361025 ตอบให้เห็นชาติหน้า โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2532
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์387 KB
วันที่แก้ไข24 กรกฎาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

361025 ตอบให้เห็นชาติหน้า โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก

ตอบให้เห็นชาติหน้า โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2536 ณ พุทธสถานปฐมอโศก

ผู้ถาม : อยากจะเสนอความเห็นนิดหน่อยว่า เกี่ยวกับการจะแก้ปัญหาสังคมนี่ ผมว่า พ่อท่านน่าจะเทศน์ให้เขามองเห็นถึงวัฏจักรของการมีชีวิตอยู่ มันชดเชย คือมันไม่มีอะไรที่จะเป็นผู้ได้ เมื่อเราได้ช่วงนี้ เราก็ต้องไปชดเชยใช้คืนในช่วงอื่น คือมันจะหมุนเวียนอยู่ตลอดไป ผมว่าพ่อท่านน่าจะเทศน์เน้นช่วงนี้ให้มากๆ พ่อท่าน : ก็เทศน์ อาตมาก็เทศน์เรื่องเกี่ยวกับวิบาก หรือเรื่องเกี่ยวกับผลที่มัน จะต้องเป็นผลเป็นกรรมของตนเอง เป็นวิบากของตนเอง เป็นทายาทของกรรม ของตนเองนี่ ก็เทศน์ เทศน์หมุนเวียน จะบอกว่าชดเชย มันก็ไปชดเชยบาปหรือ บุญ ก็ไปชดเชยของๆตนนั่นแหละ จนกว่าเราจะปรินิพพาน และมันก็เป็นเครื่อง อาศัยไง กัมมปฏิสรโณ เพราะฉะนั้นคุณจะอาศัยผลบาปอยู่หรือ ไม่ว่าชาติใด สะสมบาปเป็นทุน บาปก็ยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ โอ๊ ขนาดนี้มันก็ทุกข์แสนทุกข์แล้วนะ บุญมั่งบาปมั่ง ก็ขนาดนี้ล่ะนะ คนข้างนอกอย่าไปพูดถึงเขาดีกว่า เพราะว่าคนข้างนอกน่ะแม้แต่บาปบุญเขาก็ไม่เชื่อหรอกเดี๋ยวนี้ คนข้างนอกอย่าไปพูดดีกว่า เอาคนข้างในนี่ให้แน่นๆหนาๆมั่นคงๆเหอะน่า เอาให้จริงเถอะ นี่บอกว่าบาปนิดหน่อยไม่เป็นไร อย่างนี้สิมันจะไปถึงไหนกันล่ะ (หัวเราะ) เอาข้างในนี่เคี่ยวกัน พยายามชี้ พยายามยืนหยัดยืนยันหลักฐานเหตุผล อะไรก็แล้วแต่ ที่อาตมาสามารถจะชี้สัจจะให้พวกเราได้ซับซาบประทับใจ เห็นแจ้งเห็นจริง และก็ด้วยศรัทธาเชื่อฟัง จนกระทั่งเอาไปพากเพียรเห็นเองแล้วจนเชื่อมั่น ก็พยายามอย่างนี้เรื่อยอยู่นั่นแหละ จะว่าอาตมาไม่พูด อาตมาก็พูด อาตมาอาจจะพูดไม่เก่งกว่านี้ มันได้เท่านี้ คุณอยาก

อ่านต่อ

ให้อาตมาพูดมากกว่านี้ พูดเก่งกว่านี้ พูดให้รู้ชัดยิ่งกว่านี้ ก็พยายาม ผู้ถาม : พูดน้อยไปหน่อยครับ พ่อท่าน : น้อยไปหน่อยหรือ แหม อาตมาว่าอาตมาก็ไม่น้อย นี่เสียงจะไม่มีแล้วเดี๋ยวนี้ หมอก็พยายามโด๊ปอาตมาอยู่นี่ จะให้เสียงดีๆ ขนาดนั้นยังพยายามห้ามเลยว่า ลดๆเทศน์ลงมามั่ง อาตมาก็ แหม มันจะลดยังไง ที่จริงมันก็ ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรง ก็พยายามเทศน์อยู่จริงๆนะ มัน มันรู้สึกว่าเวลามันก็ แหม อาตมาก็แก่วันแก่คืนลงไปทุกทีๆ และก็ยังเห็นอยู่ว่า มันน่าจะต้องบอก น่าจะต้องอธิบาย เห็นอะไรก็น่าอธิบาย ถ้าอาตมาไปอ่านพระไตรปิฎกนี่นะ อาตมาจะไม่ไหวเลยนะ ตรงไหนๆ มันน่าเอามาอธิบายให้พวกเราฟังทั้งนั้นเลยนะ ในพระไตรปิฎกนี่ เพราะ อาตมาไม่อยากจะอ่านพระไตรปิฎกอยู่เดี๋ยวนี้ พออ่านแล้วมัน แหม ตรงไหนมันก็น่าเอามาอธิบาย ตรงไหนมันก็น่าเอามาอธิบาย เพราะมันน่าจะ และมันเห็นนะ อาตมาเห็นว่าพระไตรปิฎกไม่ได้เข้าใจง่ายๆ แต่อาตมาว่าอาตมาอ่านแล้วนี่นะอ่านพระไตรปิฎกแล้วเห็น โอ้โฮ มันลึกซึ้งและมันดี ก็อยากให้พวกเรานี่ได้รู้ล่ะนะ แต่ว่ามันก็ไม่มีเวลา และไม่มีแรงอะไรมากมายกว่านี้ ขนาดมีคนค่อยๆรู้ ค่อยๆเห็น อาศัยคนอื่นเห็นเท่านั้นน่ะ คนอื่นพอรับได้ เป็นเครื่องคัดชั้นหนึ่งเหมือนกัน ถ้า อาตมาอ่านเองนี่ อาตมาจะประมาณผิดไปบ้าง เพราะอาตมาอ่านอันไหนก็ซาบซึ้งอันไหนก็น่าอธิบาย แต่พวกคุณไหวไหม ไม่รู้ แต่คุณอ่านอันไหนซาบซึ้งหรืออันไหนดี เอามาก่อน อันนั้นก็พื้นฐานภูมิฐานของพวกคุณรับอันนี้ อันนี้อธิบายไปก่อน มันก็จะค่อยยังชั่ว ถ้าอาตมาไปอ่านเองแล้ว พวกคุณจะรู้หรือไม่รู้ อาตมารู้ใช่ไหม บางอันพวกคุณ ไม่เข้าท่าเลย ฟังไม่รู้เรื่องเลย มันก็จะไปกันใหญ่ เพราะฉะนั้นเอาอันนั้นมาก่อน ค่อยๆเอามา อาตมาก็เลยอาศัยใครจะเอามาตาม เออ มันจะมา ใครจะเอามา ใครจะมีมา อาตมาจะได้ไป ได้มาตามโอกาสกาละจริงๆ แล้วจะมาตั้งหน้าตั้งตาหยิบพระไตรปิฎกมาอ่านแบบเล่มที่ 1 เล่มที่ 2 เล่มที่ 3 ไล่ไปอย่างนี้ ยังไม่เอา ถ้าขืนเอาละมัน เล่มเดียวก็ไม่ไหวแล้ว มันก็เยอะ ถ้า 2 เล่ม 3 เล่ม มันก็เยอะ เยอะจริงๆ ไอ้ที่ดีๆน่ะ ในพระไตรปิฎกนี่มากมาย ผู้ถาม : พระพุทธเจ้านอนหลับน่ะ บอกว่าสอนเทวดา พระพุทธเจ้าสอนเทวดา คือพระพุทธเจ้าสอนจิตตัวเองใช่ไหม พ่อท่าน : ใช่ ผู้ถาม : ที่จริง เออ สกิทาคามีก็น่าจะทำเป็นใช่ไหม พ่อท่าน : เป็น โสดาก็ทำได้ โสดา สกิทา อนาคา ถ้าเข้าใจแล้วก็สอนเทวดาก็คือ เทวดานี่หมายความว่าจิตเจริญ จิตที่ดี ผู้ถาม : นอนก็สอนตัวเอง พ่อท่าน : เออ ชำนาญมันก็พัฒนาอะไรขึ้นมา จิตมันพัฒนาอยู่เรื่อยๆ ผู้ถาม : และพ่อท่าน ที่ภาษาอรหันต์ กับอรหัตผล อรหัตผลเล็กกว่าอรหันต์ ใช่ไหม พ่อท่าน : ไม่ใช่ อันเดียวกัน อรหัตผลนี่ เรียกจิต หรือเรียกผล ที่มันเป็นผลสำ เร็จของจิต ที่มันเกิดอย่างนั้น อรหันต์เป็นคำรวม เรียกรวมเลย ผู้ถาม : แปลว่าอรหันต์ใหญ่กว่าใช่ไหม เรียกรวมหมดใช่ไหม พ่อท่าน : (หัวเราะ) เรียกใหญ่หรือเรียกเล็ก ก็เรียกสภาวะต่างกันเท่านั้นเอง ที่จริงมันก็คล้ายกัน อรหันต์ก็คือผู้ที่มีอรหัตผล ถ้าอรหันต์แล้วเรียกภาษาแทนอรหัตผลก็ได้ อย่างอาตมาเคยเรียก อรหันต์ในโสดาอย่างนี้เป็นต้น แต่ที่จริงพระโสดายังไม่เป็นอรหันต์หรอก แต่มีอรหัตผล ผู้ถาม : สั่งสมอรหัตผล พ่อท่าน : เออ สั่งสมอรหัตผล อรหัตผลก็คือจิตตัวจบของแต่ละเรื่องๆไป ผู้ถาม : อรหันต์ รวมเหมือนกันใช่ไหมคะ พ่อท่าน : อรหันต์นี่ ที่จริงเขาก็รวมสุดเลย พระอรหันต์คือผู้บรรลุโสดา สกิทา อนาคา และก็เป็นพระอรหันต์อันสุดท้าย ผู้ถาม : เพราะเวลาพูดอรหันต์รู้สึกมันยิ่งใหญ่ พ่อท่าน : เอ้อ ใหญ่ ทีนี้เผื่อว่าเราจะมาเอาใช้ความหมายใหญ่ๆ อาตมาถึงเอาความหมายใหญ่ๆมาเรียกพระโสดาไง อรหันต์ในโสดา หมายความว่า จบของคุณภาพ คุณธรรม ค่าของโสดานี่จบได้อย่างเด็ดขาดแล้วก็เป็นของโสดา สกิทาก็เหมือนกัน อนาคาก็เหมือนกัน เอาคำว่าอรหันต์มาใช้เท่านั้นเอง ที่จริงก็คืออรหัตผลแต่ละขนาดๆ ไปเรื่อยๆ ผู้ถาม : คือผมได้ฟังพ่อท่านพูดถึงความยุติธรรม พ่อท่าน : ยุ ติธรรมกับสุจริต ผู้ถาม : ความยุติธรรมนี่ มันอยู่ที่ อยู่ที่ผู้พิพากษาที่จะตัดสินลงไป พ่อท่าน : อันนั้นเป็นการตั้งกัน ยอมรับกัน โดยทั่วโลกเขาก็ยอมรับว่า ผู้พิพาก ษานี้มีอำนาจตุลาการ มีอำนาจหนึ่งของสังคม เพื่อส่วนรวมของประเทศ เมื่ออำนาจสังคมยกให้ ตั้งให้ว่าอำนาจของตุลาการ ของผู้พิพากษา ของอำนาจตุลาการยิ่งใหญ่ที่สุด ถ้าอำนาจตุลาการบอกชี้ว่าอันไหนถูก อันไหนผิด ก็จะต้อง ยอมรับอันนั้นแล้วก็จบ แล้วก็ยุติ ผู้ถาม : และก็ยุติ ยุติธรรมของโลกๆ พ่อท่าน : ยุติ จะตัดสินยังไง ก็เรายกให้ เพราะเรายกให้แล้วว่าอันนี้เป็นอำนาจ สูงสุดของการตัดสิน ตุลาการ ผู้ถาม : ตอนนี้มีคนหนึ่งที่เรียกร้อง ยุติธรรมในโลกในสังคม เขาเรียกร้องอย่างนี้ คือคนหนึ่งนั้นเกิดมาเป็นลูกของตำรวจ แต่แกเกิดมานี่แก รูปร่างขี้เหร่มาก และก็หน้าตาน่ารังเกียจ สังคมเขาก็รังเกียจ พ่อท่าน : ถ้าขี้เหร่ ก็ต้องน่ารังเกียจ ผู้ถาม : แต่พฤติกรรมแกดี แกเป็นลูกที่ช่วยเหลือเกื้อกูลในครอบครัว รักน้อง รักพี่ รักอะไร มีเมตตาเกื้อกูลดี ขยันทำงานด้วย ช่วยพ่อทุกอย่าง แต่พ่อก็รัง เกียจแล้วทุกคนก็ไม่รัก คือมันเสียศักดิ์ศรีของผู้เป็นตำรวจ ทีนี้ฝ่ายพ่อวางแผนที่จะเอาลูกคนนี้นี่ไปขังคุกให้ตลอดชีวิต จะได้ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกับครอบครัว พ่อท่าน : โอ้โอ นิทานเรื่องนี้นี่ดุ ผู้ถาม : อันนี้เขาบอกว่าเป็นเรื่องจริง เป็นเรื่องจริงนะ แกชื่อนายเปล่ง แต่พ่อของแกนี่ชื่อพู แล้วทีนี้ ทีนี้มีโอกาสหนึ่งเขาวางแผนกัน นายเปล่งนี่ถูกจับข้อหา ถูกข้อหา กล่าวหาว่าพยายามฆ่าพ่อ พยายามฆ่าพ่อ แล้วเขาก็วิเคราะห์กันออกมาแล้ว ผิดกฎหมาย ถึงจะต้องติดคุกตลอดชีวิต พ่อเขาก็ภูมิใจว่าได้ทำ สำเร็จแล้วๆ พ่อท่าน : สำเร็จแล้ว ผลสำเร็จ ผู้ถาม : แต่ผู้หญิงคนหนึ่งรู้เรื่องนี้ นาย นายเปล่งนี้แกร้องไห้จนช้ำอกช้ำใจว่า ทำไมเกิดมาโลกนี้ ทำไมไม่มียุติธรรมกับเขาเลย เขาก็ได้ไปเข้าคุกตลอดชีวิต เขาถูกขัง ถูกอะไร แล้วทีนี้ผู้หญิงคนนี้ทราบเรื่องนี้ดีแล้ว ความยุติธรรมในสังคม ในโลกนี้มันจะหาที่ไหน พ่อแท้ๆ ยังทำลูกลง ทั้งๆที่ลูกก็พยายามทำดีทุกอย่าง เสียอยู่รูปร่างไม่หล่อ มันเหมือนผี มันน่ารังเกียจ จะพาเข้าไปสู่สังคมชั้นอะไรทำนองนี้ แค่นี้เอง และเกลียดชังลูก เท่านั้นเอง พ่อท่าน : อะไรเป็นคำถามล่ะทีนี้ ผู้ถาม : คำถามว่า 1. โลกเขามียุติธรรมแค่ศาลตัดสินเท่านั้น ทั้งที่มันไม่ถูกต้อง แล้วทีนี้ 2. คนนี้พยายามทำดี พยายามทำกรรมดีต่อพ่อแม่ ต่อครอบครัว ผล กรรมดีนั้นทำไมต้องรับสนองแบบนั้น พ่อท่าน : นี่คำถามใช่ไหม ผู้ถาม : มีคำถามจุดนี้ พ่อท่าน : คำตอบก็คือมันเป็นความพยายามของพ่อ และก็มีความสามารถของพ่อ ทำให้ลูกนี่ ขจัดลูกได้สำเร็จ ทีนี้ความจริงที่สุจริต ความจริงของสุจริตมันมีไหม ถ้าเผื่อว่าลูกไม่ได้ทำจริง พ่อนี่ทำทุจริตมันก็เป็นการก่อเวรของพ่อเท่านั้น การก่อเวรนี้ ก่อบาปนี้ ก่อได้ มันก็เป็นการทำบาปของพ่อ เป็นการไม่สุจริต แต่ถ้าเผื่อว่าศาลตัดสินอย่างที่คุณสมมุติ ศาลตัดสินว่าลูกนี้ติดคุกไป ก็เป็นความยุติ บอกแล้วศาลเป็นสิ่งที่ตั้งให้แก่โลกนี้ ตั้งให้แก่ศาลยุติธรรม เรียกว่าเป็นศาลที่จะต้องตัดสินอะไรก็ต้องยุติ ยุติอยู่ที่ศาล สูงสุดก็ฎีกา ศาลฎีกาสูงสุดยุติอยู่ที่นั่น จบฎีกาจะไปอีก มีอนุโลมอีกก็ ถ้าเผื่อว่าเมืองไหนที่มีในหลวงก็ ก็ถวายฎีกาอีกทีหนึ่งเท่านั้นเองเป็นสุดที่หย่อน ที่เรียกว่าอนุโลมให้สุดๆยอด มันมีอยู่เท่านั้นก็เท่านั้นแหละ ของชาติของสังคมไหนก็แล้วแต่ที่มี เพราะฉะนั้นถ้าจะบอกว่ายุติธรรมก็แค่ศาลตัดสิน แต่สุจริต ทุจริต มันมีอีก ก็บอกแล้วว่าความจริงมันอยู่ที่สุจริต หรือทุจริตของพ่อ และความพยายามของทุจริตมันก็เกิดผลได้ ก็ทุจริตมันก็เป็นบาปของเขาแล้ว จะให้ทำยังไงล่ะ พ่อก็สร้างบาป แต่ถ้าไม่ทุจริต พ่อไม่ได้สร้างบาป ลูกเป็นจริง และก็สมควรที่จะตัดสิน ก็ถูกต้องตามควร ก็เป็นไป ผู้ถาม : แต่คนอื่นเขาเห็นว่าลูกเขาเป็นคนดี และเรื่องนั้นมันไม่ใช่เรื่องจริง พ่อท่าน : เป็นดีได้ในส่วนดีอื่น เราต้องพูดในเรื่องของสัจจะซิ ส่วนที่ไปวาง แผนฆ่าพ่อจริงๆ ด้วยความพยายาม และก็มีโทษถึงขนาดต้องติดคุกนี่ จริงๆนี่ มันจริงหรือเปล่าล่ะ มันก็ต้องอยู่ที่สัจจะ ถ้าจริง ลูกก็ต้องบาปต้องเข้าคุก ต้องบาปของเขา ทุจริตของเขา เขาก็ต้องเข้าคุกก็ถูกแล้วนี่ ผู้ถาม : ความจริงของลูก ไม่ได้ทำ ไม่ได้รู้เรื่องเลย พ่อท่าน : เอ้า ลูกไม่รู้เรื่องเลย ก็เป็นบาปของพ่อซิ พ่อทุจริต ก็บอกแล้วไง ก็บาปมันก็คือบาป บาปก็รู้ไหมว่า กัมมัสสโกมหิ กัมมทายาโท กรรมของใคร ก็ ของมัน เอายางลบ ลบไม่ได้ เอาไปแบ่งให้คนอื่นก็ไม่ได้ ผู้ถาม : แต่คนเขาคิดอย่างนี้ คนเขาคิดว่านายเปล่งมันทำดีนี่ เป็นกรรมดีแล้ว พ่อท่าน : กรรมดีก็คือ มีกรรมอันใดก็กรรมอันนั้น ผู้ถาม : มันไม่น่าจะติดคุก พ่อท่าน : ไม่จริงหรอก จะเอามารวมกันได้อย่างไร ผู้ถาม : ทำไมถึงรับโทษทัณฑ์อย่างนั้น พ่อท่าน : ไม่ ดีนั้น ถ้านายที่ว่านี่ทำดี เขาก็ได้กรรมดีอันนั้นเป็นสมบัติของเขา แล้ว ติดคุกก็ติดไป เอ้อ ติดคุกก็ติดไป เขาก็ไม่ได้หมายว่าติดคุกนี่จะไปได้บาป การติดคุกไม่ได้หมายความว่าจะได้บาป การติดคุกก็หมายความว่าวิบากอันหนึ่ง ผลของกรรมชั่วก็ได้ๆ สมมุติอันนี้ ไม่ต้องไปคิดอื่น มันก็เป็นกรรมชั่วของพ่อ บอกว่ากรรมชั่วมันก็มีฤทธิ์ได้ กรรมชั่วของพ่อ ส่วนบาปมันก็เป็นบาป บาปใครรับล่ะ พ่อเขาเป็นคนรับ ส่วนลูกเขาไม่ต้องไปรับบาปอะไรนี่ ไม่ได้มีบาปอะไรนี่ ติดคุกก็ติดไป ทีนี้จะไปอ่านอีกทีหนึ่ง อ่านโดยสามัญตื้นๆอะไร คนที่ไปติดคุกมันเป็นบาปของเขา เป็นได้เหมือนกัน อันนี้ไม่ต้องพูดหรอก อจินไตย อาจจะเป็นกระแสของบาปภัย ตั้งแต่ปางโน้น ตั้งแต่ไหนก็แล้วแต่ที่อจินไตย เราอ่านไม่ออกเลย ว่ามันจะเหลือเศษอะไรมาทำให้ผู้ชายคนนี้ต้องไปติดคุก ตอบไม่ได้หรอกอันนี้ แม้แต่หน้าตาน่าเกลียด มันก็มีวิบากไม่ค่อยดีอยู่แล้ว ตัวแกเองหน้าตาไม่ค่อยดี มันก็เป็นวิบากอยู่บ้างแล้ว เพราะฉะนั้นมันจะมีวิบากเข้าไปติดคุก มันจะต้อง และมันคงจะต้องมีวิบากก็คงไม่น้อยน่ะ วิบากไม่ดีน่ะ แกคงมีบาปอยู่เยอะเหมือนกัน อย่างนี้แหละนะ แต่การที่พยายามทำดีนี่แหละ ดีแล้วอันนี้ อันนี้น่ะดีแล้ว ทำไปเถอะไอ้ดีนี่ ยังไงก็วางใจว่าจะเป็นงั้น ก็ทำไงได้ละ เราก็อยู่กับสังคม มันก็ต้องมีเหตุปัจจัย มันก็ต้องไปตามแรงของสังคม ที่มีเหตุปัจจัย ผู้ถาม : การติดคุกไม่ได้หมายความว่า ต้องเป็นคนบาปเสมอไป การติดคุกนี่ถ้าเรามองอีกแง่หนึ่งคือการใช้หนี้ พ่อท่าน : ใช่ เป็นการใช้หนี้ก็ได้ มองในแง่เป็นการใช้หนี้ก็ได้ ใช้หนี้ของวิบาก ผู้ถาม : เพราะว่า ผมถือว่า มันเหมือนกับคนทำดีที่ยังไม่ได้รับความดีเหมือนว่ายังไม่พอ พ่อท่าน : ไม่พอ มันก็ยังมีวิบากอันนั้นมาให้ต้องอาศัย ผู้ถาม : คนที่ติดคุกเป็นผลของกรรมชั่ว ซึ่งมองในแง่มุมเดียว แต่ถ้ามองอีก มุมหนึ่ง คนๆนี้นี่ ทำกรรมมาเยอะนี่นะ ก็เป็นการเหมือนกับจ่ายหนี้ ผมคิดว่าการ ติดคุกก็คือการจ่ายหนี้ดีๆนี่เอง ถ้ามองในแง่นี้นี่ อยู่ที่ว่าตัวเขาจะยอมรับอันนี้ไหม ถ้าไม่ยอมรับ มันก็ติด ติดไปอีก คือทุกข์กายนี่ ยังไม่พอ ก็เป็นทุกข์ใจนะครับ พ่อท่าน : เพราะฉะนั้นก็ยอมรับอันนี้เสียก็แล้วกัน เราก็ต้องแก้ไขด้วยความ ฉลาดของเราแหละ คนเรานะ และก็พยายามแก้ไข แต่แก้ไขแล้วมันก็ไม่ตก มัน ได้แค่นี้ก็ต้องจบ ก็จะต้องรู้จักยุติ จบก็จบ ก็พอ เอ้า เอาละ แค่นี้เราก็ยอมรับไป และเราก็ทำดีอื่นไป ผู้ถาม : ครับ ทีนี้ก็อยากจะทราบว่า สัมภารวิบากของพระโพธิสัตว์เป็นอย่างไร ครับ พระโพธิสัตว์นี่ก็มีวิบากเหมือนกันใช่ไหมครับ พ่อท่าน : โอ้ย พระพุทธเจ้ายังเหลือวิบากอยู่เลย ทำไมจะไม่มีวิบากบาป วิบาก บุญ ก็มีอยู่ทั้งนั้นแหละ ผู้ถาม : แต่พระโพธิสัตว์ไม่เคยทำชั่ว แต่ก็มีวิบาก พ่อท่าน : ก็โพธิสัตว์ ก็ที่ยังไม่มี ยังไม่ดี ก็อาจจะผิดพลาดมั่ง ก็มีบาปบ้างได้ เหมือนกัน พระโพธิสัตว์ก็ยังไม่ใช่ และที่ว่าพระพุทธเจ้าเท่านั้นแหละที่ไม่ทำบาป อย่างสนิทสุด พระอรหันต์ไม่ทำบาปก็จริงอยู่ คำว่าพระอรหันต์ไม่ทำบาป แต่ตัวผิดตัวพลาดตรงนี้ พระโพธิสัตว์ก็คือผู้ที่ฉลาด แต่ฉลาด แต่ละฐานะ ยังไม่โลกวิทูทั้งหมด มันก็มีข้อผิดพลาดได้เหมือนกัน ที่จะทำอะไรต่อไป แต่ไม่มีเจตนาเท่านั้น บาปตรงที่ไม่เจตนา บาปที่ว่าไม่ได้เจตนา เป็นความบริสุทธิ์ใจจริงๆ แต่มันฉลาดได้เท่านี้ ผิดพลาดได้ มันบกพร่องได้ ผู้ถาม : ถ้าพระโพธิสัตว์จะพาลูกๆติดคุกนี่ก็แสดงว่า พวกนี้เป็นสัมภารวิบากด้วย ใช่ไหมครับ พ่อท่าน : จริงๆแล้วนี่ คุณพูดว่าพระโพธิสัตว์จะพาลูกๆติดคุก ยกตัวอย่างทัน สมัยเปี๊ยบนี่นะ ผมไม่ได้พาคุณนะ ว่ากันจริงๆ ผมไม่ได้พาคุณติดคุก ไม่มีใครคิดหรอกว่าจะเกิดเหตุการณ์นี้ ทุกคนมาอย่างอิสรเสรีภาพ เต็มใจมา สมัครใจมา แล้วก็ไปด้วยกัน ไปด้วยกันเท่านั้นเอง ความจริงแล้วคดีนี้นี่ พวกคุณพาผมติดคุกนะ คดีที่คุณจะติดคุกนี่ เพราะว่าคุณเองนี่ เขาว่าพวกคุณนี่ปลอม ใช่ไหม เขาว่าอย่างนั้นนะ ไม่ใช่หมายความว่าผมนะ ผมเองถ้าผมเป็นพระผมก็บวชคุณได้ เขาว่าผมเป็นพระของพวกคุณได้ เขาว่างั้นล่ะนะ แต่ทีนี้เขาบอกว่าผมไม่เป็นพระ เขาว่าผมบวชคุณไม่ได้ เพราะฉะนั้นพวกคุณก็เลยเป็นคน เขาไม่โทษคนไปบวชให้ เขาไม่จับคนบวชให้หรอก ตอนนี้คดีที่อาตมาได้พ่วงเป็นคดีที่แปดสิบนี่ เป็นตัวการก่อ ก่อให้เกิดพวกคุณ เพราะฉะนั้นพวกคุณนี่ เจอคดีมาตรายี่สิบเท่าไหร่ มาตรา 208 แต่งกายเลียนแบบสงฆ์ เป็นสงฆ์โดยมิชอบ พวกคุณแต่งกายเลียนแบบสงฆ์ มาตรา 208 เสร็จแล้วพวกคุณน่ะโดนจับ เสร็จแล้วมาพ่วงเอาผมไปถูกจับเพราะพวกคุณไป เพราะว่า เอ้า ศึกษาราวเรื่องไปได้ว่าพวกคุณแต่งกายเลียนแบบ เอ้า นี่เป็น บอกว่าผมเป็นตัวการไปทำให้พวกคุณ บอกว่าผมเป็นตัวเหตุ ให้พวกคุณไปเลียนแบบ พวกคุณมาเชื่อผม อะไรอย่างนี้ เป็นต้น ผู้ถาม : แต่รู้สึกว่าเจตนานี่ พ่อท่าน : ไม่มีเจตนา อันนี้ไม่มีเจตนาตั้งแต่ต้น พวกคุณก็ไม่มีเจตนา อาตมาก็ไม่มีเจตนา ผู้ถาม : ดูรูปรอยนี่เขาเจตนาจะจัดการหัวหน้าก่อน และก็เป็นลูกๆที่เขาขู่ให้ จงกลับนะๆ พ่อท่าน : เออ ใช่ อันนั้นเป็นเรื่องของความพาลของคนพาลเท่านั้นเอง พิจาร ณากันจริงๆแล้ว เป็นความพาลของคนพาลเท่านั้นเอง ถ้าพิจารณาจริงๆ แล้วเป็นความพาลของคนพาล ความจริงเขาอยากจะกำจัดผมนี่ถูกแล้ว เขาอยากจะกำจัดผมน่ะถูกแล้ว เสร็จแล้วก็ตัดไม้ตัดมือ ด้วยการเอาพวกคุณให้ออกอีก คือเป็นความพาลของคนพาล พูดจริงๆแล้วเป็นเรื่องของอันธพาลจริงๆเลย ดูแล้วชอบกล ผู้ถาม : แต่เราจะถือว่าเขาพาล หรือถือว่าเรานี่เดินผลงานผิดพลาดจนเป็นวิบาก พ่อท่าน : ไม่มีผิดพลาดเลย ผู้ถาม : ไม่มีผิดพลาดเลย นะครับ พ่อท่าน : ไม่มีผิดพลาดเลย เพราะทุกอย่างมาตามครรลอง ที่ถูกต้องหมดทุก อย่างเลย หรือว่าคุณว่าผมเริ่มต้นมาก็บวชมาผิด ทำอะไรมาก็ว่าผิด มาเทศนาก็ผิด พวกคุณก็มาเห็นผิด ก็เลยมาหลงผิด หรือคุณยังเชื่อว่า คุณถูกหรือเห็นถูก ผู้ถาม : ผมเชื่อว่าผมเดินมาถูกแล้ว ผมถึงไม่หนีไง พ่อท่าน : เอ้อ ก็ว่าถูกแล้ว คุณจะมาโมเมว่าผิดได้ไง ผู้ถาม : ไหนๆติด ก็ติดด้วยกัน พ่อท่าน : เอ้อ (หัวเราะ) แต่เราไม่มีเจตนาอกุศลอะไร และก็ยังเชื่อมั่นอยู่ว่าเราถูก แต่อย่างว่าแหละ เมื่อเราเอง เราถือเรายึดหัวหาดไว้ว่าถูก และเห็นข้างหนึ่งผิด และข้างหนึ่งผิดนี่ เมื่อผิดแล้วเราก็พิจารณาวิเคราะห์ไปไกล จนกระทั่งถึงมาบอกว่าเขาพาลกระแซง หาเรื่องไปเยอะแยะ มันเป็นเหตุปัจจัยไปเรื่อยๆอย่างนั้นแหละ ผู้ถาม : ไปอ่านพบนิพพาน 2 ที่ท่านอธิบายเอาไว้คือ สอุปาทิเสสนิพพาน กับ อนุปาทิเสสนิพพาน อันนี้คำอธิบายเขาไม่มีปัญหา แต่มีความหมายที่เขาขยายมาอีกว่า สอุปาทิเสสนิพพานคือ นิพพานของพระอรหันต์ผู้ยังเสวยอารมณ์ที่น่าชอบใจและไม่น่าชอบใจทางอินทรีย์ 5 รับรู้สุขทุกข์อยู่ พ่อท่านจะมีความเห็นเป็นยังไงครับ พ่อท่าน : ก็ไม่ว่าอะไร ก็ต้องวิจัยกันอยู่ก่อนว่า คำว่านิพพาน หมายถึงว่าจบ ใช่ ไหม คำนิพพานนี่ เป็นภาษาเรียกสภาวธรรมจบของผู้ปฏิบัติธรรมใช่ไหม เพราะฉะนั้นเขาก็เรียก แม้แต่อุปาทิเสสนิพพานนี่ เขาก็ยังใช้คำเรียกอยู่ว่า เป็นสอุปาเป็นนิพพานของพระอรหันต์ ใช่ไหม เขาใช้คำว่าพระอรหันต์ใช่ไหม ผู้ถาม : ใช่ครับ พ่อท่าน : พระอรหันต์ที่รับรู้ เสวยอารมณ์รับรู้ทุกข์ รู้สุข รู้รส ของโลก ของ อะไรอยู่ ก็พระอรหันต์รับรู้ก็จริงน่ะสิ พระอรหันต์ไม่ใช่คนตาบอด หูหนวก ไม่ ใช่คนตาย คนเป็นผู้สอุปาทิเสสนิพพาน หมายความว่า นิพพานของคน เป็น นิพพานที่ยังไม่ตายจากร่างขันธ์ 5 นี้ ก็ย่อมรับรู้รสไอ้นั่นไอ้นี่ อะไรทุกข์ สุข ไอ้โน่นไอ้นี่อยู่ ก็เป็นรู้อยู่จริงๆ แต่เป็นอรหันต์นะ เขาก็พูดอรหันต์ ก็ถูกแล้วนี่ แล้วเขาก็เรียกนิพพาน ก็ถูกแล้วนี่ นิพพานก็ของพระอรหันต์ พระอรหันต์ก็มี นิพพาน ก็ถูกแล้วนี่ แต่ไม่ใช่นิพพานตาย นิพพานเป็นก็ถูกแล้ว ไม่มีกิเลส พระอรหันต์ไม่มีกิเลสจะเรียกกิเลสได้อย่างไร พระอรหันต์คือคนไม่มีกิเลส ใครก็รู้กันทั่วโลก แล้วไปเรียกพระอรหันต์มีกิเลส พูดยังไง มีแต่อาตมาพูดว่า อรหันต์มีตัณหา แต่กิเลสไม่พูด อาตมาก็ไม่พูดว่าพระอรหันต์มีกิเลส มีแต่ตัณหาอาตมาอธิบายความว่าตัณหาคืออะไร ต้องเข้าใจตัณหา จนกระทั่งวิภวตัณหาให้ดีจริง เป็นฐานอาศัยเท่านั้นแหละ และแม้แต่ตัณหานี้ แม้แต่ไม่กี่วันนี่อาตมาก็อธิบาย ผู้ที่ทำให้เกิดอาการอย่างนี้จะเรียกว่าตัณหา หรือเรียกอากังขาวจรอิจฉาวจร คือมันเป็นลักษณะของจิตที่จะมีความอยาก ความต้องการ ความมุ่งมั่นปรารถนา มันเป็นอาการของจิต พระอรหันต์ก็มี พระพุทธเจ้าก็มี ใครๆก็มี แต่อันนี้ไม่ใช่ท่านทำเพราะเป็นของท่านจะมาบำเรอท่าน มันเป็นความปรารถนาดีที่ท่านจะทำงาน ใช้กรรมกิริยาอันนี้มาสร้างสรร มาเกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา ไม่ใช่เพื่อตัวเพื่อตนอะไร ท่านมีขึ้นมาเป็นอาการเท่านั้น จะเรียกโดยภาษาว่าตัณหา จะเรียกภาษาว่าอากังขาวจร จะเรียกภาษว่าอิจฉาวจร จะเรียกความหมายของภาษาคือคุณลักษณะ กิริยาของจิตอย่างนี้นะ แต่พระอรหันต์มีอันนี้ขึ้นมาใช้ เสร็จแล้วท่านก็วางวิภวตัณหานี้ได้ด้วย พระอรหันต์นี่ วางวิภวตัณหานี้ได้ด้วย แต่ท่านสร้างมันขึ้นมา ท่านทำมันขึ้นมาให้มันเป็นบทบาทการงาน สักแต่ว่าทำ ทำแล้วก็จบ แต่มันมีอยู่จะว่าพระอรหันต์ไม่มีไม่ได้ ก็เสวยอารมณ์อยู่ได้ ผู้ถาม : ครับ ที่ถามนี่เพราะว่า เมื่ออ่านเจอก็รู้สึกทึ่ง เพราะขณะที่ฟังพ่อท่าน กำลังเทศน์สอนอยู่ปัจจุบัน รู้สึกมันสอดคล้องกัน แต่เดิมเข้าใจว่า ผู้ที่เป็นพระ อรหันต์แล้วนี่ เมื่อเห็นอารมณ์ที่น่าชอบใจและไม่น่าชอบใจนี่ก็รู้อยู่ แต่ไม่เสวยอารมณ์นั้น พ่อท่าน : คำนั้นเขาใช้คำว่าเสวย ไม่ใช่หรือ ผู้ถาม : อันนั้น หมายความว่า ความเข้าใจเดิม พ่อท่าน : เสวยก็หมายความว่าอาศัยนั่นแหละ คือความหมายว่าอาศัยในความ หมายมันซับซ้อน จะบอกว่าเสวยนี่คือ ที่อาตมาใช้คำว่าเสพคือ เสพเป็นรสอร่อย ของตน พระอรหันต์ไม่เสพ แต่อารมณ์อย่างที่ว่า อารมณ์รู้สุขรู้ทุกข์ อารมณ์ที่ปรารถนา อยากใคร่ต้องการ ทำอย่างโน้นอย่างนี้อะไร มันเป็นอาการอย่างนั้นของจิตอยู่จริงๆ พระอรหันต์ไม่ใช่พระ คนซื่อบื้ออะไร ท่านทำด้วยเจตนาเป็นประโยชน์คุณค่า และมันก็ไม่ใช่ของท่าน และก็ไม่ทำเพื่อท่าน ไม่ได้เสวย ตัวเองท่านไม่ได้เป็นตัวเป็นตน ไม่ได้เสพรส เสพอารมณ์ ติดยึดเป็นอัตตา ตัวตนอะไร ผู้ถาม : ครับ ยังพูดไม่จบนะครับ คือแต่เดิมเข้าใจว่า ผู้ที่เป็นพระอรหันต์แล้วนี่ เมื่อประสบอารมณ์ เมื่อประสบสิ่งที่ชอบใจหรือไม่น่าชอบใจนี่ ท่านคงไม่เสวย อารมณ์ ท่านคงจะรู้สึกเฉยๆ ความเข้าใจเดิมน่ะ พ่อท่าน : มันอธิบายไม่ครบใช่ไหม มันอธิบายไม่ละเอียด ผู้ถาม : ไม่ใช่ครับ เป็นความเข้าใจเดิมของผม ทีนี้ เมื่อมาอ่านตรงนี้แล้วนี่ ก็ปรากฏว่า เข้าใจว่าตรงกับที่พ่อสอนอยู่ว่าพระอรหันต์ นิพพานพระอรหันต์ผู้ยังเสวยอารมณ์ที่น่าชอบใจและไม่น่าชอบใจ แต่ว่าไม่ได้ติด หรือว่าไม่ได้เสวยอารมณ์จริงแต่ไม่ได้ติด ไม่ได้ยึดอยู่ในอารมณ์เหล่านั้น ก็อันนี้ก็ถือว่าเป็นความรู้ที่ไม่ได้เคยพบมาก่อน ทีนี้เมื่อปรากฏว่า หนังสือเล่มนี้ก็เป็นหนังสือของท่านพระราชวรมุนีครับ ท่านประยุทธ์ ปยุตโตนะครับ ก็ท่านก็เขียนมาเองนะครับ เขียนมาเองก็เลยรู้สึกว่า จริงๆความหมายที่เขาอธิบายอยู่กับที่พ่อท่านสอนอยู่ก็ตรงกัน พ่อท่าน : ตรงกัน ถ้าจะพูดจริงๆแล้ว มันละเอียดออกไปอีกทีว่า เสวยจริงๆที่ อาตมาให้ความหมายว่าเสพนี่นะ เสพกับเสวยนี่มันตัวเดียวกัน เสพหมายความว่าผู้นั้นลิ้มรส เอารสนั้นมาบำเรอบำรุงใจตัวเองนะ ถ้าพระอรหันต์จริงๆแล้ว ถ้าพูดให้ละเอียดแล้ว พระอรหันต์ไม่เสพหรอก ไม่เสวยหรอก ไม่เอารสนั้นมาเสวยแก่ตนเอง แต่รู้ทุกข์ รู้สุข รู้โลก รู้อารมณ์อาการที่เราท่านจะปรุงให้เป็นอย่างนั้นๆ เป็นอภิปุญญาภิสังขารอะไรนี่ หรือวิสังขาร ปรุงอย่างยิ่ง ปรุงอย่างที่เรียกว่าไม่ได้ปรุง คือปรุงอย่างยิ่ง แต่ตัวเองก็ไม่ได้ หมายความว่าตัวเองหลงสังขารหรือว่าติดสังขาร หรือว่าใช้สังขารนั้นบำรุงตนอะไร พระอรหันต์นี่เป็นรายละเอียดที่อาตมาขยายความให้ฟัง ผู้ถาม : ตรงนี้พ่อท่านใช้คำว่ารับรู้สุขทุกข์อยู่ พ่อท่าน : รับรู้สุข ทุกข์ แต่สุขทุกข์นั้นก็ มันมีหลายอย่างนะ พระอรหันต์ก็มีทุกข์ อย่างที่อาตมาได้อธิบายแล้ว ถ้าท่านทำงานอันนั้น จิตใจของท่านกำลังทำ อันนั้นอยู่ เป็นผู้รู้สุขรู้ทุกข์แล้วท่านก็รับทุกข์ รับสุขอันนั้น รู้สุขรู้ทุกข์อันนั้น จะทำอันนี้เพื่อให้เกิดสุขแก่ผู้อื่น ตนเองทำก็เป็นทุกข์ และพระอรหันต์จริงๆ ไม่ได้เสวยสุขอะไรหรอก พระอรหันต์ทำอะไรอยู่ ไม่ได้เสวยสุขอะไร ผู้ถาม : เขาใช้คำว่ารับรู้ พ่อท่าน : รับรู้ ใช่ ผู้ถาม : รับรู้สุขทุกข์อยู่ ครับ ก็จบปริยัติ ตอนนี้จะถามเรื่องปฏิบัตินะครับ คำถามมิติ มิตินี้เป็นมิติของสภาวธรรม เมื่อในขณะที่ปฏิบัติธรรมและทำงานไปด้วย มันจะมีความรู้สึกในจิตอย่างคล้ายๆกับว่า มันมีตัวดัน หรือมีแรงให้เรารู้สึกว่า แบบแววไวที่จะทำไอ้โน่นไอ้นี่ ผลักดันให้ทำ ทำไปเรื่อย รู้สึกว่าอยากจะทำโดยไม่อยากจะหยุด เสร็จแล้วพอไม่สบาย เมื่อมาหยุดเข้าแล้วนี่ ก็ไม่อยากจะทำ รู้สึกว่าพักแล้วหยุดนี่มันก็ดีเหมือนกัน ทีนี้พอเริ่มมาทำอีก มันจะต้องฝืนใช้แรงฝืนหน่อยหนึ่ง แต่พอฝืนคล้ายๆเครื่องติดแล้วนี่มันก็นึกจะทำอีก ทำๆๆๆไปแล้วรู้สึกว่าทำมันเหมือนว่ามีแรงอะไรข้างในดันอยู่ ตรงสภาวะเหล่านี้ อยากจะให้พ่อท่านช่วยสรุปอะไรให้ฟังสั้นๆ สักนิดหนึ่ง พ่อท่าน : อย่างที่คุณอธิบายนี่ ก็แสดงว่าคุณง่ายขึ้นบ้างแล้วละ แต่ที่ต้องดันต้องอะไรก็หมายความว่ามันยังมีตั

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน