580416_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ ผลสำเร็จของตลาดอาริยะ-พุทธศาสนาจะไม่เสื่อมถ้า.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580416_ ธรรมาธรรมะสงคราม โดยพ่อครู บ้านราชฯ ผลสำเร็จของตลาดอาริยะ-พุทธศาสนาจะไม่เสื่อมถ้า
พ่อครูว่า … วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 16 แรม 1 3 ค่ำ เดือน 5 มีมะแม ที่ ราชธานีอโศก วันงานปีใหม่เรา 3 วัน เสร็จไปแล้ว ต่างคนต่างบอกตรงกันว่าเหนื่อย มันงานดี แต่ก็ดีอยู่อย่างหนึ่งว่า แม้จะเหนื่อยก็ประสพผลสำเร็จ ต่างคนต่างรู้สึกอย่างนั้น ปีนี้อาตมาก็ว่า เมษายน ก็ร้อนนะ แต่ปีนี้แปลกนะอากาศเย็น ถึงหนาวเลย กลางคืนหนาว กลางวันไม่ร้อนเท่าไหร่ ดีเหมือนกัน เสร็จงานเรียบร้อยสวยงาม ลานจอดรถของเรางามมากเลย แล้วก็มากันดี เสร็จงานอาตมาก็ดูลานจอดรถไม่มีขยะเลย เรียบเกลี้ยง มันมีบ้างเล็กน้อยไม่ถึงตัน แต่ปรากฏว่าเสร็จงานสงกรานต์ที่สีลม ได้ข่าวว่าขยะ 200 ตัน แต่ของบ้านราชฯ เรานี่ อาตมาว่ามันจะมากกว่าสีลมนะ คนมางาน เพราะสีลมที่ไม่กว้าง แต่ของเราที่กว้างเป็นร้อยๆ ไร่
ผ่านไปมีส ิ่ งเปรียบเทียบ งานเราเก็บขยะไม่ได้ถึงตัน แต่ที่สีลมขยะ 200 ตัน แล้วงานของเราไม่มีสาดน้ำกันเลย ทั้งที่น้ำเรามีเยอะเลย เราก็เล่นน้ำ เสร็จแล้วที่เราเย็นมากคือเราเย็นใจ สบายใจ งานอย่างนี้ แล้วเกิดผลต่อมนุษยชาติ ซื้อหาข้าวของที่จำเป็นต่อชีวิต แต่งานของเขา ไม่มีสิ่งจำเป็นต่อชีวิต เราพูดเหมือนข่มเขาดูถูกเขา แต่ก็พูดส ิ่ งจริง ซึ่งคนเขาถูกมอมเมาว่า สิ่งนั้นน่ามีน่าได้น่าเป็น เราก็เป็นคนอย่างเขา แต่เราก็ว่าเรามีชีวิตเป็นสุข เจริญ และก็ยังเป็นชีวิตประเสริฐคืออาริยะ
โดยเฉพาะเรายืนอยู่บนฐานของธรรมะ ทางโน้นจะเอาพระไปรดน้ำบ้าง แต่เขาจะรู้สึกอยู่กับธรรมะที่แท้จริง ธรรมะที่แท้จริงคือ สังวรกิริยา กายวาจา และจิต เพื่อที่จะละหน่ายคลาย นี่คือประเด็นสำคัญ เขาก็ระวังมารยาทสังคมเช่นกัน ตามความเห็นของเขาและมีเจตนา อย่างพวกเรามีเจตนาลดละหน่ายคล
อ่านต่อ
าย เจตนาปรับกิริยา กาย วาจา ใจ ให้เป็นอาริยะ ลดละหน่ายคลาย จะเห็นได้ว่าป ระชาชน ที่มาร่วมงานก็สังวรระวังตามที่เราพาทำ
ปรากฏว่า มีมิจฉาชีพ ที่มาหากินบ้างก็มีบ้างแต่ก็ดูไม่จัดจ้าน เขาอาจเห็นว่าที่นี่ไม่มีเพชรพลอย แต่งเนื้อแต่งตัวก็เช่นนี้ ก็จริงด้วยที่เราไม่มีสิ่งที่ให้เขามารุกรานตามอาชีพเขา แต่ก็มีบ้างที่มาหลอกลวง ซึ่งน้อย แต่น้อยก็ว่าถ้าเราสัมพันธ์กับทางจังหวัดก็น่าจะบอกไปว่าเราขอตำรวจ มาช่วยบ้าง จะกี่คนก็แล้วแต่ ที่สำคัญก็คือว่า เรานี่ไม่ได้จ่ายเบี้ยเลี้ยง ตำรวจมานี่ถือว่ามาตามหน้าที่ แต่ถ้าไปที่อื่นเขาได้เงินพิเศษนะ ถ้าไปทางนายทุนใหญ่ก็จะได้เบี้ยเลี้ยง แต่เราไม่มีเบี้ยเลี้ยง แต่เราก็ให้หนังสือไปอ่าน น้ำยาซักผ้า อาหาร เป็นต้น เราก็ทำ แต่ก็อาจไม่เป็นสิ่งชื่นใจต่อเขาเหมือนธนบัตร เราก็ไม่อยากจะสร้างค่านิยมเช่นนั้นจึงไม่ทำ
เราก็ทำไปกับสังคม คนเขาไม่ชอบใจบ้าง คนเขาเห็นดีเห็นงามบ้างก็ทำไป ที่ได้ความหมายและความรู้เอามากระทำ จนเราทำตัวเราประพฤติแล้วร่วมกับสังคมได้ เราก็ทำตามปัญญาหรือภูมิธรรมเราจากการปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า สัมมาทิฏฐิตามที่เรามั่นใจว่า ถูกต้อง เราก็ได้ทิฏฐิแล้วได้ผลตามทิฏฐินั้น มันก็ออกมา กี่ปีๆ เราก็พัฒนาตนเอง จนกลายเป็นคนกลุ่มหนึ่งของประเทศ
ผ่านงานไปแล้วอาตมาก็ยิ่งเห็นผลว่ามีประสิทธิผล ของการเรียนรู้ฝึกฝนแล้วมาช่วยกันทำ ไม่ว่าเด็กผู้ใหญ่ ต่างคนต่างลงแรงกัน น่าชื่มชม อาตมาก็ยิ่งมีกำลังใจจะอยู่ให้ยืนยาว เพื่อพากเพียรนำทฤษฎีเนื้อแท้ เท่าที่อาตมาเห็นว่าดีจริง นำมาเสนอมต่อสังคม ให้พัฒนาก้าวหน้ามีผลดีจริง อาตมาไม่ได้มีความมุ่งร้าย มีแต่หวังดีจริงใจ
เพราะศาสนาพุทธทุกวันนี้เสื่อมไปไกลมาก อย่างที่มันเป็นอยู่ทุกวันนี้ ก็นานปีมาแล้ว ก็คงเห็นว่าแย่ลงทุกปี แสดงถึง พลังงานทางธรรมะที่เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ แล้วได้ความรู้จากระแสหลักที่ได้ถ่ายทอดธรรมะสู่สังคมประเทศ เป็นเช่นนี้ตั้งแต่เผ่าเล็กๆ ที่มีความรู้ทางจิตวิญญาณสายศรัทธา หัวหน้าเผ่าก็ต้องนำพา มีหมอผี นำพาไป แล้วป ระชาชน ในเผ่าก็เข้าใจตามหัวหน้าเผ่า หมอผี ที่ถ่ายทอดกันมา ยึดถือให้สังคมเป็นเช่นน้ัน เจริญมา จะเรียกว่าศาสนา ลัทธิ หรือเนื้อแท้ธรรมะจะเป็นระดับไหนก็แล้วแต่ จะเป็นศาสนาหรือพลังทางจิตวิญญาณตามหลักเกณฑ์ยึดถือก็พัฒนา เจริญแล้วเสื่อม อาตมว่าธรรมะของพุทธในไทยเคยเจริญกว่านี้นะ อาตมาว่าเดี๋ยวนี้คนได้พึ่งพาศาสนาตรงที่ทำพิธีกรรม ตายแล้วก็ต้องไปเผา หรือจะนับถือแบบโบราณ แบบจีนก็ได้เอาไปทำแบบฮวงซุ้ย
ชาวพุทธไปวัดก็ไม่ได้ไปศึกษาหรือไปเอาอะไรจากพระด้วย แต่ ส่วน ใหญ่ ไปทำทาน ไปบริจาค ซึ่งมันกลับตาลปัตกับสัจธรรมที่ควรเป็น ศาสนาไม่ได้อะไรจากเขาเลย ยิ่งคนได้ฐานะลาภ ยศ สรรเสริญวัดก็ต้องพึ่งพาคนเหล่านี้ที่จะนำพาวัดไป นอกจากผู้เห็นใหญ่เป็นโตในประเทศก็จะไปวัด ที่เขารู้สึกว่าวัดเป็นพลังงานลึกลับที่จะทำให้เขาเจริญโลกีย์ สรุปคือไม่เป็นโลกุตระเลย มันเป็นโลกียะที่เสริมซ้อน หนักเข้าก็เป็นไสยศาสตร์ รดน้ำมนต์เจิมอะไรนี่ นอกรีตไปหมด
อาตมาว่าศาสนาพุทธนี่ย ิ่ งใหญ่ เราปฏิบัติมาได้อาริยธรมของพระพุทธเจ้ามาบ้างไม่ได้มากมาย แล้วกลุ่มเล็กนิดเดียว อาตมายืนยันว่าเรามีพลังงานเป็นประโยชน์เสียสละต่อสังคมจริงๆ ยกตัวอย่างทำไมคนมาตลาดอาริยะ ส่วนใหญ่เป็นคนพื้นบ้านคนชนบท แต่ทำไมเขาปฏิบัติตามที่เราขอร้อง เล็กๆ น้อยๆ ก็พยายามทำ จนเกิดผล แค่ประเด็นเดียวคือสะอาดสะอ้าน เหมือนเล็กนะ แต่จิตวิทยาสูง อาตมาว่า คนระดับหลายหมื่นคน อาจถึงแสนคนก็ไม่รู้ ขนาดนี้เราทำงานอยู่ในหมู่บ้านไกลปืนเที่ยง ในเมืองเราก็ไปจัด แล้วในเมืองก็ไม่เป็นจริงจังเท่าที่นี่ ฉาบฉวย แต่ที่นี่เป็นจริงเป็นจัง แต่ไม่เคร่งเครียดนะ เขาก็บันเทิงใจ แม้จะต้องรอนานไม่ต้องมีห้องแอร์เย็น แต่ก็สบายใจกว่าไปปิคนิค มองในเนื้อหาลึกๆ แล้ว คุณค่าทางสังคมนี้อาตมาให้คะแนน ใครจะว่าอาตมาหลงก็ได้ อาตมาว่าคุ้ม
คนมีเงินก็ไม่มากนะ บางคนก็บอกว่ามีเงินร้อยหนึ่งพันหนึ่ง โอ้โห แบกข้าวของไป หาบไป บางคนเอารถเข็นไป ถามว่าไม่หนักหรือ?... เขาก็หัวเราะชอบใจต่างกับมุมทางโลกที่มอมเมา เปลืองผลาญ หรูหร่าฟู่ฟ่า
ก็ขออนุโมทนาพวกเราที่ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ก็ให้เจริญในทิศทางเช่นนี้แหละ อย่างเจตคติมุ่งหมายเช่นนี้ องค์รวมเช่นนี้ ก็พากเพียรทำไปเถอะ อาตมามีกำลังใจ สรุปแล้วเห็นว่าศาสนาพุทธเราต้องพยายาม ใครเห็นว่าอาตมาพาทำนี่ถูกต้องหรือเปล่า? อาตมาก็มั่นใจว่าถูกต้องแล้วเราก็ต้องพัฒนาให้งอกงามเกิดในประเทศไทย เราไม่อ้าขาผวาปีกไปต่างประเทศ เราไม่มีองค์ประกอบพอจะทำได้
ถ้าเรามีองค์ประกอบไปได้เราก็ไป เราไม่คิดว่าเราจะไม่ไปช่วย ได้ก็เอา แต่ไม่ได้ก็เอาตามเหตุปัจจัย
สรุปว่าพุทธศาสนามาถึง 2558 + 45 ปี = 2603 ปีแล้ว ที่ศาสนาพุทธเกิดมา แล้วเข้ามาเมืองไทย ตั้งแต่ พ.ศ.ยังไม่ถึง 1000 ดี ประเทศไทยนี่ไม่ถึงพันปี มาก่อนเกิดประเทศไทยอีก ศาสนาพุทธมาปักลงหยั่งลงแทนที่ ศาสนาผีกับศาสนาพราหมณ์ พอถึงวันนี้ศาสนาผีก็ลดลง เหลือศาสนาพราหมณ์ ก็น้อยลง แต่ยังเหลือเชื้อลึกๆ ทั้งพราหมณ์และผี ส่วนศาสนาที่มาแทนที่คือศาสนาทุนนิยม หรือศาสนาโลกีย์ ซึ่งแรงมากเสื่อมมาก มันเสื่อมเพราะอะไร อาตมาได้พยายามประมวลไว้ว่าความเสื่อมในศาสนาพุทธ ..ถ้าจะไม่เสื่อม ใน สรรค่าสร้างคน หน้า 34 บอกไว้ว่า พุทธศาสนาจะไม่เสื่อมถ้า 1 . ถ้าไม่แต่งตั้งบุคคลขึ้นมามีอำนาจ จนกลายเป็นรวมศูนย์อำนาจ อยู่ที่ตัวบุคคล แต่ถ้าแต่งตั้งบุคคลมามีอำนาจ แทนที่จะเป็นธรรมะเป็นอำนาจ ถ้ากำหนดเป็นธรรมเป็นใหญ่ จะมีองค์ประกอบเคลื่อนไหวไปตามกาล เท่าที่มีเหตุปัจจัยเป็นองค์ประกอบจริง ไม่ว่าที่ไหนเวลาใดก็แล้วแต่ แต่ถ้าไปแต่งตั้งตายตัวแล้ว ยิ่งรวมอำนาจไว้ทั้งประเทศเลย ก็ลบล้างบัญญัติที่พระพุทธเจ้าให้ไว้ ว่าพระพุทธเจ้าไม่แต่งตั้งใคร พระพุทธเจ้าให้ธรรมะเป็นศาสดา มันค้านแย้งคำสอนของพระพุทธเจ้าบทแรกเลย พระพุทธเจ้ายังอยู่ พระพุทธเจ้าเป็นใหญ่ ทุกคนก็ยอมยกให้ท่านจริงๆ ถ้าจะเลือกตั้งทุกปี พระพุทธเจ้าจะได้ทุกปี ทุก 5 ปี ไม่มีปัญหาเลย เป็นไปโดยธรรม แต่ถ้าพระพุทธเจ้าไม่อยู่แล้วอย่าไปตั้งใครแทน เป็นเรื่องย ิ่ งใหญ่มาก
อย่างพวกเราในอโศก ขณะนี้พวกเรายกให้อาตมา อาตมาก็ต้องระวังอย่างยิ่งไม่ให้เกิดเป็นอำนาจใหญ่ แล้วพวกเราจะเข้าใจว่าไม่แต่งตั้งใครเป็นใหญ่ แต่ยกให้แต่ละองค์ที่เก่งสามารถด้านต่างๆ เหมือนในสมัยพระพุทธเจ้า ตามเอตทัคคะทุกคนก็เข้าใจ แล้วก็ใช้งานอย่างเหมาะสมกับงาน ใช้คนให้เหมาะกับงาน แต่เดี๋ยวนี้เพี้ยนไป ออกนอกรีตศาสนาพุทธเด็ดขาดเลย นี่คือเสื่อมสำเร็จผลแล้ว 2 . ธรรมเนียมและพิธีบวชต้องถูกต้องตามธรรมวินัย และต้องบวชเพื่อนิพพาน แต่เดี๋ยวนี้บวชกัน แม้แต่ภาษาก็เพี้ยน นัตถิภันเต อามะภันเต กันไปเหมือนลิเกท่องบท เป็นนกแก้วนกขุนทองไป มันไปไกลมากเลย ถ้าไม่บวชเพื่อนิพพานอย่ามาบวชเลย เป็นการทำลายศาสนา ไปบวชเพื่ออาศัยเรียน บวชเพราะแก่ เพราะไม่อะไรทำ และบวชเล่นบวชหัว บวชเณรบวชพระแสนรูป นี่เอาของดีมาเล่น เพราะได้สวมชุดนี้เป็นธงชัยพระอรหันต์ พ่อแม่ก็ต้องยกมือไหว้ต้องกราบ แม้ในหลวงก็เคารพกราบด้วย เป็นเรื่องย ิ่ งใหญ่ แต่ทุกวันนี้เป็นเรื่องเล่นไปหมด แล้วก็ถือว่าเป็นการส่งเสริมรักษาศาสนาด้วย โดยไม่เข้าใจว่านี่คือการทำลายศาสนา คิดตื้นๆ เอาเด็กเล็กมาบวช บวชหาเงิน สรุปว่าต้องบวชเพื่อนิพพาน หากไม่บวชเพื่อนิพพานอย่ามาบวชเลย บวชแล้วทำลายศาสนา แล้วเขาว่า เป็นไปไม่ได้ แต่อาตมาก็พาทำอยู่ในยุคเดียวกันนี้ก็ยังได้เลย ไม่มีการบวชเล่นบวชลอง การบวช
3 . การฟังสวดทบทวนปาฏิโมกข์ต้องฟังกันรู้ความ เอาจริง แล้วผู้มีอาบัติต้องสำนึกจริง ต้องตรวจสอบปาฏิโมกข์ แต่ทุกวันนี้ท่องกันไม่รู้เรื่อง ผู้ท่องก็ท่องให้เร็ว ฟังไม่ทันเลย จบเร็ว เสร็จแล้วก็มีญาติโยมมาแย่งกันบริจาคทาน น้ำหวานเลี้ยง ถือว่าทำคุณอันยิ่งใหญ่ แต่ที่จริงยิ่งใหญ่ เพราะเป็นการตรวจสอบตนเอง แล้วก็เป็นการทบทวนคำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ให้ผิดเพี้ยนไป แต่ทุกวันนี้ปาฏิโมกข์ก็เล่นไปเป็นพิธีการไม่รู้เนื้อแท้
การยังชีพของภิกษุ สามเณรต้องไม่ผิดศีลผิดวินัย โดยเฉพาะจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ท่านตราธรรมนูญบทนี้เพราะให้เป็นจารีตของศาสนาของท่าน ต้องเว้นขาดจากอะไรบ้าง... นี้คือศีลของเธอประการหนึ่งสำหรับผู้มาเป็นภิกษุ แต่เดี๋ยวนี้ไม่รู้ศีลกันแล้ว รู้แต่วินัย 227 แล้วก็มาเถียงกันว่าวินัยของพระพุทธเจ้ามีแต่ 150 ส่วนอื่นไม่ใช่ ก็เถียงกัน แต่วินัยก็ต้องเอา แล้วต้องมีศีล แต่ทุกวันนี้ ไม่รู้กันแล้ว ศีล 5 ศีล 8 ก็ของฆราวาส ศีล 10 ของเณร แต่ศีลพระนี่ เขารู้ว่า 227 นี่รู้ที่ไหน จุลศีล 26 มัชฌิมศีล 10 มหาศีลอีก 7 ก็ไม่รู้เรื่อง มันหมดแล้วศาสนาพุทธ
พระพุทธเจ้าว่าไว้ในมหาศีล ป ระชาชน เขาให้โภชนะที่เขาเลี้ยงไว้แล้ว อาตมาแปลว่า ยังมีหน้าละเมิดศีลอีก ยังประพฤติเดรัจฉานวิชาอีก ก็หลักเกณฑ์จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีลนี่คือ ข้อปฏิบัติเพื่อให้เขาเลี้ยงไว้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่รู้แล้ว แล้วไม่ให้ป ระชาชน รู้ด้วย ถ้าขืนป ระชาชน รู้จะคว่ำบาตร เสียดายสิ่งประเสริฐแล้วไม่ช่วยกันบูรณะจะไปไหวหรือ? อาตมาก็พากเพียรต่อไป
6 . ทรัพยสินส่วนกลางสงฆ์ ต้ องมีไวยาว ั จกรจัดการ พระภิกษ ุ และสามเณรต้องไม่มีเงินทองเป็นของส่วนตัว ของพวกเรานี่ชัดแม้สิกขมาตุก็ไม่ต้องใช้เงินไม่มีเงินก็อยู่มาได้ 30 หรือ 40 ปี แล้ว ก็อยู่ต่อไปจนแก่เลยนะ ไม่ต้องร่ำร้องหรอกว่าจะไปจะมา ต้องขึ้นรถรา หรอก เราก็ได้ขึ้น ยิ่งมาถูกอย่างสาธารณโภคี อย่างพระพุทธเจ้าพาทำจะลงตัว ยุคสมัยพระพุทธเจ้า ฆราวาสไม่มีสาธารณโภคี เขาไม่ต้องนั่งรถก็ไม่ต้องร่ำร้อง แต่ยุคโน้นเดินไปเขาก็ไม่ร่ำร้อง เครื่องใช้ไม้สอยก็ไม่ร่ำร้อง แต่ยุคนี้ไม่ต้องร้องเลย ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้วเขาจะเลี้ยงไว้เลย ขนาดเขาไม่เข้าใจไม่นับถือสมณะอโศกเท่าไหร่นะ แต่ทางโลกเขานับถือกันมากนะพระนี่ ก็ขาดเหลืออะไรเขาก็นำมาให้มากมาย
อาตมาวางหลักเกณฑ์เลยว่าจะบริจาคได้อย่างน้อยต้องเข้าใจ ต้องเป็นสมาชิก ต้องให้เข้าใจเนื้อแท้อโศกว่าเป็นอย่างไร ต่างกับของเขาไหม เราจึงยอมรับเงินทองบริจาค นอกนั้นก็พึ่งพาอาศัยเป็นสังคมพุทธบริษัท 4 มีอุบาสก อุบาสิกาที่เป็นสมาชิกแท้ พุทธบริษัทคืออาริยชน บุคคล 4 บุคคล 8 ส่วนพุทธมามากะคือคนสนใจมาศึกษาพุทธ ส่วนพุทธศาสนิกชนก็มีชื่อว่าเป็นคนนับถือพุทธ แต่ไม่ได้เนื้อหาสาระของพุทธนอกจากพึ่งประเพณี หรืออาศัยเพื่อโลกียะ ได้โลกธรรมเท่านั้น ทางพลังงานลึกลับ ที่ถือว่าศาสนามีให้ มันค้านแย้งกับศาสนาหมดเลย
ต้องเรียนรู้กามคุณกับอัตตาและลดล้างได้จริง สองอย่างนี้ก็ต้องลดได้คือเนื้อแท้ของพุทธ พระพุทธเจ้าประกาศในธรรมะบทแรกคือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร มันเป็นโลกกาม โลกอัตตา ถ้าหมดสองโลกนี้ก็เป็นมัชฌิมา ไม่เอียงไปข้างในเลยไม่มี อั ต ตา กามนี่หยาบกว่าอัตตาก็ลดก่อน ไล่ไปก่อน ลดกามได้ก็ลดอัตตา พึ่งพากันไปเรื่อยๆ กามหมดก่อนแล้วก็เหลือแต่อัตตา เป็นอนาคามี จนหมดอัตตาก็คืออรหันต์ พระพุทธเจ้าสอนให้ทำกาม ทำอัตตาให้หมดไป
กามหรือโลกคืออำนาจ โลกาธิปไตย อัตตาคือยึด ก็เป็นอัตตาธิปไตย
ผู้เรียนรู้ลดโลกและอัตตาก็ได้ธรรมะ ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดได้ธรรมะก็ได้ความเป็นพระพุทธเจ้า มี DNA พุทธเป็นอนุพุทธะ ไปตามลำดับ จนเป็นพระพุทธเจ้า ต้องรู้ตั้งแต่พุทธองค์เล็ก ธรรมะของพระพุทธเจ้าว่าโลกุตรบุคคลเป็นเช่นนี้ก็คือลดกาม ที่หยาบก่อนคืออบาย ต้องเข้าใจโลกกามและโลกอัตตา ถ้าไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็นสภาวะที่ปรุงแต่งเป็นรูปนาม คืออะไรภายนอกกับจิตวิญญาณที่ไปติดยึดว่าเป็นของต้องได้ ต้องมี ต้องเป็น แล้วมันก็มีสิ่งที่ควรได้อาศัยเลี้ยงชีพ เป็นบริขารที่จะทำงานไม่ได้มีไว้เพื่ออวดอ้างเบ่งข่ม หรือฟาดหัวใครต่อใครไม่ใช่ มีไว้เพื่ออาศัยทำประโยชน์ให้ตน ถ้าตนมักน้อยติดยึดน้อยก็ไม่ใช้มาก แต่ไม่ได้ลดสมรรถนะขยัน มีเราก็สร้างสรรให้มากขึ้น อย่างเป็นของสำคัญที่ควรได้ ควรมีในสังคมที่จำเป็น ตามลำดับ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการโลกวิทู ไม่ได้หนีโลกอย่างที่เป็น
ความเสื่อมในโลกคือกาม คือโลกๆ สำหรับอัตตา คือพวกไม่เข้าใจอัตตาเป็นอัตตวาทุปาทาน ได้แค่อัตตาเป็นคำพูด แต่เนื้อแท้ไม่ได้ แล้วยอมรับอัตตาว่าคือปรมาตมัน เหมือนพระเจ้าตามศาสนาที่ไม่รู้อัตตาก็เป็นเช่นนั้น แล้ววิธีการคือทิ้งโลกคือกาม ก็คือศาสนาลัทธิง่ายๆ เข้าใจไม่ยากเขาทิ้งหนีเลย คนที่เท่ๆ ก็ทิ้งไปเข้าป่าเขาถ้ำเลย สะกดจิต นั่งสมาธิ แล้วสั่งจิตว่าเอ็งต้องทิ้ง อย่าไปดิ้น สะกดข่มจิต โดยไม่รู้ว่าคือวิธีสะกดจิตของตน
ส่วนทางโลกทางกามก็หาเรื่องบันเทิงครื้นเครง ส่วนทางที่เอาทั้งกามและอัตตามาหลอกคนก็เลวมากอย่างธรรมกายนี่เลวมาก ขอพูดตรงๆ เพราะหนามากพูดไปมีแต่ดันทุรังประชดประชัน เราบอกให้มาจนๆๆ เขาก็บอกว่าไปรวยๆๆๆ ยิ่งประชด อาตมาว่าเขาไม่เชื่อกรรมหรืออย่างไร สอนคนอื่นเท่มาก แต่ตนเองไม่ทำ ตนรู้หรือไม่กว่า กุหนาหลอกคน ลปนา ก็ไม่รู้
สายลืมตาก็เอากามกับอัตตามาหลอกคนให้นั่งหลับตา เอาแสงสว่างอาภัสสรา เขาก็สอนอบายมุขเหมือนกันทั้งทางนั่งหลับตาสองแบบ จริงๆ ชวนให้รวยจัดนี่ยอดมหาอบายมุข คุณก็ไม่รู้จัก ทางนั่งหลับตาก็สอนให้ขลัง แต่ขลังนี่และคือยอดอบายมุข เขาสอนให้ปลุกเสกเก่งมีเวทย์มนต์เก่งไปโน่น ทางหลับตานี่ยังรู้ง่าย มันโจ่งแจ้ง ไม่มอมเมาเท่าไหร่ เพราะมีมักน้อยสันโดษไปในตัวก็ทำลายไปทางจิตวิญญาณ แล้วทางนี้ ก็พร่าสว่างจิตวิญญาณแล้วยังหลอกให้ติดวัตถุอีก นี่คือความเสื่อมทางส่วนกลางที่ควบคุมอยู่ก็ผสมโลกกับอัตตา ตามสัดส่วนแต่ละวัด จะมีเนื้อหาธรรมะบ้างไหม คุณงามความดี สร้างสรร เสียสละ กตัญญูเป็นกัลยาณธรรม ซึ่งทุกลัทธิในโลกสอนกัลยาณธรรมทั้งสิ้น สอนอย่าเห็นแก่ตัว อย่ามีกิเลส แต่ไม่ได้มีจิตวิเคราะห์เรียนรู้กิเลส แบบพระพุทธเจ้าพาทำ
ทางสายอภิธรรมของพุทธเก่งในทางวิเคราะห์ภาษาอภิธรรม ไม่ใช่วิเคราะห์จิตนะ แต่วิเคราะห์ภาษาเก่ง แล้วเป้าเขาอยู่ที่ธรรมะ ไม่ใช่สภาวะจริง คำอธิบายของพระพุทธเจ้า ภาษาทุกตัวคือธรรมะ เพราะธรรมะคือทุกสิ่งทุกอย่าง ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา พวกอภิธรรมก็อธิบายเข้าธรรมะ เขาท่องเหตุปัจจัย ว่า เพราะมีส ิ่ งนั้นจึงมีสิ่งนี้ได้ครบ แต่ไม่เป็นสภาวะจิตจริง นี่คือ อัตตวาทุปาทาน ถ้าอยากจะฟังแบบนี้ต้องฟัง อ.สุจินต์ บริหารวณเขต นักรู้อภิธรรม เขาเผยแพร่กันทั่ว เขารู้อบายมุขทั้งสิ้น แต่ไม่รู้รวยหรูหราที่เป็นอบายมุข หรือว่าหลงจิตลึกลับก็คืออบายมุข เขาไม่รู้ การไปหลงอาเทสนาปาฏิหาริย์ อิทธิปาฏิหาริย์นี่คืออบายมุข มีมาเพื่อตัวกูของกู แล้วอยากได้ ถ้าคุณเองคุณเหาะได้ คุณจะได้อะไรไหม ก็รวยเละเลย อย่างแม่ชีที่ทำหยั่งรู้ใจคนก็รวยเละเลย ที่พูดนี่ ไม่ได้ริสยาและไม่อยากแข่ง ไม่ได้อยากเป็นอย่างที่พวกท่านเป็น นะ
เป็นเรื่องศาสนาที่ต้องแก้กลับ แล้วมาเรียนรู้ให้ดีเราทำงานมาจะเห็นว่า เราทำงานหนักและเยอะขึ้น คนเข้าใจเพิ่มขึ้น เพราะอาตมาถูกตรา ตั้งแต่เกิดเรื่อง เขาจะล้มให้อาตมาหายไปจากศาสนา อาตมาก็ยอมแพ้หมด แต่แพ้แล้วก็ไม่ตาย ดิ้นมาอยู่เรื่อย จนมาถึงวันนี้เห็นผลแล้วว่า คนที่แสวงหาจริงๆ เร ิ่ มเข้าใจแล้ว ที่เขาประกาศเพื่อตีทิ้งอาตมาหนักก็หมดฤทธิ์ไปเรื่อยๆ คนแสวงหามีปัญญา หรือคนไม่แสวงหาแต่มีปัญญาพอก็ค่อยเข้าใจดีขึ้นเรื่อยๆ แม้คนที่ไม่มีปัญญานัก แต่อาตมานำเอาพระไตรฯหลักฐานพระพุทธเจ้าอ้างอิง จึงพออยู่ได้ และเราปฏิบัติจริง เกิดความเป็นจริงของกลุ่มหมู่บุคคล จนมีพฤติกรรมแสดงไปในสังคม มีเหตุปัจจัยให้เขาไม่กล้าแย้ง เพราะเรามีสิ่งยืนยัน ทั้งหลักการพระพุทธเจ้าและพวกเราเป็นได้จริง ก็เลย พอไปรอดอยู่ได้
ยังเหลือแต่ว่าเราต้องมาพากเพียรหากแน่ใจว่าดี ถูกต้องก็มาช่วยกัน ปีนี้ อาตมาบรรยายปรมัตถธรรมเพ ิ่ มขึ้นเยอะเลย แล้วจะไปเรื่อยๆ ส ิ่ งที่เปิดไปเรื่อยๆ จะเป็นอุตริมนุสธรรม มีคุณวิเศษของพระพุทธเจ้า คนจะยิ่งเห็นว่า โพธิรักษ์มันบ้า อวดอุตริ อวดตนเองทุกวัน อาตมาก็เข้าใจเขา แต่คนที่เขาศึกษาติดตาม หรื อมีหลักฐาน ตามสื่อสารออกไป ไม่มีอะไรห้ามกันแล้ว ไม่มีอะไรปิดบัง เป็นสารสนเทศที่กระจายไปทั่วแล้ว อาตมาเคยเขียนเพลงอาริยะที่บอกว่าแม้จะปิดทวารทุกทวาร คุณก็รู้เรื่อง คุณก็เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น รับรส สัมผัส รู้ในจิตวิญญาณ
เรื่องอุตริมนุสธรรม คนเข้าใจว่า ผู้มีอุตริมนุสธรรมแล้วอวดไม่ได้เลย อุตริมนุสธรรมคืออะไร ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดผัวเขาเมียใคร ก็มี อุตริมนุสธรรม ในอาริยธรรมขั้นต้น มีตั้งแต่เร ิ่ มต้นทางกาย แม้ใจจะอย่าทำร้ายแต่กายวาจาไม่ทำ ก็ได้อุตริมนุสธรรมภายนอก ก็อวดได้ จะบอกว่าผมไม่ฆ่าสัตว์แล้วอวดไม่ได้ ปาราชิกนะ ยิ่งใจเราไม่มีเจตนาอยากฆ่าเลย แม้สัตว์จะมาทำร้ายเรา เราจะตายก็ตาม นั้นคือคุณมีอุตริมนุสธรรมแท้ในศีลข้อ 1 ถ้าคุณไปบอกใครว่าฉันไม่ฆ่าสัตว์แล้วเป็นการอวด แล้วบอกว่าอวดไม่ได้มันจะแคบไปไหม? หรือว่าเราบอกว่าไม่ใช่ของเราเราไม่เอา แล้วเราเป็นจริงด้วย จริงใจเลย ก็ว่าอวดอุตริมนุสธรรม นะ เข้าใจอุตริมนุสธรรมแค่ไหน เราไม่พูดปดเราก็มี อุตริมนุสธรรม เราไม่มีอบายมุข ก็อุตริมนุสธรรม ยิ่งสูงไปกว่านั้น ศีล 8 ที่นี่ ไม่เล่นดอกไม้ ไม่เอามาเป็นของขลังบูชาอะไร แม้ศีล 8 ก็มีเกณฑ์ของมัน เป็นรายละเอียดลึกซึ้ง เจตนาเราก็ทำเช่นนี้
เช่น ที่โต๊ะนี้ คนจัดก็ไม่ได้เรียนศิลปะอะไรมาจัดให้อาตมา คือเราก็รู้ว่านี่คือการประกอบกัน ถ้าเราจะมองว่าเกลี้ยงๆ ราบๆ ก็ดีอีกชนิดหนึ่ง อย่างประดับก็ดีอีกชนิดหนึ่ง อาตมาเรียนศิลปะมาก็รู้ สรุปแล้วความเข้าใจคุณวิเศษเข้าใจไม่ได้อวดไม่ได้ยิ่งเป็นฌาน สมาธิ ความสงบของจิตอวดไม่ได้ ไม่อวดด้วยภาษาแล้วแสดงถึงเหตุแห่งการเกิดสภาวะ ก็คืออวดอุตริฯ ทั้งนั้น มีทิฏฐิเพื่อให้เกิดผล มันก็ต้องอธิบายทิฏฐิเพื่อถึงผล ยิ่งอาตมาอธิบายว่านั่งหลับตานี้ผิดทาง มันต้องอย่างนี้ๆๆๆ นอกจากอวดแล้วยังข่มเขาอีก ว่าอย่างนั้นผิดอย่างนี้ถูก คนไม่เข้าใจก็ว่าไปตู่ไป คนเข้าใจว่าแม้มีในตนก็อย่าอวด หากไม่มีในตนแล้วอวดก็ปาราชิกเลย ก็เลยว่าอวดไม่ได้เลย ในอุตริมนุสธรรม ถ้าคุณมีแล้วต้องหุบปากเลย บอกทางเหตุผล หรือทิฏฐิความรู้เพื่อเป็นผลเป็นมรรคก็ไม่ได้ อวดทางปฏิบัติไม่ได้ อวดผลก็ไม่ได้ แม้บรรลุแล้วก็ตาม มันจะหายไปไหม...สูญไปไหมในโลกคือความคิดบ้าๆ เช่นนี้คิดออกได้อย่างไร แล้วประกาศว่าผู้บรรลุธรรมแล้วอวดไม่ได้เลย ใช้ภาษาว่า ถ้าอวดแล้วไม่ใช่ผู้บรรลุธรรม
แล้วผู้หลงว่าตนมี อันนี้พระพุทธเจ้าไม่ถือว่าผิด เขาหลงว่าเขามีแล้วเขาก็อวดก็ได้ แต่ถ้าเขาหลงแล้วไม่อวดก็ไม่เป็นไร แต่อวด แล้วพระพุทธเจ้าก็ไม่เอาผิด แต่หลงได้ครั้งแรกครั้งเดียวแล้วเขาจับได้ บอกคุณแล้วต่อไปคุณจะไปอวดอีก บอกว่าหลงอีกทีไม่ได้สองหลงไม่ได้
แล้วผู้มีอุตริมนุสธรรม เมื่อมีจะแสดงจะอวด คุณต้องอ่านใจตนว่าคุณอยากอวดหรือไม่ ถ้าอยากอวดแล้วอย่าแสดง เพราะคุณมีอยากไม่ดี ถ้าอยากแล้วจะเหลิงติดลม ต้องดูใจตนเอง นี่อยากอวดไม่เอาแต่ถ้าเราไม่อยากอวด ว่านี่ฌาน สมาธิ ผลนะ ถ้าตรวจใจตนว่าอยากต้องไม่แสดง แต่ถ้ารู้ใจตนว่าอยาก ต้องตั้งกำหนดให้ตนว่าอย่าเกินนะ เพราะมันจำเป็นต้องแสดง ถ้าประมาณตนถ่อมตน รู้สึกตนก็ไม่เสียหลาย ข้อสำคัญต้องรู้ใจตนว่าอย่ามีสาเฐยจิต อย่ามีใจอยากอวด การดูใจจึงสำคัญมาก สรุปแล้วคุณวิเศษนี่ ถ้ามีจริงก็ค่อยๆ ศึกษาเผยแพร่ส่งเสริมกันไป และเนื้อแท้ธรรมะพระพุทธเจ้า คืออุตริมนุสธรรม
เพราะถ้าเข้าใจว่าแม้มรรคหรือผลก็อวดไม่ได้ คนนั้นเป็นอุจเฉททิฏฐิ ในระดับปิดประตูมรรคผลนิพพานแล้วปิดกั้นคนอื่นด้วย หนักไหม? แล้วยิ่งอวดส ิ่ งที่ไม่ใช่เนื้อแท้ธรรมะเป็นเดรัจฉานวิชา ก็เป็นบาปวิบากนอกศาสนาพุทธไปมากมาย
ถ้าได้จริงแล้วห้ามแสดง แล้วที่ออกไปเป็นธรรมฑูตเอาอะไรไปแสดง อาตมาจึงบอกว่าของพระพุทธเจ้าคือโลกุตรธรรม นอกนั้นเป็นกัลยาณธรรม
โลหิจจสูตร (ผู้บรรลุธรรมแล้วควรบอกผู้อื่นหรือไม่)
โลหิจจพราหมณ์ มีทิฏฐิลามก ว่า “ผู้บรรลุแล้วไม่พึงบอกแก่ผู้อื่น เพราะคนอื่นจะทำอะไรแก่อีกคนหนึ่งได้ การบอกแก่คนอื่นจัดว่าเป็นความโลภที่เป็นบาป เปรียบเหมือนคนตัดเครื่องพันธนาการเก่าออกแล้ว กลับทำเครื่องพันธนาการใหม่... ฯลฯ ” . พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ย่อมมีคติ 2 คือ นรกหรือกำเนิดเดียรัจฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 358 )
อาตมาว่า ตอนนี้ศาสนาพุทธได้ฟื้นคืนชีพขึ้นแล้วในประเทศไทย แต่ก่อนนี้มันเกิดหรือ แล้วสังคมประเทศไทยเป็นอย่างนี้ได้อย่างไรกัน ปฏิวัติไม่รู้กี่ครั้ง แต่ถ้าปฏิวัติคราวนี้เสียของ ตั้งต้นไม่ได้ อาตมาว่า ประเทศไทยคงไปไม่ออกแล้ว ขนาดคอมมิวนิสต์ 72 ปี ก็ยอมแพ้ไปแล้วเหลือไม่กี่ประเทศที่ร่อยหรออ่อนแอจำนนไป แท้จริงก็มาเอา ประชาธิปไตย แล้ว ประชาธิปไตย ที่ไหนไม่ดีเท่าของพระพุทธเจ้า ท่านล้างความเป็นทาสเป็นวรรณะได้เด็ดขาดเลย ทุกแคว้นยอมให้ท่านหมดแล้วท่านก็ล้างศาสนาที่ยึดติดในยุคนั้นว่าศาสนาต้องออกป่า ท่านก็ให้อรหันต์ 60 องค์แรกเข้าสู่เมือง แม้ตัวท่านก็เข้าสู่เมือง ท่านทวนกระแสให้เห็นเลย ยุคโน้นท่านก็เคยเข้าป่า 6 ปี ก็รู้ว่าเป็นทางผิด ท่านพาทวนกระแสโลกยุคโน้นเลย แล้วท่านก็สอนในอัมพัฏฐสูตร เลยว่า เข้าป่าไปหาอาจารย์ในป่านี้เสื่อม ต้องเข้าเมือง เขาก็หาว่าอาตมาสอนนี้บ้าแล้ว อาตมาไม่เคยสอนธรรมะในป่าแล้วมั่นใจไหมว่า พวกเรามีบรรลุบ้างไหม?
ความเข้าใจของคนนี่มันกลับไม่รู้จะกลับอย่างไรเลย มันยากตรงที่เป็นคณะใหญ่ แล้วเชื่อถือกันมานานแล้ว แล้วชาตินี้อาตมาก็อาภัพ รูปไม่หล่อ พ่อไม่รวย ไม่มีอาจารย์สำนักไหน ไม่มีศิษย์พี่ ศิษย์น้องไม่มีเครื่องแสดงว่ามีธรรมะเลย แล้วเอามาจากไหน? อาตมาก็บอกจริงว่าเอามาจากชาติก่อน ก็ยิ่งหนักเขาว่าบ้าเลย อวดตัวเป็นพระพุทธเจ้า อาตมาก็ไม่เคยอวดเป็นพระพุทธเจ้า พออวดว่าเป็นโพธิสัตว์อีกเขาก็ไม่เข้าใจ ที่พูดนี่ไม่ได้น้อยใจนะ แต่ให้รู้ว่าชีวิตที่ทำงานศาสนานี่มันยากอย่างมหาศาลเลย
ต่อไปเป็นการตอบประเด็น
_สู่แดนธรรม...พูดเรื่องความมีและความไม่มี พ่อครูว่า... ในทิฏฐิ 62 หมู่ที่เป็นสัสตทิฏฐิคือเอาอดีตมาเป็นสิ่งมี อดีต 18 ทิฏฐิ ส่วนอีกพวกก็ด้นเดาไปในอนาคต มีจริงบ้างไม่จริงบ้าง ปั้นสร้างมาใส่ตนเอง อีก 44 ทิฏฐิ และใน 44 นี้ยังรวมเอาพวกเอานิพพานอีก 5 ( 18 + 44 = 62 )
ใน 44 ทิฏฐิ มีอีก 5 ซึ่ง 5 อย่างนี้ มีผู้ปฏิบัติที่เอาปัจจุบัน ถ้าไม่ศึกษาเลยจะเอากามเป็นนิพพาน เอากามเป็นนิพพาน 2-5 เป็นฌาน แบ่งเป็นฌานมิจฉาทิฏฐิ ยึดเอา ฌาน 1-4 เป็นนิพพาน ส่วนพวกสัมมาทิฏฐิ ไม่ยึดเอากาม เอาฌาน 1 - 4 เป็นนิพพาน ยึดเอาฌาน 1 เป็นนิพพาน ฌ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive