สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน สาธารณโภคีนี้คือประชาธิปไตยที่สูงสุดในโลก.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข20 มีนาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน สาธารณโภคีนี้คือประชาธิปไตยที่สูงสุดในโลก ธรรมะพระพุทธเจ้ามีคนบอกว่าเป็นธรรมะที่ล้ำสมัย เป็นธรรมะที่ก้าวไปข้างหน้าก่อน ความเจริญล้ำหน้า ปัจจุบันขณะที่พูดขึ้นเมื่อใด ธรรมะพระพุทธเจ้าจะก้าวหน้าไปมากกว่านั้นเสมอๆ เป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นไม่มีเก่าเลย มีแต่ใหม่เสมอๆ เพราะฉะนั้นคุณพูดว่าเก่านั้นเป็นภาษาของกาละเท่านั้น สมัยนั้นคือปัจจุบัน สมัยหนึ่งคือพูดสมัยนั้น ขณะนั้น เพราะฉะนั้น พอพูดถึงธรรมะของพระพุทธเจ้าแล้วจะพูดขณะไหน ขณะนั้น ก็ของขณะนี้ มันก็เจริญไปข้างหน้ากว่าในขณะที่พูดนั้น ทุกกาละเวลา ยกตัวอย่างง่ายๆ เศรษฐกิจของพระพุทธเจ้าล้ำสมัยไปไกลมาก ถ้าใครทำได้ปฏิบัติได้ เจริญมากเลย ยกตัวอย่างเช่นชาวอโศก ปฏิบัติเศรษฐกิจของพระพุทธเจ้า เจริญทางเศรษฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้า ชาวอโศกเจริญจนกระทั่งทุกวันนี้ ชาวอโศกปฏิบัติเศรษฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้าสมบูรณ์แล้ว จบแล้ว จนเกิดเศรษฐกิจของชุมชนถึงขั้นสาธารณโภคีอย่างสบายๆ เข้าใจและปฏิบัติกันจริงๆเลย ไม่ติดขัดไม่ลำบากอะไรเลย ปฏิบัติสบายๆ เป็นเรื่องที่อาตมาสบายใจแล้วก็ภาคภูมิใจว่า อาตมาทำงานศาสนาพระพุทธเจ้า เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาบอกมากล่าวให้พวกเราเข้าใจ แล้วก็ปฏิบัติตาม แล้วปฏิบัติได้ตามนั้นด้วย ซึ่งมันเป็นเรื่องยากแสนยากมากเลย ยากมาก อาตมาขอยืนยันจะทำให้สังคมเกิดเศรษฐกิจขั้นสาธารณโภคี อย่างชาวอโศกที่ทำอยู่ในสังคมกลุ่มของเราเท่านั้น ชุมชนชาวอโศกเป็นสาธารณโภคีทุกชุมชน มีพฤติกรรมอย่างนี้อยู่เป็นเรื่องจริงไม่ใช่อยู่ในตำราเท่านั้น เป็นเรื่องจริง สาธารณโภคีคือทำงานร่วมกันอยู่ในนี้ทุกคน เอาเข้ากองกลาง เสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ อยู่ในนี้หมดเลย นี่เป็นพฤติกรรมเศรษฐกิจ ของชาวชุมชนชาวอโศก ชุมชนไหน

อ่านต่อ

ก็ปฏิบัติอย่างนี้ ถ้าหากประเทศไทยเหมือนอย่างชาวอโศกทั้งประเทศทำได้อย่างนี้ ประเทศไทยก็มีเศรษฐกิจสาธารณโภคี จริงๆ มันเป็นไปไม่ได้ เพราะว่ามีคนภูมิไม่ถึง บารมีไม่ถึง เขาทำไม่ได้ เขาจะทำงานเสร็จแล้วเสียสละเข้ากองกลางร้อยเปอร์เซ็นต์ทำไม่ได้หรอก มันหวงแหน เป็นของข้าของกูเยอะ ได้แค่ 10 เปอร์เซ็นต์ก็เก่ง มันเป็นสุดยอดเศรษฐกิจตามตำราเศรษฐศาสตร์ของพุทธเจ้าที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะฉะนั้นจึงบอกว่าธรรมะของพระพุทธเจ้า ล้ำสมัย และก็ทำไม่ได้ง่ายๆ แต่พูดไปแล้ว ในยุคพระพุทธเจ้าเอง ทำพฤติกรรมเศรษฐกิจ ประพฤติได้เฉพาะในภิกษุ ทำเศรษฐกิจสาธารณโภคีได้ แต่ฆราวาส เป็นพุทธศาสนิกชนทำไม่ได้ เพราะในสังคมทาส มีนายทาส เป็นสังคมที่ไม่รู้จักสิทธิมนุษยชนสิทธิในเจ้าของในสมบัติอะไรต่างๆ ทุกคนไม่รู้ว่าเขามีสิทธิเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ในแรงงานของเขา และเป็นยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์มันจึงทำไม่ได้ ไม่ใช่ว่าของพระพุทธเจ้าจะต้องทำได้ตลอดเลย ทุกยุคสมัยก็ไม่ใช่ แต่ของพระพุทธเจ้า ล้ำหน้ามาจนถึงเดี๋ยวนี้ ที่อาตมาทำนี้ นักบวชหญิงชายเราสาธารณโภคีแน่อยู่แล้ว แม้แต่ฆราวาสก็เป็นสาธารณโภคีในยุคนี้ ล้ำหน้าถึงยุคนี้ก็ทำได้ มาไกลขนาดไหน สาธารณโภคีของยุคพระพุทธเจ้ามาถึงบัดนี้ จึงมีชาวอโศกทำ จะว่าแล้วโพธิรักษ์เป็นผู้พาทำ เป็นศาสตร์ของพระพุทธเจ้า ศาสตร์ของพระราชา เอามาให้ทำ นี่เป็นความล้ำหน้าล้ำสมัยที่ยิ่งใหญ่มาก และอาตมาก็บอกได้ด้วยว่า เศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ที่ล้ำกว่านี้ไม่มีแล้ว เศรษฐกิจที่จะประพฤติ รายได้เสียสละเข้ากองกลาง แจกจ่ายกัน โดยที่ตัวเองทำเท่าไหร่ก็เอาเข้าส่วนกลางให้เป็นของส่วนกลางหมดนี่ มันจบแล้วสมบูรณ์ที่สุดแล้ว ก็เราทำแรงงานความรู้ของเราทำงานในหมู่ ทำเสร็จแล้วก็ให้ส่วนกลางแล้วก็จัดสรรกัน มีหน้าที่บริหารกันไป แจกจ่ายเลี้ยงดู แบ่งกันกินกันใช้อยู่ในนี้ ช่วยกันดูแลรักษาจัดการต่างๆนานา ซึ่งเป็นพฤติกรรมสังคมมนุษย์ที่พิเศษเยี่ยมยอด อาตมาพูดไปนี้นะ อาตมาก็ยังนึกเลยว่า นักเศรษฐศาสตร์นักบริหารปกครอง ฟังที่อาตมาพูดนี้ สะดุดใจบ้างไหม ว่าเอ๊ะ สังคมนี้ทำได้ถึงขั้นนี้จริงๆหรือ พวกชาวอโศกอยู่ทำงานเอาเข้าส่วนกลางหมดเลย กินใช้ร่วมกันในนี้ มันเป็นจริงหรือเปล่า เขาน่าจะสะดุดใจ สมณะฟ้าไทว่า...เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์มาก พ่อครูว่า..ระดับโลกเลยไม่ใช่แค่ในประเทศไทยเท่านั้น สมณะฟ้าไทว่า...ถ้าจะพูดก็คือไม่มีใครทำได้อย่างนี้ ผมเชื่ออย่างนั้น พ่อครูว่า...ผมก็เชื่อแต่พูดไม่ได้ คุณพูดแทน เพราะว่าไม่ใช่เรื่องธรรมดา พระพุทธเจ้ายังทำไม่ได้เลย เพราะมีข้อจำกัดมันเป็นยุคทาส สมบูรณาญาสิทธิราชย์ไม่รู้จักสิทธิมนุษยชนก็ทำไม่ได้เป็นข้อจำกัดอย่างนั้น แต่ทุกวันนี้มันอิสระเสรีภาพ ไม่ใช่สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่มีทาส เห็นไหมว่ายังล้ำสมัยอยู่ตลอด สมณะฟ้าไทว่า..ธรรมะย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ท่านป้องกันไว้ตลอดปลอดภัยตลอด พ่อครูว่า..ที่อาตมาว่า ชาวอโศกปฏิบัติเศรษฐกิจของพระพุทธเจ้าจนบรรลุผลสมบูรณ์แล้ว มีพฤติกรรมชีวิตอยู่กันอย่าง เป็นชุมชนหมู่กลุ่ม ที่ทำมาหากินสบาย ไม่ได้เกิดการยื้อแย่ง ไม่ได้เกิดการ แม้แต่แค่เอามาขายก็ไม่ขายเลย ของทุกคน ใครจะกินแตงลูกนี้ก็เอาไปได้เลยไม่หวงแหน แม้หัวหอมนี้ เป็นต้น เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งที่เป็นส่วนหนึ่งของส่วนกลางทุกคนร่วมกันอย่างจริงจัง ไม่ได้พูดเล่นๆ สมณะฟ้าไทว่า...คนทั่วไปจะหวงแหนเพชรหัวแหวนทอง แต่สิ่งเหล่านี้มันยิ่งกว่าเพชร เป็นสิ่งที่วิเศษที่สังคมต้องการ แต่ชาวอโศกกลับไม่หวงแหน พ่อครูว่า...คนเรา เพชรหวงแหนไหม แต่กินไม่ได้ จะเป็นจะตายรักษากัน หิวขึ้นมาจะตายไม่มีอาหารให้ร่างกายเพชรก็ช่วยไม่ได้ แต่นี่ช่วยได้ ช่วยชีวิตได้เลย แล้วพวกเราไม่ได้หวงแหนเหมือนกับเขาหวงแหนเพชร ฟังแล้ว แง่เปรียบเทียบอันนี้ลึกซึ้งสำคัญมาก ธรรมะของพระพุทธเจ้านี้ อาตมาว่า มันเป็นเรื่องของมนุษยชาติที่ใหญ่ที่สุด เสร็จแล้ว เรื่องเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์สมบูรณ์ การเมืองมันก็สมบูรณ์ไปด้วย สังคมก็สมบูรณ์ไปด้วยกัน เศรษฐกิจจึงเป็นตัวสำคัญมากของการบริหารประเทศของแต่ละประเทศ ถ้าทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นไปสังคมก็เป็นอยู่สุขตาม เป็นอย่างนั้น เศรษฐกิจจึงเหมือนขั้นที่หนึ่งเลยของการบริหารสังคม ที่นี่เมืองไทยเรานี้ เป็นประเทศที่อาตมายืนยันว่าเป็นประเทศประชาธิปไตยแบบพระพุทธเจ้ามาตั้งแต่ยุคพระพุทธเจ้า ยุคต่อมา แม้เมืองไทยจะมาไม่ถึงพันปี ก็สืบทอดศาสนาพุทธมาตลอดตั้งแต่ตั้งเมืองไทย เป็นเศรษฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้า การเมืองการสังคมของพระพุทธเจ้าแบบของพระพุทธเจ้ามา จนถึงบัดนี้ แม้มันจะถูกครอบงำถูกเปลี่ยนแปลงถูกความเป็นลัทธิแก้ให้ผิดเพี้ยนไปจากคำสอนพระพุทธเจ้ามากจริงๆด้วย แต่มันก็ยังมีเชื้อ รากฐานเดิมที่มันเป็นอย่างนี้ถึงขั้นเศรษฐกิจแบบนี้ เศรษฐกิจที่ไม่ได้เป็นการสร้างสรรขึ้นมาแล้วก็แจกจ่ายเผื่อแผ่อยู่กินร่วมกันโดยไม่ต้องแย่งชิง ไม่ต้องหวงแหนต้องฆ่าแกงกันอะไรต่ออะไรจนเป็นสงครามของสังคม สงครามเศรษฐกิจนี้ เป็นสงครามตลอดกาลนาน ในกระบวนการสังคม แต่ของพวกเราไม่มีสงครามเลย จบ อยู่กันอย่างแบ่งกันกินใช้สร้างสรรร่วมกัน ไม่เห็นแก่ตัว ไม่ขี้เกียจ ไม่เกี่ยง ทุกคนช่วยกันทำอย่างเข้าใจมีปัญญามีความรู้สร้างสรรทั้งตัวเองสังคมกลุ่มสุดยอด ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีประชาธิปไตยแบบของพระพุทธเจ้า รากฐานจึงถือว่าไทยมีประชาธิปไตยอิซึ่ม เป็นลัทธิประชาธิปไตย หรือจะเรียกอีกคำหนึ่งว่าไทยนิยมเพราะเป็นประชาธิปไตยมาตั้งแต่รากเหง้าก็คือไทย ประชาธิปไตยนี้คือไทย ไทยแปลว่าอิสระ อิสระมาตั้งแต่ต้นจนเดี๋ยวนี้ เศรษฐกิจแบบอิสระที่มันชื่อว่าเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ แล้วเป็นลัทธิเศรษฐศาสตร์ ก็คือไทย ก็คือแบบไทย ลัทธิ ประชาธิปไตยแบบนี้คือลัทธิไทย ไทยคือประชาธิปไตย ประชาธิปไตยคือไทย สมณะฟ้าไทว่า...ยืนยันได้ในสมัยพ่อขุนรามคำแหง พ่อครูว่า...แม้ในตอนนี้ก็ยืนยันได้ แม้จะได้แค่นี้ก็ยังเป็นประชาธิปไตยที่ทำได้ ขณะนี้ประเทศไทยเรามีเศรษฐกิจแบบประชาธิปไตยดีกว่าทุกยุคสมัย คนเข้าใจว่าเศรษฐกิจดีนี้คือจะต้องรวย นั่นคือคนยังไม่เข้าใจเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ที่แท้จริง เศรษฐศาสตร์ที่แท้จริงนั้นไม่รวย อย่างที่ในหลวงเราตรัส จะต้องมาเอาแบบคนจน เราไม่เอารวย เราก็รวยพอสมควรพอกินพอใช้พอมีพอกิน เราไม่อยากรวยแบบที่ถอยหลังอย่างน่ากลัว ก้าวหน้าแบบนั้นเราไม่เอา คำตรัสของในหลวงทั้งหมดคือศาสนาพุทธ คือประชาธิปไตย คือเศรษฐกิจที่เยี่ยมยอด เพราะฉะนั้นใครมีความคิด มีกระบวนทัศน์ มีแนวคิด paradigm หรือ concept ว่าจะต้องรวยนั้นพวกนั้นตกขอบความเป็นประชาธิปไตยทั้งหมด ตกขอบหมดเลย ประชาธิปไตยที่ลึกซึ้งที่สุดนั้น ประชาชนจะต้องมีความเข้าใจ ว่า อ๋อ ...ไม่ต้องรวย ความรวยไม่ใช่ประชาธิปไตย ทุกคนมาอยู่แบบพอมีพอกิน เหลือก็แจกจ่ายเอื้อเฟื้อกัน มีความพอ รู้สัจจะความจริงว่าพอมีพอกินพอใช้ เสร็จแล้วทำให้เหลือเอาไปแจกจ่ายออกไป อย่ากักตุน ไม่กักตุนไม่สะสม อปจยะ วรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ 9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) เป็นสูตรสำเร็จความเจริญเรียกว่าวรรณะ 9 เป็นข้อชี้บ่งถึงความเจริญก้าวหน้า ยิ่งใหญ่มาก แต่คนเข้าใจสภาพนี้ไม่ได้เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน ที่อาตมากำลังพูดขณะนี้ คำว่าเศรษฐกิจเจริญสูงสุดไม่ใช่รวย แต่ความเห็นส่วนนักเศรษฐศาสตร์ ด็อกเตอร์ที่ไหน ก็แล้วแต่ เศรษฐกิจที่ดีที่สุดคือรวย ซึ่งผิดความจริงสัจจะของความเจริญทางเศรษฐศาสตร์ที่แท้จริง เศรษฐศาสตร์ที่แท้จริงต้องอยู่ในความพอดี เป็นกลาง แล้วจิตแต่ละคนเข้าใจว่า ไม่ต้องสะสมเป็นของตัวของตนมาก เรากินใช้พอแล้วมีเผื่อแผ่สำรองไว้ นอกนั้นสะพัด อย่ากักตุนไว้ จะขายก็ขายให้ถูก หรือไม่ขาดก็แจกเลย พวกเรามีเหลือเกิน ใครมาเราก็ไม่เคยหวงแหน แจก แต่มีเท่าไหร่จะให้เราไปแลกแจกมันก็เกินไป น่าหมั่นไส้เกินไปมันไม่ไหวหรอกทำอย่างนั้นมันเกินสถานะเรา แต่เราก็ไปพอสมควร

_วันนี้ไปขายแตงกวา ที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ ทำตามคำพ่อครูสอนเป็นคนมีประโยชน์ต่อโลกต่อสังคม ต่อผู้อื่น ให้แล้วผาสุกจิตกายเบิกบาน ทั้งขายถูก ทั้งให้ แจก ให้โรงพยาบาลไป 1 เข่ง ไม่รู้กี่กิโลกรัม ประมาณ 50 กิโลกรัม

คุณอโศกสัมปวังโก...เป็นกวี ประชาธิปไตยไทยนิยม …

พ่อครูว่า...เป็นความเข้าใจที่ ผู้เขียนมาเข้าใจชัด ฟังแล้วน่ายกย่องท่านประยุทธ์สุดลิ่มทิ่มประตู ความจริงอาตมาก็เห็นเช่นนั้น พูดไปคนก็บอกว่าอย่าไปส่งเสริมอย่าไปหนุน เพราะคนจะไม่ค่อยเคารพนับถือคะแนนจะยิ่งตก อาตมาว่า ไม่ได้ไปหนุนส่งเสริม แต่อาตมาทำตามธรรมะพระพุทธเจ้า อะไรควรยกก็ยก อะไรควรข่มก็ข่ม อาตมาว่าสิ่งข่มมากด้วยซ้ำ อันไหนควรยกก็ยก มันก็มีน้อยก็ดูเหมือนมันมากใหญ่เพราะมันมีน้อย ในความหมายที่คุณอโศกสัมปวังโกแฝงมาคือ คำว่าประชาธิปไตยไทยนิยม พลเอกประยุทธ์เอาคำนี้มาเรียก มันเป็นคำที่ลึกซึ้งมาก อาตมาฟังแล้วก็ว่าใช้ได้เลย อาตมานึกไม่ออก ดูเหมือนจะเคยพูดด้วย เพราะว่าไทยคือความอิสระ ไทยคือประชาธิปไตยที่แท้จริง นิยมคือลัทธิ ความเป็นทฤษฎี แบบฉบับ ไทยทำอย่างนี้มาตั้งนานแสนนานแล้ว แต่ทุนนิยมสามานย์มาเปลี่ยนคนไทยไปให้เป็นแบบทุนนิยม เอามาเผยแพร่สร้างหมู่กลุ่มที่จะทำให้บรรลัยจักร ให้ประชาธิปไตยเป็นแบบทุนนิยมทั้งประเทศ โดยเฉพาะผู้ที่พาทำจัดจ้านร้ายแรงที่สุดคือคุณทักษิณ เมื่อทำเสร็จเขาก็แพ้ภัยตัวออกไปต่างประเทศ แต่สร้างนอมินีให้บริหารตาม คนไทยถูกครอบงำตามอิทธิพลคุณทักษิณยิ่งใหญ่มาก ให้สมัคร สมชาย ยิ่งลักษณ์ พวกเราก็ไปไล่ตั้งแต่ทักษิณ พวกเราเห็นว่าไม่ชอบมาพากล เมื่อเห็นว่าไม่ถูกต้อง เป็นหน้าที่ของประชาชนที่จะต้องดูแลผู้บริหารประเทศ เห็นผู้บริหารประเทศที่ไม่ชอบมาพากล ตามกฎหมายมีสิทธิที่จะไปแสดงความเห็น ไปประท้วงว่าไม่เอาอย่างนี้ ไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ก็ไปประกาศรายงานความจริง ไปทำวิธีประท้วงด้วยความสงบไม่มีอาวุธ ไปนั่งประท้วงอยู่ในที่สาธารณะ เพื่อประกาศ เพื่อรวมพลประชาชน คนเห็นด้วยมาร่วมประท้วงกัน อาตมาตั้งชื่อการประท้วงว่า Neo protest หรือประท้วงอย่างสันติอหิงสา อหิงสาคืออภัย ไม่อาฆาตมาดร้าย ไปทำหน้าที่ประชาชนอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง แต่สุดท้ายได้ข้อหาเป็นกบฏ อาตมาก็ยังงงๆ เราทำจนสำเร็จ ช่วยประเทศชาติให้ดีขึ้นมา เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย เพราะทางด้านฝ่ายแดง ฝ่ายทักษิณก็มาทำร้ายแรง จนมีผู้บาดเจ็บล้มตาย ศึกษาให้ดีเถิดสังคม เราก็ถือว่าช่วยประเทศไทยตามกฎหมายทุกอย่าง สมณะฟ้าไทว่า...ผมเทียบ สมเด็จพระนเรศวรกู้ประเทศได้ก็ยกย่องเป็นมหาราช แต่ยุคสมัยนี้ต้องกู้การปกครองประเทศให้ดีขึ้นมากลายเป็นกบฏ พ่อครูว่า...เราไปประท้วงให้กับประชาชนเข้าใจ เผยแพร่ว่าสิ่งไหนควรสิ่งไหนไม่ควรสิ่งไหนดีสิ่งไหนไม่ดี เราก็บอกไป จนประชาชนเข้าใจ มีหลักฐานความเป็นจริง มีผู้รู้อธิบายกัน มีวิธีถ่ายทอดทางโทรทัศน์วิทยุสื่อสาร เผยแพร่ ขนาดสื่อสารเขาไม่เคยร่วมมือกับอโศกเท่าไหร่ แต่มันก็เป็นการเปิดเผย ยืนยัน ไม่ได้ปิดบังอำพราง เรามีเท่าไหร่ก็ทำ มีประชาชนเห็นร่วมเห็นดีด้วยจนเกิดมวล จนคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ พาคณะออกมาจากพรรคประชาธิปัตย์ มาเริ่มจับกลุ่มที่สามเสน มาร่วมจนเกิดกลุ่มนี้ เขาไม่ได้มาขึ้นกับกองทัพธรรม แต่ก็ร่วมกันอยู่ จนกระทั่งเกิดชื่อกลุ่ม กปปส. ทางสังคมก็นับเป็น กปปส. แท้จริงกองทัพธรรมเป็นแกนหลักตั้งแต่ต้น กปปส.ก็มาร่วม จนคุณสุเทพก็ใช้วิธีการ ให้คนมารวมกันเป็นปึกแผ่น มีบทบาท Activity เขาเรียนรัฐศาสตร์มาด้วย พวกเราเป็นแกนหลักอยู่ตรงนั้น ถือเป็นกลุ่มนิวเคลียส มีพวกเราเป็นพลังงานรวมบวก กลุ่มคุณสุเทพเป็นพลังงานลบ เคลื่อนไหว เกิดมวลเป็นจำนวนล้านคน อธิบายสัจธรรมให้ฟัง จนเกิดผลสำเร็จเรียบร้อย เขามองไม่เห็นกองทัพธรรม ไม่มีใครพูดถึง ก็ไม่ได้อยากมาทวงหนี้บุญคุณให้ใครพูดถึงหรอก เสร็จแล้ว เราก็ทำงานจนกระทั่งรัฐบาลที่ไม่ได้เรื่องได้ราว คนเขาก็เห็นด้วยทุกวันนี้ก็ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นทักษิณ นอมินีของทักษิณ ล้มรัฐบาลพวกนั้นได้ จนมาถึงยิ่งลักษณ์ก็ไล่สำเร็จ จนถึงขั้น ยิ่งลักษณ์พลาดท่าเสียที จนต้องตั้งตัวแทนขึ้นมา เป็นผู้บริหารชั่วคราว เป็นอะไรก็ไม่ได้ ตัวแทนประชาชนคือพลเอกประยุทธ์ก็ไปเจรจา พลเอกประยุทธ์เป็นตัวแทนประชาชน เจรจาไปเจรจามา เมื่อเจรจาเสร็จ ทางโน้นก็ไม่ตกลงอะไร คุณประยุทธ์ก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นผมขอยึดอำนาจ ทางโน้นก็ไม่มีฤทธิ์แรงไม่มีท่าแล้ว คือจริงๆแล้ว พลังของมวลประชาชนพลังความถูกต้องความเป็นประชาธิปไตย มันได้สุกงอมจนเต็มที่แล้ว ผู้บริหารก็ดันทุรังไป จนไม่รู้จะดันไปอย่างไร สุดท้ายถ้าตกลงกันอย่างนี้เขาก็ไม่ตกลงด้วย คุณประยุทธ์ก็เลยบอกว่าถ้าอย่างนั้นผมขอยึดอำนาจเลย เสร็จเลย ปฏิวัติกันอย่าง อาตมาว่ารัฐศาสตร์บทนี้ การเมืองบทนี้ การปฏิวัติบทนี้ มันต้องถูกบันทึกไว้เป็นเบสเรคคอร์ด ของรัฐศาสตร์โลก ปฏิวัติอะไร ใช้ภาษาเท่านี้ก็จบแล้วขึ้นไปบริหารประเทศมาจนถึงทุกวันนี้ ก็เรียบร้อยมาตลอด มันเป็นประชาธิปไตยที่สุกงอม เป็นประชาธิปไตยที่เกิดการปฏิวัติ ปฏิวัตินี้เป็นเรื่องของประชาธิปไตยทั่วโลก แต่ปฏิวัตินั้นมันมีเรื่องขัดแย้งมีผู้ต่อสู้ แต่นี่ประชาชนไม่ได้ต่อสู้ มีแต่พวกที่แดง ขณะนี้โพลทุกโพล ถามว่าพลเอกประยุทธ์บริหารอย่างไร คนส่วนใหญ่ก็เห็นด้วย มันชัดเจน แยกออกรู้หน้าตาพฤติกรรมรู้นอมินี เขาก็เห็นชัดอยู่แล้ว มันไม่มีอะไรปิดบังมันชัดเจน อันนี้เป็นเนื้อแท้ร่องรอยประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ ไม่ใช่มีแต่แค่เลือกตั้ง แล้วไปเข้าใจว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง ไม่มีการเลือกตั้งไม่ถือว่าเป็นประชาธิปไตย คนมีความรู้ประชาธิปไตยแค่นั้น อาตมาว่า มันย่อยเหลือเกิน ปลีกย่อยจนกระทั่ง การเลือกตั้งนั้นเป็นความจำนน อย่างชาวอโศกเรานี่ ไม่ต้องทำวิธีการเลือกตั้งอะไรเลย มันบริหารซ้อนกันอยู่นะ ชุมชนชาวอโศกทุกชุมชน ผู้ใหญ่ที่สุดถือว่าเป็นผู้ใหญ่บ้าน จะให้ใครเป็นผู้ใหญ่บ้านเข้าเราก็บอกกัน รู้ชัดเจน ใครสมควรก็เสนอกันมา ดีไม่ดี ชัดเจน มีคนเดียวอย่างในยุคนี้มีพลเอกประยุทธ์คนเดียว ก็เสนอมาคนเดียวไม่มีคู่แข่ง เหมือนที่อื่น เสนอคนเดียวไม่มีคู่แข่ง หรือเสนอคนที่ควรขึ้นมา (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) คนนี้เหมาะสมจริงๆคนอื่นเขาก็ถอนตัว เป็นเรื่องของความจริงใจ เป็นเรื่องภูมิปัญญา ไม่ได้แก่งแย่ง บางทีบอกเอาคนนี้แหละก็จำนน เป็นลักษณะเป็นไปตามความจริง ซึ่งใช้ปัญญาของแต่ละคน มวลประชาชนสมาชิกพลเมืองของกลุ่ม หมู่บ้าน ชุมชน จังหวัด จนกระทั่งของประเทศ ก็เข้าใจอย่างนี้ แล้วก็ซับซ้อนอย่างนี้ ชาวอโศกอาตมาขอยืนยันว่าพวกเราเป็นประชาธิปไตยร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบแล้ว เพราะพวกเราเป็นอิสระเสรีภาพเต็มที่เสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกคนมาอยู่ในหมู่มวลนี้ สมัครใจมาเองทั้งนั้น เข้ามาอยู่ในนี้จะต้องเสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์นะก็ยังเอา อยู่ ทำงานฟรีแล้วให้กองกลาง อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันสุดยอดของประชาธิปไตยแล้ว ไม่มีประชาธิปไตยที่ไหนเท่าที่ได้นี้หรอก มันสูงสุดแล้ว สูงสุดที่พูดมาแล้วไม่รู้กี่ที คอมมิวนิสต์ก็ต้องการแบบนี้ ประชาธิปไตยก็ต้องการแบบนี้ เป็นคอมมิวนิสต์ที่สุดยอด เป็นประชาธิปไตยก็สุดยอด เสียภาษีร้อยเปอร์เซ็นต์ ด้วยความสมัครใจอิสระเสรีภาพ ยอดเยี่ยมกว่าคอมมิวนิสต์อีก คอมมิวนิสต์นั้นไม่อิสระเสรีภาพเท่ากับประชาธิปไตย ประชาธิปไตยมีอิสระเสรีภาพมากกว่าคอมมิวนิสต์ แต่คอมมิวนิสต์พยายามสร้างส่วนกลางด้วยการใช้อำนาจบังคับ ไม่มีอิสระเท่าไร ให้มากที่สุดเพื่อจะบังคับพวกมีรายได้มากพวกมีทุนมากมาเข้ากองกลางมากขึ้น คอมมิวนิสต์มีหลักการอย่างนี้ แต่มันก็เป็นลัทธิแปรไป มันไม่ตรงเท่าไหร่หรอก ตั้งแต่ มาร์ค เหมา เลนิน ก็แก้ไปเรื่อยๆตามกิเลสของแต่ละคน แม้แต่มาร์คเป็นต้นคิดเขาจะมีน้ำหนักในความเป็นอัตตาตัวเอง หมู่พวก ก็ตามความเป็นจริงที่เขามี อาตมาเองอาตมาเข้าใจ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย)

610319_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สาธารณโภคีนี้คือประชาธิปไตยที่สูงสุดในโลก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน