมาว่าอาตมาไม่ได้โง่เง่า จนกระทั่งหาเงินหาทองไม่ได้ ไม่ใช่ แหม ไม่มีปัญญาอะไรเลย ทึบๆ โง่ๆ เซ่อๆ ไม่ อาตมาว่า อาตมาเฉลียวฉลาด มีปฏิภาณ ปราดเปรียวอยู่ ไม่อดไม่อยากแน่ ถ้าจะไปแข่งกัน แย่งชิงกันได้ ไปแย่งชิง แต่อาตมาไม่ทำแล้ว ไม่แย่งไม่ชิงเขาแล้ว มีแต่จะให้ ถ้าเราสร้างสรรได้ ก็พยายามชวนกันแบ่ง แบ่งคนอื่น แจกจ่ายเจือจานคนอื่น ไม่ต้องมาสะสมกักตุนอย่างที่โลกเขาชวนกัน อย่างพวกทุนนิยมนี่ เขาชวนกันกักตุน สะสม กอบโกย แล้วเอามาอวดมาอ้างมาเบ่งมาข่ม อย่างที่กล่าวแล้ว ไม่เอาอย่างนั้น เป็นความเลว ไม่ใช่นิสัยดี ไม่ใช่พฤติกรรมที่ดี ไม่ใช่คุณภาพของมนุษย์ เป็นความเสื่อมของมนุษย์ อย่าไปเอาอย่าง อย่าไปอุตริฝึกฝนศึกษาอย่างนั้น อาตมาเอาอย่างนี้จริงๆยืนยัน เพราะฉะนั้น ใครจะเอาตาม เอา ใครมาคบหาอาตมานี่ อาตมาจะพาให้หมดเนื้อ หมดตัว ฟังให้ดีนะ ไม่ได้อมพะนำ ไม่ได้ปิดบังอำพรางนะ ไม่ใช่พามานี่ จะร่ำรวย เอ้า รดน้ำมนต์ จะได้ไปถูกหวยรวยเบอร์ ก้าวหน้าในราชการ ไปได้เงินเดือนขึ้นวันละ ปีละ 2 ขั้น 3 ขั้น ไม่ 2 ขั้น ยังไม่เอาเลยพวกเรา ให้ 2 ขั้นมา บอกหัวหน้าให้คนอื่นเถอะ เราพอกิน พอใช้ อโศกนี่ อย่างนี้ด้วย เขาก็หมั่นไส้ มันเก๊ก แหม ทำไม่เอา 2 ขั้น ทำ ไม่ขึ้นเงินเดือน ทำโก้ เอาเถอะ เขาว่าก็ช่างเขา เราจริงใจของเรา เราบอกเอาเถอะ เราพอกินพอใช้ เราขอทำงานเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ แต่เราไม่ต้องเอาเงินเดือนเพิ่ม ไม่ต้องขึ้น 2 ขั้น 4 ขั้น อะไรก็ไม่ว่า ไม่ต้อง เป็นเรื่องจริงใจ เป็นเรื่องอยู่ในสังคม คนพวกเรา เป็นอย่างนี้จริงๆนี่ เราทำ ผู้ใดมีปัญญา ก็เห็นว่ามันดี ผู้ใดไม่มีปัญญา จะเห็นว่า ไม่ดี เป็นคนโง่เป็นคนที่เก๊กๆ ขี้เก๊ก ขี้แอ๊ค อะไร ก็ตามใจเขาเถอะ เพราะฉะนั้น มันคัดเลือกคนจริงๆนะ คัดเลือกคน อาตมาถึงบอกว่าอโศกนี่แก่นๆจริงๆ มันจะแน่นแล้ว แข็งเข้า แน่นเข้า แล้วมันจะเป็นตัวจริง คนอย่างนี้เท่านั้นที่จะอยู่ คนไม่ใช่อย่างนี้ หวั่นไหวไปตามสังคมโลกนี่ เขายิ่งตียิ่งอะไรต่ออะไร เดี๋ยวเขาปกาสนียกรรม ในวัดในวาโน่นๆนี่ๆ ในตำบล อำเภอ ไปใหญ่เลย ปกาสนียกรรมกัน พยายามจะซัดพวกเราลงไป เอ้า ลงก็ลง ใครจะซัดใครลงไป ก็ลงไป แต่พวกเราก็ขอยืนหยัด ยืนยัน ใครไม่ยืนกับอาตมา อาตมาจะยืนมันคนเดียวน่ะ สูง 165 ยืนมันสูงแค่นี้ก็เอาแค่นี้ ตอนนี้ น้ำหนักชักมากหน่อยแล้ว มัน 61 แล้ว มันขี้นไปเรื่อย ทำไมมันถึงยิ่งแก่ ยิ่งอายุมาก ไม่แก่นะ ขออภัยพูดผิด อายุมากขึ้น ยิ่งอายุมากขึ้น ทำไมมันยิ่งจะอ้วนได้ เอ๊ กินก็ไม่มากนะ แต่เหมือนอาตมากินมาก ดูซิ มานี่ ก็เอาโตกให้ใหญ่ขึ้น เมื่อกี้ ก็ทักแล้ว มาคราวหน้า โตกจะใหญ่กว่านี้หรือเปล่า อุตส่าห์เลี่ยงนะ บอก ถึงโตกใหญ่ ก็ถ้วยเล็กๆ ใส่ตั้งเต็มโตก มันก็ไอ้เหมือนกัน กินก็ไม่มากนะ แต่ทำไม มันสบายใจมั้งหนอ นี่เขายิ่งตียิ่งสบายใจ เป็นพวกซาดิสม์หรือไง ยิ่งตียิ่งสบายใจ พูดไป มันเหมือนเข้าเนื้อเราเหมือนกันนะ เอ้ พูดไป คุณฟังออกไหมนี่ อาตมาพูดไป พูดมานี่ เอาไอ้โน่นมาพูด เอาไอ้นี่มาพูด จับเป้าให้ได้นะ อย่าเมานะ ธรรมะมันทวนกระแส แล้วมันเข้าใจยากอย่างนี้ ถ้าเข้าใจได้แล้วล่ะก็ ปฏิบัติประพฤติให้มันได้เนื้อหาของมันจริงๆ พอได้เนื้อหาของมันจริงๆแล้ว มันจะเป็นคนที่อาตมาขอยืนยันว่า ถูกต้องตามที่พระพุทธเจ้าเราปรารถนา เป็นคนเลี้ยงง่าย เป็นคนบำรุงง่าย เป็นคนมักน้อย เป็นคนสันโดษ เป็นคนขัดเกลา เป็นคนมีศีลเคร่งได้จริงๆ มีศีลนี่ ก็เคยอธิบายซ้ำซาก เข้าถึงศีลนี่ ไม่ใช่ธรรมดา เป็นคนมีอาการที่น่าเลื่อมใสน่ะ อาตมาก็น่าเลื่อมใส ก็อาการที่ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลงนี่แหละ แต่เสียสละสร้างสรร ขยันเพียร อุตสาหะ เมตตา เกื้อกูล ช่วยเหลือเฟือฟาย มีน้ำใจ เป็นคนชนิดอย่างนี้ อาการเหล่านี้ ไปที่ไหนมีคนเห็นคนก็เลื่อมใส ศรัทธา สำหรับคนที่มีปัญญาด้วย คนไม่มีปัญญาจะหมั่นไส้ เราเป็นคนเมตตา เกื้อกูลใจดี อะไรหมั่นไส้เสียอีกแน่ะ เฮอะ ตลกน่ะ เป็นคนที่ถ่อมตน เป็นคนที่ไม่เบ่งไม่ข่มนะ ไม่ถือเนื้อถือตัว เหมือนกับเป็นคน พวกกรรมกรอะไรก็ไปก็ทำกันต่างๆนานา ไม่ถือศักดิ์ถือศรีอะไรอย่างนี้ เขาก็หาว่าเป็นคนอย่างนั้น เรื่องของคนเข้าใจ มันก็เข้าใจได้ต่างๆนานา แต่เสร็จแล้ว อาตมายืนยันว่า มันเข้าทฤษฎีของพระพุทธเจ้าน่ะ เข้าทฤษฎีของพระพุทธเจ้า เป็นคนมักน้อย เป็นคนสันโดษ เป็นคนอาการที่น่าเลื่อมใส อย่างที่ว่าไม่สะสม แล้วเป็นคนไม่สะสมอยู่ในสังคมนี่ จะเป็นยังไง อยู่ได้ไหม นี่เรากำลังพิสูจน์ เราไม่สะสม ชีวิตไม่สะสม เราจะเป็นยังไง แล้วยิ่งมาสอนให้อยู่เป็นโสด ให้ได้มากๆด้วย แน่ะ โอ๊ย ! แล้วเป็นโสด แล้วสะสมก็ไม่ให้สะสม ลูกก็ไม่มีเลี้ยง โอ๊ ลูกก็ไม่ให้มี หลานก็ไม่ให้มี ไม่ให้เลี้ยง ให้อยู่เป็นโสดอีก เงินทองก็ไม่ให้สะสม แล้วแก่มา ทำยังไง โอ มันน่างงนะ มันน่างงจริงๆ พูดสอนลัทธิไหนนี่ ไปยังไงกัน แล้วจะอยู่ยังไงกัน ถ้าคิดอย่างสังคมโลก เขาอยู่ไม่ได้จริงๆ เป็นอย่างสังคมโลกอยู่ไม่ได้จริงๆ แต่อย่างอโศกพาเป็นนี่ จะอยู่ได้ไหม เงียบแฮะ อยู่ได้หรือ เอ้า ลูกก็ไม่มี หลานก็ไม่มี เงินทองก็ไม่มี แล้วหมดแล้ว แก่แล้ว ร่างกายเราก็ชักจะอ่อนแอลงไปด้วย เพราะว่า สังขารร่างกายก็ร่วงโรย เสื่อมโทรมลงไป แล้วก็จะทำอะไร ช่วยตัวเองก็จะไม่ได้ เงินทองก็ไม่ได้สะสม ใครจะมาหาข้าวให้กิน ใครจะป้อน ใครจะเอาอะไรไปซื้อ ไปกินยังไง คนจะช่วยเหลือยังไง เจ็บป่วยขึ้นมา จะทำยังไง กลับไป

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน