560621_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู เรื่อง วิปัสสนารู้กายให้ลึกซึ้ง.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
560621_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู เรื่อง วิปัสสนารู้กายให้ลึกซึ้ง พ่อครูว่า… วันที่ 21 มิถุนายน พศ. 2556 ที่ บวร สันติอโศก จัดรายการที่ ห้องกันเกรา สันติ อโศก รายการนี้มีธรรมะเป็นหลัก นอกนั้นก็มีสงครามสังคม และการเมืองอยู่ด้วย ก็มีทั้งช่วงบรรยายคนเดียว และตอบประเด็นจากทางบ้าน ได้ทุกประเด็น วันนี้ตั้งใจพูดประเด็นธรรมะที่คุณ 8705 ส่งมา แต่ก็อ่านของคนอื่นก่อน _0850242xxx … กำลังโกรธคนอยู่ ได้เข้าใจทุกขอริยสัจ เปลี่ยนจิตเลย ขอบคุณอย่างมาก พ่อครูว่า … แสดงว่าอ่านจิตเป็น เข้าใจ ทุกข์อาริยสัจจ์ อ่านโกรธเป็นแล้วเราก็รีบเปลี่ยนจิต ซึ่งเป็น วิกขัมภนปหาน ที่เป็นธรรมชาติของมนุษย์ อย่าให้มันออกมาข้างนอก แล้วจัดการให้มันหมดพลังก่อน แม้จะกำจัดไม่ได้ด้วยปัญญา ด้วย วิปัสสนาญาณ ถ้า ไม่วิปัสสนา กิเลสจะไม่ถูกำจัด ไม่ถูกสำรอกออกไป แต่ถ้าปฏิบัติตามหลักพระพุทธเจ้าก็จะสำรอกกิเลสได้อย่างแท้จริง สะอาดบริสุทธิ์ได้เลย แต่ถ้าไม่ลงถึงวิปัสสนา ก็ไม่สามารถเข้าถึงได้ _ 0867081xxx … วันอาทิตย์น ี้ จะไปเจอกลุ่มเพื่อนหน้ากากขาว ทิ่หน้าเมืองพัทยา 4โมงเย ็ นครับ _ 0824039xxx … เราอ่านดูฟังรู้คำอริยสัจ4 ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคแต่เรารู้จักแต่ตัวอักษร แต่ตัวทุกข์จริงๆ ของมันบางทีก็จับบ่ได้ ไล่บ่ทัน! เอวังน้อ! พ่อครูว่า… ก็เข้าใจแล้ว ก็ฝึกไป คือจับรู้อาการ อารมณ์ทุกข์ เช่นอารมณ์โกรธ นี่คือ อาริยสัจข้อแรก ทุกข์อยู่ที่จิต คนที่อ่านจิตเป็นแล้วพยายามหาเหตุที่พาทุกข์ แล้วกำจัดมันด้วย อริยสัจข้อที่ 5 มีการ ปหาน 5 เพื่อถึงนิโรธ คือทำให้กิเลสหายสูญไปได้เลย ผู้ที่สามารถเข้าถึงและะกำจัดกิเลสอย่างรู้ๆเห็นๆ เรียกว่า มี วิปัสสนาญาณ _ 0861025xxx … ฟังท่านสมณะอธิบายธรรมะวันนี้ โดนกิเลสม๊าก _ 08
อ่านต่อ
88705xxx … If anyone can get the wrong Dhamma out of Asoke! We will give him the Prize 20 millions Baht OK พ่อครูว่า … ถ้าใครสามารถหยิบเอาธรรมะผิดๆของอโศกออกไปได้ ก็คือจับโจรพร้อมของกลาง คือธรรมะ เอาออกไปให้ได้ เราจะให้รางวัลคุณ 20 ล้านบาทเลย นี่เลียนแบบโอ๊คเลยนะ _ 0888705xxx … Dhamma of Asoke is Vi-pas-sa-kid or Vi-pas-sa-nug... But is not Vi-pas-sa-na !!! OK พ่อครูว่า… 8705 วันนี้แปลงกายเป็นฝาหรั่งหรือ _0888705xxx … ฟังธรรมพธร. ให้รู้..ต้องปีนบันไดฟังเท่านั้น=ปีนบันใดลงไปฟังที่ก้นเหวลึก! พ่อครูว่า… การปีนเขาว่าปีนบันไดลงไปเหวลึก ก็ฟังเขาว่า ก็ไม่ได้เกิดจิตโกรธเคืองหวั่นไหว แต่ก็เข้าใจ ยิ่งคบหากันมานาน ก็ยิ่งเข้าใจ _0888705xxx สิกขมาตคนนี้นิสัยเสีย เพราะจะชอบพูดสอดคนอื่นที่กำลังพูดอยู่ตลอดรายการ! พ่อครูว่า… ก็ฟังไว้เขาว่าสอด ที่จริงผู้ดำเนินรายการเขาก็ต้องพูดอย่างนี้แหละ อาตมา สังเกตว่าตัวหนังสือของเขาสะกดคำว่า สิกขมาต ไม่มีสระอุ จึงตั้งข้อสังเกตว่าคนนี้เป็นคนเก่า จะเก่าอย่างไร ก็ติดตามพวกเราดี ก็ขอขยายความคำว่า "วิปัสสนา" ซึ่งเราปฏิบัติมาจริง ทั้งนักบวชและฆราวาส และก็มีพฤติภาพที่สัมผัสได้ แต่คุณ8705 ก็ว่านี่แค่วิปัสสนึก ไม่ใช่วิปัสสนา แต่เราก็ขอขยายความว่า วิปัสสนา เป็นวิชาของศาสนาพุทธ ศาสนาเดียว ศาสนาอื่นไม่มี เป็นวิชชาข้อที่ 1 ของ วิชชา 8 ถ้ามีก็เรียก วิปัสสนาญาณ ต้องเรียนรู้มาตั้งแต่ จรณะ 15 1 . ถึงพร้อมด้วยศีล 9 . ปรารภความเพียร 2 . คุ้มครองทวารอินทรีย์ 10 . สติอันเป็นอาริยะ 3 . ประมาณในโภชนา 11 . ปัญญา 4 . ประกอบความตื่น 12 . ปฐมฌาน 5 . ศรัทธา (เชื่อมั่น) 13 . ทุติยฌาน 6 . หิริ (ละอายต่อบาป) 14 . ตติยฌาน 7 . โอตตัปปะ (สะดุ้งบาป) 15 . จตุตถฌาน 8 . แทงตลอดในพหูสูต
ใน จรณะข้อที่ 5 - 11 เรียก สัทธรรม 7 ส่วนที่เหลือเป็นผลคือ ฌาน 1-4 ซึ่งเกิดจากการปฏิบัติใน สี่ข้อแรกของจรณะ ซึ่งมี การปฏิบัติที่ไม่ผิด อยู่สามข้อ( อปัณกปฏิปทา ) คือ สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ ผู้ที่ไม่เข้าใจก็ปฏิบัติสังวรอินทรีย์ไม่ครบทุกทวาร คือไปเอาแต่ในใจ เมื่อปิดทวารปฏิบัติ ก็ปฏิบัติ โภชเนมัตตัญญุตาไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับบริโภคนอก บริโภคใน เราก็เรียนรู้กิเลสที่เกิดจากการผัสสะ แล้วเราลดละกิเลสได้ ก็จะเป็นผู้ตื่นคือ ชาคริยานุโยคะ คือ ตื่นเริ่มจากตื่นจากความหลับใหล และมีนัยลึกซึ้งคือ ตื่นจากโลกีย์ มาสู่โลกุตระ รู้เรื่องรู้ราว มีปัญญา เมื่อ ปฏิบัติจรณะ ก็จะเกิด วิชชา 8 ซึ่งวิชชานี่ ก็จะเกิดไปพร้อมกัน เป็นสมังคีช่วยกัน เหมือนล้างมือด้วยมือ ล้างเท้าด้วยเท้า ศีลกับปัญญาช่วยกัน ช่วยจิตให้เกิดเรียกว่าลูก เป็น โอปปาติกะสัตว์ การเกิดก็คือ สัทธรรม 7 และ ฌาน 4 ก็คือ จิตเจโต และมีญาณปัญญา มีวิชชาประกอบไป ในขณะปฏิบัติอปัณกปฏิปทา แล้วก็เกิดฌาน 1-4 ภาษาว่าฌาน แต่ สภาวธรรม คือ ความสำรอกกิเลส ละหน่ายกิเลส และมี วิชชา 8 เกิดเป็นผลขั้นสุดยอด 1 . วิปัสสนาญาณ (ความรู้แจ้งเห็นจริง – หรือ รู้ความจริงในเหตุที่มีความจริงเกิด .. รู้กิเลสตายจริง อกุศลดับจริง) คือต้องสัมผัส สภาวะนามธรรม ไม่ใช่แค่นึกคิดเอาแต่ภาษา ตรรกะ อย่างที่ว่าเอาแต่วิปัสสนึก วิปัสสคิด 2 . มโนมยิทธิญาณ (ความมีฤทธิ์ทางจิต ที่จิตสามารถ เนรมิต “ความเกิด” อย่างใหม่ขึ้นมา ได้) คือมีฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยใจ ไม่ใช่ว่าใจมีฤทธิ์ไปหยั่งรู้ใจคนหรือมีอิทธิปาฏิหาริย์ต่างๆ 3 . อิทธิวิธญาณ (ความเก่งหลายอย่าง ในการที่ จิตมีอานุภาพ เพราะปราศจากกิเลสแล้ว ) คือมีความหลากหลายลึกซึ้งในวิธีการ 4 . ทิพโสตญาณ ( สามารถแยกแยะ การได้ยินสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้ง เช่น กิเลสปะปนมากับคำร่ำลือ กับเสียงที่เกินกว่าคนธรรมดาเขาจะรู้นัยยะได้) เป็นญาณวิเศษขั้นทิพย์ ขั้นละเอียด เก่งขึ้น 5 . เจโตปริยญาณ ( กำหนดรู้ความแตกต่างในจิตขั้นอื่นๆ ของตนได้รอบถ้วน ) ก็เป็นการตรวจสอบจิตตน ที่ทำให้กิเลสลด ได้เก่งขึ้น 6 . ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (การย้อนระลึกถึงการเกิดกิเลสเก่าก่อน มารู้อาริยสัจจะ จนหายโง่จากอวิชชา) ตรวจสอบระลึกถึงสิ่งที่ทำมาแล้ว ว่าเราได้ทำอย่างมีเหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย แล้วเราได้รู้ว่าเราได้จัดการกิเลสอย่างไร แพ้หรือชนะ 7 . จุตูปปาตญาณ ( รู้เห็นการเกิด-การดับของจิตที่ดับเชื้อกิเลส แล้วเกิดเป็นสัตว์ เทวดา หรือสัตว์อริยะ ) เห็นว่าเราดับกิเลส จะเรียกว่าดับจิตก็ได้ แต่ไม่ดับทื่อๆ คือดับแต่อกุศลเหตุ 8 . อาสวักขยญาณ ( ญาณที่รู้การหมดสิ้นอาสวะของตน ) ดับอาสวะจนตั้งมั่นถึง อนุตรจิต หลุดพ้นไปถึงขั้นปลาย ความหมายของวิปัสสนา ไม่ใช่แค่รู้แค่นึกคิด แต่ว่าผู้ปฏิบัติต้องมีปัสสนา หรือปัสสี คือเกิดรู้จากการผัสสะ เห็นจากของจริงไม่ว่ารูปธรรมหรือนามธรรม เห็นความจริงตามความเป็นจริง รู้อริยสัจ 4 คือ รู้ทั้งรูปและนาม รู้ถึงทุกข์ สมุทัย นิโรธ ผู้รู้อย่างนี้เรียกว่า วิปัสสนาญาณ เป็นทั้งต้น กลาง ปลาย เป็นญาณ ปัญญา ความรู้ ของพระพุทธเจ้า ท่านอธิบายถึง วิปัสสนาญาณ 9 (ในญาณ 16 ) คือความเกิดความดับแห่งนามรูป 4 . ( 1 ) อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ ( ญาณตามเห็นความเกิด- ความเสื่อมไปของกิเลส ของชาติ เวทนาสุขทุกข์ต่างๆ) เป็นญาณเบื้องต้น กิเลสยังไม่หาย เห็น อนิจจานุปัสสี คือ เห็นในนามธรรมที่ไม่เที่ยง ไม่คงที่ มันไม่อยู่กับเราถาวร กิเลสตัวนี้มันไม่อยู่ถาวร มันหายไป 5 .( 2 ) ภังคานุปัสสนาญาณ ( ญาณตามเห็นความสลายไป ของสังขารธรรม-ตัณหาปรุงแต่งทั้งหลาย) เห็นกิเลสดับ และมันดับเพราะมันดับตามธรรมชาติ ต่อจากนั้นจึงเห็นความไม่เที่ยง เพราะความสามารถ เพราะภาคปฏิบัติของเรา เป็นความไม่เที่ยงที่จริงกว่า แล้วกิเลสมันอยู่กับเราอยู่ แต่มันอยู่ในอนุสัย ที่เป็นอุปาทาน แต่มันเกิดดับในภาวะที่มันมาเป็นคราว และจะเห็นมันดับได้ชัดขึ้น 6 .( 3 ) ภยตูปัฏฐานญาณ ( ญาณอันเพ่งเห็น กิเลสสังขาร เป็นภัยอันน่ากลัว..) เพราะล้วนแต่ต้องสลายไป คือชัดจะมีญาณปัญญาเห็นว่า มันเป็นของไม่น่ายึดมั่น มันน่ากลัวนะ ที่เราไปหลงยึดมัน ชักไม่ไว้ใจ ซึ่งแต่ก่อนเราหลงติดยึดผูกมันเป็นเรา เป็นของเราเลย แต่ตอนนี้ชักไม่ค่อยแน่แล้ว มันจะเป็นตัวจริงของญาณเลย 7 .( 4 ) อาทีนวานุปัสสนาญาณ ( ญาณอันคำนึงเห็นโทษ) ต่อเนื่องมาจากการเห็นภัย เห็นเลยว่ามันมีอยู่ ก็เป็นภัยต่อเราและท่าน เป็นความเจริญของอธิปัญญาสิกขา ไม่ใช่บังคับให้มันเกิด แต่ทำไปมันจะเกิดตามปัจจัย และเมื่อปัญญาเจริญ ก็เป็นไฟฌาน ล้างกิเลส สลายกิเลส ได้อย่างมีวสี แล้วจะเกิด 8 .( 5 ) นิพพิทานุปัสสนาญาณ ( ญาณเห็นความน่าเบื่อ-หน่ายในกิเลส) เพราะสำนึกเห็นทั้งโทษและภัย เราหลงคบหากันมานาน เหมือนมีคู่รัก แต่ก่อนรักกันไม่พรากเลย แต่ตอนนี้ชักหนัก จะไปไหนก็ไป ไม่ดูดดึงแล้ว เกิดนิพพิทาญาณ จะถอยมัน เบื่อหน่าย จนกระทั่งได้ปล่อยคือ 9 .( 6 ) มุญจิตุกัมยตาญาณ ( ญาณรู้เห็น การเปลื้องปล่อยไปเสียจากโทษ-ภัยเหล่านั้น ) (อตัมมยตา) คือมันไม่มีอาการนั้นอยู่ในจิต เรามันก็จะโล่งเบา นี่คือความเจริญของญาณปัญญา เมื่อปล่อยก็สำเร็จหลุดพ้นได้จริง ไม่ได้อยู่ในจิตเรา อย่างไม่ได้ข่ม มีปัญญาพรากจากกันด้วยดีเลย กิเลสเขาก็ไปของเขา พูดโดยโวหารว่า ฆ่ากิเลสตาย ส่วนใครจะรับไป ก็ไม่ยัดเยียดไป ใครจะรับช่วงก็แล้วแต่ หนูไม่รู้ เมื่อทำได้ถึงขั้นนี้แล้ว 10 .( 7 ) ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ ( ญาณพิจารณาทบทวนถึง การปฏิบัติที่ปลดปล่อยได้) ก็ทำซ้ำอีกจนสำเร็จยิ่งขึ้น จะชัดว่าปฏิบัติแม้กิเลสตัวเดิมก็จะเร็วขึ้น เราต้องรักษาผลไว้ ใช่แล้ว เห็นเลยว่าไม่ได้กดข่ม แต่มีปัญญาทำให้กิเลสหมดได้จริง แล้วก็ทำซ้ำ อาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมังหรืออนุรักขณาปธาน ทำซ้ำทำให้แข็งแรง เป็นฌาน เป็นนิโรธ สั่งสมเป็นสมาธิ คือจิตตั้งมั่นเกิดทีหลัง เป็นอเนญชาเป็นอัปปนาสมาธิ 11 .( 8 )สังขารุเปกขาญาณ ( ญาณอันเป็นไปโดย ความเป็นกลาง วางเฉยต่อสังขารปรุงแต่งทั้งหลาย ) อุเบกขาคือ ธาตุจิตที่เราทำได้อย่างวิเศษ เป็นฐานนิพพาน คือจิตดับเหตุดับกิเลสได้ ก็หมดทุกข์ หมดสุข สั่งสมไปรักษาผลไป เราก็จะรู้จักสังขารและอุเบกขา ก็จะเกิดที่จิตเรา แม้เราจะสังขารเป็นอภิสังขาร จะปรุงแต่งด้วยเราเจตนาเป็นคนปรุงแต่ง แต่ไม่ได้มีกิเลสมาปรุงร่วม เราสามารถทำกิเลสให้ออกจากจิต เรารู้จักโครงสร้างของ สังกัปปะ 7 รู้จัก วจีสังขาร ที่ยังไม่ออกมาเป็นกาย-วจีกรรม และ สามารถควบคุมสังขารได้ จึงเรียกว่า อภิสังขาร หรือ วิสังขาร ถ้าของพระพุทธเจ้าเรียน อิทธาภิสังขาร คือสุดยอดแล้วปรุงแต่ง ยิ่งกว่า อภิสังขาร หรือ วิสังขาร ก็คือ ไม่มีกิเลสมาปรุง แต่งร่วมด้วย ใน อภิสังขาร 3 คือ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร และ อเนญชาภิสังขาร คือรู้จักปฏิบัติชำระกิเลสได้ เรียกปุญญาภิสังขาร สังขาร คือ การจัดแจงปรุงแต่ง ทำหน้าที่ หรือมนสิการ คือการ ทำโดยเจตนา ไม่ใช่ทำอย่างธรรมชาติ เ ล ยเป็นไตรลักษณ์ แบบสามัญลักษณ์ แต่อันนี้เป็น ปัจจัตตลักษณ์ คือ ทำให้กิเลสดับจนไม่เกิดอีก ไม่ตั้งอยู่ ถึงปานนั้นเลย ชำระไปเรื่อยๆ พออปุญญาภิสังขารคือ อเสขบุคคล คือไม่ต้องชำระกิเลสอีกแล้ว ทำได้แล้วก็สั่งสมผลเป็น อเนญชาภิสังขาร ให้เก่งขึ้น ให้ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว เจริญขึ้นเรื่อยๆ ตกผลึกไปเรื่อยๆ ตามความเป็นจริง ผู้สั่งสมสภาพนี้ไปเรื่อยๆ ก็จะปฏิบัติจิต ใน สังขารุเปกขาญาณ มีอุเบกขาคือ วางเฉย ที่มีคุณสมบัติ 5 อย่างของอุเบกขา มีทั้ง กัมมัญญา หรือคือ กายกัมมัญญตา คือ จิตเป็นจิตที่คล่องแคล่ว หรือความคล่องแห่งกาย แต่กายนี้คือ กองเวทนา สัญญา สังขาร ต้องถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ถ้าไม่ครบ พระพุทธเจ้าก็ไม่เซ็นให้ผ่านThesis เป็น ป.โท ป.เอก หรอก ในคำว่ากาย ซึ่งมีบาลีของพระพุทธเจ้าหลายคำ กายกลิ คือหมายความว่า กายนี้เป็นโทษ หรือ สิ่งชั่วช้าที่อยู่ในกาย คุณต้องเห็นว่าอะไรเป็น กลิ คือ กิเลส นั่นเอง คำว่ากายไม่ใช่คำว่าสรีระ คำว่า กาย ใน มหาสติปัฏฐาน (คือมีสติในฐานแห่งการปฏิบัติ) เราต้องอ่านให้ดี แม้แต่ใน อานาปานสติสูตร ท่านก็รวมในมหาสติปัฏฐาน ก็อธิบายกายใน แต่ท่านก็ไม่ได้ทิ้งกายนอก คนเขาว่ามหาสติปัฏฐานให้ตัดทิ้งกายนอก ซึ่งเป็นการปฏิบัติผิด เป็นสัญญาวิปลาส คือ นั่งสะกดจิต เอาแต่ลมหายใจเข้าออก ทำได้แต่ต้องมีการ เตวิชโช ถ้าไม่มีเตวิชโชในมหาสติปัฏฐาน ก็ต้องอยู่อย่างลืมตา ซึ่งเริ่มด้วย กายคตาสติ กายคตา คือสิ่งที่เป็นไปในกายของเรานี่แหละ กายคตาสติ คือ มีสติรู้องค์ประชุมของสิ่งที่เป็นไป ท่านแยกไว้ว่า ให้พิจารณาทั้งอิริยาบถ ทั้งการเปลี่ยนแปลงของกายภายนอก เรียกว่า รูปกาย แล้วพิจารณาต่อไปถึง นามกาย กายานุปัสสนา คือให้ มีสติพิจารณารู้กาย คือองค์ประชุม ที่มันเกิดสังขารกัน ตั้งแต่ ภายนอกปรุงแต่งกันอยู่ ของรูปนาม คุณก็ปฏิบัติ กายานุปัสสนา หรือ กายานุปัสสี จะเห็นกายต่อเนื่องไปเรื่อยๆ แล้วกำหนดรู้ตามความเป็นจริงไปเรื่อยๆ ตามลำดับ กายภาวนา คือเกิดผลในการอบรมกาย ไม่ใช่เอาแต่นั่งภาวนา ตัดกายนอกเลย กายสักขี ก็จะมี สภาพให้เรารู้เห็น อย่างไม่ใช่แค่คิดเอา แต่มีญาณรู้ อย่างมีตนอันเป็นพยาน เป็นตน หรือเรียกว่า อัตตา (คือสิ่งที่ยกขึ้นมา หรือสมมุติขึ้นมา) กายสักขีคือ มีหลักฐานความจริง เราจับหลักฐานได้เหมือนเขาก็กำลังค้นหลักฐาน กรณีคุณเอกยุทธ เราก็รู้แจ้งเห็นจริงใน กายายตนะ คือ เมื่อ สัมผัสก็จะเกิดรู้ ในญาณของเรา คือเป็นสิ่งเชื่อมให้เรารับรู้ได้ เมื่อปฏิบัติเราก็จะรู้สภาวะที่เป็นทุกข์ คือ กายฑหะ คือ ความเร่าร้อนแห่งกาย คือตัวที่พาเร่าร้อน ทำให้กายเราเร่าร้อน อีกอันหนึ่งคือ กายตปนะ เราก็จะ รู้ตัวเหล่านี้ คือ กายกลิ คือ ตัวโทษ ตัวชั่วช้า เรามีวิธีปฏิบัติกำจัดไปเรื่อยๆ จนเกิดผลอุเบกขา แล้วก็ทำซ้ำ จนเกิด สังขารุเปกขาญาณ ก็จะเกิดคุณสมบัติของ อุเบกขา 5 คือมี กายกัมมัญญตา อีกคำหนึ่งคือ กายปาคุญญตา คือมีนัยคล้ายกัน คือ เป็นของควรแห่งการงาน ของกอง เวทนา สัญญา สังขาร คือทำการงานที่เหมาะควรไปได้เรื่อยๆ เพราะ ทำงานอย่างไม่มีกิเลส ปรุงแต่งด้วย เป็นการงานที่ทำประโยชน์ ไม่ใช่เพื่อตน แต่ เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น อันเหมาะควรไปเรื่อยๆ จิตก็ปริโยทาตา ปริสุทธาไปเรื่อยๆ ปริสุทธา และ ปริโยทาตา นั้นก็บริสุทธิ์ มีนัยต่างกันไป แม้จะสัมผัสอยู่ จิตก็จะมีความตั้งมั่น แข็งแรง แน่วแน่ แนบแน่น ยิ่งเพิ่มสมรรถภาพสูงไปเรื่อยๆ อย่างห้ามไม่ได้ ถ้าเราทำถูกก็จะได้ผลเป็น สังขารุเปกขาญาณ คือ สังขารอย่างเราจะปรุงแต่ง กับคนอื่น ก็อนุโลม ยืดหยุ่นกับคนอื่นได้ แล้วก็จะมี 12 .( 9 ) สัจจานุโลมิกญาณ หรือ อนุโลมญาณ ญาณอันเป็น ไปโดย อนุโลมต่อชาวโลก ต่อสมมุติสัจจะทั้งหลาย โดยใช้ สัปปุริสธรรม 7 ที่รู้จักประมาณสัดส่วนต่างๆ ท่านจะไม่ประมาท เพราะรู้โทษภัย เราทำงานไม่ได้อยากได้ตอบแทน แล้วเราจะโลภไปทำไม ไม่ทำเกิน เพื่ออวดอ้างอย่างโลกียะ นอกจากคนไม่จริงก็จะมีแฝงอยู่ ยิ่งทำปริโยทาตา ยิ่งทำงานยิ่งสะอาด สามารถทนต่อสังขารปรุงแต่ง อนุโลมได้เก่งขึ้น อุเบกขาก็ยิ่งสั่งสมทวีคูณ จิตก็ยิ่งแคล่งคล่อง เป็นกายกัมมันยตา หรือกายปาคุณยตา เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมีสภาพจิตสงบก็เป็น กายปัสสัทธิ จิตก็แววไว มีมุทุภูตธาตุแววไวแคล่วคล่องขึ้น เมื่อสมบูรณ์ก็จะเป็น กายวิเวก แม้ ควงจักรผันก็วิเวก คนตาดีก็จะเห็น แต่คนตาไม่ดีก็เห็นตื้นๆเรา ที่มี ภาพการควงจักรผัน มาว่าไม่สงบ กายนี้คือ องค์ประชุมทั้งหมดของกาย วาจา ใจ ซึ่งแม้จะดูเผ็ดร้อนก็มีกายวิเวก เมื่อทำเก่งขึ้น ก็มี กายวิชัมภนะ คือ ความว่องไวของกาย (เวทนา สัญญา สังขาร) หรือ วิญญาณ ก็จะรวดเร็ว เป็น วิญญาณพรหม เป็น วิญญาณพระเจ้า ซึ่งสภาพพวกนี้เป็น กายสมังคี ไม่แยกกัน ทั้งเวทนา สัญญา สังขาร แม้จะมีรูปกาย (รูปคือ สิ่งที่ถูกรู้) และ ต้องมีธาตุรู้ ไปรู้ ถ้าไม่มีธาตุรู้ ถูกให้ตาย หรือสัมผัสให้ตาย ก็ไม่รู้ เช่น คุณนอนขี้เซา สัมผัสอย่างไรก็ไม่รู้ ไม่ว่าจะเป็นรูป เสียงกลิ่นรส เพราะธาตุรู้ไม่ทำงาน หรือยิ่งตายไปแล้วจะไปรู้อะไร ต่อไปเป็นการตอบประเด็น _คำถาม… หลายวันมานี้ฟังธรรมเรื่องคำว่า "กาย" ขอสรุปความเข้าใจที่มีต่อคำว่า กาย ดังนี้...รูปรูป คือรูปที่ถูกรู้ เช่น คน สัตว์สิ่งของ หรือมหาภูตรูป พ่อครูว่า … ถูกต้องในตัวมันเอง แต่คุณจะว่า รูปีรูปานิปัสสติ มันก็จะเป็น รูปรูป เพราะถ้าไม่มีใครไปรู้ มันก็ไม่รู้ ตัวมันเองมันไม่มีนาม หรือแม้จะเป็นคน ถ้าเขาไม่ดูตัวเอง แต่ไปรู้คนอื่นหรือสิ่งอื่น ก็เป็นรูปรูป ต้องครบองค์ 3 (รูป-นาม-กระทบกัน) จึงจะเกิด รูปรูป คืออันแรกที่กระทบ ถ้าจะเรียกว่า รูปกาย ก็ได้ มันเป็นองค์รวม มันเป็นสิ่งเดียวเท่านั้น ยังไม่มีสิ่งอื่น _คำถาม… นามรูป คือนามธรรมที่ถูกรู้ เช่น จิตเจตสิกเป็นต้น พ่อครูว่า … คือเราไปมีญาณปัญญา ไปรู้นามธรรมของเรา เช่น ใน สติปัฏฐาน 4 ท่านมีกายนอก แล้วเราก็กำหนดรู้สติปัฏฐาน รู้กายนอก แล้วเข้าไปหาใน พอเริ่มกระทบเข้าไปใน ก็เป็น อุปาทายรูป จากกายใน ก็ลึกเข้าในถึง กายในกาย เข้าไปอีก กายในกายก็เป็นนามขึ้นมา เราก็ไปรู้นามกายในกายอีกทีหนึ่ง นาม ก็คือ ธาตุรู้ ตอนนี้ธาตุรู้ ที่ถูกรู้ตัวแรก ที่จะถูกรู้ คือ สังขาร และ เวทนา เรา กำหนดรู้ปัจจุบันธรรม ขณะผัสสะสดๆ แต่ไม่ใช่อรูป ที่สำเร็จด้วยสัญญา แต่นี่คือตัวที่เราผัสสะสดๆ นามตัวแรกที่รู้กายในกาย ก็คือนามแล้ว มันรวมเป็นองค์ประชุมทั้งสังขารและเวทนา โดย สังขาร คือ การปรุงแต่ง แต่ว่า เวทนา คือ ลักษณะอารมณ์ ในกายในกายนี่แหละ ตัวที่ถูกรู้ จึงเรียกว่า "นามรูป" หรือเรียกว่า "รูปกาย" คือมันต่อมาจากข้างนอกแล้ว มาถูกรู้แล้ว ถ้า นามกาย ก็คือ คุณทิ้งตัวรูป ถ้าคุณยังไม่อยู่เหนือมัน คุณก็ทิ้งมันไม่ได้ คุณก็ต้องเรียนไปจนคุณเฉย ว่างได้ในภายนอก คุณจึง พิจารณาแต่ นามกาย คือเฉพาะนาม เพราะกิเลสที่เกิดจากข้างนอกหมดแล้ว คือ โอฬาริกอัตตา หรือ มโนมยอัตตา หมดแล้ว เหลือแต่ อรูปอัตตา คุณก็พิจารณาโดยไม่เกี่ยวกับข้างนอกได้ คืออยู่แต่เหมือนเราไม่อยู่ เรามีเหมือนกับ เราไม่มี รูปรูป คือที่เรากำหนดรู้จากภายนอก นามรูป คือสิ่งที่ถูกรู้อยู่ภายในจิต รูปกาย คือองค์รวม ส่วน นามกาย คือคุณหมดกิจที่จะต้องศึกษาจากภายนอกแล้ว _คำถาม… ส่วนอีกความหมายขององค์รวม ทั้งรูปและนาม เรียก นามกาย พ่อครูว่า … อันนี้สับสนอยู่ นามกาย คือ ไม่ต้องเกี่ยวเนื่องกับรูปนอก แล้ว แต่องค์รวมของนอกและในเรียก รูปกาย หรือ นามรูป _คำถาม… รูปราคะ อ่านจากกายใน แล้วกำจัดมัน ในขณะทำการงานอยู่ มีผัสสะอยู่ แต่อร ู ป นั้นเกิดตอนไม่มีผัสสะใช่ไหม พ่อครูว่า … อรูป ก็ ต้องมีผัสสะ แม้อรูปก็คือ กาม กับ รูป คุณผ่านแล้วจะไปทำอรูป และต้องถึงฐานะของเรา เช่น อนาคาฯ เป็นต้น แต่ว่าฐานโสดาฯ สกิทาฯ ให้ผ่านไปก่อน เพราะเป็นเรื่องละเอียดรู้ได้ยาก ถ้าเป็น อนาคามี ก็จะรู้ ที่จริงเป็นภาษาเท่านั้น ที่เรียก อรูปราคะ อย่างอนาคามีแม้อยู่ใน รูปาวจร เมื่อ ผัสสะแล้ว กามก็เกิด คือ มีอรูป คืออนาคามีเมื่อกระทบสัมผัสอย่างไร กิเลสก็ไม่เกิดในเรื่องกามกับรูป มีแต่อรูป เท่านั้นที่เหลือ โดยไม่ต้องสะกดจิตเข้าไปหาจิตใต้สำนึก อย่างนั้นไม่ชัด ของพระพุทธเจ้าให้สัมผัสชัดๆ แล้วมีญาณปัญญา เห็นแต่พฤติกรรมไม่แสดงออกภายนอกแล้ว ไม่เป็นพิษภัยกับใครแล้ว รูปราคะ คือ เมื่อ ผัสสะอยู่แล้วมันเกิด ก็กำจัดอยู่ แล้ว อรูปราคะ เกิดในขั้นตอนต่อไป รูปราคะมันต้องหยาบแรงกว่า ก็ปล่อยอรูปราคะก่อน ซึ่งอรูปคือ อาสวะแม้ไม่ผัสสะมันก็ทำงานอยู่ มันก็แตกตัวอยู่ เหมือนเชื้อยีสต์ทำงานอยู่ แต่อย่าไปกังวล เอาระดับรูปราคะก่อน _คำถาม… สำหรับคนธรรมดา ไม่ได้ปฏิบัติธรรม และไม่ได้ทำแบบฤาษี เวลามันฟุ้งแล้วหลงติดในความรู้ จิตนี้เรียกว่า วิญญานัญจายตนสัตว์ หรือไม่ พ่อครูว่า … คำว่า สัตว์วิญญานัญจายตนะ คือ สัตว์ขั้นอรูปพรหม ก็จริงๆ คุณต้องไปถึงขั้นอรูป มันจึงเกิดวิญญานัญจายตนสัตว์ ซึ่งภาษามันเหมือนใช่ว่ามีสัตว์ต่างๆออกมาเพ่นพ่านไปหมด แต่ว่าท่านกำหนดในขั้น อรูป คือ วิญญาณสะอาดแล้ว ข้ามอากาสาฯแล้ว คือ ว่างแล้ว แล้วก็ไปกำหนด ธาตุรู้ที่สะอาด คืออย่างไร คือ วิญญานัญจาฯ ส่วน อากิญจัญฯ คือ ให้ ไม่เหลือแม้เศษธุลีหมองธุลีเริง (รูป) ส่วน เนวสัญญานาสัญญาฯ (นาม) ก็ รู้จนไม่มีอะไรไม่รู้อีก เป็น สัญญาเวทยิตนิโรธ สมบูรณ์ _คำถาม… ชาวนากำลังเดือดร้อน กินข้าวแพง เมื่อไหร่ชาวอโศกจะเอาข้าวมาขายให้คลายเดือดร้อน พ่อครูว่า … ถ้ามีโอกาสก็จะทำ เราไปขายที่ลานพระบรมรูปฯมาในปีก่อน _คำถาม… ผมเป็นโรคจิตชนิดหนึ่งคือ ไบโพล่า คือคนรุนแรงอารมณ์ แปรปรวนสองขั้ว ผมอายุ 35 ปีแล้วจะบรรลุธรรมได้ไหม พ่อครูว่า … ปฏิบัติธรรมไปเองก่อน อย่าเพิ่งเข้ามาในนี้ ปฏิบัติได้ไม่ปิดบัง แต่ขอไว้ก่อนให้ทำเองไปก่อน แต่มาบ้างก็ได้ แต่อย่าคลุกคลีเกินกาล ขอบคุณ คุณบอกความจริงมา _คำถาม… ฟังธรรมพ่อครูเห็นชัดเจนกิเลสตน ขอบพระคุณครับ พ่อครูว่า … ดีมาก _คำถาม… การนอนกลางวันผิดศีลหากผิดข้อใด พ่อครูว่า … ก็ผิดข้อนอนไง ชาวอโศกเรากำหนด เราไม่ไปเที่ยวกลางคืน เราก็มีเวลาพักเวลาเพียร เรานอนหลับแต่หัวค่ำ ไม่นอนดึกดื่น หรอก _คำถาม… โดยส่วนตัวไม่ชอบ ถ้ามีคนยุ่งเรื่องส่วนตัว ผิดศีลไหมเป็นอุปสรรคการปฏิบัติธรรมหรือไม่ จะมีวิธีปฏิบัติลดละอย่างไร พ่อครูว่า … คุณก็ตั้งมาสิ เราต้องอยู่กับสังคม ยิ่งมาอยู่กับพวกเราสาธารณโภคี ถ้าคุณจะมาอยู่อย่างส่วนตัวก็ยาก เพราะต้องละตัวตน เป็นอุปสรรคการปฏิบัติธรรมแน่นอน จะมีวิธีปฏิบัติต้องมาเรียนรู้ว่าของข้าใครอย่าแตะ และเลิกยึดว่าเป็นของข้า _คำถาม… มีความเชื่อว่าหากมีสัตว์เลื้อยคลานเข้าบ้าน ถือว่าบ้านมีเคราะห์ต้องทำบุญสะเดาะเคราะห์ พ่อครูว่า … จะมีเคราะห์เพราะมันเข้ามาต้องเอาออกไป พุทธเราไม่ทำบุญสะเดาะเคราะห์หรอก อย่าให้ถูกหลอก _คำถาม… คำว่าวิญญานัญจายตนะ คำว่าวิญญาณหมายถึง วิญญาณทั่วไปไหม เป็นวิญญาณ 6 หรือไม่ มีที่สิ้นสุดหรือไม่ พ่อครูว่า … วิญญาณ คือ ธาตุรู้ คำว่า วิญญานัญจายตนฌาน คือ ยังเป็นอรูปสัตว์ ที่หมายถึง วิญญาณสะอาดแล้วผ่านรูปฌานแล้ว เหลือแต่ตรวจสอบกิเลส คำว่าวิญญาณคือ วิญญาณทั่วไป วิญญาณเป็นอรูปแล้ว เป็นวิญญาณทั้ง 6 แล้ว ที่สะอาดจากกาม-รูป-อรูป แล้ว เมื่อกระทบสัมผัสจะมีจิตแน่วแน่ไม่หวั่นไหว อเนญชา แน่ไหม นิจจัง ทุวัง สัสตัง ไหม ก็ค่อยๆเรียนไปจะค่อยๆเข้าใจ _คำถาม… ฟังลุงมาพูดให้ฟังว่า ทำไมพ่อครูไม่สอนให้ใช้จิตนำเป็นหลัก ใช้คำว่าใจมันไม่ลึกซึ้ง คนจะไม่เข้าใจ ดิฉันเข้าใจว่าพ่อครูสอนให้ปฏิบัติตามขั้นตอนก็จะรู้ไปเอง แต่ลุงมาเตือนทั้งบอกให้ปฏิบัติได้ด้วยดี คุณลุงทานมัง สวิรัติ มา 40 กว่าปีแล้วเอาก๋วยเตี๋ยวมาเลี้ยงบ่อยๆ ลุงว่าชอบทำบุญกับคนมีศีล ก็ขอบคุณท่าน พ่อครูว่า … ใจ กับ จิต มันคนละตัว แต่มัน สภาวะเดียวกัน เขาก็เจตนาให้เข้าถึงคำว่าจิตและใจ คำว่าใจดูห่าง แต่จิตดูลึก ก็ไม่ต้องแย้งหรอก ใช้คำว่าจิตก็ดี _คำถาม… บ่อยครั้งที่ฟุ้งซ่าน ก็คิดถึงคนที่ฟุ้งซ่าน พูดไปเรื่อยๆ ที่เขามักพูดไปเรื่อย เปิดไปหมด ทำรู้ไปหมด แต่อยู่ใกล้แล้วปวดหัว ชอบสาวไส้ให้คนอื่นรู้ แสดงเหมือนชาล้นถ้วย พ่อครูว่า … ก็บอกผู้ใหญ่ บอกด้วยเมตตา อย่าบอกด้วยส่อเสียด ก็บอกข้อมูลกันอย่าใส่ไข่ อย่าชิงชัง ให้รายงานผู้ใหญ่ _คำถาม… อธิบาย ศีลพตปรามาส ให้หน่อยครับ พ่อครูว่า … ศีลพตปรามาส เป็นสังโยชน์ข้อ 3 ต่างจาก ศีลพตุปาทาน ซึ่งก็ปฏิบัต ิ ไม่ได้ผลทั้งคู่ แต่ว่า ศีลพตุปาทาน ยังไม่มีสัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติตามโลก หรือหมู่พาทำ แต่ว่า ศีลพตปรามาส ผ่านสังโยชน์สองแล้ว รู้จัดตัวตนกิเลสแล้ว พ้นวิจิกิจฉาสังโยชน์ แต่ยังลูบคลำกิเลส อยู่ ไอ้หนูอยู่กับข้า ไม่เอาจริงเอาจัง จัดการมันเสียที ถ้าไม่เอาจริงจนมันลดละได้ ถ้าคุณทำให้กิเลสตัวที่คุณรู้แล้ว รู้สักกายะแล้ว ก็ทำให้มันลดได้ก็คือ พ้นศีลพตปรามาส ก็เข้าเขตโสดาบัน ไปเรื่อยๆ _คำถาม… คนตายแล้วจะไม่รู้ตัวหรือรู้ตัว พ่อครูว่า … คนตายไม่รู้ตัวหรอก มีแต่จะรับทุกข์ มีสุขได้แวบหนึ่ง เสร็จแล้ววิบากจริงมันจะแสวงหา แต่มันแสวงหาไม่ได้ดังอุปาทาน แล้วคุณก็นึกว่าคุณมี คุณไม่รู้ตัว จึงตกในนรกที่แสวงหา ถ้าคุณรู้ว่าคุณตายคุณก็ไม่ต้องแสวงหา แต่ความจริงไม่ใช่ ขนาดนอนหลับคุณก็ไม่รู้ตัว แต่ถ้านอนหลับๆตื่นๆก็พอรู้ตัว แต่ว่านอนหลับลึกไม่รู้หรอก อย่าเดา อย่าเล่าเพี้ยนไปมากมาย แต่ก่อนมีนิยายที่ฝรั่งเขียนมาแปลเป็นไทย ชื่อเรื่องกายทิพย์ ว่าตายแล้วไปอยู่ในเมืองทิพย์มากมาย แต่ทุกวันนี้รู้แล้วว่าโลกเขามีนิทานมากมาย _คำถาม… สัญญาจัดเข้าในปฏิจจสมุปบาทหรือไม่ พ่อครูว่า … ใน ปฏิจจสมุปบาท ท่านแจกไว้ในเรื่อง นาม จะมี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ส่วน รูป คือ มหาภูตรูป และรูปท
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive