560120_รายการวิถีอาริยธรรม โดย พ่อท่าน และ ส.เพาะพุทธ...เรื่อง ตอบ sms ผู้หลง นิรัตตา ตอนที่ ๓.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์343 KB
วันที่แก้ไข1 มีนาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

560120_ รายการวิถีอาริยธรรม โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ และ ส.เพาะพุทธ จันทเสฏโฐ ...เรื่อง ตอบ sms ผู้หลง นิรัตตา ตอนที่ 3 ณ.สันติอโศก

ส.เพาะพุทธเปิดรายการที่ศาลาฉัน สันติฯ... วันนี้วันที่ 20 มกราคม 2556 ในช่วงที่ผ่านมาจะมีตัวละครที่พวกเราได้หยิบยกนำมาอธิบายธรรมะคือ มิสป่าตอง จนมีขาประจำ sms มาตำหนิติเตียน ใช้ตำรุนแรง เช่น โง่บัดซบ เป็นต้น ซึ่งพ่อครูก็ได้นำมาอธิบายธรรมะ เปลี่ยนดินเป็นพระ เปลี่ยนขยะเป็นปุ๋ย ก้อนอิฐที่ขว้างปามา เราจะเปลี่ยนเป็นดอกไม้มาประดับ พ่อครูจึงได้ใช้คำตำหนิติเตียนเหล่านี้มาอบรมสั่งสอนลูกๆให้รู้ลึกซึ้งในธรรมะมากยิ่งขึ้น เขาใช้คำว่า โง่บัดซบ พ่อครูก็เปลี่ยนเป็น โง่ซบ พ่อครูว่า ...เคยเป็นครูภาษาไทยมาก่อน และมีความเข้าใจแตกฉานภาษาไทยมาแต่ดั้งเดิม และยังได้ใช้ภาษากวีการมาทำงานอีกด้วย คำว่าโง่ฉิบหาย คำว่าฉิบหาย แปลว่า เสียหาย ซึ่งมีความแรงน้อยกว่าบัดซบ ส่วนใหญ่จะโง่เรื่องราคะ เรื่องติดยึด มาบำเรอตนให้สุข แล้วก็ผลาญทำลายของตน ส่วนโง่บัดซบนั้นทั้งโง่ทำลายตนและทำลายคนอื่น เป็นเชิงโทสะ ออกไปสู่คนอื่น ตนเองก็บำบัดโทสะของตนเอง การว่าคนอื่นว่า โง่บัดซบ นั้น เป็นเชิงโทสะไปทำลายคนอื่นและทำลายตนด้วย จาก sms ของคุณ 4424 ที่ขยันอุตสาหะส่งมา อาตมา ก็จะได้นำมาอ่านให้ฟัง แล้วค่อยเก็บประโยชน์จากคำแย้งสู่กันฟัง

ของคุณ 8677 _0838677xxx โพธิรักเหมือนกับมิสป่าตองตรงยังมีความอยากเหมือนกัน พ่อคร ู ขออธิบายไว้ว่า… ความอยากเป็นอาการจิต ซึ่งรู้ได้โดย อาการ ลิงค นิมิต อุเทศ ผู้รู้จะอ่านอาการจิตทั้ง สุข ทุกข์ หรือหงุดหงิด โกรธ ชอบ ไม่ชอบซึ่งมีละเอียดได้มากมาย ผู้ที่ไม่ได้ฝึกอ่านสภาวจิตนั้นเช่นพวกที่เป็นสายปัญญาตรรกะ ในพวกสายเซ็น เขาว่า ถ้าเราไม่มีกระจกเราก็ไม่ต้องเช็ดให้ใส

อ่านต่อ

คนเหล่านี้จะเป็นอัตวาทุปาทาน อย่างเช่น คุณ 4424 จะเป็นตระกูลนี้ หรือแม้แต่ 8677 พยายามฟัง ในความอยาก พระพุทธเจ้า ก็อยากหรือต้องการให้ ศาสนาพุทธมั่นคง มีอุบาสก อบาสิกา ภิกษุ ภิกษุณี ที่มีมรรคผล เฉลียวฉลาด เป็นพหูสูต สามารถเปิดเผยจำแนก กระทำให้ง่าย สามารถแสดงธรรมปาฏิหาริย์ ข่มขี่ ปรับปวาทะ โดยสหธรรม ถ้าทำยังไม่ได้เราจะไม่ปรินิพพาน ซึ่งเป็นมโนสัญเจตนา แต่พระพุทธเจ้า ไม่ได้มุ่งมาดอย่างมีกิเลสตัณหา เป็นวิภวตัณหา ส่วนคนที่เล่นแต่ตรรกะ จะไม่รู้จักความอยากที่ไม่มีกิเลส เขาจะไม่รู้จักรายละเอียด ของการละกิเลส ตั้งแต่หยาบกลางละเอี ยด เพราะเขาคิดว่าในเมื่อทุกอย่างไม่มีตัวตนแล้วจะเอาตัวตนที่ไหนมาปฏิบัติ อย่างเช่นฝรั่งที่มาสากัจฉาธรรมกับ อาตมา เมื่อก่อน ที่พูดเรื่องอนัตตา แต่ อาตมา ก็ให้ไปล้างอัตตาอย่างติดเหล้าติดบุหรี่เสียก่อนให้ได้ อ่านกิเลสเหล่านี้ ล้างให้หมดในอบายมุข เขาก็ขึ้นเลยว่า ในเมื่อทุกอย่างไม่มีตัวตน แล้วจะเอาตัวตนที่ไหนไปปฏิบัติ อาตมา ก็ว่าอย่างนี้พูดกันไม่รู้เรื่อง คุณไปเถอะ...ธรรมะของ พระพุทธเจ้า นั้น ภัมภีรา.... ผู้บรรลุธรรมนั้น จะมีจิตไม่หวั่นไหวต่อโลกธรรม จิตไม่กระเพื่อม ถูกเขาด่าว่า อาตมา ก็ไม่ได้มีความสะเทือนต่ออาสิโลกภัย จิตสุญญตา สงบจากกิเลส ความสงบของ พระพุทธเจ้า นั้น สันตา ปณีตา อตักาวจรา ปั ณฑิตเวทนียา(ผู้เป็นบัณฑิตจึงรู้ได้) อย่างที่คุณ 8677 ว่า อาตมา มีความอยากเหมือนมิสป่าตอง แสดงว่าเขาไม่เข้าใจในความอยากที่ไม่มีกิเลส ซึ่งต้องล้างตั้งแต่ กามภพ ตั้งแต่อบายมุข คือกามหยาบๆ ถ้าดับได้จะมีโมเดล มีโครงสร้าง มีมรรควิธีในการปฏิบัติกิเลสตัวอื่นด้วย ดับได้ขั้นแรกคือ โสดาบัน ถ้าปฏิบัติจะดับกามภพต่อ ก็เป็นสกิทาคามี ส่วนถ้าหมดกาม ปฏิบัติรูปภพ อรูปภพ ต่อคือพระอนาคามี... อาการจิตที่ปรุงเป็นสุข เป็นทุกข์ ปรุงเป็นราคะ โทสะ เป็นอย่างไร ซึ่งผู้อวิชชาจะไม่รู้สิ่งเหล่านี้ แต่จะปรุงแต่งไปในทางเอาเปรียบ เก่งในทางโลกีย์ ซึ่งความเก่งเหล่านี้คืออวิชชา ซึ่งเรียกว่า เฉกา ไม่ใช้ฉลาดที่แท้ การกระทบสัมผัสทางทวารนอก มี 5 ทวาร ส่วนทวารใจนั้น มีสัมผัสเป็นโผฏฐัพพารมย์ ปรุงแต่งเป็น ธรรมารมย์ อยู่ข้างใน ถ้าไปปฏิบัติอย่างไม่มีผัสสะ ไปตัดลัดเอาแต่ใจไปคิดนึก พอคิดได้ก็เรียกว่า ซาโตริแล้ว อย่างนี้ช้านาน สายปัญญาจะจบช้า อย่างพระสารีบุตรจบช้ากว่าพระโมคคัลลานะ ซึ่งถ้าไม่มีผัสสะจะไม่รู้จักนามรูปที่แท้จริง อย่างคุณ 8677 เอาความอยากของ อาตมา ไปเปรียบกับความอยากของมิสป่าตอง อย่างหยาบภายนอก มิสป่าตองเขาก็เสพไปวันๆ แต่ อาตมา นั้นทำงานเพื่อคนอื่นเหน็ดเหนื่อย ซึ่งแค่หยาบๆเขาก็แยกไม่ออกระหว่างความอยากที่แตกต่างกัน เขาเข้าใจไม่ได้ว่าความอยากมีระดับมีความแตกต่างกัน อย่างนี้ปิดประตูนิพพานเลย อย่างพระอนาคามี ไม่มีวิญญาณกามภายนอกแล้ว จะสัมผัสทวาร 5 อยู่กับโลกเขา แต่จิตไม่กระดิก กามตัณหาดับ ไม่มีความอยากในกามตัณหา ไม่ได้กดข่มเสแสร้ง เหลือแต่ รูปภพ อรูภพ เป็นเศษเหลือของราคะเป็นรูปหรืออรูป ซึ่งก็เป็นภวตัณหา ก็ล้างของตนอีก อย่างสำเร็จอิริยาบทอยู่ มีสังโยชน์เหลือ คือ รูปราคะ อรูปราคะ มี มานะ อุทธัจจะ อวิชชา เหลืออยู่ ต้องทำต่ออีก ซึ่งเป็นโลกสมุทัยที่เหลืออยู่ แต่ในอรหันต์นั้นจะปรุงอย่างหมดตัวตน ไม่มีกามตัณหามาร่วมปรุง ซึ่งอ่านจาก สังกัปปะ 7 อ่านนามรูปออก ซึ่งได้ปฏิบัติตั้งแต่ สักกายะ ซึ่งคืออัตตาตัวใหญ่ ต้องใช้นามรูปปริจเฉทญาณ นามรูป ไม่ใช่ นามกาย อ่านสังกัปปะ 7 ตั้งแต่ ตรรกะ วิตรรกะ สังกัปปะ ต้องอ่านให้รู้นามธรรม ซึ่งเป็นนามรูป (คือนามธรรมที่ถูกรู้จึงเรียกว่า นามรูป) ไม่ใช่ดินน้ำไฟลมภายนอก แต่เป็นองค์ประชุมอยู่ภายใน เช่นความจำ เห็นจากภายนอกแล้วก็จำติดไว้ในใจ เรียกว่า กายในกาย ซึ่งธาตุวิญญาณจะเป็นตัวกำหนดรู้ภายใน อย่างพวกเพ่งกสิณ ให้ลืมตาจดจำนิมิต แล้วปิดตา กำหนดรู้ในสิ่งที่ได้จดจำมา เช่นกำหนดรู้ลูกแก้ว สีอื่นๆ ให้จะต่อจากที่เห็นตอนลืมตา เรียกว่า อุคหนิมิต คือให้มันจำต่อเนื่องไม่ให้หลุดหายไป แล้วก็เล่นต่อให้มันขยายใหญ่ขึ้นเรียกว่า ปฏิภาคนิมิต ในเรื่องของสังขารที่เป็นวจีสังขารอยู่ในจิต คนที่ศึกษา เมื่อมีการ กระทบสัมผัส จะเห็นจิตที่มันปรุงแต่ง เช่นเป็นมิจฉาสังกัปปะ 3 คือ กาม พยาบาท วิหิงสา อย่างอนาคามี จะดับ กาม พยาบาท และเหลือภพละเอียดคือ วิหิงสา คือการปรุงแต่งถ้ามากมีกามเป็นตัวครอบครองก็จะออกมาเป็นพฤติกรรมทางภายนอก คุณไม่ได้เรียนไม่ได้ฝึก คุณก็กั้นมันไม่ได้ คุณปรุงแต่งเป็นวิญญาณผีแล้ว ถ้าคุณทำอย่างสมถะก็กดข่มไว้ แต่พระพุทธเจ้านั้นจะสอน วิปัสสนาวิธี การสมถะนั้นฤาษีเขาสอนกันมาก่อนแล้ว แต่พระพุทธเจ้าสอนให้วิปัสสนา ในสายปัญญานั้นจะสมถะแบบลืมตา เพียงแต่รู้นิ่งเฉย ปล่อยแบบไม่มีวิปัสสนา ก็ไม่มีทางจะบรรลุธรรม เมื่ออ่านจิตตน รู้การปรุงแต่งจนมีชวนจิต มีมุทุภูเต มีความแววไว อ่านรู้เห็นจิตจริงของตนได้ เรียนรู้ ตักกะ วิตักกะ ของตน ส่วนสังกัปปะนั้น เป็นการปรุงอย่างสมบูรณ์ ถ้าคุณสู้กิเลสในตอน ตักกะ วิตักกะ คุณก็สังกับปะไปแล้ว ถ้าคุณทำได้ก่อน ก็คือสำเร็จอย่างวิเศษเลย คือวิตักกะ ถ้าดับมันได้เลยสังขารคุณก็ไม่มีกาม คุณก็ปล่อยมันออกมาได้ หรือคุณจะกดข่มมันไว้ก็ได้ เราดับ เพราะตทังคปหาน เป็นวิปัสสนาวิธี พลังปัญญามันทำให้กิเลสตาย เผาด้วยฌาณ เป็นไฟอันวิเศษ เมื่อกิเลสไม่มาปรุงร่วม สังขารก็บริสุทธิเกิดวิญญาณที่สะอาดบริสุทธิ์ดีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีการผัสสะ ถ้าคุณอวิชชาก็ปรุงคือสังขารปุ๊บเลย ถ้าปฏิบัติธรรมได้เก่งจะรู้จักการสังขาร มากน้อยก็แล้วแต่การปฏิบัติ ถ้าพากเพียรสัมมาทิฏฐิจริง พระพุทธเจ้าตรัสเลย 7 ปียกไว้ ไม่ได้อรหันต์ก็ได้อนาคามี ถ้าปฏิบัติปฏิจจสมุปบาทจะรู้จัก ทั้งสายปฏิจจสมุปบาท อวิชชาก็จะเป็นวิชชาหมด พระอรหันต์ก็มีวิชชาเต็มท่านมีการสังขาร มีวิญญาณคือธาตุรู้ที่สมบูรณ์ เมื่อปฏิบัติจึงรู้ตัวเหตุคือตัณหา ซึ่งเป็นตัวตน ไม่ใช่เอาแต่ตรรกะว่ากิเลสตัณหานั้นไม่มีตัวตน แล้วจะต้องไปปฏิบัติอะไรอีกในเมื่อมันไม่มี ซึ่งเป็นความเข้าใจของพวกอุทเฉททิฏฐิ อย่างนี้ไม่มีวันได้บรรลุธรรม ซึ่งแม้จะเข้าใจอย่างนั้นว่าไม่มีตัวตน แต่ความจริงตัวตนของเขายังทำงานอยู่ตลอดเวลา สั่งสมเป็นพลังงานเลว ที่นิ่งอยู่ก็คืออุปาทาน หากออกมาทำงานอาละวาดอย่างเขาไม่รู้ตัว (เพราะคิดว่าไม่มีแล้ว) เป็นพลังงานเคลื่อนไหว

แต่ผู้ที่ได้ปฏิบัติจะรู้จักเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลาย เพราะได้ฝึกอ่านรู้มาตั้งแต่ กามตัณหา ภวตัณหา และจะรู้วิภวตัณหา อย่างคุณ 4424 มาว่า มิใยที่อริยะเช่นเราจะทักแล้วทักอีก,เตือนแล้วเตือนอีก,SMSแล้วSMSอีก,โพธิรักก็ยังคงเป็นโพธิรัก!มิสก็ยังคงเป็นมิส!ฉะนั้นจึงขอเตือนซ้ำแล้วซ้ำอีก,ก็เพื่อจะเพิ่มรอยหยักให้โพธิรักนั่นเอง ซึ่งรอยหยักสมองนั้นเป็นเพียงอวัยวะสมอง จะมีความเสื่อมเป็นธรรมดา ทำให้รู้ว่าเขาแยกระหว่างสมองกับวิญญาณไม่ออก ซึ่งวิญญาณหรือจิตของ อาตมา นั้นไม่ได้เสื่อมแต่อย่างใด

ในผู้ที่ปฏิบัติมีมรรคผลสมบูรณ์เป็นอรหันต์แล้ว อวิชชาก็จะเป็นวิชชา ภพ ก็จะเป็นวิภวภพ ชาติก็มีอยู่ แต่ไม่ใช่ชาติที่บำเรอตน ซึ่งชาติตัวนี้สำคัญมาก ส่วนโศกะปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาสเท่านั้นที่อรหันต์จะไม่มี แม้แต่ชรา นั้นก็ยังมีอยู่ อย่างพระพุทธเจ้าท่านก็ต้องมีร่างที่ชราลงอยู่นั่นเอง ส่วนจิตนั้นจะไม่มีชราหรือมรณะ จิตนั้นเป็นอมตะแล้ว คือจิตจะตายหรืออยู่จะสูญหรือต่อไปก็ได้ นั้นคือ อมตะบุคคล

อ่าน sms ของ 4424

_0894424xxx 1)ถ้ามีตัวตน(สัสสตทิฐิ)เป็นความจริงแล้วไซร้,ฉะนั้นการพ้นทุกข์ย่อมไม่มีได้จริง!เพราะว่าถึงอย่างไร.ตัวตนนี้ก็ต้องแก่เจ็บตายคือทุกข์อยู่ดี!. 2)ถ้าไม่มีตัวตน(อุจเฉททิฐิ)เป็นความจริงแล้วไซร์ ฉะนั้นถึงทุกข์จะมีอยู่จริง ก็ไม่มีใครได้รับทุกข์อันนั้น.ดังนั้นจะไปหาตัวตนได้มาจากที่ไหนให้มาปฏิบัตธรรมเพื่อพ้นทุกข์อีกด้วยเล่า?จริงไม๊! จึงสรุปได้ว่า ทั้ง2ทิฐิคือทั้งเห็นว่ามีตัวตนและเห็นว่าไม่มีตัวตนล้วนเป็นมิจฉาทิฐิด้วยกันทั้งคู่! แต่โพธิรักเป็นคนสมองตื้นเลยไม่เข้าใจตามที่พุทธเจ้าตรัสไว้ว่าความเห็นว่ามีตัวตนและความเห็นว่าไม่มีตัวตน ทั้ง2ความเห็นนี้เป็นสุดโต่งทั้ง2ด้าน พุทธองค์จึงแสดงสัจธรรม(อนัตตา)ที่ตรงตามความเป็นจริง โดยเรียกว่าธรรมสายกลางเพื่อให้ออกห่างจากมิจฉาทิฐิสุดโต่งทั้ง2 คือสุดโต่งด้านมีตัวตนกับสุดโต่งด้านไม่มีตัวตน ซึ่งปุถุชนอย่างโพธิรักเข้าไม่ถึงสายกลางอนัตตา จึงต้องเอียงไปเอียงมาไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง! กิจเพื่อความเป็นอย่างนั้นหรือเป็นอย่างนี้ ย่อมมิได้มี! ฉะนั้นโพธิรักที่อ้างตนเป็นอรหันต์และกำลังสั่งสมคะแนนหรือหน่วยกิจบารมีเพื่อจะไปต่อเป็นพุทธเจ้านั้น จึงเป็นเรื่องโหลยโท่ยโดยแท้ฟันธงได้เลยว่า โพธิรักเป็นอรหันต์ปลอมชัวร์ล้าน% ก็เหมือนกับมิสที่ชอบสมมุติตนเองเป็นมิสป่าตองนั่นแหละ โดยถึงจะปลอมก็ช่าง เพราะเมื่อสมมุติเป็นมิสหรือสมมุติเป็นอรหันต์แล้ว ให้รู้สึกสบายใจยิ่งนัก! ใบไม้กำมือเดียวคือสอนเฉพาะที่มีสาระคือเรื่องทุกข์กับดับทุกข์เท่านั้น ส่วนใบไม้ทั้งป่าที่อยู่นอกกำมือล้วนไม่มีสาระจะดับทุกข์ได้ พุทธองค์จึงไม่ทรงนำมาสอน เช่นเรื่องทางโลก,การเมืองการปกครอง,หรือความรู้เรื่องเอกภพ(ดาราจักร)เป็นต้น แต่ฝ่ายนักบวชที่ชอบคุยโม้โอ้อวดทั้งหลายโดยเฉพาะอรหันโพธิรัก ก็จะฉวยโอกาสบอกแก่บริวารว่า เราจะแสดงธรรมที่อยู่นอกกำมือของพุทธเจ้าด้วยทั้งนี้ก็เพื่อจะโชว์อ๊อฟว่าตนแสนรู้นั่นเอง! _ 0894424xxx ความเห็นว่ามีตัวตนย่อมเกิดจากอุปทานในรูปนามว่าเป็นตัวตน(อัตตา) ทั้งความเห็นว่าไม่มีตัวตนก็ย่อมเกิดสืบเนื่องจากอุปาทานในรูปนามว่าเป็นตัวตน(อัตตา)เช่นกัน แต่เมื่อจิตหลุดพ้นจากอุปาทานว่าเป็นตัวตนแล้ว ดังนั้นความเห็นว่ามีตัวตนก็ดีและความเห็นว่าไม่มีตัวตนก็ดี ทั้ง2ความเห็นนี้ย่อมพลอยดับไปด้วย แต่เนื่องจากสัมมาทิฐิคืออนัตตา(=ไม่ใช่ตัวตน)นี้หาผู้เข้าใจยาก! เพราะคนทั่วไป99.99% ล้วนเป็นปุถุชนทั้งนั้นรวมโพธิรักด้วย ซึ่งย่อมกอร์ปไปด้วยอุปาทานในรูปนามว่าเป็นตัวตน(อัตตา)ด้วยกันทั้งสิ้น จึงชอบที่จะหลุดปากออกมาเป็นความเห็นว่ามีตัวตนหรือไม่ก็ไม่มีตัวตน ไม่ความเห็นใดก็ความเห็นหนึ่งเช่นนี้เสมอ! โดยเข้าใจเอาเองว่านี่แหละคืออนัตตาซะอีกด้วย!!! มิใยที่อริยะเช่นเราจะทักแล้วทักอีก, เตือนแล้วเตือนอีก, SMSแล้วSMSอีก, โพธิรักก็ยังคงเป็นโพธิรัก!มิสก็ยังคงเป็นมิส!..ฉะนั้นจึงขอเอวังเพียงแค่นี้ก่อนเด้อฯ

มี sms ของวันที่ 19 อีกว่า _ 0894424xxx สมมุติว่ามีกระดาษตัดเป็นแผ่นวงกลม โดยแบ่งครึ่งวงกลมเป็น2ด้านๆหนึ่งสีขาว อีกด้านหนึ่งทาสีดำ แล้วเจาะรูที่จุดศ.ก.แผ่นวงกลมเพื่อใส่ด้วยแกนดินสอ จากนั้นให้หมุนแผ่นวงกลม แล้วสังเกตุดูว่าขณะที่แผ่นวงกลมนี้หมุน จะเห็นว่าแผ่นวงกลมได้กลายเป็นสีเทาแล้ว โดยไม่มีสีขาวหรือสีดำเหลือให้เห็นอีกเลย!.. ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้าจะเปรียบรูปนามนี้ขณะที่ปรากฏอยู่(=มี)ว่าเป็นสีขาว และเปรียบรูปนามขณะที่ดับไป(=ไม่มี)ว่าเป็นสีดำ และเมื่อความเป็นจริงแล้วรูปนามนี้เกิดดับอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นเมื่อเพ่งมองไปที่รูปนามขณะที่กำลังเกิดดับอยู่ด้วยปัญญาแล้ว จึงไม่เห็นว่ารูปนามปรากฏอยู่อย่างเดียว และอีกทั้งไม่เห็นว่ารูปนามดับอยู่อย่างเดียวด้วย ซึ่งถ้าเห็นว่ารูปนามปรากฏอยู่ตลอดโดยไม่เปลี่ยนแปลง ก็ย่อมหมายถึงว่ามีตัวตนเป็นสัมมาทิฐิ! และถ้าเห็นว่ารูปนามดับอยู่ตลอดโดยไม่เปลี่ยนแปลง ก็ย่อมหมายถึงว่าไม่มีตัวตนเป็นสัมมาทิฐิ! แต่ก็ดังที่กล่าวแล้วว่าโดยความเป็นจริง รูปนามนี้เกิดดับอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้นแล้วจึงไม่สามารถเห็นรูปนามนี้ว่าปรากฏอยู่ตลอด(หรือไม่สามารถเห็นเป็นสีขาว) และอีกทั้งก็ไม่สามารถเห็นรูปนามนี้ว่าดับอยู่ตลอด(หรือไม่สามารถเห็นเป็นสีดำ) ฉะนั้นแล้วจะเห็นว่ารูปนามนี้เป็นเช่นไร? ซึ่งคำตอบก็คือเห็นเป็นอนัตตา(=ไม่ใช่ตัวตน)!หรือเห็นเป็นสีเทานั่นเอง และต้องยอมรับว่าสีเทาก็ไม่ใช่สีขาวและสีเทาก็ไม่ใช่สีดำ ฉันใดก็ฉันนั้น..อนัตตาก็ไม่ใช่อัตตา(=มีตัวตน)และอนัตตาก็ไม่ใช่นิรัตตา(=ไม่มีตัวตน).. ฉะนั้นเมื่ออุตส่าห์หาคำอธิบายมาอย่างยากเย็นเช่นนี้แล้ว จึงหวังว่าโพธิรักคงจะเข้าใจบ้างไม่มากก็น้อย แต่ถ้ายังไม่เข้าใจอีกละก็นั่นย่อมแสดงว่า โพธิรักเปรียบเหมือนคนที่ถูกธนูยิงได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส แต่แทนที่จะรักษาทุกข์อันเกิดจากแผลธนูให้หายก่อน แต่กลับไพล่ไปถามหาว่าใครเป็นคนยิง? ซึ่งย่อม=เป็นการถามหาอัตตา! จึงสรุปได้ว่าโพธิรักยังคงติดอัตตาอยู่นั่นเองความเห็นว่ามีตัวตนย่อมเกิดจากอุปทานในรูปนามว่าเป็นตัวตน(อัตตา) ทั้งความเห็นว่าไม่มีตัวตนก็ย่อมเกิดสืบเนื่องจากอุปาทานในรูปนามว่าเป็นตัวตน(อัตตา)เช่นกัน แต่เมื่อจิตหลุดพ้นจากอุปาทานว่าเป็นตัวตนแล้วดังนั้นความเห็นว่ามีตัวตนก็ดีและความเห็นว่าไม่มีตัวตนก็ดีทั้ง2ความเห็นนี้ย่อมพลอยดับไปด้วย แต่เนื่องจากสัมมาทิฐิคืออนัตตา(=ไม่ใช่ตัวตน)นี้หาผู้เข้าใจยาก! เพราะคนทั่วไป99.99%ล้วนเป็นปุถุชนทั้งนั้นรวมโพธิรักด้วย ซึ่งย่อมกอร์ปไปด้วยอุปาทานในรูปนามว่าเป็นตัวตน(อัตตา)ด้วยกันทั้งสิ้น จึงชอบที่จะหลุดปากออกมาเป็นความเห็นว่ามีตัวตนหรือไม่ก็ไม่มีตัวตน ไม่ความเห็นใดก็ความเห็นหนึ่งเช่นนี้เสมอ! โดยเข้าใจเอาเองว่านี่แหละคืออนัตตาซะอีกด้วย! มิใยที่อริยะเช่นเราจะทักแล้วทักอีก , เตือนแล้วเตือนอีก, SMSแล้วSMSอีก, โพธิรักก็ยังคงเป็นโพธิรัก!มิสก็ยังคงเป็นมิส! ฉะนั้นจึงขอเตือนซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็เพื่อจะเพิ่มรอยหยักให้โพธิรักนั่นเอง พ่อครูว่า… ถ้าเอานิยายเซ็นของพระสองรูปไปด้วยกัน เห็นผู้หญิงตกน้ำ ก็เถียงกันว่า จะช่วยหรือไม่ พระรูปหนึ่งบอกว่าไม่ได้ผิดวินัย พระอีกรูปหนึ่งบอกต้องช่วย จึงกระโดดไปช่วย เสร็จแล้วเดินไป พระเคร่งวินัยก็บอกว่าท่านไม่น่าผิดวินัยเลย พระที่ไปช่วยไว้บอกว่า ผมวางผู้หญิงไปนานแล้ว แต่ท่านยังอุ้มไว้อยู่หรือไม่?....ซึ่งเป็นตรรกะเท่านั้น ความเป็นจริงพระที่ไปช่วยมีกามหรือไม่...หรือพระที่เคร่งวินัยยึดอยู่ ซึ่งพระที่จะผิดวินัยสังฆาทิเสสนั้น จะต้องประกอบด้วยการไปจับต้องการหญิงด้วยจิตมีกาม จึงต้องอาบัติ ส่วนในเรื่องที่จะเป็นกุศลในการช่วยคนให้รอดชีวิตนั้นเป็นส่วนกุศลจริง แต่ในปรมัตถ์ต้องไปอ่านจิตของตนดู

มาวิเคราะห์วิจัยของ 4424 ที่ว่า ซึ่งถ้าเห็นว่ารูปนามปรากฏอยู่ตลอดโดยไม่เปลี่ยนแปลง ก็ย่อมหมายถึงว่ามีตัวตนเป็นสัมมาทิฐิ!และถ้าเห็นว่ารูปนามดับอยู่ตลอดโดยไม่เปลี่ยนแปลง ก็ย่อมหมายถึงว่าไม่มีตัวตนเป็นสัมมาทิฐิ! พระพุทธเจ้า ท่านว่า ถ้าเห็นความจางคลายของกิเลสเรียกว่า วิราคานุปัสสี ถ้าเห็นความดับของกิเลสอีกเรียกว่า นิโรธานุปัสสี แล้วทำซ้ำทำทวนให้มันตายสนิทเรียกว่า ปฏินิสสัคคานุปสสี แต่คุณ 4424 นั้นแค่ขบคิดตรรกะใช้เหตุผลจึงไม่ได้มีรายละเอียดของการปฏิบัติ และพูดว่าตนเป็นอาริยะอีกด้วย ตั้งแต่ตอนต้นที่คุณ 4424 ว่าถ้ามีตัวตนคือสัสตะ ถ้าไม่มีตัวตนเรียกว่าอุทเฉททิฏฐิ อาตมา ว่า ถ้ามีตัวตน นั้นมันจะมีทุกข์เพราะมันเป็นเหตุ ถ้าดับเหตุ คือดับตัวตน ทุกข์ก็จะหายไป ทุกข์ก็จะไม่มีตัวตน จะมีแต่สุขอย่างสงบจากกิเลส มีความว่างความเบาสบาย อุเบกขา รู้ความจริงตามจริง ไม่มีจิตชอบไม่ชอบ ไม่มีทั้งกามและอัตตา แต่จะรู้ความจริงตามสมมุติคือสมมุติสัจจะของคนทั่วไป เรารู้ว่าเขาติดปลาร้าก็จะรู้ได้ แต่เราจะรู้ว่าเราไม่ติดปลาร้า ซึ่งคือใบไม้กำมือเดียว ส่วนของคนอื่นคือใบไม้ทั้งป่า เมื่อเราจบกิจ เป็นอรหันต์ แล้วจะเรียนต่อใบไม้ทั้งป่า ซึ่งอาจต้องไปเกิดเพื่อเรียนรู้ บางที่ไปเกิดเป็นเดรัจฉาน ทั้งที่ท่านหมดทุกข์ตนแล้ว แต่ยังข้องใจในทุกข์ของคนอื่นสัตว์อื่น ก็ต้องไปเกิดเป็นเดรัจฉานเพื่อเรียนรู้ ผู้ที่มีปรมัตถสัจจะที่แท้จริง จะรู้สมมุติสัจจะด้วย ผู้ออกมาได้จะเห็นความวนของเขา อย่างของ คุณ4424นี่เอียงไปทางอุจเฉททิฏฐิ ซึ่งลึกๆก็มีสัสตะทิฏฐิลึกๆอยู่ เขาจะฝังใจว่าในเมื่อไม่มีตัวตนจะเอาอะไรไปปฏิบัติอีก ความคิดผิดเช่นนี้จะฝังลึกอยู่ในอนุสัยไปเรื่อยๆคือสัสตะไปเรื่อย คนยึดความไม่มีตัวตนนี่จะไม่รู้ตัวตนไปอีกไม่รู้เท่าไหร่ เขาหลงปัญญาฉลาดว่า สัพเพอนัตตา ทุกอย่างไม่มีตัวตนแล้วจะเอาตัวตนไหนมาปฏิบัติ อย่างนี้ลึกมากน่าสงสาร อย่างพวกติดภพ เช่นอาฬารดาบส อุ ทกอาบส นั้นจะจมลึกเท่าที่มีแรงของความยึดภพเท่านั้นจนกว่าจะหมดแรงก็จะตื่นมาแสวงหาอีก การไม่รู้ตัวเหตุเพราะเอาแต่นึกคิดเอาเอง การสรุปว่าจะเอาตัวตนที่ไหนไปปฏิบัติ คือการกล่าวตู่คำสอนของ พระพุทธเจ้า การไปสมมุติแค่วัตถุมาอธิบายนั้นเป็นเพียงความรู้พื้นฐานเท่านั้น เขานึกว่า อาตมา ไม่มีปัญญารู้หรอก ขอบคุณที่คิดประเด็นมาให้บรรยาย

สรุปว่า ในเรื่องการศึกษาของพระพุทธเจ้า ปฏิจจสมุปบาทเป็นตัวจริงที่จะต้องศึกษา มันเริ่มที่อวิชชา ซึ่งคนทุกคนเกิดมามีอวิชชา ยังไม่เป็นอรหันต์ แม้แต่เป็นอรหันต์เกิดมายังมีลิงลมอมข้าวพองอย่าง พระพุทธเจ้า เป็นต้น

ในอุปาทาน พระพุทธเจ้า .แบ่งไว้ 4 ความเห็น 1 .ทิฏฐุปาทาน อย่าง 4424 คือทิฏฐุปาทาน เพราะบอกไว้ว่า ไม่ต้องเอาอะไรไปปฏิบัติ ซึ่งได้แต่ทิฏฐิ ยังไม่ได้พูดถึงกามุปาทานเลย เขาจะเสพกามด้วยจิตวาง อย่างคนฐานะดี จะใช้เงินบำเรอความอยากได้มาก ถ้าทุกข์มาก็จะทำการปัดทิ้งไป บำบัดเพียงชั่วคราว 2 .กามุปาทาน 3 .ศีลพตุปาทาน 4 .อัตวาทุปาทาน...อันนี้จะตกหนัก เพราะ ยึดได้แต่อัตตาที่ว่าไม่ใช่ตัวตน มีแต่ทิฏฐุปาทาน อัตาวาทุปาทานเท่านั้น พวกนี้อุทเฉททิฏฐิ พวกนี้จึงปิดนิพพาน ก็น่าสงสาร

ส.เพาะพุทธ ...พ่อครูได้เชื่อมโยงให้เห็นถึง อัตวาทุปาทาน คือการใช้วาทะความเห็นความรู้สะกดจิตตัวเอง เป็นวิกขัมภนปหาน คือเขวี้ยงทุกข์ทิ้งของคนมีฐานะ แม้แต่ทิฏฐุปาทาน ยึดทิฏฐิ จนกลายมาเป็นอัตวาทุปาทาน เช่นเมื่อไม่มีกระจกก็จะเอาอะไรไปเช็ดกระจกให้ใสอีกเล่า...ความคิดเช่นนี้น่ากลัวมากในโลก พ่อครูบวชมา 36 ปี พระโพธิสัตว์นั้นหมดทุกข์ตนเองแล้ว แต่จะเรียนรู้ทุกข์ของสัตว์โลกเพื่อประโยชน์ต่อผู้อื่นเป็นใบไม้ทั้งป่า อุทเฉททิฏฐิน่ากลัวกว่าสัสตทิฏฐิ ส่วนพุทธศาสนาทั่วไป สายปัญญาอย่างจีนจะเป็นอุทเฉททิฏฐิ ส่วนสายเจโตอย่างอินเดียจะเป็นสัสตะทิฏฐิ ความอยากนั้นวิภวตัณหาคือความอยากที่เราต้องมีต้องเป็นต้องใช้ สมองเสื่อมได้ วิญญาณนั้นถ้าถึงข ั้ นนิยตะ วิญญาณจะไม่เสื่อม เราปฏิบัติธรรมอย่าข้ามขั้น เน้นโผฏฐัพพารมณ์ มากกว่า ธรรมารมย์ เน้นอายตนะนอกมากกว่าอายตนะใน ซึ่งคนทั่วไปจะเอาแต่ใจไม่ยึด วางนิ่งเฉย แต่ไม่ได้เรียนรู้กิเลสที่จะให้บรรลุธรรมไปตามขั้นตอนอย่างแท้จริง ไม่ไปติดในทิฏฐิ ในนิมิต ต่างๆ เพราะไม่รู้อัตตาตามขั้นตอนที่แท้จริง อยากเสพนั้นไม่ควรมี แต่อยากสร้างสรรนั้นควรมีต่อไป...... จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน