340610 เป้าหมายแท้ๆ...อโศกรำลึก แสดงโดย พ่อท่านโพธิรักษ์ สันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2534
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์384 KB
วันที่แก้ไข2 มิถุนายน 2568
รายละเอียดอโศกรำลึก, เป้าหมายแท้ๆ, อิสระอย่างโลกุตระ, รับใช้อย่างโลกุตระ, กินอาหารด้วยความเป็นผีกระสือ, กินอาหารอย่างกินเนื้อลูก, ง่าย แต่ไม่มักง่าย, ความรัก 10 มิติ, กตัญญูกตเวที, อุปัญญาตธรรม, ไม่สันโดษในกุศลธรรม, บำเพ็ญเพียรไม่ระย่อ, เราไม่พัก เราไม่เพียร, บุญกริยาวัตถุ เปรต ปัตติทานมัย

เนื้อหาในไฟล์

สารบัญ | หมายเหตุท้ายบทความ

เป้าหมายแท้ๆ...อโศกรำลึก แสดงโดย พ่อท่านโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2534 ณ พุทธสถาน สันติอโศก

วันอโศกรำลึก : เจริญธรรม มนุษย์ชาวหินฟ้าทั้งหลาย วันนี้เป็นวันแท้นะ เราถือว่าเป็นวันแท้ เมื่อวานนี้ท่านถิรจิตโตยืนยันว่า วันเกิดจริงๆ วันเกิดของอโศก วันเกิดของสมณะนี่นะ มันวันที่ 9 มิถุนายน ส่วนวันที่ 10 นั้น เป็นวันเปลี่ยนเสื้อผ้า มานุ่งห่มเสื้อผ้านะ จริงๆ นะ วันเกิดจริงๆ นั้นนะ อุบัติตกลงมีคำว่า “สมณะ” เราจะเรียก “พระ” ไม่ได้ เรียก “ภิกษุ” ไม่ได้ เราจะต้องเรียก “สมณะ” เท่านั้น มันเกิดเมื่อวันที่ 9 ส่วนวันที่ 10 นั่น เรามาเปลี่ยนเสื้อเปลี่ยนผ้าเท่านั้น ว่างั้น ก็จริงอยู่นะ ทีนี้มันควรจะทั้งบัญญัติ ทั้งการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนชื่อเรียกก็เปลี่ยนเถอะ แล้วการเปลี่ยนแปลงรูปแบบเสื้อผ้านั้น รูปแบบเครื่องนุ่งห่ม เราก็ได้มาเปลี่ยนแปลงในวันที่ 10 โดยอาตมาถือว่าเป็นผู้เปลี่ยนก่อน เปลี่ยนจริงๆ เปลี่ยนจากวันเปลี่ยนในวันนั้นแล้วก็เปลี่ยนไปเลย วันที่ 11 เราก็เปลี่ยนกันทั้งหมดนะ ก็เอาละ เป็นตามสมมุติ ตามที่มันเป็น มันก็ได้เท่าที่มันได้ ค่อยๆ ไอ้นี่มา ก็เป็นวันเกิดของสมณะ ทีนี้ ในชื่อ หรือในความหมาย ในนิยาม ที่อาตมาได้พยายามบอกพวกเราไว้ แล้วก็เอามาพูดถึง แล้วก็เอามาขยายความ อธิบายอะไรสู่กันฟังหลายทีแล้ว วันนี้ก็เอาขึ้นมาขยายความสู่กันฟังอีกว่า

วันอโศกรำลึก เป็นวันอะไรบ้าง : วันอโศกรำลึก เป็นวันส่วนตัว : เป็นวันส่วนตัว หมายความว่า พวกเราๆ อาตมาเคยย้ำนะว่า วันงานอโศกรำลึกนี่เราจะไม่ไปชี้ชวน จะไม่ไปโฆษณา จะไม่ไปเที่ยวได้บอกอะไรต่ออะไรให้แก่ใครต่อใคร ชาวอโศกจะสำนึกเอง จะรำลึกเอง เรากำหนดกันไว้อยู่ว่าวันใด แต่ก่อนนี้เราตราเอาไว้ว่าวันที่ 5 มิถุน

อ่านต่อ

า ตอนนี้เรามาเปลี่ยนเป็นตราเอาไว้ว่า วันที่ 10 มิถุนา แล้วปีต่อๆ ไป เราก็จะใช้วันที่ 10 มิถุนา เราก็เป็นที่รู้กันว่า วันที่ 10 มิถุนา เป็นวันอโศกรำลึก ที่เราจะมารวมกัน มาพบกัน ก็เป็นวันส่วนตัว อาตมาเคยเปรยๆ ปรามพวกเราไว้ว่า อย่าไปชวนคนนอก อย่าไปชวนคนที่ไม่ได้อิโหน่อิเหน่อะไร หรือแม้แต่คนสนิทก็ตาม คนในๆ ที่เป็นชาวอโศกก็ตาม ก็ไม่ต้องไปชวนอะไรกันมากมายหรอก คำพูดนี้นี่ หมายความว่า ก็ไม่ได้หมายความว่า คุณชวนพวกในเลยจริงๆ ก็ผิด ก็ไม่ใช่อย่างนั้นทีเดียว เราก็รู้อยู่ว่า เขาจะมา หรือว่าควรจะมา ก็ เอา เปรยๆ ปรายๆ กัน บอกว่า ไปวันอโศก ไปงานวันอโศกกันไหม ไปกันเถอะ คนในจริงๆ นี่พูดกันบ้างเล็กๆ น้อยๆ ก็พอได้ แต่ไม่ต้องไปเซ้าซี้ ไม่ต้องไปดึงทึ้งอะไรกันหรอก เพราะว่า ตามสบาย ไปตาม เป็นเรื่องของส่วนตัว อย่าไปละลาบละล้วงส่วนตัวกันมากนัก โดยเฉพาะคนนอก คนนอกไม่ต้องไปพูดกับเขา ไม่ต้องไปบอกว่า นี่ไปงานอโศกรำลึกสิ คนนอกนะ อาตมาเคยเปรย แล้วพวกเราก็ไม่เข้าใจ พวกเราไปๆ ไปเปรย แล้วก็ไปชวนคนอื่นมาบ้างเหมือนกัน ในวันอโศกรำลึกนี่ อาตมาเคยปรามนะ ทำไมต้องปราม เพราะอาตมาว่า มันเป็นเรื่องภายใน มันเป็นเรื่องพวกเรา มันเป็นเรื่องความมุ่งหมายอีกจุดหนึ่ง ว่ามันจะเป็นเรื่องของสติสัมปชัญญะ ปัญญา ศรัทธา เป็นเรื่องของส่วนตัว เป็นเรื่องของอิสระเสรีภาพ แม้แต่ตัวเองรู้อยู่ แต่ตัวเองไม่อยากมา ก็ไม่ได้บังคับ ถ้าใครเห็นว่า ไม่มาล่ะ มาก็จะมีอะไร มาก็มานั่งฟังท่านอัดนะ เราก็ได้รับการอัดกลับไปอีกอยู่อย่างเก่านั่นแหละ ของเก่าก็ยังทำไม่ได้เลย มารับอัดใหม่เข้าไปอีก โอ๊! อัดเราแอ้เลย ก็เท่านั้นเอง นี่ อาตมาก็พูดไปอย่างนั้นแหละนะ คิดว่าบางคนอาจจะไม่ได้คิดอย่างนี้ทีเดียวก็ตามเถอะ คิดอย่างอื่นใดบ้างก็ช่างเถอะ ก็ไม่คิดอยากจะมาก็แล้วแต่นะ ไม่ได้บังคับกัน แล้วเราก็ไม่ได้ไปเกลียดไปชังกัน ไปต่อว่าต่อขานกัน ทำไมไม่มาวันอโศกรำลึกอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่ต้องไปต่อว่าต่อขานอะไรกันหรอกนะ วันอโศกรำลึก เป็นวันเงียบ วันไม่เอกเกริก : แล้วจำๆ กันไว้ เป็นวันส่วนตัว เป็นวันไม่เอิกเกริกหรอกนะ คือวันเงียบนะ ข้อ 2 นี่ เราก็นั่นแน่ะ เขียนลอกเอาไว้อยู่ที่โน่น เป็นวันเงียบ เป็นวันที่ไม่เอิกเกริก วันอโศกรำลึก เป็นวันเต็มอิ่มใจ : เป็นวันอิ่ม โดยเฉพาะอิ่มใจ ถ้ามันถึงขั้นอิ่มใจได้ ไม่ใช่เป็นวันที่โหวงๆ เหวงๆ เป็นวันที่พร่อง เป็นวันที่ใจไม่เต็ม ไม่เต็มใจ เพราะฉะนั้น แม้แต่การมา ก็ควรจะมาอย่างเต็มใจอย่างที่กล่าวแล้ว เป็นวันอิ่ม เป็นวันเต็ม เป็นวันที่มาก็เต็มใจมา มากันโดยอิสรเสรี โดยความพอใจ โดยความยินดีนะ แล้วหัด ถ้ายังไงๆ เราก็หัด โดยอาศัยพิธีการ อาศัยรูปแบบ อาศัยการกำหนด กำหนดสมมุติ นี่ เรากำหนดมันขึ้นว่า อย่างนี้ๆ นะ นี่วันอโศกรำลึก ไม่มีอะไร มารวมกันเฉยๆ นะ ว่างๆ สักวาระสักปี อาตมาจะลองนะ บอกว่า มาอโศกรำลึก มาถึงก็ไม่มีอะไรเลย ไม่ทำอะไรเลย เทศน์ก็ไม่เทศน์ มาก็นั่งๆ ยืนๆ เดินๆ เฉยๆ กันไปเฉยๆ ว่างๆ เฉยๆ นี่ เดี๋ยวเถอะ สักงาน สักปีเอามั่ง สักปีลองดูซิจะดิ้นกันยังไง จะจืดชืดขนาดไหน แล้วเราจะทนไหวไหม เอ้ย! ไม่อยู่แล้ว มาไม่เห็นมีอะไร ไม่มีอะไรเลย จะเทศน์ให้ฟังก็ไม่เทศน์อีกแล้ว จะมาก็เอาล่ะ รู้แล้วล่ะ มา วันอิ่ม วันเต็ม ไม่ให้กินข้าว ไม่กินล่ะ อดให้ก็ได้ วันหนึ่งวันนี้ แล้วยังไม่ทำอะไรอีก ยังไม่พูดอะไรให้ฟังอีก ยังไม่มีอะไรอีก แหม! เซ็งตายเลย จะดูสิว่า มันจะเป็นอย่างไร แต่ตอนนี้ เรายังไม่ได้มีหรอก นี่เกริ่นไว้ก่อนนะ อาจจะปีหน้า ปีโน้น อีก 10 ปีข้างหน้า แล้วแต่ ปีไหนก็แล้วแต่ ปีไหนมาเจอเองแหละ โผล่พรวดเข้ามาเจอเอง ก็เป็นได้นะ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้กะว่าจะเป็นวันไหนปีไหนหรอกนะ แล้วอย่ามาเร่งรัดนะ อาตมาจะกำหนดเอง มาเร่งรัดเอาวันนี้ปีนี้ เอาปีหน้าแล้วกัน ปีหน้าแล้วกัน เร่งรัดคนอื่นก็รู้ด้วย อาตมาจะไม่ให้คนอื่นรู้ด้วยนะ หึๆ (หัวเราะเบาๆ) วันอโศกรำลึก เป็นวันเล็กๆ น้อยๆ : เป็นวันอิ่ม เป็นวันเล็กน้อย เป็นวันเล็กๆ เป็นวันน้อยๆ สิ่งที่ว่า เล็กๆ น้อยๆ ก็คือพยายามกัน(กีดกัน) อย่าพยายามให้มันเอิกเกริกเฮฮา อย่าให้มันใหญ่โต อย่าให้มันหรูหรา โดยเฉพาะเป็นโลกียะเขื่องประดับประดาตบแต่ง หรูหราฟู่ฟ่าฟุ้งเฟ้อ มีอะไรมากมายก่ายกอง อะไรทับถมใหญ่เยอะ อะไรพวกนี้นี่ เราคิดว่า เราจะพยายามทำให้มันไม่เป็นไปอย่างนั้นนะ ไม่ให้มันไปใหญ่ไปเยอะ ไปมาก ไปเอิกเกริก ไปฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยอะไรอย่างนี้เป็นต้น นะ เป็นวันเล็กๆ น้อยๆ นะ วันอโศกรำลึก เป็นวันอบอุ่น : เป็นวันอบอุ่น คำว่าอบอุ่น พวกเราก็คงเข้าใจความหมาย ทีนี้ นอกจากจะเข้าใจความหมายแล้ว เราก็จะต้องโน้มเน้นพวกเราไปให้มีความรู้สึกอบอุ่น ให้มีกรรมกิริยาทั้งกาย วาจา ใจ ที่มันจะเป็นสภาพที่จะสร้างความอบอุ่นอย่างไร ใช้ภาษาไทยอย่างนี้ พวกเราคงพอเข้าใจว่า มันไม่มี มันน้อย ก็พยายามให้มันเกิด สร้างให้มันเกิด ทำให้มันเกิด ทำใจในใจ ทำกาย ทำวาจาอย่างไร ถ้าทำอย่างนี้ขึ้นมาแล้วนี่มันจะเกิดความอบอุ่น ถ้าไม่ทำอย่างนี้แล้วไม่เกิดความอบอุ่น ตามฐานะของแต่ละคนนะ แต่ละคนอาจจะต้อง แหม! ทำความอบอุ่นก็ต้องเข้าไปสัมพันธ์กัน เข้าไปคุย พูดจาปราศรัยกัน แต่ก็ไม่ถึงจะขนาดเข้าไปเบียดกันไป แหม! ไปลูบไปคลำกันอะไรกัน เกินการล่ะนะ เดี๋ยวร้อนนะ ลูบคลำกันมากๆ เดี๋ยวร้อนนะ จะใกล้จะชิดกันบ้าง ก็คงไม่เท่าไหร่นะ แล้วก็ควรจะรู้ด้วยว่า ผู้ชายกับผู้หญิง ถ้ามันใกล้ชิดกันเกินไป ไม่อุ่น ไม่อุ่นหรอก มันจะสปาร์คนะ ผู้ชายกับผู้หญิง มาใกล้กันแล้วขั้วบวกกับขั้วลบเจอกันเข้า มันจะสปาร์คนะ แล้วมันก็จะร้อนจะไหม้นะ ระวังนะ เพราะฉะนั้น มันจะใกล้จะชิดกันยังไง ก็สมเหมาะสมควร ตามที่มีปัญญาพอรู้นะ อาตมายกตัวอย่างง่ายๆ ให้ฟังเท่านั้นเอง เราจะทำยังไรให้เกิดความอบอุ่นเท่าที่เป็นไปได้ จะสร้าง ต้องสร้าง ต้องสร้างให้เกิดไปด้วย และคนทุกคนก็พยายามทำใจในใจให้เป็นความอบอุ่นจริงๆ นะ นอกนั้นกิริยากาย วาจา อันใด จะพึงพอมีพอเป็นไป ไม่มากไป ไม่น้อยไป ก็พยายามกระทำก็แล้วกันนะ วันอโศกรำลึก เป็นวันอิสระ : เป็นวันอิสระนะ อิสระคำนี้นี่ โดยความหมายหยาบๆ ก็ทำอะไรได้ตามใจตนเอง นี่ความหมายหยาบๆ ทำอะไรได้ตามใจตนเอง เป็นอิสระ ที่จริงมันบำเรออัตตา ตามใจตัวเองนั่นแหละ คืออัตตา คืออิสระแบบอัตตา ยังไม่เป็นอิสระอย่างโลกุตระ อิสระอย่างโลกุตระ : อิสระอย่างโลกุตระนั้น ก็คือการไม่เป็นทาสแม้แต่กิเลสของตนเอง ไม่บำเรอแม้แต่อัตตา แต่ในทางปฏินิสสัคคะ ในทางตีกลับ ในทางตีกลับนั้นกลับว่า เราจะเป็นผู้ที่นอกจากไม่บำเรอตนเองแล้ว หรือไม่เป็นทาสตนเองแล้ว เราจะช่วยผู้อื่น บำรุงผู้อื่น ไม่ถึงขั้นบำเรอล่ะนะ บำรุงผู้อื่น ช่วยผู้อื่น เกื้อกูลผู้อื่น ทำเพื่อผู้อื่น ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะตรงกันข้ามก้บคำว่าอิสระ ไม่ใช่ ขอยืนยัน มันยิ่งเป็นเครื่องชี้ที่ชัดเจนว่า เราไม่เห็นแก่ตัว เมื่อไม่เห็นแก่ตัวก็เสียสละ ก็ทำเพื่อผู้อื่น โดยไม่มีใครมาบังคับเราหรอก ถึงเรียกว่า อิสระ เราจะช่วยเหลือผู้อื่น จะรับใช้ผู้อื่น จะเกื้อกูลูผู้อื่น เสียสละเพื่อผู้อื่นนั้น โดยที่เราไม่มีใครมาบังคับเรา เราไม่ได้เป็นทาสใคร ใจเรารู้ ความปรารถนาดีของเราเป็นตัวของเราเอง เรามีความปรารถนาดี แล้วก็เกื้อกูลช่วยเหลือเฟือฟายผู้อื่นกันไป หรือจะถึงขั้นจะเรียกภาษาได้เลยว่า เรารับใช้ผู้อื่นก็ตาม ก็ถือว่าเป็นอิสระชนิดหนึ่ง อิสระนะ ที่อาตมากล่าวนี้ คงพอเข้าใจกัน ไม่ได้ไปดูแต่รูปหยาบๆ ว่า เอ๊ย! คนนี้นี่ ดูซินี่ มันเหมือนกับทาสใช้ของคนนี้ รับใช้กันอยู่อย่างนี้ อย่างนี้ๆ มันจะเป็นอิสระอะไร นี่เขาว่า พวกเราชาวอโศกนี่ พวกนี้นี่โง่ ให้โพธิรักษ์หลอกได้ แล้วก็มารับใช้โพธิรักษ์อยู่ง่อกๆ ๆ ๆ เลย นี่ โอ๊ ดูสิ โง่นักหนา เขาว่าได้พูดได้ แต่อาตมาเอง อาตมาพยายามหยิบเรื่องนี้มายืนยัน แล้วก็เอามาอธิบายขยายความว่า จริงๆ ไหม พวกคุณอิสระ หรือว่าพวกคุณมาเป็นทาสใช้อาตมา โดยที่อาตมานี่ ใช้คุณ แล้วก็คุณไปเป็นบริวาร หรือว่าเป็นคนที่เป็นไม้เป็นมือ ที่จะไปดึงดูดเอาลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขมาให้แก่อาตมา หรือว่าคุณเต็มใจที่จะยินดีรับใช้ และรับใช้ ถ้าอาตมาจะใช้ให้ทำโน่นทำนี่ ทำอะไรต่ออะไรนะ คุณก็ดูสิว่าที่คุณต้องทำสิ่งเหล่านั้นเพื่ออะไร ทำไปทำไม ทำไปเพื่อที่จะกอบโกยเอามาให้อาตมา อย่างน้อยก็สร้างชื่อเสียง ว่าอย่างนั้นเถอะ นี่พวกคุณทำอย่างนี้ เหมือนกับอาตมาให้ไปทำ แล้วก็ คุณก็ไปทำ เสร็จแล้วก็อาตมาเป็นผู้ได้หน้า เป็นผู้ได้ชื่อเสียง แล้วอาตมาก็สบายใจเป็นสุข เพราะอาตมาได้ชื่อเสียง มันถึงขนาดนั้นหรือเปล่า หรือแต่แค่ว่า อาตมาจะได้ยศเพิ่มเติมขึ้น อาตมาจะได้ลาภ เพราะพวกคุณนั่นแหละ มาทำให้อะไรอย่างนี้ เป็นต้น มารับใช้แล้วอาตมาจะได้ลาภ ร่ำรวย จะได้ยศร่ำรวย อาตมาก็จะได้มีส่วนสัดอันนี้ เป็นของอาตมา มีลาภ มียศให้แก่อาตมา มีสรรเสริญให้อาตมา มีความสุขให้อาตมา มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ล่ะหรือ รับใช้ท่าน เสริมหนุนท่านให้มีโลกธรรม ไม่ใช่โลกุตระ : ถ้าเป็นอย่างนั้น คุณก็รับใช้ประเภทที่เสริมหนุนให้คนอื่นเขามีโลกธรรม ไม่ใช่โลกุตระ แต่ถ้าโลกุตระแล้ว เรารับใช้ แต่รับใช้แล้ว ท่านก็ไม่ได้เอามาบำเรอตน ไม่ได้เอามาบำรุงตน มีความเชื่อมต่อหรือสืบโยงอุดหนุน สร้างสรรเป็นผลงาน เป็นสิ่งที่ต่อทอดออกไปสู่ผู้อื่น ไปสู่มหาชน ไปสู่พหุชนะ ไปสู่มวลมนุษยชาติ เป็นประโยชน์ผู้อื่นต่างหาก ถ้าเรารู้จริง เห็นจริง เข้าใจจริงแล้ว เราก็ไม่ต้องมาพูดอะไรกันมาก เพราะฉะนั้น คำว่าอิสระนี่ จึงลึกซึ้ง กินรอบอีกเยอะแยะนะ วันอโศกรำลึก เป็นวันสะอาด : เป็นวันสะอาด สะอาด เพราะฉะนั้นการที่จะมางานอโศกรำลึกนี้ เราก็จะต้องดูแล อย่าให้มันเกิดสกปรก แม้แต่ในตัวเรา ตัวเราสกปรกไปด้วยกิเลส สกปรกตั้งแต่รูปหยาบๆ ก็ตามเถอะ สกปรกเนื้อตัว เสื้อผ้าหน้าแพร จนกระทั่งไปสกปรกในอะไรที่เป็นองค์ประกอบของคุณ ก็ตามใจเถอะ เราก็สะอาดสะอ้านตั้งแต่รูปธรรม จนถึงนามธรรมไม่มีกิเลสในใจเรา แล้วเรามานี่ ก็ไม่มีกิเลสที่จะมาทำกรรมกิริยากาย วาจา ใจ อะไรอยู่ในนี้ ให้เป็นความสกปรกอะไร มีแต่ความสะอาดสะอ้าน เป็นนามธรรมไปถึงขั้นอย่างที่กล่าวนี้ วันอโศกรำลึก เป็นวันพยายามเรียนรู้ : เป็นวันที่พยายามเรียนรู้ แล้วเป็นจริงๆ จริงให้ได้นะ มีความอบอุ่น มีอิสระและสะอาด วันอโศกรำลึก เป็นวันสูญ : เป็นวันสูญ วันนี้เป็นวันสูญ ถ้าสูญ แล้วอธิบายอย่างธรรมะสูงลึกซึ้งแล้วละก็ เป็นวันที่จิตใจไม่มีบวกไม่มีลบ สูญ กลางๆ ไม่มีค่าอะไรแล้ว ค่าบวกค่าลบอะไรก็ไม่มีแล้วในใจของเรา นี่อย่างปรมัตถ์สูงๆ ทีนี้ แม้ไม่ปรมัตถ์ เป็นในทางรูปธรรมบ้าง ก็พยายามที่จะไม่ให้มันมีอะไรมาก สูญนี่ ไม่มี แต่จริงๆ โดยสมมุติไม่มีอะไรไม่ได้หรอก ตัวตนร่างกายเราก็เป็นตัวตน เพราะฉะนั้น แม้จะกินข้าว แม้จะฉันอาหาร บางคนก็ฉันไป บางคนก็กินไป บางคนจะไม่ฉัน ไม่ทานอะไร ก็ไม่เป็นไร ไม่รับประทาน ไม่ฉันก็เอา ก็แล้วแต่ใครต่อใคร ไม่หมิ่นกัน ไม่ดูถูกดูแคลนกัน ไม่มาเบ่งมาข่มกันด้วยนะ คนนี้ทำได้ก็ไปเบ่งไปข่มคนทำไม่ได้ อะไรต่ออะไร ไม่เอา พยายามที่จะทำให้มันลงตัวอย่างรอบด้าน มีกุศลรอบด้าน ไม่ใช่มีกุศลแต่ประเด็นหนึ่ง แต่ไปเป็นอกุศลอีกประเด็นหนึ่ง ในเรื่องเดียวกัน ในกรรมกิริยาเดียวกัน เกิดอกุศลข้างหนึ่ง เกิดกุศลข้างหนึ่ง อะไรปนๆ เปๆ กัน พวกนี้ ก็พยายามเรียนรู้ความจริงพวกนี้ให้ได้นะ เป็นวันสูญ วันอโศกรำลึก เป็นวันให้ : เป็นวันให้ ให้ธรรมทาน ให้อภัย ให้วัตถุก็ตาม เป็นวันให้ ควรจะเป็นวันให้ ไม่ใช่วันรับนะ วันให้ อาตมาก็มีอะไรให้อยู่นะวันนี้ อย่างน้อยอาตมาก็ให้ธรรมะ ให้ พยายามที่จะแสดงธรรมะ พยายามที่จะปั้นธรรมะให้พวกเราให้ได้เป็นคำโตๆ เป็นคำที่มีคุณค่ามากๆ คุณอ้ำเข้าไปแล้ว ธรรมะนี่ แหม! มีฤทธิ์ ที่จะไปพัฒนาตนเองได้อย่างแข็งแรง ได้อย่างซื่อตรง ได้อย่างมีฤทธิ์มีเดชกันทีเดียว มันก็ยิ่งดี เราก็พยายามที่จะเป็นผู้ให้ ให้ธรรมะนี่ ก็เป็นธรรมทานแล้ว เป็นธรรมทาน หรือยิ่งให้อภัย แต่ละคนมาในที่นี่ พยายามมาวันอโศกรำลึกแล้ว ก็เหมือนกับเรามาปลงอาบัติ หรือว่ามาสลัดคืนอะไร มาให้ มาบริจาค ไม่ใช่จะมาเอานะ ที่จริงคุณมาเอาธรรมะ แต่ธรรมะนี่ซ้อนลึกเข้าไป นั้นคือธรรมะที่เราไม่ได้เอา ฟังให้ดีนะ ฟังซ้อนๆ สุดท้ายจริงๆ แล้ว เหมือนกับเรา เพื่อที่จะเป็นผู้ไม่เอาเป็นที่สุด เมื่อเราได้ธรรมะทั้งหมด เป็นบัญญัติมาก็ดี เสร็จแล้วเอามาประพฤติปฏิบัติจนถึงขั้นมีสภาวะ มีสิ่งที่หลุดพ้น มันก็จะเป็นสภาพหลุดพ้น ไม่เป็นเราเป็นของเรา ถึงที่สุดเป็นผู้ให้จริงๆ เลย ซึ่งเรื่องนี้ เป็นภาษาพูดเท่านั้น แต่โดยสภาวะมันละเอียดประณีต ลึกซึ้งมากนะ เราจะเป็นผู้ให้ได้ถึงขนาดนั้น เพราะฉะนั้น เรื่องอื่นใดจะให้ก็ให้กันไปเถอะ ใครจะให้อะไรต่ออะไรกันบ้าง อะไรต่ออะไรก็ตาม ก็เป็นผู้ให้ก้นได้พอสมควร เป็นผู้ให้ก็ดีนะ ได้ให้ได้อะไรกันก็ดีนะ วันอโศกรำลึก เป็นวันง่ายๆ : ทีนี้ เป็นวันง่ายๆ นะ วันง่ายๆ เป็นวันที่อย่าให้มันยุ่งยาก แม้แต่ตัวเราเอง มีกรรมกิริยา มีการเป็นอยู่ ก็ให้มันง่ายๆ บางคนยังติดยึดในเรื่องนั้นเรื่องนี้ ก็เลยต้องเห็นความยาก แต่คนที่ไม่ติดยึดไอ้โน่นไอ้นี่อะไรมาก แล้วก็มีปัญญารู้ดีนะ แม้จะกินอาหารวันนี้ ก็กิน ก็ง่ายๆ ไม่ต้องเดือดร้อน มันไม่มีก็ไม่เอา มันมีก็เอา ได้อะไรก็เป็นไปง่ายๆ นี่สมมุติเรามีการกินอยู่นะ คนที่ไม่กิน ก็ยิ่งจะง่ายกว่านั้น เพราะว่าไม่ต้องไปวุ่นวายแล้ว ถ้าไม่กินแล้วก็ไม่ต้องไปรับประเคนอาหาร ไม่ต้องไปตักอาหาร ไม่ต้องมาเคี้ยว อู๊ว! กินอาหารทีๆ นี้เมื่อยนะ กว่าจะจบมื้อจบคาบนี่เมื่อย กินอาหารด้วยความเป็นผีกระสือ : คนกินอาหารด้วย ผี ผีอะไร ผีกะสือ คนกินอาหารด้วยความเป็นผีกะสือ โอ้โห! มันกินตะกละตะกราม อร่อย! อร่อย! ทั้งเร็วนะ ทั้งเร็วทั้งมากเลยนะ ใส่เข้าไป มูมมามเข้าได้ ถ้าคนที่ไม่มีมารยาท จะกินมูมมามด้วย อร่อย! พวกผีกะสือนี่ เคยเป็นผีกะสือกันไหมล่ะ? เคย อาตมายังเคยเลย เป็นผีกะสือนะ กินด้วยกิเลส กินอย่างนี้นี่เร็ว เร็วไว เพราะฉะนั้น ใครมาคุยว่า เอ๊อ กินข้าวอะไรกันช้าจังเลย แบบนี้ 5 นาทีก็เสร็จแล้ว เออ! ช่างเขาเถอะ เขากินเสร็จเร็ว 5 นาทีนี่ กินได้มากด้วยนะ เสร็จเร็ว แม้แต่ทางสุขลักษณะ มันก็ไม่ถูก เคี้ยวก็ไม่ละเอียด รีบใส่เข้าก็กลืนๆ กลืนๆ ๆ มันผิดสุขลักษณะแล้วด้วยนะ เพราะฉะนั้นเราจะต้องเคี้ยวให้มาก แม้ทางด้านโลก เขาก็แนะนำกันมาให้เคี้ยวให้ละเอียด ให้เคี้ยวให้แหลกดีๆ แล้วก็ค่อยกลืนไป ไม่ต้องรีบร้อนอะไรอย่างนี้ แม้แต่หยาบๆ เขาก็บอกกันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น เราเอง ยิ่งไม่มีอารมณ์ของกิเลสเข้าไปร่วมนี่ มันไม่เร่งกลืนหรอก มันไม่เร่งอะไรๆ เท่าไหร่หรอกนะ มันจะเอาตักเข้าปากนี่ มันจะต้องไม่เหมือนกัน คนที่ติดยึดในรูป รส อร่อยอะไรมากๆ นี่ โอ๊! ตักใส่(ภาชนะของตัวเอง) ก็ผิดกัน ถ้าไม่สังวรระวังแล้วนะ แล้วยิ่งมีคนมากๆ จะแย่งกันด้วยแล้วนะ คนที่ตะกละตะกรามอย่างผีกะสือเป็นอย่างไร ลองนึกภาพสิ นี่ โอ้! จานนี้ของอร่อยนะ มีอยู่จานเดียว จานอื่นๆ ไม่อร่อยด้วยนะ แล้วต่างคนต่าง แต่ละคนนั่งอยู่นี่ รู้ทุกคนเลยว่า นี่ โอ้โห! นี่หูฉลาม หรือว่าอาหารพิเศษ มันไม่อร่อยก็ตาม แต่ว่า มีค่านิยมทางอุปาทานว่า อันนี้ต้องกินให้ได้ว่ะ มันของแพง มันของวิเศษ มันจะไม่อร่อยอย่างไรก็ช่างมันเถอะ มันมีค่าชักจูง จูงดึงดูดพวกนี้ด้วย อร่อยด้วย มีค่า มีต้องกินนะ สำคัญน่ะ ต้องกินให้ได้ กินให้มากๆ กินให้เร็วๆ อะไรก็ตาม ถ้าอาหารชามนี้ ตั้งอยู่นี่ มีค่านิยม รสนิยมตรงกันหมด ว่าจะต้องกิน กินให้ได้มากๆ ถือว่าได้เปรียบ คิดดูซิว่า ผีกะสือรอบนั้นสัก 10 คนนี่ ไอ้ชามนี้จะเป็นยังไง วั๊บ! รีบตักโกยมาใส่ปากอย่างเร็ว จะรีบกลืน ประเดี๋ยวมันจะตักได้น้อย ประเดี๋ยวคนเขาจะตักไปก่อน หมดก่อน รีบตัก รีบกลืน รีบเร็ว ถ้าไม่ละอาย เจ้าประคุณเอ๋ย อาตมาว่านะ แหม พูดแล้วก็นะ จะเห็นได้ว่า ผีกะสือนี่เป็นรูปร่างและลักษณะอย่างนั้น นี่พูดหยาบๆ ให้ฟัง แม้จะละเอียดๆ แล้วก็ตามนะ ละเอียดๆ แล้ว ก็ไม่ๆ ไม่เห็นรูปหยาบก็ตาม แต่มันก็ยังจะรู้ได้ รู้ได้ ไม่ใช่มันจะน้อยลงๆ ไปมากแล้ว ก็จะยังรู้ได้ ส่วนคนกินอย่างไม่เป็นผีกะสือ ไม่มีความอร่อย รู้รสก็รู้ตามความเป็นจริง แล้วก็ไม่มีอร่อยที่จะดูดดึง จริงแล้วนี่ จะกินช้า แล้วยิ่งจะให้ถูกสุขลักษณะก็เคี้ยวก็กลืน กินอาหารอย่างพิจารณา กินเหมือนกินเนื้อลูกตัวเอง : ยิ่งกินอย่างพิจารณา พิจารณาคำข้าว กินเหมือนกินเนื้อลูก กินอาหารนี่ เหมือนกินเนื้อลูก โอ๊ย มันก็ยิ่งจะฝืน มันก็ยิ่งจะกลืนไม่ค่อยลง เพราะต้องมีศีลหรือมีตบะ มีลักษณะให้พิจารณาว่า กินเหมือนกินเนื้อลูกนี่ ก็เพราะเหตุว่า พวกเราส่วนมาก มันกินด้วยความเอร็ดอร่อยความหลง เพราะฉะนั้น ถ้าคนเราไปกินเนื้อลูกนี่ มันจะไปหลงอะไร มันจะไปอร่อยยังไงลงใช่ไหม เขาก็เลยเอาความหมายพวกนี่มาให้เราพิจารณา ให้ทำใจในใจ ให้ทำด้วยความรู้สึกเป็นอย่างนั้น กินของนี่ ถ้ามันอร่อย ก็จะต้องพยายามปรับแปรให้มันเป็นความรู้สึกว่า กินเนื้อลูก โอ้โห! คนเราจะกินกลืนเนื้อลูกลงไปนี่ มันทรมานนะ มันจะฝืน แต่ไอ้ที่ชอบ ไอ้ที่อร่อย ไอ้ที่ติดน่ะ มันจะไปฝืน มันก็จะต้องเอาอันนี้มาแก้กัน เอาอันนี้มาๆๆๆ มาเป็นข้อเงื่อนไข ที่เราจะพิจารณา หรือปฏิบัติประพฤติน่ะ เราก็จะทำอย่างนั้นน่ะ เพราะฉะนั้น มันก็ยากนะ ก็อะไรอยู่ แม้แต่กินนี่ ก็ยังยาก มันไม่ง่ายน่ะ ถ้าใครจะไม่กินเลย ทีนี้ก็ง่าย ง่ายนะ แต่ก็ไม่ได้บอกว่าให้คุณมาอดมาลดนะ แต่ถ้าใครอดใครลด ใครจะให้ง่ายไปกว่านั้น คนไม่ต้องทำมากิน คนที่จะทำมา เขาก็เต็มใจทำมาอยู่ ก็เอาละ สงเคราะห์กันไป อะไรกันไปนะ กินง่าย อยู่ง่าย ไม่ติดยึดต้องสมใจอะไรนักหนา : อย่าว่าแต่เรื่องกินเลย เรื่องอยู่นี่ ฝนฟ้าตก ฝนตกก็อย่าให้มันไปยุ่งยากมากนัก ก็อยู่ง่ายๆ หนักเข้าก็ฝนเปียกบ้าง เปื้อนบ้าง อะไรก็มันอย่างนี้ มันก็มีแฉะ มีเปื้อน มีอะไรต่ออะไรบ้าง ก็ให้เป็นคนที่ไม่ติดอะไรนักหนา อยู่ง่ายได้ แม้คนมาพัก มาค้าง มาหลับมานอน โอ้! เบียดเสียดกัน ที่นี่ก็ยุงมาก ที่นั่นก็โน่นนี่ พอเลี่ยงพอหลบพอเป็นไปได้ พออาศัยได้ไหม ไม่เป็นคนติดยึดจนเกินไป ไม่ได้สมใจเรา เราก็ทุกข์อยู่นั่นแหละ เอาละ ปล่อยวางได้ แม้จะมียุงมากินบ้าง แม้จะเลอะเทอะบ้าง แม้จะไม่เรียบร้อยบ้าง อะไรก็ได้ ทนได้โดยไม่ยาก ทนได้โดยไม่ลำบาก หรือไม่ต้องทนหรอก สบายๆ เป็นคนเลี้ยงง่าย เป็นคนอยู่ง่าย กินง่ายนะ เป็นคนที่อยู่กับหมู่ฝูง มีเรื่องราว มีเรื่องโน่นเรื่องนี่ ก็ไม่วุ่นวาย ไม่ยุ่งยาก ฟัง แก้ไขปัญหาได้เท่าที่ควร เท่าที่พอเป็นไป เท่าที่ได้ มันก็จะง่ายๆๆ ไป ง่ายๆ แต่ไม่ใช่มักง่าย : แต่อย่าลืมว่า ไม่ใช่เรื่องมักง่าย กำชับจุดนี้เอาไว้ให้สำคัญนะ เป็นวันง่ายๆ นี่ เป็นวันที่สำคัญนะ คำว่า ง่ายๆ นี่ ไม่ใช่เรื่องตื้นเขิน เรื่องลึกซึ้งมากนะ ง่าย จริงๆ ด้วย อะไรๆ ก็ดูง่ายดาย สบาย แต่ไม่ใช่มักง่าย อะไรก็เรียบร้อย สุขุม ลึกซึ้ง ประณีต ดี พอเป็นไป มีอุตสาหะวิริยะ พยายามอยู่เสมอ ไม่ใช่อะไรๆ ก็มักง่าย มักง่าย ง่ายๆ ทิ้งๆ ขว้างๆ อะไรก็รีบตัด รีบโยน รีบทิ้ง ไม่ใช่ มักง่ายไม่เอา แม้ง่ายๆ ก็ไม่ใช่ว่ารีบทิ้ง ไม่ใช่ว่ารีบทิ้ง รีบเลิก รีบหยุด ทั้งๆ ที่มันไม่ควรหยุดนะ เรื่องนี้ควรจะทำให้สำเร็จ ควรจะทำต่อ ควรจะดำเนินไปอย่างดี (มักง่าย)ตัดทิ้ง หยุด จะได้จบ จะได้ง่าย จะได้แล้ว ทั้งๆ ที่มันควรจะ “สุคโต” มันควรจะดำเนินต่อไป แล้วดำเนินดี อย่างนี้ก็เป็นความหมายที่ลึกซึ้ง ในคำว่าง่ายๆ เพราะฉะนั้น เรามาฝึกปรือนี่ หลายๆ อย่างๆ แม้มารวมกันมากๆ แออัดยัดเยียด ไม่บำเรอบำรุง มีอะไรต้องฝึก ต้องฝืน ต้องอะไรต่ออะไรต่างๆ นานา เราก็เบาใจ เราก็เป็นผู้ที่โล่งโปร่งง่ายดายได้สบาย ก็พยายามเรียนรู้นะ วันอโศกรำลึก เป็นวันสดชื่น : เป็นวันสดชื่น สดชื่น คุณลองนึกดูซิว่า พวกเรานี่ที่มาๆ กันอยู่นี่นะ แต่ละคน แต่ละคนนี่ มีจิตวิญญาณนะ เอาเข้าไปถึงจิตญญาณ จิตวิญญาณมันสดชื่น จิตวิญญาณมันเบิกบานร่าเริง ตามชื่อว่า พุทธะ นี่ จิตพุทธะนี่ เบิกบาน ร่าเริง สดชื่น ไม่เป็นอะไรสิ่งหงอย สิ่งเหงา สิ่งอะไรต่ออะไรไม่มีนะ ไม่หมอง ไม่หม่น ไม่อะไร เบิกบานร่าเริง สดชื่นจริงๆ นี่นะ แล้วเราแต่ละคน แต่ละคนก็สดชื่น โอ้โห เป็นพันๆ คนนี่ หน้าตาใครๆ ก็สดชื่น มองหน้า หรือว่ามีเรื่องมีราวกระทบสัมผัสกันก็ไม่มัวซัว ไม่หวือหวา ไม่โศก ไม่โกรธเคืองอะไร ไม่หงุดหงิดอะไรง่ายดาย มันก็สดชื่นเบิกบานอยู่นี่ บรรยากาศนี่จะเป็นยังไง บรรยากาศนี่ ก็โอ้โห น่ารื่นรมย์จริงๆ นะ ไม่จำเป็นจะต้องมีกลอง มีแตร มีปี่ มีเครื่องดีดสีตีเป่า มีร้องมีรำอะไรแล้วก็ถึงจะสดชื่นเบิกบานร่าเริง ไม่ต้องหรอก เงียบๆ นี่ ก็สดชื่นได้ เรื่อยๆ ไม่ต้องมีอะไรดีดดิ้นมากมาย เรื่อยๆ เรียบๆ ก็สดชื่นได้ ตัวเราเอง ก็สดชื่นอยู่นิ่งๆ ก็สดชื่นเบิกบานอยู่ ไม่มีอะไรมาฉุดให้หมอง แม้อะไรมาฉุดก็ไม่หมอง แม้อะไรจะมาทำให้หม่นให้หมองก็ไม่หมอง แม้จะทำอะไรให้มาให้เหี่ยวให้เฉา ให้โกรธ ให้เคือง ให้ไม่เบิกบานร่าเริงนั่นแหละ ให้ไม่สดชื่นนั่นแหละ ก็ยังคงแข็งแรง สดชื่นดีอยู่ สดชื่นดีอยู่ เบิกบาน ร่าเริงดีอยู่ ต้องฝึกฝนให้ใจสดชื่นเสมอ เมื่อใจสดชื่น หน้าตาก็จะสดชื่น : คุณลักษณะอันนี้นี่ มันต้องฝึกจริงๆ นะ ฝึกจริงๆ แล้วถ้าเผื่อว่า เป็นจริงๆ มีดีจริงๆ แล้วในหมู่ชนใดๆ นี่นะ โอ้โห หาซื้อไม่ได้ตามตลาดนะ ไม่มีนะ ตลาดไหนๆ ไม่มีขายนะ เกิดมาจากจิตวิญญาณของคน ใช่ไหม ถ้าคุณ ใจคุณสดชื่นแล้ว หน้าตาก็จะสดชื่น เชื่อไหม เชื่อไหม ทำไมเชื่อง่ายนักล่ะ หรือว่าวันง่ายๆ วันง่ายๆ ไม่มักง่ายนะ เชื่อง่ายๆ นั้น มักง่ายเข้าไปได้ด้วยนะ ระวัง แต่อาตมาคิดว่า มีเหตุผลนะ คุณก็คงฟังดัวยเหตุผลว่า ถ้าเราทำใจให้สดชื่น เบิกบาน ร่าเริงได้จริงๆ แล้วนี่ มันจะมีราศรีออกทางสีหน้าสีตาจริงๆ เลยว่าสดชื่น ถ้าคุณมีอะไรในหน้าตา ยิ่งไม่ได้ปฏิบัติธรรมนี่ ยิ่งง่ายเลย คนที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรม ควบคุมจิตควบคุมอารมณ์ไม่เป็นนี่นะ ไม่สบายใจเมื่อไหร่ หม่นหมองเมื่อไหร่นะ เราดู รู้แล้ว เห็นหน้ารู้แล้ว หม่นหมอง เศร้าสร้อย รู้แล้ว พวกเรานี่บางทีนี่ ถ้าใจมันชักจะเศร้าๆ หมองๆ นี่ ยังทำสด สดๆ อยู่ข้างนอก ข้างนอกให้คนอื่นเขาเห็นว่าเราสดๆ สดๆ ยังมีเลย ซึ่งก็ดี ดี จะหาว่าเป็นผู้ที่ไม่จริงใจ ก็ไม่เป็นไร เพราะกิเลส เพราะความโง่ของเรา ทำให้ใจเราเศร้าหมอง : เพราะว่าความสดชื่นนี่ ใจมันเศร้าหมองของเรา เพราะกิเลสหรือว่าเพราะความที่ยึดติดอะไรของเรา เพราะความโง่ของเรา สรุปง่ายๆ ก็เพราะอวิชชา เพราะความโง่ของเรานี่ ใจมันหม่นหมอง มันยังทำไม่สำเร็จ มันก็หม่นหมองของเรา มันโศกะ ไม่ใช่อโศก ไม่ใช่อโศกะ มันโศก มันหม่นหมอง ก็เพราะเรา เพราะอวิชชาของเ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน