560706_รายการตอบปัญหา ผ่าความจริงคนใต้ โดยพ่อครู ในงานภราดรภาพฯ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
560706 รายการตอบปัญหา “ผ่าความจริงคนใต้” โดยพ่อครู ในงานภราดรภาพฯ
พ่อครูว่า …วันนี้ วันเสาร์ ที่ 6 กรกฏาคม 2556 ที่ ศูนย์การเรียนรู้ชเลขวัญ หมู่ 3 ต.ท้ายเหมือง อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา เริ่มรายการตอน 18.05 น...ตอนนี้เราเข้าสู่รายการตอบปัญหา ผ่าความจริงคนใต้ เลือกประโยคนี้มา อาตมา ว่าอาตมาจะมีปัญญาผ่าไหมหนอ อาตมาจะรู้ความจริงคนใต้แค่ไหน ไม่รู้ว่าคนใต้จะยึ ด ความจริงแค่ไหน ซึ่งสัจจะพระพุทธเจ้าแบ่งไว้สองอย่างคือ สมมุติสัจจะและ ปรมัตถสัจจะ คนเราก็อยู่กับสมมุติสัจจะ มีดีมีชั่ว แล้วคนก็พากเพียร ในคนที่ใส่ใจเป็นคนดีก็อบรมตนได้ จนเป็นศาสนา เป็นลัทธิอยู่ในโลกก็เป็นสมมุติสัจจะทั้งส ิ้ น ส่วนปรมัตถสัจจะ มีเฉพาะในศาสนาพุทธ ย ้ำ อีกกี่ทีก็ไม่ได้พูดผิด ที่ย ้ำ ก็เพราะคำว่าศาสนาพุทธที่รู้ถึงปรมัตถสัจจะ ท่านแป ล ว่า ประโยชน์หรือความจริงก็ได้ แต่เป็นขั้นบรม คือเนื้อหาสาระประโยชน์หรือสัจจะซ้อน เป็นความจริงระดับลึก ไม่ใช้รู้สามัญ คำว่าบรมหรือปรมัตถ์คือยิ่งใหญ่ คนทั่วไปที่ไม่ศรัทธาศาสนาพุทธ ใจไม่ศึกษาตรวจสอบความจริง ก็จะมองว่า ศาสนาพุทธนี้ยกตนข่มศานาอื่น ถือว่าศาสนาอื่นเข้าไม่ถึงปรมัตถธรรม หรือปรมัตถสัจจะ คำว่า ธรรมะคือส ิ่ งที่ทรงอยู่ มีอยู่เป็นอยู่ แล้วสามารถศึกษาเข้าถึงธรรมะระดับนามธรรม ขั้นรูปธรรม และอรูปธรรม คำว่าอรูปคือไม่มีรูปให้เราสังเกต แต่มีธาตุรู้ที่เรียกว่า ญาณปัญญา ที่เข้าไปรู้สัจจะตัวนี้ได้ เป็นจิตเจตสิก ซึ่งรูป คือส ิ่ งที่ถูกรู้ คำว่า จิตเจตสิก รูปนิพพาน คือระดับอภิธรรมเลย คำว่ารูปนี้คนเข้าใจสับสนว่าคำนี้ ในประโยคนี้เป็นเรื่องของมหาภูตรูป ซึ่งแม้วัตถุธรรมหลายอย่างไม่สามารถมองเห็นได้ เป็นส ิ่ งละเอียดถึงขั้นอรูป เป็นพลังงาน ที่ถึงขั้นสสาร เป็นพลังอุตุนิยาม ไม่มีความเป็นชีว
อ่านต่อ
ะก็มี ในระดับชีวะก็มี เช่น พีชะนิยาม กับระดับพลังงานจิตนิยาม ก็คือ เป็นธาตุระดับนามธาตุ ระดับจิต ระดับมโน ซึ่งสัตว์ชั้นต่ำก็เริ่มนับว่ามีแล้ว ส่วนพีชะก็เป็นระดับที่ต่างจากสัตว์ พีชะเป็นชีวะแล้ว ทางวิทยาศาสตร์ก็ศึกษาแต่ไม่ถือว่ามีวิญญาณ เรียก อนุปาทินกสังขาร คือสิ่งปรุงแต่งขั้นมีรูปนาม แล้วสิ่งปรุงแต่งนี้ยังไม่มีเวทนาคืออารมณ์ จึงไม่เรียกว่า วิญญาณ ในขันธ์ 5 นี้ ในนามธรรมสี่นี้ พีชะมีแต่สัญญากับสังขาร ก็มีประสิทธิภาพเท่านั้น มีสัญญากับสังขารเท่ากับสัตว์แต่มนุษย์สูงกว่าสัตว์และพืช แต่พีชะไม่มีอารมณ์หรือเวทนา ไม่มีประสิทธิภาพสูงในระดับเวทนา พืชจึงไม่โกรธหรือรัก ไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่มีจองเวรจองกรรม ไม่มีบาปบุญ ไม่มีกิเลส สัตว์เดรัจฉานก็คล้ายกับพืชแต่กำลังพัฒนา พัฒนาเป็นสัตว์เซล์เดียวแล้วมาหลายเซลล์ จนมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีสมรรถนะสูงขึ้นอีก จนถึงระดับมนุษย์ คือสูงมากแล้วมนุษย์ก็พัฒนาได้อีก จนสามารถเรียนรู้คุณความดีได้ แต่สัตว์เดรัจฉานก็ไ่ม่มีคุณความดีได้มากเท่าคน คนก็ยังแบ่งเป็นเวไนยสัตว์และอเวไนยสัตว์ อเวไนยสัตว์ คือ สัตว์ที่สอนไม่ได้ อย่างเดรัจฉานก็ใช้ แต่หลายคนก็ตีความว่าแค่สอนให้เจริญไม่ได้ คือโลกีย์ไม่ได้ แต่ในพุทธ หมายถึง สัตว์ที่สอนให้เข้าถึง บรรลุปรมัตถธรรมไม่ได้ ถ้าสอนได้ก็ คือ เวไนยสัตว์ ส่วนคนที่ไม่เข้าใจหลักนี้ก็จะเรียกว่า สัตว์ที่สอนให้พัฒนาได้ก็ คือเวไนยสัตว์ สอนไม่ได้ คืออเวไนยสัตว์ซึ่งไม่ชัดเจนเท่าแบบพุทธ คนดีก็ดีมากจนถึงขั้นเป็นศาสดา ไม่ต้องทำชั่วเลย ทำแต่ดีถาวรมั่นคงได้ ไม่ได้ปฏิเสธเลย แต่ประเด็นเงื่อนไขหลักว่าไม่เข้าปรมัตถธรรม คือตรงไหน? ที่ต้องรู้ให้ได้ จุดสำคัญ ที่เป็นปรมัตถสัจจะที่มีในพุทธศาสนาเดียวคือ ต้องมีญาณหยั่งรู้นามธรรม ขั้นจิต เจตสิก จิตจะมีอาการเรียกเจตสิก ถ้าเรียกจิตว่าคือคำนาม ส่วนเจตสิกก็คือ วิสามัญนาม เฉพาะแยกย่อยลงไปอีก เช่น เวทนา สัญญา สังขาร ก็คือเจตสิก ส่วนคำว่า วิญญาณหรือมโน คือสามัญนาม แล้วก็ แจก ไปได้อีก คือเวทนา 108 เป็นต้น หรือผู้รู้ไป แจก เจตสิกออกเป็นอีกหลายสิบอย่างเป็นต้น เช่น 80 ดวงของจิต และมีรูปอีก 28 เป็นต้น คือผู้พยายามเอาภาษามาเรียกจิตเจตสิก ภาษานี้ตั้งมาเรียกนามธรรม จิตเจตสิก ของจริง ว่าอาการนี้เป็นอาการเรียกว่า สุข นี่เรียกว่าทุกข์ เมื่อเกิดในใจเราก็รู้ได้แยกละเอียดไปได้ หรืออาการนี้โกรธ อาการนี้โลภ ก็ชัดเจนมีญาณรู้ สามารถรู้อกุศลจิต มีตระกูลใหญ่คือ โลภ โกรธ หลง อ่านออกแล้วก็มีวิธีกำจัดสิ่งเหล่านี้ให้ดับได้ ดับได้จากจิตเรา แบบไม่เกิดอีก ถาวรเลย คือนิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) คือกิเลสตาย สนิท ของเราไม่มีใครรู้ใครเห็นด้วยเรา ( อหฺเมตัง น ชานามิ อหฺเมฺตัง น ปสามีติ ) ชัดเจนแจ่มแจ้งเป็นวิทยาศาสตร์ ถูกตัวตนกิเลส หรือตัวตน (อัตตา) แล้วทำลายอัตตา เรียกว่า อนัตตา คือเป็นสูญ อัตตาก็มีระดับเป็นสาม คือ โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา เป็นต้น อาตมา ก็เข้าใจและเชื่อมันว่าเป็นจริง ผ่านมาไม่รู้กี่ชาติแล้ว
ภิกษุทั้งหลาย ! พรหมจรรย์เราประพฤติ มิใช่เพื่อ … หลอกลวงคนให้มาเคารพนับถือ (น ชนกุหนัตถัง) มิใช่เพื่อเรียกคนมาเป็นบริวาร (น อิติ มังชโน) มิใช่เพื่ออานิสงส์เป็นลาภสักการะและเพื่อเสียงสรรเสริญมิใช่เพื่อจะได้เป็นเจ้าลัทธิหรือค้านลัทธิอื่นใดให้ล้มไป มิใช่เพื่อให้มหาชนเข้าใจว่า.. เราได้เป็นผู้วิเศษอย่างนั้น ก็หามิได้ ภิกษุทั้งหลาย ! ที่แท้ พรหมจรรย์นี้เราประพฤติเพื่อสำรวม เพื่อละ, เพื่อคลายกำหนัด, เพื่อดับทุกข์สนิท ฯ (พรหมจริยสูตร พตปฎ.เล่ม 21 ข้อ 25 )
แม้รูปธรรมจะดูเหมือนอยากได้ ให้มีศาสนาที่เจริญ แต่ว่าในใจก็ไม่ได้อยากได้ อาตมา แสดงธรรมนี่ แต่อยากให้คุณบรรลุเข้าใจนี่สิ อันนี้ อาตมา มีแรงอยากมากกว่า แต่ได้อยากอย่างอื่น แต่ไม่มาเอาก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าจะพูดถึงสามัญสำนึกของมนุษย์ว่าควรได้มากๆหรือไม่ แต่ อาตมา ไม่สร้างอาการจิตเรียกร้อง ไม่ทำ แต่โดยสำนึกก็น่าได้ แต่จะได้หรือไม่ก็อยู่ที่พวกคุณจะมาเองก็แล้วแต่ ถ้า อาตมา แสดงธรรมแล้วพวกคุณประทับใจซาบซึ้งแล้วก็มาเอง นี่คือ อาตมา ต้องการอันนี้มากกว่า ฉันทะเป็นข้อที่หนึ่ง เป็นมูล (ต้นเค้าแรก) ต้องมีความยินดีพอใจต้องการมาเอง ในมูลสูตร มีฉันทะเป็นมูล มีมนสิการเป็นแดนเกิด เราต้องมาทำตรงนี้แหละ มาถึงจุดนี้ศาสนาพุทธต้องมาทำใจ คือมนสิการให้เป็น มีสมณะบอกว่าที่อื่นที่คนมาเยอะเพราะเขาอวดอิทธิปาฏหาริย์ หรืออาเทสนาปฏิหาริย์ เขาแสดงคนก็ชอบ คือยิ่งกว่าเล่นกลได้อีก นี่ถ้ามีแล้วแสดงให้คนเห็นได้ อย่างไสบาบา คนก็ชื่นชอบทั้งโลกเลย เห็นว่าเป็นเนื้อหาของศาสนา ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านบอกว่า เบื่อระอา เกลียดชังส ิ่ งเหล่านี้ ท่านสอนด้วยว่า ไม่ได้ปฏิเสธว่าเป็นไปไม่ได้ ถ้ามีเหตุปัจจัยพอก็ทำได้ แต่ไม่ได้เป็นไปเพื่อความละหน่ายคลาย สมมุติว่า เณรคำมีปาฏิหาริย์จริง ตอนนี้เณรคำทุกข์ไหม? คนที่ออกนอกประเทศแล้วกลับบ้านไม่ได้นี้ทุกข์นะ ไม่ใช่มีเณรคำคนเดียว ต่อให้เณรคำจริงเลยก็ทุกข์ ไม่ได้เป็นไปเพื่อละหน่ายคลาย ทำอิทธิปาฏิหาริย์ได้ ไม่ได้ชี้วัดว่าลดกิเลส มีแต่จะเพิ่มกิเลส แต่ถ้าจะฝึกก็ทำได้ พ่อครูก็เคยทำ แต่ถ้าบวชแล้วถ้าแสดงก็อาบัติเลย ปาฏิหาริย์ที่ห้ามแสดงคือ อิทธิปาฏิหาริย์กับอาเทสนาฯ ทั้งสองอย่างนี้แสดงเมื่อไหร่ปรับอาบัติเลย แต่ส ิ่ งที่ท่านให้แสดงคือ อานุสาสนีปาฏิหาริย์ ทุกวันนี้ศาสนาพุทธเพี้ยนไปมากเลย ตอน อาตมา เป็นลิงลมอมข้าวพองอยู่ก็ไปเล่นฤทธิ์พวกนี้ ไม่ต้องมาบวชก็ไม่ควรทำ มันเพ ิ่ มทุกข์ ประเด็นที่ต่างจากศานาอื่นของพุทธ คือการรู้ปรมัตถ์ (จิตเจตสิก รูปนิพพาน) ผู้เรียนรู้ธรรมะได้ ถึงสุญญตาก็สามารถอยู่กับคนอื่น ทำงานกับคนอื่นอย่างอนุโลมปฏิโลมได้อย่างไม่ทุกข์ไม่สุข แม้ใครจะนับถือใครจะลบหลู่ท่านก็ไม่ขึ้น ท่านทำงานเผยแพร่สัจธรรมเท่านั้น ถ้าท่านประมาณผิดถูกเขาฆ่าตายก็มี ต่อไปเป็นการตอบปัญหา...ผ่าความจริงคนใต้ … _คำถามว่า… เดือนนี้จ.พังงาฝนจะตกมากจริงๆ ทุลักทุเลทั้งจังหวัดเลย ชเลขวัญฝันว่า จะมีเดือนไหน จังหวะใดหนอที่ญาติธรรมชาวอโศกจะได้จัดงานบุญก่อนที่ฝนจะชุก เช่นหลังงานตลาดอาริยะที่บ้านราชฯ ด้วยเหตุผลว่าทุกคนผ่านงานหนักมามากแล้วจะได้มาฟื้นสุขภาพที่นี่ เพราะว่ามีชายหาดให้ได้ฝังทรายถ่ายพิษ มีโอโซนแสงแดดยามเย็น มีพ่อครูบรรลือสีหนา ท แข่งทุนนิยม พ่อครูว่า. ..ก็ยกทะเลหลายสายเลยนะ ...จริงๆ แล้วคนของเรายังไม่มาก ก็มีอีกมากแห่งที่ปรารถนาเช่นนี้ แม้แต่ที่ๆ มีคนมากหรือน้อยก็ทำไม่ได้ พูดถึงเรื่องชายหาด พรุ่งนี้เขากะให้ อาตมา ไปเทศน์ที่ชายหาด อาตมา มาวิเคราะห์กันง่ายๆ คนอารมณ์สุนทรีย์ก็อยากอวดอ้าง ภูมิทัศน์ให้พวกเราซับซาบ อาตมา ก็ว่าดีแต่มันขลุกขลักทุลักทุเลหลายอย่าง อยากเห็นทะเลก็ทุลักทุเล ต้องเดินไป คนยังชอบเที่ยวชอบชมอยู่ นั้นแหละกิเลส คำภาษาไทยว่า “เที่ยว”นี้เป็นคำไม่ดี โดยสัจจะก็ไม่ดี คุณมีกิเลสอยากเที่ยวน่ะ ก็รู้อยู่แล้วว่า ดิน น้ำ ไฟ ลม ผู้ศึกษาดีหมดกิเลสก็หมดความเที่ยว อาตมา ไม่มีความเที่ยว
_คำถามว่า… ทำอย่างไรจึงจะเห็นทุกข์ในวัฏฏะสงสารจะได้ ไม่ เวียนวนทุกข์สุขอีก พ่อครูว่า ...ผู้ที่รู้ตัวว่าโง่นั้นดี คนส่วนมากหลงว่าตนฉลาดแล้วรู้ไม่จริงหลงว่ารู้มากอีก ...แล้วทำอย่างไรจะเห็นทุกข์ ซึ่งคำว่า วัฏฏะสงสาร คือความวน คนเข้าใจวัฏฏะสงสาร ที่จะเห็นทุกข์นั้นยาก ถ้าจะดูวัฏฏะทุกข์ของส ิ่ งนอกตัวเป็น ดิน น ้ำ ไฟ ลม หรือของคนอื่น คนนี้ไม่มีทางปฏิบัติให้พ้นวัฏฏะสงสารได้ ต้องรู้วัฏฏะสงสารที่วนเวียนของจิตตน มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป วนเวียน สุข ทุกข์ เฉย สามอย่างนี้แหละเป็นเคหสิตเวนา ที่เกิดจากการสัมผัส 6 ทวาร นี่แหละวนเวียนอยู่เช่นนี้ ส่วนผู้ที่รู้การวนเวียนในวัฏฏะ ต้องอ่านให้เห็นอาการสุข ที่เป็นสุขเท็จ สุขขัลลิกะ มีเหตุคืออยากได้ อยากมี อยากเป็น อยากได้ คือกามตัณหา เป็นวัตถุโลกธรรมก็เรียก โลภ หรืออยากเอามาเสพรสก็เป็น ราคะ หรืออยากมาบำเรออัตตา ต้องอาศัยการสัมผัส เป็นความอยากที่หยาบในโอฬาริกอัตตา เป็นกามภพ ต้องเรียนรู้เหตุ คือสมุทัย แล้วก็กำจัดตัวนี้แหละ คือสุขหลอก ผู้รู้อาริยสัจจะรู้ว่านี่สุขหลอกมันมีแต่เหตุ เมื่อฆ่าเหตุได้ก็หมดสุข หมดทุกข์หรือ เนกขัมสิตอุเบกขาเวทนา คือฐานนิพพาน ฐานวิมุติ ฐานนิโรธ ทำอย่างไรจะเห็นทุกข์ ต้องอ่านอาการทุกข์ให้เป็น อ่านในขณะผัสสะสดๆ อ่านให้ถูกแล้วจับทุกข์ให้ได้ อ่านเหตุให้ได้ แต่ถ้าให้มันก็บรรเทา บำเรอมันเป็นสุขเท็จ ก็ไม่ได้จับตัวเหตุ แต่ไม่ให้มัน เราจะเห็นมันดิ้น เราจะกำจัดให้มันลดละจางคลายสิ้น ทุกข์ในวัฏฏะสงสารก็ไม่วน ถือว่าเวทนาดับ และดับเฉพาะที่เป็นปรมัตถ์อันนี้ แต่ไม่ใช่ดับที่เวทนาขันธ์ คือยังมีเวทนา แต่สะอาดจากอกุศลเวทนา คือดับได้แล้ว เวทนาขันธ์ก็สะอาดขึ้น หมดกิเลสตัณหาอุปาทาน พ้นเวทนูปขันโธ เมื่อพ้นแล้วก็มาเรียนสังขาร ว่ามีปรุงแต่งเศษอยู่หรือไม่ หรือสัญญาที่คุณสามารถกำหนดรู้ว่าหมดแล้วนะ แล้วอุปาทานขอ ง สัญญาเองล่ะมันมีไหม แล้วจะยึดติดว่ารู้แล้วอีก จึงจะหมดไม่เวียนวนวัฏฏะสงสาร
_คำถามว่า… คนตั้งชื่อ ผ่าความจริงคนใต้ คงหมายให้พ่อครูผ่าหัวใจดวงน้อยของคนใต้กระมังคะ แม้หนทางไกลก็ยังเคารพพ่อครูเสมอ อยากให้ทุกภาคอยู่ใกล้กัน พ่อครูจะได้ไม่ต้องเดินทางไกล พ่อครูว่า ...จะไปย่นประเทศได้อย่างไร เป็นไปไม่ได้ แต่ทุกวันนี้สื่อสารมันได้หมด ฟ้าบ่กั้น อย่างวันนี้คนภูเก็ตก็มาบอกว่าดู อาตมา ทุกวันในโทรทัศน์ วันนี้ได้พบตัวจริงขอถ่ายรูปด้วยหลายคน
_คำถามว่า… เมื่อมีคนละเมิดทรัพย์ของเรา เราจะทำใจอย่างไร นอกจากเมตตา และจะป้องกันอย่างไร พ่อครูว่า . ..อันต้นมีกฏหมาย ต้องบอกจนท.ที่รับผิดชอบถ้าเป็นเรื่องใหญ่ แต่ถ้าเรื่องไม่ใหญ่อยู่ในครอบครัว ชุมชนก็บอกผู้ใหญ่ เป็นการแก้ด้วยเมตตา คือบอกอย่าใส่ไข่ อย่าอคติ เรียกว่ารายงานความจริง ไม่ใช่ฟ้อง ถ้าฟ้องคือรายงานด้วยอารมณ์ผสมกิเลสปนเป ส่วนการรายงานความจริง คือบอกความจริงให้ทราบจะได้ช่วยแก้ไขกัน แล้วทีนี้ ในใจที่ถามมาว่าควรตั้งจิตวางใจอย่างไร ...ก็รู้ความจริงตามความเป็นจริงว่าเขามาละเมิด แต่ถ้ารู้แล้วมีเวลาก็บอกได้ หรือให้ใครที่สามารถบอกเตือนได้ก็ทำ เขาจะได้แก้ไข ถ้าให้ลึกซึ้งก็ต้องปล่อยวาง ของนั้นเราก็เสียสละได้ แต่ถ้าเป็นของสำคัญ คุณทำงานก็ไม่ได้ จำเป็นคุณก็ต้องจัดการ แต่ไม่ต้องร้อนใจหรอก เขาทำไม่ดีเขาก็บาปแล้ว ก็พิจารณา ก็แบ่งกันกินกันใช้ แล้วจะแก้ไขอย่างไรก็ทำกัน ถ้าปล่อยปละละเลยคนไม่ดี เราก็ทำใจวางได้ ปล่อยเขาไป บางครั้ง บางกาละ บางทีก็วางได้แต่ไม่ควรจะปล่อยให้เขาทำเสมอ ทำหยาบแรง เราก็ต้องจัดการแก้ไข แต่พออนุโลมได้ก็ว่ากันไป
_ ปัญหาของคนใต้ที่เรียกว่าฉลาด 1 . เชื่อก็ยาก วิจิกิจฉาก็เยอะ 2 . รู้มาก แต่ไม่ทราบว่ารู้จริงหรือเปล่า? 3 . รวมตัวกันในบ้านตัวเองยากเพราะต่างคนต่างเก่ง แต่ถ้าอยู่นอกถิ่นจะสามัคคี เอาพวก ถามว่าตกลงคนใต้ฉลาด โง่ หรือปัญญา? แล้วแก้ไขอย่างไร พ่อครูว่า . ..เชื่อคนยาก ที่จริงก็มีประโยชน์ ถ้าเชื่อง่ายก็ถูกจูงจมูกง่าย เป็นบริวารให้เขาใช้งานทำผิดๆได้ แต่คุณต้องใช้ปัญญาจริงๆ ซึ่งคำว่า วิจิกิจฉา คือข้องใจสงสัย เรื่องมาก แล้วตกลง อาตมา ตอบว่า คือคนโง่ คือวิจิกิจฉามาก คือวิตักกะจริต (ในสามจริตคือ ปัญญา ศรัทธา วิตักกะ) คนไม่รู้ความจริงซัก ที่เสียเวลามาก พุทธจริตก็เร็ว ศรัทธาจริตก็ช้ากว่า พระพุทธเจ้าสายปัญญาใช้เวลา 20 แสนอสงไขยมหากัป ส่วนศรัทธาจริตใช้เวลา 40 แสนอสงไขยมหากัป ส่วนวิตักกะจริตใช้เวลา 80 แสนอสงไขยมหากัป กว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าได้ พวกรู้มากแต่ไม่รู้อะไรซักอย่าง คนไม่รู้อะไรมาก็เชื่อคนยาก จริงๆต้องเชื่อคนบ้าง อย่างศาสดา หรือคนที่เราน่าจะเชื่อเคารพได้ ก็ใช้ปัญญาเท่าที่มี เชื่อได้แต่อย่าปักใจมั่น ในกาลามสูตร คนนี้เป็นครูเราก็ต้องเชื่อบ้างแต่ต้องพิสูจน์ด้วยตนเอง ว่าจริงไหม? ถ้ารู้แล้วก็ไม่สงสัย หมดวิจิกิจฉา รู้มากแต่ไม่ทราบว่ารู้จริงหรือเปล่า? ก็ต้องพิสูจน์ปรมัตถ์จึงจะจบ แต่ถ้าศึกษาสมมุติสัจจะจะไม่จบ สมมุติเปลี่ยนแปลงวนเวียนไม่รู้จบ ผู้เป็นอรหันต์คือผู้รู้จบในกิเลสตน หยาบ กลาง ละเอียดแล้วดับได้หมด ไม่เหลือเลยเกลี้ยงสิ้น แม้ไม่ฉลาดเท่าทางโลกเขา แต่หมดกิเลสนั้นคืออรหันต์ แล้วอรหันต์ทุกองค์จะเรียนรู้สมมัติสัจจะ เพื่ออยู่กับสังคมได้อย่างดี อรหันต์ที่รู้โลกไม่กว้าง ไม่เก่งท่านก็จะประมาณตนเป็น ไม่อวดดีอวดเก่ง มีแต่จะน้อยไว้ แต่อรหันต์ที่เก่งท่านก็มีที่แสดง อรหันต์ที่ไม่เก่งท่านไม่อวด เพราะไม่มีกิเลสอวดเก่ง ท่านจะประมาณถ่อมตนน้อยไว้ ถ้าเสี่ยงแล้วท่านก็ไม่ทำหรอก ท่านไม่ต้องการได้เอามาเพื่อตน ท่านทำเพื่อผู้อื่น ถ้าเสียมากกว่าท่านก็ไม่ทำ อย่าไปรู้มากก่อนรู้จริง ไม่ทำคุณอันสมควรก่อนไปสอนผู้อื่นจึงมัวหมอง ผู้ทำขัดแย้งพระพุทธเจ้าสอนจึงมัวหมอง แล้วได้โลกธรรมมากก็ติดยึด รวมตัวในบ้านตนเองมาก ... อาตมา ว่า จงดีก่อนเก่งอย่าเก่งก่อนดี ดีคือเรียนรู้กิเลสตน เรียนรู้ปรมัตถสัจจะ เรียนรู้สมมุติสัจจะได้เอง ถ้าทำได้การรวมตัวก็จะง่ายขึ้น ต้องรู้ปมด้อยว่าตนเฉโก แล้วแก้ไข อย่างหลงว่าปมด้อยเป็นปมเด่น
_คำถามว่า… มีคนว่าคนใต้ชอบความจริงใจ แต่ไม่ชอบการเอาเปรียบ การไม่ซื่อตรง พ่อครูว่า ...คนเราอย่าไปติดที่คำว่า ยอม คำว่ายอมนี้ลึกซึ้งอย่าไปติดว่าต้องเอาชนะ หัดใจของเราให้ยอมให้เขาว่าได้ แล้วฟังเอาสาระ ถ้าเรายังมีกิเลสมันก็อยากตอบโต้ ก็หัดลด ลดแรง ลดดีกรีที่จะแรงให้ลดลงแล้วค่อยพูดจา การยอมนี่เป็นภาษาง่าย แต่ถ้าใครทำได้แล้ว วิเศษทั้งตนเองและสังคม คุณเห็นเขาว่าด่า อาตมา ไหม ทุกวันนี้ก็มี หลายอันไม่อ่านออกอากาศ เพราะหยาบ แต่ก็ยอมให้เขาด่า ทำอย่างจริงใจ ใจไม่ได้โกรธเคือง แต่มีโวหารสะกิดเตือนใจเขาบ้าง สอนเขาให้เขาสะดุด อันนี้ผิดจริงนะ ติงบ้าง แต่โดยใจไม่ได้อยากหรอก เป็นเมตตาที่ทำออกมาจริง ไม่ได้อวดตัวตน แต่เป็นความจริงที่พูดให้ฟัง
_คำถามว่า… ชาวใต้เราเวลาปกติก็น่ารักน่าเคารพมาก เหมือนทะเล เวลาไม่มีคลื่น แต่ว่าเวลามีคลื่นก็น่ากลัวมาก พ่อครูว่า ...มีคลื่นก็สวยอย่างหนึ่ง ไม่มีคลื่นก็สวยอย่างหนึ่ง …
_คำถามว่า… คนชั้นปัญญา นักกฏหมาย นักปกครอง เคยมาสันติอโศกเคยวิจารณ์ว่า มาสันติอโศกไม่รู้จะคุยกับใคร ดูเขาทำงานยุ่งไปหมด ไม่มีช่องทางเข้าเลย พ่อครูว่า ...ก็มีความจริงอยู่ ทุกวันนี้พวกเราก็ค่อยยังชั่ว แต่ก่อนนี้ไร้ปฏิสันถารเลย เดี๋ยวนี้ยังดี อาตมา ว่าตนเองยังไม่ดีเรื่องนี้ เพราะ อาตมา มีเวลาไม่มาก และมันเมื่อยในการพูดกับคนทีละคน และคนใหม่ๆนี่พวกเราที่รับแขกยังน้อย ก็อย่าให้ อาตมา ไปปฏิสันถารเลย บางคนต่อความยาวสาวความยืดก็จะปฏิเสธก็ไม่ได้ พระพุทธเจ้าท่านปฏิสันถารก่อน ถ้า อาตมา ปฏิสันถารก่อนก็จะมีมวลมาก แต่ก็เป็นมวลที่มีหลายระดับ แต่นี่ก็เป็นการคัดคนในการที่ไม่ค่อยปฏิสันถาร ถ้าคนถือตัวเห็นว่าไม่ปฏิสันถาร ก็ว่าถือตัวก็ไม่เข้าหาก็เป็นการคัดคน พวกเราก็ช่วย อาตมา หน่อยเถอะมันไม่ถูกความควร
_คำถามว่า… เรื่องปรมัตถธรรมต้องเรียนรู้ จิตเจตสิก รูปนิพพาน และต้องทำโยนิโสมนสิการ ต้องเป็นกัปตันใจตนให้ได้ ถามว่า พ่อครูจะให้คาถาว่าจะเป็นตัวสติที่ให้รับรู้ทุกขณะ พ่อครูว่า ...ถ้ามีก็แจกเลย ของดีนะที่พูดนี่ คนเราจะมีสติรู้อะไร ไม่ตกหล่น ก็ได้ด้วยการศึกษาอบรม มันจะมีคาถาอะไรให้ ก็ที่สอนนี่แหละ คือให้สติมันเร็วขึ้นให้ปัญญามันเร็ว ไม่มีคาถาให้ คาถาก็คือที่พูดทั้งหมดนี่แหละ หลักสติปัฏฐาน 4 โพชฌงค์ 7 มรรค 8 คือ หลักที่คุณต้องเรียนรู้ มรรค คือทางเดิน แต่คุณต้องมีขาที่ก้าวเดิน คือโพชฌงค์ และต้องมีสติเป็นตัวนำ สติเป็นอธิปไตย มีปัญญาเป็น อ ุ ตตระ (เป็นยิ่ง)
_คำถาม ใบสุดท้ายว่า...ที่ว่าคนใต้ฉลาด แต่ทำไมเลือกคนของพรรคหนึ่งเป็นสส.เกือบทุกจังหวัด ที่ก็รู้กันว่าเขาไม่สุจริต อย่างนี้จะถือว่าคนใต้เป็นคนอย่างไร? พ่อครูว่า ...ที่เลือกคนของพรรคหนึ่งเป็นตัวแทนเกือบทุกจังหวัด แต่ก็เลือกเพราะเป็นคนใต้ การทำแบบนี้คนใต้เป็นคนอย่างไร ลักษณะนี้จะว่าไปก็ทุกภาคแหละ คนที่เราพอรู้จักสนิทเราก็เอาก่อนจะผิดจะถูกก็เอาก่อน เป็นความลำเอียงเห็นแก่พวกกูหมู่กู แม้แต่อโศกก็เห็นแก่อโศกก่อน เป็นเรื่องลึกมาก แต่อโศกจะเข้าข้างอโศกก่อนก็ไม่ผิดเพราะอโศกคัดเลือกมาเป็นคนดีแล้ว แต่ที่คุณเลือกกันนั้นเป็นคนไม่ดีด้วย เราต้องใช้ปัญญาอย่าไปเห็นแก่พรรคพวก ถ้าทำได้อย่างนี้ประชาธิปไตยจะงดงามมากเลย เอาคนดีจริงๆ ก็เลือกอันนั้น อย่ามีอคติ รู้อยู่ว่าบุคคลนี้ไม่ควรเลือกก็อย่างเลือกสิ
_คำถามว่า… จะอยู่ภาคไหน เมื่อมีหมู่ฝูงที่ดี รีบพลีชีพลุย พ่อครูว่า ...คุณสะดวกอย่างไรก็เอาสิ ที่ตอบอย่างนั้นก็เพราะว่าอโศกเป็นพี่เป็นน้องกันหมด ก็ดูว่าคุณจะเอาประโยชน์อย่างไร มีหมู่ฝูงที่ดี รีบพลีชีพลุย….จบเอวัง