220308-2-050 ทางเอกภาค2-ตอน050(หน้า130)-พ่อท่าน-สันติอโศก-R999.txt

โฟลเดอร์2522-23-24 MP3 ทางเอก-ภาค2- 323 ตอน ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์184 KB
วันที่แก้ไข29 มิถุนายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

วันพฤหัสบดีที่ 8 มีนาคมพุทธศักราช 2522 พ่อท่านพระโพธิรักษ์บรรยายทางเอกภาค 2 บทที่ 13 ที่พุทธสถานสันติอโศกถ้าเรามาทำวัดกันต่อถ้าตอนนี้ถึงพรหมจริยาตอนสรุปสุดท้ายที่เป็นสภาพหรือเป็นคำถ้าไปทำก็ต้องระลึกถึงหรือว่าเราต้องทำความเข้าใจถึงสภาพเป็นคำเป็นความบอกว่าอะไรอะไรก็ตามเราก็ต้องระลึกถึงสภาพหรืออาการหรือว่าของ สภาวะเป็นอย่างนั้นอย่างนั้นอย่างนั้นความหมายเป็นอย่างนั้นนี่ก็กำลังพูดถึงความหมายพูดถึงรายละเอียดของมันมาในข้อที่ 10 ที่เป็นข้อสิริรวมแบบมีความหมายรวมสถิติสถิติธธงสระอิตติดเนี่ยที่ติดแปลว่ามันทรงไว้มันมีอยู่มันจะมีอยู่อะไรก็ตามแต่ทรงไว้สติมันยังมีสภาพกริยามีความเพียรมีความตั้งใจมีอะไรต่ออะไรที่มันเกิดอยู่จริงไม่ว่าข้อใดข้อหนึ่งเป็นเรื่องของลักษณะคนงามความดีหรือ ความประพฤติอันประเสริฐที่เราแยกแยะมาตั้ง 3 หมู่ที่ 9 หมู่ 3 หมู่ 3 หมู่ 3 นั้นมาจนกระทั่งท้ายนี้ถ้าซื้อทั้งผู้ใดมีอยู่เราก็จะต้องพยายามรู้เห็นอย่างลึกซึ้งบางทีเราดูออกข้างนอกไม่ได้เห็นเด็กตายสักทีไม่มีแต่คนนั้นท่านมีคุณธรรมมีวิมุติโดยเฉพาะมีวิมุตมีปัญญาวิมุตเจโตไปหมดอยู่ข้างในเราเข้าใจไม่ได้คำว่าปัญญาวิมุตเนี่ยไม่มีหมายความว่ามีปัญญารู้เฉยๆเป็นแค่ความเห็นความเข้าใจทิฐิความเห็นความเข้าใจ ไม่ใช่ปัญญาวิมุตติหมายความว่าเมื่อเรารู้ได้ด้วยปัญญาแล้วเราก็สามารถทำให้อ่อนบางจางคลายมีสภาพที่ลดละจางคลายมีสภาพที่อย่างน้อยก็มีความอ่อนลงไปได้เบาบรรเทาลงไปได้แม้จะไม่ดับสนิทสิ้นขาดก็ตามถ้าโดยจริงแล้วใช้คำว่าวิมุตแล้วมันก็หมายความว่าดับสนิทแล้วก็ดับลงไปมันจะดับลงไปชั่วคราวต้องมีเป็นวิมุตซึ่งมีวิมุตต่างๆทั้งเขาทั้งหมดที่ทำให้หมดปฏิปหมดในสถานการณ์มันก็อาจจะเป็นวิมุตใดวิมุต ได้ปัญญาวิมุติเนี่ยหมายความว่ามันมีวิมุตินั่นถ้าทำให้หลุดพ้นได้อ

อ่านต่อ

ย่างน้อยที่สุดบอกแล้วว่ามันมีความจางคลายมีความเบาบางลงไปก็เรียกว่าวิมุตอ่อนๆมันยังไม่เด็ดขาดดับสนิททีเดียวแต่รู้แล้วว่ามีอาการกิริยาลดลงนั่นเรียกว่าเป็นผู้ที่มีปัญญาวิมุติถ้าถึงขั้นอุปโภคเขาวิมุติก็หมายความว่าดับสนิททั้ง 2 ส่วนมีเจโตมีจิตที่เป็นไปจริงเพราะปัญญาวิมุตในที่จริงก็ยังมีเจโตวิมุติประสมอยู่ด้วยในความหมายของความเป็นอัจฉริยะ 7 ระดับสาลีธัมมานุสารี ศรัทธาวิมุติปัตตะสติปัญญาที่หมดแล้วก็หลวงพ่อโตภะคะวะโตสาวะกะสังโฆ ไม่เห็นอะไรที่ปฏิบัติจึงถือว่าเป็นระดับสูงกว่าที่ปฏิบัติตามคือเข้าถึงมีความเห็นที่ติดปัตตะเป็นการหยั่งถึงจิตจับจิตมั่นรู้รายละเอียดของจิตขึ้นมามีความเห็นความแจ้งเข้าถึงจิตอย่างถึงจิตตะพอจับจิตได้ทีนี้ก็เริ่มต้นเข้าใจเริ่มต้นมีปัญญาเห็นเข้าใจการกระทำมีหลักเกณฑ์อะไรขึ้นมาอะไรที่มันเบาบางง่ายกายสักทีมันหยาบด้านกายกรุงกายข้างนอกเนี่ยมันอยากแรงผู้ที่มีปัญญารู้ถึงโทษภัยทุกข์ชั่วเห็นว่าโทษมากไปมากชั่วมากจับมากก็สามารถที่จะ ได้เลยศีลหยุดได้เลยทำกฎระเบียบอะไรต่างๆนานาเป็นแต่เพียงหลักการก็หยุดได้แล้วข้างนอกไม่มีแต่ข้างในมันยังมีจิตอยู่บ้างจิตมันยังมีมดไม่เรียบร้อยก็ทำมันอยู่เพราะฉะนั้นเมื่อมีกายสักขีข้างนอกไม่มีไม่มีหยาบช้าไม่มีเป็นไปอย่างนั้นไม่ก็ทำแล้วไม่เกี่ยวข้องไม่เป็นไปแล้วตายสักทีอ่อนได้แล้วนี่เป็นระดับ 100 ท่านที่ติดปฏักขึ้นมาจึงเป็นขั้นที่มีปัญญาเป็นคันที่ติดประกาศเป็นตัวกลางเป็นระดับพันกลางสถานีธรรมานุสารวิมุติมีทั้งเรียกว่าเปิ้ลยังไม่ค่อยรู้อะไรชัดเจนนักเพราะที่จิตตะแปลว่าเกิดความเห็นเกิดสมาธิที่เกิดความเข้าใจแจ้งขึ้นมาเข้าถึงจิตด้วยแต่ทีนี้ ไปตายขึ้นมาเป็นกายสักขีปัญญาที่หมดอุปโภคมีหมดถ้าจะเอาเป็นอริยะที่เด็ดเดี่ยวสายพูดตรงแล้วเราก็จะต้องเอาตั้งแต่ทิฏฐะขึ้นมาถ้าจะเอาอริยะนับหมดอริยะหมายความว่าเป็นผู้ได้ผู้เป็นผู้มีก็เอากระทู้ไทยกันก็ได้ก็มาตั้งแต่ไล่มาตั้งแต่ศรัทธาอนุสาวรีย์เขาก็ LINE มาเป็นอริยะพระพุทธเจ้าประกาศว่าอริยสัจมีสามารถมีคุณธรรมจากการแจ้งให้ตัวเองต้องรู้ได้ด้วยตนที่ติดประกาศคือตนเองรู้ได้ด้วยตนตนเองมีความเห็นที่ปฏิบัติตนเองไม่ค่อยรู้ได้ด้วยตนอะไรก็ได้ให้คนอื่นเขารู้แทนก็ได้ศราวุธเชื่อตามเขาเขาเป็นคนบอกเขาเป็นคนบอกยานขี้ยางให้ชี้ความเป็นความอะไรให้ตัวเราเองไม่ค่อยจะเก่ง ไม่เกิดความเห็นชัดอะไรและกายสักขีจึงไม่ได้หมายความว่าข้างนอกบริสุทธิ์บางคนอยู่ข้างนอกงามหมดนะแต่ข้างในไม่มีอะไรบริสุทธิ์เลยแล้วก็ไม่รู้เรื่องด้วยปฏิบัติตามศีลเข้าไปเฉยๆบางคนตายสักทีเป็นอย่างนั้นแต่ก็ยังดีนะยังไม่เป็นตัวอย่างอันเลวข้างนอกมากระทําโดยหน้านองน้ำตาอยู่ไม่ละเมิดไม่ด่างพร้อยอะไรก็ยังดี สัจธรรมความหยาบช้านอกนั้นมันก็เป็นของตนมันก็จะระมัดระวังแล้วมันก็ไม่อยากออกมาเราก็ไม่มีอะไรมากในจิตอาทินี้ผู้ที่กระทำได้แม้ข้างนอกบางทีเนี่ยมันกลับกันอีกนิดนึงสักแม่ตายสักทีหรือว่าข้างนอกเราดูไม่ออกข้างนอกยังเห็นท่านละเมิดหรือว่าจะงอนอย่างนี้อยู่อะไรแต่แต่ต้องๆอะไรอยู่แต่ว่าข้างในใจท่านมีปัญญารู้จับได้รถจางกลายเป็นที่จริงแล้วบางทีท่านไม่หมดด้วยซ้ำไปเป็นอุปกรณ์ภาคเขาไปหมดด้วยซ้ำบริบูรณ์บริบูรณ์แต่กลายข้างนอกทำไมไม่ได้ทำให้มันเรียบร้อยเพราะว่าบางทีเนี่ยกดระเบียบหลักเกณฑ์ต่างๆมันอาจจะ เป็นเรื่องที่ไม่ได้สืบสาวไม่ได้เรียนรู้พระป่าพระดอยหรือพระอะไรไม่รู้กติกาพวกนี้ตายเธอก็ละเมิดไปที่จริงท่านก็ไม่ติดไม่ยึดอะไรหรอกที่จริงฉันรู้ปั๊บแล้วก็หยุดได้ไม่ยุ่งยากอะไรแต่ท่านไม่ได้ทำอย่างนี้ถ้าไม่ตามกฎท่านไม่เข้าใจเช่นพระบางองค์ท่านอาจจะติดบุหรี่สูบไม่ใช่ติดบุหรี่ถ้าไม่ติดหรอกบุหรี่แต่ถ้าส่งข้อความเคยชินน่ะแล้วท่านก็ไม่เข้าใจว่าสิ่งนี้ควรหยุดทุกคนไม่หยุดเลยแล้วก็ยังสูบอยู่ดูกายก็ยังดังพลอยสูบบุหรี่อะไรนี่มันไม่น่าติดพระอริยะผู้ที่มีภูมิปัญญาคุณธรรมสูงนี้ยังไม่น่าสูบบุหรี่เลยเมื่อไม่รู้ท่าน เธอก็หยุดถ้าหยุดไม่ได้ก็แสดงว่าท่านแย่รู้แล้วความหมายเข้าใจเหตุผลอะไรต่อดีล่ะท่านหยุดไม่ได้ทำไมไม่หยุดก็แสดงว่าท่านไม่เข้าใจไม่รู้นะยังพระบางองค์บอกว่าบุหรี่เนี่ยพอรู้ว่ามันเข้าใจไม่ถูกอ่ะยังไงยังไงก็เข้าใจแล้วมันก็น่าจะต้องเข้าใจต้องไปขอที่ไม่ดีไม่งามอะไรพอรู้ว่าเหตุผลด้วยอะไรหลายๆท่านก็หยุดถ้าหยุดไม่ได้แสดงว่าท่านยังไม่ไหวรู้แล้วล่ะแต่อยู่ไม่ได้ก็ไม่ไหวถ้าอย่างเนื้อสัตว์อย่างนี้บางทีอย่างงี้ อธิบายการแท่นกล่อมศึกษาทางการศึกษาไปถ้าเกิดยังย้อนแย้งถ้าหยุดก็หยุดได้แต่ท่านไม่หยุดแค่นี้ก็มีได้แต่ถ้ายังบุหรี่อย่างนี้รู้แล้วมันจะย้อนแย้งว่าถ้าหยุดก็หยุดได้แต่ไม่หยุดไม่จริงอ่ะเพราะว่าเหตุผลมันไม่เพียงพอเลยในการที่บอกว่าเป็นพระอริยะแล้วจะไม่รู้ว่าบุหรี่นี่เป็นสิ่งเสพติดที่ไม่ควรทานย้อนแย้งไม่ได้ไม่น่าเป็นไปได้มันน่าจะรู้มันน่าจะมีปัญญาด้วยซ้ำไปถ้าบอกว่าเนื้อสัตว์ก็อาจจะเป็นได้เพราะว่าเนื้อสัตว์เนี่ยมันถ้าว่าแล้วถามมันสูงกว่าสูบบุหรี่บุหรี่เหมือนเชียงแสนติดอบายมุขถ้าเนื้อสัตว์นี่มันเป็นเรื่องของการ เสียงสัมผัสและในบทคำสอนอะไรต่ออะไรต่างๆนานามันก็ยังย้อนแย้งกันอยู่เห็นว่าเป็นธรรมดาเป็นสิ่งที่ควรจะเป็นไปเพราะว่ามันจะลำบากยากจนในการกินการอยู่ในอะไรต่ออะไรต่างๆนานาก็ไม่ยอมหยุดเพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่หยุดในเนื้อสัตว์นี่ก็จะพูดเป็นโทษเพราะว่าโดยจริงแล้วฐานสูงก็ไม่ดูดบุหรี่ด้วยซ้ำไปเพราะผู้ที่ยังไม่หยุดบุหรี่เราจะพูดเลยในเรื่องเนื้อสัตว์บางทีก็เลอะเทอะไม่เข้าท่าไม่เข้าทางที่ยังบ่ดีก็ติดรูปรถเหมือนกันนั่นแหละแต่มันยาวต่ำกว่ามันไม่มีประโยชน์อะไรมากกว่าและมันก็ยังมีข้อคำสอนอะไรที่ต่างกว่าเป็นต้นอนาคตก็ต้องรู้ถ้าเขายังหยุดหรือไม่หยุดอะไรก็ตามแต่ในเรื่องที่จะไปเพ่งไปอ่านเอา ภายนอกตีราคานี้ต้องระวังที่อธิบายถึงตอนนี้ก็อยู่นี่ก็คือตอนที่เราวางแต่ว่าจะไปเพลงโทษเอาผู้ที่ท่านมีอะไรภายในถ้ามีความประเสริฐหลายๆอย่างสุดท้ายภายในแต่ภายนอกถ้าไม่เข้าใจด้วยบางอย่างได้สมุดเธอก็ไม่สามารถหรือว่าไม่ได้หยุดไม่ได้อย่างละเมิดยังเป็นอยู่ยังคลุกคลีคนปรุงอยู่ระวังอย่าไปจับจ้วงนะถ้าจาบจ้วงหรือปลาตัวผู้ที่มีความประพฤติและมีความประเสริฐแล้วในใจแต่ทว่ากายนอกแต่ว่าแต่ว่าภายนอกของท่านมันยังเห็นได้ว่ายังไม่ประเสริฐหรือเห็นได้ชัดๆว่าไม่เป็นกายสักขีก็ยังดีหน่อยมันมีหลายกว่านั้นอยู่ก็คือผู้ที่จ้วงจาบหรือ ประตูผู้มีความประเสริฐแล้วในใจและแม้กายกรรมข้างนอกของท่านผู้นั้นก็เป็นกายจะสักขีบ่ได้เปิดคือเห็นได้รู้ได้แม้ในความบริสุทธิ์ความหยุดความละเว้นขาดทางภายนอกแต่ผู้กล่าวจาบช่วงนั้นมองไม่ออกเข้าใจไม่เป็นเห็นไม่ได้ว่านั่นเป็นความบริสุทธิ์นั่นคือธรรมนั่นคือธรรมะเช่นผู้มีความประเสริฐบางคนเขาประพฤติละเว้นขาดสิ่งอันควรละเว้นได้แล้วเห็นอยู่รู้อยู่ก็ไม่คิดเห็นได้ว่านั่นเป็นธรรมะหรือผู้มีความประเสริฐบางคนก็ประพฤติสงบอยู่ระงับอยู่หยุดอยู่ได้ในสิ่งอันควรหยุดควรระงับเพราะเกินจิตเกินหน้าที่อันควรเกินกัมมะ ก็ยังไม่สามารถรู้ไม่สามารถเห็นได้ว่านั่นเป็นธรรมะคนรู้จักช่วงปลาตัวผู้นั้นแหละเป็นผู้ได้รับโทษตามสัจธรรมหนักยิ่งกว่า background ถูกกล่าววาจาจากช่วงผู้มีความประเสริฐที่บริสุทธิ์แล้วในใจแต่กายยังไม่บริสุทธิ์ซะอีกนะเนี่ยเป็นความไม่รู้ไม่เข้าใจกันทีเดียวยิ่งกว่าเพราะบางคนมีกิเลสก็เข้าใจผิดมีโวหารเกี่ยวข้องทั้งกายอย่างนี้เป็นความบริสุทธิ์ด้วยซ้ำไม่เข้าใจนะแล้วก็ไม่รู้เพราะไปเห็นผู้ที่ท่านบริสุทธิ์แล้วกายท่านก็ไม่เกี่ยวข้องแต่ต้องใจฉันก็ สภาวะท่านน่ะไม่ถูกต้องมาเป็นอย่างเขาเป็นต้องมาเก็บเกี่ยวข้องเหมือนอย่างกับบางทีเนี่ยมันโมเมโมเมพวกเราชาวคฤหัสถ์ในบางคนโหยเป็นพระไม่เก่งหรอกนี่เรื่องผู้หญิงผู้ชายเนี่ยไปแล้วก็ไม่เกี่ยวข้องผู้หญิงผู้ชายสู้เขาไม่ได้เขายังอยู่กับภรรยาอย่างนี้สิเขาเก่งกว่าถ้ายังหยาบที่สุดก็บอกให้เขาเสียด้วยจิตว่างด้วยอย่างหยาบอย่างที่ว่ามันโกหกแต่ยังพอเข้าใจบ้างก็บอกเขาอยู่ด้วยสัญญาเนี่ยแต่เขาไม่เสพไม่เกี่ยวข้องไม่ติดไม่อะไรอย่างนี้สิ้นเนื้อกว่านี่ฟังดีๆนะดูแล้วรู้สึกเก่งกว่าจริงๆ ที่อยู่ใกล้ชิดแตะสนิทเลยนี่ก็ยังไม่เป็นอะไรได้พิสูจน์ยืนยันเลยว่าเราไม่เกี่ยวข้องเราไม่มีจิตใจเราก็ไม่เกิดกายเราก็ไม่เกิดเกี่ยวข้องสังขารไม่ว่าสังขารกายสังวาสกายหรือสังขารใจสังวาสใจไม่มีคนสังวาทผลสังโยชน์ไม่เกี่ยวข้องกันทั้งนอกทั้งในอย่างนี้ดูเชิงหนึ่งคล้ายๆกับสะอาดคล้ายๆกับเก่งก็บอกว่านี่แหละเก่งกว่าพระพระไม่เกี่ยวข้องนี่ไม่ใกล้ไม่เคียงผู้หญิงไม่ติดไม่แตะไม่สัมผัสไม่เก่งสู้เราได้แล้วเรานี่ก็เก่งกว่าอย่างนี้ก็เป็นเชิงแล้วก็ไปโตไปจากว่าน่าจะยังไม่บริสุทธิ์ต่อสู้เราไม่ได้อย่างนี้เราจะบาป 2 ต่อพระ ไม่เกี่ยวข้องไม่ทำให้ไปเห็นเป็นที่น่าเปลี่ยนเป็นสมณะสารรูปกติกานั่นแหละดีกว่าไม่ใช่เอาพระที่เก่งจะต้องเอาผู้หญิงมานั่งตักกอดผู้หญิงให้ดูเหมือนอย่างที่เขาเคยมีอย่างนั้นไม่ถูกเรื่องมันกลับกันอย่างนี้ฟังๆดูอย่างนั้นไม่ขอถามผู้ที่เก่งคือจะต้องบริสุทธิ์สะอาดงามพร้อมนอกพร้อมในท่านผู้นี้เราก็ต้องรู้ว่าถ้าเผื่อว่าท่านเป็นจริงท่านไม่มีอะไรแล้วในใจท่านบริสุทธิ์ไม่ด่างไม่พร้อยเป็นจริงเป็นเกย์โตเป็นมนุษย์และข้างนอกท่านก็ไม่เกี่ยวไม่ข้องจริงๆบริสุทธิ์สะอาดไม่กลัวไม่ทันให้มันน่ากลัวดีทำอย่างนั้นเป็นการอวดดีท้าทายเฉยๆ แต่ถ้าบริสุทธิ์สะอาดงามพร้อมผ่องแผ้วอยู่ทั้งนอกและในอย่างนี้อย่างนี้ถ้าเป็นผู้ที่มีความงามพร้อมทั้งนอกและในน่าจะเคารพน่าจะเป็นตัวอย่างน่าจะเป็นกิจอันดีสำหรับบุคคลบางคนนี่มันมีทิศทางเบื้องต้นทำกลางบ้านปลายควรพูดที่เองติดอยู่มากในคนพลาดแม้แต่จะดันออกก็ควรพลาดหมายถึงนิยามว่าจะตามค้นหามาให้เห็นชัดเจนก่อนหรือว่าให้ใช้ตัวเองห่างออกมาก่อนจะได้ฝึกลืมแล้วก็มาล้างใจใจสะอาดแล้วก็สะอาดแล้วเราจะเกี่ยวข้องจะต้องสัมผัสสัมพันธ์อะไรไปเรื่อยๆเราก็พิสูจน์ได้แล้วก็อ่านจิตของเราได้ต่อไปแล้วเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมาทำอวดอ้างว่าเราจะต้องอยู่ใกล้ชิดติดกันสัมผัสสัมผัสอะไรอยู่ไม่ต้องหรอก พ่อมันไม่เป็นการชี้นำไม่เป็นการเป็นตัวอย่างที่ดีและตัวอย่างที่ดีก็ไม่มีทั้ง 2 ส่วนเบื้องต้นแล้วก็เป็นตัวอย่างที่ห่างไกลให้จิตใจเราก็ต้องปฏิบัติเอาเองแล้วก็จะรู้เองในจิตใจตนเองทีหลังว่าการไปจากช่วงผู้ที่บริสุทธิ์ทั้งนอกและในจะเป็นการบาปหลายชั้นกว่านี้ต้องเข้าใจและรู้ระวังคนพวกนี้เดี๋ยวนี้มีประมาทต่างๆนานายกตัวอย่างให้สามีอีกเยอะแยะถ้าจะยกตัวอย่างนี้ก็ยกตัวอย่างเป็นทางนี้ก็คงพอสรุปแล้วพรหมจริยคุณหรือพรหมจรรย์อันเป็นพรหมระดับ 3 นั้นก็คือผู้ใดสามารถทำตนให้บริสุทธิ์ผุดผ่องทั้งกายทั้งใจทั้ง นอกภายในได้เป็นความประเสริฐสูงขึ้นยิ่งๆขึ้นตามแนวดังได้ยกมา 10 ข้อนั้นมากบ้างน้อยบ้างก็ยังได้ชื่อว่าเป็นพรมยังมีคุณงามความดีมีความสูงความยิ่งและก็แน่นอนย่อมมีความแก้หรือความผิดผิดผิดผิดผิดแปลกปลอมผสมอยู่ด้วยก็จริงผู้ที่ยังอย่างนี้ในนี้ก็บอกว่าแกยังไงมันแกก็บอกไว้ตลอดต้องใช้ไปทุกวันทุกวันแล้วผู้ใดบริสุทธิ์ได้จริงก็จริงดังนั้นบางคนอธิบายกันบอกว่าพรหมจรรย์บริสุทธิ์พรหมจรรย์หรือว่าเป็นผู้ที่ถึงขั้นมีมดแล้วไม่ต้องยุ่งหรอกศีลปล่อยตามใจศีลเป็นยังไงก็ได้ไม่ต้องมีกฎไม่ต้องมีหลักไม่ต้องมีวินัยคนนั้นจึง ไม่ได้เป็นศาสนาไม่มีกติกาไม่มีระเบียบไม่มีวินัยไม่มีกฎไม่มีหลักปฏิบัติศีลทุกข้อเป็นกรรมฐานศีลทุกข้อเป็นหลักปฏิบัติถ้าผู้ที่บริสุทธิ์บริบูรณ์ได้แล้วผู้นั้นก็ย่อมทำบริสุทธิ์บริบูรณ์ไว้เป็นตัวอย่างเขาเพราะเราบริบูรณ์แล้วเราไม่ต้องละเมิดไปกดอย่างนี้หลักอย่างนี้แล้วเป็นหลักกรรมฐานเนี่ยเราอยากจะให้เขาทำอะไรเราก็เราเห็นว่าอันนี้มันเป็นกรรมฐานหรือเป็นหลักประพฤติที่ดีแล้วก็ไม่ต่ำกว่านั้นไม่อยากทำอย่างนั้นจะทำอย่างนี้แล้วเราก็ไม่ทำมันก็นำเขาก็ดีกว่าเพราะเราเองเราเป็นละเมิดต่อศูนย์จิตใจเราก็ว่างไม่ละเมิดไม่เกี่ยวข้องเราก็ศูนย์เราก็เป็นหลักกฎเป็น อย่างที่จะนำในตัวอย่างอันนั้นมาด้วยไม่ดีกว่าหรือเรื่องอะไรเราจะต้องไปละเมิดศีลเหล่านั้นกฎหลักที่จะพาประพฤติเหล่านั้นได้ละเมิดทำไมเพราะฉะนั้นผู้ที่ปฏิบัติผู้ที่ไม่มีหลักศีลไม่มีหลักพวกนี้จึงไม่มีปัญญาไม่เข้าใจถึงมรรคเข้าเวทีไม่เข้าใจถึงหลักปฏิบัติไม่เข้าใจถึงความบริสุทธิ์ไม่ต้องดังต้องพลอยต้องเปลืองต้องเฟ้อต่างๆนานาสีบางสีนั่นแหละเด่นชัดจะตายไปว่ามันไม่มีแนวทางไม่เข้าทางและศีลอย่างข้อหนึ่งไม่ฆ่าสัตว์ไม่ลักทรัพย์ไปทำอาการลักทรัพย์ไปทำการฆ่าสัตว์หยุดทำไมไปทำอาการที่จะต้องไปผิดผัวเขามีใครทำไมไม่แตะต้องอยู่ทำไมถึงแม้จะต้องจะต้องไปสูบบุหรี่อยู่ทำไม ไปกินเหล้ากินยาอยู่ทำไมไปแตะต้องทำไมถือเป็นของสะอาดถือเป็นของที่ไม่ควรเลยทีเดียวเพื่อเป็นกรรมวิธีเป็นตัวอย่างไม่ดีกว่าหรืออย่างนี้เป็นต้นรวมความใหญ่ๆแล้วพวกนั้นพูดที่ยังไปประมาทศีลแล้วก็ยังตามใจตัวละเมิดอะไรอยู่ตรงนั้นยังไม่เข้าใจถึงกรรมฐานหรือหลักไม่เข้าใจหลักศีลสมาธิปัญญาที่แท้จริงไม่เข้าใจศาสนาพุทธที่สำคัญมันยังไม่ลอกโทษถ้าเข้าใจหลักพุทธที่สำคัญแล้วเดี๋ยวจะเข้าใจศีลเป็นหลักปฏิบัติหรือเป็นมรรคที่เขาอธิบายก็มาศีลสมาธิปัญญาก็ไปอย่างหนึ่งมักผลนิพพานและอีกอย่างหนึ่งผมเคยเอามาแจกพระสูตรพระวินัยพระสูตรพระอภิธรรม ผมเรียนอย่างนี้เป็นปริยัติปฏิบัติปฏิเวธมรรคผลนิพพานมักศีลสมาธิปัญญาถ้าสีแล้วก็หลักต้นมักเป็นหลักต้นวินัยเป็นหลักตนพระสูตรเป็นหลักกลางพระสูตรเป็นบทบาทของการประพฤติปฏิบัติพระสูตรเป็นผลพระอภิธรรมเป็นไม่พระอภิธรรมพระอภิธรรมนี่เป็นตัวปลายเลยเพราะเป็นตัวปฏิบัติผลคำว่าผลว่ามีมรรคผลนิพพานคำว่าผลนี่เป็นกลางจะต้องเห็นผลอยู่เห็นผลอยู่ผลสุดท้ายเป็นนิพพานเป็นปลายเป็นสันติเป็นสันติธรรมเป็นตัวประโยชน์ม นิพพานแยกมาไว้เสมอศีลสมาธิปัญญาวินัยพระสูตรพระอภิธรรมแย่ๆอย่างนี้ไม่แย่เหมือนเขาแยกเขาแยกเขาแยกอีกอย่างหนึ่งอันนี้เคยยากสู่ฟังเหมือนกันเคยยากสู่ฟังเหมือนกันเพราะคำว่าภาษาคำว่ามรรคผลจริงๆผลมันเป็นอันสุดท้ายเลยแต่ว่ามันเป็นปลายนะเป็นคนปลายเหมือนคำว่าผลนี่มันซ้ำอยู่ที่ตรงกลางมักผลนิพพานผลก็คือพระสูตรนั่นแหละพระสูตรต่างๆอธิบายมีผลมีอะไรต่ออะไรต่างๆโชคก็ยังเป็นคนชั่วอยู่เป็นผลแห่งบาปกรรมอยู่แต่วิบากผลวิบากเป็นอกุศลวิบากผลแห่งสิ่งที่บริสุทธิ์บริบูรณ์ขึ้นมาสูงขึ้นมาก็เป็นกุศลวิบากเรื่อยๆเป็นกุศลวิบากนี่แปลว่าผลเป็นผล ผลเหล่านี้บริสุทธิ์บริบูรณ์ก็เป็นนิพพานเป็นพระอภิธรรมเป็นยอดธรรมะธรรมอันยิ่งใหญ่เป็นปัญญาที่สุดเพราะฉะนั้นอภิญญาที่สุดนี้ปัญญานี่รู้มาตลอดเลยปัญญานี้มีความเห็นมาตั้งแต่แม้แต่ผลแม้แต่ศีลรู้หลักเกณฑ์ถึงจะเรียกว่าปัญญาใหญ่ถึงจะเรียกว่าอธิปัญญาหรือเอาอภิปัญญาหรือจะเรียกว่าญาณทัศนะวิเศษอะไรก็ตามแต่เป็นตัวจานใหญ่บรรยายใหญ่เพราะปัญญาเฉโกปัญญาเข้าใจตัดๆตอนๆขาดๆเป็นๆปัญญาเหล่านั้นยิ่งไม่ใช่ปัญญาที่จะเข้าใจถึงรายละเอียดเป็นยาที่กว้างใหญ่อะไรจริงๆไม่ใช่เป็นปัญญาฉวยเอาเป็นปัญญาตัดกินเป็นปัญญาเด็กเอาอะไร ไปเล่นๆเฉยๆเอาเด็กเอายอดเฉยๆไม่รู้ต้นรู้กลางรู้ปลายอะไรเป็นปัญญาแบบรวมๆเป็นปัญญาแบบช่วยได้ช่วยเอาไปเฉยๆจะต้องเข้าใจเห็นชัดๆอันนี้ฟังไว้วันหลังจะเล่าสู่ฟังที่จะแยกแยะสู่ฟังวินัยพระสงฆ์และพระวินัยพระสูตรพระอภิธรรมหรือมรรคผลนิพพานศีลสมาธิปัญญาธรรมดาธรรมดาเขาเอามาอธิบายกันแล้วก็บอกว่าปริยัติอย่างนี้โรคศึกษาวินัยพระสูตรพระอภิธรรมเป็นภาษาปริยัติจากตัวจากหนังสือตัวหนังสือแล้วก็มาปฏิบัติเป็นศีลสมาธิปัญญาและสุดท้ายเป็นมรรคผล 50 ตัวปลายเขาแยกนี้แล้วก็เข้าใจจะแยกนี้ก็เข้าใจเขาก็ไม่มีปัญหาอะไรเอาตัวประพฤติผิดศีลสมาธิปัญญาอันนี้ยิ่งเข้าใจสมาธิทำอย่างมากเลยเพราะว่าเวลาเรียนเนี่ยแม่วินัยประสูติพระอภิธรรมนี่ก็ต้องเรียนแยกให้ดีให้กลับกลายไปเอาพระอภิธรรมมาเรียนเพราะพระวินัยพระสูตรอะไรก็ได้ไม่ค่อยรู้เรื่องนี้เป็นต้นไล่หนูออกคนผิดแม้แต่ตัวภาคปฏิบัติก็เอาแต่ปูตัวปัญญามาคิดศีลสมาธิไม่มีพระปฏิบัติแล้วเราถึงจะรู้มรรคผลนิพพานส่วนมรรคผลนิพพานก็เอามาไว้เป็นตัวนิพพานเลยนะมากกว่านิพานผลก่อนนิพพานอย่างที่เราแยกลงแล้วว่าผลสุดท้ายตัวปลายนี่เป็น มรรคผลนิพพานเป็นเนื้อหาสาระและแท้ๆเลยมีการขาดกันการรอดเป็นปรมัตถ์เป็นตัวแทนมีรถมีละมีจางมีขายบ้างก็หมายความว่าเริ่มลดได้เริ่มเข้าเข้าจับเป้าได้แม่นเข้าสัมมาทิฏฐิรู้ตัวจิตใจจะเสร็จลูกรู้ตัวกายเวทนาจิตธรรมะรู้ชั้นเชิงว่ามันดีอย่างนี้มันไม่ดีอย่างนี้ตอนนี้เราได้อยู่ตอนนี้เราปฏิบัติธรรมเราได้อยู่นะได้ผลอยู่นะตอนนี้ไม่ได้เราจะรู้ไปทีเดียวถ้าเรามีสติสัมปชัญญะหรือมีสติปัฏฐานแท้เราจะรู้ว่าขณะนี้เราเป็นผู้กำลังได้อยู่หรือกำลังเสียอยู่กำลังไปพูดทำทุกๆขณะจิตทุกๆวินาทีทุกๆนาทีเราจะรู้ว่าแต่ละนาทีแต่ละวินาทีเรากำลังเป็นผู้ ได้อยู่หรือเสียอยู่เราจะกำหนดกายถูกแล้วจะมีกายสังขารแล้วจะกำหนดว่าจะติดถูกกำหนดจิตสังขารแล้วพร้อมกันนั้นในจิตสังขารหรือกายสังขารเราก็จะรู้ว่านี่เป็นความประชุมทั้งนอกและในนี่เป็นความประชุมของจิตหรือว่าการสังหารรวมหมดเลยทั้งนอกที่จริงกายสังขารในรวมจิตด้วยนะจิตสังขารนั้นตัดกายเนื้อละเอียดโดยเฉพาะภาพจิตเราก็จะเข้าใจอารมณ์ของจิตหรือแม้แต่ในเวทนานั่นแหละมันเป็นเวทนาในเวทนาอีกทีหนึ่งเพราะในเป็นแต่เพียงตัวอย่างนอกแล้วก็พิจารณาเวทนารู้เป็นสุขเป็นทุกข์รู้เป็นอรรถทุกข์ก็มาสุขมันไม่สุกมันไม่ทุกข์ก็เป็นฐาน อารมณ์ของจิตแม้ไม่สุขไม่ทุกข์แล้วยังมีเบาบางอย่างที่จึงทนได้โดยไม่ยากทนได้โดยไม่ลำบากในอารมณ์หรือในธรรมารมณ์ของเราในจิตเนี่ยทนได้แต่ยังมีละเอียดว่ามีดีกว่าอีกนะบางทีมันตีกลับอารมณ์เราทนได้แล้วล่ะแล้วเราจะจิตสังขารเราจะเอามาปรุงเราจะเอามาเกี่ยวข้องการงานการกระทำอะไรมันไม่ว่างมันไม่เฉยหรอกมันไม่เป็นป่าทุกคำว่าสุขหรือไม่ใช่มันไม่เป็นอุเบกขามันไม่เฉยหรอกมันไม่นิ่งมันก็ปรุงนี่แหละบางทีก็คิดอย่างหนักบางทีก็อนุโลมลงไปมานี่ค่อนข้างจะหนักหน่วงแล้วนะจะเรียกว่าทุกข์ก็เรียกได้แล้วสำหรับบางคนแต่ท่านทนได้ท่านทนได้โดยกำลังอินทรีย์พลังของท่านเองท่านรู้ว่านี่เป็นประโยชน์อย่างกุศลให้ เพราะเป็นเจตนาเพราะฉะนั้นในขั้นธรรมารมณ์หรือขั้นจิตในจิตในบางทีตีกลับจะไปบอกว่าจะต้องวางเฉยไม่จริงบางทีไม่เฉยก็ได้แต่ท่านมีความสามารถในการที่จะรู้จิตมีเจโตวะ 10 ปัตโตมีสามารถควบคุมเข้าถึงจิตมีกำลังมีวัดศรีมีวัตถุมีอำนาจในจิตเหนือจิตแล้วแต่จิตสามารถที่จะเปลี่ยนมาหาพระองค์ชนะหินตายอย่างได้คนที่พยายามเรียนรู้จิตมีกำลังจิตแล้วก็พยายามมีฌานเพ่งเผาจนกระทั่งได้จนกระทั่งถึงวิมุติได้เสร็จสามารถแข่งในมนุษย์จนตั้งมั่นเป็นสมาธิครั้งแรกก็ทำเป็นให้เป็นสมาธิตั้งสมาธิเนี่ยพอเราเริ่มเรียนรู้มา จนกระทั่งเราจับจิตได้ก็ทำให้รถจอดลงมามีชานแล้วก็มีวิมุตพอวิมุติเสร็จแล้วย้อนกลับมาอยู่ในฌานฌานที่แข็งแรงสามารถทานอยู่ทุกอิริยาบถต่อผัสสะอะไรก็มีฌานสามารถเพ่งเผาสามารถสู้ได้กระทบสัมผัสแรงขนาดนี้ก็สู้ได้เพ่งเผาได้เราก็จึงจะมีสีประตูมีเจโตว่า 10 กว่าโตจึงสามารถแข็งกล้าจึงจะสามารถมาทำงานกับพหูชนะทำงานประโยชน์เป็นพหูชนะหิมะเป็นเพราะเหตุใดพระพุทธเจ้ากับคนหมู่มากได้เนี่ยมันย้อนมาเป็นลมก็มาสุดท้ายก็มาผู้ที่เก่งแล้วจิตตัวเก่งชานมีวิมุตมีอยู่ในเป็นที่กระทำ รวมแล้วก็มีมหาบุรุษก็มีฐานะที่เห็นเด่นชัดเป็นกายสักขีว่าเป็นพหูชนะอีตายะโฮชนะสุขายะหาโอชาชนะตาอริยะปฏิปทาปิดตาสามารถที่จะประดิษฐานเป็นผู้ที่สร้างกอวางรากฐานหรือว่าช่วยมนุษย์ชาติหรือขนสัตว์ทำประโยชน์ต่อโลกเป็นโรคทางพันธุกรรมปลายักษ์เป็นผู้ที่อนุเคราะห์โลกจริงๆแต่เป็นผู้ที่อุ้มชูโลกจริงๆเห็นเด่นชัดเลยแต่ถ้าผู้ใดจะทำไม่ได้ก็ยืดหยุ่นไปเพราะเรายังไม่มีอำนาจพลังทางในเก่งถ้าอำนาจพลังทางไหนเก่งก็จึงจะมีญาณออกมามีความสามารถมากมันย้อนไปย้อนมาอย่างนั้นอาทิตย์นี้ มาเรียนรู้พรมลำดับ 4 1 ปิดตามหา 2 ที่นะ 3 พรหมจรรย์มาเฟีย ยังมีการสืบเชื้อสายของพรมอยู่ไม่ว่าจะสืบสืบต่อๆกันมาในรูปไหนก็โมเมนับว่าเป็นเทือกเขาเหล่ากอของพรหมกันทั้งนั้นเรียกว่ามันมีแค่ความเป็นพรหมจับฉากอยู่มันมีเพียงผิวผิวแตกแห้งลมๆลอยๆก็ยังเอาก็ยังเรียกว่าพรหมมาว่าธรรมดาธรรมดาคือยังมีคำว่าพรมร่วมอยู่ด้วยความหมายอะไรก็แล้วแต่ตั้งแต่หยาบมาจนถึงละเอียดหรือละเอียดลงไปถึงหยาบถ้ามีสิ่งอย่างนี้เป็นความหมายคำว่าพรมเขาก็ถือว่าพรหมมาไหว้ทั้งสิ้น หมายความว่ามีร่วมอยู่หรือรวมๆปนๆอยู่แต่จะร่วมอยู่อย่างสนิทแน่นเป็นสามัคคีกลมเกลียวกันก็เรียกว่าวาสะหนังหมายความว่าเราอยู่ด้วยกันในร่วมเรียกว่าสังวาสประกอบไปด้วยการรวมกันอยู่เรียกว่าสังวาสรวมๆปนๆกันอยู่กลมเกลียวกันอยู่พวกเราเนี่ยอย่างสงฆ์เนี่ยท่านร่วมสังวาสได้ท่านร่วมสังวาสก็ได้พรุ่งนี้ร่วมสังวาสกันไม่ได้ถือว่าไม่พูดที่อยู่ร่วมสังวาสไม่ได้ก็หมายความว่าผู้ที่จะมารวมๆปนๆอยู่ด้วยกันอย่างนี้ไม่ได้นะขับออกเสียจากโมงเรียกว่าอยู่ในหมู่ 2 ไม่ได้เรียกว่าร่วมสังวาสไม่ได้เข้ามา 2 บาท รวมร่วมสัมผัสสัมพันธ์กันอยู่ไม่ได้เราจะร่วมอยู่เหมือนเป็นบ้านเป็นที่พักแล้วเราเข้าไปอยู่เขาเรียกว่าวาสะเพราะมันแปลเป็นตัวเดี๋ยวนี้วาสะแปลว่าที่พักแปลว่าที่อยู่ก็ได้แต่ว่าบ้านก็ได้บาซ่าแปลว่าบ้านแปลว่าที่อยู่มันเป็นตัวคลองเป็นตัวลูกแล้วก็คนเข้าไปอยู่ในนั้นให้สามารถให้เขาอยู่ได้อันนี้ก็แปลเป็นรูปเลยไม่ได้ทำกิริยาทั้งวาทะเมื่อกี้เนี่ยสามัคคีปรองดองบำรุงกันอยู่อย่างนี้เราเรียกว่าฟ้าสั่งเหมือนกันอย่างนั้นเป็นกิริยาทีนี้เป็นตัวนามเลยเป็นที่อยู่เป็นบ้านอย่างนี้เป็นที่พักอย่างนี้เขาเรียกว่าวาสะ จะร่วมอยู่กับกายเราเป็นเครื่องนุ่งห่มเขาเรียกว่าวาสะวาสะแปลว่าครึ่งนึงผมก็ยังแปลว่าสัตว์ที่แปลว่าสิ่งที่อยู่กับการร่วมอยู่กับเราเสมอคลองอยู่กับตัวกายเป็นเครื่องนุ่งห่มจะเป็นเพียงน้ำอบน้ำหอมเครื่องฉาบทาดับเครื่องชาร์จเอาไว้เพียงเผินๆผิวๆอย่างนั้นก็ยังเรียกว่าวาสะว่าสับแปลว่าน้ำหอมก็เอาสิ่งที่คอยชมคอยผิวเปลือกๆอยู่แต่ๆอยู่ก็ยังร่วมอยู่ด้วยทีนี้เป็นความหมายยิ่งอ่อนลงไปหรือหมายความชัดๆง่ายๆว่าอาศัยเพียงแค่คำว่าพรมอยู่เท่านั้นเองทีนี้ก็แปลคำว่าพรหมมาว่ามันอาศัยเพียงคำว่าพรมอยู่เท่านั้นแหละพอมาว่าสัตว์หรือพราหมณ์ หรือพราหมณ์มนัสโดยเนื้อหาสาระก็คือมันค่อนข้างแย่แล้วมีสักแต่ว่าเป็นพรหมอย่างผิวผิวเผินๆแค่เปลือกแค่กระพริบๆจึงเรียกผู้สืบต่อเชื้อสายนั้นว่าพราหมณ์หรือพรหมวาสสักหรือเปล่าอ่านอย่างไทยกับพม่าเลยแต่ที่จริงในสมัยพุทธกาลและก่อนพุทธกาลนั้นคำว่าพราหมณ์มันมีเนื้อหาสาระว่าเป็นปิตะมะหะเป็นชินนะโน้นทีเดียวแต่ในกาลเดี๋ยวนี้มันเป็นดังที่อธิบายนี้คือยังไม่ได้แก่นยิ่งไม่ได้แก่นไม่ได้สาระไปยิ่งกว่าพรหมจรรย์หรือพรหมจรรย์อันเป็นพรหมลำดับ 3 เสียอีก เช่นสถานีเกษตรสาธยายพราหมณ์ต่างๆคืออธิบายปัจจุบันว่าทำไมพระพุทธเจ้านั้นก็มีตั

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน