370501 คืนสู่เหย้า รบธ. โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2532
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์368 KB
วันที่แก้ไข17 กรกฎาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

370501 คืนสู่เหย้า รบธ. โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก

คืนสู่เหย้า ร.บ.ธ. โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ บ้านชมรมนักศึกษาผู้ปฏิบัติธรรม ปฐมอโศก เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2537

ถาม : วิธีสร้างสำนึกให้มีมากๆ ได้อย่างไรคะ ตอบ : ดี กำลังจะพูด ที่อาตมาตั้งใจจะพูดอันนี้ จะสร้างจิตสำนึกนี่ อันนี้ คนเรานี่ ถ้าเผื่อว่าไม่สร้างจิตสำนึก ก็คงเข้าใจแล้วน่ะ คำว่าสร้างจิตสำนึกนี่ คืออะไร สำนึกดี ที่อาตมานำมาใช้ให้มันเป็นคำทักทายนี่ มันเป็นความสำคัญมากเลยของชีวิตมนุษย์ ถ้าผู้ใดมีตัวนี้อยู่เสมอๆ ในตัวเราน่ะ ถ้าเข้าใจแล้วนะว่า ตัวสำนึกนี่ มันหมายความว่าอะไร และเราก็มีตัวสำนึกอยู่เสมอๆนี่ ไม่ดีให้มันรู้ไปมนุษย์ จะต้องสำนึก แต่ที่จริงสำนึก หมายความไปในเชิงดีอยู่แล้ว ความสำนึกนี่โดยความหมายของมัน ก็มีแนวโน้ม มีความโน้มเอนไปในด้านดีอยู่แล้ว สำนึกชั่วไม่มีใครหรอก สำนึกชั่ว คนผู้นี้มีสำนึกๆ ได้หรือยัง ได้สำนึกแล้วคิดชั่ว นี่มันไม่เข้ากัน แล้ว สำนึกมันแนวโน้มมีความหมายของมันไปในทางด้านดี สำนึกดี คำว่าสำนึก ตัวนี่ ต้องรู้เลยว่า เรามีหรือไม่ มันเป็นนามธรรมน่ะ ทางจิตวิญญาณเราจะต้อง ตรวจ เราจะต้องรู้สึกตัว มีสติสัมโพชฌงค์ มีสติรู้ตัวเสมอๆว่า อ๋อ ขณะนี้เราได้มี ตัวนี้ ที่เรียกว่าสำนึกนี่ภาษาไทย ภาษาอังกฤษจะเรียกอะไร เอาใครนักภาษาดี สำนึกนี่ภาษาอังกฤษเขาว่ายังไง หา Sensitive มันรู้สึกตัว ไป ฮึ Unconscious โอ้โฮ Unconscious มันไร้สำนึก Conscious เฉยๆนี่ มันกลางๆ มันไม่มี ความหมายหมด แนวโน้มภาษาที่เราว่ารู้สำนึก Conscious คือกลางๆ จิตที่คิดได้ จะคิดอะไร นึกอะไรอยู่ จิตระลึกน่ะ ที่จริง Conscious แปลว่าระลึก ว่ามันเป็นความคิดอยู่ มันไม่ได้มีความหมายถึงขั้นคำว่า ภาษาไทยเราที่ว่า สำนึก น่

อ่านต่อ

ะ สำนึกนี้นอกจากระลึกได้แล้ว รู้ตัวอยู่แล้ว มันยังมีตัวกำหนดลงไปเลยว่า มันยังมีตัววิจัยวิจารณ์ มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีสติสัมโพชฌงค์ แล้วมีวิจัยสัมโพช ฌงค์ แล้วมีความถูกต้องว่ากำลังตั้งใจไว้ดี กำลังตั้งใจไปทางที่ดี ทีนี้ในรายละเอียด เรื่องอะไรล่ะที่เราตั้งใจในขณะนั้นๆ มีอยู่หรือไม่ ถ้ามีอยู่เราเรียกว่าสำนึก เรื่องอะไร เหมาะกะเราหรือไม่ เหมาะกะเราเรื่องอะไรก็ตามใจ เรื่องที่เรามีอยู่ในขณะนั้น ถ้าเรามีอยู่ก็คือเรามีสำนึก ทีนี้จะได้อย่างไร ต้องรู้ความตัวนี้ๆ รู้ความหมายตัวที่แท้ แล้วก็ต้องฝึกให้มีตัวนี้เสมอๆๆ บ่อยๆ จนมันเป็นอัตโนมัติ จนเป็นคนมีสำนึกอยู่ได้เรื่อยๆ เมื่อไหร่ก็รู้สึกตัว รู้สึกมีสติสัมโพชฌงค์ แล้วก็รู้ตัวมันเอง แต่ถ้าเราไม่สำนึกๆ เราตก เราก็ต้องให้มีสำนึกๆ ดีๆ สำนึก ที่ดีนี้เสมอๆๆ น่ะ เอา ทีนี้ขยายความต่อไปจากสำนึกดีนี่ ดีอะไร สำนึกดีๆ อะไร โดยปรมัตถ์แล้ว ดีก็คือสำนึกในขณะนั้น เรารู้ดีละ เรารู้ตัว มีสติสัมโพชฌงค์ และเราก็ต้องภาคปฏิบัติตัวเองว่า เราจะต้องรู้กายกรรม วจีกรรม แล้วก็โดยเฉพาะมโนกรรม อาการของใจของเรา ทีนี้เราก็ต้องมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ อ่านอาการของใจของเราให้ออก อ่านใจให้ออกเลยว่า กิเลสมันคืออะไรในขณะนั้น ในขณะที่เรามีจิตรู้เรื่องนี้ มีกิเลสเข้าไปผสมไหม จะเป็นความโลภ ความโกรธ เป็นราคะ เป็นโทสะจริงๆเลย ต้องรู้สึกให้มันออกเลย อ่านให้มันออก วิจัยให้มันออก ต้องทำจริงๆนะ ไม่ฝึกไม่เป็น ทำ ให้ฝึกจริงๆ ให้คล่องแคล่วชำนาญ เมื่อไหร่ๆๆ ก็มีอาการนี่ เร็ว สัมผัสอะไรก็เร็ว ในขณะไหนก็เร็ว อยู่จังหวะไหนก็เร็วขึ้นเรื่อยๆ วิจัยได้เร็ว ความสามารถในการวิจัย ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ก็จะชำนาญมาก วิจัยได้ถูกต้อง วิจัยได้รวดเร็ว เมื่อวิจัยได้แล้ว ทีนี้ก็จะมีแรงของภาวนา ของการปฏิบัติ การประพฤติ เรียกว่าภาวนามัย ประพฤติปฏิบัติเพื่อลดกิเลสนั้นๆ เพื่อทำลายกิเลสนั้นๆ นี่วิธีการทำลายในการลดกิเลส ก็มีลดอยู่สองอย่าง สมถวิธี กับวิปัสสนาวิธี สมถวิธีก็คือ ทิ้งมันดื้อๆ โยนโครมไปเลย ถ้าวิเคราะหฺ์วิจัยกิเลส ถ้าโยนโครมไปได้ ก็ถูกต้องนะ แต่ส่วนมากมันไม่ได้วิเคราะห์วิจัยเอาแต่กิเลส มันโยน โครมทั้งแท่งเลย โยนโครมไปทั้งหมดเรื่องเลย เรื่องไหนๆ เรื่องไหนก็แล้วแต่ โยนโครมทั้งกระบะเลย มันไม่ได้วิเคราะห์เอากิเลสหรือเฉพาะตัวที่เราจะวิเคราะห์ให้ละเอียดเลย อะไร จะว่าอะไร เฉพาะราคะ ความนึกคิดจิตใจ อะไรที่ดีที่งามอะไรมีอยู่ตั้งเยอะตั้งแยะ สังขารก็มีปุญญาภิสังขาร กับอปุญญาภิสังขาร มันมีทั้งสังขารที่ปรุงแต่งอยู่เป็นวิสังขาร วิสังขารนี่มันปรุงดีนะ มันกำลังชำระกิเลสหรือสิ่งที่เป็นบุญนี่แหละ ปุญญะนี่แหละ มันเป็นสิ่งที่เสียสละ สร้างสรร จะเป็นทาน เป็นจาคะ เป็นบุญจริงๆ เราอย่าไปทิ้งอย่างนั้น ไอ้ทิ้งที่เป็นบุญนั่นอย่าไปทิ้ง แต่ที่จะทิ้งนั่นคือกิเลสนะ นี่มันละเอียดลอออย่างนี้ แต่สมถภาวนาแบบโลกๆ โยนทิ้งมันเสียทั้งกระบะเลย มันก็ใช้ไม่ได้ ไอ้นี่มีเหมือนกัน บางทีเราทนไม่ได้ เราก็เอาโล่งๆ ไปเสียก่อน แล้วค่อยๆ เลือกแบ่งเอา แบ่งเอามาปฏิบัติ มาปฏิบัติเราทนไม่ได้ นี่วิธีต่างๆพวกนี้ อาตมาพยายามอธิบาย ขยายความ ต้องไปทำความเข้าใจให้ดีๆ แล้วเอาไปฝึกหัดลดละได้ เสร็จเมื่อเราละได้แล้ว หรือว่าเรากำลังพากเพียรอยู่นี่ เราต้องอดทน เราต้องขยัน เราต้องพยายามที่จะทำ เรียกว่าสัมมาวายามะ พยายามจะทำสิ่งที่มันดี เมื่อเรารู้ดีแล้วเราก็สำนึก กายกรรมใด วจีกรรมใดที่ดี ที่ดีกว่านี้ยังมีอีกนี่ เราต้องพยายามกระทำมัน ใจเราจะต้องมีแรงไปดุนไปดันมัน ให้มันเกิดบทบาทของการทำดี การทำดีใดๆ ก็แล้วแต่ จะเป็นทางกายกรรมนั้นน่ะ เช่นว่า ทำการงาน สัม มากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ เป็นการงาน เป็นอาชีพที่ดี ถ้าเผื่อว่าเราไม่เข็นมันนะ มันไม่อยากทำหรอก เพราะว่าสัญชาตญาณของคนนี่ ลึกๆ มันก็รู้ดีนะ อยู่ว่างๆ เฉยๆ เบากว่า ถ้าไปทำแล้วมันหนัก หรือยิ่งงานใดๆ อย่าว่าแต่หนักธรรมดาเลย แถม ร้อนๆ หนักเหม็นด้วย น่ารังเกียจด้วยอย่างนี้ มันก็ไม่อยากทำเท่านั้นแหละคนน่ะ ก็อยู่ว่างๆดีกว่า ข้าวมีกิน ดินมีเดิน ตะวันมีส่อง พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ ไม่ทำก็ได้กิน ไม่ตายหรอก นั่นแหละ ตัวนี้ไอ้ตัวเล่ห์ไอ้ตัวนี้ ไอ้ตัวผีตัวนี้ มันหลอกเราอยู่ลึกๆ ทุกๆคนเลย อาตมาชี้หน้าได้ทุกคน เพราะอาตมาเจอมันมานัก แม้แต่ตัวเองนี่ก็เล่นกับมันมานักไอ้ตัวนี้ ชี้ได้ทุกคน มันเป็นเล่ห์ นี่ฟังรู้เรื่องไหมนี่ กำลังพูดถึงนี่ ใครไม่รู้ตัวที่กำลังพูดถึงนี่ ยกมือขึ้น จะได้ทบทวน ที่อธิบายเรื่อยๆ ไอ้ตัวนี้ ไอ้ตัวผีตัวนี้กำลังกล่าวอยู่นี่ จะเรียกชื่อตัวมันอะไรดี ตัวอะไร ตัวรามอุบาทว์ วันนี้วันรามบูชาธรรม เรียกมันฉายาว่าเรียกมันตัวรามอุบาทว์ซะเลยดีไหม รามอุบาทว์ตัวนี้ ซุกซ่อนอยู่ดีนัก จริงไหม ไม่มีใครจับเลยจริงๆน่ะ ไอ้ที่พูดมานี่น่ะ จริงหรือเปล่า นี่ตัวร้ายกาจ มันอยากจะอยู่เฉยๆ หรือมันอยากจะเล่น มันอยากจะทำอะไรอย่างที่เราชอบ มันจะไม่ไปทำตามที่มันดี กายกรรมนี้ดี วจีกรรมนี้ดีนะ ควรจะอุตสาหะวิริยะพากเพียร พยายามสัมมาวายามะเข้าไปอีก เข้าไปซิ มันดีน่ะ มันไม่ละ ก็มันไม่เห็นเป็นไรเลย ไม่ทำเราก็มีกินมีอยู่ ไม่ทำเราก็อยู่ได้นะ พึ่งนั่นนิด พึ่งนี่หน่อย เป็นความจำเป็นของเราเยอะ แต่ไม่พึ่งตัวเองนะ อัตตาหิ อัตตโน นาโถ แต่เราก็ไปพึ่งโถ ระวังโถส้วมน่ะ ไปพึ่งโถส้วม โน่น ไปพึ่งโถคนอื่น ไม่อัตตาหิ อัตตโน นาโถ ใช่ไหม มันก็พึ่งอะไรต่อมิอะไรไป มันก็ไม่เข้ายา เพราะฉะนั้นเราจะต้องเข็นตัวเองให้มีสมรรถภาพ ถ้าเรามีจิตสำนึกที่ดี อย่างขยันเป็นอัตโนมัติ มันไม่เกลียดไม่กลัว มันไม่ท้อแท้ มันไม่เหนื่อยหน่าย เหมือนอย่างพระพยอมว่า เห็นงานแล้ว แหม มันคันมือ เห็นงานแล้ว คันมือ วิ่งเข้าใส่อะไรอย่างนี้ และไม่ใช่งานตะพึดตะพือ งานเป็นอกุศลก็ไม่รู้ งานกุศลก็ไม่รู้ ก็ไม่ใช่ มีปัญญารู้ดีเลยว่า งานนี้งานกุศล มีคุณค่า มีประโยชน์ต่อสังคม ต่อตัวเราเองด้วย อะไรต่ออะไรด้วย และเราก็ไม่มีตัวขี้เกียจนะ รู้ว่าตัวเรายังขี้เกียจอยู่อย่าเลยๆ อย่าไปทำเลย เกี่ยงอันนั้นหลบอันนี้ มันไม่มีมาต้านไว้ ข้อสำคัญมันไม่ยกอ้างเหตุผลอันนั้นอันนี้มาแก้ตัวเป็นไฟเลยน่ะ ไอ้ตัวแก้ตัวเป็นฤาษี 6 นี่เป็นไฟเลย อ้างไอ้โน่นไอ้นี่มาเป็นเหตุเป็นผลว่า แหม เพราะอย่างนั้น เพราะอย่างนี้ ไม่ทำ เออ คนมากแล้ว เราไม่ต้องไปก็ได้ เราอย่าไปเลย เรามีงานอื่น อย่าไปเลย เราชักเพลียๆ ทั้งๆที่มันไม่เพลีย อย่าไปเลย ไอ้โน่นไอ้นี่ อะไรก็ไม่รู้ ตั้ง108 แล้วแต่อาตมาพูดไม่หมดหรอก เป็นข้อแก้ตัวพวกนี้ ไอ้ข้อระยำพวกนี้ เอามันชัดๆ ไอ้ตัวจัญไรพวกนี้ ในฤาษี 6 นี่เยอะจริงๆ นะ เพราะฉะนั้นคนเราจะเจริญได้นี่ จะต้องเข้าใจที่กล่าวนี้จริงๆ แล้วทำๆ ฝึกๆ จนกระทั่งพระพุทธเจ้าว่า ถ้าเรารู้ดี ไม่มีเรื่องอื่นเลยนอกจาก พหุลีกัมมัง ฝึกให้มาก ทำให้มาก รู้ดีแล้วเถียงไม่ออกแล้ว เหลือแต่ฝึกให้มากๆๆ จนกระทั่งเป็น อัตโนมัติ เป็นตถตา มันเป็นเองเลย ปล่อยให้มันเป็นเองเลย ไปอัตโนมัติเลย ถ้าผู้ใดมีประสิทธิภาพดังกล่าวนี้แล้ว ขยันหมั่นเพียร รู้การงานที่ดีอะไรแล้วก็ไปทำอยู่ มันเป็นผลสร้าง เราก็ได้อาศัย เราก็มีหนี้ เราก็เป็นผู้กำไร มีแต่บุญ มีแต่กุศล โลกก็ได้พึ่ง โลกพึ่งเราด้วย เพราะเราสร้างสรรดี สร้างสรรเก่ง แล้วเราก็ไม่ทุกข์ เพราะโดยสมบูรณ์แล้วก็ไม่ทุกข์ มันเป็นงานการของพระอาริยะ มันเป็นความประเสริฐของมนุษย์ ซึ่งรู้ดีแล้ว ชีวิตมันก็ต้องมีบทบาท อิริยาบถการงาน กิริยา กรรมอะไรที่ดี แล้วก็ทำ และเราก็มีความชำนาญ เราก็มีความสามารถด้วย ทั้งรู้ ทั้งลงมือทำได้จริง มันก็ประเสริฐเท่านั้นแหละ คนน่ะ นี่ศาสนาพุทธมันลึกซึ้งอย่างนี้ ศาสนาพุทธมันมีการงาน มีบทบาท มันมี อะไรต่ออะไร มันไม่ใช่ว่า ประเภทจิตว่างหมด กิเลสดับหมด ประเภทซื่อบื้อ ไม่เอาการเอางานอะไร ประเภทฤาษี ไอ้อย่างนั้นมันไปไม่รอดหรอก มันไม่ใช่เด็ดขาด อาตมาขอยืนยัน ถึงจะใช่ ใครบอกว่าไอ้ที่อาตมากำลังอธิบายอยู่นี่ ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า ของพระพุทธเจ้าคือแบบฤาษีนั่นเอาไปเลย ไปเป็นลูกพระพุทธเจ้าองค์โน้น องค์ที่บอกว่าศาสนาแบบนั้นน่ะ แบบฤาษีนั่นน่ะ เอาไปเลย แบ่งพระพุทธเจ้ากันคนละองค์ หรือจะบอกว่าอาตมาไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า วิชาที่อาตมาพูดอยู่นี่ ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า ของอาตมาเอง อุ๊บนะ อาตมาอุ๊บเอาเลยนะ รับว่าเป็นของอาตมาเอง อาตมาอุ๊บเลย อาตมาว่าอาตมาเอาอันนี้ อย่างไรอาตมาก็ไม่สงสัยอะไรแล้ว คุณเข้าใจหรือยัง อาตมาจะเอาอันนี้ ไม่เอาแล้ว อย่างของฤาษีนั่น จริงของฤาษี มันไม่หนักหนา มันไม่หนัก มันไม่ยากลำบากเท่าของพระพุทธเจ้าหรอก มันสบาย ถ้าอาตมาจะนำพวกศาสนา มาแนะนำทางความรู้ ทางด้านธรรมะ ศาสนานี่ แบบที่เขาเข้าใจนั่น แบบศาสนาฤาษีหลายๆ มากมายอยู่ในวงการศาสนาพุทธเดี๋ยวนี้ เถรวาทนี่แหละ ทำให้ใครนั่ง มานั่งกรรมฐาน พระวิปัสสนา พระอะไรที่เขาไม่พูดมากเหมือนอาตมาหรอก ไม่ไปเที่ยวได้แหย่เขา ให้เกิดคันไอ้โน่นไอ้นี่อย่างนั้นน่ะ ก็ทำแบบนั้น อาตมาว่า อาตมามีลูกศิษย์มากกว่านี้ และไม่มีเรื่องมากเท่านี้หรอก รับรอง จะได้รับความยอมรับนับถือมากกว่านี้ จะได้ยอมรับนับถือมากกว่านี้จริงๆ เพราะยอมรับนับถือแบบนั้นน่ะ เขาเข้าใจว่าอย่างนั้น คือสิ่งที่เป็นสัมมา เข้าใจว่าอย่างนั้นถูกต้อง อย่างที่อาตมาเข้าใจนี่จะมาทำลายธรรมะ จะมาทำลายวินัย ทำให้ธรรมวินัยวิปริตไปโน่นเลย จะเป็นอย่างนั้น เขาเข้าใจไปอย่างนั้นเลย นี่ประเด็นนี้ ประเด็นที่อาตมากำลังจะทำการพยายามพิสูจน์ ทุกวันนี้อโศก พิสูจน์กันขึ้นมา มีรูปร่าง มีสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ หรือแม้สัมมาสังกัปปะ วาจา อะไรก็แล้วแต่ ก็ขึ้นมา ก็ยังเห็นกันขึ้นมา ขนาดเข็นๆ นี่แหละ ก็ยิ่งสำนึกมันต้องเข็นๆ นี่แหละสำนึก เมื่อรู้ว่าอะไรดีแล้ว ต้องลงมือเอง อย่าผัดผ่อน อย่าเกี่ยง อย่าเลี่ยง ต้องเอาจริงนี่แหละสำคัญนัก สำนึกแล้วก็ฝึกเข้าไปๆ ถ้าอันนี้เราสำนึกมากๆนะ สังคมเราจะเกิดบทบาทสร้างสรรได้มาก พวกคุณก็คงจะยอมรับว่า หลายครั้งหลายคราวที่เราเลี่ยง เราเกี่ยงคนอื่น เราไม่ได้เมื่อย เราไม่ได้ป่วย เราไม่ได้ไม่มีกำลังที่จะเข้าไปทำ และก็ไม่ติดงานติดการ จนกระทั่งปลีกไปทำไม่ได้ บ่อยไปใช่ไหม เสมอๆ บ่อยไปนั่นแหละ เราเก็บตรงนี้แหละ ค่าของเอ คือตรงนี้แหละ เขาบอกว่า E=Mc ยกกำลัง 2 อาตมาบวกเอตัวนี้แหละ คือ แอบสแตรกตัวนี้แหละ ค่าอรูป Abstract นี้คือ ค่าอรูป คุณรู้แล้ว อรูปมันเป็นเรื่องที่รู้ยาก มันเป็นนามธรรม ตัวนี้แหละ คุณเรียนรู้ตัวนี้แหละ E เพิ่มขึ้นไหม เอ็ม ซี กำลังสอง คือพลังงานขนาดที่ ไอน์สไตน์ คิดเอาไว้แล้ว อาตมาบวกเอเข้าไปคือตัวนี้ ค่านี้พลังงานนามธรรม อันนี้เข้าไปอีก E เท่าไหร่ ค่านี้ พลังงานนามธรรมอันนี้เข้าไปอีก E เท่าไหร่ เพิ่มเข้าอีกมหาศาล แม้แต่ไอน์สไตน์ คิดได้แค่ Mc 3 + เข้าไปอีก นี่ MC 4 ยกกำลังสี่เลย ถ้าทำได้ เอาจริงนะ กว่าก็ได้ มนุษย์นี่แหละ พลังงานของมนุษย์นี่แหละ แอบสแตรกนี่แหละ A ตัวนี้แหละ เหนือชั้นกว่า นี่แหละ แต่ละคนๆ มารวมพลังอันนี้ขึ้นได้ A อันนี้ขึ้นมามากเท่าไหร่ E 2 พลังงานนี่มันจะเท่าไหร่ สร้างสรรได้อีกเท่าไหร่มหาศาล นี่เข้าใจปรมัตถ์ที่อาตมาว่าพวกเราทำไม่ได้เท่าการงานในโลกธรรมเลย ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข อะไรไม่เกี่ยว มันยิ่งเท่าไหร่ล่ะ ซับซ้อนอีกเท่าไหร่ เพราะฉะนั้น E=MC ยกกำลัง 2+A โอ้โฮ มหาศาล ใครพอเข้าใจสูตร E=MC ยกกำลัง 2 มาแล้ว อาตมาเติมบวกเอเข้าไปอีก E=MC ยกกำลัง 2 E ไอน์ สไตน์ ส่วน E=MC ยกกำลัง 2+A E โพธิรักษ์ ต้องเขียน A ประกอบเข้าไปด้วย เขาเขียนนะ เพราะว่า E ไม่ถึง MC ยกกำลัง 2 สูตรเก่าๆ นั่น E=IR เคยเรียนมาทั้งนั้นใช่ไหม E เท่ากับอะไรอีกบ้างละ เอาทางวิทยาศาสตร์ เรียนมาเยอะๆ E เท่ากัน รากฐาน E นี่พลังงาน พิสูจน์กันด้วยพลังงานมาใช้นี่ ทางวัตถุธรรมก็ตาม อันนี้มันนามธรรมบวก โอ๊ย มหาศาลนะ มหาศาลจริงๆ ทุกวันนี้ เขาถึงบอกว่าอโศก รวย ปฐมอโศก นี่ชาวบ้านเขาบอกว่ามันรวยๆ เพราะว่าเราเอง เราไม่เรี่ยไรเขา เราไม่ได้ไปเบียดเบียนเขาเลย แต่เราก็เจริญเอาๆ มีไอ้โน่นไอ้นี่มาแบ่งเขากินด้วย แบ่งเขาใช้ด้วย เขาก็ว่ารวยน่ะซิ และเขาก็ไม่รู้ว่าเราได้มายังไง เขานึกไม่ออกหรอก เขานึกว่าเราไปเกี่ยว โอ๋ย มีหน่วยหาเงินอยู่ที่ไหนๆ ก็ไม่รู้ หน่วยหาเงิน ไปรีดนาทาเร้นใครๆมา แล้วมาป้อนที่นี่ ซึ่งเราเปล่า พวกเราก็รู้กันดีแล้ว ไม่ได้ไปรีดนาทาเร้นที่ไหน ที่นี่ยังไงที่อื่นก็อย่างนั้น เราไม่ได้ไปรีดนาทาเร้นใคร นอกนั้นก็หมุนเข้ามาก็เลี้ยงตนนั่นแหละ แม้แต่ปฐมอโศก ต้องพึ่งตนให้ได้มากที่สุด เรามีกิจกรรมของเราก็ให้สร้างสรรไปจริงๆ มันก็เป็นไปได้ของมันอยู่อย่างนี้ เป็นเรื่องลึกซึ้ง พวกเราอยู่ไป สัมผัสไป ได้เห็นวันคืน เห็นพวกเราเป็นไปนี่ โดยจะเข้าใจบางสิ่งบางอย่างนี่ อธิบายมันไม่ออก จะไปพูดให้เขาฟัง โอ๋ย จะเอายังไง เขาซักแล้ว จะอธิบายว่ายังไง ไปอธิบายยาก มันได้มาอย่างไร มันไปยังไง อธิบายไม่ค่อยออก แต่เรารู้ๆ ของเราอยู่ในนี้ลึกๆ ซับซ้อน สลับซับซ้อน หลายๆชั้น แหม ไม่รู้สิ จะบรรยายยังไง อาตมาก็อยากจะบรรยายสิ่งสลับซับซ้อนนี่ออกมา ยิ่งเป็นนามธรรมลึกๆ หลายๆชั้น หลายตอน หลายแบบ หลายอย่าง มันก็ยิ่งยากที่จะหยิบมาอธิบายเป็นภาษาคน ก็พยายามอธิบายเก่งขึ้นเรื่อยๆ อาตมาสามารถบรรยายเก่งขึ้นมาเรื่อย หยิบมาพูด พวกคุณก็มีฐานๆรับ ตัวเองเข้าใจด้วยเหตุผลธรรมดา เป็นตรรกะธรรมดาด้วย ทั้งสิ่งที่เราได้ปฏิบัติประพฤติ มีฐานรองรับขึ้นมา รับความลึกซึ้งพวกนี้ขึ้นมาเรื่อยๆ ก็ได้ขึ้นมาเรื่อยๆ เห็นความเจริญอยู่ อาตมาถึงยังไม่คิดอยากจะตายง่ายๆ เพราะว่ามันเจริญอยู่ ก็คิดว่าป้อนความเจริญนี้ ให้ความเจริญนี่ต่อๆไป เราก็ยังไม่จบ อาตมาว่าอาตมาอธิบายทิ้งออกมาให้พวกเรารู้นี่ ยังไม่จบนะ มันยังไม่หมดหรอก มันยังมีอะไรออกมาอธิบายอยู่เรื่อยๆ พยายามอธิบาย ถ้าใครฟังด้วยดีจะได้ฟังสิ่งแปลกสิ่งใหม่ เออ ไอ้นี่ยังไม่เคยได้ฟังๆ อีกเพิ่มเติม โอ้โฮ อันนี้ลึกซึ้งขึ้นอีก จะเป็นอย่างนั้นจริงๆเลย ตามอานิสงส์ 5 ประการ นี่พระพุทธ เจ้าท่านยืนยันไว้ ถ้าฟังด้วยดีแล้วนี่ จะเกิดปัญญา ฟังด้วยดีแล้วจะเกิดอานิสงส์ในการฟัง ธรรม 5 ประการ 1. สิ่งแปลก สิ่งใหม่ เออ ไอ้นี่ใหม่ เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาเลย ได้ฟังสิ่งที่มันทำให้เข้าใจ ก็เข้าใจลึกขึ้น เข้าใจสูงขึ้นไปอีกนะ อานิสงส์ข้อที่สอง ข้อที่ 3 ทิฐิที่เคยมิจฉาทิฐิอยู่นี่ เอ้า แก้มิจฉาทิฐิเก่าที่ยึดที่ติดที่เข้าใจอย่างนั้นน่ะ มันเพี้ยนๆอยู่ ตรงขึ้นไปอีกๆ ดีขึ้นไปอีกๆ มิจฉาทิฐิใดๆทั้งหลายแหล่ ความสงสัยข้อ 4 แต่ก่อนนี่มันสงสัย มันก็บรรเทาความสงสัย เป็นปัจเจกสัจจะบรรเทาขึ้นไปเรื่อยๆ พ้นความสงสัยขึ้นไปเรื่อยๆ ข้อที่ 4 ข้อที่ 5 นั่นยิ่งเบิกบานแจ่มใส เลื่อมใสศรัทธา ยิ่งเลื่อมใสศรัทธาเนื้อหาสัจธรรมยิ่งขึ้นไปอีก จริงๆนะ อานิสงส์ 5 ประการนี่ ลึกซึ้งและเป็นจริง คนขยันฟังธรรม ก็เพราะมันมีอานิสงส์นั่นหนึ่ง สอง ฟังเพราะไม่มีอัตตามานะ บางคนอัตตามานะ เพราะฉะนั้นเรื่องอัตตามานะด้วยนี่ รู้แล้วนะ รู้มากๆ จนทำก็ไม่หมดสักที ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่เลย ถ้าเผื่อว่าเราทำยังไม่หมด ทำเข้าใจลึกๆซึ้งๆขึ้นไป ลึกๆ นี่ ทำให้เราหลุดพ้นได้ด้วย มันมีอินทรีย์พละของมันอยู่ในตัว ฟังบ่อยๆซ้ำซาก แต่เราไม่ได้ปฏิบัติ แต่ฟังซ้ำซากนี่ สามารถมีฤทธิ์ทำให้เราปล่อยวาง ทำใหัเราเลิกละทำให้เรากระจ่าง โอ๋ย มันชัดเหลือเกิน จะไปทำทำไมความชั่ว มันชัดเหลือเกิน อันนี้เป็นบาป และไอ้นี่เป็นทุกข์ ชัดๆๆ มันก็ยิ่งง่ายในการที่จะปล่อยวาง ง่ายที่กิเลสจะตาย เพราะฉะนั้นอานิสงส์ในปัญญา อานิสงส์ในความเฉลียวฉลาด ที่จริงน่ะ มันทำให้กิเลสเราลดได้จริงๆ และฟังซ้ำฟังซาก หรือฟังด้วยเหตุใหม่ ยิ่งฟังยิ่งมีอานิสงส์ 5 ประการ อาตมาก็อธิบายได้ดี เก่งขึ้น ลึกขึ้นเลย คุณก็จับได้เข้าใจได้ดี มันก็ลึกขึ้น มันก็มีน้ำหนักที่จะเป็นปัญญา ที่จะไปประหารกิเลสได้ การประหารกิเลสได้ด้วยปัญญานี่แหละ เป็นศาสนาพระพุทธเจ้าโดยตรง เรียกว่าวิปัสสนาญาณ คือญาณทางด้านวิปัสสนา คือเห็นแจ้งเห็นจริง คือ วิปัสสนานี่ เห็นแจ้ง เห็นจริงเลย และมันแจ้งมันจริง มันเถียงไม่ออก มันจำนนน่ะ มันมีฤทธิ์ ทำให้กิเลสลดได้จริงๆ เพราะฉะนั้นอานิสงส์ในการฟังธรรมนี่ อาตมาว่า พิสูจน์อยู่ทุกวัน อาตมาพูดๆ บรรยายๆนี่ ได้อาตมาต้องพูด แต่ก็ไม่ได้พูดอย่างเดียว พาทำด้วย แต่ก็ฟังธรรมนี่หนัก บางคนเอ้า วันหนึ่งฟังธรรมมากกว่าทำ แต่ถ้าทำด้วยนะ แน่นอน มันมีน้ำหนักแรง การลงมือทำด้วย ปฏิบัติด้วย มันมีน้ำหนักแรง ฟังธรรมก็ได้ทีละน้อยๆ แต่ก็ได้เหมือนกันน่ะ ก็ได้น้อยๆๆ ฤทธิ์แรงมันไม่มากเท่าไหร่ ได้แต่ฟัง แต่ถ้าลงมือทำด้วยน่ะ น้ำหนักมันสูงมาก คนเราทั้งฟังแล้วก็ทำด้วย ก็ลงมือพิสูจน์เลย จริง มันจะกายกรรม วจีกรรม มันแรงกว่าเนื้อกว่าหาสาระ มันจริงจังกว่า มันครบสมบูรณ์กว่า รู้แล้ว เป็นทิฐิที่เข้าใจ แล้วลงมือทำอย่างนั้นๆได้ด้วย มันก็เสริมหนุน มันก็เป็นกอบเป็นกำมากขึ้นกว่าเก่า เราทำครบทั้งสามกรรมเลย สุจริต 3 มันก็ฆ่านิวรณ์ได้เก่ง เพราะอาหารของนิวรณ์ 5 คือ ทุจริตกรรม กาย วาจา ใจ ทุจริต 3 เป็นอาหารของนิวรณ์ 5 ใครอยากจะให้นิวรณ์ 5 อ้วนๆ ตัวโตๆ ก็เอาเลย ทุจริต 3 เข้ามากๆ กรรมทุจริต กายกรรมก็ทุจริต วจีกรรมทุจริต มโนกรรมทุจริต เข้ามากๆ รับรองเข้า เราท้าให้พิสูจน์ นิวรณ์ 5 อ้วนเป๋งเลยแหละ ทุจริตเข้ามากๆเภอะ เอาอาหารของนิวรณ์ 5 เพราะฉะนั้นถ้าเราลดนิวรณ์ 5 ก็คือเราลดกายกรรม วจีกรรม ให้เป็นสุจริต อย่าให้มันเป็นทุจริต นิวรณ์ 5 ก็ลด จริงๆ ไม่ขัดแย้งกับคำสอนของพระพุทธเจ้าหรอก ชัดเจน เพราะฉะนั้นทุกอย่างก็สรุปลงที่กรรม 3 นี่แหละ เป็นตัวสำคัญ ก่อนอื่นก็ต้องเห็นให้แจ้ง เข้าใจให้ดี จะเกิดทางญาณปัญญา ความเฉลียวฉลาดมาเรื่อยๆ มาสำนึกๆ แล้วก็พอเป็นไป ในความสำนึก ในการสร้างสรร ก็เข้าใจละ ก็พูดซ้ำพูดซาก ทีนี้ความสำนึกในกุศล กุศลนี่ มีต่างๆมากมาย เป็นเชิงความหมายในสิ่งที่ดี เป็นกรรมกิริยาที่ดี เช่น อดทน เมตตา กตัญญูกตเวที หรือความโอบอ้อมอารี มีน้ำใจ อะไรอย่างนี้ เป็นต้น นี่เป็นกุศลกรรม กุศลกรรมเหล่านี้แหละ เราไม่ค่อยสำนึกกัน รู้ว่าดี เราไม่สำนึก เมื่อไม่สำนึก ก็ไม่ปฏิบัติ ไม่เดินบทนั่น เพราะฉะนั้น ทำไอ้นี่หน่อยเถอะ อดทน จะได้เกิดความอดทน เมื่อไม่สำนึกๆ มันก็ไม่ทำ มันก็ไม่ฝึก อันนี้เป็นเมตตานะ นี่เราต้องพยายาม นี่มันแสดงถึงความไม่เมตตา ไม่โอบอ้อมอารีน่ะ ไม่เอื้อเฟื้อ ไม่มีน้ำใจ เราก็ไม่ทำ รู้เหมือนกันนะ ทำอย่างนี้ ก็ แสดงถึงความเมตตานะ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม มันก็ได้ฝึกด้วย เพราะว่า มโนนี่เป็นประธาน คนเรา กายกรรม วจีกรรม เอามโนกรรมไปด้วยหรือเปล่า หรือใครเอามโนฝากไว้ใต้ถุนนี่ ไปแต่กายกับวจี มันมีได้หรือในโลก ไม่ได้ เอาวจีไปทำ เอากายกรรมไปทำ มโนนั่นแหละ เป็นตัวประธาน ตามไปดันให้ทำ กุศลก็ให้มันได้กุศลนั่น เราจะไปช่วยเหลือเฟือฟาย จะไปเกื้อกูล ไปโอบอ้อมอารี อะไร ก็แล้วกรรมกิริยาใดๆ ทางกาย ทางวาจา มันก็เอาจิตวิญญาณนี่แหละมาเป็นหลัก เป็นประธานสิ่งทั้งปวง นี่ไปกำกับ และก็ต้องไปเลือกเฟ้นอีกอย่าง นี่มันมากไปนะ จึงบอกว่า นี่เมตตานะ แต่ด่าแรงเหลือเกิน ด่าตะพึด ไม่มีอ่อน ไม่มีโยน ไม่มีอะไรเลย ด่าร้อยเปอร์เซนต์ เมื่อไหร่ๆ ก็ด่าๆเอาบุญว่าอย่างนั้นน่ะ อ้างด้วยนะ ด่านี่จริง มันเป็นการขัดเกลา แต่ก็ไม่ประมาณว่ามันมากไปน้อยไป จัดจ้านไป หยาบคายไป จนกระทั่งคนอื่นเขารับไม่ไหวหรอก รับไม่ไหว อินทรีย์พละเขารับไม่ได้ แบบนี้เราไม่รู้ผู้อื่น เราไม่มีเจโตปริยญาณ เราไม่รู้ปรสัตตานัง ไม่รู้จักปุคคลานัง จากสัตว์อื่น บุคคลอื่น ไม่ประมาณบุคคลอื่น ไม่รู้บุคคลอื่น ว่าจิตวิญญาณเขาขนาดไหน ฐานเขาแค่ไหน เขาควรขนาดไหน และจะแรงตะพึด มันมีเหมือนกัน นิสัยคนแรงๆๆ อย่างท่านกุสโลนี่ เป็นต้น พัวะๆๆ โอ๊ย ต้อนรับขับแขกมาเยอะแล้ว ตบ ทิ้งๆ ออกไป ทนไม่ได้เยอะแล้ว มันต้องรู้กรรมกิริยาของเรา จริง เราเป็นจริต ยิ่งจริตเราเป็นคนแรง เรายิ่งต้องสำรวม สังวรว่า เออ เราต้องปรับมันนะ เราต้องปรับ ต้องอ่านว่าไอ้คนนี้แรงได้ มีคนที่แรงได้ บางคนถ้าไม่แรงได้จริงๆด้วย บางคนนี่ไม่แรงไม่หลุด ไม่แรงถึงขีดนั้น ไม่หลุด บางคนแรงไม่ได้เลย ต้องเบา บางคนนี่ต้องเบา แรงไม่ได้ แล้วคนส่วนมาก ออเซาะ อยากให้เบาทั้งนั้นแหละ ไอ้นี่ตัวอัตตาของตัวเอง ออเซาะอยากให้เบา แล้วเบานั่นตัวเองก็ด้านหนาด้วยนะ เบาๆนั่นมันได้ผลอะไรล่ะ ยิ่งด้านหนัก ไอ้เบาๆ นี่ไปทำให้คนนั้นแข็งเข้าไปอีกและกระด้างหยาบ แล้วต่อไปอีก เพราะมันไม่มาทำให้อะไร เลื่อนหลุดอะไรหรอก เพราะมันเบา เราหนาอยู่แล้ว เสร็จแล้วก็ไปเล็กๆ น้อยๆเข้าไปอีก และยิ่งทำให้แน่นเข้าไปอีก อณูของ...เรียกว่ามวลยิ่งแน่นเข้าไปอีกเลย เกิดภาวะควบแน่นสูงขึ้น มีความควบแน่นของกิเลสสูงขึ้น ใช้ภาษาวิทยาศาสตร์ ฟังดีๆเถอะ จริงๆนะ เพราะฉะนั้นต้องตีให้ระเบิดเลย ควบแน่นไปให้แรง ให้กิเลสแยกออกให้ได้ นี่มันประมาณอย่างนี้ อาตมาพูดเป็นภาษาคนให้ฟัง มันต้องทำอย่างนี้ โพธิสัตว์นี่ต้องเรียนวิธีทั้งหลายอย่างนี้ ว่าจะช่วยเขานี่ ประมาณให้เป็นนะนี่ หนักแรง คนนั้นคนนี้ เพราะฉะนั้นของเรานี่ หลายคนเจอฝ่ามืออรหันต์ หลายคนโดนฝ่ามืออรหันต์ แต่ก็รู้ว่า อื้อฮือ บางทีไปไกลนะ โอ้โฮ บางทีก็ค่อยๆโค้งกลับมานะ ถ้าเผื่อว่าโดนเปรี้ยงไปไกลแล้ว ไม่กลับมาเลย แสดงว่าไม่ใช่ฝ่ามืออรหันต์แล้ว มือโหด อรโหดแล้ว ทำให้เขากลับมาไม่ได้ นั่นแสดงว่า ประมาณไม่ดีจริงๆ แล้วไม่ต้องเปรี้ยง ไม่หนี สำนึกเลย เปรี้ยงแล้ว ก็ยอมรับ ถึงแม้จะแรงขนาดไหนๆ ก็ ยอมรับ สำนึกได้ดี นั่นเรียกว่า ประมาณพอดี ยาก ที่พูดนี่ฟังง่ายนะ แต่ไปทำ เข้าเถอะคุณ ยาก ยากมาก ยากจริงๆนะ เอาทีนี้ ที่ว่าเมื่อเช้านี้ กุศลกรรมต่างๆ ถ้าเราไม่ฝึกมัน เราจะเป็น ความอ่อนโยน หรือฝึก เรากระด้าง เราฝึกให้อ่อนโยน เราไม่อดทน อ่อนแอ เราก็ฝึกให้อดทน ฝึกฝน เราไม่กตัญญูกตเวที เราไม่ตอบแทนบุญคุณคน หรือเราไม่รู้จักว่า เอ๊อ อันนี้ควรจะสร้างบุญสร้างคุณนะ เราเองเราไม่คิดอยากจะได้บุญคุณตอบแทนอะไรหรอก แต่เราควรสร้างบุญ สร้างคุณ สร้างประโยชน์ เราก็ควรสร้างเข้าไป รู้ว่าดี แต่ไม่พากเพียรที่จะสร้างกุศลนั่น ไม่พยายามที่จะสั่งสมกุศลนั่น ไม่ให้เกิดกรรมกิริยาอันนี้ ก็ไม่เกิดๆ รู้อันนี้ อาตมาว่าพวกเรานี่ รู้ดีกันเยอะ อโศกนี่รู้ เข้าใจ แต่เสร็จแล้วก็ไม่แข็งตรงนี้ ไม่แข็งตรงที่ไม่สั่งสมกุศลนี่ ถ้าเราสั่งสมกุศลนี่ มันจะซ้อนลึกขึ้นไป ซ้อนลึกขึ้นไปทำให้เราล้างอัตตาของเรา ที่มันยึดที่มันติด อุปาทานที่มันยึด มันตัวนั่นนี่นั่นหนึ่ง สองแล้วมันจะได้พิสูจน์จริงๆเลย มันจะได้พิสูจน์ว่า ไอ้การที่เราทำอย่างนี้มันจะเกิดผลดีอย่างไร ตัวเราเอง อย่างน้อยเราก็ได้ชำนาญ เราก็ช่ำชอง

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน