341203 ศรัทธาราคาแพง โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ พุทธสถานปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
341203 ศรัทธาราคาแพง โดย พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก
ศรัทธาราคาแพง
เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ.2534
ณ พุทธสถานปฐมอโศก
เพราะฉะนั้นในการปลูกฝังจิตวิญญาณนี่เข้าถึง อุฏฐานสัมปทา อารักข- สัมปทา กัลยาณมิตตา สมาชีวิตา เข้าถึงอย่างนี้ แล้วก็เข้าถึงประโยชน์ปัจจุบัน แล้วก็เข้าถึงประโยชน์หน้า ประโยชน์ในโลกหน้า หรือประโยชน์ที่โลกใหม่ ประโยชน์ ของโลกุตระ เป็นประโยชน์โลกนี้ ประโยชน์ปัจจุบัน นี่เรียกว่ามีความขยันหมั่นเพียร อุฏฐานสัมปทา อารักขสัมปทา มีการดูแลรักษารักษา เข้าถึงการดูแลรักษา ไม่ใช่ไป เที่ยวได้ขี้เหนียวตระหนี่กระเหม็ดกระแหม่อะไรอย่างที่เขาว่าอย่างนั้น ดูแลรักษา อารักขะ รักขะ ก็คือรักษานั่นเองแหละ มีการดูแลรักษาอย่างดี มีความรู้ในทางเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์ ประโยชน์สูงประหยัดสุดได้จริงๆเลย เพราะฉะนั้นอุฏฐานสัมปทา ขยันหมั่นเพียร ดูแลรักษาดี มีมิตร มีเพื่อน มีชุมชน มีกลุ่มหมู่ กัลยาณมิตตา มีคนดีมาร่วมมารวมกัน กัลยาณมิตตา มีสมาชีวิ-ตาทุกคน ต่างคนต่างเลี้ยงชีพชอบ ต่างคนต่างมีสัมมาอาชีพมีการงาน สมาชีวิตามีสัมมาอาชีพ มีการงานเลี้ยงชีพชอบจริงๆ ขยันหมั่นเพียรอยู่ ตั้งแต่ข้อต้น อุฏฐานะนี่ขยัน แล้วก็มี สัทธาสัมปทา สีลสัมปทา จาคสัมปทา ปัญญาสัมปทา มีประโยชน์ 4 ที่เป็นประโยชน์ในอีกโลกหนึ่ง คือโลกุตระ หรือปรโลก เขาเรียกสัมปรายิกัตถประโยชน์ ประโยชน์ในโลกอื่น โลกใหม่ โลกที่เรายังเข้าไม่ถึงสำหรับคนที่เข้าไม่ถึง แต่โลกนี้ ถ้าเผื่อผู้ใดเข้าถึงแล้ว มันก็จะเห็นชัดเจน พวกเรายืนยันอยู่ว่าอันนี้เป็นคุณธรรมยอด ศรัทธา ศีล จาคะ ปัญญา ที่เรากำลังได้พูดกัน ได้ย้ำกันมา แล้วก็ได้สร้างสภาพนี้ให้เกิดขึ้นในหมู่ชนเรา ว่าเป็นคนมีศรัทธา เป็นคนมีศีล เป็นคนมีจาคะ เข้าถึงความเสียสละ จาคะนี่เข้า
อ่านต่อ
ถึงความเสียสละ เข้าถึงความแจกจ่ายได้จริงๆ มีปัญญาอย่างชัดเจน ประโยชน์พวกนี้แหละ เราทำไได้จริง รวมตั้งแต่ประโยชน์นี้ ประโยชน์โลกนี้ ประโยชน์โลกหน้า รวมกันแล้วเป็นปรมัตถประโยชน์ เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เข้าถึงจิตวิญญาณปรมัตถประโยชน์นี่ จิตวิญญาณของเราก็เป็นคนขยันจริงๆ รวมประโยชน์สองนี่เข้าไปเป็นประโยชน์ปัจจุบัน กับประโยชน์ในโลกหน้า หรือในอนาคต ประโยชน์ในโลกที่เราจะต้องเข้าถึง พัฒนาตนเองเข้าถึง ธรรมดาสามัญคนนี่เป็นแต่ปุถุชน เพราะฉะนั้น จะไปสู่ความเป็นคนใหม่ เป็นอริยบุคคล หรือเป็นคนเจริญเข้าไปสู่โลกใหม่ วัฏฏะอย่างใหม่ เป็นระบบชีวิตแบบใหม่ เป็นสัมปรายิกกัตถประโยชน์ หรือว่าประโยชน์ โลกใหม่ โลกหน้า โลกที่พระพุทธเจ้าค้นพบนี้ ถ้าได้คุณธรรมพวกนี้มาจริงๆ แล้วนั่นแหละได้ถึงขนาดขั้นเข้าจิตวิญญาณ เป็นอุฏฐานสัมปทา เข้าถึงความขยัน ถึงจิตวิญญาณ สัมปทา นี่คือการเข้าถึง เข้า ถึงๆ เข้าถึงขั้นจิตวิญญาณเลย นะ ปรมัตถ์ ปรมัตถประโยชน์ก็คือประโยชน์ที่เข้าถึงความยิ่งยอดนั้นถึงจิตวิญญาณ ปรมัตถประโยชน์ก็ถือว่าเข้าถึงจิตวิญญาณๆเป็นไม่ใช่ว่ามากดข่ม ไม่ใช่มาฝืดฝืน ไม่ใช่มาทำเป็นวิธีการมารยาท ทำแค่มารยาท ไม่ใช่ขยันอย่างมารยาท กับขยันอย่างที่มันเป็นจิตวิญญาณที่ขยันจริงๆ มันต่างกันใช่ไหม คนที่ขยัน จิตวิญญาณเป็นคนขยันจริงๆเลย มันต่างกันจริงๆเลยนะ คนที่มีอารักขสัมปทา มีทั้งปัญญานะ มีทั้งปัญญา ขยันก็มีปัญญา มันถึงได้ขยันอย่างเต็มใจ จริงใจ มีอารักขสัมปทา มีการรักษา มีประโยชน์สูง ประหยัดสุด มีการดูแลรักษา ดูเข้าใจเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจอะไรควรประหยัด ควรกระเหม็ดกระแหม่ ควรจะลด ควรจะเพิ่ม ควรจะรักษาดูแล ปรับปรุงอย่างสุขุมประณีต มีประณีตประหยัด อารักขสัมปทา เข้าถึงความเป็นจริง ถึงจิตวิญญาณ ทั้งปัญญาและจิตเป็นจริงเลย โดยไม่ต้องไปบังคับ ไม่ต้องบังคับให้ขยัน ไม่ต้องบังคับให้ดูแลรักษา นี่ อย่างเราสอนกันแนะนำกัน ให้มีจิตวิญญาณเป็นคนที่รู้จักรักษาดูแลส่วนนั้นส่วนนี้ ดินก็ดูแลรักษากัน น้ำก็ดูแลรักษากันให้ดี ถึงจิตวิญญาณนี้ พวกเราจะมีจิตวิญญาณอย่างเจริญจริงแล้วมันจะเรียบร้อยจริงๆ คุณฟังดูแล้ว คุณก็เข้าใจได้ แต่ใครยังต้องฝืน ต้องอบรมฝึกฝนตน ให้เป็นก็ฝึกฝนไป จนกว่าจิตวิญญาณเราจะเป็นจริง เห็นอะไรก็ดูแลรักษา ดูแล อย่าให้มีขยะ อย่าให้มีมลพิษ อย่าให้มีสิ่งเสียหาย ให้มีแต่สิ่งดี ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ยิ่งมีจิตวิญญาณเป็นผู้ที่ถึงขั้นอารักขสัมปทา เข้าถึงการดูแลรักษา เข้าถึงการดูแลรักษาที่ดี มีปัญญา แล้วก็มีการทำจริงๆลงมือจริงๆ จิตใจมันประสงค์จะทำ เห็นแล้วมันก็ โอ้ อันนี้ควรจะปรับปรุง ควรจะดูแล ควรจะรักษา ควรจะแก้ไข ควรจะซ่อมแซม ควรจะสร้างสรร หรือควรจะจัดแจงอะไรกันขึ้นมา ให้มันดี มันจะมีเลือดแห่งอารักขสัมปทา จริงๆ ไม่ใช่คุณธรรมตื้นๆ นะ ยิ่งเป็นจริงเป็นปรมัตถสัจจะ จิตวิญญาณเป็นจริงเลย เห็นจริง จิตวิญญาณ ปัญญา เห็นจริงๆ แล้วก็หยั่งถึงความเป็นจิต เจโตก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ไม่ต้องบังคับแล้ว เพราะจิตมันมีกำลัง จิตมันเป็นจริง จิตมันเข้าสภาพสัมปทา เข้าถึงความเป็นอย่างนั้นจริงๆ เข้าถึงความเป็นอย่างๆตถตา อย่างความเป็นจริง เป็นเช่นนั้นเองเลยในตัวเอง ถ้าเข้าถึงได้อย่างนี้ เป็นความเจริญแน่นอน กัลยาณมิตตตา เราก็จะเป็นกัลยาณมิตร เราก็จะมีกัลยาณมิตร เราจะมีเพื่อนดี สังคมดี หมู่กลุ่มที่ดี อย่างที่เรากำลังเป็นอยู่นี่ กำลังสะสม กำลังเป็นไปเรื่อยๆ อย่างมีมา จะมาเป็นชาวอโศก จะมาเป็นคนอย่างลักษณะพวกเรา มีความเข้าใจ มีทิฐิความเห็นอย่างนี้ มีชีวิตอย่างนี้ มีพฤติกรรมอย่างนี้ มีกิจกรรมอย่างนี้ มีพิธีกรรมกันอย่างนี้ นี่ก็เป็นคนอยู่อย่างนี้ แล้วก็จะมีวัฒนธรรม จารีต ประเพณี เหมือนอย่างพวกเรา เรียกว่าบุคคลาสปายะ เป็นบุคคลที่อยู่ในหมู่ ในกลุ่มชาวเราเป็นอย่างนี้ มีความเจริญจริงๆ เป็นกัลยาณัง เป็นความดีงาม เราจะมีความดีงามอย่างนี้ มีมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี นั่นแหละเรียกว่ากัลยาณมิตร กัลยาณมิตตา เข้าถึงความเป็นอย่างนี้จริงๆเลย ไม่ใช่มีแต่พูดหลักการ พูดทฤษฏี พูดแต่ภาษา เสร็จแล้วอยู่ไหนละ คนที่เป็นกัลยาณมิตร ไม่มี อย่าเผลอนะ เผลอแทง แทงข้างหลังก็ได้ แทงข้างหน้าก็ได้ เผลอ เฉือนเจ้าละ เผลอๆๆๆ ก็จะเอาเปรียบเอารัด เผลอๆ ก็จะแย่ง จะชิงอะไรเอาอย่างนี้ ซึ่งเป็นสังคมที่ทารุณน่ะ อาตมาว่าทารุณ อยู่กันอย่างทารุณ ไม่สบาย อย่างพวกเรานี้มีขึ้นมาเรื่อยๆ ยังมีดีกว่านี้ได้เรื่อยๆ นะ เรายังจะเป็นกัลยาณมิตรที่ดีแก่กันและกันได้กว่านี้ เข้าถึงความเป็นกัลยาณมิตตาจริงๆ เข้าถึงความเป็นสมชีวิตา สมชีวิตา มีอาชีพ มีการงาน เลี้ยงชีพชอบ เลี้ยงชีพ มีสิ่งที่เลี้ยงชีพ มีอาชีพที่เลี้ยงตัว เลี้ยงตนอย่างดี สมาชีวิตา อุดมการณ์พวกเราอยู่ได้ จารีตประเพณี วัฒนธรรม ของพวกเรา เลี้ยงชีพ ทุกคนมีการมีงาน มีสัมมาอาชีพ มีสัมมากัมมันตะ มีสัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะจริงๆ เพราะเราได้อบรมหลักนี้ หลักสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ อาชีพเราได้อบรมจริงๆ อบรมไม่ได้อยู่งอมืองอเท้า ไม่ใช่คนอยู่เงียบๆ หนักแผ่นดิน ถ่วงสังคม เป็นคนคอยเอาเปรียบเอารัดเขา เป็นคนไม่มีคุณค่า ไม่มีบุญ ไม่มีกุศล ไม่มีประโยชน์ ไม่ใช่เลย เราเป็นคนที่จะมีคุณ มีประโยชน์ มีคุณค่า เป็นคนมีกุศลจริงๆ เป็นคนมีประสิทธิภาพ มีความสามารถ มีสมรรถนะ เราก็ทำไปด้วยความเต็มใจ เป็นอาชีพถึงขั้นระดับสัมมาอาชีพ พ้นมิจฉาอาชีพ ข้อที่ 5 ทำงานฟรี เป็นผู้พันจากการใช้ลาภแลกลาภ ไม่ใช่ทำงานแล้วก็จะต้องมีรายได้ มีการได้เงินได้ทอง ลาภแลกลาภ ไม่มีลาภแลกลาภ ไม่มีเอาอะไรแลกอะไร จะเอาเงินเอาของมาทำได้ผลผลิตได้นี่ เอาไปแลกเอาเงิน ก็ไม่เอา ไปแลกเอายศไปแลกสรรเสริญ ก็ไม่เอา ไปแลกเอาบุญ ไปแลกเอา การเสพย์สุข เสพย์สุขอย่างไหนก็แล้วแต่เถอะ ไม่เอาทั้งนั้น ไม่แลก ไม่เลิก แม้แต่แลกบุญก็ไม่แลก ถ้าเราทำแล้ว เราก็เกื้อกูล เอื้อเฟื้อแจกจ่ายเจือจานจริงๆ เป็นการเสียสละ สร้างสรรหรือทานจริงๆน่ะ ไม่แลกบุญ แล้วได้บุญไหม หา ไม่ต้องแลกเอาบุญ เอาเป็นอะไรมาแล้วจะได้บุญไหม มันก็จะเป็นบุญ มันก็เป็นกุศล ในความเสียสละโดยตัวมันเองอยู่แล้ว ไม่ต้องไปคำนึงถึงอะไรก็ได้ ไม่ต้องไปกังวล ไม่ต้องไปจดไปจำอะไร ขอให้เป็นกรรมกิริยาที่เป็นสุจริตกรรม อันนั้นแท้ๆเถอะ ยิ่งใจบริสุทธิ์เท่าไหร่ ไม่ต้องการ ไม่อยากได้อะไรแลกเปลี่ยนเท่าไหร่ ค่ามันยิ่งสูง ราคามันยิ่งแพง เป็นบุญที่บริสุทธิ์สะอาดเท่านั้นๆ ราคาบุญที่บริสุทธิ์ สะอาด ราคาแพงเท่าไหร่ๆ ราคาแพงจนหาค่าเทียบไม่ได้ นี่เราจะเข้าใจ เราจะเป็นจริงๆเลย มีสมาชีวิตา มีศรัทธา ทำไปแล้วก็เชื่อมั่น ทำไปแล้วก็ยิ่งเกิดปัญญา มีปัญญาสัมปทา มีสัทธาสัมปทาจริงๆ แล้วเป็นคนมีศีลเป็นคนมีจาคะ มีประโยชน์เข้าถึงความเป็นศรัทธา เข้าถึงความมีศีล เข้าถึงความเป็นคนจาคะเสียสละ เข้าถึงความเป็นคนมีปัญญา ซึ่งไม่ใช่ปัญญาธรรมดาน่ะ ปัญญาลึกซึ้ง ปัญญาอย่างปรมัตถ์ ปัญญาอย่างที่เราพูดกันนี้ เป็นญาณทัสสน-วิเศษ เป็นอธิปัญญา อย่างที่เราเป็นๆกัน เป็นปัญญาที่เข้าใจโลกุตระ เข้าใจชีวิตมนุษย์อันลึกซึ้ง เข้าใจอารยะ หรืออริยะที่แท้ แล้วเราก็ทำตนให้เป็นอารยะ หรืออริยะที่แท้ อย่างที่เราเป็นนี่ นี่เป็นคุณลักษณะพวกนี้จริง คุณลักษณะของทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ 4 คือ อุฏฐานสัมปทา อารักข-สัมปทา กัลยาณมิตตตา สมาชีวิตา และมีสัมปรายิกกัตถประโยชน์อีก 4 มี สัทธา-สัมปทา สีลสัมปทา จาคสัมปทา ปัญญาสัมปทา อย่างเข้าถึงจิตเป็นปรมัตถ์ เป็นเรื่องจริง มีทั้งรูปนอก มีทั้งกิริยานอก มีทั้งบทนอก และมีทั้งจิตวิญญาณที่เป็นจริง นี่แหละ คือปรมัตถประโยชน์ เป็นประโยชน์อันสูงสุด เป็นปรมัตถประโยชน์ เราพิสูจน์ได้ แม้ตั้งแต่เป็นๆ นี่แหละ เข้าถึงสภาพสัมปรายิกกัตถประโยชน์กันตั้งแต่ยังไม่ตายนี่แหละ ไม่ใช่ว่า เอ้อ...ขอให้ถึง พอเวลาเขาตายแล้วก็บอกว่า ขอให้ไปสู่สัมปรายิกภูมินะ แล้วเราจะได้รับประโยชน์โน่น จะไปศรัทธาเอาตอนตายแล้วก็ค่อยศรัทธา เข้าถึงศรัทธา ตายแล้วค่อยมีศีล โธ่เอ๋ย...ซวยจริงๆ เจ้าประคุณเอ๊ย... เขาอธิบายกันอย่างนั้นจริงๆใช่ไหมเปรียญ นั่นแหละเปรียญถาม ดูซิ เขาอธิบายอย่างนั้นจริงๆนะ ถามมหาดูก็ได้ นั่นนะ จะไปได้สัมปรายิกัตถ- ประโยชน์นี้จะไปได้เมื่อตายไปแล้ว เป็นสัมปรายิกภูมิ ตายแล้วค่อยไปได้ เข้าถึงศรัทธากันเมื่อโน้นแหละ จะไปได้ศีลกันเมื่อโน้น จะไปเสียสละเอาตอนโน้นน่ะ โห! มันไม่ใช่ปัญญาแล้วนั่นน่ะ คนนั้นน่ะ ไม่ใช่ปัญญา ชาตินี้ก็ยังไม่ได้เข้าถึงปัญญาเลยเห็นไหม มันไม่ใช่ปัญญาแล้วมันๆๆ มันไม่เข้าเรื่องแล้ว แค่ปัญญานี้ก็พิสูจน์แล้วว่า ในชาตินี้ ก็ยังไม่ได้ปัญญาแล้ว ชาติหน้าจะไปได้ปัญญาอะไร งมงายไปตั้งแต่ชาตินี้แล้ว ยังไม่ทันตายเลยงมงายแล้ว แล้วตายแล้ว ไม่งมงายได้อย่างไรไหว นี่มันต้องมีปัญญาตั้งแต่ชาตินี้ เห็นได้ชัด เข้าใจให้เป็นสัมมาทิฏฐิแล้วพิสูจน์ ศรัทธาคืออะไร อาตมาก็อธิบ๊าย อธิบาย อินทรีย์ 5 พละ 5 ของเรา หา...ศรัทธาก็เป็นสัทธินทรีย์ เป็นศรัทธาพละจริงๆ ศรัทธาคือความเชื่อจริงๆ เลยนา เชื่อว่าเรานี่ขืนไปเกี่ยวข้อง ไปคลุกคลี ไปเป็นอย่างที่ปุถุชนเขาเป็นอยู่นั่นหนะ มันทุกข์ มันมีเหตุแห่งทุกข์ กาย วาจา ใจ ยังไปคลุกคลี ยังไปเกี่ยวข้อง บทบาทลีลาอะไรอย่างนั้น มันทุกข์ มันเสื่อม มันต่ำ มาละ มาลด มาเลิกเสีย กายก็เลิก วจีก็เลิก โดยเฉพาะ จิตใจนี่แหละ มันเห็นจริงมันล้าง มันเลิก มันจางคลาย กิเลสที่เป็นเจ้าเรือน กิเลสที่เป็นตัวเหตุ สมุทัยจริงๆ แล้วก็มาล้าง มาลดกิเลสให้จริงๆ เห็นความจริงได้ว่ากิเลสลดจริงๆ บทบาทกายกรรม วจีกรรม ก็ไม่มี ไม่ต้องไปเกี่ยวข้อง ไม่ต้องไปคลุกคลี ไม่ต้องไปวุ่นวาย หรือแม้เราจะไปทำตามบ้าง เราจะไปทำก็เพื่อสงเคราะห์เขา เพื่ออนุเคราะห์เขา เพื่ออนุโลมเขาเท่านั้นเอง จิตใจเราไม่ได้เสพย์ ไม่ได้ติด ไม่ได้เอร็ดอร่อย ไม่ได้เห็นมีความเจริญสำหรับเราเลย แต่ต้องอนุโลมเขาก็ต้องยอม เขาจะต้องมีอบายมุขอะไรบ้าง ที่เขาเอง คนในฐานะนั้น ก็ต้องหยวนให้เขาบ้าง มีอบายมุขระดับนั้นก็เอายอม แต่ไม่ได้ว่าเรายินดีอบายมุขต่ำๆหยาบๆนัก เราก็ไม่เอาด้วย ไม่ร่วมด้วยหรอก อันไหนที่พอเป็นพอไป ในส่วนที่สูงๆ ขึ้นมาพอจะอนุโลมกับเขาได้บ้าง ก็เอา ก็ว่าไป ไล่เลียงไป แต่จิตใจจริงๆนั้น บริสุทธิ์ สะอาด ไม่เสพย์ ไม่ติด จิตแข็งแรง มีปัญญารู้ชัด มีศรัทธาจริงๆ เชื่อมั่นด้วยศรัทธา เชื่อมั่นแล้วก็มีปัญญาเห็นทะลุปรุโปร่ง จิตล่ำ จิตแข็งแรงจริงๆ แม้จะไปคลุกคลี เกี่ยวข้องก็เหมือนน้ำกับใบบอน เป็นปริโยทาตา เพราะจิตถึงอุเบกขาธาตุ เป็นธาตุอุเบกขาได้แล้ว อุเบกขาเจตสิก เป็นได้แล้วจริงๆเลย ไปคลุกคลีเกี่ยวข้องก็เหมือนน้ำกับใบบอน ไม่ดูด ไม่ซึม ไม่เอา ไม่ติด ไม่ติด ไม่ยึดจริงๆ นี่ อาตมาก็พูดด้วยภาษาน่ะ พวกเราก็ไปพิสูจน์ความจริงพวกนี้เอามา มีศรัทธา มีศีล แล้วเราจะเข้าใจเลยว่า คนมีศีลคืออะไร พวกเรานี้มีศีล มีศีลอย่างโลกๆเขาก็มีศีลนะ คนที่ไปสมาทานศีล โอ้..มะยังภันเต อะไร เขาก็ว่าเขามีศีล ถือศีลอยู่ในวัดในวา พระท่านก็ถือศีลทุกรูปแหละ แต่ท่านถือศีลไม่ได้ศีลหรอก ท่านไม่ได้เป็นคนมีศีลหรอก โดยเฉพาะ เอาพระมาบวชสามเดือน มีศีลนะ โอ้ โอ... ถือศีลบางคน เคร่งเลยนะ แต่พอสึกออกไปแล้ว อย่างเก่า ไม่ได้มีศีลอะไร แต่นั่นมันมารยาท มามีศีลมารยาทๆ ทำ...เป็นมีศีล มาระวังไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ทำได้แต่กาย กับวาจา เขาก็สอนกันเพี้ยนๆ ด้วยนะ สอนว่าศีลนี่รักษาแต่กาย กับวาจา ไม่ได้ขัดเกลาถึงจิต นี่ อาตมาก็เลยค้านแย้ง เอาพระสูตรมาค้านแย้งด้วยคือ กิมัตถิยสูตร กิมัตถิยสูตร สูตรที่ยืนยันว่าพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ศีลนี่แหละจะทำให้คนเจริญๆ ศีลที่เป็นกุศลจะทำให้คนเจริญ บรรลุอรหันต์ตามลำดับ ในกิมัตถิยสูตร พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนั้นจริงๆเลย ชัดเจนและยืนยันยืนหยัดเลย เราก็ได้มาพิสูจน์กันจริงๆว่าศีลนี่ มันศีลใจนะ ไม่ใช่แต่กาย วาจา กาย วาจาได้ด้วยแล้วใจก็ได้ขัดเกลาจิตใจด้วยศีลนะ ขัดเกลาจิตใจจนบรรลุธรรม เป็นอรหันต์เป็นอรหันต์ตามลำดับ คือมีมรรคผลตามลำดับจริงๆ เป็น อุตริมนุสธรรมเลย ไม่ใช่เอาแต่ กาย วาจา จนจิตมันได้จริงเป็นจริง มีศีล เป็นคนมีศีลจริงๆ คนมาบวช หรือมาปฏิบัติธรรม แม้จะเป็นฆราวาสก็ตาม ถ้ามันเป็นศีลของเราที่เราได้ถึงใจจริงๆ แล้วนะ แล้วใจแข็งแรงสมบูรณ์แล้วนะ จ้างมันก็ไม่กลับไปเวียนทำ กลับไปตกต่ำ หรือกลับไปทำไอ้สิ่งที่เลวอีก ที่ชั่วนั้นอีก ศีลนี่เน้นอะไรให้ขาด อะไรมันขาดได้เน้นได้จริงๆ มันก็ขาด มันก็เว้น แล้วมันเห็นคุณค่าด้วยปัญญาด้วย ปัญญามันเห็นชัดเห็นจริงเลยว่ามันดี แล้วเรื่องอะไรจะทำไม่ดี แล้วเราก็ไม่ต้องฝืนด้วย ทำได้จนคล่อง ทำได้จนเป็น ทำได้จนง่าย เลยว่ามันดี แล้วเราก็ทำได้ดีๆด้วย มีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องไปละเมิดสิ่งที่ไม่ดี อยู่ได้โดยที่ทำดีๆ มีศีลอย่างนี้น่ะ ศีลท่านว่าให้เว้นอะไร ก็เว้นได้ อะไรที่ให้ยิ่ง เราก็ทำได้ เราก็ทำเป็น เป็นคนมีศีล จิตใจมันมีทั้งปัญญา มันมีทั้งเจโตที่แข็งแรง มีศีลอย่างนั้น แล้วมีจาคะ เป็นผู้จาคะ เป็นผู้บริจาคเข้าถึงความบริจาค จาคสัมปทา เข้าถึงจิตวิญญาณเป็นปรมัตถ์เลย เพราะการให้นี่แหละ ทั้งปัญญาก็เห็นว่าการให้นี่แหละเป็นคุณค่าของมนุษย์ ได้ทาน ได้เสียสละ ได้ให้เขานี่แหละ ได้เสียสละแรงงาน ได้เสียสละวัตถุ ได้เสียสละความรู้ ได้เสียสละอะไรก็แล้วแต่เถอะ เสียสละได้เท่าที่เราจะอยู่มีชีวิตอยู่ได้ด้วย แล้วเราก็ได้เสียสละอยู่เรื่อย นั่นคือรายได้ของเรา เป็นรายได้ นี่ มีรายได้แท้ๆ เป็นทรัพย์ เป็นสมบัติของตัวของตน เป็นกัมมทายาท เป็นมรดกของเรา นี่ สะสมมรดกอย่างนี้ พวกเราฟังเข้าใจ พวกเราเห็นจริง เห็นจริงเท่าไหร่ เรายิ่งทำน่ะ ก็เหมือนทางโลกนี่ เรานึกว่าการโลภโมโทสัน ได้เงินได้ทอง ได้เพชร ได้พลอย ได้ลาภมามากๆ นี้เป็นสมบัติ คนก็ล่ากันอยู่ทุกวันนี้ เขาเชื่ออย่างนั้น แย่งชิงกัน โกงกัน ฆ่าแกงกัน โอ้โห... เหลี่ยมคู ถ้าเสียเหลี่ยม เสียอะไรก็ฆ่าแกงกัน แย่งชิงกัน ฆ่าแกงกันไปตั้งเท่าไหร่ เขายังทำกันอยู่เลยในโลก เพราะเขาเชื่อว่านั่นเป็นสมบัติ เขาเชื่อว่านั่นแหละเป็นสิ่งที่เขาน่าได้น่ามี เขาแย่งกันจริงๆ จังๆเลย พวกเรา มาศึกษาธรรมะขึ้นมาแล้ว ชักเข้าใจ ชักเห็นจริงเห็นจัง โอ๊... เราก็ไปบ้าเสียเวลา แย่งกับเขาอยู่ตั้งนานหลายปี หลายเดือน พอเราสามารถที่จะปรับปรุงตัวเราได้ในฐานที่พอเป็นไปได้ เอาละ ไม่สำคัญ ต้องไปแย่งเขาละ ปล่อยเขา บาย...ให้เขาแย่งกันเถอะ เรามาเอายิ่งไม่แย่งเรายิ่งได้ ยิ่งมาสร้างแล้วเรายิ่งให้ไปอีก เรายิ่งได้ โอ๊... ทำไมมันตลกตีลังกากลับตาลปัตร ไอ้แต่ก่อนนี้ เขาก็เข้าใจไปอย่างนี้ อีคราวนี้ มาเข้าใจอย่างนี้ สวนกันอีก เออ... นี่พูดตลบตะแลงหรือเปล่า หา...พูดกลับสวนทางกันเล่นๆลิ้นหรือเปล่า หา...พูดเล่นลิ้นหรือเปล่า นี่เรามาศึกษาใช้ปัญญา ถ้าคุณเข้าถึงปัญญาสัมปทา เข้าถึงปัญญาที่ชัดแจ้งจริงๆ แล้วก็เห็นว่า โอ๊... การสละนี่ จาคสัมปทานี่แหละ เป็นเนื้อหาของมนุษย์ เป็นพฤติกรรมสารัตถะแท้ของมนุษย์ ถ้ามนุษย์สามารถที่จะเป็นคนมีการได้เสียสละ ได้สร้างสรร ได้แจกจ่ายเจือจานอยู่มากเท่าใดๆ ก็เป็นทรัพย์ของเรา เป็นทรัพย์จริงๆน่ะ คุณจะเชื่อไม่เชื่อ คุณจะแจ้งไม่แจ้ง ก็ตัวคุณแหละ คุณจะมีญาณปัญญารู้เห็น เห็นจริง ไม่เห็นจริง เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง หรือว่าเชื่ออย่างสนิท เชื่ออย่างแท้ ขนาดเชื่อแท้ๆแล้วบางทีกิเลสมันยังบอกว่าดี สละดีแต่ยังไม่สละนะ ให้ดีแต่ยังไม่ได้ละ ให้แค่นี้ก่อน แค่นี้เอาห่วงไว้ก่อน อัตตามันยังเอา เอาไว้ก่อน เอาแค่นี้ก่อน มันจะขาดใจรอนๆหรืออย่างไรไม่รู้น่ะ (หัวเราะ) ใช่ไหม ก็ยังเป็นอยู่อย่างนั้นแหละ รู้ชัดๆเชื่อแน่ๆแต่กิเลสมันขวางอยู่ตรงนั้นแหละ เพราะฉะนั้นต้องฆ่ามันกิเลสตัวที่มันทำให้คุณมันออกไปเต็มที่ไม่ได้นั่นแหละ แล้วก็ปรับชีวิตของเราให้อยู่ได้ ไม่ใช่ว่าเสียสละแล้วเราอยู่ไม่ได้เลยนะ เราจะอยู่ได้ อาตมาเชื่อว่าพวกเรานี่มันไม่มีเงิน ไม่มีทองนี่หมดเนื้อหมดตัวจริงๆนะ อยู่ที่นี่จริงๆนา อยู่ในอโศกเราหมู่เรานี่น่ะอยู่ได้น่ะ อยู่ได้ อาตมาแน่ใจว่าอยู่ได้ ถ้าเราเองเราไม่ลนลานๆจนเกินไปแล้ว แหม มันอดไม่ได้ต้องไปเสพต้องมีส่วนตัวไว้ ไม่ได้ไอ้นี่ต้องซื้อเสพ ที่นี่เขาไม่มีให้หรอก เราต้องไปซื้อเสพของเราเอง ของที่นี่เขามีแต่ของที่สำคัญ มีแต่ของจำเป็นสำคัญเท่านั้น ซึ่งถ้าเราไม่ติดอะไรพวกอื่นแล้วนะ อยู่ที่นี่มีแต่ของจำเป็น ของสำคัญ ปัจจัยหลัก พอ อยู่ได้ อย่าเลวเกินไปนักก็แล้วกันกกับหมู่เขาน่ะ ขี้เกียจสันหลังยาว เกะกะเกเรอะไรเกินไปเขาก็ไม่ให้อยู่ด้วย แต่ถ้าเผื่อว่าไม่เกะกะเกเรจนเกินไป ไม่ขี้เกียจสันหลังยาวจนเกินไป พอไปกะร่องกะแร่งไป อยู่ได้ แล้วก็ได้รับการสอนให้พัฒนาตัวเองให้เจริญอีก ไม่ใช่อยู่ได้ก็จะอยู่เปล่าๆดายๆไปอย่างนั้น อาศัยร่างกายชีวิตไปเพื่อถึงหลุมฝังศพ เสร็จแล้วก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรโมฆะไปอย่างนั้นแหละ ไอ้ที่ว่าอยู่ได้ไม่รู้คุ้มทุนหรือเปล่า เอาแต่หลบๆเลี่ยงๆคุ้มทุนไหม ถ้าคุ้มทุนก็ยังดี กินข้าววัดนี่ราคาแพงกว่าไปกินข้าวบ้านนะ เอ้า ไม่ต้องมายิ้มหรอก อาตมาจะบอกให้ ไม่ใช่ขู่น่ะ กินข้าววัดนี่ราคาแพงกว่ากินข้าวบ้านน่ะ กินข้าววัดจานหนึ่งนี่นา ถ้าที่ในบ้านเขาขายสิบบาทนี่นา แต่ที่วัดเขานี่ราคาแพงกว่าสิบนา ยิ่งไม่เอานี่แหละ ยิ่งเขาให้บริสุทธิ์ด้วยความศรัทธาเลื่อมใส ยิ่งบูชาเคารพยกย่องเท่าไหร่ยิ่งแพง ยิ่งสมณะยิ่งกินข้าวราคาแพงกว่าพวกคุณนะ พวกญาติโยม ข้าวสมณะนี่ยิ่งกินคำหนึ่งนี่นะ ข้าวสมณะกินจานหนึ่งนี่น่ะราคาแพงกว่าคุณกินข้าวของคนอื่น เขาเอามาให้กินใช่ไหม เป็นข้าวเขาเอามาถวายหรือเอามาบริจาค สมณะนี่กินข้าวจานหนึ่งเท่ากัน น้ำหนักเท่ากัน ปริมาณเท่ากันนี่ พวกคุณก็กินจานหนึ่งเท่ากันนี่ พวกคุณนั่นแหละราคาที่แท้จริงสัจจะ ราคาของสัจจะ มีบุญหรือมีคุณค่า มีบุญ มีคุณค่าก็ยังราคายังถูกกว่า สมณะนี่แพงกว่า ถ้าสมณะไปเที่ยวได้ไม่เข้าท่าหน่อยนะ ไม่คุ้ม เพราะราคาของสมณะกินข้าวเขานี่แพงกว่า นี่ราคาของบุญมันเป็นอย่างนี้ พวกญาติโยมนี่กินก็ราคาถูกกว่า จริงๆถูกกว่า ฟังเข้าใจไหมตรงนี้ เข้าใจไหมๆ ทีนี้พวกคุณนี่กินข้าวที่เขาเอามาให้นี่ ข้าวที่คุณกินจานหนึ่งนี่แพงกว่าคนข้างนอกเขาบริจาคกันอีก เพราะเขาเอามาให้พวกคุณนี่สนิทใจกว่าคนข้างนอกเขาจะทำทาน เขาจะเลี้ยงกันนี่ เลี้ยงอะไร เลี้ยงดูปูเสื่อกันข้างนอกนี้เกรียวกราวเฮฮาอย่างไร ข้าวจานหนึ่งของเขานี่ต่อให้ไปกินในโรงแรมชั้นสูงบอกว่าข้าวราคาจานราคาแพงๆ ค่าของทางธรรมนี่ของเขาถูกกว่าของเราอีก ข้าวของคุณนี่ใส่จาน ใส่กะลาให้กินนี่จานหนึ่ง ข้าวราคาที่คุณกินของเขานี่แพงกว่าทางโน้น ต่อให้ใส่จานทองคำมากินบนวิมาน กินบนปราสาทชั้นสูงขนาดไหนก็ตาม ราคาอันนั้นถูกกว่าอันนี้ที่เขาให้หรือไม่ให้ ดีไม่ดีขายด้วย มันจะไปถูกอะไรละยิ่งขายก็ยิ่งคิดหัวละสองพัน ไปกินข้าวเลี้ยงคราวนี้ แล้วมันก็ยิ่งถูกใหญ่น่ะซิอย่างนั้น ราคาข้าวจานหนึ่งยิ่งถูกใหญ่ แต่ทีนี่เขาให้ด้วยศรัทธานะ เขานับถือเราน่ะ ฆราวาสเขาก็นับถือในขนาดระดับฆราวาสเขา สมณะเขาก็นับถือยิ่งกว่าฆราวาสอีก เพราะฉะนั้นยิ่งกินของเขายิ่งราคายิ่งแพง ฟังให้ดีๆฟังธรรมะแล้วจะเข้าใจ เพราะฉะนั้นเรามาอยู่วัดอยู่วานึกว่าได้กินฟรีๆ นึกว่าได้กินนี่น่ะ เออ ไม่เป็น ไรหรอกเราก็กินข้าวเขา อยู่ฟรีก็ทำให้นิดๆหน่อยๆก็คงพอคุ้ม ระวังมันจะไม่คุ้มน่ะ ระวังมันจะไม่คุ้มเพราะมันไม่ได้ถูกเหมือนราคาของค่าทางโลกเขา บอกแล้วราคาของคุณธรรมราคาของคุณค่า นี่ฟังธรรมะให้เป็น ไม่ใช่อาตมาขู่น่ะคนฟังให้ชัด-เจนน่ะแล้วจะรู้ สัจจะพวกนี้ลึกซึ้งๆซับซ้อนด้วยสัจจะของมัน แล้วมันทำให้เราดี นะ ถ้าเราขวนขวายถ้าเราสำนึก เออ เรากินข้าวของชาวบ้านเขาแล้ว พระพุทธเจ้าท่านถึงได้ตรัสในศีลไง สมณะผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงตนหรือเลี้ยงชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ อาตมาใส่คำแปลต่อไปอีกว่า นี่สมณ-พราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้วยังมีน้ำหน้า นี่อาตมาใส่ต่อเข้าไปอีก ยังมีน้ำหน้าที่จะไปเลี้ยงชีพด้วยเดรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ โอ๊ ยังไปหลอกประชาชนเขาอีก แล้วไปทำอะไรต่ออะไร พาเขาลงนรก พาเขาตกต่ำ แบบนี้มันไปใช้ได้อะไร แทนที่จะมีคุณค่าความดีช่วยเหลือให้มันคุ้มกับที่เขาได้เลี้ยงเราไว้ด้วย ศรัทธาเราก็เขาให้ด้วยศรัทธาเท่าไร บูชาเคารพยกย่องเท่าไร อย่างอาตมานี่น่ะ กินข้าวคำหนึ่งนี่น่ะ ข้าวของอาตมาคำหนึ่งนี่ค่าแพงกว่าท่านติกขวีโร ท่านติกขวีโรนี่ฉันข้าวชาวบ้านคำหนึ่งนี่ด้วยศรัทธานี่ก็ราคาเท่านี้ แต่ของอาตมาคำหนึ่งนี่แพงกว่าน่ะ ฟังออกไหม เพราะเขาศรัทธาอาตมากว่า เขาให้ด้วยจิตใจที่อยากให้มากกว่า อย่าริษยาผมน่ะ แล้วหาว่าข่มด้วยนะ พูดนี่ให้เข้าใจ ยกตัวอย่างให้ชัดๆยกตัวอย่างให้ชัดๆคุณเข้าใจค่าของมันให้ชัดเจนใช่ไหม เข้าใจค่าของมันให้ถูกต้อง เพราะฉะนั้นอาตมาขืนขี้เกียจ ถ้าขืนไม่ขยัน ไม่ทำอย่างนี้เข้าไปแล้ว แล้วอาตมาก็เป็นหนี้เข้าไปอีกหนักหนาสากรรจ์เลย เพราะฉะนั้นเราต้องสำนึก เราต้องสังวร เราต้องเข้าใจให้ดีน่ะ ถ้าเราทำเผื่อเอาไว้ ยิ่งขยัน ยิ่งทำอะไรให้มันครบ ให้มันคุ้ม ให้มันเกินมันเลยไว้เท่าไหร่ๆ เราก็ปลอดภัยเท่านั้น และคุณค่าที่เราจะสร้างสรรลงไปให้แก่สังคมนี่แหละ มันซ้อนเชิงอีกน่ะ คุณค่าความสามารถ คุณค่าคุณงามความดี ความรู้ มันราคาแพงอีก ความรู้ของอาตมานิดหนึ่งราคาก็แพงมาก แนะ มาตีราคาของตัวเองสูงด้วยน่ะนี่ ฟังเถอะ จริงๆไม่จริง ราคาของอาตมาหายากน่ะความรู้ของอาตมานี่หายากในตลาด เป็นความรู้ถึงสัจธรรมนี่ เพราะฉะนั้นนิดหนึ่งก็ราคาแพงอีก แต่ถึงแพงเราก็จะต้องประมาทไม่ได้ เพราะซ้อนเชิงเข้าไปอีก เรายิ่งตีราคาค่าความรู้ของเราแพงเท่าไหร่เราก็ยิ่งต่ำเท่านั้น เพราะฉะนั้นเราต้องตีราคาค่าความรู้ของเราให้ถูกๆๆ ถูกเท่าไหร่เรายิ่งค่าสูงเท่านั้น เห็นไหมสภาวะซับซ้อนยอกย้อนนี่มัน โอ้โฮ อาตมาพูดแล้วเมื่อยปากจริงๆเลยนา ฟังชัดไหมฟังออกไหม ฟังดีๆด้วยปัญญา ฟังดีๆเถอะ เพราะถ้าขืนเราไปถือตัวว่า แหม ความรู้ข้าฯราคาแพงๆนะ ซวยอีกๆ โดยสัจจะที่คุณนึกอย่างนั้นแหละเป็นราคาต่ำแล้ว เอาสัจจะที่คุณนึก เอาสัจจะที่คุณกำหนด เอาสัจจะที่คุณเป็นความจริง นี่สัจจะมันจริงอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราจะต้องสำนึกตัวเองว่า โอ้ เราอย่ามาถือตัว เราจะต้องถ่อมตน เราจะต้องไม่ถือใหญ่ถือโตถือความรู้ใหญ่ ความรู้มาก ค่าของเราสูงอย่างโน้นอย่างนี้ ยิ่งต้องทำตัวให้ลดตัวลดตน ยิ่งลดตัวลดตนเท่าไหร่จริงเท่าไหร่ เรายิ่งสูงขึ้น นี่มันซ้อนเชิงเข้าไปอีก เห็นไหม ฟังดีๆเถอะธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ แล้วไม่ใช่ของพระพระพุทธเจ้าหรอก ของสัจธรรมเองด้วย ธรรมะของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วก็สอนสาวกให้รู้ต่อ อาตมาก็ว่าได้เรียนจากพระพุทธเจ้ามาต่อก็เอามาพูดให้คุณฟัง แล้วสัจจะมันตรงอย่างนี้
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive