560620_พิธีไหว้คุรุ ณ พุทธสถานสันติอโศก วันพฤหัสบดีที่ ๒๐ มิ.ย. ๕๖.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์348 KB
วันที่แก้ไข1 มีนาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

56062 0 _พิธีไหว้คุรุ ณ พุทธสถานสันติอโศก วันพฤหัสบดีที่ 20 มิ.ย. 56 พิธีกรรมจัด เมื่อวัน 2 0 มิถุนายน พศ. 2556 ที่ ศาลาฉันสันติอโศก มีสมณะสิกขมาตุ คนวัด และชาวชุมชนมาเป็นผู้ร่วมงาน มีนักเรียนซึ่งมีหลายชั้นเรียนคือ สันติบาล,สัมมาสิกขา,โฮมสคูล, มวช. มาร่วมพิธีไหว้คุรุ เริ่มพิธีโดยมีการกล่าวคำบูชาคุรุร่วมกัน จากนั้นก็เป็น พิธีมอบพานแก่คุรุ โดยแต่ละชั้นปีแต่ละหน่วยการศึกษาก็ได้ประดิษฐ์พานที่มีความหมายต่างๆกันไปเพื่อมาบูชาคุรุ หลังจากพิธีมอบพานแก่คุรุแล้ว ก็มีการอธิบายความหมายของพานที่นักเรียนตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อบูชาคุรุ ม.๒..... เทียน เปรียบเหมือน สมณะสิกขมาตุ ที่ให้แสงสว่างทางปัญญาของพวกเรา ทราย คือ สังคมสิ่งแวดล้อมที่ดีของอโศก จะนำพาเราไปสู่ความรุ่งเรือง ม.๓.....ให้ความหมายว่า น ักเรียน เปรียบกับ ผักผลไม้หลากสี และมาร่วมกันได้ทั้งที่ต่างจริต โดยได้รับแสงสว่างทางปัญญา จากท่านสมณะสิกขมาตุ และคุรุที่เปรียบเหมือนเทียนนั่นเอง ม. 4 .....เรือเปรียบ สัมมาสิกขา ที่มีสมณะสิกขมาตุและคุรุที่คอยประคับประคองเด็กที่อยู่ใน เรือทวนกระแสโลกีย์ ม. 5 .... พวงมาลัยสีแดงล้อมรอบ คือ ครูที่คอยอบรมสั่งสอน ดอกไม้ข้างในคือเด็กน ักเรียน ที่คุรุคอยปกป้องนักเรียน ม.วช...มี สัปปะรด อยู่ในพาน ตาของสัปปะรด คือ ผัสสะที่มีมากมาก ถ้าผ่านผัสสะ เข้าไปในเนื้อสัปปะรด จะเจอเนื้อที่หวานฉ่ำ มี หนามแหลมอยู่รอบๆสัปปะรด ก็คือ อุปสรรคที่เราต้องผ่านให้ได้เพื่อไปถึงยอดสุด คือ เทียน ที่คือปัญญาที่ได้รับจากพ่อครู สมณะ สิกขมาตุ ต่อจากนั้นเป็นตัวแทนของนักเรียนมานำนักเรียนทั้งหมดกราบคุรุ ..... กราบแรก เป็นการขอขมาขอภัยคุรุ ที่น ักเรียน ได้เคยล่วงเกินทำให้คุรุ สมณะสิกขมาตุต้องหนักใจ..... กราบที่สอง คือ กราบขอบพระค

อ่านต่อ

ุณ พ่อครู สมณะ สิกขมาตุที่ไม่ย่อท้อต่อการสั่งสอนอบรมนักเรียน แม้นักเรียนจะดื้อ โมโหร้าย ขี้มึน แต่ท่านก็ยังไม่ย่อท้อไม่หนีหาย และ กราบที่สาม ...ขอบพระคุณที่ ทำให้พวกเราเป็นคนที่รู้ดีรู้ชั่ว เป็นคนที่ดีขึ้นมาได้ ตัวแทนนักเรียนบอกความรู้สึกส่วนตัวว่า ...สมัยก่อนเป็นหินแหลมคมที่ไม่มีใครจับต้องได้ แต่คุรุก็ไม่ย่อท้อได้ฝึกฝนจนหินก้อนนี้แม้ไม่เนียนไม่ดีผุดผ่องก็ยังคงได้ลบคมลบความแหลม จนสามารถจับต้องได้เป็นประโยชน์ได้ ผมก็ไม่มีอะไรตอบแทนนอกจากคำขอบพระคุณครับ จากนั้นเป็นการเปิดใจของตัวแทนคุรุ ตัวแทนคุรุฝ่ายชายคือ คุรุไพรเมือง .....ปีการศึกษานี้ได้รับประสพการณ์ในการดูแลเด็กนักเรียน มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ตั้งใจใช้ชีวิตในสัมมาสิกขาให้ถูกต้องให้ดีจะได้พบสิ่งที่ดี เมื่อทำผิด เรามีมิตรีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี จงตั้งใจใช้ชีวิตในสัมมาสิกขาให้ดี ให้มองตนเอง ระมัดระวังสังวรตัวเอง ตัวแทนคุรุฝ่ายหญิงคือ คุรุใบบุญ ...วันนี้ นึกถึงพ่อครู เป็นครูให้ดูว่าท่านสอนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่ท้อแท้ และพวกคุรุอาๆก็ยังมีกิเลสอยู่ ก็เจอเด็กดื้อบ้าง แต่ก็ไม่ท้อถอย ยิ่งช่วงหลังพ่อครูจะให้ขุมทรัพย์คุรุ ทำให้เราได้พัฒนาแก้ไขกัน ร่วมมือกันทำทั้งบ้าน วัด โรงเรียน ตอนนี้มีระบบพี่ดูแลน้อง มีการตั้งกระทรวงในการดูแลน้องๆ พี่ๆก็เอาภาระดูแลน้องๆ ช่วยคุรุ และสมณะสิกขมาตุ น้องๆก็อย่าทำให้พี่ๆหนักใจมาก พี่ๆก็อย่าทำให้คุรุหนักใจมาก เป็นการสร้างบุญกุศล และคนกตัญญูกตเวที ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ ความดีจะคุ้มครองเรา ตัวแทนของโรงเรียนสัมมาสิกขา คุรุฟังฝน จังคศิริ กล่าวเปิดใจ ....ประทับใจคุรุและนักเรียนที่เอาภาระ อยากให้ทุกคนอภัยแก่กัน แม้จะมีความบกพร่องเราก็ให้อภัยกันให้ความรักแก่กัน ตัวแทนชุมชนสันติอโศก คุณหนึ่งพุทธ วิมุตินนท์ กล่าวเปิดใจ ...ชาติหน้าเป็นไปได้อยากมาเป็นสัมมาสิกขาบ้าง เพราะชีวิตเช่นนี้เป็นชีวิตที่ก้าวหน้า เป็นการเลือกหมู่กลุ่มที่ดี.... สุดท้ายเป็นตัวแทนชุมชนสันติอโศกฝ่ายหญิง คุณดินนา โคตรบุญอาริยะ กล่าวเปิดใจ ...อาภาคภูมิใจในตัวนักเรียน ที่รู้ข้อบกพร่องตัวเอง และได้ปรับปรุงพฤติกรรม และอาเองก็มีข้อบกพร่อง และพยายามปรับปรุง มีท้อบ้าง แต่ก็ตั้งต้นใหม่ เราเป็นโรงเรียนโลกุตระ เรามาขัดเกลาตน เราเป็นครอบครัวใหญ่ มีพ่อครูมีสมณะสิกขมาตุเป็นผู้นำจิตวิญญาณ พวกเราทุกคนมาเพื่อพัฒนาตนเอง เราก็จะไม่โกรธไม่ถือสาใครที่มาขัดเกลาเราให้เป็นหินที่เกลี้ยงกลม ไม่มีเหลี่ยมคมบาดมือใคร เราควรให้ความเคารพในฐานะ พี่ดูแลน้อง น้องเชื่อฟังพี่ เราให้ความเคารพต่อผู้ใหญ่ ที่จะขัดเกลาเรา เพื่อให้เราแข็งแกร่ง และอ่อนน้อมถ่อมตน ให้พวกเราพัฒนาสองอย่างคือ 1 . มีน้ำใจมากขึ้น เช่นช่วยงาน ช่วยยกของเป็นต้น 2 . ลดความแข็งกระด้าง เช่น ทักทายยกมือไหว้ เจริญธรรม จากนั้นนักเรียนทั้งหมดได้ยืนขึ้น เพื่อร่วมกันร้องเพลง "พระคุณที่ 3 "... ครูบาอาจารย์ที่ท่านประทานความรู้มาให้...... เป็นการบูชาพ่อครู, สมณะ, สิกขมาตุ และคุรุ และปิดท้ายด้วยเพลงมาร์ช สส.สอ.

จากนั้นเป็นการให้โอวาทโดย พ่อครู สมณะโพธิรักษ์ พ่อครูว่า… วันนี้เป็นทั้ง วันไหว้ครู และ วันขอบุญโฮม รู้สึกว่า ขอบุญโฮมนั้นชาวสันติอโศกยังไม่ค่อยมากัน เพราะเป็นเวลาทำงานอยู่ ก็เอาเท่าที่เป็นไปได้ วันนี้ก็จะพูดถึงการเรียนในแวดวงพวกเรา การเรียนนั้นนอกจากจะมีนักเรียนและคุรุ เราก็ยังมีองค์ประกอบแวดล้อม คือประชาชนในบ้าน เพราะ โรงเรียน เราเป็น บวร คือบ้าน-วัด-โรงเรียน ผู้ที่อยู่ในชุมชนก็จะมีความประพฤติ ให้ดูเป็นคุรุด้วย อย่างเด็กที่หมาป่าคาบไปเลี้ยง เด็กคนนั้นโตขึ้นมาก็คลานเหมือนหมาป่า เห่าเหมือนหมาป่า พูดไม่เป็น ก็คือหมาป่าสอน โดยไม่ต้องเข้าห้องเรียน แต่มันสอน คนแท้ๆมันยังสอนให้เป็นหมาป่าได้ คลานสี่ขาเหมือนหมา รู้ภาษาหมา ไม่รู้ภาษาคน การเป็นครู คือ การถ่ายทอดด้ว ย พฤติกรรม การดูการรู้การเห็นซับซาบทางวิญญาณด้วย ผู้ที่อยู่แวดล้อมในชุมชน โรงเรียน เรามี บวร ทุกแห่ง ก็ขอสัมทับแก่ชาวชุมชนว่า ให้ทราบความสำคัญ ว่าท่าน...ถ้าเด็กไม่ดีท่านมีส่วนด้วย เหมือนหมาป่า เด็กที่ได้รับซับซาบจากองค์รวม เป็นพลังสำคัญที่สังคมเราอยู่ เป็นการสอนการถ่ายทอดที่ยิ่งใหญ่ แม้แต่เด็กที่อยู่กันเป็นองค์รวม ถ้าพากันเกเร ก็จะเกเรไปทั้งหมด ถ้าพากันดีก็จะดีกันทั้งหมด ทุกคนควรสังวร สำรวม รู้ว่าดีคืออะไร โดยปฏิภาณก็พอรู้ว่าอันไหนดีอันไหนไม่ดี เราก็ทำดีแล้วพาหมู่ทำดี ก็จะมีพลังมากขึ้น ไม่ควรทำ ถ้าสิ่งดีก็ควรทำ แน่นอนทำสิ่งดีมันต้องฝืน แต่ฝืนอย่างไรก็ต้องทำ เมื่อเข้าใจว่ามันดีแล้ว เราจะเปลี่ยนตัวเองไปสู่สิ่งเจริญ ขอพูดซ้ำอีกว่า เด็กนักเรียนในอโศก เราไม่ได้มีเจตนาจะใช้ หรือเอามาหาเงิน ไม่ได้เอามาเป็นเครื่องมือ แต่เอามาฝึกฝนอบ ร มให้เป็นคนดี มีประโยชน์เท่าที่จะทำได้ เรามีทั้งอนุบาล ปฐม มัธยม เราก็มีครบ เรียกว่ามีจนเฟ้อ มีสันติบาล แล้วก็มีโฮมสคูลอีก เหมือนมีแหล่งใหญ่ แต่แท้จริง มีคนทำอยู่ไม่กี่คน เป็นเรื่องที่ต้องจำแนกบอกกันให้ทราบถึงข้อดีข้อเสีย ซึ่งมีผู้เก็บข้อมูลมา ให้พิจารณาดู ซึ่ง ปัญหาของประเทศไทย ที่ลำบากกันอยู่ทุกวันนี้ มีความเสียหาย ก็เพราะคำเดียวคือ " รวมตัวกันไม่ได้ " ยิ่งระบบเรามี สาธารณโภคี เรามีลักษณะเป็น เอกีภาวะ ยิ่งกว่าป ระชาธิปไตย และมี อวิวาทะ แปลว่า ไม่ระแหง ซึ่งละเอียดกว่าแตกแยก คือ สามัคคีไม่มีระแหง เรามี สังคหะ คือ เอื้อเฟื้อเกื้อกูล เรามีแต่เสียสละ มีแต่ให้แก่นักเรียน เท่าที่ช่วยได้อย่างแท้จริง ไม่ต้องการสิ่งแลกเปลี่ยน แต่ถ้าเราสอนให้เขากตัญญูได้ เขาก็จะเป็นคนดี แต่เราก็ไม่รุ่งเรืองนักเรื่องกตัญญู ก็เป็นเรื่องไม่บริบูรณ์ เป็นเรื่องจริงไม่ใช่ลงโทษ ตอนนี้เด็กเราจบไปเป็นหลายพันคน ก็ยังไม่เห็นแสดงความกตัญญูกตเวที ซึ่งไม่ใช่เรียกร้อง แต่ว่ามันควรต้องแสดงคุณธรรม เพราะเราเป็นคุณธรรม ถ้าบรรลุธรรมจริง ก็ต้องแสดงจริง มันบรรลุความเสียสละก็แสดงออกเสียสละชัด ถ้าบรรลุความอดทนก็แสดงออกอดทนชัดเจน อย่างอโศกเรามี องค์รวมที่เสียสละ เด็กที่ออกไปก็เสียสละแต่ทำส่วนตัว ซึ่งก็น่าจะมาเสียสละกับองค์รวมอโศก ซึ่งพยายามหางานหาวิธีให้รวมกัน แต่ก็ยังล้มเหลว รวมกันไม่ค่อยติด รวมกันไม่ค่อยได้ ได้แต่คนเก่า หรือเด็กใหม่คือนักเรียนที่เรียนอยู่ช่วย แต่ก็ออกไปเมื่อจบแล้ว เป็นการให้ความรู้ ไม่ใช่เรื่องเรียกร้อง หรือทวงบุญคุณ ขอยืนยันว่า อาตมา ไม่ต้องการสิ่งนั้นไม่ต้องการให้ใครมาแทนบุญคุณ ทำงานมา 40 ปี ก็ไม่มีรังสีแห่งอกุศล ที่พูดนี้พูดด้วยใจจริง เรามีข้อบกพร่องในตัว คล้ายกับสังคมไทยเราที่ไม่เป็นหนึ่งเดียวกัน ตอนนี้ประชาชนที่รวมตัวกันก็นึกว่าเป็นหมู่ใหญ่ แต่ก็หมู่ใหญ่จริงหรือไม่ก็ไม่รู้ ก็เลยฝันหวานมีหน้ากากขาวออกมา ทางโน้นก็หัว เ ร าะเ ย า ะว่า ก็เอาตัวเก่ามาใส่หน้ากากเท่านั้น ที่จริงมีนิดเดียวเป็นการหลอกลวง อาตมา ว่าถ้าจริงมันก็จริง ดูกันไป

ต่อไปเป็นปัญหาของสัมมาสิกขาสันติอโศกที่มีผู้รวบรวมมา

คำถาม… การที่คุรุไม่เข้าที่ประชุม แล้วไม่รู้ข้อตกลงในที่ประชุม เมื่อที่ประชุมตกลงกันบางอย่างแล้ว เกิดไม่พอใจ ก็จะไปฟุ้งนอกที่ประชุม หาพวกมาสนับสนุนตน และสร้างความแตกแยกระหว่างคุรุ ทำให้ไม่เกิดความเป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างคุรุ และส่งผลให้บรรยากาศหน่วยงานด้านการศึกษาทีมีทั้ง สันติบาล,โฮมสคูล,สัมมาสิกขา มีบรรยากาศไม่ดี มองกันในแง่ลบ ทำให้ยิ่งไม่อยากเข้าร่วมประชุม เป็นวงจรที่ไม่จบสิ้น พ่อครูว่า … การประชุมเป็นเรื่องสำคัญ ต้องหมั่นพร้อมเพรียงกันประชุมพรั่งพร้อมกันเลิก มีหลักคือ 1 .มีเรื่องอะไรพูดออกมาให้ครบๆ 2 . แล้วลงมติ แม้จะชนะกันแค่ครึ่งคะแนนก็ให้ชนะ เมื่อเป็นมติแล้วก็จบ ที่เราเห็นแย้งก็ให้จบไป ถ้าหมู่โง่ตัดสินออกมาผิดก็ให้ซวย พาเสียไป แต่เราต้องเคารพปัญญากัน และหมู่บัณฑิตก็พาถูกต้องไปเรื่อยๆ หมู่ เรามั่นใจว่าหมู่บัณฑิต แต่เราถือตัวไม่เคารพหมู่ เรามาอยู่ในหมู่แล้ว ขนาดนั้นก็ยังไม่ให้เกียรติหมู่ คนนี้ก็ควรจะออกไป ไม่ควรอยู่กับหมู่ แม้ทุกวันนี้สังคมโลกก็เอาการประชุมมาเป็นหลัก ประชุมระดับโลก ระดับเอเชีย ระดับประเทศ ระดับภาค เขาก็ใช้วิธีนี้ทั้งนั้น เรื่องการประชุมเป็นความยิ่งใหญ่ ยังไงๆก็ต้องฝืนเข้าที่ประชุม ถ้าเห็นว่าที่ประชุมนี้ไม่ได้ประโยชน์ ก็ออกไปเลย พวกเราระบบสาธารณโภคีนั้นสูงกว่าประชาธิปไตย ถ้าไม่พยายามเข้าใจความลึกซึ้ง และไม่พากเพียรก็ไปไม่รอด

คำถาม… ปัญหาการตัดสินใจกระทำสิ่งที่มีผลต่อการดูแลนักเรียน โดยพละการไม่ผ่านที่ประชุมของคุรุ ทำให้เกิดปัญหาความแตกแยกไม่เข้าใจกันในโรงเรียน เช่นให้เด็กออกนอกพื้นที่ไปงานบางอย่างที่ไม่จำเป็น ไม่อยู่ในเงื่อนไขของกฎระเบียบโรงเรียน ที่จะให้ไปได้ตอน โรงเรียน เปิดเทอม เช่นไปงานแต่งงานเป็นต้น เมื่อไม่ผ่านที่ประชุม ก็ทำให้เกิดความแตกแยก ในการทำโรงเรียน ถ้าเรามีความคิดจะทำอะไรแล้วเป็นเรื่องมีผลกระทบต่อโรงเรียน ก็ควรนำเข้าที่ประชุมให้ตัดสินใจ ปัญหาระหว่างหน่วยงานการศึกษา ที่มีหลายหน่วยงานในสันติอโศก เมื่ออยู่ร่วมกันในสถานที่เดียวกัน แต่การปฏิบัติการฝึกฝนของนักเรียนมีมาตรฐานต่างกัน มีแนวทางปฏิบัติต่างกัน ต่างทิฏฐิ เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น คุรุของแต่ละหน่วยงานไม่สามารถที่จะสะท้อนปัญหา และรับขุมทรัพย์ในการไปปรับปรุงระหว่างหน่วยงานได้ พ่อครูว่า… ของเราอยู่รวมกันมีหลายกลุ่มหลายหมู่ ถ้าพวกเราไม่มารวมกัน บ้าน วัด โรงเรียน แม้จะมีหน่วยย่อย แต่ก็เป็นองค์รวมสาธารณโภคี เป็นครอบครัวใหญ่ แม้เราจะแบ่งฝ่ายแบ่งหน้าที่กัน แต่ก็เป็นอันเดียวกัน เป็นเลือดเนื้อเดียวกัน สมบัติอันเดียวกัน ซึ่งไม่ง่ายที่จะเข้าใจกัน ก็ปรับกันไป ต่อไปให้ตั้งวันที่จะมาประชุมรวมกัน ถ้าอันไหนไม่ดีก็ให้ยุบ ขอบอกว่ายุบได้ทุกอัน ยุบสัมมาสิกขา สันติอโศกก็อยู่ได้ จริงๆมีน่ะเป็นภาระ ไม่ใช่ภาระเบานะ เพราะฉะนั้นถ้าจะยุบจริงๆก็เบาสบายเลย นี่พูดให้ฟัง ไม่ใช่พูดให้น่ากลัวอะไร ถ้ามันไม่ดี โฮมสคูลนี่ปิ่มๆยุบง่ายจะตาย แม้แต่ สันติบาล หรือสัมมาสิกขา แต่ว่าเอามาเรียนสัมมาสิกขา ก็เป็นโครงการทดลอง

คำถาม… ปัญหาการไม่มีผู้ใหญ่ไปดูแลใกล้ชิดนักเรียน กรณีที่มีการจัดให้มีระบบพี่ดูแลน้อง อาจเกิดปัญหาความรุนแรงในการดูแลกันระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง เพราะไม่มีผู้ใหญ่ไปดูแลใกล้ชิด พ่อครูว่า… สาธารณโภคี คือ อยู่รวมกันเพื่อที่จะสังเคราะห์ ให้เกิดเป็นตระกูลเดียวกัน เชื้อนี้คือ เชื้อธรรมเชื้อพระพุทธเจ้า ให้เป็นตระกูลเดียวกันจริง ก็เป็นพี่น้องเป็นพ่อแม่ปู่ย่าตายาย กันจริงๆ ลูกหลานก็ดูผู้ใหญ่ ถ้าผู้ใหญ่ผิดก็บอกผู้ใหญ่ต่อได้ การบอกข้อบกพร่อง ก็มีสองนัย คือ การบอกข้อมูล และ การฟ้อง ซึ่งการฟ้องคือ มีจิตที่ไม่ชอบ ก็มีตัวอคติ ถ้าเรารู้แล้วไม่ค่อยชอบ ก็ ต้องพยายามมีจิตเมตตา ดีไม่ดี จะเป็นการใส่ไข่ ดีไม่ดีเป็นไข่นกกระจอกเทศ เราต้องพยายามตั้งใจวางใจดีๆ เอาความจริง จะไปรายงานก็ รายงานให้ซื่อตรง ก็รายงานได้ แต่ไม่ใช่ฟ้อง ถ้าฟ้องนี่มีอคติในใจ แต่ถ้าฟ้องนี้คือมีอคติ ต้องรายงาน ด้วยจิตเมตตา ตอนนี้เราจะให้พี่ดูแลน้อง แล้วผู้ใหญ่ก็วางมือ แล้วพี่ดีตายล่ะ ซึ่งพี่ก็ให้ฝึกไป ผู้ใหญ่ต้องคอยดูแล ไม่ให้คลาดสายตา มีอะไรบกพร่องก็ต้องรีบบอกพี่ แต่กลายเป็นปล่อยว่าให้พี่ดูแลไปก็จะพัง เพราะยังไม่เป็นผู้ใหญ่ อย่าไปสำคัญผิดว่า พี่ดูแลน้องเป็นระบบดีแล้ว แต่ตัวคนยังไม่โต เป็นนัยลึกซึ้ง แต่ละคนจะมาเป็นพี่ สมรรถนะความรู้ก็ยังไม่เท่ากัน ระบบดีก็ควรทำ แต่อย่าปล่อยปละละเลย

คำถาม… ปัญหากีฬาชนิดใหม่คือ โฮมรัน มีการเล่นคล้ายกับการแข่งขันเบสบอล แต่ว่าไม่รุนแรงเท่าเบสบอล โดยเปลี่ยนจากใช้ลูกเบสบอลแข็งๆ ให้เป็นลูกบอลนุ่มแทน และใช้ไม้ตีลูกขนไก่ตีแทนไม้เบสบอล หรืออาจใช้เท้าเตะลูกบอลแทนการตี ซึ่งกีฬาชนิดนี้ ยังมีข้อขัดแย้งระหว่างคุรุว่า จะให้เด็กเล่นได้หรือไม่? พ่อครูว่า… เราอนุโลมแก่ผู้ที่มีอินทรีย์น้อยมีหลักคือ เราต้องแข็งพอมีภูมิพอที่จะยืดหยุ่น ถ้าเราไม่แข็งพอเราก็อนุโลมไม่ได้ แต่ก่อนเราเคร่งเรื่องกีฬาเรื่องความบันเทิง แต่ตอนนี้เราก็อ่อนลง เราก็เอาอะไรมาพิจารณาเพิ่ม เช่นกีฬาชนิดนี้ หลักใหญ่คือ พวกรุนแรง ปรุงแต่งจัดจ้าน ปลุกเร้าอารมณ์ แข่งขันเอาชนะ กีฬาใดแข่งเอาชนะ มันก็จะแข่งกันไม่ได้ด้วยเล่ห์กลก็ใช้ยาโด๊ป เอาชนะคะคาน รุนแรงสุดท้ายก็จะทำร้ายกัน กีฬาออกกำลังกายที่ อาตมา ยกตัวอย่างให้เล่นได้ คือ ตะกร้อวง ส่วนเซปัคตะกร้อนี้ห้ามขาดเลย ส่วนกีฬาที่มีการสร้างสรรเอา คำถาม… ปัญหาคุรุแต่ละคนรับหน้าที่หลายอย่างในชุมชน สวมหมวกหลายใบ ทำให้แบกภาระมากในการทำงานทั้งการศึกษาและงานชุมชน ควรมีการทำงานอย่างเห็นใจกัน ให้กำลังใจกัน อย่าซ้ำเติมกัน ติติงกันด้วยเมตตา และมาลงมือช่วยกันดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด พ่อครูว่า … ปัญหานี้เป็นปัญหาหลักของทุกชุมชนอโศก คือคนเอาภาระน้อย คนไม่เอาภาระเยอะ แต่เราไม่บังคับกัน ให้สำนึกกันเป็นหลัก สำนึกว่าเราควรต้องช่วยอันนี้ทำอันนี้ อย่าดูดาย แม้เหน็ดเหนื่อยก็ทำ เรามาด้วยสมัครใจ ไม่ได้มีอะไรเป็นอามิสทั้งนั้น เป็นความภาคภูมิใจของ อาตมา ทุกวันนี้เราเป็น ชาติพันธุ์เผ่าอโศก ถ้าใครจะช่วยบูรณาการสร้างกันให้เกิดก็ตั้งใจดีๆ ต้องมีฉันทะในการอยู่ร่วมกัน ฉันทะเป็นมูล มีมนสิการเป็นแดนเกิด....และมีอมตะ และนิพพานเป็นผลสุดท้าย ผู้ใดไม่มีฉันทะนี่ยาก แม้แต่น ักเรียน จะมาเรียน เรามีหลักว่า ผู้ปกครองต้องยินดี นักเรียน ต้องยินดี ถ้าบังคับกันมา ต้องมีปัญญาพอ แต่ถ้าบังคับกันมาไม่มีความเข้าใจ และปัญญาก็ไปไม่รอด ถ้าเข้าใจกันดีระหว่างผู้ปกครองและเด็ก ก็จะช่วยได้ แม้พ่อแม่ไม่เต็มใจแต่เด็กตั้งใจดีก็ดึงกันได้ หรือเด็กไม่ยินดีแต่ว่าผู้ใหญ่ช่วยก็พอไปรอด แต่ถ้าไม่ยินดีทั้งคู่ ก็ไปไม่รอด เรามาอยู่ที่นี่ ถ้าจิตใจเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย เราจะอบรมฝึกฝนทั้งกาย วาจา ใจ ไม่เหมือนกับที่เขาฝึกแต่ปากพูด แต่เราจะฝึกทั้งกาย วาจา ใจ โดยเฉพาะใจนั้นเป็นประธาน แต่ถ้าใจไม่เปลี่ยน ไม่ได้ล้างกิเลสเลย ก็ล้ม เหลวเป๋วเลย ยิ่งกระแสโลกแรง ก็ไปสู่โลกหมด ทำอย่างไรจะช่วยให้เปลี่ยนแปลงจิตใจได้ มีหลักใน มูลสูตร จะเปลี่ยนจิตใจได้ ต้องมีผัสสะ เป็นปัจจัย ต้องมีการเกี่ยวข้องสัมผัสกัน เรามาทำงานร่วมกันสังสรรกันให้มาก มีผัสสะเป็นปัจจัย แล้วเวลาปฏิบัติจึงจะเกิดผล พอมีผัสสะก็เกิดเวทนา เราก็ ต้องรู้จักเวทนา หรือ อารมณ์ ซึ่ง เวทนา มี 108 ถ้าเราไม่เข้าใจ มโนปวิจาร ไม่รู้เวทนาฝ่ายโลก หรือฝ่ายโลกุตระ เราก็ไม่ได้เปลี่ยนใจ ไม่ถึงจิตวิญญาณ ได้แต่ฝึกสมองฝึกปาก ฝึกมือ ดังนั้นถ้าเวทนาไม่ได้ ก็ไม่มีสมาธิ สติ ปัญญา ไม่ได้ จะกลายเป็นสมาธิกดข่ม มนสิการ ไม่เป็น การมนนิการต้องทำใจ ก็คือทำที่เวทนา คือมโนปวิจาร ถ้าทำเป็นจะเป็นสมาธิ เกิดปัญญาที่สัมมาได้ ผู้มีวิมุติเป็น คนอมตะ ซึ่งคนอมตะคือไม่เกิดไม่ตาย แม้แต่โสดาฯ สกิทาฯ ก็เป็นนักศึกษา ต้องเป็นอรหันต์จึงจบ แต่ก็ศึกษาต่อได้เป็นพุทธภูมิ ผู้ศึกษาต้องทำแต่เบื้องต้น เน้นอรหันต์ก่อน แล้วจึงต่อได้ เมื่อพูดถึง อมตะบุคคล อโศกเรามีพฤติภาพ ที่แสดงถึงอมตะบุคคลได้ อมตะคือ ไม่ตายไม่เกิดไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่มีหรือมี เป็นคนที่ ใช้เหตุ ใช้ปัจจัย ไม่ยึดมั่นถือมั่น ยึดอย่างไม่ถือ เรียก สมาทาน แต่ยึดอย่างถือมั่นคือ อุปาทาน เช่น เราจะ สมาทานศีล เราก็ต้องเข้าใจว่าปฏิบัติศีลให้เกิด ปัญญา หิริ โอตตัปปะ วิริยะ สติปัญญา ตามจรณะ 15 ผู้ที่เป็น อมตะบุคคล มีศีลหรือไม่ก็ได้ แล้วไม ่ มีศีล แต่ท่านอยู่ในร่องในรอย คือท่าน อนุโลมเพื่อผู้อื่น ตามองค์ประกอบ ตามกาละเทศะ ผู้ที่เป็นอมตะบุคคลคือ ผู้ยอด อภิมหาอนิจจัง อย่างไปโทษท่าน เพ่งโท ษ ท่าน เพราะท่านปรับไปตามสภาพแวดล้อม ทุกวันนี้เหตุปัจจัยแปรปรวนมาก อยู่กับสังคมทุกวันนี้จึงยาก แต่ก็อยู่ได้ สังคมยิ่งปรุงแต่งมาก ก็ยิ่งเปลี่ยนแปลงเร็ว พวกที่อยู่ในสังคมปิด ก็จะเห็นอภิมหาอนิจจังมาก แต่ถ้า อาตมา ไปทำงานกับสังคมมาก จะยิ่งอภิมหาอนิจจัง คนนอกเขาจะเข้าใจไม่ได้จะเสียมาก แต่อโศกเรามีตัวยืนยันมั่นคงได้ จนตอนนี้เรากล้าพูดได้ว่าเรามาจน เพราะมีคนจนลงจริงชัดเจน หมดวิจิกิจฉา และพยายาทำไม่แฝง แล้วเราก็ใช้หมู่จนมาเป็นเครื่องมือ เราก็แอบเ อ านี่สิ ซึ่งก็เอาง่ายด้วย แฝงตัวอยู่ในนี้หลอกคนอื่นง่ายด้วย หมู่เราไม่เอา และให้เขาง่าย ซึ่งคนที่แฝงมาหลอกคนอื่นอาศัยตัวให้นี้หลอกคนอื่น ยิ่งกว่าคณะรัฐบาลที่ทำมาตอนนี้เขาทำเมกะโปรเจคเห็นง่าย แต่อโศกเราก็มีรูปรอยนี้ อาศัยแฝง รวยกันไปเยอะแล้ว ก็บอกว่า การหากินในวงคนคดโกง ก็จะใช้พลังไม่ซื่อสัตย์หักล้างกัน ก็บาประดับหนึ่ง แต่ว่ามา หากินในวงคนซื่อนั้นบาปมาก กว่า การฆ่าคนดีก็บาปมากกว่าฆ่าคนชั่วแล้ว ยิ่งไปฆ่าอาริยะก็บาปกว่า ฆ่าอริยะก็มีบาปขั้นต่างกัน ฆ่าอรหันต์ ก็เป็นอนันตริยกรรมเลย เป็นสัจจะของมัน ไม่หายไปไหน ไม่มีใครมาตั้งเอา ไหนๆเรามาที่นี่ไม่เอาบาปแล้ว ก็ขอเตือน อย่าทำบาปเพราะราคาบาปมันแ พ ง ไม่ได้ขู่มันเป็นสัจจะ ไม่อยากให้ได้ไป คนจะมาทำงานในนี้ คนจะโกงก็โกงไปจับไม่ได้ก็แล้วไป แต่จับได้ก็ไม่ให้ทำ ไม่ให้โกงต่อไป แต่ถึงจะจับได้หรือไม่ถ้าเขาโกงอยู่ก็เป็นบาปของเขา จะรู้หรือไม่ ก็บาป ถ้าทำสิ่งไม่ดี อกุศลทุจริต จะลับหรือแจ้งก็เป็นกรรม ทุกคนพยายามปกปิดถ้าทำทุจริต นอกจากนึกว่าสุจริต ก็ทำเปิดเผย เขาไม่รู้ก็ทำได้ แต่คนรู้แล้วทำนี่สิบาปมากๆ สัมปชานะมุสาวาส พระพุทธเจ้าว่าคนโกหกทำบาปได้ทุกอย่าง เช่นคนอุ้มฆ่านี้บาปมาก คนที่อุ้มฆ่าได้รับรองว่ามันฆ่าได้แม้แต่หัวหน้าเขาเอง เขาอำมหิตมาก คนที่ขบถ คนที่ฉลาดใช้คนขบถ เสร็จเรื่องแล้วก็ฆ่า เพราะคนทุจริตอีกหน่อยก็มาแย่งตำแหน่งเรา ส่วนทางธรรม เราไม่ฆ่าใคร คุณมาเราก็หนีเราไม่ทำร้ายใคร แต่เราไม่คบพาล ทุกวันนี้พวกเราก็พอซับซาบได้ว่า กระแสอโศกหุ้นขึ้น ยังไม่เข้าตลาดหลักทรัพย์ เป็นหุ้นเล็กๆกระจอกๆ แต่ก็ก้าวหน้าไปตามธรรม เป็นวงเล็กๆ นี่อธิบายเชิงโลก ราคาหุ้นอโศก คือ คุณธรรม โลกยอมรับคุณธรรมไม่ง่าย เพราะอวิชชา คนทางโลกเข้าใจอโศกไม่ง่าย เขาก็ต้าน แม้อธิบายธรรมะก็มีคนต้าน เช่น 0888705xxx เขียน sms มาว่า If anyone can get the wrong Dhamma out of Asoke! We will give him the Prize 20 millions Baht OK ซึ่งอโศกเราอยู่เป็นสังคมชุมชนมีพฤติภาพ ที่คนข้างนอกเขายอมรับมากขึ้น เห็นประโยชน์มากขึ้น แม้จะเป็นประโยชน์ทางโลก ซึ่งทางโลกเขาก็เห็นอบายมุขเป็นประโยชน์ เช่น รวยก็อบายมุข หรูหราก็อบายมุข คนที่รวยเกินเขตหมู่กลุ่ม ก็อบายมุข อย่างเมืองไทยมีระดับเศรษฐกิจขนาดนี้ควรมีอัตราความรวยไม่เกินเท่าไหร่ ว่าถ้ารวยเกินนี้ไปก็คือ คุณนรกแล้ว คือเอาเงินไปกักไว้ทำให้สังคมขัดข้อง ควรถ่ายเทออกมา ความรวยเป็นอบายมุข อบายมุข คือ เกินขอบเขต เช่น สนุกเกินขอ บ เขต หรูหราเกิน ของแพงเกิน ก็นรกจริงๆ สังคมที่ข้าวของแพงนี่นรกเกิดแล้ว คืออบายเกิดแล้ว ต้องเข้าใจอบาย คือนรกเกิดแล้ว ไม่มีใครพูดว่า ความรวยเป็นอบายมุข ชาวอโศกเราที่ว่าหุ้นขึ้น คือพวกเราไม่มีอบายเรื่องรวย เรามักน้อยสันโดษ เราไม่เอาเปรียบสังคม โดยค่าเฉลี่ยแล้ว แม้ว่าเราเองจะมีอะไรใหญ่ มีสิ่งก่อสร้างใหญ่ขึ้นมีอาณาบริเวณ มีกิจการใหญ่ขึ้น เขาก็พอรู้ว่าเรามีกิจการใหญ่ขึ้น ถ้าเผินๆเขาว่าเรารวยขึ้น แต่ถ้ามาลงลึกก็จะพบว่าเราจนได้มากกว่าเก่าอีก ก็จะมีทั้งแรงงานผลผลิต มีการตลาดที่ขายดีมากขึ้น เพราะเราเดินตามครรลองคลองธรรม เราไม่ได้เอาการประดับตกแต่งมาล่อหลอก แต่เรามีแต่เนื้อๆซึ่งคนมีปัญญาจะมา ทุกวันนี้มีลูกค้ามีผู้ยินดีกับของอโศก เพราะเราจริงใจซื่อสัตย์ เขาก็มีปฏิภาณว่าเราจริง เช่นว่าอันนี้ดีแล้วก็ดีจริงๆ เขาก็ยอมรับ นี่คือราคาหุ้นขึ้น อันเกิดจากความจริงที่เป็นองค์รวม เรามีทั้งการผลิต การศึกษา ก้าวไปสู่การสื่อสาร แต่ถ้าเราก้าวไปสู่การเมืองสังคมจะดีขึ้น แต่ยาก เพราะของเราแข็งปั๋ง ซึ่งการเมืองไทยขณะนี้ต่ำถึงอบายมุข เป็นซ่องโจร แล้วคนก็ไม่กระตือรือล้นเป็นไทยเฉยซะ ถ้าถึงวิกฤติจะมีการสูญเสียมาก ก็น่าเสียดาย เราก็ประคองกันไป เราก็ให้สูญเสียน้อย ก็ไม่รู้ว่าจะถ่วงได้มากแค่ไหน แต่ถ้าสุดวิสัยแล้วก็ไม่รู้จะทำอย่างไร วงจร ของโลกีย์กับโลกุตระ จะไม่ค่อยสัมพันธ์กันเท่าไหร่ ถ้าเกิดความสูญเสียเราไม่ค่อยเดือดร้อน เพราะวงจรของโลกก็ห้ำหั่นกัน ส่วนวงจรบุญก็ไปอีกอย่างเป็นสัดส่วนของสัจจะ แม้กลียุคคนมีบุญก็จะรอด พระพุทธเจ้าก็ตรัสเป็นสูตรสำเร็จ เป็นเรื่องจริงตามเหตุปัจจัย ยกตัวอย่างเศรษฐกิจล่ม อโศกเราก็รอด เราผ่าน 2540 ฆ่าตัวตายไปมาก ส่วนอโศกเราไม่รู้สึกด้วยซ้ำ คนมีปัญญาจะหาทางรอดที่ลึกซึ้งสูงส่งของมนุษยชาติ วันนี้ได้บรรยาย จัด ชัด แรง ออกอากาศไปก็คงจะทะลุทะลวงทิ่มตำคนพอสมควร แต่ก็ควรให้รู้สึกสัมผัสในสิ่งที่ควรให้สัมผัสรับรู้ ไม่มีเจตนาไปว่าเขา ไม่ได้โกรธเคืองชิงชังแต่สงสาร แต่เปิดเผยให้รู้ตัวเป็นครั้งคราวก็บอกกัน พวกเราก็พยายามรักษาเนื้อรักษาตัว ฝึกฝน เด็กๆได้มาผ่านสังคมนี้แล้วเป็นบุญ พูดอย่างไม่ได้หลงตนไม่ได้พูดปะเหลาะ แต่ว่าเป็นจริง เราได้มาอบรมได้ผ่านได้รู้ในสิ่งควรรู้ ได้อบรมในสิ่งที่ควรอบรม ถ้าได้เปลี่ยนแปลงจิตใจ ให้ลดละกิเลส นี่คือปรารถนาสุดยอดแล้ว เราก็ช่วยกันเป็น บ้าน วัด โรงเรียน อย่างชุมชนอโศก ก็พยายามเอาตาดูหูแล ช่วยกันให้มากขึ้น อย่าไปตื้นเขิน อยู่อย่างที่เราเข้าใจแต่ก่อน มาทำความลึกซึ้งละเอียดละออ ให้เพิ่มอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ถ้าเราไม่ขันชะเนาะเราก็เท่าเดิม หรือเสื่อมต่ำ โลกจะฉุดเรา เมื่อมาอยู่ในอโศกต้องรู้ว่าเรามาลดละสวรรค์โลกีย์ เป็นชาวอาริยะ ลดละกาม ละสรรเสริญ ละอัตตา ถ้าเราหลงโลกธรรม ไม่รู้ตัวรีบรู้ตัว เพราะบาปแพงนะ .....จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน