340410 ตอบให้ถึง...ซึ่งทรัพย์แท้ ตอนที่ 1 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานศาลีอโศก .docx
เนื้อหาในไฟล์
340410 ตอบให้ถึง…ซึ่งทรัพย์แท้ ตอนที่ 1 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานศาลีอโศก สารบัญ | ภาคผนวก | หมายเหตุท้ายบทความ
ตอบให้ถึง…ซึ่งทรัพย์แท้ ตอนที่ 1 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2534 เนื่องในงานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ ครั้งที่ 15 ณ พุทธสถานศาลีอโศก อ.ไพศาลี จ.นครสวรรค์
พ่อท่าน : เอ้า! มา วันนี้จะตอบ ตอบอะไรนะว่า ตอบ ตอบให้ถึง..ซึ่งทรัพย์แท้ แหม จะต้องให้ถึงทรัพย์แท้ ตอบให้จนกระทั่งเกิดศรัทธา เกิดศีลให้ได้เป็นหลัก เกิดจาคะ ปัญญาให้ได้จริงๆ เลยนะนี่นะ
หนังสือชาวอโศก มีสมาชิกประจำที่เป็นนักโทษในเรือนจำ : คำถาม : หนังสือชาวอโศกมีสมาชิกอ่านประจำเป็นนักโทษอยู่คุกต่างๆ มากมาย การเขียนรายงานการปฏิบัติธรรมมาที่วัดไม่มีปัญหานะครับ แต่นักโทษเหล่านี้มักจะจดหมายไปทำความรู้จักกับญาติธรรม ที่เราลงที่อยู่ของเขาไว้ โดยเฉพาะกับญาติธรรมผู้หญิง ลักษณะจดหมายที่ถึงญาติธรรมหญิงจะเป็นการแสดงความชื่นชม บางฉบับอ้อน บางฉบับขอข้าวขอของกันเลย ญาติธรรมเราได้กันคนละหลายราย หลายๆ ฉบับ อยากขอทราบแนวปฏิบัติครับ ป.ล. ทราบจากเพื่อนนักโทษด้วยกัน เขาจะมีอาชีพรับจ้างจดหมาย ผู้หญิงคนไหนตอบกลับ เขาจะเอาไปอ่านกันเป็นที่สนุกสนานครึกครื้น พ่อท่านว่า… นี่คือเบื้องหลัง เราเคยเจตนาดีนะ นานมาแล้วว่า เออ! พวกติดพวกอยู่ในคุก เราเคยไปโปรดในคุกด้วย เลยเสร็จแล้วตอนหลังเราก็ได้เลิกไปโปรดในคุก เพราะว่า เราก็ต้องเชื่อฟังพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านจะสอนคนที่มีศรัทธา และก็คนที่มีภูมิปัญญา คนที่มีขั้นอะไร ท่านจะสอน ท่านมีนะ ท่านมี มีหลักเกณฑ์ มีหลักเกณฑ์เอาไว้ให้ว่า คนที่ควรจะสอน สอนอย่างไร คนในคุกนี่จริงๆ แล้วนี่ เราก็พยายามนะ ไปโปรด เสร็จแล้วก็เห็นว่า เปลืองเปล่า เสียเวลา โปรดไม่ขึ
อ่านต่อ
้น เพราะว่าคนที่ในระดับที่เป็นอมนุษย์ หรือว่าอเวไนยสัตว์ หรือพวกปทปรมะ นี่นะ พวกนักโทษนี่ก็อย่างหนึ่ง พวกจอมโจรบัณฑิตนี่ก็อีกอย่างหนึ่ง พวกนี้พวกเดียวกันนะ พวกนักโทษกับพวกจอมโจรบัณฑิต พวกเดียวกัน พวกนักโทษนี่ ส่วนมากนี่ฉลาด ถ้าไม่ฉลาด มันทำผิด มันก็ ทำอะไรมันก็ติดคุกก่อนเพื่อนแล้วละ ที่จริงพวกนักโทษนี่จะฉลาด และมันจะทำการอะไร แต่ถึงจะฉลาดอย่างไรมันก็ต้องผิด มันก็ต้องติดคุกเสียส่วนมาก คนที่ไม่ฉลาดนี่มันไม่กล้าทำอะไรที่ผิดๆ หรอก มันไม่กล้าทำชั่วหรอก ไม่กล้า เพราะฉะนั้นมันก็ไม่ค่อยจะติดคุกหรอก มันไม่กล้า คนที่กล้าทำชั่วและก็ยิ่งเข้าคุกบ่อยๆ ประจำๆ ไอ้หน้าอยู่ในคุกประจำนี่ พวกนี่ฉลาดเฉลียวเป็นกรดเลย เพราะฉะนั้นพวกที่ติดคุกกับพวกจอมโจรบัณฑิตนี่พวกเดียวกัน ยิ่งฟังอย่างนี้แล้ว เขายิ่งจะเอาตาย ไปว่าเขาหมด จัดพวกจัดเหล่าให้เขาอยู่ ไอ้ที่ตกที่ต่ำ มันเหมือนกดข่มเขานะ เราก็ขอบอกกล่าวนะ ในแนวปฏิบัตินี้ของทราบแนวปฏิบัติมาว่า ในเรื่องจดหมาย คือหนังสือเรานี่ก็เลยเห็นว่า เอ้า! ก็ให้ส่งให้พวกนักโทษ มันมีประโยชน์บ้างสำหรับพวกที่ได้ฟังธรรมะ แล้วเขาก็อ่าน เขาสนใจ อยู่ในคุกมันก็อย่างนั้นแหละ มันก็ไม่มีเรื่องราวอะไรมาก เขาก็ต้องมีเวลาว่างก็อ่านหนังสือหนังหา เพราะไม่ต้องออกไปเที่ยวไปเตร่ที่ไหน เขาก็ได้รับประโยชน์ ผู้ที่ใฝ่ดี มี พวกติดคุกนี่ทีมีคุณธรรมก็มีอยู่บ้างเหมือนกัน เพราะฉะนั้นก็เผื่อให้คนที่ได้มีคุณธรรม มีคุณธรรมบ้างเขาก็ได้ แต่ส่วนมากมันพวกไร้คุณธรรม เสร็จแล้วก็แฝงซ้อนเลย เพราะมันมีปฏิภาณนี่ มันรู้ ก็แทรกซ้อน ขนาดมีที่อยู่ที่เหย่ออะไร ในหนังสือเขียนไปถึง ได้ข่าวว่า มีผู้หญิงคนหนึ่งจะต้องแต่งงานกับคนคุกนี่ ออกมาเมื่อไหร่แต่งงานกัน ใครห้ามก็ไม่ฟัง พ่อแม่ห้ามก็ไม่ฟัง อาตมาก็ได้แต่เศร้าสลด ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เพราะว่า พูดไม่รู้ ไม่เชื่อกันจริงๆ แต่อาตมาก็ไม่รู้นะว่า คนคุกคนนั้นมันจะเลวจะชั่วจะดีอย่างไรขนาดไหนก็ไม่รู้ แต่ว่าโดยค่าส่วนรวม ค่ารวมแล้ว มันก็ไม่น่าจะเสี่ยง มันอาจจะมี exception บางรายก็ได้อยู่เหมือนกัน แต่ว่าเราก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็เป็นเรื่องของวิบากใครวิบากมัน ทุกคนไม่เห็นด้วย แต่เขาห้ามไม่อยู่ว่าอย่างนั้นนะ เราก็เลย นี่คนนี้ก็คงเดือดเนื้อร้อนใจด้วยก็บอกมาก็ถามมา และมีอย่างนั้นจริงๆ นะ เขียนไปแล้ว เขามีพวกที่รับจ้างเขียนดหมายตอบโต้ให้ ตอบอะไรให้ เสร็จแล้วทางด้านนี้ก็มาอ่านกันเพลิน เพราะว่ามีฝีมือนี่ เสร็จ พอตอบกลับไป ทางโน้นก็ไปอ่านกันเฮฮา เฮฮา สนุกครึกครื้น ตลกอะไรต่ออะไรกันไป ทางโน้นก็นึกว่าจริงจัง แต่ทางนี้เล่นเหลี่ยมเล่นเล่ห์ เล่นอะไรไปตามประสาเขานะ ซึ่งมันก็ ให้ระมัดระวัง แนวปฏิบัติก็คือ อย่าไปตอบจดหมายเขา ห๋า? (ผู้ฟังถามแทรกพ่อท่านถามคนฟัง) ไม่ต้องหรอก เขาก็แทรกมา เสียง…(เสียงคนฟังพูด แต่ฟังไม่ชัด ) พ่อท่านว่า… เดี๋ยวนี้เราก็ลดแล้ว ที่อยู่ต่างๆ จากหนังสือที่ลงไป เดี๋ยวนี่ก็ลดที่อยู่ของญาติโยม มีอะไรต่ออะไร เดี๋ยวนี้เขา เราก็มีน้อย เรื่องจำเป็นสำคัญอะไรบางเรื่องเท่านั้น ถ้าธรรมดาเราก็ตัด มีแต่จังหวัดเฉยๆ อะไร ที่อยู่รายละเอียดที่จะไปถึง เราลดแล้วเดี๋ยวนี่ เพราะว่าเกิดเป็นภัย ไม่เข้าเรื่องเข้าราวนะ แนวปฏิบัติก็อย่าไปตอแย อย่าไปตอบ อย่าไปอะไรอย่างนั้นนะ
ผู้ถาม ไม่ประสงค์นิพพาน เพราะคิดว่าไม่คุ้มกับความยากลำบาก : ถาม : ผมปฏิบัติระดับศีลห้าบ้าง ศีลแปดบ้าง ตั้งแต่ปี 2528 ผมมีความคิดว่า 1. ผมไม่ประสงค์ได้นิพพาน เพราะดูจะไม่คุ้มค่าเลย ต้องลดละ อดทนลำบากต่างๆ นานา เพื่อจะไปได้สูญ...(สูญ-นิพพาน) (คนฟังหลายคนหัวเราะ) พ่อท่านว่า… เป็นที่ครึกครื้นเลยนะ มีแนวคิดแปลกๆ นะคนนี้ 2. ผมคิดว่าปฏิบัติศีลห้าก็ดีอยู่นะ ไม่เห็นจะต้องทุกข์อะไร ถ้ามีทุกข์ก็ธรรมดา ถ้าสุขก็ธรรมดา เพราะมันเป็นธรรมดาของโลกเช่นนี้ (อบายมุขยังเหลือขี้เกียจ) ผมคิดไม่ถูก ผมรู้ (พ่อท่านว่า… อาจจะ ผมไม่รู้มั้ง?) ช่วยแก้ไขชี้แจงให้ผมคิดให้ถูกทางหน่อย (จุดไฟ) พ่อท่านว่า… จุดไฟให้หน่อยว่าอย่างนั้น คือก็มาเห็นแก่หมู่ พออ่านไปแล้วยังหัวร่อเลยใช่ไหม บอกว่า เอ๊! ผมก็ว่ามันก็ดีแล้วนี่นา จะไปทำไมนิพพาน ไปหาสูญ ลำบากลำบนจะตาย โอ๊ย! ต้องขัด ต้องเกลา ต้องลด ต้องละ ต้องอะไรต่ออะไร ก็ศีลห้าศีลแปดธรรมดาแค่นี้ ไม่ฆ่าสัตว์ มากินมังสวิรัตินี่ก็เหนือชั้นแล้วนะ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ทำมาหาได้ไปก็ธรรมดาสุจริตนะ เขาให้เงินเดือนเงินดาว ที่ไหนให้เงินเดือนมากก็ไปสมัครเข้า เขาก็ให้ ไม่ได้ไปโกงอะไรเขานี่นะ สุจริตออกนะ ต่างๆ นานาสารพัด อะไรก็แล้วแต่ที่ทำอยู่ก็ว่ามันสุจริตในสังคม มันก็สบายดีแล้ว เราจะกินหอม เราจะกินหวาน กินเปรี้ยวอะไร มันก็ไม่ผิดอะไรนี่ศีลห้าบ้าง ศีลแปดบ้าง บางทีก็ศีลแปดนิดหน่อย ศีลห้ามากหน่อยอะไรอย่างนี้นะ ก็อยู่ดีแล้วนี่จะไปสูญทำไม ว่าอย่างนั้น หนักเข้าก็บอกว่าลองจุดไฟให้ผมหน่อย อาตมาบรรยายปากเปียกปากแฉะ เหนื่อยนะ บอกว่าคุณจะได้อะไร เกิดมาเป็นมนุษย์อีกกี่ชาติต่อกี่ชาติ ก็วนเวียนอยู่อย่างนี้แหละ แล้วคุณก็บอกว่ามันสุขมันทุกข์ หรือมันทุกข์มันสุขก็อยู่อย่างนั้นละ พระพุทธเจ้าถึงได้ตรัสรู้ว่า โอ๊ย! ไม่ต้องสุข ไม่ต้องทุกข์หรอก หมดสุข หมดทุกข์ พระพุทธเจ้าตรัสรู้นี่ ไอ้สุขๆ ทุกข์ๆก็นี่แหละ สังสารวัฏ คุณก็อยู่อย่างนี้ แล้วก็ไปหลงสุข ประเดี๋ยวก็ทุกข์ใหม่ อยากใหม่ สมุทัยก็คือมีตัวอยาก ได้มาสมใจ อยากฆ่าเขา อยากรัก อยากโกรธ อะไรก็ตามใจ อยากชัง อยากรักอยู่นั่นแน่ะ ให้มาสมใจในแง่เชิงผลักเชิงดูด เชิงชังเชิงชอบ สองเชิงนี่เท่านั้นแหละเป็นหลัก ให้มันสมใจได้ทั้งสองด้านนี่ เสร็จแล้วก็ต่อสู้วนเวียนอยู่อย่างนี้ เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า เสร็จแล้วก็ผลัดกันซิ ตกนรก ขึ้นสวรรค์ สมใจบ้าง ไม่สมใจบ้าง ได้ที เขาได้ที เราได้ที อยู่อย่างนั้นแหละ สับอยู่อย่างนั้นนะ อีกกี่ชาติกี่ชาติก็อยู่แค่นี้ ไม่เหนื่อย ปล่อยคุณไปเลย ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรแล้วละ ก็พระพุทธเจ้าท่านบอกว่ามาเลิกสิ มาเรียนรู้ในทฤษฎีของท่านนี่ มันต้องตั้งตนอยู่บนความลำบาก มันต้องอดต้องทน ต้องมีสัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ นะ เราจะต้องมีจริงๆ ให้สละได้ ก็ต้องมีอดทน มีข่มฝืน ต้องมีสัลเลขธรรม ต้องมีทุกขายะ อัตตานัง ต้อง โอ้โฮ! ตั้งตนอยู่บนความลำบากจริงๆ นะ ไม่ง่ายนะ ก็อย่างที่คุณพูดนี่แหละ เมื่อคุณเห็นว่าไม่ดี คุณก็ย่อมไม่เอา แต่คนที่เขาเห็นดี เขาใฝ่ใจศึกษาพิจารณาตามจริงๆ นะ เพราะฉะนั้น คนเราถ้าไม่เห็นอย่างมีญาณปัญญา เข้าใจจริงๆ ว่า เออ! จริงๆ เลยนะชีวิตนี่ ยิ่งดูไปดูไปมันมีเรื่องทุกข์ร้อนลำบากลำบน แล้ววนเวียนอยู่นี้ ไอ้สุขที่ว่าไม่เห็นมันเอร็ดอร่อย ไม่เห็นมันเที่ยงแท้ ไม่เห็นมันมั่นคงอะไร มันก็อย่างนั้นอย่างนั้นน่ะ ฉาบฉวย ประเดี๋ยวก็ว่าสุขใหม่ เดี๋ยวก็ลืม เดี๋ยวก็ เอ้า! อยากใหม่ เดี๋ยวก็สุขใหม่ อยากใหม่ สุขใหม่ อยากใหม่ สุขใหม่ ไม่เมื่อย สักที ไม่เข็ดไม่หลาบ บางทีก็ต้องต่อสู้ลำบากหนักหนาสากรรจ์ เพราะฉะนั้นเราไม่ต้องสุขไม่ต้องทุกข์ มันเป็นอย่างไรก็ลองมาปฏิบัติจนกระทั่งเห็นว่า เออ!ไอ้ตัวไม่สุขไม่ทุกข์ อทุกขมสุข หรืออุเบกขานี่ รสอย่างนี้นะเป็นรสที่พระพุทธเจ้าท่านยืนยันว่ามันเป็น เลิศกว่ารสใดๆ วิมุติรสนี่ เลิศกว่ารสใดๆ มันจริงหรือ? จริงหรือ? คุณมาหาทาง หาเหตุปัจจัยใดๆ สักเรื่องมาพิสูจน์จริงๆ คุณจึงจะเชื่อและคุณจึงจะมีไฟว่าคุณอยากจะทำอย่างนี้บ้างอีกๆๆๆๆหลายๆเรื่องไป อาตมาก็แนะนำได้เท่านี้นะ ลองดู ๆ ต้องอดทนข่มฝืน คุณอย่าไปขี้เกียจนัก ยังเหลืออบายมุขข้อขี้เกียจ วงเล็บมาซะด้วยนะ (พ่อท่านหัวเราะ) เอ้า!ตอบได้แค่นั้นก่อน
ถาม ปฏิบัติในลักษณะของสายเจโต ถาม : กระผมอยากทราบว่าลักษณะของสายเจโตของผมนี้ ไม่รู้ปฏิบัติถูกขั้นตอนรึเปล่า 1. ชอบปฏิบัติแรงๆ เกินฐาน แล้วก็ล้มลุก [พ่อท่าน : เอ๊! ก็ดูนี่ ล้มแล้วก็ลุกนี่ (พ่อท่านหัวเราะ)] แล้วก็ล้มลุก ล้มขีดแล้วก็ลุก [พ่อท่านว่า…เออ ยังดีนะ ล้มแล้วก็ลุก] 2. สติไม่แววไว กิเลสเล่นงานอยู่เรื่อย [พ่อท่านว่า… อีตรงตัวนี้ ตัวหนังสืออีกตัว อะไรไม่รู้] สติไม่แววไว กิเลสเล่นงานอยู่เรื่อย 3. ถ้าผ่อนก็ทุกข์ เดินหน้าก็ฟุ้งซ่าน ยังไม่ลงตัว ขอให้ตอบชัดๆ อาจมีหลายคนเหมือนผม พ่อท่านว่า… มี พวกไฟแรงๆ หรือพวกสายเจโต สายเจโตนี่ส่วนมากอึดๆ ชอบอะไรให้มันปฏิบัติหนักๆ หน่อย ก็ดี ถ้าคุณปฏิบัติหนักๆ อาตมาเคยอธิบายเรื่อง “ทุกขายะ อัตตานัง” กับ “ทุกขาปฏิปทา” ตั้งตนอยู่บนความลำบาก กับปฏิบัติ ปฏิปทานี่คือการปฏิบัติ บทปฏิบัติที่เป็นทุกขา ทุกขาปฏิปทา และ สุขาปฏิปทา : “ทุกขาปฏิปทา” ปฏิบัติด้วยความลำบาก กับ “สุขาปฏิปทา” ปฏิบัติ บทปฏิบัติที่ปฏิบัติอย่างเป็นสุข ปฏิบัติอย่างเป็นสุขไม่ได้หมายถึงว่า “ยถา สุขัง” ไม่ได้หมายความว่า “ปฏิบัติตามอำเภอใจ ยถา สุขัง” นี่ ยถา สุขัง คือ ปฏิบัติตามอำเภอใจ ตามใจกิเลส : ปฏิบัติตามอำเภอใจ เอากิเลสเป็นเครื่องวัด มันก็ตามสะดวกง่ายๆ ไม่ตั้งตนอยู่ในความลำบาก มันก็พอใจกิเลสไปเรื่อยๆ ก็บำเรอกิเลส แบบนี้นะไม่ได้ผลหรอก ไม่ใช่ “มัชฌิมาปฏิปทา” และคนเข้าใจว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” นี่คือสภาพที่ประมาณเอาให้มันพอพอใจเรานะ พอประมาณอย่าไปเคร่งไปเครียด มีฉันทะในการตั้งตนอยู่ในความลำบาก ก็จะได้เป็นสุขาปฏิปทา: แท้จริงแล้วหลักการของพระพุทธเจ้า อย่างที่บอกแล้วนี่ ต้องตั้งตนอยู่ในความลำบาก กุศลธรรมจึงจะเจริญยิ่ง เพราะฉะนั้นการปฏิบัตินี่จะต้องมีความอดทนข่มฝืน รู้ว่าเราใช้ศีล ใช้หลักเกณฑ์ที่เหมาะสมกับฐานะของเรา อยู่ในฐานะที่ต้องได้ต่อสู้ ได้ขัดเกลา ได้อดทน ได้ฝึกฝน แต่ทำใจอย่างไรถึงจะเป็น “สุขา ปฏิปทา” อันนี้แหละสำคัญ ทำอย่างไรถึงจะไม่เป็น “ทุกขาปฏิปทา” ไม่เป็นบทปฏิบัติที่ทุกข์ เราก็จะต้องรู้ความจริงให้ได้ว่าตั้งตนอยู่ในความลำบาก มันลำบากก็ลำบากสิ อย่าไปให้ใจของเรานี่อึดอัดขัดเคือง ต้องมีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ต้องมีความยินดี เอา! เราประมาณแล้วว่าเราจะเอาแค่นี้ เราต้องต่อสู้แค่นี้ เหมือนเวลาคุณจะลงสนามแข่งฟุตบอล อย่างนี้เป็นต้น คุณรู้แล้วว่า โอ้โฮ! คู่ต่อสู้นี่ แข้งมันเหนือกว่าเรานะนี่ ร่างกายมันก็เหนือกว่าเรา ฝีตีนก็สงสัย สู้แหลก คุณยินดีมีฉันทะ ใช่ไหม หนัก แบกน้ำหนักแหง๋ๆ เลย หรือนักมวยเห็น โอ้โห! คู่ต่อสู้นี่ แหม! แบกน้ำหนักแน่ๆ เลย แต่ยินดีเข้าไป อย่างนี้สุขาปฏิปทา เจ็บก็เจ็บ หนักก็หนัก ร้อนก็ร้อน สู้ด้วยใจ ทำใจอย่างนั้นนะ ใจยินดี ฟังให้ออกนะว่า ใจมีฉันทะนี่ แล้วมันเป็นอิทธิบาท แล้วมันยินดี ฉันทะนี่ยินดี ยินดีมันก็เป็นสุข แม้มันจะเจ็บก็รู้ว่าเจ็บ แต่เรา..โอ๊! ขนาดเหนื่อยก็ยังไม่ยอมออกจากสนามเลย ฉันเดียวกันนะ คิดดูสิ ใครที่ยังเคยเป็นนักกีฬา ไอ้กีฬาอะไรที่คุณชอบก็แล้วแต่ เหนื่อยก็เหนื่อย แต่มันชอบนะ อาตมาเองก็ผ่านกีฬา ก็เคยผ่าน เล่นไพ่ เล่นบิลเลียด โอ๊ย! มันเมื่อยก็แสนเมื่อยนะ โอย! แขนจะยกไม่ขึ้นแล้วนะ แต่ยังฉันทะ(พ่อท่านหัวเราะ) ยังฉันทะ โอย!ทุกข์นะ ตอนนั้นรู้ไม่รู้ว่าทุกข์หรอก ตั้งตนอยู่บนความลำบาก แต่ตั้งตนอยู่บนความลำบากในมิจฉาทิฏฐิ ไปตั้งตนอยู่บนความลำบากไอ้การกระทำขี้หมาอะไรก็ไม่รู้ มันก็ไม่ได้ประโยชน์สิ อย่างนี้เป็นต้น เราจะต้องดูใจว่าเรานี่ต้องฉันทะ ต้องพอใจในมัน ยินดีในมันนะ คุณต้องทำใจอย่างนั้น และจะทำใจอย่างนั้นได้ด้วย แล้วก็จะเห็นว่า เมื่อเราเห็นว่ามันดี เราทำไมไม่ฉันทะ ทีไอ้ขี้กะโล้โท้พวกนั้นเรายังไปฉันทะกับมันได้ด้วยความหลงนะ แต่อันนี้เราไม่หลงแท้ๆ เลย เราชัดเจนอยู่แล้ว ต้องยินดีกันมัน หัดเข้า หัดยินดี ฉันทะ วิริยะ พากเพียรเข้า แล้วคุณก็จะได้เป็น สุขาปฏิปทา แม้จะหนัก แม้จะตั้งตนอยู่บนความลำบาก เคล็ดตรงนี้สำคัญนะ เพราะฉะนั้นการปฏิบัติ การจะเกินฐาน ถ้ามันเกินฐานคุณก็ต้องลดลงมา เมื่อปฏิบัติลองไปแล้วบางทีคุณก็เห็น อ๊อ!มันเกินฐาน เราก็ลดสิ อย่าให้มันเป็นกรรมฐาน อย่าให้เป็นศีล เป็นอธิศีล ที่เข้มกว่าตัวเองเกินไป จงประมาณเอา ลองลดออกแค่นี้ อย่างนี้เป็นต้น แล้วมันก็ต้องค่อยๆ ทำ แต่ถ้าเผื่อว่ารู้ว่าขนาดนี้เรายังสู้ได้ และอยากเจริญในธรรมอยู่คุณว่าไปเลย บางคนก็ชอบสู้กับงาน สู้กับบทปฏิบัติที่หนักๆ ก็ดีอยู่นี่ บางทีมันสูงเกินไปก็อย่างว่ามันเคร่งเกินไปมันก็สติมันก็ไม่สู้ สู้ไม่ไหว มันไม่แววไว อย่างที่กล่าว คุณพูดมาก็ถูกนะ มันก็ กิเลสมันก็ได้แต้ม เพราะว่าคุณเองคุณแบกน้ำหนักเกินตัว ป้อแป้ๆ กิเลสมันก็เล่นงาน คุณก็ตาย สู้ไม่ได้ เป็นเรื่องธรรมดา เพราะฉะนั้นก็ ทั้งสามข้อที่บอกมานี่คุณก็ขยายออกมาเองของคุณ มันก็ไม่พอดี มันก็ไม่ลงตัว มันก็ไม่ได้สัดส่วน เพราะฉะนั้นต้องประมาณให้ได้สัดได้ส่วนนะ ประมาณอาตมาก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร มันเป็นนามธรรม คุณก็จะต้องดูตัวเอง เห็นว่ามัน เอ๊! มันไม่ได้เจริญนะ คุณก็ต้องลด ลดกรรมฐานของคุณ ลดศีล ลดอธิศีลของคุณลงมาให้มันพอเหมาะ
เสนอชาวอโศกให้แก้ไขปรับปรุงกิริยามารยาท : ถาม : เท่าที่ลูกสังเกตและได้พบเห็นมา ลูกคิดว่าชาวอโศกของเราน่าจะได้แก้ไขปรับปรุงกิริยา คำพูด ให้เหมาะสมที่จะเป็นนักปฏิบัติธรรมที่ดียิ่งขึ้น ลูกเคยเห็นมาอย่างนี้ ญาติธรรม(ทั้งชายหญิง) ถ่มน้ำลายบนพื้นขณะกำลังเดินอยู่(ถ่มแรงๆ ด้วย) พ่อท่านว่า… นี่ไม่น่าจะเป็นชาวอโศกเลยนะ ไปถึงก็ ถุย! (คนฟังหลายคนหัวเราะ) เอ้า! ก็ดีนะ พวกนี้ เสขิยวัตร นะ พระพุทธเจ้าสอน] _ 2. ยืนแปรงฟันบ้วนปากทำให้น้ำกระเด็น (ในกรณีที่เข่าเจ็บนั่งลงลำบาก ก็อนุโลมยืนได้) แต่ในกรณีที่ขาดีเข่าดี น่าจะนั่งให้เรียบร้อยแล้วจึงแปรงฟันบ้วนปาก พ่อท่านว่า… เออ! เอา ฟังดีๆ นะ ไม่ใช่ว่าเรื่องไม่ เรื่องไม่ดี ดี เสขิยวัตรที่จริงพวกเราเป็นอย่างนั้น คนมาใหม่ๆ ไม่เคยรู้] _ รูดผ้าที่ผู้อื่นตากอยู่แล้วไปไว้ที่อื่น แล้วก็เอาเสื้อผ้าของตนเองตากตรงที่เดิมนั้นแทน พ่อท่านว่า… เรื่องเสื้อผ้าหรือผ้าตากนี่นะ อาตมาเคยบอกแล้ว วิธีแก้ไข มาอยู่กันรวมๆ เยอะๆ นี่มันไม่พอ ราวมันไม่พอ เพราะฉะนั้นเมื่อมันไม่พอเราเอาอย่างนี้ เสื้อผ้าใครตากอยู่ มันแห้งแล้ว เรามีเข่ง บอกแล้ว บอกว่าเอาเข่งวางไว้ที่ตรงที่ตากผ้านั่นแหละ เข่งอยู่ใกล้ๆ นั่นแหละ ต้องจริงๆ นะว่าของเขาแห้ง อย่าไปแกล้งเอาของที่ของเขายังไม่แห้ง แล้วไปหมักลงไปในแข่ง มันจะหมักเหม็น ของใครที่แห้งแล้ว เราดู เออ!นี่แห้งแล้วนี้สมควรจะเก็บได้แล้ว แต่เขายังไม่ไปเก็บ ก็เอาเก็บลงไปไว้ในเข่งนั่นแหละ ใครมาก็ไปเลือกเอาที่เข่งนั่นน่ะ ของใคร มาก็ไปเลือกๆ เอาที่ในเข่ง เอามารวมๆ ไว้ให้ เพราะเราก็ไม่รู้นี่จะเอาไปไว้ให้ที่ใคร ของใครก็ยังไม่รู้ใช่ไหม เราก็เอาไปไว้กองกลางนะ ตรงนั้นเข่งรวม ของใครแห้งก็เอามารวมกองไว้ เอ้า!อาจจะแบ่งเสื้อก็เสื้อ ผ้าถุงก็ผ้าถุง กันไว้คนละที่ก็แล้วกัน สองเข่ง (ผู้ฟัง พูด เสียงเบา ฟังไม่ชัด)
พ่อท่านว่า… อะไรจะหาลำบาก ในเข่ง คุณก็รื้อเอามาซะหน่อย ทำไม! มันจะหาลำบากอะไร กองอยู่ในนั้นนะ (ผู้ฟัง พูด เสียงเบา ฟังไม่ชัด) พินทุกัปปัง เครื่องหมายบ่งบอำกผู้เป็นเจ้าของ : พ่อท่านว่า… ห๋า? มันเหมือนกัน? เอ๊ย! ต้องมี “พินทุกัปปัง” เหมือนกันต้องมีพิณฑุกัปปังก็ต้องทำซิ (หมายเหตุ พินทุกัปปัง หมายถึง การทำเครื่องหมายเฉพาะตน ลงบน บริขาร เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ) นี่อาตมายังมีใบโพธิ์เลยนี่ พินฑุกัปปัง อาตมาไม่ได้ทำแววหางนกยูงหรอก อาตมาทำใบโพธิ์ มันอยู่ที่ไหนแล้วไม่รู้ (คนฟังหัวเราะ) อยู่ที่นี่ ต้องมีสิ มีเครื่องหมายของใครของมันสิ ไม่อย่างนั้นก็ปักชื่อลงไปเลยของตัวเอง คนอยู่รวมๆ กันต้องเป็นอย่างนี้ ของพระพุทธเจ้าท่านมีนะ ต้องพินทุกัปปัง แต่เดี๋ยวนี้เขามาแปล พินทุกัปปัง คือจะต้องทำเป็นสี เขียนด้วยคราม เขียนด้วยสีครามสีโคลนอะไร เป็นแววหางนกยูงทุกคนเลยมามีสัญลักษณ์เดียวกันหมดเลย ไอ้ที่ไม่ปนกันเลยปนใหญ่เลย(พ่อท่านหัวเราะ) เลยเละเลย เพราะว่าเหมือนกันหมด นี่คือว่า พาซื่อ สีลัพพตปรามาส เลยเลอะเลยนี่ เพราะไม่เข้าใจว่า พินทุกัปปังคืออะไร ก็เลยต้องมาทำพินทุเสียก่อน พินทุแล้วก็ทำให้มันแบบนั้นนะ แล้วก็ให้เหมือนๆ กันเสียด้วย ถ้าไม่ทำอาบัติด้วยนะ(พ่อท่านหัวเราะ) ต้องทำเสียก่อน ถ้าไม่ทำอาบัติด้วย แต่ไม่รู้ว่าทำไปทำไม ทำไปให้มันเหมือนกันอีก เลยไม่รู้เป็นใครของใคร ของใคร คือจะต้องมาทำเครื่องหมาย ใครจะทำ แต่ก่อนมันไม่มีตัวหนังสือ เขียนหนังสือไม่เป็นกัน ใช่ไหม ท่านก็ให้ทำเครื่องหมาย จะทำเป็นอย่างนั้นก็ได้ อย่างนี้ก็ได้ เป็นรูปวงกลม เป็นวงกลม 3 วง ท่านเรียกแววหางนกยูง จะทำ 2 วง จะทำ 1 วง หรือว่าจะทำสี่เหลี่ยม จะทำกาอะไรก็ได้ เป็นเครื่องหมาย เป็นสัญลักษณ์อะไรหน่อยๆ สมัยก่อนมันไม่รู้หนังสือกันจริงๆ ก็ทำขีดเครื่องหมายกัน สมัยนี้รู้ตัวหนังสือแล้วปักลงไปสิชื่อเราเลย หรือเราจะเอาโค้ดอะไรของเราก็ใส่เข้าไปสิ ไปยากอะไร แค่นี้ทำไม่ได้? ยิ่งผู้หญิง ก็มันไม่เอาใจใส่นั่นแหละ ก็ถึงบอกมีเครื่องอย่างนี้ เพราะฉะนั้นก็ถึงบอกเอาลงไป คือเมื่อตัวใครเอาใจใส่ว่ากับของเราแห้งแล้ว เราก็ไปเก็บมาก็แล้วไป พูดถึงว่าคนไม่เก็บ 3 วันก็ยังผึ่งอยู่นั่นก็เอาลงเข่งไปเลย นี่ดีที่สุดแล้วนะ ดีที่สุดแล้ว ไม่อย่างนั้นจะเอาไปให้ที่กองสถานีตำรวจนะ ให้ไปตามเอาที่โน่น(คนฟังหัวเราะ) บอกว่าของไม่มีเจ้าของแล้ว เอาไปไว้ ไปฝากไว้ที่สถานีตำรวจ นั่นนะ นี่ขั้นดีที่สุดแล้ว เบา ถ้าขั้นหนักกว่านี้หน่อยก็จะให้ ไปให้สถานีตำรวจเลย ของใครก็ให้ไปตามเอาที่โน่น เพราะว่านี่ของไม่มีเจ้าของ ไม่รู้เจ้าของเป็นใคร ก็ไปไว้ให้ที่โน่น (ผู้ฟัง พูด เสียงเบา ฟังไม่ชัด) พ่อท่านว่า… อ้อ! มันไปแย่งที่กัน เอา! ก็พยายามหน่อยสิ คนหลายๆ คนเสียสละหน่อย พยายามนะ เห็นแต่แก่ตัวมันจะไปได้เรื่องอะไรนะ เอ้า! ทีนี้ก็มีอีก เรื่องตากเสื้อผ้าก็อีกเรื่องหนึ่ง อีกเรื่องหนึ่งก็คือ _ คำถาม : เวลาสนทนากันและใช้คำว่า(ขอโทษนะคะ) แดกห่า ร้อนจะตายห่า แม่ง...มันเลย ฉิบหายเลย พ่อท่านว่า… แหม ยกตัวอย่างมาเยอะเหมือนกัน (คนฟังหัวเราะ) เอ่อ! ก็ ไม่น่าจะใช้คำอย่างนี้พูดกันนะ มันรู้สึกว่าเราชาวอโศกก็พูดให้มันเพราะกว่านี่หน่อย คนใหม่มาตั้ง 400 กว่า ก็พูดให้รู้ ไม่เสียชื่อหรอก ก็ต้องพยายามอบรมกัน บอกกันให้รู้ ทีนี่เขาไม่นิยมพูดนะ สำนวนนี้เขาเก็บลงกระป๋องหมดแล้วนะที่นี่ ใครเคยก็มาฝึกใหม่ มันหลุดออกมาก็ต้องพยายามระมัดระวังนะ ไม่อย่างนั้น โอ้โห! มันเป็นคำที่เราก็รู้ๆกันล่ะนะ ไม่ต้องไปอธิบายอะไรมาก ภาษาคำพวกนี้มันเป็นคำที่เรียกว่า ไม่น่านิยม เวลาจะใช้ ก็ใช้กันแต่อย่างอาตมานี่พูดเหมือนกัน พูดบางครั้ง ซึ่งก็เมื่อครู่ก็พูดไปแล้วใช่ไหม พูดมันเป็นตัวอย่าง พูดมันเป็นการเรียนการสอน ปกติสามัญเราก็ไม่พูดหรอก อยู่ดีๆ ก็พูดไป แหม! พูดเป็นเรื่องปกติเลยนะ “แดกห่ายัง” อ๊ะ! มันก็ไม่ไหวหรอก สังคมนี้ ฟังแล้วมันก็ ไม่อะไร ก็แหม! เอาละ พอ (พ่อท่านหัวเราะ) พูดไปมันก็มากเรื่อง ก็พอรู้กันละนะ ละไว้ในฐานที่เข้าใจนะ _ คำถาม : หยิบของส่วนกลางมาใช้ แล้วก็มักง่าย ไม่รักษา ไม่เก็บที่เดิม พ่อท่านว่า… นี่ข้อสุดท้าย ดี ก็เตือนกันมา บอกกันไปนะ เวลาดื่มน้ำก็ดี ยืนก็จะยืนทำโน่นทำนี่อะไร กิจบางอย่างไม่ควรยืนทำหรอก มันไม่ค่อยสุภาพ นั่งทำเรียบร้อยดีนะ แม้แต่ดื่มน้ำนี่พวกเราจะเห็นได้ เด็กพวกเราได้อบรมแล้วนี่ เขาจะนั่งลง นอกจากเด็กใหม่ มี เด็กใหม่ อาตมาเห็นบางคน แหม! เฉยเลย ดีไม่ดีเดินกินด้วย แหม! ไม่ มารยาทเราไม่ทำ วัฒนธรรมชาวอโศกเรานี่เป็นผู้ดีนะ แม้จะนุ่งห่มเสื้อผ้าหน้าแพรเหมือนกับคนใช้ เหมือนอย่างมณทิรา มณทิราเขาแต่งตัวอยู่ที่บ้านเขา ก็ที่บ้านเขามีคนใช้เยอะ เขาเถ้าแก่เนี้ย มณทิรานี่เขาไม่อยากให้บอกว่าเขาฐานะดี ที่บ้านเขา เขาไม่อยากให้บอก เขาอาย คือมีหิริโอตตัปปะแล้ว สามีเขาเป็นคนที่เสียภาษีมากที่สุดในจังหวัดนครปฐม รู้แค่นี้ก็แล้วกัน (พ่อท่านหัวเราะ) การค้ากิจการของเขานะ เขาก็มีคนใช้ มีอะไรต่ออะไรอยู่ที่บ้าน เสร็จแล้วเขาก็มาแต่งตัวแบบนี้ เขาก็บอกว่าเถ้าแก่เนี้ย ทำไมแต่งตัวอย่างนี้ แต่งตัว แต่งตัวอย่างกับคนใช้ เขาบอก เขาบอกว่านี้แต่งตัวอย่างคนไทยนะ เขาว่า มณทิราเขาบอก บอกเราว่าพวกคุณนะ เป็นคนไทย ทำไมไม่แต่งไทยล่ะ นี่ฉันแต่งคนไทย ฉันสวย ฉันเป็น ฉันผิดอะไร พวกนั้นก็เลย ฮิ ฮิ หัวเราะนี้ไปเลย (คนฟังหัวเราะ) พวกคนใช้ นี่เราแต่งตัวอย่างนี้เถอะ ก็ให้มารยาทเป็นผู้ดี เป็นมารยาทอะไรต่ออะไร ไม่ใช่ แหม! เดิน กิน เรี่ยราดอะไรไป เสร็จแล้วก็ขว้างก็ทิ้ง ก็ถุยเถยอะไร เอ้อ! มันไม่ดีไม่น่าดูนะ (พ่อท่านหัวเราะ) เอา! อบรมกัน คนใหม่ก็ทำ คนเก่าก็เป็นตัวอย่างให้ดีๆ โอ๊! นี่ยังมีต่ออีกแฮะ นึกว่าจบแผ่นนั้นแล้ว มีแผ่นต่อ คำถาม : การโยนของ อาการเสือกไสยื่นของให้ผู้อื่น ไม่ใช่ว่าลูกวางใจไม่ได้ พ่อท่านว่า… อ๋อ! วางใจได้ แต่เอามาติเตียนหน่อย การโยนของ อาการเสือกไสยื่นของให้ผู้อื่น อ่า! ยื่นของให้ก็อย่าโยน อย่าเสือกไส อย่าทำอะไรที่มันดูไม่งาม เวลาจะให้ก็ให้ เออ!มันเป็นท่าทางสุภาพเรียบร้อย _อยากเห็นชาวอโศกมีกิริยามีคำพูดที่งดงามเหมาะควรกว่านี้ และคิดว่าเป็นพฤติกรรมที่น่าจะปรับปรุงได้ ไม่ลำบากจนเกินไป พ่อท่านว่า… เอ้า! ก็เป็น ไม่ใช่ปัญหาในเรื่องของคำถาม แต่เป็นปัญหาของพฤติกรรมที่ยังทำไม่สำเร็จ ก็ทำต่อไปนะ คำถาม : เราย้ำสั่งสอนให้ผู้หญิงเข้มแข็ง พึ่งตัวเองให้ได้ แต่สังคมภายในวัดดูเหมือนว่าผู้หญิง"แข็ง" จะอยู่ยากกว่าประเภท"นิ่มๆ" (มีอะไรก็วิ่งหาพระ) อย่างน้อยก็ไม่น่ารักน่าเอ็นดู พ่อท่านว่า… คือผู้หญิงแข็งๆ นี่ว่า อย่างน้อยก็ไม่น่ารักน่าเอ็นดู] _ พ่อท่านมีความเห็นอย่างไร และผู้หญิงควรทำตัวอย่างไรจึงจะเหมาะสมคะ พ่อท่านว่า… อาตมาเคยพูด เคยอธิบายแล้วนะ ผู้หญิงนี่แข็งๆไว้หน่อยดี ยิ่งอยู่ในวัดนี่ แข็งๆ ไว้หน่อยดี ถ้าท่าทีอย่างกิริยาอิตถีภาวะอยู่ข้าง เหมือนกับอย่างอยู่ข้างนอกนะ แหม! ผู้หญิงก็ทำ แหม! และยิ่งเขาบางทีนี่ คนไหนที่แซ็กซี่นี่เขายกย่องกันด้วยนะ ข้างนอก ใช่ไหม ข้างในเข้ามานี่อย่า แข็งๆ ไว้หน่อยดี ไม่เป็นไรหรอก แล้วบอกว่า ย้ำเน้นให้สั่งสอนให้ผู้หญิงเข้มแข็งพึ่งตัวเอง นั่นแหละก็ได้พึ่งตัวเอง และบอกว่า สังคมภายในวัด ยิ่งผู้หญิงแข็งยิ่งอยู่อย่าง อย่างน้อยก็ไม่น่ารัก คนที่มีปัญญาเขาจะรู้ว่าอย่างไรควรเอ็นดู อย่างไรควรรัก คนที่ไม่มีปัญญา เขาก็จะไปรักสิ่งที่มันไม่น่ารัก สิ่งที่น่ารักหรือไม่น่ารัก เอาปัญญาเป็นเครื่องตัดสิน และปัญญาของผู้ที่รู้ยิ่งรู้จริง ก็จะอ่านสิ่งที่ถูกต้องสมควร ไม่ต้องเอาอะไรมาก ยกตัวอย่างเช่น แต่ก่อนเราไม่รู้หรอกว่าการไปโลภโมโทสันเอาเปรียบมานี่เป็นสิ่งที่น่าดีใจ เราก็ไปหลงว่า เออ! มันถูกแล้วละ ไปได้เปรียบมาแล้วน่าดีใจ ใช่ไหม ก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นคนมี
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive