341210 บูชาดิน-น้ำ-ลม-ไฟ โดยพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ณ ป่าธรรมชาติอโศก จังหวัดชุมพร.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2534
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์344 KB
วันที่แก้ไข9 กรกฎาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

341210 บูชาดิน-น้ำ-ลม-ไฟ โดยพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ณ ป่าธรรมชาติอโศก จังหวัดชุมพร

บูชาดิน-น้ำ-ลม-ไฟ โดยพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2534 ณ ป่าธรรมชาติอโศก จังหวัดชุมพร

10 ธันวาคม 2534 วันบูชาดิน-น้ำ-ไฟ-ลม ครั้งแรกในโลก สภาพดินก็แทบจะหาที่ปลูกพืชไม่ได้ (มีแต่ตึก) สภาพน้ำก็ดำคร่ำเต็มไปด้วยสารเคมี ทั้งบนดิน ใต้ดิน และบนฟ้า สภาพลมก็เป็นพิษไปทั่ว สภาพไฟก็ใช้กันมากเกินความจำเป็น ความสมดุลบนพื้นผิวโลกจึงน้อยลง พืชและสัตว์ก็ดำรงชีวิตยากแค้นยิ่งขึ้น สำหรับที่ ธรรมชาติอโศก ก็ยังมีป่าให้เห็น ยังมีดินที่อุดม ยังมีน้ำใสไหลริน ยังมีลมที่บริสุทธิ์ เด็ก กศน. สันติฯ ปฐมฯ นักศึกษา และชาวพลังบุญ ไปถึงที่ทางแยกบ้านปากทรง เวลาประมาณ 7.00 น. ของวันที่ 9 ธันวาคม 34 มีรถญาติธรรมชาวใต้ คอยรอรับสัมภาระ และคนบางส่วนเข้าไปธรรมชาติอโศก ส่วนสมณะ ผู้ใหญ่ และเด็กๆหลายคน ก็พากันเดินในระยะทาง 11 กม. รู้สึกเด็กๆภูมิใจที่เดินไปถึงจุดหมาย ถึงที่ธรรมชาติอโศกสักครู่ สมณะ ก็ตักอาหารแบบบุฟเฟ่ต์(บริการตนเอง เลือกหาที่นั่งตามใจชอบ) บ่ายๆ พ่อท่านก็ไปถึง ขณะเด็กๆกำลังประชุมกัน เพื่อให้คุณไม้ร่มพาชมธรรมชาติ และแนะนำต้นไม้ เด็กๆมีความสนใจซักถามเรื่องต้นไม้มากทีเดียว (ครูสั่งให้ทำ) ค่ำนี้มีหนังตะลุง ของคุณโสภา เพิ่งแสดงครั้งแรก ขาดตกหกหล่นก็อภัยกันได้ พวกเราก็ดูด้วยให้กำลังใจด้วย คนพากย์และคนเชิดก็เป็นคนเดียวกันกว่าจะจบก็ 3 ทุ่ม บรรยากาศรอบข้าง ก็มีเด็ก กศน. ร้องเพลงรอบกองไฟ และชาวพลังบุญอีกกลุ่ม คุณไม้ร่ม จัดให้พ่อท่านพักที่ชายหาด ริมลำธาร สิ่งใหม่ปีนี้ ที่ใกล้ธรรมชาติขึ้นก็คือ เขานำใบกล้วยป่ามาเป็นที่รองนั่ง ก็ดูเป็นธรรมชาติดี รุ่งอรุณของวันที่ 10 ธ.ค.34 สมณะบิณฑบาตตามปกติ เด็กก

อ่านต่อ

