บทที่ 6.docx

โฟลเดอร์วิทยานิพนธ์
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์258 KB
วันที่แก้ไข10 ธันวาคม 2557

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 6 แนวคิด วิธีการสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 และ การพัฒนาศีลธรรมตามแนวทางภูผาฟ้าน้ำ การพัฒนาศีลธรรมให้กับเยาวชน ตามแนวทางภูผาฟ้าน้ำ มักจะถูกเรียกว่า ระบบแม่ไก่ลูกไก่ มีจุดเริ่มต้น จากการที่ท่านอาจารย์หนึ่งภูผาฟ้าน้ำ สมณะบินบน ถิ รจิตโต ริเริ่มให้เกิดระบบการศึกษานี้ ด้วยเห็นนักเรียนสัมมาสิกขาต่างๆ โดยเฉพาะลูกหลานญาติธรรม ที่เริ่มต้นด้วยดี ต่อมาต้องออกไปเพราะเหตุแห่งการละเมิดศีล และท่านก็มีข้อมูลว่า เด็กละเมิดศีล มาจากการทำผิดเล็กๆน้อยๆก่อน และพัฒนาความผิดใหญ่ขึ้นๆ เพราะไม่มีผู้ใหญ่ที่มีศีลอยู่ใกล้ชิด คอยบอกกล่าวให้ สัมมาทิฏฐิ ด้วยผู้ใหญ่แต่ละคนก็มีหน้าที่ ภาระมากมายหลายด้าน อีกทั้งท่านก็มีภูมิธรรมที่เชื่อว่า หากเด็กๆมีมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดีแล้ว เด็กก็จะพัฒนาได้ดี เพียงแต่จะต้องจัดองค์ประกอบของผู้ใหญ่ที่มีศีลให้มีเวลามาอยู่กับเด็กตลอดเวลา เรียกผู้ใหญ่ว่า แม่ไก่ เรียกเด็กๆว่าลูกไก่ ในบทนี้ ผู้วิจัย ได้ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนได้ทำงานภาคสนาม โดยฝังตัว สังเกต และสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง แล้วทำการวิเคราะห์ผลข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้อง แล้วนำมาเรียบเรียงนำเสนอ การวิเคราะห์ผลข้อมูล เป็น 4 หัวข้อ ดังนี้ แนวคิด สัม มา อริยมรรคมีองค์ 8 จากหนังสือสมาธิพุทธ ของ พ่อครูสมณะ โพธิ รัก ษ์ โพธิรักขิ โต เป็นแนวคิดที่นำมาใช้ในงานวิจัย สัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 อธิบายอย่างเชิงเดี่ยว สัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 อธิบายอย่าง บูรณา การ วิธีการสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 เป็นวิธีการที่สร้างเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิด สัมมาทิฏฐิ ประธานของสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 แบ่งการนำเสนอเป็น สัมมาทิฏฐิ ปัจจัยภายในตัวผู้ปฏิบัติ ที่ทำให้เกิด สัมมาทิฏฐิ คือ ปร โตโฆษะ และโยนิโสมนสิการ ปัจจัยภายนอกตัวผู้ปฏิบ

อ่านต่อ

ัติที่จะนำทางสู่การเกิดปัจจัยภายใน ได้แก่ ส ิ่งแวดล้อมที่ดี กัลยาณมิตร และสัป บุรุษ แนวทางภูผาฟ้าน้ำ เป็นแนวทางซึ่งนำแนวคิดสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 มาใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรมอย่างน่าอัศจรรย์ โดยนำครูพี่เลี้ยงเป็นผู้ขับเคลื่อนกระบวนการ การพัฒนาศีลธรรมให้กับเยาวชนด้วย วิธีการสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 ตามแนวทางภูผาฟ้าน้ำ เครือแหชาวอโศก เป็นการนำแนวคิด วิธีการสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 มาใช้ในแนวทางภูผาฟ้าน้ำอย่างลงตัว โดยมีองค์ประกอบของการพัฒนา 3 องค์ประกอบ ดังนี้ สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม สภาพแวดล้อมทางกายภาพ ห่างไกลจากแหล่งอบายมุข สภาพแวดล้อมทางจิตภาพ กิจวัตร การใช้ชีวิตตามตารางชีวิต กิจกรรม งานประเพณี และ กิจกรรม จิตอาสา ที่คุรุแม่ไก่พาทำ กิจการ ฐานงานของชาวอโศก บุคลาการที่เหมาะสม ครูพี่เลี้ยง หรือเรียกว่า ‘ คุรุแม่ไก่ ’ คุณสมบัติของคุรุแม่ไก่ อย่างน้อยต้องมี 3 ข้อ ได้แก่ มีปกติ ถือศีล 5 และกินมังสวิรัติ เป็นอย่างน้อย ผ่านการคัดเลือก ผ่านการอบรม หมั่นฝึกฝนตนอย่างต่อเนื่อง บทบาทหน้าที่ของคุรุแม่ไก่ หน้าที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ฝึกฝนตนเองต่อเนื่องเป็นปกติ หน้าที่เป็นกัลยาณมิตร หน้าที่ เป็นสัป บุรุษ สมณะการศึกษา กระบวนการที่เหมาะสม เงื่อนไขการรับลูกไก่ โดยความยินดีสมัครใจของเยาวชน เงื่อนไขการ ให้เยาวชน ติดตามแม่ไก่ตลอดเวลา มองตนผ่านการปฏิบัติศีล 5 ในวิถีชีวิต กิจวัตรตามตารางเวลาชีวิต กับ การปฏิบัติธรรม กิจกรรม งานประเพณีชาวอโศก และกิจกรรมจิตอาสา กับการปฏิบัติธรรม กิจการ ฐานงาน กับ การปฏิบัติธรรม การมองตน ทบทวนตนผ่านการวิเคราะห์ประเมินตนเอง ทบทวนตน ด้วยการตรวจศีล จากใบศีล ใบงาน ใบงบดุลชีวิต ใบศีล ใช้กับ กิจวัตรประจำวัน ใบงาน ใช้กับ การทำงานในแต่ละวัน ใบงบดุลชีวิต ใช้กับ การประมาณการใช้จ่ายในแต่ละวัน การมองตน สังเคราะห์ตนเองกับคุรุแม่ไก่และสมณะ พบปะพูดคุย กับ สมณะทุกวัน พูดคุยสรุป กับ คุรุแม่ไก่ ก่อน และ หลัง ในทุกประสบการณ์ชีวิต การมองตน แก้กรรมทำกุศลเพิ่ม เมื่อละเมิดหรือกระทำความผิด ความต่อเนื่องสั่งสมจากน้อยสู่มาก จากความอ่อนแอสู่ความแข็งแรง แนวคิดสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 จาก หนังสือสมาธิพุทธ ของ พ่อครูสมณะ โพธิ รัก ษ์ โพธิรักขิ โต เป็นแนวคิดที่นำมาใช้ในงานวิจัยชิ้นนี้ จากการศึกษาพบว่า แนวคิดสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 เป็นแนวคิดที่ สำคัญที่สุดในศาสนาพุทธ มีเป้าหมายมุ่งที่จะสร้างมนุษย์ที่สมบูรณ์ ตามอย่างองค์สมเด็จพระสัมมา สัม พุทธเจ้า คือ เป็น มนุษย์ที่หมดกิเลส ตัณหา อุปาทาน หรือ ย่นย่อก็คือ ให้หมดความเห็นแก่ตัวเป็นที่สุด ดังที่ท่านสม ณะบินบน ถิ รจิตโต อาจารย์หนึ่ง ของ ภูผาฟ้าน้ำ ได้ชี้ให้เห็นความสำคัญ โดยนำคำกล่าวจากพระไตรปิฎก ว่า “ ...พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ศาสนาพุทธเกิดมรรคมีองค์ 8 จึงเกิด พระพุทธเจ้าเกิดมรรคมีองค์ 8 จึงเกิด มรรคมีองค์ 8 เกิดก็แสดงว่าพระพุทธเจ้าเกิด ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้าไม่มีศาสนาพุทธนี่ มันก็ไม่มีมรรคมีองค์ 8 ... ” จากการศึกษาพบว่า สัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 สามารถ อธิบายได้เป็น 2 นัยยะ ดังนี้ สัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 อธิบายในเชิงเดี่ยว เป็นการศึกษาสัมมาอริยมรรคอย่างแยกส่วน แต่ละองค์ อธิบายถึงการทำงานของ อริยมรรคมีองค์ 8 ที่ละองค์ๆ ดังปรากฏจาก พระไตรปิฎก เล่มที่ 14 พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ 6 มัชฌิม นิกาย อุปริปัณณาสก์ และหนังสือสมาธิพุทธ พอสรุปความได้ว่า ‘ ... การปฏิบัติธรรมด้วยแนวคิดสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 ประกอบด้วย ความรู้ ความเข้าใจในข้อปฏิบัติว่า อย่างไรละเมิด อย่างไรไม่ละเมิดในศีลที่สมาทาน ( สัมมาทิฏฐิ ) เป็นองค์ประธาน และประกอบกับการปฏิบัติ คือการไม่ละเมิดศีลที่กำหนดตามที่แต่ละบุคคลที่จะปฏิบัติ เช่น ถือศีล 5 เป็นต้น ก็จะพยายาม(สัมมาวายามะ) ตั้งสติ(สัมมาสติ) ไม่ให้ละเมิด ในสัมมาอริยมรรคองค์ที่ 2 คือ การคิด องค์ที่ 3 คือ การพูด องค์ที่ 4 คือการกระทำ องค์ที่ 5 คือการประกอบอาชีพ ซึ่งประกอบกันเป็นรูปแบบการดำเนินชีวิต โดยมีองค์ที่ 6 คือ ความพยายามต่อเนื่อง และองค์ที่ 7 คือ การมีสติกำหนดรู้ ตามรู้ ความจริงที่เกิดขึ้นว่ามีอาการชอบ ไม่ชอบ หรือเฉย เมื่อกระทบผัสสะ คือเผชิญกับสิ่งที่เป็นเครื่องทดสอบศีลของตน ว่าหวั่นไหวหรือไม่ แค่ไหน อย่างไร และจะจัดการอย่างไรให้เป็นไปในทิศทางที่ลด ละ เลิก ให้ศีลที่ตนตั้งสมาทานไว้สมบูรณ์ เป็นการตรวจสอบตนเองว่า ทำได้ หรือยังไม่ได้ และปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่องแค่ไหน หรื อปฏิบัติจนเป็นปกติในศีลข้อนั้นๆ ซึ่ง เรียกว่า เกิดผลเป็นสัมมาอริยมรรคองค์ที่ 8 คือ ความ มีสมาธิแบบพุทธ หรือคือ ความตั้งมั่นของจิตในการที่ไม่ละเมิดศีลที่ตนได้ถือปฏิบัติ และหากได้ผลเป็น สมาธิแล้วก็จะสั่งสมเป็นสัมมาญาณ (รู้ตัวตลอดสายการปฏิบัติ) และสัมมาวิมุติ (ความหลุดพ้นจากศีล ที่สมาทานอย่าง ไม่กลับกำเริบอีก ) ต่อไป ซึ่งก็คือความเป็นปกติในศีลนั ้นอย่างยั่งยืนไม่เปลี่ยนแปลง มั่นค งอย่างไม่สงสัยใดๆ ได้อย่างเที่ยงแท้ถาวรนั่นเอง ” จากการสัมภาษณ์ ท่านสมณะ และคุรุ การศึกษาภูผาฟ้าน้ำ ท่าน ได้อธิบาย เพิ่มเติม ถึงลักษณะ และ แง่มุมของการนำไปปฏิบัติจริง ดังนี้ ท่านสมณะบินบน ถิ รจิตโต อาจารย์หนึ่งภูผาฟ้าน้ำ ได้แสดงให้ความรู้ ขยายความเข้าใจ เพิ่มเติม จาก การให้สัมภาษณ์ว่า “ ...สัมมาอาริ ยมรรค มีองค์ 8 คือหนทางที่ถูกต้อง ทางสู่ความเจริญ สู่อาริยะ อาริยะก็มีสี่ระดับ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี แล้วก็อรหันต์ หรือแปดระดับจะเป็นลักษณะแบบโสดา ปฏิ มรรค โสดาปฏิ ผล สกิทาคามีมรรค สกิทาคามีผล แล้วก็อรหัตมรรคและอรหัตผล บุคคลแปดหรือบุคคลสี่ก็ได้ นี่ก็คือถ้าหากว่าใครปฏิบัติตามหลักสัมมาอาริ ยมรรค มีองค์ 8 ก็จะได้เป็นอา ริย ชน เป็นบุคคลที่เจริญขึ้นตามลำดับที่ได้กล่าวมา ... ทีนี้ในสัมมา แปลง่ายๆ นะ อาตมาเคยใช้คำว่า “ถูกเหมาะ” ทั้งถูกด้วย ทั้งเหมาะด้วย เหมาะกับตัวเองมีการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม “ ธมฺ มานุ ธมฺมปตฺ ติ ปตฺ ติ” เพราะธรรมะนี่มันจะมีระดับของมันอยู่ แต่ที่มันจะเหมาะกับตัวเองนี่ อันนั้นแหละคือสิ่งที่ต้องศึกษา เรื่องสัมมานี่ถ้ามันทำให้เราพัฒนาเราจะปฏิบัติศีลอย่างถึงรอบเป็นสัมมา ….. ถ้าอย่างหลักกว้างๆ ก็คือฆราวาสก็ศีล 5 ต้อง สัมมาทิฏฐิ ว่าเราต้องมีศีล 5 เมื่อเรา สัมมาทิฏฐิ ก็ทำให้เราคิดอยู่ใน สัมมาทิฏฐิ คิดดีแล้วก็สัมมาวาจา พูดดีหรือว่าพูดถูกเหมาะ สัมมากัมมันตะกระทำถูกเหมาะ สัมมาอาชีวะมีอาชีพที่ถูกเหมาะ สัมมาวายามะก็คือพยายามอย่างถูกเหมาะ สัมมาสติก็คือมีสติอย่างถูกเหมาะ รวมกัน 7 ขั้นตอนนี้ก็จะทำให้เกิดสมาธิที่ถูกต้อง เป็นสมาธิพุทธนะแบบนี้ เป็นสัมมาสมาธินั่นคือข้อที่ 8 ” ส่วน ท่านสมณะ โพธิ ส ิทธิ ได้ให้สัมภาษณ์ในแง่มุม เกี่ยวกับกา รนำไปใช้ปฏิบัติจริงของเยาวชน ว่า “...โดยหลักการที่นำมาใช้ในภาคปฏิบัติ ก็ต้องเรียนรู้หลักปริยัติ ก่อน มีสัมมา ทิฏฐิ ... นอกจากนี้ยังมีสัมมาสัง กัปปะ เขาจะเรียนรู้ ดูว่าการคิดของเขาเป็นกามคือ เอาแต่ใจตนเอง เรียกร้อง หรือเป็นพยาบาท คือถือสาเพื่อน คุรุ นักบวช หรือไม่ เขาคิดอะไรต้องถามตัวเอง ต้องตรวจตัวเอง เรามีหน้าที่ต้องบอกเขา การบอกคือการสื่อปริยัติ เมื่อเขารู้อย่างนี้ เมื่อเขาเข้าใจเขาก็จะนำไปปฏิบัติ เขาทำได้แค่ไหน ก็จริงตามนั้น เมื่อทำได้จริงก็จะเป็นบุคคลที่ทรงคุณค่า เป็นบุคคลที่ควรเป็นของตนเอง ของครอบครัว ของสังคม ของโลกเลยทีเดียว เมื่อสังกัปปะเป็น และทำได้ วจีกรรมก็จะสัมมาคือไม่โกหก หลอกลวง ประชดประชัน เสียดสี ยุแหย่ และ กัม มันตะก็จะสัมมาคือไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักขโมย ไม่ประพฤติผิดในกาม มีการตรวจศีลด้วยตนเอง ส่วนอาชีวะที่เป็นสัมมา ก็เริ่มตั้งแต่ไม่ประพฤติมิจฉาวานิชชา 5 คือ การค้าขายอาวุธ ค้าขายสัตว์เป็น ค้าเนื้อสัตว์ สิ่งมอมเมา (ยาบ้ายาเบื่อยาเมา) จนกระทั้งการมีสัมมาอาชีวะ คือการไม่มีมิจฉาอาชีวะ 5 ได้แก่ เลี้ยงชีพด้วยการโกหก ด้วยการหลอกลวง ด้วยการล่อหลอกตลบตะแลง ด้วยการมอบตนในทางผิดคือการทำงานกับคนชั่วที่โกง แม้เราไม่โกงด้วยแต่ทำงานให้เขาโกงสำเร็จ และด้วยลาภแลกลาภ ตามลำดับ ลาภแลกลาภคือเมื่อเขาเรียนฟรี เขาพอปิดเทอมก็จะมาช่วยทำงานให้กับชุมชนโดยไม่รับเงินค่าจ้าง หรือเมื่อเขาทำดี แล้วก็ไม่ต้องแลกกับคำชม เมื่อทำดีโดยไม่ต้องมีคำชมทำจนเป็นตนเองนี่คือความลึกซึ้งของศาสนา ส่วนวายามะ และสติเป็นส่วนประกอบของการปฏิบัติตลอดทั้งวัน วายามะคือการเพียรพยายามลดกิเลส สติคือตามรู้ มีตั้งแต่สติสัมปชัญญะ เบื้องต้นก็มีสติที่จะมีความยินดีในการปฏิบัติตามกติกาของโรงเรียน ปฏิบัติตามคุรุที่มีศีล มีธรรม มีสติที่จะไม่ทำผิด อย่างต่อเนื่อง...” สำหรับคุรุสุวภาพได้ขยายการ นำแนวคิดมา ใช้กับ เยาวชนลูกไก่ของตน ว่า “... สัมมาอริยมรรคกับการพัฒนาศีลธรรมของเยาวชนทั้งสองส่วนต้องดำเนินไปร่วมกัน ตั้งแต่เริ่มคิด พูด กระทำ และการดำเนินไปจนเป็นอาชีพ และต้องทำอย่างมีสติรู้ตัว พากเพียร ทำอย่างต่อเนื่องในศีลทั้ง 5 ข้อ ... การที่คุรุ ให้ความคิดเห็น ชี้บอกสิ่งที่ถูกต้อง ถูกตรง ( สัมมาทิฏฐิ ) ในเรื่องการคิด (สัมมาสังกัปปะ) พูด (สัมมาวาจา) กระทำ (สัมมากัมมันตะ) โดยการพาทำ เช่น สัมมาอาชีวะ ก็ให้ฝึกทำ เช่น การทำน้ำเต้าหู้ส่งจำหน่าย เขาได้ฝึกทำเป็นอาชีพสุจริต และต้องทำอย่างสม่ำเสมอ (สัมมาวายามะ) มีความรู้ความเข้าใจ (สัมมาสติ) ทำเพราะรู้ในคุณค่า ให้ผู้บริโภคได้กินสิ่งดีๆ มีคุณค่า ถั่วเหลืองเป็นพืชไร้สารพิษผลิตโดยกสิกรของชุมชนอโศก แค่อาชีพขายน้ำเต้าหู้ ถึงสามารถพัฒนาจนเขาเป็นผู้มีศีลธรรมได้ คิดพูดทำแต่สิ่งดี ” ดังแผนภาพ ที่ 6.1 ดังนี้ สัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 กับการปฏิบัติศีล สัมมาทิฏฐิ มีความเข้าใจ และหลักคิด รู้ว่าอะไรละเมิด ไม่ละเมิดในศีลที่ผู้ปฏิบัติสมาทานไว้ สัมมาสังกัปปะ ไม่คิดเชิงกามคือ เรียกร้อง เชิงพยาบาทคือ ถือสา เชิงวิหิงสาคือ รุนแรง สัมมาวาจา ไม่พูดโกหก หลอกลวง ประชดประชัน เสียดสี ยุแหย่ สัมมากัมมันตะ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักขโมย ไม่ประพฤติผิดในกาม สัมมา อาชีว ะ การประกอบอาชีพ ก็เริ่มตั้งแต่ไม่ประพฤติมิจฉาวานิชชา 5 คือ การค้าขายอาวุธ ค้าขายสัตว์เป็น ค้าเนื้อสัตว์ สิ่งมอมเมา (ยาบ้ายาเบื่อยาเมา) และตรวจดูว่า เมื่อทำงานอาชีพ ก็ไม่เป็น การโกง หลอกลวง ตลบตะแลง มอบตนในทางผิด ลาภแลกลาภ สัมมาวายามะ เพียรพยายามลดกิเลส อย่างต่อเนื่อง ความเพียรที่จะไม่ทำผิด ไม่ละเมิดศีล อย่างต่อเนื่อง สัมมาสติ การตามรู้ มีตั้งแต่สติสัมปชัญญะ เบื้องต้นก็มีสติที่จะมีความยินดีในการปฏิบัติตามกติกาของโรงเรียน ปฏิบัติตามคุรุที่มีศีล มีธรรม มีสติที่จะไม่ทำผิด และไม่ละเมิดศีล แผนภาพที่ 6.1 สัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 กับการปฏิบัติศีล 5 อธิบายแบบเชิงเดี่ยว (ที่มา ผู้วิจัย) สัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 อธิบายอย่าง บูรณา การ จากการศึกษาพบว่า การทำงานของสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 โดยสภาพการปฏิบัติจ ริงนั้น จะทำงานอย่าง บูรณา การกันคือ เมื่อเริ่มกำหนดศีลที่จะปฏิบัติแล้ว ก็จะนำศีลไปปฏิบัติไม่ให้ละเมิด ศีลนั้นก็จะเป็น สัมมาทิฏฐิ เบื้องต้น โดยขณะปฏิบัติต้องอาศัยสติ และความพยายามต่อเนื่องเป็นกำลัง และปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การคิด การพูด การแสดงออก และการประกอบอาชีพ จนกระทั้งศีลที่ปฏิบัตินั้น กลายเป็นปกติโดยไม่ต้องใช้สติ และความพยายามอีกต่อไป กลายเป็นนิสัยใหม่ ตัวตนใหม่ หลุดพ้นจากนิสัยเก่า อย่างรู้ๆเห็นๆตลอดทางของการปฏิบัติของตนๆ ดังที่อธิบายไว้ในหนังสือสมาธิพุทธว่า ‘ ... การศึกษาหลักการของพุทธ คือการศึกษามรรควิธี ประกอบ ด้วยการกระทำต่อกิจกรรม ของพฤติกรรมครบองค์ 3 คือกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม มีสัมมาทิฐิเป็นประธาน อย่างนึกต่อเนื่อง(สัมมาวายามะ) และมีสำนึกตระหนักรู้(สัมมาสติ)ทุกกรรมกริยา(สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ) ต่อทุกกิจกรรมของชีวิต(สัมมาอาชีวะ) จนเกิดผลเป็นสัมมาสมาธิ ตั้งมั่นในความดี ตั่งมั่นในการไม่กระทำความชั่ว(ผิดศีล) และเรียนรู้ ตามรู้ตลอดสายทางของการปฏิบัติมรรควิธี เป็นสัมมาญาณ จนชัดเจนความหลุดพ้นจากกรรมที่เป็นอกุศล(ผิดศีล) คือการมีสัมมาวิมุติเป็นอาริยะในเรื่องที่กำหนดนั้นๆ(ศีล) และจะพัฒนาเรียนรู้และปฏิบัติในศีลเรื่องอื่น ลำดับอื่นต่อไป เป็นอธิ เรียกว่า อธิศีล เกิดเป็นอธิจิต ตามรู้เป็นอธิปัญญา ยิ่งๆขึ้นไปจนบริสุทธิ์ บริบูรณ์เป็นพระอริยะสูงสุดคือ พระอรหันต์นั่นเอง ’ (หนังสือสมาธิพุทธ ข้อ 0.8 หน้า 77-79 ) ซึ่งจากการสัมภาษณ์ ท่านสมณะ การศึกษาใน ดังกล่าว ได้ พบ แง่มุมดังที่ปรากฏ ดัง นี้ ท่านสมณะ โพธิ สิทธิ์ “ ...ทั้งหมดคือ การมีสัมมาทิฐิเป็นประธาน มีวายามะและสติเป็นเหมือนแขนซ้ายแขนขวา มีสังกัปปะ วาจา กัม มันตะ และอาชีวะ เป็นสนาม เขาจะอยู่ในสนามตลอดเวลา นี้คือสัมมาอริยมรรคองค์ 8 อันสุดยอดเมื่อเขาทำอย่างนี้ สั่งสมอย่างนี้ แล้วจิตเขาจะเริ่มนิ่งนี้คือสัมมาสมาธิ ซึงเป็นจุดเด่นของศาสนาพุทธ...” ท่านสมณะแสนดิน “ มรรคองค์ 8 นี้เป็นเหมือนเส้นทางเดินหรือถนน โดยมีศีล 5 เป็นเส้นกรอบถนนให้รถวิ่งไปไม่ออกนอกเส้นทาง เมื่อเริ่มต้นที่ปรับปรุง สัมมาทิฏฐิ ที่เป็นประธานแล้ว มรรคองค์ต่อไปคือเรื่องของ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ก็จะอยู่ในชีวิตตลอด 24 ชั่วโมงของนักเรียนในโรงเรียนโดยมีคุรุแม่ไก่พ่อไก่พาทำพาเป็นอย่างสัมมา แม้เด็กนักเรียนจะไม่มี สัมมาทิฏฐิ แต่ก็อาศัยคุรุเป็นเหมือน สัมมาทิฏฐิ เป็นตัวนำไปจนกว่า นักเรียนจะมีความเป็นสัมมา "สิกขา" ได้ด้วยตนเองซึ่งต้องอาศัย สัมมาวายามะคือความเพียร และสัมมาสติ เป็นเครื่องห้อมล้อม สามารถละมิจฉาสังกัปปะ 3 (กาม-พยาบาท-วิหิงสา) สามารถละมิจฉาวาจา 4 (การพูดโกหก-ส่อเสียด-หยาบคาย-เพ้อ เจ้อ ) สามารถละมิจฉา กัม มันตะ 3 (การฆ่าสัตว์-ลักทรัพย์-ประพฤติผิดในกาม) สามารถละมิจฉาอาชีวะ 5 (การโกง-การหลอกลวง-การ ตลบแตลง -การมอบตน ในทางผิด-การใช้ลาภแลกลาภ)ตามลำดับขั้นไป มรรคทั้ง 7 องค์ก็จะสั่งสมเป็นสัมมาสมาธิ เป็นความตั้งมั่นของจิตใจที่จะไม่ทุกข์ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งยั่วยุให้ผิดศีลที่ตนสมาทาน จากสัมมาสมาธิก็จะสั่งสมเป็นสัมมาญาณ และสัมมาวิมุติต่อไป ” ทั้งหมดเห็นได้ดังแผนภาพที่ 6.2 ดังนี้ แผน ภาพที่ 6.2 สัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 การทำงานอย่าง บูรณา การ (ที่มา หนังสือสมาธิพุทธ ) กล่าวโดยสรุปแนวคิดสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 เป็นแนวคิดที่มุ่งพัฒนามนุษย์ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ในเชิงโลกกุตระ คือเป็นคนที่ลด ละ เลิก กิเลส อันได้แก่ ความเห็นแก่ตัวหรือพฤติกรรมที่มิจฉา โดยกำกับด้วยศีลที่ผู้ปฏิบัติได้สมาทานไว้ ไม่ให้ละเมิด และปฏิบัติจนกระทั่งเป็นสัมมา คือเปลี่ยนเป็นนิสัยใหม่ของตน เป็นปกติไม่ต้องฝึกฝืนอีกต่อไป ในที่สุด เรียกว่า อา ริย ชน โดยมีกระบวนการอันประกอบด้วย การเรียนรู้ และปฏิบัติ มรรค 7 องค์ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และจะบรรลุผล เป็นสัมมาสมาธิ อีกทั้งเมื่อเริ่มปฏิบัติ กระบวนการดังกล่าวจะทำงานอย่างเป็น บูรณา การไปด้วยกันตลอดเวลาของการปฏิบัติ ตราบเท่าที่ผู้ปฏิบัติยังคงเอาจริงอยู่ นั่นเอง วิธีการสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 จากการศึกษาพบว่า วิธีการสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 คือ วิธีการที่ จะจุดชนวนการทำงานของ สัมมาอริยมรรค มีองค์ 8 ให้ ทำงาน เรียกว่า การเดินแห่งมรรค สัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 เป็นเรื่องที่เกิดภายในของผู้ปฏิบัติเอง ไม่สามารถทำแ ทน หรือส่งมอบให้กันได้ และสิ่งที่เป็นตัวจุดชนวนให้สัมมาอริยมรรคทำงาน ก็คือ สัมมาทิฏฐิ ซึ่งเป็นองค์แห่งมรรคแรกสุด และ การ เกิด สัมมาทิฏฐิ ก็ต้องอาศัย ปัจจัย ภายในคือ การเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่จากผู้รู้จริง และพิจารณาว่าสิ่งไหนถูกเหมาะแล้วนำความคิดใหม่ไปกระทำที่ใจ โดยทำลายใจเดิมที่ยึดสิ่งเก่าไว้ ซึ่งการจะเกิดปัจจัยภายในได้ ก็ต้องอาศัย ปัจจัยภายนอก คือ สิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม การคบคุ้นกับบุคคลที่เหมาะสม และการเรียนรู้จากผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ วิธีการสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 จึงหมายถึง การสร้าง เหตุปัจจัยภายนอก เพื่อทำให้เกิดปัจจัยภายใน ที่ก่อให้เกิด สัมมาทิฏฐิ อันจะขับเคลื่อนสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 ต่อไป และ ในส่วนนี้ ซึ่ง ผู้วิจัยขอนำเสนอ วิเคราะห์ผล ตามลำดับ ดังต่อไปนี้ สัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิ หมายถึง เห็นชอบ ได้แก่ ความรู้อริยสัจ 4 หรือ เห็นไตรลักษณ์ หรือ รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือ เห็นปฏิจจสมุป บาท เป็นธรรมข้อแรกของมรรคมีองค์ 8 จากการศึกษาพระไตรปิฎก พบว่า สัมมาทิฏฐิ มี 2 อย่าง อย่างแรก เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ ที่เป็นสาสวะ และอีกอย่างหนึ่ง เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ ที่ เป็นอนา สวะ สัมมาทิฏฐิ ที่ เป็นอนา สวะเป็น สัมมาทิฏฐิ ที่เข้าเขตจิตในจิต คือเขตของรายละเอียดของจิตที่เป็นส่วนที่เป็นการเอากิเลสในส่วนที่เป็นอาสวะ ออก (กล่าวในภาษาทั่วไปก็คือ ส่วนที่ ตกค้างอยู่ภายใ นจิตใต้สำนึกและจิตเหนือสำนึก) ซึ่งเป็นการทำงานของจิต ในจิตล้วนๆ อีกทั้ง การข้ามจากสาสวะไป สู่ อ นาสวะ จะดำเนินไปอย่างเป็นไปเอง เมื่อผู้ปฏิบัติ ปฏิบัติในเขตสาสวะไปเรื่อยๆ จิตก็จะละเอียดขึ้นๆจน สามารถกรองเอากิเลสที่ละเอียดยิ่งขึ้นๆ ที่เรีย กว่า อาสวะ จนที่สุดก็ หมดอาสวะเอง เพราะฉะนั้น การศึกษา สัมมาทิฏฐิ ในที่นี้ ก็จะหมายถึง สัมมาทิฏฐิ ที่ผู้ปฏิบัตินำไปปฏิบัติ จน เห็นปฏิจจสมุป บาท คือ นำไป ล้างอวิชชา(ความหลง รู้ผิดหรือ มิจฉาทิฏฐิ ) ที่ทำให้สังขาร(ปรุงแต่ง) ให้เป็นตัวตน(วิญญาณ) ที่ไม่เหมาะสม โดยการพิจารณานามรูป(อาการทางใจ)ที่ปรากฏให้เห็นเป็นเวทนา( อาการความรู้สึก นึก คิด ที่เกิดภายในใจ ) เพราะ มี ส ฬายต นะ(การเชื่อมโยงระหว่างอายตนะภายนอกคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กับอายต นภาย ในคือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์) ขณะเกิด ผัสสะ(การกระทบ) อันก่อให้เกิดความต้องการให้ได้ดังใจ(ตัณหา)พัฒนาไปเป็นความยึดมั่นถือมั่น(อุปาทาน) กลายเป็นนิสัยหรือสันดาน(ภพ) ที่จะ แสดง ออกอย่างไม่รู้ตัว เป็นการเกิดขึ้น (ชาติ) เปลี่ยนแปลงเสื่อมลงจนกระทั่งดับไป(ชรา มรณะ) ก่อให้ เกิด ลักษณะของความทุกข์ต่างๆ ขึ้น อันได้แก่ ความโศกเศร้า ค่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส คับแค้นใจ(โสกปริ เทวทุกข โทมนัสอุปายาสะ ) จากการสัมผัสสัมพันธ์กับเหตุการณ์ เรื่องราว บุคคลที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ ที่เป็นสาสวะอัน ประกอบด้วย 10 ประการ จากคำอธิบายในหนังสือสมาธิพุทธ ของพ่อครู โพธิ รัก โพธิรักขิ โต(บทที่ 2 หน้า 60 - 61 ) เรื่อง สัมมาทิฏฐิ นี้ ท่านสมณะแสนดินได้ให้ความรู้ เชื่อมโยงกับการเรียนรู้ในชีวิตประจำวัน ว่า “ ทั้งนี้ สัมมาทิฏฐิ เป็นสิ่งสำคัญมากเป็นประธานของมรรคองค์ 8 ซึ่งกระบวนการเรียนรู้ สัมมาทิฏฐิ นั้นจะเป็น "การเรียนรู้ตลอดชีวิต" คือมีการพัฒนาปรับ ปรุงทิฏฐิ ให้มีความถูกตรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยอาศัย "ปัญหาทำให้เกิดปัญญา" เมื่อลูกไก่มีการทำผิดศีลหรือทำผิดระเบียบวินัย ก็ทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ขึ้น คือมีการฝึกให้คุรุลดความถือสา แต่จะใช้การปรึกษาสมณะหรือปรึกษาคณะคุรุ ให้ช่วยกันหาแนวทางหรือวิธีการในการพัฒนาโรงเรียนร่วมกัน รวมทั้งนักเรียนที่ทั้งทำผิดและไม่ทำผิดด้วย ก็จะได้เรียนรู้สิ่งควรและสิ่งที่ไม่ควรทำ เรียนรู้เรื่องของกุศลและอกุศล ให้ทั้งคุรุและนักเรียนเกิดกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ที่จะลดละบาปอกุศลไปถึงเหตุคือตัณหาอุปาทาน จนเปลี่ยนแปลงมาทำแต่สิ่งที่เป็นกุศล ทั้งหมดไม่ได้แยกส่วนกับชีวิตประจำวันสามารถปฏิบัติได้ทุกที่ทุกเวลา สอดคล้องเป็นเนื้อเดียวกันกับการใช้ชีวิต ” อีกทั้ง ท่านสมณะ โพธิ สิทธิ์ได้ขยาย ลงไปใน วิธี ปฏิบัติ ดังนี้ “... เราก็แกะเป็นตัวปฏิบัติ ...ทานมีผล เราให้เขาก็ได้ทำทานตั้งแต่เช้า ไม่นอนคุดคู้ มีข้อตกลง ก็คือมีศีล หรือหลักเกณฑ์ เราควรตื่นตี 5 นะ แล้ว การสละความสุขจากการนอน สละกิเลสลุกจากที่นอนมาเรียนก็คือเขาได้ทานแล้ว ยิต ทัง คือยัญพิธี เราก็มีกำหนด ชาวพุทธเขาจะมาพบนักบวช หรือมากราบพระพุทธรูป แสดงตนเป็นผู้นอบน้อม เป็นนโมตัส สะ ทำจากปริยัติเป็นข้อปฏิบัติ เสร็จแล้ว เขาก็จะได้พูดคุยกับสมณะ เพื่อให้สัมมาทิฐิ พูดคุยกันให้เขาเห็นสักกายะ หรือว่าอะไร เหตุอะไรที่ทำให้เขาทุกข์ หุต ตังก็คือ เขาก็จะได้รู้ตัวเขาเองว่ามีกิเลส เขาก็ได้ฆ่ากิเลส เมื่อเขาพยายามทำแล้ว ผลย่อมได้ สุขตทุกขตานัง กรร มานัง พลังวิปาโก มีวิธีการ มีการปฏิบัติที่ถูกต้อง กรรมก็มีผล เขาเข้าใจได้อย่างถูกต้อง เขาก็จะไม่เป็นคนโลกเก่าแล้ว เปลี่ยนแปลงนิสัย จะกลายเป็นคนโลกใหม่ คนทีมีมรรค มีผล เขาจะเจริญจากมรรคผลโดย เขาก็มั่นใจในศีลของเขา ปัญญาของเขา จิตวิญญาณก็เกิดใหม่ เกิดทางโอปาปาติกะ เขาจะไม่ขี้ดื้อขี้ด้านเป็นคนเก่าอีกต่อไป หลักการนี้เป็นของพระพุทธเจ้า ที่ใครใส่ใจจริง ปฏิบัติจริง ย่อมมีผลจริง ผู้อบรมก็ไม่หนัก ” เห็นได้จากแผน ภาพแสดง สัมมาทิฏฐิ 10 ที่เป็นสาสวะกับการปฏิบัติธรรม ดังนี้ สัมมาทิฏฐิ มีผลจริง การเกิดผลจากการมี สัมมาทิฏฐิ (ยกตัวอย่างการดำเนินชีวิตของเยาวชน) ทานที่ให้แล้ว มีผล ทาน การสละความสุขจากการนอน สละกิเลสลุกจากที่นอนมาเรียนก็คือเขาได้ ทานกิเลส ยัญพิธีที่บูชาแล้ว มีผล ยัญพิธี การตื่นมา สวดมนต์ กราบพระพุทธรูป แสดงตนเป็นผู้นอบน้อม ทำจากปริยัติเป็นข้อปฏิบัติ เขาก็ได้ปฏิบัติยัญพิธี สังเวย ที่บ รวงสรวงแล้ว มีผล สังเวย ก็คือ เขาก็จะได้รู้ตัวเขาเองว่ามีกิเลสเช่นไม่อยากตื่น เขาก็ได้ ฆ่ากิเลส ก็คือสังเวย กิเลสนั้นเอง ผลวิบากของกรรม ที่ทำดีทำชั่วแล้ว มี กรรมวิบากมี คือ เชื่อว่า การ ทำจริงก็จะได้จริง ตามที่ตนเองได้ทำ โลกนี้ มี โลกนี้ โลกเก่า คือนิสัยเก่า มี โลกหน้า มี โลกหน้า คือ โลกใหม่ที่ เมื่อเขาปฏิบัติ เปลี่ยนแปลงนิสัย จะกลายเป็นคน โลกใหม่ คือนิสัยใหม่ มารดา มี ศีลของเขา ทำหน้าที่ แม่ทางจิตวิญญาณ บิดา มี ปัญญาของเขา ทำหน้าที่ พ่อทางจิตวิญญาณ สัตว์ที่เป็น โอปป ติกะ มี จิตวิญญาณที่ไม่มีรูปร่าง การเกิดทางจิตวิญญาณใหม่ เมื่อมีศีล และปัญญาในการปฏิบัติ สมณพราหม์ ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้ โลกหน้าให้ แจ่ม แจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง มี ผู้ปฏิบัติดีแล้ว ย่อมบรรลุธรรมได้ด้วยตนเอง ใครใส่ใจจริง ปฏิบัติจริง ย่อมมีผลจริง ในกรณีนี้คือ เยาวชนสามารถตื่นเช้าขึ้นมาสวดมนต์ และสนทนากับสมณะได้ แผนภาพที่ 6.3 สัมมาทิฏฐิ 10 ที่เป็นสาสวะกับการปฏิบัติ (โดยท่านสมณะ โพธิ สิทธิ์ โพธิสิทโธ ) และจากการศึกษาพบว่า สัมมาทิฏฐิ เป็นจุดเริ่มต้นการทำงานของสัมม

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน