191218-085 อภิณหปัจจเวกขณ์-พ่อท่าน-สันติอโศก-ฬ004.txt
เนื้อหาในไฟล์
ขณะนี้เป็นเวลาก่อนฉันของเช้าวันที่ 18 ธันวาคมพุทธศักราช 2519 ต่อจากนี้ไปพ่อท่านพระโพธิรักษ์และได้นำหมู่พวกเราปัจจะเวกปัจจัยที่พุทธสถานสันติอโศกคำว่าเดินหมายความว่าพูดชมเพราะฉะนั้นเมื่อจะก้าวเดินถ้าไม่มีองค์ก็โพชฌงค์ก็เหมือนกับเราจะเดินแต่ไม่มีขาแล้วเดินไม่ออกก็เดินไม่ได้เพราะฉะนั้นเมื่อจะเดินเมื่อจะมีโทษชงมันจะก้าวเข้าไปสู่มรรคสู่ผลเราจึงจำเป็นจะต้องมีองค์แห่งการเดินองค์แห่งการเดินย่อมมีสติเป็นตัวประธาน มีสติทุกอย่างก็ไม่มีการเดินได้มีสติเป็นประธานและก็ใช้สติด้วยความพากเพียรไม่ใช่ปล่อยไปตามธรรมดาที่เคยชินถ้าเราเคยชินก็เป็นสติอันเคยชินที่มันจะทำตามที่เราเสพคุณมาแล้วตามที่เป็นอัตโนมัติมันแล้วมันก็จะเป็นอย่างนั้นอย่างนั้นอย่างเก่าไม่ได้แก้ไขเพราะการเดินโพชฌงค์นั้นจึงหมายความว่าเราจะก้าวขึ้นก้าวไปสู่ทิศก้าวเข้าไปหาจุดหมายปลายทางที่เรามีสัมมาทิฏฐิแล้วเมื่อมีสมาธิแล้วต้องเดินโปรดจงให้เต็มที่เรียกว่าสตินำเรียกต่อไปว่าสติปัฏฐานคืออย่างลงให้เป็นฐานะที่เราจะกระทำได้ คนบทบาทในการกระทำนอกจากจะมีสติมีวิริยะก็ห่มล้อมมีความเพียรที่จะมีสติจะทำงานตามที่เรารู้แล้วเราจะต้องเพียรมันไม่เพี้ยนมันไม่ขึ้นไม่เพี้ยนมันไม่ก้าวมันรู้ก็ทั้งรู้และมันจะอยู่อย่างนั้นแหละหยุดอยู่เฉยๆสติรู้ก็รู้ไม่มีวิริยะก็ส่งเสริมและไม่ได้พร้อมกันนั้นทำมาวิจัยจะต้องวิจัยซ้ำแล้วซ้ำเล่าวิจัยธรรมะให้รู้ดีให้ละเอียดยิ่งขึ้นเราจะรู้ชัดเจนอยู่ชัดเจนอยู่หรือเราจะรู้ชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีกสูงขึ้นไปอีกนี่เป็นบทแห่งการกระทำงานเพราะจง 7 3 3 บท 3 องค์นั้นต้นๆมีสติธรรมวิจยะและวิริยะจะทำงานห้อมล้อม จะทำงานเป็นองค์นำเป็นขบวนนำหน้าเราจะเป็นผู้ที่เกิดผลเกิดผลมีปิติมีประสิทธิภาพไปเป็นระดับๆเป็นลำดับเป็นอนุกรมเรียงไปทีเดียวมากเข้าก็เรียกว่าจิตเรา
อ่านต่อ
ได้และผลสุดก็เรียกว่าอุเบกขานั่นเป็นความสูงสุดที่เป็นโพชฌงค์แท้มีความหมายและมีเนื้อหาสาระของมันจริงเพราะฉะนั้นเราจะต้องพยายามอย่าให้สติเผลอทุกอิริยาบถทุกขณะกินทุกขณะอยู่ทุกขณะหลับนอนที่เป็นอริยบทจ่ายแล้วเราจะกินอยู่หลับนอนแล้วถ้ากินทั้งเป็นอยู่ทุกๆครั้งเราจะต้องรู้ขอบเขตของความใหญ่ กินเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียวในการปฏิบัติธรรมเพราะฉะนั้นเราจะต้องมีการพิจารณาตามการตั้งใจการกระทำด้วยรูปแบบการกระทำอะไรก็ตามแต่ที่จะทำให้เราเกิดสติในการที่จะกินกินมากกินเฟ้อกินจนกระทั่งตัวเราเองลำบากลำบนและกินเป็นกิเลสมากมายแม้แต่พระอรหันต์ก็ยังกินเป็นพระอรหันต์แล้วก็ยังจะต้องกินไม่ได้ตัดไม่ได้ขาดออกไปเพราะฉะนั้นมันมีสภาวะซ้อนเราจะรู้จะได้จะละเอียดลออเข้าไปเรื่อยๆลึกซึ้งเข้าไปเรื่อยๆแม้ที่สุดเรากินเหมือนมนุษย์ธรรมดาที่เขามีกิเลสแต่เราไร้กิเลสได้นั่นมันเป็นสภาพซ้อนมีในความไม่มีหรือไม่มีในความ นี่เป็นสภาพสูงมีภาษาซ้อนอยู่ในตัวแต่ความเป็นจริงที่เป็นสัจจะนั้นมันเป็นจริงได้มีในความไม่มีคืออย่างไรหรือไม่มีในความมีนั้นคืออย่างไรมันจึงเป็นสภาพลึกซึ้งสภาพแสงซ้อนไม่มีภาษาเรียกอีกแล้วจึงจะต้องทำถึงจะต้องปฏิบัติถึงจะต้องประพฤติเรียนรู้เข้าใจความจริงจนกระทั่งถึงผลที่สุดของเรานั่นแหละเป็นประเสริฐที่สุดที่เรามา