ศน. พากันปลูกต้นไม้ สมณะกลับจากบิณฑบาตก็ตักอาหารแบบบุฟเฟ่ต์เหมือนเดิม แล้วก็แยกย้ายกันฉันตามอัธยาศัย ระหว่างฉัน มีรายการดังนี้ 1. นักเรียน ร.ร.ตะแบกงาม รำเพลงครูอาสา ใช้เด็ก 5 คน แต่งชุดเรียบง่าย เด็กชายไม่ใส่เสื้อ 2. นักเรียน ร.ร.กัลยาณมิตร (อนันตมรรค) แสดงละครเรื่องเจ้าชายอารี 3. ด.ญ.ปูนแป้ง ร้องเพลง 4. หมดลำ คร่ำครวญ 5. น.ร.ตะแบกงาม แสดงละครเรื่องร.ร.ของเรา จบการแสดง พ่อท่านพาสวดมนต์ ไหว้พระ จากนั้นพ่อท่านได้จุดไฟ เวลา 11.25 น. สภาพกองไฟ ใช้กิ่งไว้วางประสานกันเป็นรูปกระโจม มีกองดิน กะละมัง และถังน้ำจำนวน 9 ถังล้อมรอบ กล่าวคำบูชาดิน-น้ำ-ลม-ไฟว่า "เราเกิดมาจากดินแท้ๆ เราเกิดมาจากน้ำแท้ๆ เราเกิดมาจากลมแท้ๆ เราเกิดมาจากไฟแท้ๆ เราอาศัยดิน มีชีวิตอยู่จริงๆ เราอาศัยน้ำ มีชีวิตอยู่จริงๆ เราอาศัยลม มีชีวิตอยู่จริงๆ เราอาศัยไฟ มีชีวิตอยู่จริงๆ ในตัวเรานี้ก็คือธาตุดินแท้ๆ ในตัวเรานี้ก็คือธาตุน้ำแท้ๆ ในตัวเรานี้ก็คือธาตุลมแท้ๆ ในตัวเรานี้ก็คือธาตุไฟแท้ๆ เราจะขอรักดินแนบใจ เราจะขอรักน้ำแนบจิต เราจะขอรักลมแนบชีวิต เราจะขอรักไฟแนบชีวา เราขอระลึกถึงบุญคุณของดิน ด้วยความนบนอบ เราขอระลึกถึงบุญคุณของน้ำ ด้วยความเทิดทูน เราขอระลึกถึงบุญคุณของลม ด้วยความบูชา เราขอระลึกถึงบุญคุณของไฟ ด้วยคารวะสุดหัวใจ ขอกราบดิน ด้วยความสำนึกถึงบุญคุณอันยิ่งใหญ่ ขอกราบน้ำ ด้วยความสำนึกถึงบุญคุณอันล้นพ้น ขอกราบลม ด้วยความสำนึกถึงบุญคุณอันมากมาย ขอกราบไฟ ด้วยความสำนึกถึงบุญคุณด้วยอันสูงสุด ขอให้ดิน-น้ำ-ลม-ไฟ ใสสะอาด บริสุทธิ์อยู่ชั่วกาลนานเทอญ. "สมณะโพธิรักษ์" 10 ธันวาคม 2534

พ่อท่านบอกว่า จะพาบูชาดิน น้ำ ลม ไฟ ในวันที่ 10 ธ.ค.ทุกๆปี และวันนี้ ปีนี้เป็นวันแรก ปีแรกของดำลก บ่ายๆ เด็กๆ ไปขึ้นเขา พากันหลง แต่เด็กๆ ก็ยังสนุกสนาน คนที่อยู่ธรรมชาติก็ช่วยกันทำทางเดิน เย็นๆ พ่อท่านคุยกับลูกริมลำธาร ค่ำๆก็ย้ายกันมาอยู่รอบกองไฟ ลูกๆก็เฝ้าคุยจน 20.30 น. พ่อท่านเดินทางกลับกทม. อีกจุดหนึ่ง เด็ก กศน. ก็ร้องเพลงพร้อมกับเผามันกินกันสนุกสนาน สำหรับชาวชมร. และชาวพลังบุญ ก็แยกไปอีกหมู่ละจุด อากาศที่ธรรมชาติปีนี้ ไม่เย็นนัก กำลังดีน่าอยู่ ขอขอบคุณ คุณร่มไม้ ที่รักษาป่าไว้ ให้พวกเราชม แม่ครัวที่ช่วยทำอาหาร คุณหินไท ที่มีน้ำใจขนของให้เด็ก กศน. ชาวน้ำใจ ชาวพลังบุญในวันกลับ คุณร่มไม้ ช่วยวิ่งรถขนของขนคนกลับ

สิ่งที่น่าประทับใจอีกสิ่งหนึ่งก็คือ ขากลับมีสมณะ และญาติโยมเดินกลับจากธรรมชาติอโศกถึงทางเข้าปากทรงช่วยกันเก็บขยะ (ถุงพลาสติก) ระหว่างทางด้วย สรุป เป็นความโชคดีของเราชาวอโศก ที่มีผู้นำที่เอาใจใส่ นำพาเน้นย้ำให้เราเห็นคุณค่าของธรรมชาติ เก็บรักษาสถานที่ให้คงความเป็นธรรมชาติ เพื่อให้พวกเราได้ไปสัมผัส ภูเขา ป่าไม้ ลำธาร น้ำตก สัตว์ทั้งหลาย ผู้ได้ไปร่วมงานวันธรรมชาติอโศกครั้งนี้ ต่างได้รับความประทับใจ เกิดความสุขสงบไปตามๆกัน ซึ่งนั่นก็คือ ผลรวมที่มีจุดกำเนิดมาจาก ดิน น้ำ ลม ไฟ นั่นเอง ข่าวนี้ คนที่เพ่งโทษพ่อท่านว่า สอนไม่ให้กราบพระพุทธรูป คงเพ่งโทษอีกว่า พวกเราเป็นลัทธิแบบคนป่า บูชา ดิน น้ำ ลม ไฟ ทั้งๆที่ความจริง พ่อท่านไม่เคยสอนให้พวกเราลบหลู่พระพุทธรูป แต่สอนให้พวกเรารู้จักกราบอย่างรู้เป้าหมาย มิใช่กราบอย่างงมงาย อ้อนวอนขอเหมือนพวกคนป่าที่กราบดิน น้ำ ลม ไฟ ส่วนการกราบดิน น้ำ ลม ไฟ ของชาวเรา พ่อท่านก็สอนมิให้พวกเรากราบอย่างงมงายแบบพวกคนป่า แต่ต้องการให้พวกเรารู้คุณค่าของดิน น้ำ ลม ไฟ ที่เราต้องอาศัยมัน และมีสำนึก ที่จะช่วยกันรักษาธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมในโลกให้ดีขึ้น พิธีบูชา ดิน น้ำ ลม ไฟ จึงเป็นกุศโลบายในการสอนให้พวกเรารู้คุณค่าของธรรมชาติ ไม่ลบหลู่ ไม่ทำลายธรรมชาติ ดังคนในโลกทุกวันนี้ส่วนใหญ่ ดังนั้น คนทุกวันนี้ส่วนใหญ่ ซึ่งไม่รู้คุณค่าของดิน น้ำ ลม ไฟ ที่อาศัยอยู่ก็จะไม่กล้ากราบอย่างสำนึกรู้บุญคุณ หรือถ้าจะมีการกราบบ้าง ก็เป็นการกราบอย่างงมงาย เช่น กราบดินของจอมปลวก เพื่อขอหวยขอเบอร์ กราบต้นไม้ใหญ่ๆ เพื่อให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองตนแบบเทวนิยม น้ำ เราพร้อมแล้ว มีน้ำแล้วมามีน้ำที่นี่เรามี เรามีรูป เป็นรูปธรรม เราจะได้ทำพิธีกัน อาตมาเห็นความสำคัญในเรื่องนี้อย่างมาก แล้วก็ตั้งใจแล้วก็กะเอาไว้แล้วนานแล้ว หลายปีแล้ว แล้วก็จะได้ทำพิธี เริ่มทำแล้ว จะได้ทำกันต่อไปจากครั้งแรกครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 1 และต่อไปทุกปี เราก็จะบูชา ดิน น้ำ ลม ไฟ นี่กันทุกปีไป แล้วเราก็จะต้องพยายามสร้างสำนึกอย่างที่แท้จริง เราจะทำกันกระทั่งด้านของแบบสมถะ แบบเจโต เราจะทำทั้งด้านของปัญญา แบบวิปัสสนา ทั้ง 2 ส่วน ให้สำนึก ให้ตราตรึงลงไปในจิตวิญญาณของเราทุกคน ที่เราจะต้องรู้ความสำคัญของ ดิน น้ำ ลม ไฟ เพราะทุกวันนี้ ดินก็ไม่เหลือแล้ว เน่าเสีย และก็เสื่อมสภาพลงไปทุกเวลา น้ำก็เหมือนกัน ลมก็เหมือนกัน ไฟก็เหมือนกัน กลายเป็นไฟประลัยกัลป์ โน่นแหละ มันเลวร้ายลงไปทุกทีๆ เพราะฉะนั้น เราจะต้องมารู้จักธรรมชาติที่ดีของดิน ของน้ำ ของลม ของ ไฟ และเราก็จะต้องรักบูชาหวงแหน ต้องรังสรรค์ ต้องรักษา ช่วยกันจริงๆ ถ้าเผื่อว่า เราไม่ช่วยกันจริงๆเราไม่มีที่อาศัย เราไม่มีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุขแน่แท้ความสำคัญอันนี้ มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เราจะต้องพยายามตั้งอกตั้งใจกันจริงๆ สร้างสำนึกแล้วตั้งอกตั้งใจ ไม่ใช่ว่าทำกันเล่นๆ ไม่ใช่ว่าสักแต่ว่าทำไป เป็นของ สนุกไปเฉยๆ เราจะต้องทำอย่างสำคัญทีเดียว ผู้ใดที่ยังไม่ได้เข้ามา เชิญเข้ามา อยู่ข้างนอกๆ กัน เสียงนี้มันไม่ไกลนะ เสียงมันก็ไม่ไกลไป มันก็ไม่ไกลไปถึงไหนๆ มันก็คงจะได้ยินอยู่ในบริเวณนี้ เพราะฉะนั้น ผู้ที่อยู่บริเวณนอกๆที่ได้ยิน ทั้งผู้ที่อยู่ในนี้ได้ยินแล้ว ก็สามารถที่จะตามคนนอกๆ ที่อยู่รอบๆ ตอนนี้ อาจจะไประเริงสนุกครื้นเครงอยู่ที่ไหนๆ หรือยังไงก็แล้วแต่ ขอเวลาตอนนี้ เป็นเวลาสำคัญที่เราจะบูชาดิน น้ำ ลม ไฟ กัน เรามาร่วมพร้อมกันที่จะมาทำพิธีกันให้เสร็จ เมื่อทำพิธีนี้เสร็จในวันนี้ คือวันธรรมชาติ เสร็จแล้วจากนั้น เราจะไปสนุกสนาน หรือจะไปทำกิจอันเป็นประโยชน์คุณค่าอะไรอีกต่อไป เราก็จะได้ไปทำกันนะ เอ้า มาสวดมนต์จนจบบทพระพุทธคุณ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และบทอิติปิโส และจะสวดกันให้เสร็จจบจนถึงบทสุปฏิปันโนจบ สวดถึงบทสุปัฏปันโน จบแล้วถึงจะเริ่มจุดไฟๆ พอเริ่มจุดไฟ อาตมาก็จะเริ่มขึ้นมา บรรยายมา บอกมากล่าว ว่าทำไมต้องทำสิ่งนี้ สิ่งนี้มีความสำคัญอย่างไรถึงแค่ไหน และทำอะไร ต่อมิอะไรมีองค์ประกอบอย่างไรอะไรบ้าง อาตมาก็จะได้มาอธิบาย พออธิบายเสร็จแล้วจบ ถึงจะพาบูชาทุกคนจะบูชา จะได้บูชาจะได้กล่าวบูชา ดิน น้ำ ลม ไฟ อย่างแท้จริง อาตมาจะนำกล่าวคำบูชาดิน น้ำ ลม ไฟ เหล่านั้น เราตั้งใจจริงๆเลย อาตมาจะพยายามทำให้พวกเราได้เกิดจิตใจที่เห็นแจ้ง เห็นจริงในสิ่งเหล่านี้ แล้วจะได้เกิดความสำนึกเกิดความประทับใจ เกิดความจริงจัง จากจิตวิญญาณ แล้วเราจะได้มีชีวิต มีพฤติกรรมของเราต่อๆไป เพื่อที่จะเห็นความสำคัญของสิ่งเหล่านี้ แล้วเราก็จะได้ช่วยเหลือสิ่งเหล่านี้ จะได้สัมพันธ์กับสิ่งเหล่านี้ ดินเขาก็ไม่รู้เรื่อง น้ำเขาก็ไม่รู้เรื่อง ลม ไฟ อะไรต่างๆ เขาไม่รู้เรื่องหรอก รู้เรื่องก็คนนี้แหละ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่า คนเราไม่เกิดความสัมพันธ์ ไม่เกิดสิ่งที่จะให้เกี่ยว ข้อง ให้สิ่งเหล่านั้นนะ เขาดีขึ้นได้ด้วยเราๆ เราก็จะได้ดีขึ้น เพราะเขาดี ถ้าเผื่อว่าดินไม่ดี เราก็ดีขึ้นไม่ได้ น้ำไม่ดี เราก็ดีขึ้นไม่ได้ ลมไม่ดี ไฟไม่ดี เราก็ดีขึ้นไม่ได้เหมือนกัน เราจะต้องเห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อมว่ามันต้องดีเหมือนกัน สนับสนุนส่งเสริมกัน มันถึงจะขึ้นไปได้ ถ้าเผื่อว่า มันส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ดี ก็ไม่ดีด้วยกัน หรือว่าแค่ดีครึ่งหนึ่ง มันก็ดีด้วยกันครึ่งหนึ่ง มันเป็นธรรมดาธรรมชาติอย่างนั้นจริงๆ นะ ตอนนี้ก็ความพร้อมได้และนะ ได้เวลาแล้วตอนนี่ เวลา 11 นาฬิกา 13 นาที เอ๊า เรามาไหว้พระกันเสียก่อน ตามฐานะของเราเป็นพุทธศาสนิกชน เราก็จะต้องพยายามระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์กันก่อน ไหว้พระตามธรรมดา ตามที่เราเคยกราบไหว้บูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตามที่เราเคยได้เปล่งกล่าวเช่น นโม ตัสสะ จนกระทั่งถึงสุปฏิปันโน ดังกล่าวแล้ว ก็จะต้องใช้เวลาประมาณสัก 10 กว่านาที (จบบทสวดมนต์) ท่านผู้เป็นมนุษย์อยู่ทั้งหลาย เอ้า วันนี้เป็นวันที่อาตมาได้ริเริ่มที่จะให้มีการ บูชา ดิน น้ำ ลม ไฟ กันขึ้น ดำรินี้จะให้มีการบูชา ดิน น้ำ ลม ไฟ นี่ มีดำริมานานปีแล้ว แต่ก็ยังไม่ถึงเวลา ปีนี้ปี พ.ศ.2534 ดิน เท่ากับเลข 2 น้ำเท่ากับเลข 5 ลมเท่ากับเลข 3 ไฟเท่ากับเลข 4 ทีนี้ก็มีดิน น้ำ ลม ไฟ ครบเป็นปีที่จะต้องคำนึงถึงระลึกถึงให้สมบูรณ์ พ้นปีนี้ไปก็ไม่ใช่ปี 2534 แล้ว ปีที่จะครบสมบูรณ์ ด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ นี่ก็ไม่มีอีกแล้ว เพราะปีนี้เป็นปีเริ่มต้นพิธีหนึ่ง วันนี้เป็นวันธรรมชาติ ที่เราได้กำหนดกันไว้ในเดือนธันวาคม และตรงกับวันที่ 10 คำว่าสิบ หรือ คำว่าศูนย์ หรือหนึ่ง ศูนย์นั้น ประกอบไปด้วยเริ่มต้น และตัวจบๆ สมบูรณ์อยู่ในตัวมันเอง จะเรียกว่าสิบ ก็เรียกว่าครบ จะเรียกว่าศูนย์ ก็ว่าสมบูรณ์ จะเรียกว่าหนึ่งก็เรียกว่ายอดแห่งความมีความเป็น ศูนย์ ก็เรียกว่าสิบ แห่งความสมบูรณ์ๆ สิบ ศูนย์ ถ้าหนึ่งก็เป็นยอดเป็นเอก เป็นเลิศ ในความมีความเป็นครบ 10 ก็เป็นสิ่งที่สมบูรณ์รอบถ้วน แล้วในวันนี้ จึงเป็นวันที่เราจะได้มีพิธีดังกล่าวนั้น โดยที่วาระที่อาตมาไม่ได้เปิดเผย ไม่ได้บอกกล่าว ไม่ได้ไปโฆษณาแพร่ ไม่ได้ไปเผยแพร่ไม่ได้ไปทำไปเป็นเรื่องธรรมดาธรรมชาติ ใครมาก็มา ใครไม่ได้มาก็ไม่ได้มา ใครอยู่ก็อยู่ ใครเห็นก็เห็น ใครไม่ได้เห็นก็ไม่ได้เห็น ใครไม่ได้อยู่ ก็ไม่ได้อยู่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า วันนี้จะป็นวันแรก และก็เป็นวันสุดท้าย วันนี้เป็นวันแรก จริง แต่ไม่ใช่วันสุดท้าย จะเป็นวันที่เริ่มต้นมีการบูชา ดิน น้ำ ลม ไฟ แล้วก็จะมีกันต่อไปทุกปี ในวันที่ 10 ธันวาคม จะมี ณ ที่นี่เป็นที่ๆ เราเรียกว่า สวนธรรมชาติ หรือคุณไม้ร่ม เขาเรียกว่า ธรรมชาติเอ๋ย ให้มันมีภาษาอะไรต่ออะไรหน่อย ก็ดีเหมือนกัน ธรรมชาติเอ๋ย หรือสวนธรรมชาติ ก็จะเกิดขึ้นมาดังนั้น อาตมาอยากจะให้มันเป็นไปตามธรรม ก็ระลึกอยู่ว่า ถ้าเผื่อว่าจะบูชาดิน น้ำ ไฟ ลม ที่จริงเราไม่ต้องทำรูปอะไรขึ้นมา มีสำนึกเราก็จะบูชาถูก ถูกดิน ถูกน้ำ ถูกไฟ ถูกลม ไปได้ ก็เพราะว่ามันมีอยู่ทั่วๆไป อะไรๆก็มีอยู่ในดิน น้ำ ลม ไฟ ก็มีอยู่ทั้งหมด แต่ว่าเมื่อเราทำพิธี หรือว่าทำอะไรกันเป็นรูปแบบ ทำอะไรขึ้นมา ให้มันชัดเจน มั้นก็จะต้องมีรูปร่าง ก็จะต้องมีอะไรที่เห็นได้ จะต้องมีเห็นได้ด้วยตา สัมผัสได้ด้วยหยาบๆ มันก็จะชัดขึ้น เราจึงทำดิน เอาดินยกขึ้นมา หรือได้เห็นมีดิน น้ำ เราก็อาตมาก็ไม่รู้จะทำยังไง ก็ปรึกษาหารือกันอยู่ ว่าจะทำยังไง จึงจะต้องให้มีน้ำในขุดนี้ ถ้าเผื่อว่า มันเป็นลำธาร เป็นคลอง เป็นน้ำ เมื่อเช้านี้ มีคนแนะว่า ปีหน้าเราทำน้ำตาไหลลงตรงนี้เลย ว่ายังงั้น และมันก็ไม่ใช่เรื่องเล่นเหมือนกันนะ มาทำน้ำตกไหลอยู่ตรงนี้แหละนะ มันก็เป็นเรื่องที่จะต้องลงทุนสร้างอะไรต่อมิอะไรอยู่ และคิดว่าคงไม่จำเป็นถึงปานนั้น ส่วนไฟนั้น ไม่มีปัญหาหรอก เราก็ได้อีกเหมือนกัน สำหรับดิน ก็ไม่ยากอะไร เราก็เอาดินมากองขึ้น ก็เห็นเป็นกองดินแล้ว ไฟเราก็รวมกันแล้ว ก็จุดขึ้น เราก็เห็นแล้ว ไฟไม่ยากอะไร ส่วนลมไม่ต้องห่วงหรอก ลม หรืออากาศ หรือสภาพที่เคลื่อนไหวไปมา ลมนี่คืออากาศ เป็นสภาพดูเหมือนว่า มันว่าง แต่มีความสัมพันธ์ประสานกันเป็นสังเคราะห์อยู่ในสิ่งแวดล้อมทั้งหมดของมนุษยชาติ มันจะมีสิ่งนี้อยู่เป็นประจำ ทำไมเราถึงจะต้องมาระลึกกัน ทำไมเราจะต้องมาทำพิธีกัน เราชาวพุทธ เราต้องทำพิธี เป็นยัญพิธีอย่างนี้ด้วยหรือ ยัญพิธีมีผลๆ ต้องประกอบไปด้วยปัญญาด้วย เราไม่ได้ทำให้มันเป็นเรื่องขลังๆ แล้วมันมีสิ่งอะไรที่มันบันดลบันดาล เราไม่ได้ทำที่จะให้มันเกิดสภาพที่บันดลบันดาล แต่เราทำเป็นเครื่องชี้นำ ทำเป็นเครื่องบอกแจ้ง ทำเป็นเครื่องยืนยัน ยืนยันว่าเราทำอะไรอะไรคืออะไร เราก็ให้ชัดเจนในอันนั้น คือสิ่งนั้น ดินไม่ใช่มีดินกองที่เรามากองอยู่ที่นี่เท่านี้ ดินมีทั่วไป แต่นี่คือตัวอย่างดิน น้ำไม่ใช่มีอยู่ในกะละมังนี้เท่านั้น น้ำมีอยู่ทั่วไป น้ำที่ไหนๆก็มี ไม่ใช่มีอยู่ในกะละมังดังกล่าวแล้ว เพราะฉะนั้น เราก็จะต้องรู้ว่า ดิน คือดิน ที่ไหนเป็นดิน ที่ไหนเราเข้าใจว่านั่นดิน เราจะทำอย่างไรกับดิน ดินทุกวันนี้ เน่าเสียเป็นมลพิษกันมากมายก่ายกอง และเราก็ไม่เคยระลึกเลยว่า เราเองนี่อาศัยบดินๆ มีคุณค่า มีบุญคุณท่วมท้น จนกระทั่งไม่รู้จะใช้หนี้บุญคุณแผ่นดินได้สักเท่าไหร่ กี่ชาติมันถึงจะหมด เราได้รับบุญคุณ ได้รับประโยชน์จากดินนี่มหาศาล ถ้าไม่มีดิน เราตายไปนานแล้ว ดินเป็นที่รองรับทั้งเรายืนอยู่ รองรับทุกอย่างๆ แม้แต่ความทุกข์ ความสุขของเรา ดินก็รองรับให้แก่เรา รองรับอยู่ในนี้ สิ่งที่เกิดอยู่ ในบนดิน นี่ไม่ว่าจะเป็นพืชผักผลไม้ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามแต่ ที่เราได้อาศัย แม้แต่บ้านเรือน บ้านช่องเรือนชาน อะไรต่างๆ นานา สารพัด ก็ตั้งอยู่บนดิน อาศัยดินเป็นที่ตั้ง อาศัยดินเป็นสิ่งเกิด เป็นสิ่งที่จะต้องก่อให้เกิดการสังเคราะห์ก็ดี เป็นองค์ประกอบอันสำคัญยิ่ง ที่จะให้เกิดต่างๆนานา และมีสิ่งที่เราเรียกว่าดินงาม หรือดินดี ทีนี้มีสภาพเป็นสิ่งที่ดีหรือที่งามนั้นๆ แต่เราทุกวันนี้เราประมาท และเราก็ ทำลายที่ดีที่งามเหล่านั้นลงไปด้วยความโง่ ด้วยความไม่เข้าใจ ไม่รู้เท่าทัน เพราะฉะนั้น ดินจึงเสียไปหมด ในเมืองหรือในกรุงนี่ เป็นดินแดนที่ทำให้ดินเสียมากที่สุด ไม่ว่าเมืองหรือกรุงที่ไหนๆในโลก ไม่ว่าจะเป็นเมืองกรุงที่เรียกว่านิวยอร์ก หรือจะเรียกว่าโตเกียว หรือจะเรียกว่าปักกิ่ง หรือจะเรียกว่ากรุงเทพฯ เมืองใหญ่ๆนั่แหละเป็นตัวอย่างที่เลวร้ายที่สุด ที่เป็นเมืองทำดินให้เสียหมด เอาคอนกรีตลงไปทับถม มันก็ไม่ก่อเกิดอะไรเลย ที่จะเป็นการสังเคราะห์ ที่จะเป็น การสร้างสรร แต่เป็นการคิด เป็นการเข้าใจเอาเอง ของคนว่า นั้นเป็นสิ่งดี และตัวเองก็ทำลงไปให้มันแน่นให้มันแข็งเพื่อตัวเองจะได้สะดวกจะได้มักง่าย ในขณะที่ตัวเองได้สมใจ ในความมักง่าย ที่เรียกมันว่าความสะดวกสิ่งอื่นที่เกิด สิ่งอื่นที่รังสรรค์ สิ่งอื่นที่เจริญก็ถูก ไอ้ความสะดวกที่มักง่ายของคนๆนั้นทำลายลงไปอย่างยับเยิน ทำลายลงไปจริง ฟังให้ดี ฟังภาษาที่อาตมาพูดนี่เป็นภาษาไทย ซึ่งเราเป็นคนไทย และขอยืนยันว่า ภาษาคนด้วย คิดว่าไม่ยากๆ น้ำก็ตาม แต่ก่อนนี้ อาตมาเด็กๆไม่ต้องซื้อน้ำกินหรอก เดี๋ยวนี้น้ำราคาแพง น้ำที่จะดื่มนี่แพง แพงยิ่งกว่าจะแพงกว่าน้ำสินค้าบางชนิดไปแล้ว น้ำที่แค่น้ำที่จะดื่มนี่ และมันก็เลวลงจริงๆ แต่ก่อนนี่น้ำดื่มได้น้ำในปรักในหนองในคลองในบึงอะไร ดื่มได้ เดี๋ยวนี้มันดื่มไม่ได้จริงๆเพราะมันเน่ามันเสีย มันมีพิษ ไม่ได้หมายความว่าแกล้งดัดจริตที่จะดื่มไม่ได้นะ ดื่มไม่ได้จริงๆ มันมีพิษในตัวมัน ที่ คนทำให้มันเสียนะ ลมหรือแก๊สนี่ มันก็เป็นชีวิต มันก็เป็นองค์ประกอบของโลก มันจะเดินทาง ลมก็เดินทาง ลมก็มีหน้าที่ ลมก็มีความสะอาด ลมก็มีคุณภาพของลม เดี๋ยวนี้ลมที่เราเรียกมันว่ามันเป็นแก๊สก็ตาม มันก็คือสิ่งที่สังเคราะห์อยู่ในอากาศนี่แหละ ที่สงเคราะห์อยู่ในอากาศนี่แหละแก๊สเรียกว่าอากาศเรียกว่าลม มีทั้งคุณภาพในการขับเคลื่อนหมุนเวียน มีการพัดพา มีการดัน มีการผลัก อยู่ในร่างกายเราก็มีลม ในร่างกายเราก็มีดินมีน้ำ ร่างกายเราก็มีไฟ หรืออุณหธาตุ มีลมก็เปลี่ยนทิศทางลมก็เปลี่ยนคุณภาพ ลมก็เปลี่ยนลักษณะ กลายเป็นแก๊สเสีย กลายเป็นคุณภาพเสีย กลายเป็นทิศทางเสีย กลายเป็นน้ำหนักที่เบาไปน้อยไป ผิดร่องผิดทาง จนกลายไปเป็นลมที่ทำลาย ลมที่ไปทำอะไรที่ทำให้เกิดความเสียหายล้มเหลว อุณหภูมิหรือไฟธาตุก็ตาม ก็เลวร้ายลงไปหมด กลายเป็นสิ่งที่ทำลาย กลายเป็นสิ่งที่ไม่ให้เกิดคุณค่าอะไรมากขึ้น สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจากความไม่รู้หรืออวิชชาของคน คนที่ทำลายเปลี่ยนแปลงลม เปลี่ยนแปลงอากาศ เปลี่ยนแปลงน้ำ เปลี่ยน แปลงไฟนี่ เปลี่ยนแปลงมากทำให้เลวร้ายลงไปนี่ ทำให้เสียลงไปนี่ คนในกรุงนี่ ที่เขาคิดว่าเขาฉลาด และก็พยายามที่จะสังเคราะห์ เอาส่วนที่ตัวเองมักได้ แล้วเอาสิ่งที่ตัวได้เหล่านั้น ด้วยความมักได้ ด้วยความฉลาดของตัวเอง อย่างง่ายๆ ที่อาตมาใช้ภาษาเรียกคำว่าง่าย เป็นความมักง่ายของเขานี่ เป็นความมักง่ายของเขาที่เขาได้ สิ่งที่ต้องการเขาได้นะ แต่เขาทิ้งสิ่งที่เสียหรือสร้างสิ่งที่เสียลงไปให้แก่โลก เป็นร้อยเป็นพันเป็นหมื่นปีมา โลกจึงพร่อง โลกจึงเสื่อมเสียในสิ่งเหล่านั้นหมดแล้ว ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หรือว่ามันก็หลายวันมาแล้วที่จริง ต่อไปถ้าเผื่อว่าไม่มีใครสำนึก ไม่มีใครตั้งอกตั้งใจ ไม่มีความเห็นจริงเลยนะว่า เราจะต้องพยายามแก้ พยายามช่วย พยายามที่จะอนุเคราะห์สงเคราะห์ดินน้ำลมไฟนี่ให้เกิดขึ้นมาหรือให้ดีขึ้นมา เราจะศึกษาว่าดินงามดินดีคืออย่างไร น้ำดีน้ำใสน้ำสะอาดคืออย่างไร ลมที่ดีแก๊สที่ดี ลมที่มีคุณค่ามีประโยชน์คืออย่างไร ไฟที่มีคุณค่ามีประโยชน์ เป็นไฟที่ดีคืออย่างไร เราจะศึกษา ซึ่งตอบตายตัวทีเดียวไม่ได้ น้ำที่คนกินอยู่ทุกวันนี้ จริงๆแล้วมีทั้งน้ำที่มีเชื้อโรค หรือว่ามีภัยมีพิษมีแก๊สมีธาตุพิษธาตุแก๊ส มีอะไรที่อยู่ในน้ำที่กินเข้าไปที่ดื่มเข้าไป มีทั้งน้ำที่สะอาดเกินไปก็ไม่ดีอีกเหมือนกันสำหรับคน น้ำสะอาดเกินไปคือสังเคราะห์หรือกรองหรือว่าทำให้มันผิดลักษณะน้ำทึ่ควรจะเป็นน้ำดื่มสำหรับคน และเขาก็ไม่เข้าใจกัน สังเคราะห์น้ำนั้น ออกมาจนกระทั่งเกินเลย ไม่มีธาตุคือควรจะมีอยู่อย่างสมเหมาะสมควร แม้แต่ที่สุด น้ำที่จะดื่มนั้นนะ จุลินทรีย์ก็ต้อง และจุลินทรีย์ที่มีพอเหมาะ ก็ต้องมีแต่เขา ก็ไม่มีหรือน้อยเกินไปอะไรอย่างนี้เป็นต้น เป็นได้ถึงปานนั้นนะในคน

ถอดโดย ยงยุทธ ใจคุณ 21 ธันวาคม 2534 ตรวจทาน 1 โดย สิกขมาต ปราณี พิมพ์โดย สิกขมาต นัยนา 23 ธันวาคม 2534 ตรวจทาน 2 โดย โครงงานถอดเท็ป 23 ธันวาคม 2534

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน