571127_ธรรมาธรรมะสงคราม สันติฯ เรื่อง ว.บบบ.กับสัตตาวาส ๙(ตอบของขลัง).doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
571127_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่สันติ อโศก เรื่อง ว.บบบ.กับสัตตาวาส 9 (ตอบของขลัง) โดยพ่อครูโพธิรักษ์
พ่อครูว่า … วันนี้ 27 พ.ย. 25 57 ใกล้เดือนสุดท้ายของปี ชาวอโศกเราจะมีงาน ว.บบบ. เราจะเร ิ่ มต้นรับสมัครนิสิต ว.บบบ. วิชชาลัยบรรดาบัณฑิตบุญนิยม เราได้ว่างเว้นไป 1 ปี เหตุการณ์บ้านเมืองทำให้เราต้องไปชุมนุมกลางถ นน ราชดำเนินก็เลยสอบไม่ได้ ผ่านไป 1 ปี แต่ปีนี้ก็จะทำได้แล้ว บอกให้ทราบ ต้นเดือน ธ.ค.ก็รับสมัครแล้ว 1 - 25 ธ.ค. 25 57 วันที่ 28 - 31 ธ.ค. 25 57 เป็นวันบำเพ็ญคุณ วันที่ 1 - 3 ปี 2558 เป็นวันบำเพ็ญธรรม รวม 7 วัน มีทั้งปริยัติ ปฏิบัติ เรื่องของวิชชาลัยบรรดาบัณฑิตบุญนิยมหรือตัวย่อคือ ว.บบบ. ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ตัวย่อ ว. คือวิชชาลัย ส่วน บ. แรกคือ บรรดา หรือประดา ส่วน บ. ที่สองคือ บัณฑิต จำกัดความว่าเป็นบัณฑิตบุญนิยม บ. ที่สามคือบุญนิยมนั่นเอง บรรดาคือเราไม่ได้จำกัดว่าเป็นใคร แม่แต่ศาสนาอื่นจะเข้ามาสอบเป็นบัณฑิตอันนี้ก็ได้ มันเป็นการทดสอบการศึกษาทดสอบสร้างให้เกิดภาวะบัณฑิตที่แท้จริงแก่คน เรามีใบรับรอง ที่เขาเรียกกันทั่วไปว่าปริญญาบัตร หรือประกาศนียบัตร แต่ของเราเรียกว่า “ปัญญาบัตร” และมี “บัตรประจำตัวรุ่น” ผู้ใดสอบได้แต่ละรุ่นก็เข้ารุ่น ที่สำคัญคือจะมี “เข็มตราพระธรรม” ถือว่าเป็นบัณฑิตเลยมีเข็มนี่ติด จะติดเป็นประจำเลยก็ได้ หลังเข็มจะบอกรุ่นไว้ด้วย เป็นทองคำแท้ ไม่ใช่ทองชุบ นำหนักเกือบบาทหนึ่ง หนัก 13 . 27 กรัม ซึ่งหนึ่งบาทหนัก 15 กรัม เดี๋ยวนี้ 1 บาทราคาสองหมื่นห้าพันบาท ตกอันหนึ่งก็เกินสองหมื่นห้าพันบาท อาตมา ดำริงานนี้ขึ้นมาเพื่อ “สร้างคน” ให้คนพัฒนาเป็นชีวิตที่ดีประเสริฐที่เรียกว่า “อาริยะ” เป็นความเจริญในระดับโลกุตระ ซึ่งเป็นชีวิตที่พ้นทุกข์ลดทุกข์ได้ ลดได้จ
อ่านต่อ
ริง แล้วก็เป็นคนดีของสังคม ลดกิเลสตามทฤษฏีของพระพุทธเจ้า ลดกิเลสแล้วเป็นประโยชน์ต่อสังคม ซึ่ง อาตมา เห็นว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ในความเป็นมนุษย์ ที่ตั้งใจทำตั้งแต่ออกมาจากชีวิตโลกๆ ที่เคยวิ่งไล่ล่าลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ออกมาก็เห็นว่าดี ทำมาได้ตั้งแต่อายุ 36 ปี เราทำได้ผล จนเกิดกลุ่มหมู่อโศก เรียกว่าบุญนิยม เราพยายามให้เป็นหลักเป็นฐาน เป็นกรอบการศึกษา เป็นระบบการศึกษาเปิด ที่ไม่ชื่อว่าอยู่ในกรอบของกระทรวง เราพยายามทำแบบของเราเองโดยตรง จะกำหนดความรู้ขึ้นมาให้เป็นลักษณะที่เป็นอาริยะอย่างที่ตั้งใจ เข้าใจ มั่นใจ โดยไม่ถูกกฎระเบียบมาวุ่นวาย ก็เลยคิดโครงร ่ างการศึกษานี้ขึ้นมา แล้วตั้งชื่อว่า “วิชชาลัยบรรดาบัณฑิตบุญนิยม นิยม ” ชื่อย่อว่า “ว.บบบ.” แล้วก็ร่างโครงร่างเป็นการเรียนอย่างอิสระ เมื่อทำอันนี้ขึ้นมาแล้วก็มาทำรายการโทรทัศน์ว่า “เรียนอิสระ(ตามสำนึก)” ให้สำนึกเองมุ่งมั่นเอง พ่อท่านก็ถ่ายทอดทางสื่อสาร ออกอากาศสื่อออกไปอยู่ตลอดเวลา ใครสำนึกเห็นว่าควรศึกษา ก็ศึกษาเอา ถึงเวลาปีหนึ่งก็มา สอบทีหนึ่ง ซึ่งเปิดกว้าง ไม่กำหนดอายุ เปิดรุ่นแรกมีอายุ 7 ขวบ 8 ขวบ จนถึง 80 กว่า และเรียกผู้มาเรียนว่าเป็น “บัณฑิตาราม” เป็นการศึกษาที่พัฒนากาย วาจา และเน้นที่จิตต้องพัฒนาขึ้นให้ได้ โดยมีเกณฑ์ของผู้สมัครเรียนคือ 1 .ต้องกินมังสวิรัติมาแล้ว 5 ปี และ 5 ปีที่ว่า ไม่ได้หมายความว่าขาดหกตกหล่นไม่ได้เลย สรุปแล้ว คือ ตั้งใจกินมังสวิรัติได้อย่างน้อยสองในสามของที่เรากินมาหรือคิดเป็น 70 % ใน 5 ปี ก็คือกินมาได้ 3 ปีกว่า นอกนั้นก็ขาดหกตกหล่นได้ไม่ได้เคร่งครัดเกินการณ์ ให้เข้าใจว่ามากินมังสวิรัตินี่เพื่อตัดกิเลส 2 .ถือศีล 5 3 . ไม่มีอบายมุข ผู้ที่มีคุณสมบัติอย่างที่ว่า คือเป็นมนุษย์ไม่มีอบายมุข ถือศีล 5 กินมังสวิรัติ สามเงื่อนไขนี้ถ้ามนุษย์มีและปฏิบัติอย่างนี้ได้ ปีหนึ่งไม่ต้องมากมาย ปีหนึ่งได้ซัก 20 คน ถ้าลงทุนไปห้าล้านบาทก็คุ้ม ก็พอแล้ว พ่อท่านกล้าทุ่มเลยก็ลองดูว่า รุ่นหนึ่งก็ลงทุนไม่ถึงห้าล้านบาท ในปีแรกมาสมัครเกือบหนึ่งพันคน เราถือว่าให้เกียรติกัน ในความเป็นคน เขาก็ต้องมีสำนึกของเขา เป็นงานมาปฏิบัติจรณะ 15 นั่นเอง เป็นหลักการ มีการทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น มีการฟังรายการธรรมะ มีการบำเพ็ญคุณ บำเพ็ญธรรม มีการสังสรรกับนักปฎิบัติด้วยกัน คนทั่วไปที่ยังไม่มีคุณสมบัติถึง แม้ไม่มาสอบ ก็มาร่วมปฏิบัติได้ จะมีการแบ่งกลุ่ม ก็ไปขอเข้ากลุ่มได้ เพียงแต่ไม่ได้ถูกคิดคะแนนเท่านั้นเอง พ่อ ครู ว่า … ถ้าชีวิตนี้ได้ช่วยคน ให้มีคุณธรรมให้มีคุณสมบัติดังกล่าว ประเทศก็จะมีอาริยะ ไม่เป็นภาระสังคม จะทำให้สังคมไม่วุ่นว่าย ไม่ได้มักมาหรอก ปีหนึ่งได้ 10 - 20 - 30 คน 100 คน มาถึงวันนี้หลายสิบปีแล้ว ก็ได้เป็นโล้เป็นพายอยู่ มาถึงวันนี้ก็มีหมู่กลุ่มชุมชน ทั่วประเทศ เกือบร้อยกลุ่ม มายืนยันปฏิบัติ ศีล-สมาธิ-ปัญญา ขั้นต่ำคือศีล 5 ศีล แต่ก็จะมี ศีล 8 ศีล 10 ตามฐานะ ไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่มีอบายมุข เมื่อ อาตมา เห็นว่าเป็นสิ่งประเสริฐจึงทุ่มเทลงทุนลงแรง จึงเกิดเป็น ว.บบบ.ขึ้นมา รุ่นแรกในต้นปี 2555 รุ่นที่สองเป็นรุ่นปี 2556 จะมีรุ่นสามปี 2557 - 2558 รุ่นสี่ ตามมาในปีต่อไป ซึ่งในปีแรก จะใช้วัน โพชฌังคาริยสัจจายุ คือ เกิดจากวันที่พ่อท่าน อายุ 77 ปี 7 เดือน 7 วัน เป็นวันที่มีเลข 7 สี่ตัว และกำหนดจะจัดในวันที่ 28 ธันวาคม ถึงวันที่ 3 มกราคม ของทุกปี นี่คือที่ไปที่มาของวิชชาลัยบรรดาบัณฑิตบุญนิยม ผู้ที่จะมาร่วมศึกษา ตั้งใจมาเป็นนิสิตวิชชาลัยนี้ มาสมัครได้ตั้งแต่ ห้าหกเจ็บขวบ เขียนหนังสือไม่เป็นก็มาสมัครได้ จะต้องหาผู้ช่วยมาเขียนให้ ก็บอกเขาให้เขียนให้สอบให้ นอกนั้นไม่ตอบข้อสอบก็ปฏิบัติประพฤติ มีหลักคือ ศีลเต็ม เข้มงาน สืบสานวิชชา อย่างพระอรหันต์ถือว่าเป็นศีลบุคคล หรือผู้ใดปฏิบัติศีลได้เต็มระดับโสดาบัน ก็มีศีล 5 เต็ม เป็นปกติ ไม่ละเมิด มันมีขีดหยุดขีดพอ ศีลนี่มีคุณสมบัติให้จิตดับกิเลสจนเต็ม ตัดอบายต่างๆไปตามลำดับ ใน การสมัครจะ เปิดตั้งแต่ 1 - 25 ธ.ค. 2557 สมัครได้ที่สมณะที่รับสมัครตามพุทธสถานหรือสังฆสถานทั้ง 9 แห่งของชาวอโศก ถ้ามาตามเวลาก็จะไม่ตกหล่น ถ้ามาสายใกล้เวลาก็อาจตกหล่นได้ ผู้ที่จะสมัครไม่เสียเงินเสียทองอะไร ในปีหนึ่งจะมีการมาสอบไล่ทั้งหมด 7 วัน โดยแบ่งเป็นสองส่วนคือ 4 วันแรกเรียกว่าการ “บำเพ็ญคุณ” 3 วันหลังเป็นการ “บำเพ็ญธรรม ” จะมีคุรุ มีอาจารย์มีพี่มีน้อง พาทำ แล้วให้คะแนน นอกไปจาก 7 วันที่มาสอบไล่แล้ว ก็สำนึกเอาเอง เป็นการเรียนอิสระตามสำนึก จะมีการจับกลุ่มกันทำเป็นระยะ ตามสำนึกมากน้อยแล้วแต่ ศาสนาพุทธไม่บังคับ ให้เป็นไปตามสำนึก มีญาณปัญญา มีอุตสาหะวิริยะ ให้รู้ว่าดีก็ควรทำ เพราะการปฏิบัติธรรมมรรคองค์ 8 ทำที่ไหนก็ได้ พระพุทธเจ้าไม่เกี่ยงเวลาสถานที่ ไม่เกี่ยงบรรยากาศ อย่างลดละกิเลสจริงๆจนเกิดมรรคผล ได้ทุกขณะ ไม่ใช่ว่าต้องไปแต่หาที่สงบ แล้วก็นั่งหลับตาสะกดจิตเข้าไป แต่สงบก็เป็นเพียงอุปการะ ผู้ที่ปฏิบัติธรรมอยู่ในวิชชาลัยบรรดาบัณฑิตบุญนิยม เข้าง่ายออกง่ายไม่มีสัญญาอะไร เข้ามาแล้วก็ตั้งใจเอา ให้ขยันอุตสาหะพากเพียรเอา ให้อิสระเต็มที่ สำนึกเอง แล้วไม่ได้บังคับ ได้ผล อาตมา เน้นที่ผลจริง ไม่เน้นปริมาณ ปีหนึ่งรุ่นหนึ่ง 100 คนมาสอบ 1,000 คนมาสอบ รุ่นหนึ่ง สมัคร 800 กว่าคน ไม่ได้เสียค่าสมัครอะไร เขาก็ไม่เสียดาย แต่มาสอบ 700 กว่าคน ถือว่าเป็นผลสำเร็จ สอบผ่านกันได้แล้ว 500 กว่าคน สอบผ่านนี่ไม่ได้เข็มทั้งหมด ผู้ได้เข็มตราพระธรรมและปัญญาบัตร จะได้อยู่แค่ 154 คน แบ่งเป็นสองสาย คือสายวิชญ์ 77 คน กับสายชาญ 77 คน ผู้ที่เคยเรียนจบปริญญาตรีเป็นต้นไปมาสมัคร เราให้สมัครใน “สายวิชญ์” ส่วนผู้ที่ไม่จบป.ตรีมาสมัคร เราเรียกว่า “สายชาญ” ส่วนผู้ที่สอบผ่านคือได้คะแนนตั้งแต่ 50 % ขึ้นไปแต่คะแนนต่ำกว่าผู้ที่สอบได้เข็มตราพระธรรม จะได้บัตรประจำตัวนิสิตซึ่งบอกรุ่นที่มาสอบให้เป็นเครื่่องหมาย และจะได้เสื้อตราพระธรรม ที่มีตราของ ว.บบบ. ทุกคน แต่คน 154 คนแรกจะได้เสื้อสีเข้ม(สีกรมท่า) ส่วนนอกนั้นทุกคนที่สอบได้จะได้เสื้อสีอ่อน ผู้ที่สอบได้แล้ว หรือสอบตก ก็มาสอบซ้ำได้ มาสอบได้ทุกปี ผู้ที่สอบได้เข ็ มแล้ว ในปีต่อไปก็จะสอบอีกก็ได้ ถ้าสอบได้อีก ก็จะได้เข็มตราพระธรรมอีก แต่จะได้จำกัดรวมแล้วไม่เกิน 4 เข็ม เมื่อสอบได้ครบ 4 เข็ม จะได้ตำแหน่งเรียกว่า “บูรณ์บุญบัณฑิต” ส่วนปัญญาบัตรนั้นจะ แจกในปีแรก ที่สอบได้ และจะ แจกปีสุดท้าย ที่สอบได้คือแจกตอนได้เข็มที่ 4 รวมปัญญาบัตรทั้งหมด สองใบ สำหรับตำแหน่งบูรณ์บุญบัณฑิต ผู้ผ่านการสอบได้รุ่นที่ 1 ได้รับเข็มฯแรก หากจะมาสอบเอาเข็มฯที่สอง จะต้องได้คะแนน 70 % ขึ้นไป ส่วนผู้ที่จะได้เข็มฯที่สามต้องได้คะแนนตั้งแต่ 80 % ขึ้นไป ส่วนผู้ที่จะได้เข็มฯที่สี่ต้องได้คะแนนตั้งแต่ 90 % ขึ้นไป มีเกียรตินิยมด้วยในแต่ละปี ถ้าคะแนนตั้งแต่ 90 % ขึ้นไป เทียบได้กับเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเรียกว่า “บุญบัณฑิต” ถ้าคะแนนตั้งแต่ 80 % แต่ไม่ถึง 90 % เรียกว่า “คุณนิยม” ผู้ที่เป็นคุรุทั้งสมณะสิกขมาตุก็ช่วยกันอยู่ ต่อไปในอนาคต มีบูรณ์บุญบัณฑิตขึ้นมาหรือเป็นบัณฑิตที่สูงขึ้นมา ก็จะมาเป็นพี่เลี้ยงหรือผู้ช่วยมารับผิดชอบช่วยงาน มาขอใบสมัครไปกรอกได้ จะโหลดเอาได้จากเว็บ จะไปสมัครโดยตนเองกับสมณะตามพุทธสถาน 7 แห่ง และสังฆสถานอีก 2 แห่ง ของชาวอโศก หรือสมัครทางอินเตอร์เน็ตก็ได้ที่ อีเมล์ [email protected] ส่วนเวลาที่จะสอบให้ไปที่ราชธานีอโศก เริ่ม การสอบปีนี้กำหนดตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2557 ถึงวันที่ 3 มกราคม 2558 รวม 7 วัน สอบเสร็จแล้วต้องรีบทำบัตร พร้อมกันกับแจกเลย ในวันท้ายของงาน เป็นงานจุลกฐิน ผู้ใดมีน้ำใจก็มาช่วยกันทางธุรการ ก็ขอบคุณล่วงหน้า ผู้จะมาช่วยให้แจ้งไปที่ราชธานีอโศก และจะมีหนังสือที่จะอ่านประกอบในการเรียนการสอบในแต่ละปี ซึ่งในปี 2557 กำหนดให้เป็นหนังสือ “ค้าบุญคือบาป” ใครมาสมัครจะได้รับแจกได้ฟรีเลย คนบอกว่าทำไมเอาทองคำมาล่อ ต้องเข้าใจว่าเมื่อยึดถือจนไม่ยึดถือแล้วแต่ก็ต้องยึดถือ คำว่า อาทาน มีสองอย่าง อุปาทานคือยึดถืออย่างมีกิเลส แต่ว่าผู้ที่ไม่ยึดถือจะยึดอย่างอาศัยเรียกว่า สมาทาน พอเร ิ่ มสมาทานก็เร ิ่ มล้างสิ่งยึดติด แต่ถ้าล้างได้หมดก็ไม่ยึดถือ สมาทานอย่างไม่ยึดถือแล้ว ผู้ใดสนใจก็มาได้ คนทั่วไปแม้ไม่มาสอบก็มาสมัครได้ แต่ไม่คิดคะแนนให้เท่านั้นเอง การศึกษาจะได้รู้ ฤดูกาลของว.บบบ. มี ึ7 วันหรือมากกว่า 7 วันก็ได้ คนที่จะไปร่วมทดสอบก็มาได้
เข้าเรื่องปรมัตถ์ ที่จะพูดต่อไปเป็นเรื่องของสัตว์ในจิตวิญญาณ สัตว์คือชีวิต ที่เป็นจิตนิยาม ชีวิตที่มีจิตเป็นพลังงานอัตภาพ ถ้าเรียกสัตว์ก็คือรวมหมด พอบอกว่าคน เขาก็เรียกชื่อคนเพ่ิมเติมที่ไม่ใช่สัตว์ สัตว์หมายถึงเดรัจฉานทั้งหลาย หรือใช้บาลีว่า มนุษย์ เป็นสันสกฤษ สูงกว่าสัตว์เดรัจฉาน คำว่าสัตว์จึงหมายถึงเดรัจฉานและคนด้วย และคนนี่แหละมีจิตวิญญาณที่ชั่วได้เหมือนสัตว์หรือย ิ่ งกว่าสัตว์ได้หลายเท่า ไม่มีสัตว์เดรัจฉานตัวไหนชั่วได้เท่ากับคน สัตว์ที่น่ากลัวที่สุดก็คือคน ไปรังแกเขาหมด อยู่เหนือเขาหมด ช้างใหญ่แค่ไหนก็เอามาใช้ ถ้าไดโนเสาร์อยู่ก็คงเอามาใช้ ปลาวาฬก็เอามาแสดงได้ คนนี่เก่งจริงๆ ในทุกยุคกาล สัตว์มนุษย์หรือสัตว์คนนี่ถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุด ตัวสำคัญที่พาเลวร้ายคือ จิตวิญญาณ พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องจิตวิญญาณเป็นหลัก ก็เลยตราความเป็นสัตว์มา 9 ชั้นเรียกว่า สัตตาวาส 9 เป็นที่อยู่ของสัตว์ 9 ขั้น ในจิตวิญญาณ ก็ต้องล้างให้หมด หมดแล้วจึงเป็นมนุสโสที่แท้ เป็นจิตวิญญาณสูงที่แท้ เพราะหมดจิตวิญญาณสัตว์แล้ว เราจะรู้ได้อย่างไรว่า จิตวิญญาณที่เป็นสัตว์มีอย่างไร อาการสัตว์เป็นอย่างไร? 1) สัตว์บางพวก กายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่น พวกมนุษย์ เทพบางเหล่า พวกวินิปาติกะบางเหล่า ผู้รู้คำว่า “กาย” คุณจะได้กายต่างกันไปในองค์รวมของรูป นาม สังขาร การปรุงในขันธ์ 5 ผู้ที่ไม่รู้ก็มีกาย แต่ท่านจะไม่เรียกว่ารู้ แต่เรียกว่าได้ ปฏิลาโภ เรียกว่าได้กายปฏิลาโภ แม้ผู้อวิชชาก็จะได้ องค์ประชุมของรูปนามขันธ์ 5 ก็ต่างกันไป คนอวิชชาก็จะได้กายนี่ต่างกันไปหมด ไม่ว่าจะกายมนุษย์ ก็จะสัญญาตามที่คุณรู้ ว่ามนุษย์เป็นอย่างนี้ สัญญาต่างกันคือกำหนดหมายตามทิฏฐิ ปัญญา ว่ากายของมนุษย์ สัตว์นรก เทวดา ก็จะเข้าใจต่างกันไปตามที่เข้าใจของแต่ละคนๆ อาจคล้ายกันหรือเหมือนกันก็ได้ ในศาสนาอื่นสัตว์นรกก็ไม่เหมือนกัน แม้ศาสนาเดียวกันก็ไม่เหมือนกันหรอก
สรุปแล้ว กายอย่างมิจฉาทิฏฐิ กับผู้สัมมาทิฏฐินี่จะเป็นหลักที่ว่า กายต่างกัน หากสัมมาทิฏฐิจะเข้าใจเป็นหนึ่งเดียวกันว่า กายมนุษย์ เทวดา พรหม นรกเป็นอย่างไรเหมือนกัน ทิฏฐิผู้ใดไม่ตรงย่อมสัญญาไม่ตรง แม้สัญญาจะตรงกันหากทิฏฐิต่างกันก็จะได้กายต่างกัน คือมิจฉาทิฏฐิกับสัมมาทิฏฐิ แม้สัญญาจะตรงกัน เช่น สัตว์ชั้นที่ 2 สัตตาวาสข้อที่ 1 ความเป็นมนุษย์นั้น ผู้มนุสโสสำหรับผู้มิจฉาทิฏฐิ นั้น ที่ว่าสัตว์กำหนดที่สัตว์ทางจิตวิญญาณนั้นเขาจะเข้าใจไม่ได้ โอปปาติกสัตว์นั้นเขาเข้าใจไม่ได้ เขาจะได้สัตว์ทางจิตวิญญาณต้องไปนั่งสมาธิ เห็นสัตว์ และองค์ประชุมกายของเขาก็จะมีรูปร่าง ทั้งๆที่สัตว์โอปปาติกะคือจิตวิญญาณที่ไม่มีรูป อนันตัง อสรีรัง สัพพโตปภัง รู้ได้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ไม่มีรูปร่างเส้นแสงสี แต่ผู้มิจฉาทิฏฐิจะกำหนดเป็นรูปร่างสรีระ เขานั่งสมาธิเข้าไปเห็นสัตว์นรก สัตว์เทวดา เขาจะได้กายต่างกัน เห็นมีรูปร่างทรวดทรง โฉมกาย จะไม่เนื่องเกี่ยวถึงจิตวิญญาณ ไม่พิจารณาถึง การปฏิบัติของมิจฉาทิฏฐิ จะไม่เนื่องต่อ กาย เวทนา จิต ธรรม เขาจะปฏิบัติไม่ถึงจิต กายในกาย นั้นผู้สัมมาทิฏฐิ กายนั้นต้องลืมตาเกี่ยวข้องกับสิ่งที่ถูกรู้ภายนอก รู้ดิน น้ำ ไฟ ลม ธาตุดินน้ำไฟลม ไม่ใช่กาย ในรูป 24 มีปสาทรูป 5 โคจรรูป 5 ปสาทรูป 5 มีตา หู จมูก ลิ้น ผิวหนัง ถ้ามีประสาทจะเรียกว่าปสาทรูป ถ้าไม่มีประสาทเข้าไปร่วมรับรู้ทำงานมีสติสัมปชัญญะรับรู้ก็ไม่ใช่กาย ในอาการ 32 ข้างนอก ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ผิวหนัง ไม่ใช่กาย เพราะไม่มีประสาทรับสัมผัส หากมีประสาทรับสัมผัสแล้วรับรู้คือปสาทรูป เป็นกาย ตา หู จมูก ลิ้น กาย กับ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ แยกให้ดีสิ่งที่ไม่มีประสาทเข้าร่วมคือกาย ถ้ามี ตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่ไม่มีประสาทเข้ารวมก็ไม่ใช่ “กาย” เช่น ตาคุณดูมีประสาท แต่จิตคุณไม่โคจรไปรับรู้ ไม่มีโคจรรูป ลืมตาจ้องตรง หรือบางทีคนเรียกชื่อเสียงดัง แต่จิตเราไปในภพแน่นไม่ได้ยินก็คือไม่เกิด ภาวรูป ไม่เกิดกาย ตั้งแต่ปสาทรูปที่มีจิตเข้าไปร่วมรับรู้ถือเป็น เป็นนามธรรม รูปคือมหาภูตรูป 4 และรูปที่อาศัยมหาภูตรูปอีก 24 คืออุปาทายรูป คำว่ากายนี้หนักที่นามธรรม รูปคือส่ิงที่ถูกนามธรรมไปรู้ คำว่า กายวิญญาณคือมี จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มี 5 อย่าง ส่วนมโนวิญญาณเป็นส่วนลึกในจิต การที่ไปเห็นรูปในจิตก็คือเราปั้นเอง จากความจำ เป็นรูปจำไม่ใช่รูปจริง เป็นมโนมยอัตตา รูปที่สำเร็จด้วยจิต เมื่อกำหนดผิดมิจฉาทิฏฐิ จะได้กายอย่างที่มิจฉาทิฏฐิ 2) สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น เหล่าเทพจำพวกพรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน เป็นต้น ความเป็นฌานคือไม่มีนิวรณ์ 5 ทั้งมิจฉาทิฏฐิและสัมมาทิฏฐิ แต่กายที่ได้นั้นต่างกัน การไม่มีนิวรณ์อย่างที่ ทวาร 5 ยังสัมผัสอยู่ กับที่ไม่มีนิวรณ์แบบหลับดับทวารทั้ง 5 นั้นต่างกัน แถมยังบอกว่าไม่คิดไม่นึกไม่สัญญา แล้วจิตเดิมแท้จะเกิดอีก แล้วเรียกว่าภูมิวิปัสสนาอีก พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนเช่นนี้ ในพระไตรปิฎกก็ไม่มีเลย สัญญาไม่เคยมีความจริงเลย มีแต่ความจำ ความจริงคือสิ่งที่เกิดอยู่หลัดๆในสติเต็มเป็นชมพูทวีป มีวิโมกข์ ข้อที่ 2 ครบหมดเลย พระไตรปิฎกเ ล่มที่ 16 ข้อ [ 43 ] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความมี 1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มี(โลเกนัตถิตา)ในโลก ย่อมไม่มี เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความ มีในโลก(โลเกอัตถิตา) ย่อมไม่มีโลกนี้โดยมากยังพัวพันด้วยอุบายอุปาทานและอภินิเวส แต่พระอริยสาวกย่อมไม่เข้าถึง ไม่ถือมั่น ไม่ตั้งไว้ซึ่งอุบายและอุปาทานนั้น อันเป็นอภินิเวสและอนุสัย อันเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิตว่า อัตตาของเรา ดังนี้ ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่าทุกข์นั่นแหละ เมื่อบังเกิดขึ้น ย่อมบังเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อดับ ย่อมดับ พระอริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่ต้อง เชื่อผู้อื่นเลย ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล กัจจานะจึงชื่อว่าสัมมาทิฐิ ฯ พ่อครูว่า… คำว่าปัญญาไม่ใช่สัญญา คุณเรียนรู้แต่ศีล สมาธิ สัญญา ไม่ใช่ศีล สมาธิ ปัญญา เพราะคุณเรียนรู้แบบดับๆ ให้ปัญญามันเกิดเองไหลมาเอง ไม่ได้เกี่ยวกับศีล 5 ที่เป็นความจริงเลย คุณทำแต่ศีล สมาธิ สัญญา ไม่ได้เกิดปัญญา ปัญญาจะเกิดได้ในสัมมาทิฏฐิที่เป็นอนาสวะ องค์ 6 ปัญญาจะเกิดทิฏฐิจะตรงขึ้นเรื่อยๆ ทิฏฐิงอุชุงกโรติ 1. ปัญญา-รู้เห็นจริงตามสัจจะของจริง (ปัญญา) . 2. ปัญญินทรีย์ (ปัญญินทริยัง) 3. ปัญญาพละ (ปัญญาผลัง)มีพลังงาน static แฝง 4. ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ (ธัมมวิจัยสัมโพชฌังโค) 5. ความเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ) ทิฐิรอบในที่เจริญขึ้น 6. องค์แห่งมรรค (มัคคังคะ) มีพลังงาน Dynamic แฝง
3) สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน เช่น พวกเทพสว่าง อาภัสราพรหม (ว่าง ใส สว่าง แผ่กว้าง) 4) สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพมืด สุภกิณหพรหม (ได้นิโรธมืดเป็นโชค) 5) สัตว์บางพวก ไม่มีสัญญา ไม่เสวยอารมณ์ เช่น เทพจำพวก “อสัญญีสัตว์” (อุทกดาบสทำนิโรธสมาบัติดับจนไม่รับรู้อะไร) 6) สัตว์บางพวก เข้าถึง..อากาสานัญจายตนะ (พ้นรูปสัญญา) 7) สัตว์บางพวก เข้าถึงชั้น..วิญญาณัญจายตนะ (พ้นเสพความว่าง) 8) สัตว์บางพวก เข้าถึงชั้น..อากิญจัญญายตนะ (ดับดิ่งไม่มีอะไร) 9) สัตว์บางพวก.เข้าถึงชั้น..เนวสัญญานาสัญญายตนะ (ดับๆ รู้ๆ) (ววัตถุสัญญา พตปฎ. ล. 23 ข. 228 ) และ 11 / 353
ต่อไปเป็นการตอบประเด็น _หัวใจบัณฑิต สุ จิ ปุ ลิ หมายถึงอะไร? พ่อครูว่า… สุ มาจากสุตะ คือฟัง ,จิ คือจิตคือคิด ,ปุคือปุจฉาคือถาม ,ลิ คือลิขิต คือบันทึก เขียน... ความรู้ที่ว่าบัณฑิตคือสุ จิ ปุ ลิ ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าเป็นโลกียะ เอาแต่แค่ฟัง คิด ถาม บันทึก คือโลกียะ คำว่า จิ เขาไม่ได้มนสิการ ได้แต่รู้ เสริมสร้างความรู้เท่านั้น _แต่ก่อนเข้าใจว่านับถือพระพุทธรูปเป็นเครื่องรางของขลัง แต่เมื่อพบสันติอโศก ฟังคำสอนเข้าใจ เดี๋ยวนี้ไม่ได้เคารพเช่นนั้น แต่เคารพเป็นตัวแทนพระพุทธเจ้า แต่เดี๋ยวนี้สันติอโศกมี พ่อครูว่า. .. ส ิ่ งที่เรายังต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์ ถ้าเราไม่รู้ ไปหลงติดงมงาย เช่นเราไปติดดอกไม้ของหอม เราไปติดเรื่องเครื่องพอกทาตกแต่ง ตอนถือศีลตอนแรกต้องตัดขาดเสียก่อน พรากไม้ที่ชุ่มด้วยยางออกจากน้ำ จนคุณมีภูมิคุ้มกันเข้าใจแล้วว่าพระพุทธรูปไม่ใช่เครื่องรางของขลัง เขาก็ปั้นกันไปตามยึดถือ ศิลปินแต่ละคนก็ปั้นกันไป แต่ไม่มีสิ่งใดจริงเป็นพระพุทธเจ้าเลย แต่เราก็เข้าใจเคารพนับถือว่าเป็นสิ่งแทนพระพุทธเจ้า เหมือนรูปถ่ายพ่อแม่เรา รูปถ่ายไม่ใช่ของจริงนะ หรือภาพเขียนก็เคารพกันได้ หรือปั้นมาเป็นรูปร่างเลย ก็ถือว่าเป็นสิ่งแทนพระพุทธเจ้า ในโลกนี้มีเอกบุรุษที่มาประกาศศาสนาพุทธ เราก็เอามาเคารพ การเคารพเราไม่ได้เคารพเพราะมันขลังบันดาลอะไรเราได้มีฤทธิ์เดช แต่เป็นตัวแทนคำสอนของท่านที่เป็นสวากขาตธรรม พิสูจน์ได้ เราทำได้เป็นอาริยะจริง สิ่งจริงอันนี้เราจึงเคารพ เหมือนเรามีภาพเคารพพ่อแม่ ที่ตายเราจำไม่ได้แต่คนบอกว่าภาพนี้คือพ่อแม่เราเราก็นับถือเคารพ เราก็เอาคำสอนของท่านมาปฏิบัติให้มีมรรคผล สิ่งที่ยืนยัน เขาก็มีสิ่งที่ยืนยันอันหนึ่งว่า พระบรมสารีริกธาตุ เขาก็เถียงกันว่าจริงหรือเปล่า ? มีปลอมกันด้วย อาตมาก็เลยบอกว่าแล้วพระพุทธรูปนี่จริงหรือเปล่า? เป็นพระพุทธเจ้าจริงหรือเปล่า? ก็รู้ว่าไม่จริงแต่คุณก็เคารพได้ แล้วพระบรมสารีริกธาตุแม้ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่แต่อาจจริงได้มากกว่าพระพุทธรูปอีก ก็น่าจะเคารพได้มากกว่า เราพรากไม้ที่ชุ่มด้วยยาง แล้วใจเราไม่ยึดติด ก็นำมาให้ใช้เป็นประโยชน์ได้ ที่อื่นเขาเคารพแบบอ้อนวอนร้องขอให้บันดาลอะไรให้เรา แต่เราจะมาใช้สอนให้คนไม่ยึดติดแบบนั้น การไปนับถือเพี้ยนไปเป็นของขลัง มีฤทธิ์อันนั้นพระพุทธเจ้าบริภาษ ท่านเบื่อ อัตยามิ หรายามิ ชิคุจฉามิ เบื่อ ระอา เกลียดชังใน อิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ แต่ท่านสรรเสริญอนุสาสนีปาฏิหาริย์ เช่นถือศีลให้เกิดมรรคผล จิตหลุดพ้นได้ตามฐานะ เป็นโสดาบันในกรอบศีล ๕ เป็นต้น อาตมาก็เคารพกราบพระพุทธรูปไม่ว่าจะไปที่ไหน เขาจะปลุกเสกหรือไม่อาตมาก็กราบ มันอยู่ที่ใจเราเราเคารพที่ตรงไหน พระพุทธรูปเราจึงไม่เอาดอกไม้ธูปเทียนไปบูชา เมื่อเราพรากไม้ที่ชุ่มด้วยยางออกแล้วเรามีภูมิคุ้มกันเราก็เอาไม้ลงในน้ำได้ เราก็เอามาใช้ได้ เหมือนกลับไปกลับมา ต้องรู้นัยลึกซึ้งนี้ เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน แต่ก่อนอาตมาเคร่งแต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้ทำแบบนั้น แต่อาตมาไม่ได้มีกิเลส ยกตัวอย่างอาตมาทิ้งเรื่องเพลง แต่อาตมาก็มาแต่งเพลงได้ทีหลัง
_เป็นภรรยาน้อย ผิดศีลไหม?จะทำอย่างไร? พ่อครูว่า ...เป็นภรรยาน้อย ก็คือผิดศีล ทำอย่างไรก็เลิกซะ พ ระพุทธเจ้า ไม่ให้พระไปส่งเสริมการแต่งงาน เป็นอาบัติสังฆาทิเสสนะ คนโสดเป็นบัณฑิต คนโง่ฝักใฝ่ในเมถุนย่อมเศร้าหมอง _กินน้ำแดงโซดานี่ผิดศีลไหมคะ พ่อครูว่า… หมอเปี่ยมโชคห้ามกินน้ำตาล แต่น้ำตาลก็มีในอาหารหลายอย่าง ข้าวก็มี ผลไม้ก็มี แต่น้ำตาลไม่ต้องกินมากหรอก ไม่ดี ในข้าวก็มีน้ำตาลแล้ว จบ