560624_รายการเรียนอิสระ(ตามสำนึก) โดยพ่อครูและอ.กฤษฎา เรื่อง รูป-นาม-กาย ขยายลึกถึงอมตะ.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์347 KB
วันที่แก้ไข4 มีนาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

560624_รายการเรียนอิสระ(ตามสำนึก) โดย พ่อครู และ อ.กฤษฎา เรื่อง รูป-นาม-กาย ขยายลึกถึงอมตะ อ.กฤษฎา …วันที่ 24 มิถุนายน พศ. 2556 ดำเนินรายการที่ ปฐมอโศก ...วันนี้เป็นวันที่ในอดีต เป็นวันเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของประเทศไทย มาแล้ว 81 ปี ตอนนี้มีปรากฏการณ์หน้ากากขาวเกิดขึ้น พ่อครูว่า… ว่าก็มีส่วนร่วม และก็ต้องมีการปฏิบัติ แต่ตอนนี้ก็เห็นว่าต้องพูดน้อยไปหน่อย เพราะต้องทำงานธรรมะ ในสังคมก็มีภาวะกริยา ปฏิกิริยาขึ้น ก็เกิดต้านกันไปมา ก็เกิดตามสัจธรรม ทางด้านผู้ที่ยั่วยวนก็ทำ คือทำปฏิบัติห่ามๆ อย่างกระด้างๆ ผยองๆ คนไทยที่ อาตมา รู้สึกคือมีไทยเฉยเยอะมานานแสนนานแล้ว ก็พยายามให้สติปลุกเร้า จะเห็นได้ว่าใน FMTV อาตมา ฟิลลิ่งจัด อ่านบทกวีไทยเฉย _อ.กฤษฎาว่า … บทกลอนที่ว่าพูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียประเทศไทย กลายเป็นประโยคเด็ด ให้คนออกมาเป็นมวลรวมของสังคม เป็นวลีที่เอามาใช้กันมาก ในเฟซบุ๊ค พ่อครู ว่า … ก็เจตนาใช้ให้สมสมัย ก็มีไทยเฉยมาก จนต้องเตือนกันหน่อย ปลุกกันหน่อย และที่คุณเกริ่นนำว่า การออกมาหรือไม่ออกมาของคนไทย อาตมา ว่า มันมีภาวะซ้อนลึกๆอยู่มาก คือคนไทยนี่ ไอ้ทะเลาะ ไม่ใช่นี่มีมาแต่ดึกดำบรรพ์ คนไทยมีวัฒนธรรมที่เป็นคนร่วมสังคม เอาภาระสังคมเช่น ลงแขกช่วยกันทำก็มีอยู่ แต่ตอนนี้เรื่องการเมือง เป็นเรืองวางเฉย แต่ความรู้เรื่องประชาธิปไตยยังไม่เคยเผยแพร่ ซึ่งทางรัฐศาสตร์เขาสอนกันว่าการเมืองเป็นการแสวงหาอำนาจ ก็สอนกันอย่างนี้ก็พังสิ ที่จริง การเมืองคือ การกระจายอำนาจ โดยเฉพาะประชาธิปไตยนี่ โดยจริง พฤติกรรมคนคือ แสวงหาอำนาจ แต่ไม่ควรเอาคำสอนอย่างนี้ไปใส่หัวคน มันต้องข่มเลยว่า การเมืองไม่ใช่เรื่องแสวงอำนาจ ควรสอนว่าการเมือง เป็นการทำเพื่อบ้าน เพื่อเมือง เพื่อประชาชน สังคมจึงเป็นสุข ไป

อ่านต่อ

รอด แต่ถ้าเผื่อว่าเป็นไปเพื่อประชาชนจริง คนเดียวเป็นไปได้ยาก ก็รวมกลุ่มกันเผด็จการเป็นทีม ที่เป็นทีมเพื่อถ่วงกัน คอมมิวนิสต์เขาถือว่าประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน เขามีอุดมการณ์ก็มาร่วมกันบริหาราปกครองประชาชนให้ดี ถ้าคนมาทำมีอุดมคติแข็งแรงก็ใช้ได้ เท่าที่ดูๆมาก็ไม่สูงส่งเท่าของพระพุทธเจ้า ของ พระพุทธเจ้าเป็นประชาธิปไตยจริงๆ อาตมา ก็ยกตัวอย่างสมัยพระพุทธเจ้ายุคทาสแท้ๆ ไม่มีสิทธิมนุษยชน แต่พระพุทธเจ้าก็ทำสำเร็จ ท่านมี ธรรมนูญของท่าน ประกาศว่าของเราเป็นเช่นนี้ คือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ต้องทำศีล ทำจรณะ ก็มีคนมาเอาตาม ประกาศไปก็ไม่มีใครค้านใครต้าน ไปแคว้นไหนๆก็สำเร็จในทวีปอินเดีย มีกษัตริย์ผู้ครองแคว้นใดๆทุกแคว้นก็ยกให้ธรรมนูญของพระพุทธเจ้า ยกให้ระบบการบริหารปกครองของพระพุทธเจ้า ยกให้ถึงขนาดว่าท่านประกาศลัทธิท่านที่ใด ถ้าประชากรของแคว้นนั้นๆมารับกฏหมายของพระพุทธเจ้า พระเจ้าแผ่นดินทุกแคว้นยกให้หมดเลย เจ้านายทาสก็ยอมปล่อยทาสให้ทุกคนเลย เป็นการประกาศศักดาของการกระทำที่บ่งบอกว่านี่คือประชาธิปไตยคือ เนื้อแท้ประชาธิปไตย ที่เหนือกว่าคอมมิวนิสต์ ไม่ใช่materialism แต่เอาจิตวิญญาณเป็นใหญ่ ลัทธินี้เป็นไปเพื่อ พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ ท่านตรัสก่อนป ระธานาธิบดี ลินคอนประกาศ ว่า ประชาธิปไตยคือ ของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ซึ่งเมืองไทยเป็นเมืองพุทธ แต่ไม่เข้าใจพุทธ ไม่เข้าใจประชาธิปไตยด้วย เพราะพุทธศาสนาคือ ประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เหนือกว่าคอมมูน เหนือว่าสังคมนิยมอันใดๆ _อ.กฤษฎาว่า … เรื่องวินัยกับศีลก็ต่างกัน ซึ่งธรรมนูญคือศีล และมีวินัยกำกับอีก พ่อครูว่า… เคยเอากฏเหล็กของสีจิ้นผิงมากล่าว ก็เชิงเดียวกับวินัย เป็นกฏหมายอาญา คือข้อกำหนดเพื่อบังคับ และมีโทษ เมื่อประกาศ อาตมา ก็เอาเนื้อมาประกาศ คือเขาออกกฏมาเพื่อทำอย่างแท้จริงในหมู่ผู้บริหาร ก็แสดงออกถึงคนที่มีภูมิปัญญา และทำจริงเอาจริง ผลสำเร็จของสังคมเขาเขาสำเร็จแน่ พลเมืองเขามีเป็นพันล้านก็ไปรอด แต่คนไทยไม่ถึงร้อยล้านแต่เป็นอย่างนี้ อาตมา ว่าลำบาก ประเทศไทยลำบาก แม้เราประกาศว่าเป็นประชาธิปไตย ว่าเราเป็นเมืองพุทธ ประชากรนับถือพุทธกว่า 95 % ที่พูดนี้ยืนยันว่า ศาสนาพุทธคือ ประชาธิปไตยสุดยอด ตามที่ยืนยันนี้จริงและเป็นไปได้จริง ก็เพราะมีคนมาทำตามนี้ จนรวมกันเป็นพฤติภาพของ สาธารณโภคี มันเลยคอมมูนเลยสังคมนิยมหลายก้าวเลย ซึ่งเขาแสวงหาแบบเสรีภาพทุกคนแบ่งกันกินกันใช้ ซึ่งยุคนี้ใกล้กลียุคแล้ว ก็ยังมีคนไทยปฏิบัติ อาตมา ทำงานหัวเดียวกระเทียมลีบ ถูกต้านมากมาก เขามีโฆษณาต้าน อาตมา ทำงาน พยายามล้มล้าง แต่ อาตมา ก็อุตสห ะ พยายามทำ จนมีคนเห็นดีทำตาม ยืนยันว่าไม่ได้เอาอามิสล่อ ไม่เอาโลกธรรมล่อ มีแต่บอกว่ามาจน มาเสียสละ ช่วยเหลือกัน ผู้มีภูมิปัญญาก็แสวงหา ก็มา อาตมา ไม่มีอะไรเด่นเลย ในสังคม แต่คนเหล่านี้ก็มาด้วยปัญญา สมัครใจมา ถ้าคนไทยประเทศ ผู้ที่มีส่วนช่วยสังคม มีทุนทางสังคมมากกว่า อาตมา ถ้าเข้าใจพุทธ และประชาธิปไตยอย่างที่ อาตมา เข้าใจแล้ว ช่วยกันแบบนี้ ทำแล้วไทยไปรอดแน่ เราไม่อยากพิสูจน์บนความล้มเหลวของประเทศ เราอยากให้พัฒนาไปด้วยกัน แต่ทำไงได้ ถ้าผู้ที่มีภูมิปัญญาเข้าใจ ซึ่งมีคนเข้าใจ แน่ในสิ่งที่ อาตมา พาทำ ไม่ใช่ของ อาตมา ด้วย เป็นของพระพุทธเจ้า เอาหลักฐานให้ดูตามพระไตร ปิฎก ซึ่งช่วยไม่ได้ตรงที่เขาอธิบายไม่สอดคล้องอย่างที่ อาตมา เข้าใจ และก็ทำมาแล้ว ก็เห็นค้านแย้ง ก็อธิบาย ผู้ที่ไม่รู้ตัวว่าท่านยึดตามคำสอนเดิม ก็ย้อนแย้งมาตลอด แต่ถ้าท่านลองมามักน้อยสันโดษ มาร่วมรวมกัน ก็เชิญมาพิสูจน์เอาเองได้ แต่เขาก็อยากเป็นสุขอยาก ให้สังคมดี แต่จะเป็นไปได้อย่างไร _อ.กฤษฎาว่า … ลองมองย้อนไปในกระบวนการเรียนรู้ ช่วงหลังในประเด็นให้รู้ความเป็นกาย ความเป็นรูปและนาม ทำให้พวกเราเริ่มเห็นความเข้าใจในเรื่องชีวิตที่ประกอบด้วยอะไร เรื่องอาตนะ เรื่องขันธ์ 5 เรื่องรูปและนาม มันเหมือนท่องอยู่ที่ปาก แต่พออธิบายจริงแล้ว รูปคืออะไร และนามคืออะไร และนามกลายเป็นรูปได้อย่างไร พ่อครูว่า… เอาสภาวะมาอธิบาย เพราะทางโลกนั้น อาตมา เรียนมาน้อยมาก _อ.กฤษฎาว่า … ในการดำเนินรายการไม่ง่าย เราต้องไปดูว่าเราต้องรู้นามรูปของเราอย่างไร เช่น รูปคือคอมพิวเตอร์ นามก็คือโปรแกรม แต่ พ่อครู ว่ามันต้องเป็นสิ่งมีชีวิต ถ้าคอมพิวเตอร์มีชีวิต ปรากฏการณ์ที่เราเห็นบนจอคือ รูป เหมือนว่า เราเห็นอารมณ์โกรธ จับมันได้ก็เช่นกัน มันคือการเรียนรู้ศึกษารูป และนาม นี่คือตาทิพย์ จักษุทิพย์ ที่เราเรียนรู้ภายใน พ่อครูว่า… เท่าที่คุณอธิบายนั้น เป็นการอธิบายสภาวธรรมของตนเอง เอามาเป็นภาษาสามัญสู่ฟัง อาตมา ก็ว่าถูกต้อง เด็กๆก็ฟังรู้เรื่องก็ใช้ได้ ประเด็นที่ว่า นามกลายเป็นรูปนี่แหละ ภาษาวิชาการเรียกว่า " นามรูป " อันนี้ อาตมา ก็เพียรอธิบาย แต่คนที่ยึดว่ารูปก็คือรูป นามก็คือนาม เขาก็ยังเข้าใจไม่ได้ อาตมา ว่าคุณต้องเข้าใจ ถ้าคุณไม่เข้าใจ คุณไม่สามารถที่จะพิจารณาสติปัฏฐานได้ จะรู้ปรมัตถ์ไม่ได้เลย ที่ว่า นามกลายเป็นรูป เป็นเพียงภาษา ที่ว่ากลาย ที่จริงตัวมันเองก็เป็นตัวมันเอง แต่คนต่างหาก มีปัญญา ที่มีรายละเอียดกลายเป็นสถานะ สถานะที่เป็นนาม คือตัวรู้ของมันเองเลย นามธาตุ คือ ตัวรู้ ที่มันไม่ใช่รูป คืออรูป แต่นามคือ ธาตุรู้ เป็นตัวรู้ในตัวมันเอง เช่น วันก่อนๆมีฟักข้าว มีมังคุด มะม่วง แต่ฟักข้าวสัมผัสกระแทกกับมะม่วงอย่างไรมันก็ไม่รู้ เพราะมันไม่มีวิญญาณธาตุ มันเป็น อนุปาทินกสังขาร (สังขารไม่มีวิญญาณครอง) เพราะฉะนั้น มันไม่ใช่นาม ต่อให้มันเป็นรูปที่บางเบามองไม่เห็น สัมผัสได้อย่างบางเบา ด้วยวิธีอื่นๆ ไม่สามาร ถ สัมผัสด้วยทวาร 5 เรียกว่าอรูป อย่างไรก็ไม่ใช่ธาตุรู้อยู่ดี _อ.กฤษฎา … ว่าพลังงานนี่เป็นอรูป แต่มันเป็นอุตุนิยาม อย่างเก่งก็เป็นพีชะนิยามก็ยังไม่มีความรู้สึก ก็ไม่มีนาม หรือเช่นพลังงานในตัวเรา ความว่าง อากาศ ก็คืออรูป แต่ในช่องว่าง หรืออากาศ ก็มีอะไรซ้อนอยู่ หลายอย่างเป็นอรูป เช่น เสียง มันไม่มีรูปให้เห็น แสงก็ตาม มีหลายขนาด ทุกวันนี้คนค้นพบไม่กี่แสง เอามาใช้ไม่กี่อย่าง แต่มันไม่เป็นธาตุรู้ พ่อครูว่า… บางอย่างหูเราก็รับสู้หมาไม่ได้ หมามันรับความถี่ได้ละเอียดกว่าคน หรือแสง สัตว์บางอย่างก็รับได้ แต่คนรับไม่ได้ ซึ่งอรูปพวกนั้นก็ยังไม่ใช่นาม และนามคืออรูป ไม่มีตัวตนรูปร่างสีสันยิ่งกว่าอรูปเหล่านั้นอีก บางเบาใสกว่า แต่ก็มีลักษณะให้รู้ได้ คำว่า " นามรูป " ...มีคำว่า รูป นาม ... รูป คือ สิ่งหยาบที่ถูกรู้ แต่ นามธรรม ที่ถูกรู้ เราเรียกว่า "นามรูป" นามธรรมคือ ในตัวมันเองมันรู้ นามรูป อธิบายโดยภาษาว่า กาย คือ องค์ประชุม ก็สอดคล้องกับท่านอยู่ กายคือ องค์รวม แต่ที่คนไทยเข้าใจยาก เพราะกาย เอาไปเรียกคำว่า "ร่างกาย" ก็เลยเข้าใจว่าร่างกายคือ โครงสร้างข้างนอก มันจะไม่ใช่ข้างใน พอเรียกว่า "ร่างกาย"จะไม่มีธาตุรู้ข้างใน แต่ความจริงคำว่า "กาย" จะหมายถึงนามธาตุมากว่ารูปธาตุ ยกตัวอย่างคำว่า " รูปกาย " ซึ่งต่างจากรูปรูป เพราะ รูปรูป คือ รูป ไม่รู้ตัวเอง มันต้องถูกรู้มันรู้ตัวเอง หรืออันอื่นไม่ได้ เมื่อ ถูกรู้ เราก็เรียกว่า รูปรูป แต่ต้อง มีธาตุรู้ไปรู้ เราต้องพูดกับคน เพราะพูดกันรู้เรื่องกว่าสัตว์ ตัวมันเอง(ที่ อาตมา ถืออยู่)คือ แก้วมังกร คือรูปรูป แต่ถ้าเราไปรู้มันได้ เรียกว่า รูปกาย คือ องค์รวมของกาย และจิต คือเวทนาสัญญาสังขารรวมกัน และมีรูปรูปด้วย รวมกันคือ รูปกาย คำว่า รูปกาย คือ สิ่งที่ต้องเกี่ยวกระทบกับสิ่งที่อยู่ภายนอก ต้องมีสัมผัส สัมผัสคือ โดยตัวรู้ _อ.กฤษฎาว่า … ปากกา เมื่อแกะดูก็มีองค์ประชุม ประกอบกันเป็นปากกา มันก็คือรูปรูป แต่คนไปกระทบ จึงเรียกองค์รวมมันว่าคือ "รูปกาย" แล้ว "รูปกาย" หรือ "นามกาย" ต่างจาก "นามรูป" อย่างไร? พ่อครูว่า… นามกาย คือ องค์ประชุมของนาม และ นามรูป ก็คือ องค์ประชุมของรูป เช่นกัน นามกาย ชัดๆแล้ว ไม่เกี่ยวกับรูปก็ได้ เป็นองค์ประชุมของ นามล้วน ๆ เช่น อรูปข้างใน เอา สัญญา หรือ เวทนา มาระลึกถึงได้ โดยไม่ต้องมีการกระทบภายนอก นามรูป เช่น เสียงมากระทบหู เสียงก็คือรูป มัน ถูกรู้ หรือกลิ่นมากระทบจมูกแล้วเรารู้ กลิ่นก็คือสิ่งที่ถูกรู้ ลิ้นก็รับรส ดังนั้น รูป คือ สิ่งที่ถูกรู้ ภายนอก แต่ภายใน ...กายภายนอกพอกระทบ มันก็จะเนื่องต่อมาหาภายในเป็น สภาวะภายใน ที่จะถูกรู้ ได้อีก จึงเรียกว่า อุปาทายรูป แล้วมันจะไปถูกรู้ภายในต่ออีก เช่นเรามองแก้วมังกรสีแดง โอ้โหแจ็ด เตะตา ใสๆ คงกรอบอร่อย เรามีอุปาทานชอบอยู่บ้าง แม้สัมผัสแล้วก็มีภาพในใจ เป็นสังขารชนิดหนึ่งเป็นการปรุงแต่งด้วยรูปและนาม ผสมกับนามคือ จิตวิญญาณเรามีอุปาทาน มันปรุงแล้วก็ว่าน่ากินๆๆ มันสังขารว่าน่ากิน พอคุณกินเข้าไปก็โอโห ถูกรสนิยม ก็อร่อยจังชื่นใจจัง ดีจัง ความชื่นใจชอบใจ คือ เวทนา คือ อิฏฐารมณ์ ถ้าคุณไปอ่านความเวทนา หรือชอบใจ มันคือ สุขเวทนา คุณก็มีญาณปัญญาตัวหนึ่งมาอ่านอาการสุข อาการชื่นใจ และ อาการชื่นใจ ก็ถูกรู้ กลายเป็นรูป ซึ่งอาการชื่นใจ เกิดเนื่องจากภายนอก ต่อมาจนมันถูกรู้จนมันมีสังขารปรุง แต่เกิดอาการชอบอร่อย เราก็ไปรู้ความอร่อย ซึ่งความอร่อยนี้เป็นนามธรรมมันก็ถูกเรารู้ความอร่อยมันก็คือ " นามรูป " คือ รูปที่ถูกรู้ มันไม่ขาดจากรูป เราไม่เรียกว่า นามกายแท้ๆ แต่ถ้าคุณไม่เห็นมันแล้ว คุณหลับตานึกรูปแก้วมังกรให้เห็นมันก็คือ รูปในภพ กำหนดรู้ด้วยสัญญาอันนั้นเป็น นามกาย แท้ๆ ไม่เกี่ยวกับภายนอกเลย _อ.กฤษฎาว่า … รูปภายนอก แข็งอ่อนนุ่มร้อนเย็น โลกก็มีสิ่งนี้อยู่ ข้างนอก ร่างกายเรามีอายตนะไปจับมันได้ พ่อครูว่า… ตัว อายตนะ นี่ไม่ใช่ว่ามันมี พระพุทธเจ้าตรัสว่า อายตนะไม่ใช่ธาตุที่มีจริง มันจะ เกิดตอนสิ่งสองสิ่งสัมผัสกัน อายตนะจึง เป็นตัวเชื่อม ถ้าไม่เกิดการกระทบสองสิ่งอายตนะไม่มีที่ไหน ไม่เกิด พอหยุดเชื่อมกันแล้วมันก็ไม่มีอยู่แล้ว _อ.กฤษฎาว่า … โลกก็มีสรรพสิ่งที่มันเป็นรสของมันเอง มันมีความแข็งอ่อนได้ มนุษย์เราก็มีเครื่องมือคือทวาร 6 เมื่อเกิดการกระทบ ก็เกิดอายตนะเชื่อมต่อทันที พอเชื่อมปั๊บกระบวนการทางจิตก็เกิดทันที คือเกิดรูปรูปแล้วก็เกิดรูปกาย เนื่องมาเป็นกายในกาย ก่อองค์รวมคือกายในกายครบ เกิด เวทนา สัญญา สังขารมาร่วม มีวิญญาณเกิด พ่อครูว่า… อย่างในวงจร ปฏิจจสมุปบาท จาก สังขาร วิญญาณ นามรูป อายตะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา คือเมื่อ อวิชชา พอสัมผัสเกิดขึ้นแล้ว มันจะสังขารทันที ถ้ายัง อวิชชา สังขาร ตัวนี้คือ เวทนา คือมันปรุงแต่งทันทีเป็น เวทนา คือ สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เมื่อเกิดอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็คือเวทนาที่ต่อเนื่องจากภายนอก ก็คือสังขาร และมันก็คือรูปกาย แล้วเราก็อ่านมันอีกที มันก็เป็น นามรูป ก็คือเวทนา มันไม่ได้กลายตัว มันตัวเก่า แต่ว่ามันเป็นอิทัปปัจยตามนุษย์มีปัญญาแยกแยะละเอียดได้ต่างจากเดรัจฉาน _อ.กฤษฎาว่า … ถ้าผมมองอยู่ แล้วเราปล่อยไหลตามกระบวนการ ในใจก็คิดว่ามันน่าจะหอมหวาน แล้วเกิดปัญญารู้ว่าเราปรุงแต่งอยู่ มีการสังขารอยู่ เราเริ่มอ่านมันได้ นี่คือเราอ่านความเป็นไปภายในได้ พ่อครู พยายามให้อ่านนามรูป หรือถ้าเราใจลอยไป แล้วเกิดสะดุ้งทัน แล้วบอกกับตัวเองทัน ว่ากำลังสังขารไอ้ที่ถูกเรารู้เท่าทันคือ นามรูป เป็นองค์รวมของนามกาย พ่อครูว่า… มีละเอียดอีกว่า " นามกาย "กับ" นามรูป "เป็นไวยพจน์กันได้ระดับหนึ่ง นามรูปที่ถูกรู้เช่น เวทนาก็เป็นจิตที่เราพิจารณาจิตใจ จิตมันก็ถูกรู้ได้ ถ้าถูกรู้ได้เรียกว่านามรูป แต่ถ้าจะเรียกว่า นามกายก็ได้ เพราะเป็นองค์ประชุมของนาม รู้จักสิ่งที่ถูกรู้ ถ้ายังไม่พรากจากสิ่งภายนอก ที่รู้เข้ามาก็คือ เรียกว่า " รูปกาย " นามกาย ก็คือสิ่งที่ถูกรู้ได้ เรียกว่า "นามรูป" ได้ แต่ว่านามกายนั้นไม่ใช่รูป มันตัดจากรูปไปเลย อันนั้นคือของแห้ง ไม่ใช่ของสด คนเราจะ เกิดสุขเกิดทุกข์จริง มันเกิดที่ของสด เป็นตัวร้าย ของแห้งไม่กระไรหรอก ของแห้งไม่มีอะไรหนัก (ทำเก้าอี้เอง ยากกว่าปั้นเก้าอี้ในใจ) ถ้าคุณนอนหลับ หรือตายไปแล้ว ไม่มีทวาร 5 ทำงาน ถ้าคุณมีการปรุงแต่งเป็นนิยายสังขารอยู่ภายใน โดยไม่เกี่ยวกับทวารนอก สิ่งเหล่านี้เป็นของแห้งทั้งนั้น ถ้าคุณตายคุณยังมีอุปาทาน ตัณหาในของสดอยู่ (ในชีวิตคนทั้งหมดก็อยากเสพของสดทั้งนั้น จะฝันเอาก็แล้วแต่ แต่ก็อยากของสดอยู่ดี คุณก็ว่ามันไม่จริง แต่ที่กระทบสัมผัสคือของจริงกว่า) คนที่ยึดในสุขทุกข์กับของจริง จึงต้องมาเกิดให้ได้ ต้องมาเอาของจริง!!! _อ.กฤษฎาว่า … เราฝันเห็นผี เราก็อยากหนีผีๆๆๆ แต่พอถึงจุดหนึ่งเราก็จะรู้ตัวว่าเราฝันไป แล้วตื่นก็โล่ง พ่อครูว่า… ตอนฝันเรานึกว่าจริง ในฝัน คุณไม่รู้ว่าไม่มีจริง ในฝันคุณหลงว่าจริง แต่ถ้าคุณไม่มีอุปาทาน คุณไม่ติดใจนึกถึงมันเลย แต่ถ้าคุณติดใจก็นึกถึงมัน ถ้าคุณนานๆไปจนกระทั่งรู้สึกว่ามันไม่เหมือนกันนะ การกระทบสัมผัสแบบตื่น กับแบบปั้นเอา นานแล้วคุณก็จะหยุดวน แต่ถ้าไปนึกคิดเดาเอาไม่ได้ ถ้าคุณมี อุปาทานยึดติดว่าต้องได้ อย่างนี้ เมื่อคุณตายไปก็ไม่ได้อย่างที่คุณยึด แต่คุณไม่มีทางได้อย่างที่คุณยึด ก็จะดิ้นทุรนทุราย ซึ่งดิ้นมากว่า จริงมากกว่า อย่างคนติดยา จะเอาให้ได้จะดิ้นมืดไปหมด แต่เวลาตายก็อย่างนั้นแหละ มันดำฤษณา และไม่มีอะไรปลุกให้คุณตื่นเลย อย่างที่หนีผีในฝัน ก็ตื่นมาหายได้ แต่ว่านั่นคุณจะไม่ตื่นเลย แต่แท้จริงมันไม่มีจริงเลย เป็นอุปาทานที่ติดในจิตไป เอาแค่เป็น อนาคามี คุณเลิกสุขเลิกทุกข์จากลาภยศกาม จากภายนอก คุณสัมผัสแล้วไม่สุขไม่ทุกข์ หรือมีเล็กน้อยเป็นรูปราคะอรูปราคะ ถ้าเป็นอนาคามีที่หมดรูปราคะแล้ว เหลือแต่อรูปราคะ เมื่อกระทบทวาร 6 ราคะไม่เกิดเลย คุณนอนหลับก็ไม่เกิด ตายก็ไม่เกิด คุณก็ไม่ต้องดิ้น ไม่ทุกข์ร้อนดิ้นรน คือนรกกามของคุณไม่มีแล้ว ระบบพระพุทธเจ้าให้มาเรียนตั้งแต่อบายมุขคือ กามภพเบื้องต้น ที่เป็นของหยาบของเลว คุณก็จัดการเมื่อกระทบสัมผัส เช่นคุณติดเหล้าแล้วเลิกได้ คุณจะสัมผัสเหล้าอย่างไร ก็ไม่มีอะไร คุณปรุงมันก็ไม่ขึ้น นั่นแสดงว่าคุณไม่มีโลก ไม่มีภพ อาจไม่ถึงอนาคามีแต่จิตของคุณหลุดพ้นขาดแล้วจากอบายภูมิ มันรู้อยู่ว่าภูมิที่เราอยู่กับสิ่งนี้ ชีวิตเราก็อยู่กับกามภพ แต่อบายภพก็ซ้อนอยู่ในกามภพ โสดาบัน จะรู้ว่าเราหลุดพ้นจากภพอบาย แต่ก่อนเราจมอยู่กับมันเช่น เหล้า เราก็วนเวียนสุขทุกข์ไม่รู้จบ แต่เมื่อล้างกิเลสได้ กระทบเท่าไหร่ก็เฉย ถ้าต้องใช้เป็นยา เราก็ใช้ได้ เช่นเดียวกับรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสในระดับ สกิทาคามี ภูมิ ก็ต้องเรียนรู้ในการเลิกติดในกามคุณ 5 แล้วจึงเป็นอนาคามี เหนือชั้นกว่าสกิทาคามี คือคุณเฉยต่อกาม มันไม่เฉยเพราะพักยก อย่างเคหสิตอุเบกขา มันอิ่มแล้วก็พัก เดี๋ยวก็อยากใหม่ แต่นี่เราไม่วนเวียนแล้ว เนกขัมสิตอุเบกขาแล้ว อนาคามี เหลือรูปราคะ ก็ยังระริกระรี้เสพกามที่เราปั้นมา จนกระทั่งถึง อาทิสมานกาย คือ กายที่มองไม่เห็นคือ ขั้นอรูป คือลึกกว่า ถ้าขั้นรูปราคะก็ปั้นเป็นรูปให้เห็นใจในได้ แต่ขั้นอรูปนั้น ก็เป็นเพียงอาการ นึกมาเสพเมื่อไหร่ก็ได้ เป็นอรูปอัตตา ถ้าไม่ล้างก็ติดเสพมันอยู่ แต่ถ้าไม่มีรูปเป็นเรา ไม่มีเราเป็นรูป คือไม่มีตัวตนที่จะเสพใดๆเลย คือถ้าเอามาเป็นของเรา(โลภ) ถ้าเอามาเสพรสนี่คือ(ราคะ) โลภะเอามาเป็นของเรานี่ของหยาบเราก็ไม่มีแล้ว อนาคามีคือไม่ติดในวัตถุ ใน โอฬาริกอัตตา ส่วน มโนมยอัตตา คือ สำเร็จด้วยจิตของคุณเอง ปั้นเอง ถ้าเป็นรูปอยู่ก็หยาบ ถ้าบางเบาก็อรูป ถ้ายังเหลือแต่อรูปแล้ว คุณก็เข้าใจอรูปนี้ มันจะไม่เป็นเรา และเราจะไม่เป็นรูป " ไม่ยึดรูปเป็นเรา ไม่ยึดเราเป็นรูป " รูปคือสิ่งอาศัยคือสิ่งที่ถูกรู้ หยาบก็ทิ้งมาแล้ว กลางก็ทิ้งมาแล้ว ละเอียดคุณจะเหลือมันไว้ทำไม่ สัญญาเราจะกำหนดให้ เราไม่ต้องเอาอรูปมาเป็นเรา ไม่เอาเรามาเป็นอรูปแล้ว คือทำมาจนตัวช้างออกจากพวยกาแล้ว เหลือแต่หางเท่านั้น เราจะบ้าติดมันทำไม จะโง่ทำไม เราทำช้างทั้งตัวออกมาแล้ว ทำไมเหลือแต่หาง _อ.กฤษฎาว่า … เราต้องเอาช้างออกมาจากพวยกาให้ได้ก่อน อ.กฤษฎาว่าเราต้องเข้าใจหน้าที่บทบาทสภาวะ เราก็จะเอาช้างออกจากพวยกา ผมเหมือนช้างที่มีเครื่องทรงจึงออกยาก พวกท่านทำช้างออกจากพวยกาของหน้าที่ตำแหน่ง พ่อครูว่า… อัตตะ โบราณาจารย์ท่านแปลว่า สิ่งที่ถูกยกขึ้นมา หรือว่าสมมุติขึ้น " นิรัตตา "คือสิ่งที่ไม่ถูกยกสมมุติขึ้น คือถูกปฏิเสธ อย่างที่ อาตมา อธิบายเขาไม่ยกสมมุติด้วยเลย จึงไม่เจออัตตา ตัวเรานี่มันลึกเนียน แต่ของเรานี่ยังหยาบกว่า โอฬาริกอัตตา คือ ร่างกายตัวตนบุคคลเราเขาสิ่งของ เราก็มาล้าง ถ้ารู้ว่ารูปคือ สิ่งที่ถูกรู้ มาเป็น อุปทายรูป ซึ่งธาตุรู้คือ นามธรรม ซึ่งต้องมีการศึกษามีปัญญาอย่างแท้จริง คุณจะใช้นามอยู่สองอย่างคือ สัญญา ซึ่งมีลักษณะสองอย่างคือ ความจำ และ การ กำหนดหมายรู้ ไปรู้รูปหรือนามก็ได้ กำหนดรู้ตั้งแต่หยาบมาจนละเอียด ตั้งแต่ โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา คือกูเป็นรูป รูปเป็นกู แต่ถ้าเรารู้ด้วยปัญญา เห็นของจริงสดๆทุกอย่าง เราก็ทิ้งมาได้หมดแล้ว ช้างทั้งตัว ดันจะมายึดอรูป หางช้างสุดท้ายจะเอามาติดพวยกา ก็โง่ไปเถอะ ถ้าปัญญาเกิดจริงเป็นจริง ก็จะปล่อยได้ คนที่จะมีอาการเสพเสวย เป็นสุขเป็นทุกข์ มันเป็นการเสวยสัมผัส เสพ คุณจะมีปัญญารู้การเสพ ตั้งแต่ของหยาบ ของกลาง แล้วของละเอียด คุณก็จะรู้ควรละอาย หรือไม่ละอาย แต่คนเหล่านี้จะหมดสิ้นหิริโอตตัปปะ คุณก็ต้องทำเพื่อให้หลุดพ้น แต่จะไม่เป็นพิษภัยกับใครแล้ว _อ.กฤษฎาว่า … เราจะทำหิริโอตตัปปะอย่างไร พ่อครูว่า… มันจะค่อยเกิดจากหยาบไปละเอียด ต้องพิจารณาให้มากให้บ่อย ถ้าให้มันหน่อยๆก็ไม่หมดซักทีไม่หมดสิ้น ถ้าคุณหมดสิ้นแล้ว หรือมีนิดหน่อยก็ไม่มีภัยกับใคร เป็นภัยกับตนเท่านั้น โสดาบัน เมื่อหลุดพ้น จะ มีหิริโอตัปปะเกิดเอง ของหยาบเราหลุดแล้ว ถ้าไปละเมิด พระพุทธเจ้าว่าเหมือนเด็กไปจับไฟ จะรีบถอยเลย ถ้าเราละเมิดจะรีบแก้กลับเลย _อ.กฤษฎาว่า … พระอรหันต์หมดหิริโอตตัปปะ? พ่อครูว่า… ถ้าลึกแล้วเป็นอรูปแล้ว คุณไม่กวนใครแล้ว คุณก็จะรู้เองว่าคุณเสพรสเอง คุณก็จะระลึกสำนึกของคุณเอง เพราะคุณเลิกลดละรสจัดจ้านแล้ว ภาษาคือคุณสำเร็จความใคร่ด้วยจินตนาการ แล้วรสที่คุณได้บำเรอความใคร่อยาก แค่จินตนาการ ปัญญาคุณจะรู้เลยว่า จะบ้าหรือ คุณทิ้งรสหยาบมาแล้วรสจัดมาแล้ว แล้วรสแค่นี้คุณจะไม่เลิกได้หรือ จะเป็นหางช้างติดพวยกา จะสำนึก จะเห็นจริงว่ามันไม่มีอะไร ทุกอย่างมันไม่มีอะไร คุณหลงเสพอารมณ์รสลมๆแล้งๆไปเท่านั้นเอง ถ้าคุณเองจะเสพบ้างแต่ก็เรียนรู้ข้างนอก ว่าคนหน้าอย่างคุณ ก็ไม่ต้องแย่งโลกธรรม แม้มานะ ความรู้ของกู ใครจะมาแย้งไม่ได้ คุณจะเกิดทุกข์ก็จะลดมานะ เมื่อมานะก็ไม่มี โลกธรรมก็ไม่มี คุณจะเสพลมแล้งไป คุณก็ช่วยสังคมไปก็เถอะ อนาคามีจะไม่มีภัยกับใคร ก็จะมีแต่มานะ จะแข็ง แต่ไม่มีภัยกับใคร เราก็จะสำนึก ลดมานะ ลดมานะได้ก็จะมีอุทธัจจะ ระริกระลี้ ท่านเรียกว่าเป็น สุขุมสัจจสัญญา ต้องกำหนดรู้ สัจจะสัญญาคือ ความจริงขั้นละเอียด ต้องพิจารณาคำว่า " สกสัญญา " สก คือแปลว่า ตัวเอง หรือ " กู " สกสัญญา เป็น สุขุมสัจจสัญญา คือ สัญญาที่ละเอียดยิ่งแล้ว (ท่านแปลจากบาลีมาในพระไตรปิฎก ฟังแล้วจะเมาหมัดเลย) ซึ่ง อาตมา ว่าต้องเท้าความว่า สัญญานี้ต้องมีเหตุ อย่างน้อยต้องเอาสัญญามาคิดเอง แต่จะยาก คุณต้องมีสัมผัสกับมหาภูตรูป ก็มีสัญญาเกิด และตั้งอยู่และดับไป ก็เป็นธรรมชาติธรรมดา แต่พระพุทธเจ้าว่า สัญญาอย่างหนึ่งย่อมเกิดขึ้น เพราะการศึกษา สัญญาอย่างหนึ่งต้องดับไปเพราะการศึกษา เป็นการกำหนดรู้สัญญาขั้นละเอียดสุด คือ สุขุมสัจจสัญญา ใน มูลสูตร อธิบาย 1 .มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า ( มูลกา ) เช่น คนฟังธรรม อาตมา เข้าใจดี ก็มีฉันทะ แต่คนพอมีปฏิภาน แม้ไม่เข้าใจแต่รู้ว่าดี น่าได้น่ารู้ น่าเป็นก็จะมีฉันทะ แต่คนลบหลู่ไม่เข้าใจ แล้วก็ไม่ยินดี คนนี้ไม่ได้อะไร แต่ถ้ามีฉันทะ จะได้ข้อต่อไป 2 .มีมนสิการ เป็นแดนเกิด ( สัมภวะ ) สัญญาเกิดเพราะการศึกษา เกิดที่ใจทำที่ใจ ทำตรงนี้แหละ เป็นที่เกิด คือคุณต้องทำการตาย ทำตัวโง่ หรืออวิชชาให้ตายไป คุณก็เกิดไปเรื่อยๆ 3 .มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด ( สมุทัย ) . . . วิธีให้เกิดต้องมีผัสสะเป็นสมุทัย ให้เกิดเสมอ ภาคปฏิบัติมีผัสสะเป็นสมุทัย คนที่เอาแต่นั่งหลับตาฟุ้งอยู่กับอารมณ์ เอาแต่ของแห้งมาเคี้ยว ก็ไม่มีเหตุให้บรรลุได้ 4 .มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง ( สโมสรณา ) เมื่อมีผัสสะ จึงจะเรียนเวทนาได้ เป็นที่ประชุมของทุกอย่างสังขารนี่แหละคือ ตัวเวทนา จากเวทนาก็ต้องค้นเหตุ ที่เกิดสุขเกิดทุกข์ก็คือ เวทนา ให้เป็นอุเบกขา เป็นฐานนิพพาน เกิดนิโรธ อยู่ที่อุเบกขา พอได้ก็สะสมนิโรธ เป็นการสั่งสมสมาธิ ให้จิตบรรลุผลสั่งสม เป็นอเนญชาภิสังขาร คือผ่านอปุญญาภิสังขารแล้ว สั่งสมเป็น 5 .มีสมาธิ เป็นประมุข ( ปมุขะ ) จิตตกผลึกแข็งแรง เป็นมัชฌิมา มีสังขารุเปกขาญาณ เป็นประโยชน์ต่อโลกขึ้นๆ 6 . มีสติ เป็นใหญ่ ( อธิปไตย = พลังอำนาจ) ก็จะแข็งแรงขึ้นๆ 7 . มีปัญญา เป็นยิ่ง ( อุตระ = เหนือ) 8 . มีวิมุติ เป็นแก่น ( สาระ ) . สุดยอดที่จะรู้ยิ่ง 9 . มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง ( โอคธา ) สั่งสมจาก 8 ข้อ หยั่งลงเป็นธาตุที่ยิ่งใหญ่เป็นอมตบุคคล แต่ยังไม่จบ ผู้อมตบุคคลมีนิพพานแล้วตามลำดับ แต่ยังไม่จบรอบ ยังเหลืออยู่เป็นโพธิสัตว์ จะเกิดอีกก็มีแต่กุศล 10 . มีนิพพาน เป็นที่สุด ( ปริโยสาน ) จนกว่าจะปรินิพพานในที่สุด จะเกิดเป็นโพธิสัตว์อีกเท่าไหร่ก็ได้ _อ.กฤษฎาสรุป … วันนี้อยากบอกว่า เป็นการอธิบายให้ชัดเจนละเอียดมากขึ้น ในการรู้จักตัวตนของเรา ต้องรู้รูปและนาม ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านบอกให้รู้ว่าเราจะรู้จักโลก และอยู่กับโลกอย่างไร และเราจะหลุดพ้นจากโลกได้อย่างไร เราต้องทำการศึกษา ให้ละเอียดในตัวตนให้มาก เป็นสัจจภาวะทั้งภายนอก และภายใน ...จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน