580116_ธรรมาธรรมะสงคราม พ่อครูฯบ้านราชฯ นิยามของครูคือผู้มีคุณธรรม.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์351 KB
วันที่แก้ไข2 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

580116_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่ บ้านราชฯ เรื่องนิยามของครูคือผู้มีคุณธรรม โดย พ่อครูโพธิรักษ์

พ่อครูว่า... วันนี้ 16 ม.ค. 2558 เป็นวันครู อาตมาเองต้องรำลึกถึงสมเด็จพ่อครูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ก็ถึงวาระที่คนไทยทุกคนควรต้องเห็นความสำคัญในการระลึกถึงครูกันให้สำคัญว่า คำว่า “ ครู ” เป็นคำที่ยิ่งใหญ่ เป็นความสูงสุดมีคุณค่ามากแค่ไหน ขอกราบคารวะต่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราจะมาพูดถึงคำว่าครู และสิ่งที่เกี่ยวกับครู ใครเป็นครู หากไม่มีครู จะเป็นอย่างไร? คำว่าครู มาจากคำว่า คุรุ(อ่าน กุรุ) แปลว่าหนัก หนักก็หมายถึง เรื่องหนัก เรื่องยาก ทำให้เกิดผลได้ไม่เบา มันหนัก ในมนุษยชาติหากไม่มีครูก็สืบทอดสิ่งดีๆไม่ได้ คำว่าครูมีในคน แม้ในสัตว์เดรัจฉานมันก็มีแบบอย่าง แล้วก็เอาตาม ทำตามแบบอย่างกัน จะสอนกันก็สอนไปอย่างนั้น สอนไม่มีความรู้ จิตใจ ทิศทางอย่างแท้จริงเหมือนคน คนนี่ใช้น้ำใจ จริงใจ เป็นตัวหลัก แล้วก็ทำกันอย่างถ่ายทอดจริงๆ ผู้ที่เป็นครูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้เกิดผลถ่ายทอดสืบทอดให้เกิดผลทางกาย วาจา โดยเฉพาะถ่ายผลไปถึงจิต เป็น DNA เป็นเชื้อพันธุ์เดียวกันเลย ซึ่งถือว่าเป็นการสอน การถ่ายทอด ลึกสุด สูงสุด มีค่าประเสริฐสุด ในเชื้อพันธุ์ของพระพุทธเจ้า แล้วการถ่ายทอดความเป็นครูถ่ายทอดสำคัญที่จิตที่เป็นครู จิตที่เป็นครูคือ จิตที่ต้องการถ่ายทอดจริงๆ ถ่ายทอดความดีงาม ความรู้ที่ตนเองมีดีสูงสุด ให้สืบต่อให้มากให้นานเท่าที่จะเป็นไปได้ ให้เป็นจริง นี่คือจิตแท้จิตลึกของความเป็นครู อย่างพ่อแม่ นี่ก็คือครูคนแรกของลูก แล้วต้องการถ่ายทอดสิ่งดีที่สุดตามที่ตนมีความรู้แล้วสามารถถ่ายทอดได้ แต่บางพ่อแม่กถ่ายทอดไม่เป็น ก็ได้เท่าที่ได้ ส่วนคนที่ไม่ใช่พ่อแม่ แต่มีจิตเป็นครู

อ่านต่อ

คือเป็นผู้มีจิตใจ เข้าใจ มีเจตนาถ่ายทอดความรู้ความสามารถที่เห็นว่าเป็นสิ่งที่ควรถ่ายทอด ไม่ว่าความสามารถสมรรถนะ มีทั้งเชิงเทคนิคและเชิงคุณธรรมมีสองประเด็นใหญ่ ประเด็นที่อาตมาอยากเน้นที่สุด แล้วคนที่เป็นครูอย่างที่อาตมาว่า มีเจตนาดี พากเพียรทำให้เกิดผลกับผู้สืบทอด การให้นั้นจึงไม่ใช่แค่ศิษย์ แต่เป็นลูก คือลูกศิษย์ อย่างพ่อแม่ถ่ายทอดให้ลูก ไม่มีคำว่าศิษย์ แต่ครูนี่ถ่ายทอดให้ศิษย์จึงเรียกว่าลูก คนที่เป็นลูกศิษย์นี่ เป็นทั้งศิษย์และลูกอย่างแท้จริง ที่เป็นครูกันทุกวันนี้ เป็นผู้รับจ้างถ่ายทอดความรู้เป็นหลัก คุณธรรมเป็นรอง คนจะเป็นครูทุกวันนี้ต้องมีความรู้ นอกจากมีความรู้แล้ว ยั ง กีดกันครูที่เป็นครูมีจิต ครูแท้ แต่ไม่ได้มีวุฒิ จะเก่งจะดีสามารถอย่างใด ก็ไม่ได้เป็นครู อาตมาถือว่าเป็นการกีดกันความเป็นครู เลยได้แค่มีศิษย์ ไม่ได้เป็นลูกศิษย์ ให้รู้เท่าที่กระทรวงกำหนด แล้วให้เทคนิคความรู้ที่จะเลี้ยงชีพได้ การเป็นครูอย่างนี้ จึงเป็นเพื่อถ่ายทอดตามหลักสูตรเท่านั้น แล้วได้เงินจากการเป็นครูมาเลี้ยงชีพ ครูนั้นแท้จริงไม่ได้เกี่ยวกับรายได้ ถ้ามีคนจะให้สอน อยากให้สอนก็แนะนำกันได้จริง มีโอกาสทั้งวัน เวลาไหนก็สอนได้ทั้งวัน เจตนาตั้งใจสอนตลอดเวลา นี่คือครูจริงที่สร้างลูกศิษย์ ไม่เกี่ยวกับเงินทองค่าจ้าง คนอย่างนี้มีไม่น้อย ในสังคมภราดรภาพตามแบบพระพุทธเจ้า ที่มีความรู้แล้วบรรลุธรรมตามแบบพระพุทธเจ้า จะมีเลือดวิญญาณของความเป็นครูจริง ในชาวอโศกที่มีผลธรรมของพระพุทธเจ้า จึงมีเลือดครูแล้วมาถ่ายทอด โดยไม่ต้องบอกเขา อาจบอกบ้าง แนะให้ทำอย่างมีปฏิภาณ ที่เป็นอยู่นี่ แล้วก็มากที่ไม่ได้มีใบรับรองวุฒิเป็นครู แต่ทำอย่างครูในหมู่บ้านเรา คนมีเลือดครูก็จะถ่ายทอด แล้วผู้ที่จะรับถ่ายทอดก็ไม่ได้มีแค่เด็ก แม้คนอายุมากกว่าเราก็เป็นลูกศิษย์ได้ ถ่ายทอดคุณธรรมความรู้ที่เรามีด้วยศิลปะและศาสตร์ นี่คือคุณธรรมในสังคมที่คนมีจิตวิญญาณครู วันนี้วันครูขอบอกให้ความรู้ ถ้ามีเลือดมีวิญญาณอย่างที่ว่าในตน จงอย่าออมมือ จงทำเท่าที่ทำได้ มีโอกาส แต่ก็ไม่ถึงกับต้องลนลานไปเป็นครู ทำอย่างที่ควรเป็น เพราะอาตมามั่นใจในคุณธรรมของพวกเราที่จะถ่ายทอด แต่เรื่องเทคนิคความรู้สัมมาอาชีวะก็ต้องทำ ในสังคมอโศกเรามีครูเยอะ แต่ถูกรัฐกัน ก็เลยไม่ได้เป็นครูโดยนิตินัย มากเท่าที่ควร แต่เราก็ทำตามพฤตินัยไปตามควร จะจับเราเข้าคุกก็ไม่ว่า อาตมาก็ต้องขอขอบคุณด้วยใจ สำหรับคนที่ทำอย่างคุรุด้วยเลือดเนื้อจิตวิญญาณจริง จึงถูลู่ถูกังมาได้ เพราะเราไม่ได้ทำแบบทางโลก ที่มีการจ้างงานกันเลย ก็ทำไปจนกว่าจะเกษี ยณ แต่ของเราไม่มีปลดเกษีย ณ มันเรื่องของจิตวิญญาณเรื่องใจ แล้วได้ถ่ายทอดพยายามให้มีความรู้คุณธรรม อันนี้ตกทอดสู่รุ่นๆไปให้นาน อาตมาทำงานทางครูมา 45 ปีย่างเข้าแล้ว ตั้งแต่เริ่มต้นมา ถือว่าอาตมามารับหน้าที่ครูโดยตรง แต่ที่จริงทำมาตั้งแต่ก่อนบวช แต่ก็นับตั้งแต่บวชตามนิตินัยของพระพุทธเจ้าก็แล้วกัน เพื่อสืบทอดถ่ายทอดกันให้เต็มคุณธรรม เท่าที่สามารถ ความเป็นครูที่พูดถึงนี่ ทางรัฐไม่ให้บรรจุมีวุฒิ แต่สอนด้วยใจสอนอย่างดี อย่างให้ลูกเลย ไม่เหมือนกับข้างนอกที่รับจ้างได้เงินทอง แต่ของเราบรรจุก็ไม่มีเงินเดือนให้ แม้ไม่ได้บรรจุก็แน่นอนว่าสอนฟรี คุณค่าของครูสองชนิด ชนิดที่รับรายได้รายจ้าง กับครูที่เป็นครูด้วยเลือดเนื้อด้วยวิญญาณมันจะมีแนวลึกในความเป็นครูมากหรือน้อยกว่ากัน ก็ใช้ปฏิภาณดู โลกและสังคมอยู่ได้ด้วยความเป็นครูอย่างนี้ สังคมจะแข็งแรงก็เกิดจากการถ่ายทอด จากคนมีจิตวิญญาณครู แล้วเป็นคนดี (ต้องวงเล็บว่าเป็นคนดี) ส่วนความรู้ความสามารถเป็นเรื่องประโยชน์ อย่างครูมีที่สอนความรู้สามารถแต่ไม่ได้มีคุณธรรมนั้น โจรก็สอน คนชั่วคนเลวก็สอน แล้วเขาสอนก็เพราะว่าจะได้ประโยชน์จากศิษย์ มาเสริมหนุนให้เขา หรือได้เงินด้วย ส่วนครูที่มีใจเป็นคุณธรรมไม่ได้ต้องการอะไรตอบแทนจากลูกศิษย์ เป็นความต้องการถ่ายทอดให้ลูกศิษย์โดยบริสุทธิ์ใจ ฟังแล้ว จะเห็นว่า สมควรจะเทิดทูนบูชาครูที่ทำด้วยเลือดด้วยวิญญาณไหม? หากคนที่เป็นครูในประเทศไม่ได้เข้าใจความหมายอย่างที่ว่าเลย ประเทศจึงมีคนที่ไม่ใช่ครูอยู่เยอะ แต่ถ้าประเทศที่เข้าใจว่าความเป็นครูคืออย่างไร แล้วมีครูเช่นนี้อยู่เยอะ ประเทศนั้นเจริญแน่ ดีแน่ ขออภัยที่ต้องกล่าวว่าประเทศไทย มีการเรียนการสอนตั้งแต่โบราณ จนถึงยุคปัจจุบัน ถ่ายทอดวิชาการมา อาตมาก็ดูค่ารวมผลที่ได้จากการศึกษา การได้คุณธรรมในสังคมนั้น อาตมาไม่ภูมิใจ ไม่สบายใจที่เห็นว่าการถ่ายทอด หรือการศึกษาเล่าเรียน มันไม่น่าภาคภูมิใจดีใจเลย มันเสื่อม นิยามคำว่า ครู ต้องมีคุณธรรม ย่ิงสุดยอดมหาบรมครูก็คือ พระพุทธเจ้า ซึ่งแม้ครูจะสอนเรื่องเทคนิคไม่เก่ง แต่คนเป็นอาริยบุคคลสอนคนให้เป็นอาริยะอย่างเดียว ไม่ต้องสอนเทคนิคอื่นเลย ก็อยู่รอด ไม่เป็นหนี้ด้วย ดีไม่ดีพวกจบสูงๆทางความรู้ ดร. เป็นหนี้เป็นสินมากมาย หรือทุจริตทำร้ายสังคม แต่ถ้าคนมีคุณธรรมไม่ทุจริตทำร้ายสังคม แล้วเอาตัวรอด ไม่เป็นหนี้ด้วย จึงสำคัญที่การศึกษาต้องสร้างคุณธรรมให้คน แต่ทุกวันนี้การศึกษาไม่เข้าใจ แต่ไปเน้นความรู้เทคนิค แล้วยังไปหลงความรู้ของประเทศอื่นที่บางอย่างไม่เหมาะกับไทย แล้วยัดเยียดให้เด็กไทยได้ความรู้เช่นนั้น จนสังคมแหลกเหลวไปหมดแล้ว ขออภัยที่ดูเหมือนมองสังคมไทยในแง่ร้าย ตำหนิติเตียน ขอใช้คำว่าแก้ตัว เพราะทางโน้นก็คิดว่าอาตมาไม่จริงใจ หาว่าแก้ตัว แต่ที่จริงอาตมาไม่ได้แก้ตัว แต่พูดจริงโดยสัจจะ ด้วยจริงใจ ว่าผลของการถ่ายทอดการศึกษามา ตั้งแต่มีวิธีการศึกษาแบบใหม่ เข้าระบบประเทศเป็นโรงเรียน เป็นมหาวิทยาลัย เจริญกันมา ทำให้คนไทย เสื่อม การศึกษาล้มเหลว เพราะฉะนั้นจะไปโทษการบริหารบ้านเมือง การช่วยบ้านเมืองหรือเป็นมวลสมาชิกประเทศ ที่ทำหน้าที่ทุกบทบาทเรื่องราว เกิดผลต่อสังคมแล้วเป็นผลจริง ที่รวมค่าพฤติกรรมของแต่ละคน รวมค่าแล้วอาตมาว่าสังคมไทยทุกข์มากขึ้น แย่งชิงกันมากขึ้น ปรารถนาร้ายต่อกันมากขึ้น คำว่าปรารถนาร้าย คือ เห็นแก่ตัวมากขึ้น ความเห็นแก่ส่วนรวม จนเรียกว่า เสียสละนั้น เกือบไม่มี ที่ว่าเสียสละจริง แล้วที่ว่าเกือบไม่มี เพราะการให้ผู้อื่นโดยไม่ต้องการแลกเปลี่ยนไม่ว่าจะวัตถุ หรืออะไรก็แล้วแต่ ที่จะได้แลกคืน เกือบจะไม่มีเลยที่ให้โดยบริสุทธิ์ใจ อาตมาว่า อาตมาได้ให้การศึกษาแก่พวกเรา เพื่อให้ให้โดยไม่ต้องการอะไรแลกเปลี่ยน อาตมาว่าชาวอโศกสอบได้ เป็นคนทำงานเสียสละแก่มวลชนประเทศชาติมากกว่า อยากได้รับการตอบแทน การได้รับตอบแทนนั้นมีทั้งลาภ เป็นวัตถุ หรือได้รับการรับใช้ตอบแทนคืน ต้องการได้คืนในใจ จนมีหลักเกณฑ์ว่าต้องชดใช้เป็นราคาเท่าใด เกือบจะทั้งนั้น แม้กฎของรัฐก็เป็น เพราะไม่มีการให้โดยบริสุทธิ์ใจเลย มันจึงไม่ใช่การถ่ายทอดให้เกิดคุณธรรมอันเป็นการเสียสละที่แท้จริง การได้แลกเปลี่ยนกลับมาด้วยวัตถุ แรงงาน ยศศักดิ์ การสรรเสริญเยินยอตอบ เช่นนี้เป็นโลกธรรม โลกียธรรม อาตมาว่าคนเราหากได้ปฏิบัติตามธรรมพระพุทธเจ้า สัมมาทิฏฐิ จิตใจที่อยากได้สิ่งแลกเปลี่ยน จะลดลงจริง จนมีชีวิตเสียสละสร้างประโยชน์แก่ผู้อื่น หากครบองค์ประกอบชุมชนเรียกว่ามิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี สหายคือร่วมประโยชน์ที่ไม่ใช่ว่าได้มา แต่ประโยชน์ได้สร้างสรรเผื่อแผ่คนอื่นไป จนครบสัมปวังโก คือสิ่งแวดล้อม ทั้งวัตถุและปริมาณมวลคนที่จะอยู่รวมกัน แล้วเกิดเป็นสังคมที่มีอาชีพ เป็นกัมมันตะ มีการงานพร้อม วาจา สังกัปปะ เป็นองค์รวมของสังคม แล้วรวมกันอย่างเป็นคุณค่า อย่างอโศกเรามีองค์รวม กรรมที่ร่วมกันทำ ก็เกิดผลที่เกิดจาก กรรม ทั้ง จิต เจตนา ซึ่งเจตนาที่ปนด้วยกามด้วยภวตัณหา หากได้ลดจริง ความใคร่อยากได้มาเป็นของตน หรือได้มาเสพรส มันลดลง จนกลายเป็นความอยากใคร่ทำเพื่อผู้อื่น เสียสละจริงขึ้นเรื่อยๆแล้วก็ทำกันไป อยู่ที่สำนึก พากเพียรอุตสาหะขวนขวาย ขอยกตัวอย่างรูปธรรม ง่ายๆ พวกเราอาตมาส่งเสริมกสิกรรม แบบไม่ได้บังคับด้วย อย่างทำกสิกรรมริมมูน คนที่ไปดูที่เห็นที่ แล้วก็รู้ว่าจะทำ รวมกันประกาศว่าจะแบ่งที่กันทำ คนมีจิตจริงก็จะไปทำ แล้วก็เหลือแต่คนมีจิตจริงก็ทำเท่าที่เห็น ที่ตั้ง 70 ถึง 80 ไร่ แบ่งส่วนกันทำ ก็มีทำกันอยู่แปลงๆ แปลงละ คนหรือสองคน ทั้งหมดตั้งเกือบร้อยไร่มีทั้งหมด 3 – 5 คน คนเหล่านั้นมีจิตเสียสละ เพราะเขารู้ว่าไม่ได้ทำงานเพื่อตนเลย แต่เป็นการทำเพื่อสาธารณโภคี อย่างวันนี้คุณหินพันเขาทำนา ข้าวญี่ปุ่น วันนี้มีคนช่วย 1 คนคือ ด.ช.เป๊ก ส่วนทางด้านนี้ก็มีสามคน มีดาวเพ็ญ ป้ามีมี่ ทางโน้นก็มีเกษตรสมพงษ์ ส่วนน้อยร้อยหล้าก็ทำอยู่ตลอด นอนเฝ้าโซล่าเซลล์ด้วย อาตมาพูดเช่นนี้ไม่ได้ไปว่าใคร แต่พูดสัจธรรมว่าจิตคนที่มีความเอาจริงขวนขวาย แล้วงานนี้เป็นงานเสียสละ เป็นวิญญาณแห่งการเสียสละ มีจริงเป็นจริงเกิดไม่ง่ายในคน แต่ก็มีคนไปทำที่อื่นบ้าง นี่ยกตัวอย่างแปลงนี้ รู้สึกว่าเป็นรูปธรรมชัด ส่วนที่สวน 200 ไร่ก็ทำกันอยู่ คุณหินพันสนใจที่ 51 ไร่ทางฝั่งโน้น อาตมาก็ไปดูที่แล้วเห็นว่า ต้องสร้างแพขนานยนต์หรือใช้เรือเดินทางไป จะเห็นได้ว่าสิ่งที่มนุษย์ควรถ่ายทอดคือ สิ่งดีสิ่งประเสริฐ ส่วนการศึกษาทางประเทศเป็นความล้มเหลว ก็ขออ้างอิงนิดเดียว....แต่มันก็เป็นดัชนีชี้ความใหญ่ของความล้มเหลวของคนไทย ที่ไทยพยายามให้การศึกษา จะเป็นการเรียนในประเทศแล้ว ก็ไม่เข้าใจว่าการศึกษานั้นพอดีกับการเป็นคนดีสร้างชาติได้พอหรือไม่? แต่จะไปศึกษาต่างประเทศเพิ่มก็ต้องให้พอเหมาะ แต่ทุกวันนี้ศึกษาจากต่างชาตินั้นไม่ได้เพื่อเสริมดัดแปลงให้ดีต่อสังคมไทยหาไม่ แต่เป็นการเอาความรู้เขามาทั้งดุ้นเลย เอาลูกส่งไปเรียนเมืองนอกตั้งแต่เด็กจนโต แล้วเอาวุฒิที่ได้มาให้บรรจุ ไปเป็นผู้บริหารชั้นสูง ร่วมมือกันทำให้ประเทศไทยพิการไม่เหลือความเป็นไทย เป็นไทยขาหักขาเป๋ ขาเป็นต่างประเทศยุโรป อเมริกา บ้าง ประเทศไทยทุกวันนี้เป็นประเทศพิการไม่เหลือความเป็นไทย จนคนต่างประเทศต้องยกป้ายประท้วง ทำไมผู้หญิงไทยไม่รักความเป็นไทย อะไรก็จะเอาอย่างต่างชาติ ไม่เหลือความเป็นไทย ถูกครอบงำทางความคิดไป นี่คือผล ผลจากประเทศไทยได้รับ มาจากการศึกษาอบรมคนไปทำงานจนเป็นผู้บริหารประเทศแล้ว มีผลเป็นเช่นไร? นี่

จั๊งซี่ ต้องถอด(ถอน) บทความพ่อครูใช้อ่าน

หนูกำลังเพาะเห็ดอยู่ดีๆ พี่ก็เอารถถังมาพังเรือนเพาะเห็ดของหนู แล้วยังจะมาถอดมาถอนอะไรหนูอีก ก็หนูไม่มีอะไรให้ถอดให้ถอนอีกแล้ว จะเอาอะไรกับหนูนักหนา ถ้าเป็นบทละครโทรทัศน์ไร้ออกซิเจน ที่นำแสดงโดยนางเอกยอดนิยม เรตติ้งก็คงพุ่งกระฉูด แต่ถ้าเป็นเรื่องการเมือง เรื่องถอดถอน ค้อน–ไวรัส–ปู นั้นประชาชนส่วนใหญ่ที่หาเช้ากินค่ำ เพื่อให้มีพอกินคงจะไม่สนใจโดยเฉพาะถ้าเป็นแฟนพันธุ์แท้ของเผาไทยก็คงจะบอกว่า “รังแกผู้หญิง” แต่การถอดถอน ค้อน – ไวรัส – ปู นั้น เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับเพศ ไม่ใช่การรังแกผู้หญิง แต่เป็นขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้เพราะค้อน – ไวรัส – ปู นั้นดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมือง เป็นประธานรัฐสภา เป็นประธานวุฒิสถา และเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งถึงจะมีตำแหน่งใหญ่โตแค่ไหน ก็ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ต้องปฏิบัติตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ถึงแม้จะมีตำแหน่งใหญ่โตมีอำนาจมากเพียงใด ก็ต้องใช้อำนาจนั้นตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เมื่อมีผู้ร้องเรียนว่าประพฤติมิชอบละเมิดบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแล้วถ้าศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องไว้พิจารณา เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วว่า มีความผิดก็จะต้องพ้นจากตำแหน่งและศาลฯก็จะส่งเรื่องไปยังรัฐสภาเพื่อถอดถอน แต่เมื่อรัฐสภาถูก คสช.ยุบ เรื่องถอดถอนก็ต้องส่งไปที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ แทน แต่เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับที่ 19(ชั่วคราว) ที่คสช.สั่งให้เขียนขึ้น ไม่มีบทบัญญัติเรื่องให้อำนาจในการถอดถอน ก็ทำให้สนช.สามารถใช้เป็นข้ออ้างที่จะไม่ถอดถอนได้ แต่ถึงจะไม่ถูกถอดถอน ก็ไม่ได้หมายความว่า ค้อน – ไวรัส – ปู ไม่มีความผิด แต่เป็นเพราะ “ความบกพร่องของกระบวนการ” ซึ่งก็ต้องไปถามคณะผู้ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ 19 ว่า ทำไมไม่ใส่บทบัญญัติในเรื่องการถอดถอน และก็ต้องถามนายกรัฐมนตรีด้วยว่า ทำไมไม่จัดการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับที่ 19 เพื่อให้ สนช.มีอำนาจถอดถอน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ค้อน – ไวรัส – ปู มีความผิดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ดังนั้นถ้าจะยึดตามประโยคที่ว่า “ผิดก็ว่าไปตามผิด ถูกก็ว่าไปถามถูก”นั้น ก็ต้องยึดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มิใช่ยึดตามคำวินิจฉัยของ สนช.ที่ไม่ถอดถอนเพราะไม่มีอำนาจ ไม่ใช่เพราะ “ไม่มีความผิด” ถ้าปล่อยให้เลยตามเลยตามคำวินิจฉัยของ สนช.ก็เท่ากับ“ผิดไม่ว่าไปตามผิด” เพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยแล้วว่า ทั้งสามมีความผิด แต่ สนช.ไม่ว่าตาม เพราะอ้างไม่มีอำนาจ ดังนั้นคำถามก็คือ เมื่อไม่มีอำนาจ ทำไมไม่ร้องขออำนาจ หรือไม่มอบอำนาจ เท่ากับปล่อยให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ จะให้เป็น “บกพร่องโดยสุจริต” อีกหรือ ไม่ใช้พร่ำเพรื่อไปหน่อยหรือ และอีกประการหนึ่งเมื่อ ทุกองค์กรมีหน้าที่ในการปฏิรูปประเทศ โดยมีอำนาจเต็มที่จะจัดการได้ แต่กลับปล่อยปัญหาผ่านไปโดยอ้างว่า“ไร้อำนาจ” จะไม่ไร้เดียงสามากไปหน่อยหรือครับ อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ จำเลยในเรื่องนี้กล่าวอาฆาต ข่มขู่ สนช.ว่า “ระวังจะเจอเองบ้าง” หรือถ้าถูกถอดถอน ก็จะไม่มีวันได้ปรองดอง แต่สนช. มิได้มีท่าทีอะไร เหมือนยอมรับคำขู่ ทั้งๆ ที่เป็นการละเมิดอำนาจ และกดดัน สนช.อย่างเห็นได้ชัดเจน แสดงว่าผู้ที่กล้าขู่ สนช.ต้องถือไพ่เหนือกว่าแน่ๆ ซึ่งก็ทำให้อดเป็นห่วงไม่ได้ว่า“การปฏิรูปประเทศจะเป็นเพียงปาหี่” ทำไมประเทศไทยต้องตกเป็นเบี้ยล่างนักการเมืองชั่วอยู่โดยตลอด ทำผิดก็ไม่ยอมรับผิด กลับขู่อาฆาตจะทำร้ายประเทศไทยต่อไปอีก ทำผิดก็ไม่ต้องรับผิด ผิดแล้วต้องนิรโทษ ไม่นิรโทษก็ไม่มีวันปรองดอง อยากจะปรองดองก็ต้องไม่ถอดไม่ถอน ถ้าได้กลับมามีอำนาจอีก ก็คงจะต้องบังคับให้คนไทยทุกคนเอาธูปเทียนแพไปกราบขอขมาพวกมันด้วยมั้ง พร้อมกับอนุญาตให้พวกมันโกงกินใช้อำนาจโดยไม่มีขอบเขต ไม่ว่าพวกมันจะทำอะไรก็ไม่ถือว่าผิด...หรือไง น้ำตาลเมา(อำนาจ)

อาตมาว่าคนเขียนคงเขียนด้วยความ เหลือใจ บทความนี้ชี้ให้เห็นว่า เราได้คนมาบริหาร เป็นกลุ่มคนอย่างไร อาตมาพูดตามภูมินะว่า ความผิดครั้งนี้มันชัดมาก ถ้าไทยคราวนี้ไม่ลงมือจัดการให้ดี ตามที่ควรเป็น ตามสิทธิอำนาจ อาตมาว่าประเทศไทยจะล่มจมหนักหนาสาหัสเลย อาตมานึกถึงสุดยอดอันหนึ่งเลยแต่พูดไม่ได้ ถ้าเขาจัดการไม่ได้คราวนี้ อาตมาว่าจะกระทบอย่างมากเลย หากคนมีภูมิปัญญา รักเมืองไทยอย่างแท้จริงจะรู้ ...อาตมาพูดไม่ได้ understood คิดเอาเองนะ อาตมาไม่มีจิตเกลียดชัง ปรารถนาร้าย แต่จริงใจให้ปรับปรุงแก้ไข อาตมานี่โตมาไม่ชอบครู ไม่คิดเป็นครู แต่เสร็จแล้วอาตมาก็ต้องมาเป็นครู ตั้งแต่เรียน อาตมาก็นำพาเพื่อนทำไป หลายอย่างไม่ว่าด้านไหนๆที่อาตมาเห็นควรก็พาทำตลอด อย่างวัยเด็กก็ทำงานแบบที่ไม่ใช่เด็กๆ แต่ทำเพื่อประโยชน์เป็นจับกัง เป็นคนรับใช้ ด้วยซื่อสัตย์จริงใจ ได้เงินมาตั้งแต่เด็ก โตมาก็ทำงาน จนเรียนหนังสือก็ทำงานเลี้ยงตนตลอด ก็ค่อนข้างมีนิสัยเป็นผู้นำ อาตมาตอนเรียนเพาะช่างเป็นประธานนร. เป็นประธานเพาะช่าง ซึ่งเพาะช่างนั้น ครูใหญ่จะเป็นคนตั้งประธานมาแต่ไหนแต่ไร อาตมาก็เป็นคนเสนอแนะให้นร.เป็นผู้เลือกตั้ง อาตมาเป็นหัวหน้านร.อยู่แล้ว ประธานนร.ให้เลือกตั้งเอา ก็ลงมือทำ ให้หาเสียง สมัคร ให้หัวหน้าแผนกมาเป็นคนสมัคร ปี ๕ ปีสุดท้ายให้สมัคร อาตมาเป็นหัวหน้าแผนกวิจิตรศิลป์ ก็สมัคร อาตมาก็ได้รับเลือกเป็นประธานนร. แต่สุดท้ายก็ต้องลาออก ผู้ที่ทำงานด้วยก็ถึงกับถือปืนไปหาอาจารย์ใหญ่ สุดท้ายอาตมาก็เลิกจบไม่เป็นประธานน ักเรียน พ่อครูว่า… อาตมาก็ทำงานรับใช้ตนเอง พึ่งตนเอง แม้ฐานะดีก็ทำ ฐานะไม่ดียิ่งต้องทำ จนสุดท้ายจบออกมา มารับผิดชอบ เพราะแม่เสียชีวิต อาตมาก็ต้องดูแลน้อง 6 คน ที่ฝากลุงเลี้ยงไว้แต่ลุงก็มีลูก 8 คนแล้ว อาตมาจบแล้วก็รับน้องมาเลี้ยง การเลี้ยงน้องนี่หนักกว่าเลี้ยงลูกนะ เพราะไม่มีเวลาสะสมฐานะ แต่นี่โตหมดแล้ว ต้องใช้เงินเรียน มหาวิทยาลัยก็มี อาตมาก็จำเป็นต้องทำงานหาเงินเลี้ยงน้อง เช่าบ้านเดือนละ 700 บาท จบมาหางานยาก แต่ดีที่ได้ทำงานโทรทัศน์ เขาเชื่อมือ ก็บรรจุทำงานบ.ไทยโทรทัศน์ ชั้นตรีได้เงินเดือนเดือนละ 750 บาท ก็ต้องหาลำไพ่เพิ่ม ก็ต้องเป็นครู นอกนั้นก็ทำงานแต่งเพลง กลอนโคลง ต่างๆนานา แล้วทางโรงเรียนก็อยากได้ดาราไปสอน ตอนนั้นสอนช ั่วโมง ละ 15 บาท เงินเดือนชั้นตรีนะ แต่อาตมาเขาให้ ชั่วโมง ละ 30 บาท ตอนนั้นภูมิใจ แต่ว่าถ้าตอนนี้คงไม่ทำเพราะเป็นบาป แล้วทำอีกหลายอย่าง สอนสามโรงเรียนก็มี วิ่งรอกไป บางวันไม่มีเวลากินข้าวกลางวัน แต่ก็ต้องทำ ได้เงินมาเลี้ยงน้อง ส่งน้องไปเรียนเมืองนอกก็มี อาตมาจำเป็นต้องเป็นครูอย่างที่ว่า สอนหลายอย่าง แม้ที่สุดจนเลิกหากินทำงานทางโลก ออกมาทางธรรม ก็ไม่นึกว่าต้องเป็นครูนะ ที่ไหนได้ เต็มๆ ตอนนี้ก็เลื่อนตำแหน่งเป็นพ่อครูแล้ว ทั้งๆที่มาจากไหนก็ไม่รู้ เขาเรียกพ่อท่านๆอยู่แต่แล้วมาเป็นพ่อครูได้อย่างไร? ตกลงเป็นครูก็ต้องเป็นครู เลยเข้าใจ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นครูที่ยิ่งใหญ่ และครูที่ยิ่งใหญ่ของไทยอีกคนคือ ในหลวง คนที่สอน โรงเรียน สอนคนใบ้ เขาใช้ภาษามือ แต่ในหลวงสอนโดยใช้พฤติกรรมชีวิตของพระองค์ แต่คนมองไม่ออก คนรู้ รู้แล้วทำตาม เสียดายที่ผู้บริหารประเทศไม่เห็นว่าในหลวงเราทรงเป็นครูที่ยิ่งใหญ่ ทรงพระจริยวัตรสุดยอด แต่พระองค์เป็นผู้สุภาพสุดยอด จึงทำให้ผู้บริหารต่างๆ ไม่ทำตามที่ควรจะทำ ท่านทรงแนะทรงสอน ไปอ่านที่บันทึกไว้สิ พระราชดำรัส สอนไว้อย่างผู้ดี ให้เกียรติ แล้วคำสอนนั้นเป็นคำสอนสำหรับผู้บริหารทั้งนั้น ส่วนเพื่อคนทั่วไปก็มี แต่ให้ผู้บริหารมาก แต่หาศิษย์ยากหรือลูกศิษย์ไม่มี ประเทศจึงเป็นเช่นนี้ น่าเสียดาย ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร? ก็ต้องให้เป็นไป ก็ขอบคุณ มีคนไลน์มา แสดงความเห็นว่าอาตมาเป็นครู มีคุณสุชัย มีคุณnatwarat คุณแยม คุณโชติมณี ก็ขอบคุณ ไม่อ่านคำที่ส่งมานะ ก็ขอบคุณที่แสดงออกในวันครู อาตมาเองตั้งใจจะมีอายุถึง 151 จะเป็นการทำลายสถิติคนยุคนี้ เพราะคนอายุยืนในยุคนี้ มีอายุไม่ถึง 1 20 ดี สถิติก็มี แล้วก็ร่วงไป คนมาแทนก็ไม่ถึง 120 แต่ก็มีที่บอกว่ามากกว่านั้นก็ไม่มีหลักฐานชัดเจน อาตมาก็พยายามใช้ 8 อ. พากเพียรอยู่ เพื่อพิสูจน์ความจริง ว่าให้อายุยืนยาวเพื่อจะทำหน้าที่เป็นครูตลอดไป เพราะไม่ว่าเป็นพ่อแม่ ผู้นำ หรือคนสมควรทำ แม้เด็กก็เป็นครูได้ ดีไม่ดีเด็กๆอาจจะสอนได้ด้วย เด็กแก่แดดหน่อย ดีไม่ดีลูกบางคนสอนพ่อแม่ด้วย ที่จริงการเรียนรู้นั้น เป็นครูคือผู้มีได้เป็นได้แล้วเอามาบอกให้รู้ จะเป็นพฤติกรรมก็เป็นครูได้ การเป็นรูปแบบครูเลยหรือไม่ก็ตาม สิ่งที่เป็นครูคือ การถ่ายทอดความรู้ คุณธรรม อาตมาเหมามาถ่ายทอดคุณธรรมเสียส่วนใหญ่ เรื่องเทคนิคอาตมามีก็ไม่ได้สอนเท่าไหร่ พวกเรามีโทรทัศน์ อาตมาทำงานโทรทัศน์มา ก็ไม่ได้สอนพวกเราสักเท่าไหร่? ทุกบรรยากาศคือ การรายงานความจริง แต่อย่าให้เละมากนะ อาตมาเคยทำรายการโทรทัศน์ สอนวิชาการหรือสอนทางทีวีนี่ จะเป็นร้อยรายการเลยนะ ทั้งที่วิชาบางอย่างไม่ถนัดเลย ก็เอาอาจารย์มาสอน รายการคนเก่งรุ่นจิ๋ว เป็นรายการทีวีของเด็ก เป็นรายการแรกของประเทศไทยเลย อายุเด็กไม่เกิน 13 ปี สมัครตอบปัญหาได้ อาตมาทำหนักนะ ไม่มีสปอนเซอร์ด้วย แล้วได้เงินทำทีละ 150 บาท แล้วจะให้ที่ 1 ได้ 150 ก็ไม่น่าจะดีก็น่าจะได้มากกว่านั้น จะทำอย่างไร? อาตมาครั้งแรกเบิกมาได้ 150 บาท ก็ยังไม่ต้องให้แข่งได้ที่ 1 แต่ทำหลายครั้ง ก็เบิกมาทีละ 150 บาทจนสะสมได้เป็นพันก็ให้คัดเลือกที่ 1 ได้เงินให้เป็นพันบาทเลย ต้องพลิกแพลง ทำงานโทรทัศน์มา 12 ปี ทำหลายรายการ แม้แต่เพลงไทย เพลงสากล ก็สอนทางโทรทัศน์ แม้เรื่องต้นไม้ รายการลับสมอง ปัญหาสาธิต สิงสาราสัตว์ โลกของเรา วิทยาศาสตร์ พุทธศาสนา นอกนั้นก็เป็นสารคดี อาตมาอยากทำรายการบันเทิง เขาแย่งไปหมด เพราะบันเทิงมีสปอนเซอร์ แต่รายการนอกนั้นก็ทำอย่างเหนื่อย ไม่มีต้นทุน แต่ก็ภูมิใจที่เราได้ทำงานมากๆ อาตมาเคยน้อยใจว่าทำไมเราทำงานหนัก แต่อัตราค่าจ้างเรา 80 บาท แต่กำธรได้ 120 บาท คนอื่นก็เป็นดารา เขาได้มาก อย่างอาตมาเขาไม่เรียกดารา เขาเรียกผู้จัดรายการ พิธีกร ไป อาตมามาเข้าใจ อาจมีบารมีเก่ามา มันทำงานได้เยอะ ทำงานไม่ขี้เกียจ ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เกี่ยง ไม่ริสยาใคร แต่ก็รู้ว่าโลกเขาก็ต้องให้ค่าคนเด่น ไม่ได้น้อยใจอะไร สาระเหล่านี้ยืนยันคุณธรรม เราทำงานมาก เสียเปรียบเขา เป็นคุณธรรมทั้งสิ้น ทำงานมากได้กำไรนะ หรือการที่เราทำมากกว่าเขาก็ดี เราเป็นคนมีประโยชน์คุณค่ามาก ถ้าเราไม่เข้าใจก็จะน้อยใจว่าเราเสียเปรียบ แต่ถ้ามองในลักษณะสัจธรรมแล้ว คนอวิชชากับคนมีปัญญา จะมองกลับกันคนละด้าน มอง เสีย เปรียบเป็นการเสียเปรียบ กับมอง เสียเปรียบ เป็นการ เสียสละ เราทำมากกว่า แล้วก็บอกว่าเราเสียท่าสิ ซึ่งคิดดีๆเลย ภูมิธรรมแท้จริงมันทวนกระแส ปฏิโสตัง คนคิดโลกๆโลกีย์เป็นคนขาดทุนโดยสัจจะ คำตรัสของในหลวงที่ว่า ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา นี่ลึกซึ้งมาก เราเป็นผู้ให้ ผู้รับใช้ ผู้เสียสละ ผู้เสียเปรียบแต่ไม่เสียหายล้มละลาย แต่ทำได้ดีอีก เป็นผู้เจริญ คนโลกุตระเข้าใจดี มันเป็นเรื่องปัญญา คนมีปัญญา จะเสียสละแล้วส บ าย แพ้ก็สบาย คนเขาจะขี้โกงเราแล้วเขาชนะก็สบาย อย่างอาตมาแพ้คดี ก็เอามาอธิบายแล้ว สิ่งที่เป็นตัวอย่าง ชี้เน้นให้รู้นี่คือการสอน การแนะนำ การบอกให้ศึกษา ให้ทำความเข้าใจ หากพวกเราเข้าใจได้เห็นด้วย ทำตามก็ได้ประโยชน์ เจริญ อาตมาก็จะนำพาอย่างที่เข้าใจนี่แหละ ถ้าผู้ใดเข้าใจว่าความเป็นครูคือเป็นผู้ถ่ายทอดสิ่งดีงามเป็นคุณค่าทีดี ให้แก่คนรุ่นนี้หรือรุ่นต่อไป คนมีอายุมากหรือน้อยกว่าเราก็ตาม การให้การถ่ายทอดความรู้ ความสามารถ นี่แหละคือหน้าที่ครู การให้เงินทองวัตถุไม่ใช่คือครู แต่ให้คุณธรรมนี่แหละคือ การให้ของยอดครู การให้คุณธรรม นี่เป็นยอดครู โดยเฉพาะการให้โลกุตรธรรม อาริยธรรมนี่แหละจะคลุมไปได้หมด อย่างอาตมาไม่เก่งทางเทคนิค แต่ก็รู้ว่าคนไหนที่ควรมาช่วย สิ่งที่เขารู้มากก็ให้ทำ ดูว่าอะไรมากหรือน้อย อันไหนพร่องก็เติม แนะนำตักเตือน แต่ทางด้านคุณธรรม อาตมาเป็นโพธิสัตว์มาสายศาสนาโดยตรง ก็เปิดเผย โดยอาตมามีภูมิโลกุตรธรรมมาก่อนเก่า ชาติก่อนๆ คนก็อาจตามรู้ไม่ได้ แต่เป็นสิ่งจริงที่อาตมาต้องพิสูจน์ความจริงกับโลก ว่าความจริงต้องเอามาถ่ายทอดสืบสาน ว่าจริงอย่างที่มีหลักฐานในพระไตรปิฎกไหม ทุกวันนี้อาตมาก็เลยเกาะพระไตรปิฎกเป็นหลัก ต้องขออภัยศาสนากระแสหลัก เพราะเมื่อเอามายืนยัน

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน