370924 สัมภาษณ์สมณะโพธิรักษ์ โดยข่าวสดและข่าวแปซิฟิก ณ บ้านราช .docx
เนื้อหาในไฟล์
370924 สัมภาษณ์สมณะโพธิรักษ์ โดยข่าวสดและข่าวแปซิฟิก ณ บ้านราช
สัมภาษณ์สมณะโพธิรักษ์ โดย "ข่าวสด" และ "ข่าวแปซิฟิก" เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2537 ณ พุทธสถานราชธานีอโศก
พ่อท่าน : คุณจำลองถ้าจะมาช่วยอาตมาก็มีประโยชน์แน่ ทางด้านศาสนาเพราะเขามีความสามารถ หรือความรู้ทางด้านศาสนาที่จะช่วยได้ด้วย ถ้าจะไปทางโน้นก็ไปทำได้ คุณจำลองย่อมทำได้ทั้ง 2 ด้าน จะทำอะไร ก็อยู่ในดุลยพินิจของคุณ จำลองเอง นักข่าว : แต่โดยส่วนตัวของท่านเองนี่ อยากจะให้ท่านพลตรีจำลองนี่ กลับเข้า วัดโดยสิ้นเชิงไหมคะ? พ่อท่าน : อาตมาไม่มีสิทธิ์ที่จะไปเที่ยวได้สั่งการ หรือว่าบังอาจไปเที่ยวได้ประกา ศิตอะไรอย่างที่เขาชอบพูด แหม อาตมาประกาศิตอะไร อาตมาไม่เคยทำซะหน่อย ชอบไป แหม ขึ้นหงขึ้นหัวเรื่อง แหม ประกาศิต อะไรอย่างนี้ จะไปประกาศิตใคร ไม่มีสิทธิ์หรอก เราจะไม่มีสิทธิ์ที่จะไปสั่งการให้เป็นเช่นนั้น ให้เป็นเช่นนี้ ไม่ใช่ เพราะว่าคนเราไปบังคับอะไรกัน เราไม่ใช่ยุคสมัยเผด็จการ เมื่อร้อยปี สองร้อยปี ห้าร้อยปีอะไร มันไม่ใช่ สมัยนี้ไม่ใช่อย่างนั้น ทุกคนก็มีความปรารถนาดีที่จะทำอะไรที่ดีที่สุด ก็ทำตามที่ตัวเองเห็น นั่นเป็นความจริงใจ อาตมาก็เห็นอย่างนั้น และอาตมาก็ต้องการว่า ถ้าเผื่อว่าจะออกมาช่วยทางนี้ก็มา ทางโน้นหนักนะ อาตมาน่ะสงสาร ไม่ใช่อะไรหรอก บอกว่าไปทำทางโน้นน่ะ มันหนัก มันยาก เหตุผลอาตมาก็บอกไปทุกอย่างแล้ว ว่ามันเป็นเรื่องค่ายกลประชาธิปไตยที่มันซับซ้อนลึกซึ้ง โอ้โฮ เสือสิงห์กระทิงแรด ตามสำนวนที่เขาใช้กัน มันอยู่ครบ มันหนัก แล้วก็เป็นค่ายกลที่แก้ยาก เป็น Fossil อย่างที่อาตมาว่า มัน มันตายตัว แต่คุณจำลองก็คิดว่าคุณจำลองสามารถ แล้วเราจะไปดูถูกคุณจำลองได้ไง คุณจำลองสามารถ คุณจำลองก็ไปทำ ส่วนอาตมาเอง อา
อ่านต่อ
ตมาก็เห็นอย่างนั้น ถึงอาตมาจะไปติงหรือไม่ติงยังไง อาตมาก็ไม่ได้ไปทำด้วยอยู่แล้ว นั่นเป็นเพียงความคิดเห็นของอาตมา ที่เสนอออกไป แต่ที่จริงที่อาตมาเสนอออกไป หรือความจริงที่ใช้โอกาสนั้นออกไป ก็เพื่อให้เห็นว่า ตั้งแต่ตลอดมานี่ หนังสือพิมพ์นี่ ตั้ง...เรียกว่าสายวัด สายวัด สายวัด ซึ่งพวกอาตมาไม่เคยไปยุ่งเกี่ยวอะไรเลยตลอดมา เพราะฉะนั้นเมื่อเหตุการณ์มันเข้าไคล มันได้เหตุปัจจัยเต็มที่แล้ว จังหวะที่อาตมาควรจะต้อง อาตมาก็เข้าใจจิตวิทยาสังคมเหมือนกัน เพราะฉะนั้นอาตมาจะต้อง โอกาสนี้อาตมาจะต้องบอกกับประชาชนให้ได้เลยว่า เวลานี้ก็จะต้องประกาศไปให้ได้ว่า นี่คือเรื่องของการเมือง นี่คือทางของการเมือง ซึ่งวัดไม่เกี่ยวนะ เพราะฉะนั้นโอกาสของอาตมา ว่าเรา เมื่อทางด้านองค์กรของทางศาสนา ทางสมาคมผู้ปฏิบัติธรรมก็ดี มูลนิธิก็ดี อะไรก็ดี และอาตมาก็อยู่ในสายนี้ด้วย ก็เห็นว่า ควรจะต้องแถลงการณ์ หรือว่าแจกแจงแก่ประชาชนในจังหวะนั้น มันก็ดีนี่ มันก็ได้ผล เขาก็เข้าใจอยู่ มีเหตุผลอะไรต่ออะไรตามที่เราแถลงออกไป แล้วมันก็ทำให้ชัดเจนขึ้นมาว่า มันไม่เกี่ยวกันนะ ที่จริงน่ะ โมเม แล้วก็โอ้โฮ เข้าใจไปทำทั้งประเทศเลย แล้วสื่อสาร ตัวเองนั่นแหละ เป็นผู้ที่ตั้งให้ แล้วเราก็ไม่มีโอกาสที่จะไปทำยังไง ไปพูดเขาก็ไม่ฟัง ไม่เชื่อ แล้วเราก็ไม่มีโอกาสที่อยู่ดีๆ ไปพูด แล้วมันก็เหมือนกับ ร้อนตัว อะไรเกินไป เพราะฉะนั้น จังหวะที่ทำไปนั่นก็ 1. เป็นผลดีตรงที่ว่า ทำให้ประชาชนเข้าใจชัดเจน นั่นแหละเป็นผลใหญ่ที่สุด เป็นเหตุผลที่ต้องการ เป็นเจตนารมณ์ที่ต้องการสูงสุดนะ ส่วนในรายละเอียดอื่นนั้น เมื่อประชาชนเข้าใจแล้วว่า คุณจำลองไปทำหน้าที่ ก็ไปทำหน้าที่ คุณจำลองทำงานการเมืองก็ทำไปได้ ส่วนอาตมาก็ทำงานศาสนา เพราะฉะนั้นหนังสือเล่มนี้ที่ออกมา เราเตรียมการที่จะออกหนังสือเล่มนี้ ออกมาก็มีเหตุผลเหมือนกันกับที่จะแถลงการณ์ พอดีมีจังหวะนั้นดีกว่า ก็เลยออกแถลงการณ์ไปก่อน อันนี้ก็ต้องออกไปเพื่อที่จะประกาศ หรือว่าบอก หรือว่าชี้แจง กับสังคมเหมือนกัน หนังสือนี่ก็เเหมือนกับตัวประกาศ หรือชี้แจง เพื่อที่จะบอก ว่า "เราคิดอะไร" พวกสื่อสารทั้งหลายแหล่ หรือว่าผู้ที่จะชอบสื่อ ชอบชี้นำ ชอบอะไรก็แล้วแต่ เป็นผู้ที่ตัดสินเองหมด เดาส่ง แล้วเดาเลอะเทอะด้วย เราก็เลย จำเป็นที่จะต้องออกมา เราคิดอะไร นี่ขอฟังเราบ้าง เราจะเสนอความคิดของเราอย่างน้อยนี่ออกไปแล้วเล่มได้ ก็คงเป็นแล้วว่า เราคิดของเราอย่างนี้นะ พวกท่านทั้งหลายคิดอย่างไร แต่เราคิดอย่างนี้ ซึ่งก็เห็นว่า ก็ฟังแล้วก็คงเข้าใจดีเหมือนกัน นักข่าว : ท่านคะ แล้วอย่างนี้นี่ ทางวัด หรือทางญาติธรรมนี่ ยังจะสนับสนุนพรรคพลังธรรมต่อไปไหมคะ? พ่อท่าน : ไอ้เรื่องสนับสนุนนี่ มันเรื่องของผู้ที่มีหน้าที่ หรือแม้แต่ จะว่ากันจริงๆ แล้ว อาตมาก็อยู่ในนี้ ก็บอกแล้วว่า ศาสนากับการเมืองนี่ มันไม่ได้แยกกันหรอก แต่ว่าหน้าที่ภาคปฏิบัติ ภาคปฏิบัติศาสนาก็คือปฏิบัติกิจศาสนา ภาคการเมือง นักการเมืองก็ไปปฏิบัติหน้าที่ ปฏิบัติกิจการเมือง แต่ในด้านความรู้ ในเรื่องสนับสนุนความคิดเห็นส่งเสริม มันก็ไม่เห็นเป็นปัญหา เช่น คุณมีอาชีพ เอ้า ดร.มานะ มีอาชีพการเมืองก็ไปทำการเมือง เป็นหน้าที่หลัก ถ้าคุณนี่เป็นกสิกร ก็ทำหน้าที่กสิกร แต่ไม่ได้หมายความว่า กสิกรนี่ ทำการเมืองไม่ได้ หรือมีความเห็นการเมืองไม่ได้ อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง อย่าไปลงคะแนนเสียง อย่าไปออกเสียงนะ นี่ ส.ส.ทำไม่ถูกต้อง อ้า นี่เขาไม่ดี กรรมาธิการไม่เข้าท่าแล้ว จะต้องไปออกความเห็นอะไร อ้า นี่เขาเป็นกสิกร อย่าไปยุ่งนะ นี่อาชีพกสิกร ไม่ใช่อาชีพการเมือง ไปยุ่งไม่ได้นะ ทำไมจะโง่เง่ากันอย่างนั้นหรือคน เราอยู่ในประเทศไทย เราก็มีหน้าที่ที่จะมีสิทธิเสรีภาพที่จะออกความเห็น หรือว่า จะเห็นไม่ดี ไม่ชอบมาพากล นักการเมืองก็คือ ผู้ที่จะต้องอยู่ใน Control ของประชาชน เขาเป็นประชาชน เขาจะเป็นกสิกร เขาจะเป็นพ่อค้า เขาจะเป็นครู ข้าราชการ หรือว่าส่วนไหนก็แล้วแต่ เขาก็มีสิทธิ์ เขาก็ทำของเขาได้ อย่าว่าแต่อย่างนั้นเลย แม้แต่สมณะ แม้แต่พระ แม้แต่ภิกษุ ก็สามารถที่จะรู้ สามารถที่จะแนะนำได้ แต่เขาไม่ได้ไปทำอาชีพการเมืองนะ นี่ มันน่าจะชัดเจนกันตรงนี้ว่า อย่าไปยุ่งเกี่ยวการเมืองนี่คืออะไร ถ้าเขาไปทำ เราทำ เราเป็นสมณะแล้วเราก็ไป เหมือนกับเราไปทำงานอาชีพการเมือง แหม ทำใหญ่เลย อาชีพนี่หมายความว่า เราไปทำงานนั้นเป็นส่วนใหญ่ เป็นส่วนหลัก ทำส่วนมาก เรื่องนั้น เอ้า เราก็ไม่ได้ไปเป็นอย่างนั้น แต่เราก็ทำหน้าที่พลเมืองดี หน้าที่พลเมืองดี เรื่องการเมืองนี่ ทุกคนในประเทศก็ต้องมีความรู้ในเรื่องการเมือง เพราะเหตุนี้ถึงบอกว่าเราพูดกันบอกว่า แหม คนไทยเรายังไม่มีความรู้ในเรื่องการเมือง ก็ไปพูดอย่างนี้ ไปเที่ยวได้กันออกหมดเลย แล้วเมื่อไหร่จะไปรู้การเมืองกันเสียยที มันควรจะให้สนใจสิ เด็กๆ เล็กๆ สนใจการเมืองได้ ชาวบ้าน ชาวดอย ให้สนใจการเมือง ให้รู้สิว่า สังคมเป็นอย่างไร การเมืองคืออะไร การเมืองคือการอยู่รวมกันด้วยกรรมวิธีที่จัดสรรกันอย่างดี ผู้ใดมีความรู้ควรจะจัดสรร ช่วยเหลือเกื้อกูลกันให้มันจัดสรรให้มันลงตัว สัมพันธ์กันดี สามัคคีกันดี ส่งเสริมสอดร้อยกันดี อย่างไรนี่ ความหมายรวมๆ น่ะ งานการเมือง ก็เอาซิ ใครมีความสามารถ ทำได้ดีก็ดีเลย ใครจะรับหน้าที่ไปทำโดยตรง ก็เรียกว่าผู้นั้นทำอาชีพนั้น ใครไม่รับหน้าที่โดยตรง เรื่องการเมือง ทุกคนต้องเกี่ยวข้องกันทั้งนั้นน่ะ ถ้าจะว่ากันไปแล้ว นักข่าว : ท่านคะ แล้วหนังสือที่ออกมานี่ จะทำต่อไปอีกหรือเปล่าคะ จะทำไปเรื่อยๆ เป็นรายปักษ์ต่อไปอีกหรือเปล่าคะ? พ่อท่าน : ตอนนี้เรามาสรุปกันแล้วว่าเราจะทำต่อ ทำต่อ นักข่าว : หมายถึงสังคมเองเข้าใจในหนังสือเล่มนี้ ใช่ไหมคะ? พ่อท่าน : ก็ดู Feed back มาก็รู้สึกว่า เขาจะเข้าใจอยู่ พอใช้ได้ นักข่าว : หมายถึงว่า เล่มนี้จะ นอกจากจะเน้นหนักในทาง เอ้อ ที่เราคิดอะไร เราทำอะไร ของชาวสันติอโศกแล้วนี่ จะมีงานด้านการเมืองเข้ามาด้วยไหมคะ? พ่อท่าน : ก็เราบอกแล้วว่า หนังสือเล่มนี้ มันคิดทั้งนั้นแหละในเรื่องของสังคม สังคมก็รวมหมดแหละ จะเป็นการเมือง เศรษฐกิจ อาชีพการงาน อะไรก็แล้วแต่ รวมไปหมด ที่มนุษย์จะพึงรู้ และพึงกระทำ นักข่าว : ท่านคะ กับการขยาย เอ้อ ความรู้ และความเข้าใจไปกับต่างจังหวัด ในสาขาของสันติอโศกนี่ มีจุดมุ่งหมายไปขนาดไหนคะ? พ่อท่าน : ขยายไปไหน? นักข่าว : หมายถึงว่าอย่าง ปกติอย่างปฐมอโศกยังไม่มี ครั้งแรกนี่มีที่สันติอโศก อย่างเดียว แล้วก็ไปเปิดชุมชนที่ปฐมอโศก แล้วเปิดชุมชนธรรมชาติอโศก อะไรต่างๆนี่ จุดมุ่งหมายที่จะขยายความรู้ทางด้านนี้ไป ทุกจังหวัดหรือเปล่า เผยแพร่ไปหรือเปล่า? พ่อท่าน : อ๋อ เผยแพร่ไป อย่าว่าแต่ประเทศไทยเลย ขยายไปถึงดาวพระอังคาร ได้ เราก็จะขยายนะ ถ้ามันไปได้น่ะ เราบอกว่ามันดีนะ เพราะว่าเราเชื่อมั่นว่า ไอ้สิ่งนี้ดี มันขยายไปถึงดาวพระอังคารได้ โอ๊ย เราชอบเลยแหละ ถ้ามันไปได้ ไม่เห็นมีปัญหาตรงไหน มันไปไม่ได้สิ เราเองไม่สามารถนะ กับแค่จะขยายให้พวกคุณได้รับรู้ ก็ไม่ค่อยจะรู้เลย ชอบรู้แต่ว่าเบิร์ดจะไปอยู่ไหนแล้ว ตอนนี้จะไป Switzerland หรือยัง ชอบไปรู้แต่อย่างโน้นน่ะ แล้วพวกเราจะเป็นยังไง ไม่ชอบรู้เท่าไหร่ จะรู้แต่ทางโน้นน่ะ น่าน้อยใจไหมล่ะ? ถ้าจะว่าแล้วนะ (เสียงผู้ชาย : พ่อท่านครับ คงหมายความว่า ขยายไปทุกจังหวัดหรือเปล่า อะไรอย่างนี้น่ะ) เราเองเราไม่มีสิทธิที่จะไปพูดหรอกนะ ว่าจะขยายไปทุกจังหวัดได้ อยากเร่งอะไรต่ออะไร เราไม่มีสิทธิ์พูดหรอก เราทำไปเท่าที่เราสามารถ แล้วมันจะกระจาย มันจะเผยแพร่ อาตมาเคยให้คำอธิบายแล้วว่า การเผยแพร่หรือว่า เอ้อ ทำอะไร มันคืออะไร อาตมา สยามโพสต์มาสัมภาษณ์อาตมาไป ก็ลง ก็อธิบายไปแล้วว่า มันเป็นปรากฏ มันเป็นความปรากฏ มันเป็นสิ่งที่เกิด เป็นสิ่งที่แสดง เมื่อปรากฏ มันแสดงปรากฏขึ้นแล้ว มีผู้มารับรู้ มาสัมผัสรู้ แล้วมันก็กระจายไป ทีนี้ในวิธีการของสังคม เขาเกิดมี ต้องพยายามผลักดัน พยายามหาสิ่งยั่วยุ เพื่อให้สนใจ เพื่อที่จะมารับรู้อะไรวิธี ซึ่งเรียกกันว่าวิธี เพื่อที่จะ Promote วิธีโฆษณา อะไรก็ตามใจ เขาก็ใช้กลวิธีอะไรประกอบกันไป ซึ่งเราเองเราไม่มีเงินทุนรอนที่จะไปทำอย่างเขาได้ เราก็ไปอย่างธรรมชาติ มันก็ย่อมมีการปรากฏขึ้น มีคนมารับรู้สัมผัส แล้วก็ช่วยกัน บอกกล่าวกันไป ใครเห็นดีก็ขยายความ ใครเห็นไม่ดีก็เอาไปวิจารณ์ แม้แต่วิจารณ์อย่างไม่ดี มันยังขยายตัวไปได้บ้างเลย มันก็ไปตามเรื่องตามราว มี ผลบวกผลลบ เพราะว่าถ้าขยายไปในเชิงดี มันก็เป็นผลบวก ถ้าขยายไปในเชิงลบ มันก็เป็นผลค้าน แต่มันก็กระจายไป ก็เผยแพร่กันไปเรื่อยๆ มันกระจายไปได้มากแค่ใด ทั่วประเทศ ไม่ทั่วประเทศอะไรนี่ เราไม่เคยมีจิตที่ว่าเราจะไปมุ่งหมาย หรือว่าอยาก หรือว่ามีแรงจะทำให้มันได้มากได้มายอะไรขนาดนั้นหรอก แต่มันไปตามธรรมชาติของมันเอง นักข่าว : ท่านคะ คงต้องถามอีกนิดว่า การที่พลตรีจำลองประกาศตัวรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคอย่างชัดเจนอีกครั้งหนึ่งนี่ ควรที่จะรับตำแหน่งในการร่วมรัฐบาลด้วยหรือเปล่าคะ? พ่อท่าน : อ๋อ อันนี้ต้องไปถามคุณจำลอง ถามอาตมาไม่ได้หรอก คนละเรื่องกันเลย คุณถามผิดตัว อันนี้ผิดตัวแน่ๆ นักข่าว : คิดว่าท่านพอจะแนะนำ พ่อท่าน : โอ้ No แนะนำไม่มี ไม่มี No Comments นักข่าว : ท่านคะ ท่านมองรัฐบาลชุดปัจจุบัน กับการบริหารประเทศนี่ เป็นอย่าง ไรบ้างล่ะคะ? พ่อท่าน : โอ๊ย ตอบไปแล้วๆ อันนั้นเรื่องกลางๆ ตอบไปแล้ว อาตมาไม่มีความหวังอะไรเลย ในเรื่องของการเมือง อาตมาไม่หวัง เพราะอาตมาไม่อยากหวัง อาตมากลัวอาตมาเจ็บปวด เรื่องของการเมือง อาตมา จริงๆ อย่าหาว่าอาตมาดูถูกเลย อาตมาไม่หวังจริงๆในเรื่องของการเมือง ซึ่งอาตมาบอกแล้วเป็นข้อใหญ่ หลักๆก็คือว่า การเมืองมันเป็นค่ายกลที่ร้ายแรง อาตมาใช้ศัพท์ว่าร้ายแรง ไปแปลความหมายเอา เป็นค่ายกลที่ร้ายแรงและแข็ง ที่แก้ไขไม่ได้ 2. คนไทยยังมีความรู้ในเรื่องของคนไทยทั้งประเทศนี่ ความรู้ในเรื่องของประชาธิปไตยยังไม่พอ เพราะฉะนั้นคนที่ทำงานในการเมือง จึงจะทำอย่างไร กับคนที่ไม่รู้เรื่องนี้ ก็ได้ มันจึงไปเละๆเทะๆ อยู่ตลอดเวลา อาตมาจึงเห็นว่าผลมันน่าปวด น่าเจ็บ อาตมาจึงมาช่วยคนให้เข้าใจ ให้มีปัญญา เมื่อคนมีปัญญาแล้ว คนจะเข้าใจประชาธิปไตย นักข่าว : เฉพาะจุดนี้ใช่ไหมคะ พ่อท่าน : ถ้าคนมีปัญญา แล้วคนจะเข้าใจ ถ้าคนไหนที่ไม่เห็นแก่ตัว สามารถ มองสังคมในด้านที่ดีแล้ว เข้าใจสังคมในด้านที่ดี เข้าใจความอยู่รวมกันที่ดีแล้ว มนุษย์พวกนั้นแหละ คือมนุษย์ที่เป็นตัวประชาธิปไตยที่แท้จริง เพราะว่าหลักการของศาสนานี่เป็นหลักการที่จะให้คนลดกิเลส ความเห็นแก่ตัว เป็นคนที่มีอิสรเสรี ภาพ มีภราดรภาพ มีความเป็นพี่เป็นน้องกันอย่างแท้จริง และมีสันติภาพ อยู่กันอย่างสามัคคีอย่างดี ร่มเย็นจริงๆ มีสมรรถภาพ นี่ศาสนาพุทธนะ ไม่ใช่ศาสนาฤาษี ที่ไปนั่งหลับหูหลับตา ป่า เขา ถ้ำ แล้วก็ไม่รู้เรื่องอะไรเลย อะไรก็ไม่เป็น ไอ้งานเคยเป็นเคยมี ทำไม่เป็นเสียอีกด้วย เลิกหมด มาบวช มาปฏิบัติธรรม กลายเป็นคนนั่งหลับตา เหาะเหินเดินน้ำ ดำดินเป่ามนต์ รดด้วยน้ำมนต์ ทำอะไรเลอะเทอะ ไอ้อย่างนั้น มันไม่ใช่ศาสนาพุทธ นั่นมันไปกันใหญ่ เพราะศาสนาพุทธนี่จะต้องมีสมรรถภาพ มีความสามารถของสังคม ที่จะสร้างสรรสิ่งที่เป็นสัมมาอาชีพ เพราะอยู่ในหลักมรรคองค์ 8 เลย สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ ต้องคิด ต้องพูด ต้องกระทำการงาน ต้องทำอาชีพ ต้องมีความรู้ ต้องทำ ต้องขยันหมั่นเพียร อย่าเป็นภาระสังคม อย่าเป็นกากสังคม อย่าเป็น โดยเฉพาะอย่าเป็นปลิงสังคม อย่าเป็นทากสังคม ไอ้นี่สำคัญ แล้วต้องมีบูรณาการ หรือบูรณภาพ ของอิสรเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ นี้จริงๆอย่างจริงๆ มีบูรณาการ จนกระทั่งเกิดบูรณภาพของ 4 หลักใหญ่นี่ นักข่าว : ท่านคะ แล้วทางออกของสังคม โดยเฉพาะประชาชนนี่ กับการเมือง ในปัจจุบัน ควรจะเดินไปแนวไหนคะ ถึงจะทันกับนักการเมืองที่กุมบังเหียนของ ประชาชนตอนนี้อยู่ พ่อท่าน : ก็เดินไปในแนวทางที่ จะต้องพัฒนาคนให้เป็นคนมีจิตสูงส่งขึ้น มีจิต วิญญาณ เพราะจิตวิญญาณเป็นประธานชีวิตมนุษย์ จิตวิญญาณนี่ มันมีกิเลส ถ้าเผื่อว่าไม่ล้างกิเลสออกจากจิตวิญญาณ และไม่เข้าใจจริงๆนะ จิตวิญญาณจะถูกกิเลสครอบงำไปทุกวันๆๆๆ และตกเป็นทาส ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ที่มันมอมเมากัน เดี๋ยวนี้ยังมอมเมากันจัดจ้านมากเลย ไม่ว่ารสในทาง Sadism ไม่ว่ารสในทางกาม ทั้ง Sadism ทั้งทางกาม แรง แรงมาก รุนแรง ทาง Sadism ทางความรุนแรง โอ้โฮ ต้องสะใจ ต้องรุนแรง ทางกามก็ โอ้โฮ เยิ้มเยอะเลอะเทอะ พูดเลยได้อะไร เน่าเฟะ ต่างๆนานา มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ อาตมาไม่ได้ลงโทษสังคมนะ อาตมากล่าวถึงสถานภาพของสังคมที่เป็นจริง ใช่ไหม? มันเป็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้นศาสนานี่ ทำให้ล้างสิ่งเหล่านี้จริง ลดล้างสิ่งเหล่านี้ได้ ทั้งจิตวิญญาณทั้งพฤติกรรม พฤติกรรมของมนุษย์ เมื่อพฤติกรรมของมนุษย์ เมื่อมนุษย์เข้าใจจริงและลดได้จริง จิตวิญญาณฉลาด ลดละไอ้เรื่องเหล่านี้ได้จริง พฤติกรรมเขาก็ไม่มี หรือเขาก็ลดลงๆๆ สังคมก็ดำเนินกันไปอย่างนี้ เพราะฉะนั้นชีวิตมันจะมองออกเลยว่า ใครที่จัดจ้าน ที่ยังกระเหี้ยนกระหือรือ ใครที่แก่งแย่ง ใครที่เอาชนะคะคาน โลภโมโทสัน เพราะมันยังติดยังยึด มันเอร็ดอร่อย มันมัน มันก็ต้องยื้อแย่ง มันก็จะต้องหาอะไรไป Support มันก็ต้องหาอะไรไปซื้อ ไปซื้อ ไปเอามาให้ตัวเองเสพย์ ให้มันสะใจ ชอบสายซาดิสม์ก็เอาซาดิสม์ ชอบสายกามก็เอากาม นักข่าว : หมายถึงต้องนำเอาหลักของพุทธศาสนาเข้ามาช่วยในส่วนนี้ใช่ไหมคะ พ่อท่าน : เมื่อคุณถามพุทธศาสนา อาตมาต้องขอยืนยันพุทธศาสนา เพราะ อาตมาแน่ใจในเรื่องพุทธศาสนานี่ลึกซึ้ง และเป็นจริงได้จริงๆ เพราะฉะนั้นพวก เราก็มาทำจริงๆ และได้พิสูจน์ตัว คนที่ทำมาจนกระทั่งกลายเป็นกลุ่มหมู่ชน ชุมชนอะไรต่ออะไรขึ้นมา อย่างที่คุณถามมาแต่ต้น แล้วก็เกิดไป ซึ่งมันยากมาก นะ เพราะว่ากระแสของสังคมนี่มันสูงมากเลย กระแสรสของกาม รสของไอ้ความรุนแรง ซาดิสม์นี่ มันมากจริงๆนะ มันแรงจัดจ้านกว่า 2,500 กว่าปี สมัยพระพุทธเจ้าแรงกว่าสมัยโน้นมากเหลือเกิน เพราะฉะนั้นให้มันได้ขนาดนี้ อาตมาก็ว่าบุญหนักหนาแล้ว แต่ต้องทำต่อ เพราะไม่มีอะไรดีกว่านี้ นักข่าว : แสดงว่า ท่านมองว่า การที่คุณจำลองเข้ามาทางการเมืองอีกครั้ง ครั้งนี้ ไม่มีประโยชน์ใช่ไหมคะ? พ่อท่าน : มีประโยชน์ จะบอกว่าคุณจำลองเข้าไปทำงานนั้นไม่มีประโยชน์ไม่ได้ เพราะว่าคุณจำลองเอง คุณจำลองก็... นักข่าว : เพราะคนที่อยู่ในการเมืองตอนนี้ก็ ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง พ่อท่าน : เอ้อ ก็มีฤทธิ์คะคานได้บ้างเหมือนกันนะ แต่นั่นแหละ หนัก อาตมาน่ะ สงสาร บอกว่าเจ็บปวดนะ คุณจำลองนะ หนักนะ แต่ทีนี้คุณจำลองก็เสียสละตัวเองที่จะเข้าไปรับความเจ็บปวดนี้ หรือเข้าไปรับความหนักหนาอันนี้เอง ซึ่งถ้าเรามองให้ดี ก็หมายความว่า คุณจำลองเสียสละ มันก็เป็นสิ่งที่น่าอนุโมทนา ใช่ไหม? น่าสรรเสริญใช่ไหม? ก็จะเข้าไปอย่างรับ ทั้งๆที่รู้ว่ามันหนัก มันจะต้องไปรับอะไรต่ออะไร ทั้งๆที่แรงงาน หรือว่าเวลาที่มี ที่จะเอาไปทำ ก็เอาไปทำ ซึ่งอาตมาว่ามีผลบ้าง ต้องมีผลบ้าง เพราะว่าเจตนาทำจริง แล้วอาตมาก็เชื่อว่าคุณจำลอง ก็มีความสามารถพอสมควร แต่นั่นแหละอาตมาสงสาร ถ้ามาทำทางนี้ ก็จะเป็นประโยชน์ทางนี้ ก็จะได้ช่วยกันสร้างคน ซึ่งจะไม่เหน็ดเหนื่อยเท่านั้น อาตมาว่าจะไม่เหน็ดเหนื่อย แต่คุณจำลองก็ยังสงสารสังคม ก็ตัดสินใจอย่างนั้น นักข่าว : ก็คงจะไม่มีคำถามแล้ว เพราะว่าสยามโพสต์ก็สัมภาษณ์ท่านไปเยอะ พ่อท่าน : เอ้อ สยามโพสต์ ถอยไปไหนแล้ว ไปนั่งไปนอนอยู่โน่น (เสียงผู้ชาย : ไปแกะเทปครับ ถอดเทปครับ) หา ถอดเทป (เสียงผู้ชาย : ไม่เสียเวลาว่าง) โอ้โฮ ไม่เสียเวลากันเลยนะ (เสียงผู้หญิง : ตามมานี่ เพราะว่าอะไรเหรอคะ?) ตาม มานี่เพราะอะไร? นักข่าวก็ต้องเอาข่าวน่ะซิ คุณจะถามทำไม? นักข่าว : อยากมาดูที่ราชธานีอโศก เพราะเห็นว่าน้ำท่วม (เสียงผู้หญิง : แล้วได้เห็นหรือยังคะ ว่าท่วมอะไรบ้าง) เห็นแล้ว เดินมาแล้ว ลุยมาแล้ว ตรงโน้น... พ่อท่าน : ทางเข้า ทางเข้ามา นี่ใช่ ราชธานีอโศกนี่น่ะ ใช่ นี่อีกหน่อยนี่ก็วาง ผังแล้วนี่ เดี๋ยวจะสร้างบ้าน นี่พวกคุณ นี่ดีนะที่มาเห็นตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้นอะไรมากมาย มีแต่กระตั๊ก กระต๊อบอย่างนี้ อีกหน่อยซัก 5 ปี 8 ปี มันก็คงไม่เป็นอย่างนี้ คราวนี้มันก็เป็นอย่างนี้ เพิ่งเริ่มต้น (เสียงผู้หญิง : ไม่ถึง 5 ปีค่ะ ภายใน 2 ปี) ฮ้า คุยโม้ใหญ่ โธ่ ทำ เอ้อ Big Mouth นักข่าว : แต่ต้นไม้ ตอนนี้ก็เยอะนะคะ พ่อท่าน : มันของเดิม แต่ไม่พอหรอก นี่คิดดูสิ เมื่อกลางวัน เมื่อเที่ยงๆ เดินมา โอ้โฮ ร้อนจี๋ (เสียงผู้ชาย : ที่กรุงเทพฯ ก็เหมือนกันครับ ลมไม่มีพัดเลยฮะ เมื่อวานนี้ก็ร้อนมาก) ไหนว่า บ่าย มันตกทุกวัน นี่บ่าย 3 แล้ว ยังไม่ตกเลย (เสียงผู้หญิง : เห็นท่านมา เลยไม่ตกมั้งคะ?) อาตมาเก่งปานนั้นเชียวหรือ ทำให้ฝนฟ้าไม่ตกได้ นี่ฉบับไหนบ้างนี่? ข่าวสดอะไร? นักข่าว : Pacific INN แล้วก็ กรุงเทพธุรกิจ พ่อท่าน : อ้อ Pacific นั่นน่ะ โอ้ เสียง ออกเรื่อยๆ นั่นนะ มิน่าล่ะ โอ้โฮ ไม่หาเครื่องใหม่กว่านี้มั่ง? นักข่าว : นี่ชัดนะคะ พ่อท่าน : ใช้ ของเราก็ใช้ มีอยู่เครื่องเหมือนกัน แก่พอกันเลย นักข่าว : ของใหม่มีค่ะ แต่ว่า ชาร์จแบตเตอรี่ลำบาก (เสียงผู้ชาย : เดี๋ยวไปถอดเทปเองบนรถไฟ ไม่ต้องถอดเลย Pacific นี่ ตัดเสียงต่อเลย ภาพไม่มี) พ่อท่าน : เอาเสียงก็ไม่เป็นไร เขามีภาพอื่นประกอบ (เสียงผู้หญิง : อยากถามผู้สื่อข่าวค่ะ) อยากถามผู้สื่อข่าวบ้างเหรอ ? เอาเลย (เสียงผู้หญิง : ที่พ่อท่านตอบสัมภาษณ์ไป น่าจะลงให้หมดนะคะ) ไม่หมดหรอก หมดไม่ไหวหรอก เอาประเด็นที่เรียบเรียง นักข่าว : เอาเฉพาะประเด็น ถ้าทำสกู๊ปนี่ เขาจะออกทั้งหมด จะมีหน้าสกู๊ป (เสียงผู้หญิง : แต่มั่นใจว่าได้เนื้อนะคะ?) ได้ค่ะ รับรองไม่ผิดคำพูดค่ะ (เสียงผู้หญิง : นักข่าวนี่มีหนังสือ เราคิดอะไรกันหรือยังคะ?) พ่อท่าน : ฮะ จะขายเลยหรือ หมดแล้ว ขายหมดแล้ว หมดไม่มีหนังสือแล้วนี่ แหม ขายหมดทุกหน้าเลยนะ โอ้โฮ นักขายที่นี่ ขายจัง (เสียงผู้ชาย : นี่ นักข่าวการเมืองเหรอ ข่าวอื่นไม่…) นักข่าว : ค่ะ เราแยกทีมกัน คนละทีมกับตอนจับพ่อท่านตอนนั้น ทีมข่าวอาญา พ่อท่าน : ข่าวการเมืองยังไปหลายที่ แบ่งกัน โอ้โฮ ไม่อย่างนั้น ไม่ทันการหรอก แล้วเสร็จแล้ว ก็ไปถึง ก็ แหม Re-writer ก็มารวมๆ ทำงาน เดี๋ยวนี้ กัน โอ้โฮ แข่งเวลา ข่าวสดเขาเกาะติดน่าดู แต่ดีนะ ดี อาตมาไม่อยากพูดถึงหรอกนะ เพราะว่ามัน แม้แต่กระแสหลักอะไรต่ออะไรกับอาตมา พูดไปแล้วมัน อาตมาเลยยังไม่อยากจะทำอะไรให้มันวุ่นวาย เพราะมันกระทบถึงกันหมด อาตมาไม่อยากจะ เพราะฉะนั้นเราก็มีเรื่องอื่นจะพูดอีกเยอะแยะไป พูดเรื่องอื่นดีกว่า (เสียงผู้หญิง : พูดเรื่อง เพชรซาอุฯ ดีกว่า) อาตมาไม่เกี่ยวเลย เพชรซาอุฯ ฟังแต่ข่าวเขาล่อกันเละเลย เท่านั้นเอง นักข่าว : รู้สึกว่าสังคมปัจจุบัน ทางออกรู้สึกว่า มันจะไม่ค่อยมีแล้ว พูดถึงถ้ายกคดีท่านยันตระขึ้นมาคดีหนึ่ง คดีเพชรซาอุฯ ขึ้นมาอีกคดีหนึ่งนี่ รู้สึกว่า สังคมมัน (เสียงผู้ชาย : มันเริ่มเอือมระอามากเลย เสียงผู้หญิง : พ่อท่านคะ ตอนอ่านข่าวเพชรซาอุฯ พวกเราก็เลยแซวกันว่า ก็พ่อท่านบอกว่ามีหลายกระบุง ไม่เห็นมีใครมาตามหาเลย?) จริงหรือคะ? พ่อท่าน : เพชรที่เขาหมายนี่ หมายถึงเพชรทางธรรม พวกนี้เขาโกยกันอยู่อาตมาเอาออกมาแจก ชักออกมาแจกทีละเม็ด สองเม็ด สามเม็ด สี่เม็ด ไม่กล้าที่จะเอาออกมาแจกทีละ 10 เม็ด 20 เม็ด อาตมามีเพชรเยอะ แต่ว่าไม่สามารถที่จะเอาออกมา เพราะว่ากลัวตาจะบอด เอาออกมาทีเดียวทั้งกระบะนี่ ตาลาย ตาวาว (เสียงผู้หญิง : เพชรของพ่อท่าน ไม่มีคนมาเอา เดี๋ยวระวังตาบอด แสบตา เสียงผู้ชาย : พ่อท่านครับ เมื่อสักครู่นี่ นักข่าว บอกมาว่า ตั้งแต่ข่าวท่านยันตระ ข่าวเพชรซาอุฯ ทำให้ประชาชนเริ่มรู้สึกว่ามัน เกิดความรู้สึกอะไรนี่ เป็นเพราะว่าข่าวเมืองไทยทุกวันนี้ ชอบเสนอเรื่องแบบที่ว่า ความไม่ดี แล้วชอบยกขึ้นมา อย่างนั้นใช่ไหมฮะ?) จริงๆนะ สังคมไทย อาตมาก็วิจารณ์อยู่ในหนังสือที่สยาม โพสต์สัมภาษณ์ไป เขาก็ลงไว้แล้ว มันก็มีเนื้อหา มันในนี้ อาตมาเอามา ที่จริง สยามโพสต์ไปตัดก็เยอะ อาตมาถึงได้มา Re-write ใหม่อีก แล้วก็ลงไป เติมไปตั้งเยอะตั้งแยะ เรียบเรียง...เหอ ( เสียงผู้หญิง : ทั้งหมด หลายหน้าเลย) นี่เยอะเลย สยามโพสต์ตัดออกมา แม้แต่เนื้อหาก็เพี้ยน มันผิด เพราะว่าสยามโพสต์ที่เอาไปลงก่อนนั้น ยังไม่เข้าใจ คนมาสัมภาษณ์ก็คนหนึ่ง คนไปถอดเทปก็คนหนึ่ง มันก็เลยไปกันใหญ่ ด้วยคำว่า "บุญนิยม" นั่นน่ะ ไม่มีเลยนะ ที่ลงในสยามโพสต์ ไม่มีคำว่า บุญนิยม ทั้งๆที่อาตมาพยายามอธิบายบุญนิยมให้ชัดๆว่า เทียบเคียงให้เห็นกับทุนนิยมชัดๆ เสร็จแล้วมันก็เลย ความหมายมันปนเลย พลความที่ขยายบุญนิยม ก็ไปใส่ตัวหนังสือคำว่า บุญนิยม ก็ไปพิมพ์ลงไปว่า ทุนนิยม ซึ่ง บางคนไม่เคยได้ยินเลยคำว่าบุญนิยม เขาก็เข้าใจว่าทุนนิยม คำเดียวเท่านั้น คำว่าบุญนิยม มันเป็นคำใหม่ เขาจะไม่เคยได้ยิน เขาก็อ่านแล้ว เขาก็ไม่เข้าใจ งง เมาไปหมดเลย มันอะไรกันแน่ มันก็เลยปนกันเละไปหมดเลย อาตมาต้องมาพยายามเขียน พยายามทำลงไป…( เสียงผู้ชาย : อ่านในสยามโพสต์แล้วงง) งง คนละความ ก็ขยายความไปอย่างหนึ่ง แต่ว่าคำอีกคำหนึ่ง ทีนี้ความหมายของบุญนิยมกับทุนนิยม มันค้านแย้งกัน มันก็เลยไปกันใหญ่ มันไม่ได้ นักข่าว : พ่อท่านคะ หนูคงต้องขออนุญาต พ่อท่าน : เอ้า เชิญ นักข่าว : ขอบพระคุณ ( เสียงผู้หญิง : คาดว่าคงจะไม่มาเป็นครั้งสุดท้าย ถ้ามา อีกครั้ง ก็ยินดีต้อนรับ มีที่นอน) ต่อจากนั้นเป็นเสียงสนทนาของคนมากคน สับสนไปหมด มีการพาลงเรือไปส่ง สนทนาเป็นเสียงพื้นบ้านอีสาน รวมทั้งพ่อท่าน ก็เว้าอิสานด้วยค่ะ ไม่ สามารถแยกแยะได้ เพราะประสานเสียงกันมากมายค่ะ
จัดทำโดย สุภาณี บูรพ์ภาค 20 ต.ค.37 ตรวจทาน 1 โดย สม. ปราณี พิมพ์โดย สม. มาบรรจบ ตรวจทาน 2 โดย โครงงานถอดเทป 23 ต.ค.37 เข้าปกโดย สมณะพรหมจริโย เขียนปกโดย พุทธศิลป์