560122_สงครามสังคมฯ โดยพ่อท่าน เรืองสัมมาทิฏฐิ ๑๐ แท้ของพุทธ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์341 KB
วันที่แก้ไข2 มีนาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

560122_รายการสงครามสังคมฯ โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ เรื่อง สัมมาทิฏฐิ 10 แท้ของพุทธ ที่สันติอโศก วันที่ 22 มกราคม 2556 พ่อครูเกริ่นที่ห้องกันเกรา สันติฯ วันที่ 22 มกราคม 2556 ว่า ....ได้ค้างเอาไว้ในเรื่องของทิฏฐิ 10 เป็นเรื่องที่สำคัญมากถ้าความเห็นไม่สัมมาแล้วปฏิบัติธรรมให้ตาย ก็ไม่ถึงนิพพาน เพราะผิดตั้งแต่บทแรก จึงต้องทำความเข้าใจให้ดีเป็นปฐม วันนี้จะนำเอา sms มาอ่านให้ฟังอย่าง _ 0838677xxx วิภวตัณหาตีความไปคนละเรื่องนอกคำสอนเลยศึกษาดีๆ ซึ่งอาตมาก็เข้าใจสิ่งที่เขาสอนกัน แต่อาตมาก็มีความเห็นต่างว่าอย่างนั้นยังไม่ใช่ และแย้งอย่างไม่ได้เพื่อเอาชนะหรือให้โก้หรูแต่อย่างใด เพราะคำว่าวิภวภพนั้น คำว่าวิ คือไม่ ในตัณหา 3 ถ้าปรารถนามีกามก็คือกามตัณหา ในภวตัณหา คือ รูปาวจร อรูปาวจร ถ้าไล่ไปตามล้างภพทั้ง 3 นั้น จึงเป็นความถูกต้องที่แท้จริง อย่างที่ท่านสอนนั้น อาตมาก็เข้าใจว่า อย่างนั้นท่านไม่ได้ดับมาตั้งแต่กามภพไล่เรียงมา _0838677xxx สิ่งที่อโศกคุยว่าลดละเลิกได้ก็ไม่ได้ต่างกับสำนักอื่นแต่คุยอวดมากกว่า แต่อาตมาว่าต่าง แต่ที่บอกว่าเราคุยอวดได้มากกว่านั้นเพราะเรามีมา _0867081xxx เรียนรู้ฝึกฝนตามแนวทางอโศกพ่อครูสอนให้เข้าใจความเป็นจริงของชีวิตคุณจะพบความสุขนะครับ4424 _0814727xxx โพธิรักอ้างคำสอนเพื่อรองรับสิ่งที่ตนทำโดยไม่ได้ทำตามคำสอน _0815371xxx เจริญธรรมสำนึกดีพี่น้องชาวอโศกทุกท่านสิ่งที่ปฎิบัติอยู่มันยากที่คนดูจากSMS4424ก็รู้ว่าใจสูงหรือต่ำใจ สะอาดหรือสกปรก ดิ้นพราดเลยธรรดาจะเข้าใจครับ _ 0861214xxx การฟังเทศน์อาตมาต้องฟังด้วยจิตพินิจจึงจะเข้าใจเพราะไม่ใช่การเทศน์ให้ลุ่มหลงอย่างที่คนทั่วไปคุ้นชินจ้ะ _ 0849181xxx ระยะทางพิสูจน์ม้ากาลเวลาพิสูจน์คน มาเข้าเรื่องของทิฏฐิ 10

อ่านต่อ

1. สัมมาทิฏฐิข้อแรกคือ ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ ทินนัง) คำว่าทาน เป็นทานที่ทำแล้ว ให้แล้ว ทานที่ปฏิบัติสำเร็จแล้ว แล้วไม่ได้เกิดผลชำระกิเลสให้เกิดความหนายคลาย ซึ่งในสังคมก็ไม่มีการสอนให้ทำใจให้ละกิเลสในการทาน มีแต่สอนให้ขอ คือการทำใจให้มีความโลภสูงขึ้น ให้รวยมากๆให้ได้บุญใหญ่ ยิ่งทำยิ่งความโลภยิ่งมาก เพราะทำใจในใจไม่เป็น คือทำจิตให้ลดละกิเลสไม่เป็น บุญกิริยาวัตถุ ที่คือของพระพุทธเจ้ามี 3 ประการคือ 1. ทานมัย (บุญสำเร็จด้วยการให้ - การสละออก) 2. ศีลมัย (บุญสำเร็จด้วยการชำระล้างกิเลสออก) 3. ภาวนามัย (บุญสำเร็จด้วยการทำผลเจริญให้จิต) แต่ที่เขาทำกันทุกวันนี้เป็นเรื่องผิดที่ทำให้ใหญ่โต เป็นการบำรุงบำเรอกิเลสให้หนาให้ใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ 2. ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) 3. สังเวย(เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) คือการทำเพื่อให้เกิดสิ่งเจริญงอกงาม สิ่งที่จะทำให้เจริญคือการลดละกิเลส คือการทำ ทาน ศีล ภาวนา คือให้เกิดผลลดกิเลส โดยการใช้ อนุปัสสี 4 1. อนิจจานุปัสสี (ตามเห็นความไม่เที่ยงของกิเลสตัณหา) 2. วิราคานุปัสสี (ตามเห็นความจางคลายของกิเลส) 3. นิโรธานุปัสสี (ตามเห็นความดับของสัตว์กิเลสตัณหา) 4. ปฏินิสสัคคานุปัสสี (เห็นการย้อนทวนกลับไปสลัดคืน) 4. ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) จะเห็นจากกรรมที่เราทำ ว่าจะทำให้ลดกิเลสหรือเพิ่มกิเลส จะเป็นโลกียธรรมหรือโลกุตรธรรม ก็รู้จากกรรม 5. โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ การไม่สามารถทำให้หยุดวนได้เพราะจิตยังมีเหตุคือโลกสมุทัยอยู่ จนกว่าจะดับสมุทัยได้ คือมีนิโรธ ก็ได้โลกนิโรธ จะไม่วนอีกต่อไป จะมีโลกดับ คำว่าปรโลกถ้าอธิบายว่าคือการตายไปอยู่ในโลกที่เป็นการตายเกิดทางร่างกายในภายหน้านั้นไม่ถูกทาง ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านไม่สอน ท่านสอนภพหรือโลกในปัจจุบันขณะ คำว่าโลกนี้คือคุณวนอยู่ในโลกีย์ด้วยอวิชชา มีสุขทุกข์แบบโลกีย์ ได้โลกธรรมก็สุข ได้กามได้อัตตาก็สุข ทุกคนในโลกีย์ก็เป็นแบบนี้ไม่เว้นแม้แต่พระพุทธเจ้า พอรู้แล้วก็ออกมา คือมาอยู่ใน (6) 6. โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ คือโลกที่ไม่ต้องไปวนเวียนสุขทุกข์เพราะโลกธรรม กามหรืออัตตา ซึ่งต้องทำตามลำดับ ผู้ที่รู้ก็จะดับโลกสมุทัย จะไม่เกิดสุขทุกข์แบบโลกีย์อีกแล้ว มีแต่ความว่างสบาย ตัวเหตุปัจจัยของตัวตนหมด 7-10. อัตถิ มาตา; อัตถิ ปิตา; อัตถิ สัตตา โอปปาติกา; อัตถิ โลเก สมณพราหมณา ส้มมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัง จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยังอภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ อาตมาได้อธิบายถึงจิตของสัตว์โอปปาติกะ ในคนที่ปฏิบัติศีล เริ่มต้นที่ศีล 5 แล้วเรียนรู้ที่จะอ่านจิต ในขณะปฏิบัติลดกิเลส ขณะปฏิบัติศีล โดยมีปัญญารู้ ศีลเป็นแม่ ปัญญาเป็นพ่อ มาล้างทั้งสัตว์นรกและเทวดาสมมุติ คือสมมุติเทพ ซึ่งคือจิตที่เสพสุข ซึ่งเป็นสุขเท็จ ปฏิบัติตั้งแต่ศีล 5 ละเลิกจากการติด โดยมีปัญญารู้แจ้งรู้จริงตาม ปัญญาจะทำการดับสังโยชน์คือเครื่องผูกสัตว์ ถ้าทำตามจารีตประเพณี ทำศีลอย่างตามๆกันมา ก็จะไม่ได้ผลในการลดละกิเลสได้ ต่อไปเป็นการตอบปัญหา และประเด็นที่ส่งมา _มีผู้นั่งสมาธิเป็นเวลาหลายร้อยหลายพัน ชม.เป็นพระอาริยะ โสดาฯ สกิทาฯ เป็นได้ไหม?... ตอบ..การนั่งสมาธิหลับตาเป็นอุปการะบ้าง แต่ไม่ใช่วิธีของพุทธ เป็นวิธีที่ทำกันมาทั่วไป ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิไม่พาบรรลุธรรม แต่ถ้าผู้ที่สัมมาทิฏฐิแล้วการนั่งสมาธิจะช่วยได้ เป็นการปฏิบัติในภพ ซึ่งไม่ใช่การลดกิเลสที่แท้จริง ของพระพุทธเจ้านั้นให้ปฏิบัติอย่าง กาเยนะผุสิตะวาวิหารติ คือ มีกายสัมผัสอยู่รู้กิเลสในปัจจุบันขณะที่ผัสสะ ประโยชน์ของการฝึกสมาธิแบบสะกดจิตให้สงบ ( เจโตสมถะ ) 1. ได้พักผ่อนแบบสงบจิต 2. ศึกษาเพิ่มทักษะในเจโตสมถะ และใช้ตรวจอ่านภาวะจิตต่างๆ ใน ภวังค์ 3. เอื้อให้ปฏิบัติเตวิชโช (ทบทวน) ได้อย่างดี เตวิชโช มี 3 ข้อคือ 1. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (การย้อนระลึกถึงการเกิดกิเลสเก่า ก่อนมารู้อาริยสัจจะจนหายโง่จากอวิชชา) 2. จุตูปปาตญาณ (รู้เห็นการเกิด-การดับของจิตที่ดับเชื้อกิเลส แล้ว เกิดเป็นสัตว์เทวดา หรือสัตว์อริยะ) 3. อาสวักขยญาณ (ญาณที่รู้การหมดสิ้นอาสวะของตน) สร้างพลังทางจิต ที่จะนำไปทำฤทธิ์ต่างๆ (แต่ฤทธิ์ในพุทธศาสนา หมายถึง ฤทธิ์ที่พาไปสู่การดับระงับกิเลส เพื่อนิโรธ-นิพพาน) ข้อนี้ไม่แนะนำให้ปฏิบัติ เพราะเป็นสิ่งที่พระองค์ทรงเห็นโทษภัยจึง อึดอัด(อัฏฏิยามิ) ระอา(หรายามิ) เกลียดชัง(ชิคุจฉามิ) ในอิทธิปาฏิหาริย์และอาเทสนาปาฏิหาริย์ แต่ทรงยกย่องให้สอน ให้ทำใจ ให้เข้าถึงอนุสาสนีปาฏิหาริย์ การปฏิบัติสัมมาสมาธิของพระอาริยะต้องมีผัสสะเป็นปัจจัย ดังนั้นที่ถามมา ถ้าผู้ใดปฏิบัติถูก ก็นั่งหลับตาไปตรวจสอบตนเองก็ใช้ แต่ถ้าไม่สัมาทิฏฐิ ก็จะได้มิจฉาสมาธิแทน _เมื่อเราสัมมาทิฏฐิเราก็ปฏิบัติแค่รู้แค่ทางทวาร 6 เวทนา 3 ทำไมต้องรู้หมวดธรรมต่างๆมากมาย… ตอบ… ก็รู้แค่นั้นก็ปฏิบัติแค่นั้น ถ้าเรารู้ละเอียดมากขึ้นจะได้รู้ว่าเราปฏิบัติได้ละเอียดขึ้น อย่างเวทนา 3 ถ้าเรารู้ในเวทนา 108 เราก็จะรู้ทั้ง ส่วนอดีต ส่วนอนาคต เราก็จะรู้ชัดเจน ส่งเสริมให้เราปฏิบัติได้ _ขอบอกพระมหา 4424 ด้วยว่า เปรียญธรรม 9 เอามาวัดความเป็นคนดีไม่ได้.... ตอบ… คุณจะเดาเอาหรือรู้ความจริงก็ไม่รู้ ...แต่ถ้าปฏิบัติสัมมาทิฏฐิ เปรียญ 9 ก็ยิ่งส่งเสริมในการปฏิบัติ แต่ถ้าไม่สัมมานั้น ก็ไม่มีประโยชน์ หรือแม้รู้แต่ไม่ได้ปฏิบัติอย่างถูกทางก็ไม่พ้นศีลพตปรามาส คุณก็ไม่พ้นสังโยชน์ข้อ 1 _เวลาในโลกทางจิตกับเวลาในโลกเท่ากันไหม.... ตอบ...เวลาในจิตที่มีนรกสวรรค์นั้นเอาเวลาทางโลกไปจับไม่ได้ _มีคนบอกว่า เสรี ก็เป็นคนของทักษิณที่มาตัดคะแนนสุขุมพันธ์.. ตอบ....อาตมาไม่ได้มองอย่างเกมทางการเมือง ไม่มองว่าใครจะมาตัดคะแนนใคร ไม่เกี่ยง มีแต่จะทำงานเพื่อสังคม ก็มีความเห็นว่า ผู้ว่าฯกทมต้องมีคนใดคนหนึ่ง ซึ่งใครจะเล่นเล่ห์หรือตัดคะแนนก็แล้วแต่ แต่อาตมามุ่งที่คนไหนเหมาะที่จะมาเป็นผู้ว่าฯ ก็ไม่รู้ก็ดูไป แต่เท่าที่มีก็เห็นว่า คุณเสรีพิสุทธิ์ เหมาะสมที่จะเป็นผู้ว่า ก็บอกไปตามความจริง เราตรงๆซื่อๆในจุดสำคัญที่มุ่งหมาย มองที่คน แล้วจริงหรือไม่ก็ไม่รู้ แล้วก็จะไม่ถามคุณเสรีด้วย ผิดถูกก็คือเรามีวิจารณญาณ และมั่นใจว่าไม่ผิด _ภูผาฯหนาวแล้ว อย่าลืมแอ่วหาเด้อ.... ตอบ..อาตมาก็แจ้งล่วงหน้าว่า ไม่ได้ไปฉลองหนาวในปีนี้เพราะความไม่เหมาะสมหลายประการ ขอบอกว่า เราได้เงินจากการทำงานขยะ เอามาทำ FMTV ซึ่งรายได้จริงคือได้มาจากขยะ คนอาจไม่เชื่อแต่เป็นจริง แต่ก่อนเรามีโฆษณา แต่ไม่เหมาะกับการปฏิบัติธรรม เราก็เลือกสินค้ามาออก ต่อมาเราก็ไม่เอาโฆษณา เราช่วยกันทำเพื่อให้ออกทีวีดาวเทียมได้ มีทั้ง NSS 6และ Thaicom ซึ่งพวกเราปรึกษากันก็พอถูไถไปได้ _ดิฉันไปที่สขจ มีจนท บอกราคาของว่า 100 บาท คาดว่าสมณะบอก เรียนถามว่า สมณะตั้งราคาของได้ไหม....แต่ก็น่าจะได้เพราะไม่ได้ขายของ… ตอบ...สมณะเราก็ไปเสริมแยกขยะกัน ในเรื่องขายตั้งราคา เขาก็ถามมาพระก็ไม่ได้ไปกำหนดราคาอะไร ก็อาจจะได้ยินมา _เวลาตากระทบรูป ถ้ายังไม่ละสายตาไป ความสุขก็หายไปแล้ว...แล้วความสุขก็ยังอยู่....เราจะใช้มรรค 8 หรือโพชฌงค์ 7 ในการปฏิบัติ… ตอบ.... ก็ได้ เห็นความไม่เที่ยงของมัน ของจริงมันไม่มีแล้ว มีแต่ของจำ ที่สุขด้วยการสัมผัสนั้น มันไม่มีแล้ว สัมผัสอยู่มันก็หายไปแล้ว ...ให้อ่านอารมณ์ ว่าสัมผัสแล้วอาการสุขมันแวบเดียวมันก็หายไป พอขาดสัมผัสมันก็หายไป ในความสุขทุกข์นั้นมีอยู่ขณะที่เป็นๆยังไม่ตาย ตายไปแล้วมีแต่สุขในความจำในรูปภพ อรูปภพ ซึ่งก็คืออุปาทายรูป ปั้นขึ้นมาใหม่มาสุขทุกข์อยู่เละเทะ สุขเท็จซึ่งรู้สึกจริงๆนั้นเกิดในปัจจุบันขณะสัมผัสเท่านั้น _โสดาบันตายไปแล้วชาติหน้าจะเกิดเป็นเดรัจฉานหรือไม่… ตอบ… ถ้าโดยรูปซึ่งเป็นสัตว์สี่ขาสองขา นั้นก็เป็นได้ ไปใช้วิบาก แต่ในวิญญาณนั้น จิตจะปิดอบาย คือไม่มีอารมณ์อาการอบายเกิดอีก แต่เกิดเป็นรูปกายอื่นเป็นสัตว์สี่ขาก็ได้ ....แต่เป็นอจิตไตยที่ จะไม่ไปเกิดเป็นสัตว์ชั้นต่ำเดรัจฉาน...นั้นเป็นเรื่องไม่ต้องคิดอจินไตย แต่รู้ว่าเราหมดความหมุนวนในจิต _รู้ว่าธรรมกายสอนผิดทาง...ถามว่าคนที่ปฏิบัติอย่างธรรมกายเขาจะได้ปิติบ้างไหม.. ตอบ...เขาก็สอนเรื่องอบาย ให้เลิกมาทำมาหากิน ให้รวยๆดีกว่า...นั่นเป็นการกดข่มสมถะไว้ เขาก็รักดีเหมือนกันก็ตั้งใจทำมาหากิน แต่ไม่ได้ล้างกิเลสจริง เช่นเดียวกับฤาษี ไม่ทำชั่ว แต่ข่มไว้ได้นานนับชาติ _อยากได้ข้อสรุปเป็นข้อๆ ที่พ่อครูอินเสิร์ทจดไม่ทัน… ตอบ..ให้ติดตามไปเรื่อยๆเราสอนซ้ำทวนอยู่ _เป็นอะไรถึงจะดีที่สุด… ตอบ...เป็นพระพุทธเจ้าจึงจะดีที่สุด เป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ก็เป็นอรหันต์ ก็ดีที่สุดแล้ว อย่างอื่นไม่มีดีกว่านี้ _เห็นเพื่อนชายที่แต่งงานแล้วแต่มีความสุขกับการมีผู้หญิงมากหน้าหลายตา ผู้หญิงหลายคนก็ทุกข์เพราะเขา เห็นเขามีสุขดี… ตอบ ...วิบากยังไม่มาถึง ถ้าเป็นความชั่วอย่าไปมองเขาในทางสุข เราไม่น่าส่งเสริม _คนที่เลวไม่รู้ตัวกลับไปว่าคนอื่นที่ดีอยู่แล้วเรียกว่า.. ตอบ..เรียกว่าคนที่ไม่รู้ตัว เป็นคนหลงตัว ไม่ดูตัวเอง คือ ไม่รู้จักตัวเอง ไปทำนาคนอื่น ไม่ทำนาตนเอง....ถ้าจะมองให้ดีก็มองเอาเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีอย่าไปทำตาม _ดิฉันไม่เลือกเสาไฟฟ้า จะเลือกเสรีฯ เพราะคงเลวกว่าเสาไฟฟ้าสองเสา… ตอบ....ที่เขามองว่าตนเองมีคนนิยมมากมั่นใจตนเองมากว่าคนเขาต้องเลือกหัวหน้า เลือกพรรคตนแน่ แม้จะส่งเสาไฟฟ้า ก็จะได้รับเลือกตั้ง ดีไม่พูดว่าส่งหมูหมาก็ได้รับเลือก… _เทวดามีจริงหรือไม่ อาตมาเคยเห็นหรือไม่… ตอบ… เห็นๆ อาตมาเห็นเทวดาจริง ผีจริง พรหมจริง.....เทวดาเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ นอกจิตวิญญาณไม่มีเทวดา ผี หรือพรหม จะบอกว่าเทวดา ผี พรหม อยู่ที่ต้นไม้ นั้นไม่ได้ ต้นไม้ไม่มีวิญญาณ จะบอกว่าผีสิงอยู่ที่ต้นไม้นั้น .....ขออธิบายว่า ในวิญญาณมนุษย์เป็นๆ นี่แหละ เมื่อมนุษย์มองเห็นต้นไม้เห็นคุณค่า ก็ยินดีชอบในต้นไม้ เมื่อมีหลายคนมายินดีรักต้นไม้ ก็มีจิตวิญญาณรวมกันที่ต้นไม้มาก ก็จะอนุรักษ์ต้นไม้ ถ้ามีคนไปตัดต้นไม้จะมีผีไปหักคอนั้นไม่จริงหรอก ...เมื่อก่อนอาตมาเล่นไสยศาสตร์ ถ้ามีต้นไหนมีผีสิง ก็ทำพิธีไล่ผี ตัดต้นไม้มา ก็ไม่เห็นผีมาหักคอ ถอนศาลพระภูมิ ตั้งศาลพระภูมิก็ทำมามาก จิตของเราใฝ่ต่ำคือผี มีกิเลสกามก็ผีกาม ในรูปาวจร อรูปาวจรกิเลสก็คือผี เทวดานั้นคือเราบำบัดกิเลสก็ได้เป็นเทวดาปลอม แต่เทวดาอุบัติเทพคือปฏิบัติลดละกิเลสได้ก็เกิดเป็นเทวดา เราดับอบายก็เป็นเทวดาโสดาบัน บริสุทธิ์ได้ก็คือจิตพรหม สูงไปเรื่อย จะนับขั้นพรหมจริงๆคือนับตั้งแต่อนาคามี พระพุทธเจ้าคือผู้ที่รู้จักเทวดามารพรหมจริง ผู้ที่จะเห็นผี เทวดา มาร พรหม ที่แท้จริงมีแต่พระอรหันต์กับพระพุทธเจ้าเท่านั้น _ส.บินก้าวไปจูนทีวีที่อินเดีย มีFMTV ดูได้ชัดมาก… ตอบ… ในการเผยแพร่ไป แม้แต่คนไทย อาตมาทำงานมา 40 ปีก็ใช้ภาษาสื่อกัน ใช้พฤติกรรมกิริยาทางกายก็ไม่ชัดเท่ากับภาษา ที่ไม่เผยแพร่ไปต่างประเทศ เพราะไม่ถนัดภาษา และเราไม่มักใหญ่เราทำตามกรอบที่พอทำได้ เราไม่มีอยากให้คนรู้กว้างไกลมักใหญ่นั้นมันจะทำลายมากกว่า พระพุทธเจ้าไม่ส่งเสริมความมักใหญ่ ซึ่งไม่ใช่ว่าเราจะปฏิเสธ ถ้าเหตุปัจจัยพอจะขยายก็ทำ แต่พยายามระมัดระวังอยากให้แน่นจะได้ไกลได้นาน แม้ว่าปัจจุบันจะแพร่ไป 170 ประเทศ ก็อาจมีผลดี เพราะทำงานมา 40 ปี ประเทศไทยอาจจะหมดแล้ว นอกนั้นก็ฟังแล้วบาดหู พามาจนเขารับไม่ได้ แม้เขาจะเข้าใจแต่เขายังไม่เอาก็มี เพราะฉะนั้น 40 ปีก็เกือบจะรู้กันหมดแล้ว จะเผยแพร่ออกไปต่างประเทศบ้างก็ดี แม้ฟังไม่รู้แต่ภาพมันสื่อชัดเจน ภาพหนึ่งภาพแทนคำพูดพันคำ .... 02 ชม. 00นาที เริ่ม 18:05 จบเมื่อ 20:06 น.)

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน