321123 อุปสรรคสร้างบารมี โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ศาลามังสวิรัติ นครศรีธรรมราช.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2532
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์355 KB
วันที่แก้ไข15 กุมภาพันธ์ 2569

เนื้อหาในไฟล์

321123 อุปสรรคสร้างบารมี โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ศาลามังสวิรัติ นครศรีธรรมราช

อุปสรรคสร้างบารมี โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2532 ณ ศาลามังสวิรัติ นครศรีธรรมราช

เอานะ วันนี้ก็เป็นโอกาสดีนะ ที่เราได้มาพบกัน ณ ที่นี้ เป็นครั้งแรกที่อาตมามา ณ ที่นี้ และก็ได้มาเทศน์ แต่ไม่ใช่ครั้งแรกที่อาตมามานครศรีธรรมราช อาตมามานครศรีธรรมราชตั้งแต่ยังไม่มีคณะอะไรใหญ่โตเลย อาตมาก็มาแล้วนะ เคยมา แต่จำไม่ได้แล้ว ตั้งไม่รู้แต่ปีไหน หลายปีเต็มที ตั้งแต่เรายังไม่มีคณะอะไร ที่นี่ยังไม่มีท่าทางว่าจะก่อ จะเกิดอะไรหรอก ก็เคยมา นั่นเป็นเรื่องของบทบาทเท่านั้นเอง ทีนี้เรามาพูดถึงเรื่องที่สำคัญ ที่เราควรที่จะได้พูดกันในขณะนี้ ปัจจุบันนี้ให้ได้ผล ให้ได้ประโยชน์มากที่สุด ตอนนี้เหตุการณ์ของทางด้านงานศาสนา ทางด้านเรื่องราวอะไรต่างๆนานาที่เราได้ทำกันมานี่ มันมีทั้งเหตุการณ์ มันมีทั้งเรื่องราว จะเรียกว่าเป็นอุปสรรค ก็เป็นภาษาที่ชัดเจนนะ มีอุปสรรค เพื่อที่เราจะได้ทำงานอย่างแข็งขัน ทำงานอย่างขมีขมัน เอาใจใส่มากขึ้น อุปสรรคเป็นเรื่องดี อุปสรรคไม่ใช่เรื่องทำให้คนเลว คนอ่อนแอเท่านั้นที่พบอุปสรรคแล้วก็ท้อแท้ หรือว่าไม่ต่อสู้ ถ้าไม่มีอุปสรรคเสียเลยน่ะ ทุกอย่างไม่มีอะไรเจริญ ไม่มีอะไรเป็นเครื่องพิสูจน์ความเจริญ และไม่มีอะไรเป็นเหตุปัจจัยให้เราได้ทดสอบพิสูจน์ ได้กระทำจริงๆนะ เพราะฉะนั้นเรื่องอุปสรรคนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องที่เราจะต้องรู้ให้เท่าทัน อะไรจะเป็นอุปสรรคนั้นน่ะ มันไม่ใช่เรื่องที่ว่าเราคิดเห็นไปในทางง่ายๆว่า มันเป็นเรื่องที่ แหม! เราทำไมถึงมีวิบากกรรม ทำไมเราถึงมีความไม่ราบรื่น ทำไมเราจะต้องประสบกับความยากลำบากอย่างนี้ ทำไมจะต้องเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่ควรจะร่ำร้องอย่างน

อ่านต่อ

ั้นเลยในมนุษย์นะ อุปสรรคอะไรก็แล้วแต่ ถ้าเดินมาชนกับเรา หรือว่าทำแล้วมันก็เกิดเหตุเกิดปัจจัยตามขึ้นมาแล้วนี่ เมื่อมันเกิดแล้วเราก็จะร้อง อย่างนั้นไม่สมควรอย่างยิ่ง เราควรจะเปิดใจ แล้วก็รับรู้ พิจารณาให้รอบถ้วนเลยว่า อุปสรรคนี้ มีมาอย่างนี้ เราจะสู้หรือเราจะทำร่วมด้วย คำว่าสู้ของเรานี้ ไม่ได้หมายความไปทางเลวร้าย คำว่าสู้ของเรานี่ หมายความว่าจะปรับปรุง เปลี่ยน แปลง อะไรมันควรจะไปในทางที่ดี ทิศที่ดี เราจะทำให้ไปในทางนั้นทิศนั้น อะไรที่ไม่ดี เราก็จะพยายามปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ถ้าปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เราคิดว่าเราทำไม่ได้ เราประมาณแล้ว เห็นว่า เอ๊! เราจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไม่ได้หรอก เหลือกำลังวังชาของเราจริงๆ เราก็เลี่ยงเสีย วางเสีย ไม่ต้องไปชน เลี่ยงได้ อะไรๆก็มีทางเลี่ยงได้ ใครจะหาว่าเราขี้แพ้ ใครจะหาว่าเราไม่สู้ ก็ไม่เป็นไร แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องท้อแท้หรือเกรงกลัว และเราไม่ได้หยุด พวกเราเป็นคนที่หยุดกิเลส หยุดทำชั่ว หยุดอกุศล เรามีปัญญาที่จะเลือกเฟ้นว่า อะไรชั่ว อะไรเลว อะไรไม่ดี อะไรไม่ถูกต้อง อะไรไม่สมควร เราเลือกได้ เลือกแล้วเราจะหยุดสิ่งนั้น หรือไม่ทำสิ่งนั้น ส่วนการทำหรือว่าการดำเนินไปนั้น เราเป็นพวกไม่หยุด และเป็นพวกที่จะเดินเครื่องเต็มตัว จะเป็นคนขยันหมั่นเพียร ขวนขวาย เอาใจใส่ รังสรรค์ เป็นคนที่ใช้ภาษาฝรั่งว่า เป็นคนที่ active เป็นคนที่กระปรี้กระเปร่า เบิกบานร่าเริง เอาใจใส่ต่อกิจกรรมกิจการอะไรๆต่างๆนานาที่เป็นกรรม เรียกว่ากรรมของมนุษย์ เรียกว่าการกระทำหรือการงานของมนุษย์ มนุษย์จะต้องมีอิทธิบาท 4 เป็นเครื่องแสดง ความเป็นคน มีความขยัน เป็นคนมีความยินดีในการงาน เป็นคนมีการพากเพียร เป็นความขยันหมั่นเพียรในการงาน เป็นคนเอาใจใส่ในการงาน ไม่ใช่เป็นคนเฉื่อยๆ คนเนือย ไม่ใช่เป็นคนที่เหมือนคนจะตาย เซ็งๆอะไร ไม่ใช่ เป็นคนที่เบิกบานร่าเริง กระปรี้กระเปร่า เอาใจใส่ต่อภาระหน้าที่การงาน หรือว่าสิ่งที่จะเข้ามาประสบกับเรานี่ เราจะต้องมีจิตใจ เป็นคนยินดี เอาใจใส่ อะไรควรจะได้สร้างสรร จะได้ทำในสิ่งที่เป็นคุณค่า เป็นอะไรขึ้นมา นี่มันเป็นกำไร มันเป็นประโยชน์ มันเป็นสิ่งที่ดีที่เราจะได้ทำบุญทำกุศล ได้สร้างสรรอะไรต่างๆนานา เป็นอย่างนั้นนะ เพราะฉะนั้นอาตมาขึ้นต้นด้วยเรื่องนี้ ก็เพราะว่าขณะนี้มันอยู่ในวาระ อยู่ในขณะที่เรากำลังมีงานมาก มันเป็นตัวเจริญนะไอ้ที่มีงานมาก มีงานให้เราเลือกนี่ สังคมประเทศชาตินี่จะล้มเหลวไปไม่รอดก็เพราะว่า ไม่มีงานให้คนทำ คนตกงานอะไร ไปไม่รอดแล้ว แต่ถ้ามีงานให้คนทำ และคนก็ขยันทำงานทำการอยู่ และมันจะเป็นอะไรล่ะ มันก็สบายเท่านั้นเอง เมื่อคนทำงานมีงานให้ทำ มันก็มีผลผลิต ผลผลิตเอาไปทำอะไร ผลผลิตก็เอามากินมาใช้ เอามาอาศัยในชีวิตเท่านั้นเองน่ะ ทีนี้ คนเรานี่ไม่เรียนรู้ในเรื่องบริโภคนิยม ไม่เรียนรู้ในเรื่องกิน เรื่องใช้ คนในโลกนี่ถูกหลอกถูกมอมเมาในเรื่องบริโภคนิยม ไม่เรียนรู้ว่า อะไรสำคัญ อะไรจำเป็น ควรจะพอดีพอเหมาะขนาดไหน ไม่มีมัชฌิมา ไม่มีการรู้ว่าชีวิตของตนมัชฌิมาคืออะไรแค่ไหน จนเลยเถิดไปไกลเลย ยกตัวอย่างที่เราเคยพิสูจน์กันมา คนกินเกิน 3 มื้อนี่น่ะมันเป็นความไม่มัชฌิมาเลย มันเป็นเรื่องที่ฟุ่มเฟือย สุรุ่ยสุร่าย ทำลาย ทรมานชีวิตร่างกายสุขภาพไปหมดเลย แต่เขาไม่รู้หรอก กินไม่มีเขต ไม่มีขีด ไม่มีวินัย ไม่มีการประมาณ ไม่มีการหยุดยั้ง เอาไอ้รสอร่อย เอากิเลส เอาของที่มักได้ ถ้าได้กินมากๆ ได้มากๆ นึกว่ากำไร นึกว่าได้เปรียบ หรือว่าไปติดอร่อย ติดไอ้สิ่งที่น่าเสียดายต่างๆนานา แล้วก็ท้องแตกดีกว่าของเหลือ อะไรก็แล้วแต่ มันเลยทำให้สุขภาพร่างกายเสียหมด และผลาญพร่าทำลาย ทำลายทั้งชีวิตคนและแรงงาน และก็ทำลายทั้งข้าวของวัตถุ ทำลายทั้งวัฒนธรรมประเพณี เรามากินน้อย ลดลง กิน 3 มื้อแล้วก็ลดลงมา 2 มื้อแล้วลดลงมามื้อเดียวได้ ก็เป็นระดับขั้นตอน ตามภูมิตามฐานะของแต่ละบุคคลนี่ มันเป็นวัฒนธรรมที่เรามักน้อยสันโดษ ตามที่พระพุทธเจ้าสอนเรา และการมากินมื้อเดียวได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าเรามาทรมานตน เราไม่ได้มาทรมานตน อย่างที่เราก็รู้ๆกันอยู่แล้ว ฝึกหัดแล้ว นอกจากผู้ที่ยังทำไม่ถึง ยังไม่ลงตัว ยังทำไม่ได้เท่านั้น ก็ต้องยอมรับตัวเองว่า เรายังทำไม่ได้นะ ฐานนั้น ภูมิธรรมขั้นนั้น เราทำไม่ได้เราก็รู้ตัวเราเองกันทุกคน ว่าเราเองเราพัฒนายังไม่ขึ้น แต่ถ้าเราพัฒนาขึ้นและทำได้ จะรู้ว่ามันไม่ได้มาทรมานตน มันไม่ได้หมายความว่ามาแกล้งกินเท่านี้ แล้วก็สุขภาพร่างกายจะอะไรต่างๆนานา ก็ทรุดโทรมเสียหาย ไม่ใช่เลย กินมื้อเดียวก็ไม่ได้เสียหาย หรือกิน 2 มื้อก็ตาม บางคนอาจจะกระเพาะเล็ก ถูกผ่าตัด กิน 2 มื้อ อะไรก็แล้วแต่ แต่คนธรรมดา ไม่ได้ผ่าตัด ไม่ได้กระเพาะเล็กเกินควรหรอก มากินมื้อเดียวได้นะ กินปริมาณพอสมควรได้ แล้วที่จริงก็กระเพาะนี่ ไม่ต้องไปกินมากเกินไปหรอก กิเลสตัวที่กลัวมันจะหิวนี่ กินอาหารมากที่สุด กิเลสตัวกลัวจะหิวนี่ กลัวจะตายนี่ กลัวจะไม่พอ เลยกินๆๆๆอาหารมากๆ คุณพิสูจน์ไปเถิด ถ้าคุณวางใจแล้ว ไม่กลัวมันหิว ไม่กลัวมันจะตาย ไม่กลัวมัน กินให้น้อยลงๆๆได้ คุณจะรู้สึกว่า เอ! น้อยลงมันก็ไม่เป็นไรนะ หนักเข้าๆคุณจะรู้เลยว่าคน เรากินไม่มากหรอก อย่างอาตมานี่กินไม่.. คุณดูนะ ที่ตักเข้าไว้นี่จะเหลือเท่าไหร่ คุณดู คุณเช็คดูนะ กินหมดไปเท่าไหร่ ไม่มากหรอก แต่น้ำหนักขึ้นไป 60-61 แล้ว อาตมาทุกวันนี้เผลอไม่ได้ กินไปแล้ว โอ้โฮ! เดี๋ยวกินมากๆมันเกิน เกินขีด เกินเขต มันก็เอาไปทำไขมัน ไปทำอะไรต่ออะไร ก็เท่านั้นเอง มันก็ไม่ได้เรื่องอะไร ร่างกายคนเรานี่ ถ้าเผื่อว่าผอมไว้หน่อยนี่จะแข็งแรง แล้วจะอยู่นาน อายุยืน เราจะเห็นได้ว่า คนอายุยืนนี่ ส่วนมากจะเป็นคนที่ผอม คนอ้วนๆอายุไม่ค่อยยืนหรอก อ้าว! จริงๆ คนอ้วนๆมันเป็นรังแห่งโรคเยอะ มีอะไรต่างๆนานา ถามหมอเขาก็ได้ รู้ตัว ไปถามนักศึกษาทางด้านสรีรวิทยากันดีๆ แล้วจะรู้นะ เอาละ อาตมาจะไม่แวะเรื่องนี้มากมาย จะพูดถึงเรื่องจำเป็นว่า เรามีงานมากนี่ ที่อาตมามาตอนนี้ก็มาดู มันเป็นเรื่องเกิดเหตุสำคัญ อย่างที่เรารู้อยู่แล้ว เกิดวาตภัย เกิดอุปัทวเหตุทางธรรมชาติ แล้วก็เสียหายทุกข์ร้อนอะไรกันมากมาย เรื่องนี้นี่เราจะต้องการแรงงานที่จะไปช่วย โดยเฉพาะพวกเราชาวถิ่นนี้ สงสัยจะต้องช่วยอาตมามากแหละ เพราะว่าอาตมาคิดว่า มาดูแล้วนี่ เท่าที่ได้ข้อมูลมา ตั้งแต่ไปดูที่กำลังเสียหาย และก็ไปสัมผัสสัมภาษณ์ผู้คนเขา ไปดูความรู้สึก ดูอะไรต่างๆนานาแล้วว่า เราควรจะช่วยเหลืออะไรเขา และเราจะมีอะไรช่วยเขา พวกเราก็คงรู้อยู่ว่า พวกเรานี่ไม่ได้เป็นคณะบุคคลหรือว่าสังคมที่จะมาสะสมกอบโกยแบบทุนนิยม เราไม่ได้ร่ำรวยเงินทองมากมายอะไรนัก ถึงแม้ว่าพวกเราหลายคนจะยังสละออกไม่หมด ยังจะหวงแหน ยังจะกอบโกยอะไรอยู่บ้างก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่า อาตมาแนะนำหรือว่าสอนให้ไปเที่ยวเอาเปรียบเอารัด แล้วก็ไปกักตุนสะสมไว้มากมาย ก็ไม่ได้สอนอย่างนั้น สอนให้กระจาย สอนให้แบ่งแจก ให้เอื้อเฟื้อเกื้อกูล เผื่อแผ่ผู้ที่เขามีสมรรถภาพน้อยกว่า ผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากกว่า ลำบากกว่าที่ควรจะช่วยเหลือกัน ซึ่งมันก็ต้องมีปัญญา มีความเฉลียวฉลาดที่ควรช่วย ถ้าช่วยผู้ที่ไม่ควรช่วย บางทีก็ยิ่งเลวลงไป ก็ยิ่งเสียหาย ก็มีเหมือนกัน เพราะเราจะต้องช่วยคนที่ ไม่ใช่ช่วยแล้วเขาเลวลงไป ไม่ใช่ยิ่งช่วยแล้วยิ่งเสียหาย จะช่วยผู้ที่ช่วยแล้วเขาจะดีขึ้น เขาจะพัฒนาขึ้น อะไรอย่างนี้เป็นต้น อย่างนั้นน่ะเราจะช่วยกันไปเรื่อยๆ เอาละ เราจะพยายาม พยายามที่จะฝึกปรือ เรียนรู้แล้วก็ทำงาน หรือว่า ทำอะไรที่เป็นกิจกรรม เป็นกรรมนี่แหละ เป็นการกระทำ หรือการงานที่เราจะกระทำไป เพราะฉะนั้นงานนี้ที่มันมีเหตุการณ์อะไรต่อมิอะไรนี่ อาตมา คราวที่แล้วตอนที่มันเกิดถล่มทลาย ทะเลซุงมันมาทลายทางด้านใต้นี่ ไปคราวโน้นนี่ อาตมาไม่มาตอนนั้นก็เพราะว่า พิจารณารอบถ้วนแล้วว่า มาตอนนั้นไม่ได้ เพราะเรายังไม่ถูกจับ ยังไม่ถูกจับ แล้วเราจะมาเสนอตัวนี่ เขาก็หาว่าเรามาวุ่นวายกับเรื่องการเมือง กับเรื่องอะไรต่างๆนานาหลายอย่าง เหตุการณ์ไม่ลงตัว และดูไม่ดี เลย ก็เลยไม่มา ไม่มาทำอะไรเลย ทีนี้มาคราวนี้แล้ว อาตมาเห็นว่า ถูกจับก็ถูกแล้ว อยู่ที่ศาลโน่นแน่ะ เขาหาว่าวุ่นวายกะการเมือง เราก็ประกาศไปแล้ว กระทำแล้วว่าเราไม่ยุ่งการเมือง แยกกันแล้ว ต่างคนก็ต่างทำ ไอ้เรื่องจะช่วยประชาชนนั่น อย่ามาห้ามกันเสียให้ยาก คราวนี้อาตมาพิจารณาแล้ว ว่าเราจะต้องมาทำงาน และก็คิดว่ามันเป็นโอกาสที่เราจะได้มาฝึกปรือกัน เหมือนกัน ออกไปฝึกปรือตัวเรา จะทำงานกะสังคมกะประชาชนมากขึ้นนี่ โดยมีเหตุการณ์นี้เป็นเรื่องให้เราไปทำ เราจะทำได้มากน้อยแค่ใด อาตมาก็ยังไม่เคยทำงานอย่างนี้ ที่ทำมานี่ก็ได้แต่ไปเผยแพร่ธรรมดา แล้วเขาก็ไม่มีความเดือดร้อนอย่างนี้ ไอ้นี่เขามีความเดือดร้อน โดยเฉพาะทางจิตใจนี่วางไม่ลง เสียดายโหยหาอาวรณ์ เมื่อวานนี้ไปที่คีรีวงษ์ คุยกะโยมเขา เขาบอก โอ๋! นี่ปีนึงมาแล้ว ใจมันคิดถึงเมื่อไหร่ มันพานจะร้องไห้ทุกทีเลย แกหมดไป บ้านของแก 2 หลัง รถคันนึงหมดไปในพริบตา หายไปกะน้ำเลย เสร็จแล้วก็ได้คืนมา ทางรัฐบาลให้มา 2 หมื่น 5 บ้านหลังนึง 2 หมื่น 5 บ้าน 2 หลังก็ได้มา 5 หมื่น ผ่อนส่งรถเพิ่งจะหมดไปเดือนเดียว ว่างั้น โอย! รถเอามาซ่อมอีกตั้งแสนกว่านะ แกก็บ่นร่ำรี้พิรี้พิไร ซึ่งพวกเราเองนี่เป็นพวกที่อยากจน ไม่ใช่พวกยากจนนะ เพราะเราเองเรามี แต่เราก็มากระทำตนให้จนลงมา โดยความพยายามพากเพียรตัวเอง ทำให้ตัวเราจนลงมา ไม่สะสมกักตุนเงินทองทรัพย์ศฤงคาร ในฐานะของอนาคามีภูมิ เป็นอนาคาริยะ อนาคาริกะนี่ เป็นคนที่ไม่มีบ้านช่องเรือนชาน ทรัพย์ศฤงคาร มันเป็นได้นี่ เป็นคนชนิดนึง อนาคาริกบุคคล หรืออนาคาริยบุคคลนี่ เป็นคนที่บ้านช่องเรือนชานไม่ติดใจ ไม่ถือว่าเป็นของของตนเลย น้ำจะท่วมพัดหนี ไฟจะไหม้ไป ใครจะอยู่ ใครจะแย่ง ใครจะเอา สมควรจะให้ใคร ให้ได้ ตัวเองจะไม่ห่วงกังวล จะมีที่พัก มีที่อยู่ มีญาติ มีมิตร ทรัพย์ศฤงคารก็ไม่ต้องสะสม เมื่อไม่มีบ้านแล้วคือไม่มีทรัพย์ศฤงคารทั้งนั้น เป็นคนที่ไม่มีทรัพย์สินเงินทองทรัพย์ศฤงคาร เป็นคนอนาคาริกะ เป็นคนที่หมายความว่า มันเหมือนนกน้อยแล้ว ไม่มีรังไม่มีรวง ไม่มีสมบัติทรัพย์สินที่จะเป็นภาระหนัก เบา เป็นคนเบา เป็นคนที่โลกธรรมในด้านลาภ ยศ อะไรต่างๆนานานี่ปลดได้ เป็นผู้ที่มีสังโยชน์ 5 สังโยชน์เบื้องต่ำนี่พ้นไป จึงเหลือแต่สังโยชน์เบื้องสูง ส่วนเศษของกิเลสราคะ เป็นรูปราคะ อรูปราคะ หรือว่ามีมานะ อุจธัจจะ อวิชชา สังโยชน์ 5 เบื้องสูงที่เหลือ อนาคาริกบุคคล หรืออนาคามีภูมิที่แท้จริงลงตัวนี่ ที่จริงนักบวชนี่นะ เป็นผู้ที่ โภคักขันธาปหายะ หมายความว่า ทรัพย์ศฤงคารไม่มีแล้ว ไม่ติดไม่ยึด ญาติปริวัตตังปหายะ ญาติโกโยติกาก็ถือว่า ก็เรามีญาติกว้างแล้วตอนนี้ ญาติแคบๆที่เป็นสายเลือด เป็นอะไรต่ออะไรกันนี่ ปลดปล่อย เป็นอนาคาริยบุคคล หรือเป็นอนาคาริกบุคคลดังที่กล่าวนี่ ฐานจริงอนาคามีภูมิจะเป็นถึงขั้นนั้น นี่เป็นคุณลักษณะของคน ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเราว่า มีฐานะภูมิธรรมมันขึ้นไปได้ แต่พวกเรานี่มันปนๆกันอยู่ ก็ไม่เป็นไร มันยังไม่สมบูรณ์ก็ไม่เป็นไร ปนๆก็ไม่เป็นไร เราก็ทำไปเรื่อยๆ เราก็จะเดินทางไปสู่ความไม่มี ความยากจน นี่พูดโดยภาษาว่ายากจน แต่ที่จริงเราไม่ได้ยากจนหรอก เราไม่ได้จนด้วยยาก เราจนอย่างมีปัญญา เราจนอย่างสบายใจ จนอย่างมีความเข้าใจ ถ้าว่ากันจริงๆ เราก็มีความมุ่งมาดปรารถนา เราก็มีความมุ่งหมายด้วยซ้ำ แต่ว่ามันจะมาทำกันแบบโลกๆง่ายๆ หมากรุกชั้นเดียว จะมาจน มีเท่าไหร่ก็เททิ้งเสียเลย ยังไม่ได้ฝึกวิทยายุทธ์ของเรา ว่าเราจะอยู่ได้ไหม ถ้าไม่มีเงินไม่มีทอง เรามีมิตรสหายที่เข้าใจเราเพียงพอไหม เรามีบุญเก่า ได้ทำดีจนกระทั่งมีมิตรสหายที่เข้าใจ เชื่อมั่นนับถือ จะมีคนที่เลี้ยงดู ช่วยเหลือเกื้อกูลไหม ถ้าเผื่อว่าเราเองเราเจ็บป่วยได้ไข้ แก่เฒ่าลงมา ต่างๆนานาพวกนี้ ซึ่งมันเป็นเรื่องของสังคมมนุษย์ ที่จะพึ่งพาอาศัยกันได้ และจะเป็นไปโดยจริง อยู่ที่ภูมิธรรมส่วนตัวของเราด้วย ถ้าภูมิธรรมส่วนตัวของเราดีเท่าไหร่ๆ มันยิ่งไม่กลัวเลย มันจะไม่กลัวว่าจะไม่มีใครเลี้ยงดู ไม่กลัวว่าเราจะต้องตายอย่างหมาข้างถนน อย่างไม่มีใครดูใครแล มันจะไม่กลัวเลย เพราะเราจะมีความเชื่อมั่นในคุณความดีของเรา ในความขยันหมั่นเพียรของเรา แล้วเราก็จะทำไปเรื่อยๆ เราจะมีความมั่นใจในหมู่มิตรสหาย สังคมสิ่งแวดล้อม มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดีว่า มันพึ่งพาอาศัยกันได้จริงๆ คนกลุ่มนี้ มีสังคมอย่างนี้นะ พวกที่มีภูมิธรรม เป็นพุทธบริษัทอย่างแท้ๆอย่างนี้ด้วยกันแล้วนี่ มันจะเกื้อกูลกัน มันจะไม่ขี้โลภเห็นแก่ตัวจนกระทั่งมันไม่เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน คนทุกข์ คนยาก คนลำบากจะไม่ดูไม่แลกันนั่น ยิ่งไม่เป็นเลย นี่มันยืนยันสัจธรรมนะ เมื่อขึ้นถึงขั้นที่เราปรับปรุง เราพัฒนาจิตวิญญาณของคน ได้ลดโลภ ลดความเห็นแก่ตัว ลดความโกรธความอาฆาตมาดร้ายอะไรออกไป ลดความหลงผิด มีความเข้าใจต่อสัจธรรม และได้ฝึกปรือจิตวิญญาณของเรามาอย่างเจริญ อย่างแท้จริงแล้ว มันจะมีความเป็นจริง อย่างนั้นจริงๆ คนจะเป็นคนจริงๆอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเราไม่จำเป็นที่จะต้องไปแต่งงาน ไม่จำเป็นที่จะต้องไปมีลูกมีเต้าไว้สำหรับเลี้ยงได้เลย ไม่เช่นนั้นมันจะขัดแย้งธรรมะของพระพุทธเจ้าว่า ท่านสอนคน แนะนำมาไม่ให้แต่งงาน ใช่ไหม คนแต่งงานอยู่เราก็ต้องยอมรับว่า เรายังมีกิเลสระดับนั้น ยังศีล 5 ระดับแค่ศีล 5 อะไรอย่างนี้เป็นต้น เป็นฐานบอกความจริงอยู่แล้ว คนไม่แต่งงานได้เลย ลด ยิ่งลดกิเลสจริงๆเลย อยู่อย่างสบาย ไม่ต้องเดือดร้อนในราคะ ไม่ต้องไปวูบวาบอะไร ไม่ต้องไปทุกข์ไปลำบากจริงๆเลยนะ มันจะเป็นจริงของมัน แล้วมันก็จะอยู่ได้ มันจะไม่ค้านแย้งเลยว่า พระพุทธเจ้าท่านสอนธรรมะชั้นสูงขึ้นมาแล้ว ไม่ต้องแต่งงานนี่ ถ้าเผื่อว่าแต่งงาน มันมีความจำเป็นจะต้องอาศัยลูกเต้าเหล่าหลานเป็นคนเลี้ยงดูแล้วละก็ มันก็ไปไม่รอดซิ คนเราก็จะต้องแต่งงานทุกคน ไม่งั้นก็จะต้องไม่มีลูกเต้าเหล่าหลานเลี้ยงแล้ว จะต้องทำยังไงในอนาคต มันต้องแก่หรือมันจะต้องเจ็บต้องป่วยอะไร แล้วใครจะดูแลล่ะ เพราะฉะนั้นธรรมะของพระพุทธเจ้าจึงไม่ขัดแย้งกัน ไม่มีลูกเต้าเหล่าหลาน เราก็มีกลุ่มหมู่มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี มีพุทธบริษัทที่มีจิตวิญญาณไม่โลภ ไม่เห็นแก่ตัว และก็ไม่อาฆาตมาดร้าย เกื้อกูล เอื้อเฟื้อช่วยเหลือเลี้ยงดูกันได้ เลี้ยงดูกันได้จริงๆ พึ่งพาอาศัยกันได้จริงๆ อันนี้เป็นข้อพิสูจน์ แล้วคนนั้นก็จะต้องดีด้วยตัวเองด้วย ขยันหมั่นเพียรดังที่กล่าว แล้วก็จะต้องทำดี เรียกว่าบุญ เป็นบุพเพกตปุญญตา เป็นบุญที่ได้สั่งสมทำมา แม้ในชาตินี้ เอาละ ชาติก่อนๆเราไม่รู้ว่าเราได้เกื้อกูลกันมา เราได้ทำบุญแก่กันและกันมา มีวิบากแก่กัน อุดหนุนกันมาแต่สมัยปางก่อนตั้งเท่าไหร่ๆ เราระลึกไม่ได้ เราไม่รู้ ก็ไม่เป็นไร ระลึกไม่ได้ก็ไม่ต้องระลึก บุญเก่าก็ไม่รู้ บุญใหม่นี่แหละเราจะรู้ได้ เราได้ทำมาจริงๆตั้งแต่ข้อ 1 ที่ว่านี่ ขยันหมั่นเพียร สร้างสรร เกื้อกูลกันมา ช่วยเหลือดูแลกันมา เอื้อเฟื้อกันมา มันจะเป็น มันจะรู้ว่าคนนี้มีนิสัยอย่างไร คนนี้มีคุณธรรมอย่างไร และมันก็จะมีคนที่รับกันได้ รู้กันได้ จะช่วยเหลือกันได้ แม้คนที่เราไม่เคยได้เกื้อกูลกันมาเลย เช่น ขณะนี้เราจะไปทำงานนี่ ที่จะไปช่วยเหลือเฟือฟายคนพวกนี้ ยังไม่รู้จักกันเลย อาตมาโผล่ไปนี่ รู้จักกันที่ไหน แต่เราก็จะมาช่วยกัน พวกคุณอยู่ที่นี่เสียด้วยซ้ำ จะรู้จักกัน หรือแม้แต่อาตมาจะพามาจากที่อื่น จะมาช่วยเหลือกันนี่ เราไม่ได้รู้จักกันหรอก เราก็ช่วยกันได้ ก็คนยังไม่รู้จักกันเลย เห็นตกทุกข์ได้ยากอะไรยังช่วยกันได้ แล้วไอ้คนที่มันเคยช่วยกันมา อยู่ด้วยกันมา เข้าใจกัน รู้จักกัน แม้จะมีสิ่งผิดสิ่งถูก บาดอกบาดใจ หรือว่าทะเลาะเบาะแว้งอะไรกันบ้างก็ตาม เราก็เคยเกื้อกูลกันมา ทำไมมันจะช่วยกันไม่ได้ มันเป็นยังไง ใช่ไหม ทะเลาะกันน่ะ พระพุทธเจ้าท่านให้ทะเลาะกันเหรอ ท่านให้อภัยต่างหาก ท่านให้ปลดปล่อยต่างหาก ไปผูกอาฆาตมาดร้ายกันอยู่ทำไม เพราะฉะนั้นเราจะต้องแก้ไขความจริงพวกนี้ พิสูจน์สัจจะ ธรรมะนี่อธิบายกันมา ไม่ว่าในทฤษฎีของลัทธิไหน ศาสนาไหน ก็ดีๆทั้งนั้นแหละ แต่คนมันไม่ฝึกฝน คนมันไม่อบรมตน มันไม่ทำ มันไม่ทำมันก็ไม่ถึง มันไม่ทำก็ไม่ได้ตรงตามทฤษฎีที่พระศาสดาสอนไว้ เราเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า ศาสดาสอนไว้อย่างสวยอย่างงามเลย ให้คนปฏิบัติประพฤติ เพราะฉะนั้นเราจะต้องปฏิบัติ ประพฤติให้ได้ ทำดีนั้นให้ได้ ให้ตรง ให้ถูกต้อง ให้เป็นไปได้ อาตมาถึงยืนยันว่า สัจธรรมนั้นน่ะ สัจธรรมในส่วนที่ดีนะ โดยเฉพาะสัจธรรมนี่ เราไม่ได้หมายไปให้ส่วนที่เลวเสียทีเดียว โดยความเข้าใจ สามัญสำนึกของคนบอกว่า สัจธรรมต้องหมายไปในทางดี ถ้าสิ่งที่ไม่ดีเราเรียกว่าอสัจธรรม เรียกว่าธรรมะที่เป็นจริงเหมือนกันแหละ แต่มันไม่ดี มีในโลกเหมือนกัน มันเป็นสมมุติธรรมส่วนชั่วส่วนเลว แต่โดยความเข้าใจ โดยละไว้ในฐานที่เข้าใจนะ ถ้าเราเรียกว่าสัจธรรม มันจะหมายไปในทิศทางที่ดี เพราะฉะนั้นเรารู้ว่าอันนี้ดี เป็นบุญเป็นกุศลคืออะไร เราจะทำอันนี้ให้ตรงให้ถูกต้อง ให้แม่น ไม่ให้เพี้ยน ไม่ให้เบี่ยง ไม่ให้เบลอ ให้มันคม ให้มันชัดตรง แล้วเป็นไปได้ สัจธรรมต้องมีเงื่อนไขนึง ยืนยันว่าต้องเป็นไปได้ อะไรก็แล้วแต่ มาอธิบายด้วยเหตุด้วยผล ด้วยโน่นด้วยนี่ แต่เป็นไปไม่ได้ ยังไม่เรียกมันว่าสัจธรรม ให้มันดีเลิศลอยขนาดไหน บอกเหตุบอกผล บอกลักษณะคุยโวขนาดไหน เอาอะไรมาอธิบายว่ายอดเยี่ยมอย่างไรก็ตามใจ แต่ถ้าเป็นไม่ได้แล้ว ไม่เรียกสัจธรรมแล้ว เรียกความฟุ้งซ่าน เรียกมันพวกนักคิดนักฝัน เยอะ เดี๋ยวนี้มีนักคิดนักฝันมากมาย แต่ไม่ทำ หรือทำไม่ได้ แล้วเอามาหลอกมาล่อขายกินด้วยนะ เป็นทฤษฎี เป็นหลักการ เป็นโน่นเป็นนี่ เอามาล่อมาหลอก เยอะ อย่างนี้เราไม่เอานะ อย่างนี้เราไม่เอา เราจะ ต้องพยายามทำความจริงให้ได้ ขณะนี้พวกเรานี่ทำความจริงมาได้ไม่น้อย ตั้งแต่ต้นๆ 1. สังวรศีล 2.สำรวมอินทรีย์ 3. โภชเนมัตตัญญุตา 4. ชาคริยานุโยคะ หรือจะเอา อปัณณกธรรม 3 นะ มีสำรวมอินทรีย์ ตามศีลแต่ละบุคคล แต่ละฐานะนี่ สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา มาประมาณเครื่องกินเครื่องใช้ เครื่องอุปโภคบริโภค ลดละ มักน้อย อย่างที่อธิบายตอนต้น และเราก็เป็นผู้ตื่น ผู้ตื่นนี่ไม่ได้หมายความตื้นๆแต่แค่ไม่หลับอย่างเดียว ตื่นหมายความว่า เราเป็นผู้ที่แววไว เป็นผู้ที่รู้เท่าทันโลก เป็นผู้ตื่น ไม่ใช่ผู้งมงาย ตื่นนี่มันตรงข้ามกับงมงาย ไม่ใช่ผู้งมงาย ไม่ใช่ผู้ที่เซื่องๆเซ่อๆ แต่เป็นผู้ที่ทันโลก ทันการ แววไว เขามีอะไรๆนี่ เข้าใจเหลี่ยมโลกต่างๆ และเราก็เป็นผู้รู้เท่าทันโลก และผู้อยู่เหนือได้ด้วย มีความชนะ มีกำลังใจแข็งแรง มีการไม่พ่ายแพ้ต่ออำนาจโลกียะ ในส่วนที่จะมามอมเมา มาดึงดูดเราให้ตกไปเป็นทาส ตกไปเป็นผู้ที่จะต้องอยู่ใต้อาณัติอำนาจของมัน เราจะต้องเป็นผู้ที่ตื่น แล้วเป็นผู้แข็งแรง พ้น หลุดพ้นอำนาจโลก โลกนี่มันสร้างอะไรมาหลอกเราอยู่ตลอดเวลา นี่หมายความว่าเป็นผู้ตื่น ชาคริยานุโยคะ โดยเฉพาะเครื่องอุปโภค บริโภคที่เราเคยเป็นทาสมามากมาย แม้มันเป็นเรื่องอบายมุข เป็นเรื่องต่ำแท้ๆ เรายังเคยไปเป็นทาสมันได้ เห็นไหม เราจะต้องไปเสพ ไปบริโภค แม้จะเป็นเครื่องใช้ เครื่องกิน เครื่องอาศัยอะไร แต่ก่อนนี้เราไม่ได้ศึกษา ก็ไปเป็นทาสมัน พอเราหลุดพ้นออกมา นี้แหละคือความหลุดพ้น ไม่ต้องอยาก และไม่ต้องบำเรอ เรียกว่าวัฏสงสาร เป็นสุขเป็นทุกข์ หรือเป็นสวรรค์เป็นนรก อยากมันก็เป็นนรก พอได้บำเรอมันก็ขึ้นสวรรค์หอฮ่อ เดี๋ยวอยากใหม่อีก วนเวียนอยู่อย่างงั้นแหละ ไม่รู้แล้ว นี่เราเลิกเลย ไม่ต้องอยากอีก แล้วก็ไม่ต้องบำเรออีก นี่แหละเรียกว่าหลุดพ้น เรียกว่านิพพาน เรียกว่าหลุดพ้นจากสังสารวัฏ จากกัน อยากแล้วก็เสพ แล้วก็อยากแล้วก็เสพ ลงนรกก็อยาก ได้เสพก็ขึ้นสวรรค์ ไม่ได้ขึ้นสวรรค์ก็ต๊ะๆเอาไว้ก่อนนะ สะสมไว้ ทีนี้ได้โอกาสขม้ำเลย กินแหลก เสพแหลกเลย มันเป็นอย่างงั้น จิตวิญญาณที่ไม่ได้ศึกษามันเป็นอย่างงั้น แต่เราได้ศึกษาแล้วนี่ เราลดมาได้ ลดมาได้เราถึงเห็นว่าเราเองเป็นคนมีคุณค่าขึ้นมา เป็นคนพ้นจากการเป็นทาส ทาสโลกียะ ทาสโลก โลกธรรมดาของเขาเป็นอย่างงั้น โลกพระพุทธเจ้าท่านค้นพบเป็นโลกใหม่ เป็นโลกุตระ เป็นโลกที่อยู่เหนือโลกๆเขา ไม่ต้องมีสุข ไม่ต้องไปเสพสุขแบบบำเรอ แต่กิเลสสงบ ถึงเรียกว่าวูปสโมสุข ไม่ใช่โลกียสุข ไม่ใช่กามสุข ไม่ต้องบำเรอ สุขอย่างสงบ สงบไม่ใช่ไปนั่งสงบ ไม่ใช่ไปหลับตา ไม่ใช่ไปสะกดจิตไว้ด้วย สงบเพราะจิตมันหมดกิเลสนั้น เห็นมันอยู่ทนโท่ เรียกว่าเหนือมัน มันจะปลุกเร้า มันจะยั่วยวนยังไงก็ไม่เกิดกิเลส กิเลสตายแหงแก๋ ตายไม่ฟื้น ไม่หวั่นไหว ไม่สะดุ้งสะเทือน สงบราบ ส่วนอะไรที่กิเลสมันเหลือเชื้อน้อย มันอ่อน มันก็จะรู้เหมือนกันว่า เออ! มันอ่อน มันไม่ต้องไป ใครจะยั่วยุก็เกิดอ่อนๆ แต่มันไม่มีอำนาจแรงพอที่จะให้เราไปละเมิดทางกายวาจาออกไปหยาบๆข้างนอกแล้ว อย่างนี้เรียกว่า รูปราคะ อรูปราคะ ในจิตใจเรา จิตใจเรายังมีพลิ้วๆ ยังมีอ่อนๆ แต่เราแน่ใจแล้ว เราระงับได้ ละอายด้วย ถ้าขืนไปหยาบออกไปทางกาย ทางวาจานี่ แหม! เราเองเราแย่แล้ว เป็นคนที่ต้องละเมิดออกไปทางกาย ทางวาจา มันหยาบ อาย มีหิริจริงๆ มีโอตตัปปะจริงๆ เกรงกลัวต่อบาปภัยอย่างนั้น หรือว่าสิ่งที่ไม่ควรจะเป็น มันหยาบ มันต่ำ มันเรื่องของคนในอีกโลกหนึ่ง โลกต่ำๆ เราหลุดพ้นมาได้นี่ มันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ เราจะมีความรู้ เมื่อคนหลุดอย่างนี้มาได้ จึงมีเวลาเหลือ แรงงานเหลือ ทุนรอนก็ไม่ต้องสะสม ทุนรอนก็เหลือ เพราะเรากินเราใช้ เราบริโภคน้อยลง นี่เรามาบริโภคน้อยลงนี่แหละ แต่ไม่ได้หมายความว่าสุขภาพร่างกายทรมาน สุขภาพร่างกายยิ่งแข็งแรงนะ สุขภาพร่างกายยิ่งแข็งแรง เสร็จแล้วเราก็ชนะ ที่เขาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เขาแก้ไม่ตก แต่เราแก้ตก นี่แหละคือการชนะ อยู่ในสังคมเดียวกัน เศรษฐกิจราคาเดียวกัน ข้าวถังหนึ่งเท่ากัน ถ้าเราจะซื้อก็ซื้อมากินเท่ากัน นี่ราคาเท่ากันนี่ แต่เราอยู่ได้ แต่ก่อนนี้ไม่พอกินไม่พอใช้ ซื้อข้าวของในตลาด สังคมมันราคาอัตราเดียวกันนี่แหละ แต่เราไม่พอกินพอใช้ เพราะเราโง่ ไปให้สังคมมันหลอก เอาไปรั่วไปซึม เอาไปเสียไปหายอะไรต่างๆนานาสารพัดสารเพ ใช่ไหม และเราก็เป็นคนอยู่อย่างโลกๆ ชาวโลกเขามอมเมาอะไรไป มันก็มีซับซ้อนเยอะ อาตมาอธิบายจนกระทั่งป่านนี้ก็ยังไม่ละเอียดลออพอเลย สรุปนะ สรุปแล้วเราเองเราได้ปฏิบัติตนพิสูจน์มา จนถึงวันนี้พวกเราจะได้เชื่อมั่นว่า เรานี่อยู่ในโลกนี้อย่างมีคุณค่า อย่างได้เสียสละ ไม่ใช่ไปกอบโกย ไม่ใช่ไปเอาเปรียบเขา เรามีบุญจริงๆ แล้วเราก็เข้าใจกรรมที่อาตมาก็เทศน์มานักหนาแล้วว่า กรรมเท่านั้นที่จะติดตนไป ไม่ใ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน