580120_ธรรมาธรรมะสงคราม สันติฯ ปราชญ์กับคนแค่ฉลาดต่างกันตรงไหน.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580120_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่สันติ อโศก เรื่องปราชญ์กับคนแค่ฉลาดต่างกันตรงไหน โดยพ่อครูโพธิรักษ์
พ่อครูว่า … วันนี้วันที่ 20 ม.ค. 2558 อีกไม่กี่วันก็หมด 1 เดือนของปีใหม่แล้ว วันเวลาผ่านไปไวปานโกหกเขาพูดอย่างนั้น ความไวของทุกวันนี้มากจริงๆ ทำอะไรก็ยังรู้สึกไม่มีอะไรเป็นงานเป็นการมากเลย อาตมาจะบ่นเรื่องวันเวลาผ่านไปเยอะ ยิ่งอายุเยอะยิ่งเห็นว่าวันเวลาเป็นเรื่องสำคัญมาก วันเวลาผ่านไปมันน่าจะเกิดประโยชน์ทั้งตนและท่าน ประโยชน์ตน พระพุทธเจ้าชี้ไว้ชัดคือ “การได้กำจัดกิเลสของตนออกไปให้ได้” จะต้องรู้วิธีสัมมาทิฏฐิ แล้วปฏิบัติให้เกิดผลล้างกิเลสให้ได้ นี่คือประโยชน์อันยิ่งใหญ่ของการเกิดเป็นคน จำอะไรไม่ได้ก็จำอันนี้ไว้ หาไม่บรรลุอรหันต์ก็ต้องทำต่อให้ได้ ชะระกิเลสจนหมดเป็นอรหันต์ หากไม่หมดก็เป็นไปตามลำดับ ผู้สามารถทำให้ประโยชน์ตนครบก็หมดประโยชน์ตน ชีวิตจะเกิดอีกกี่ชาติก็ล้วนเป็นชีวิตเพื่อผู้อื่นทั้งสิ้น นี่คือหลักสูตรการศึกษาของพระพุทธเจ้า ประโยชน์ตนที่พระพุทธเจ้าว่าคือการชำระกิเลส คือประโยชน์แท้ คนที่ลดกิเลสไม่ได้มันมีแต่โทษตน ไม่มีประโยชน์ตน มีแต่โทษภัยที่คุณสะสมใส่ตน ไม่ว่าการศึกษาจบดร.กี่ใบก็แล้วแต่ ไม่ต้องไปเรียนตามวิธีการก็ตาม จะเรียนแล้วเกิดความรู้มากๆๆ แต่ถ้าความรู้นั้นไม่ได้ชำระกิเลส ก็ล้วนเป็นความรู้ที่เป็นโทษแก่ตนทั้งนั้น เพราะยิ่งรู้มากก็ยิ่งเอาความรู้เป็นเครื่องมือในการเอาของคนอื่นมาให้แก่ตน เป็นการเห็นแก่ตัว ให้ได้เปรียบให้ได้มาก ให้สะสมกอบโกยไป จนมีระบบวิธี Maximize profit คือวิธีการของทุนนิยมทั่วโลกต่างแข่งขันอันนี้ จะต้องให้ได้เปรียบ ได้กำไร นึกว่าเป็นประโยชน์ตน แต่แท้จริงเป็นตนเองไปทำร้ายคนอื่น อาตมาไม่ได้ใส่ความ เล่นลิ ้ น หาเรื่องหรือพูดผิดแต่อย่างใด
เรื
อ่านต่อ
่องลึกซึ้งอันนี้เป็นเรื่องที่ต้องใช้ปัญญาพิจารณาให้ดี พระพุทธเจ้าว่า คนเรา เกิดมาด้วยอวิชชา สิ่งที่ปรุงแต่งอยู่ก็อย่างเรียกว่าสังขาร คือปรุงแต่งสิ่งเป็นพิษภัยต่อตน เป็นโทษต่อตน เป็นเรื่องน่าเศร้ามากเลย ไม่ฉลาดเลยเป็นเรื่องวิชชาแท้ๆ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ความจริง สัตว์เดรัจฉานก็เห็นแก่ตน แต่ไม่ได้รุกรานคนอื่นมาก ไม่ได้ศึกษาความรู้ที่จะไปล่า ไปทำร้ายหรือไปเบียดเบียนได้เก่ง เท่า คน อย่างเก่งสัตว์มันก็เลี้ยงชีพไป หรือกักตุนก็ไม่มากเกินการเหมือนคน คนนี่แหละเป็นพิษภัยต่อโลก มีแนวคิดเช่นนี้จึงเป็นภัยต่อกัน ต่อสังคม จนใกล้กลียุคแล้วต่างจะเข่นฆ่า สร้างอำนาจให้เป็นพลังให้ตนเองได้เปรียบ การสร้างอำนาจนี้ มันมีแนวลึกอันหนึ่งที่อาตมาได้เรียบเรียงคำไว้คือ..... ปราชญ์จะไม่สร้างอำนาจให้กับตนเอง จนคนเกรงไม่กล้าติไม่กล้าท้วง แต่คนแค่ฉลาด จะสร้างอำนาจให้กับตนเอง จนคนเกรงไม่กล้าติไม่กล้าท้วง เรื่องการสร้างอำนาจให้กับตนเอง แล้วตนเองก็เอาอำนาจนั้นไปสร้างให้คนตกอยู่ใต้อำนาจเรา คนไม่เจริญก็ทำเช่นนี้มาตั้งแต่โบราณกาล คนไม่ฉลาดก็จะสร้างอำนาจให้แก่ตนเอง อำนาจคือพลังงานชนิดหนึ่งที่เกิดจากจิตวิญญาณมนุษย์ ….อำนาจคือพลังงานที่มีในสังคม อันเกิดจากพฤติกรรมของตนเอง คือกาย วจี มโนกรรม ที่ประพฤติอยู่กับสังคม คนในสังคมใกล้หรือไกลก็ตาม รับซับซาบ หรือเกี่ยวข้องกับผู้นั้นก็จะรับไป แล้วพิจารณาตามปัญญาของตน แล้วเขาก็จะ 1 .เคารพยกย่อง หรือ 2 .กลัว เกรง อาจมีอื่นอีกแต่ว่าเอาสองประเด็นง่ายๆ เป็นอำนาจในสังคมของมนุษยชาติ ผู้ใดจะสร้างอำนาจให้กับตน มันก็มีพฤติกรรมแสดงออกให้คนอื่นได้รับกระทบสัมผัสหรือเป็นประโยชน์หรือโทษก็ตามจริงที ่ คนประพฤติออกไป คนอื่นๆเขาก็จะใช้จิตตนเป็นตัวตัดสินวินิจฉัยว่า เขาจะเคารพนับถือพอใจ ยกย่องเชิดชูหรือเขาจะเกรงกลัว พลังงานแบบนี้ มีลักษณะสองอย่างนี้ใหญ่ๆ ลักษณะอำนาจที่ทำให้คนเกรงกลัวนั้นเกิดจริง แล้วเขาก็ใช้อำนาจที่คนเกรงกลัวนี้ยึดอำนาจในการบริหารปกครอง ทำกันมาแต่ดึกดำบรรพ์จนทุกวันนี้ อำนาจที่คนเกรงกลัวคืออำนาจไม่เจริญ เป็นอำนาจไม่ควรทำ คนมีภูมิปัญญาพอสมควรจะเข้าใจแล้วรู้ดีแต่ก็ทำ เพราะกิเลสมันต้องการอำนาจที่จะเป็นใหญ่ ส่วนพลังงานที่อาตมาอนุโลมว่า อำนาจที่เป็นพลังงานคุณธรรมที่ผู้ใดประพฤติออกไปแล้วคนอื่น รับแล้วเห็นว่าเป็นพลังงานหรืออำนาจ เป็นฤทธิ์แรง คนอื่นเขามายอมรับนับถือ เชื่อฟัง อยากจะเป็นผู้ได้คุณธรรม อยากเป็นผู้มีพฤติกรรมอย่างคนๆนี้ แล้วให้ยกย่องว่าเป็นครู เป็นหัวหน้า เป็นคนสอน บอก ใช้สอย ถึงเช่นนั้นเลยเป็นไปตามสัจธรรม ผู้อยู่ใต้อำนาจก็ยอมในอำนาจโดยธรรมนี้ อย่างที่ในหลวงของเราได้ ถึงขั้นประชาชนพูดจะขอเป็นข้ารองบาททุกชาติไป ถึงอย่างนั้นประชาชนเขาพูดของเขาเองนะ ไม่ใช่ว่าพระเจ้าอยู่หัวให้มาพูดคำนี้นะ ส่วนพลังงานที่เรียกว่าอำนาจชนิดที่สร้างให้กับคนกลัว เกรง แล้วฉลาด นี่คือคนแค่ฉลาด จะคิดหาวิธีต่างๆที่สร้างอำนาจใส่ตนให้คนเกรงกลัว จนไม่กล้าติด ไม่กล้าท้วง ไม่กล้าค้านแย้งเลย ในการสร้างพลังงานอำนาจให้แก่ตนเอง จึงเป็นเครื่องชี้บ่งว่าเจริญหรือเสื่อม คนใดเป็นแบบไหนก็คิดดูกันเอา ถ้าเกิดทั้งหมู่กลุ่ม ชุมชน ประเทศ เกิดเป็นผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่ กลายเป็นคนมีอำนาจ แล้วมีลักษณะนี้กันทั่วโลก แต่พอตั้งหลักดีๆก็พอรู้ว่าไม่ดี แต่อดไม่ได้ที่จะต้องมาเป็นคนเช่นนี้ เพราะอะไร เพราะรากเหง้าของจิตเต็มไปด้วยอวิชชา ซึ่งท่านแปลว่าโง่ ตามภาษาไทย แต่คำว่าฉลาดนี้ เป็นคนฉลาดเลวชั่ว มีอยู่เยอะแยะมากมาย เขาฉลาดเ ป็ นก ร ดนะ มีไหวพริบรอบรู้ ยอดเยี่ยม แล้วก็ทำร้ายสังคมตนเองให้เสื่อมต่ำ การสั่งสมความรู้ความชำนาญ โดยเฉพาะจิตที่สั่งสมอวิชชานี้ คุณไม่ได้เลวชาตินี้ชาติเดียว แต่คุณจะเลวไปอีกชาติต่อๆไปอีกนาน แล้วยิ่งภูมิใจย่ามใจก็ยิ่งฝังเป็นวิบากในจิตต่อไปแต่ละชาติๆ ยิ่งมีวิบากบาป เกิดชาติต่อไป ก็ไม่มีอำนาจเป็นใหญ่ แต่จิตลึกมันฝังในอนุสัยว่าเคยได้เคยเป็น แม้ตนเองระลึกชาติไม่ได้ มันก็จะผลักดันให้ตนเองทำร้ายทำเลวได้มาก เป็นอจินไตยของวิบาก เป็นสิ่งที่ไม่น่าทำเลย คนที่น่าเคารพบูชาให้อยู่ในหมู่กลุ่มให้เป็นใหญ่เลย ให้ได้อย่างนี้ ความจำที่เป็นความรู้สึกวิบากก็นิยมแบบนี้ด้วย แต่ถ้าคนไม่มีจิตอวิชชา แม้จะเป็นคนโง่ เข้าใจอย่างนี้ศรัทธาเช่นนี้ไปอีกกี่ชาติเขาก็จะนิยมแบบนี้ ทั้งเรื่ององค์ประกอบของ ศัตรู มิตรสหาย ยังมีอีกมากในความเป็นอยู่ของมนุษย์ เกิดเป็นคน ในชีวิต เป็นเรื่องยิ่งใหญ่มากที่จะต้องมาสั่งสมสัมมาทิฏฐิ ไม่ใช่สะสมแต่อวิชชา ที่แม้จะฉลาดมากแต่อวิชชา แล้วคนที่ไม่ฉลาดจะขึ้นมามีอำนาจไม่ได้ คนที่มีความเฉลียวฉลาดแล้วได้ขึ้นมาปกครอง ก็เป็นคนโง่อย่างยิ่ง (อวิชชา) แต่จริงๆนั้นมันฉลาดมากด้วย ตกลงคนที่ได้อำนาจ ปกครองหมู่กลุ่มแม้ที่สุด ปกครองบ้านเมือง คือคนอวิชชา ก็คือคนโง่ มหาโง่เลย เพราะอวิชชาเยอะ ฉลาดเยอะ ฉลาดอะไร ? ฉลาดเลวไง....ไม่สับสนนะ คนไม่ฉลาดเป็นไม่ได้หรอก แต่ฉลาดในลักษณะที่มันไม่ดี เพราะฉะนั้นผู้ที่จะฉลาดในลักษณะที่ไม่เป็นคนอวิชชา เป็นคนมีวิชชา คนที่ได้มีการศึกษาส่วนมาก เมื่อไทยเรามาแปลอวิชชาว่าคือโง่ แต่เขาฉลาดมีไหวพริบ ล่าโลกธรรม ล่าอำนาจได้มาก มีลิ่วล้อ มีคนนับถือบูชายกย่อง แม้มีคดีติดตัวไป ยังไม่ได้ชำระ เพราะรู้ว่าตนเข้าคุกแน่ๆ ฉลาดยิ่งกว่าเป็นก ร ด เมืองไทยเป็นเมืองที่โชคดีมาตั้งแต่ตั้งประเทศที่มีพุทธศาสนาเป็นทฤษฎีที่ยิ่งใหญ่ แต่มีคนใช้อำนาจที่ฉลาดฉิบหายที่เรียกว่าอวิชชา เรามาพูดเรื่องอำนาจกันต่ออีกหน่อย สังคมทุกวันนี้ ใกล้กลียุค อวิชชาจะหนักขึ้น ฉลาดฉิบหาย มากขึ้น เน้นเพื่อให้ลึกถึงจิตวิญญาณคนที่จะจี้ลงไป ก็ต้องแสดงท่าทางลีลาน้ำเสียงเช่นนี้นะ ผู้ที่ยังแสวงหาอำนาจที่ไม่พัฒนาเป็นคนไม่ประเสริฐ ให้ทุกคนมาเป็นบริวาร มาเป็นคนอยู่ใต้อำนาจ ให้คนเกรงกลัว ไม่ใช่อำนาจที่ให้คมยอมยกให้โดยเต็มใจ เป็นอำนาจที่เป็นไปโดยธรรม ส่วนอำนาจที่เขาสร้างกระทำอย่างซับซ้อนหลากหลายมากขึ้นๆ นัยทั้งรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ อื่นๆอีก จนเขาได้อำนาจอันนี้แล้วได้เป็นอำนาจอยู่ในสังคมตอนนี้ ซึ่งอำนาจที่ดีนั้นเขารู้กันแต่ทำได้ยาก เพราะกิเลส นี่คือทรัพย์สมบัติของแต่ละคน มันอยู่ในจิตวิญญาณไม่ได้อยากได้แต่มันอยู่ แล้วก็โง่สั่งสมเป็นอวิชชา ยิ่งซับซ้อน อจินไตยกรรมวิบากที่อธิบายไม่ไหว ถ้าเราอวิชชาเรื่อยๆไป ไม่แก้ไข เกิดมาเป็นมนุษย์แล้วไม่ทำการแก้อวิชชาหรือกำจัดชำระอวิชชาให้เป็นวิชชาให้ได้ เรียกว่าความฉลาดไม่พอ หรือเรียกว่าอวิชชาก็คือตรงๆเลยว่าคือฉลาดฉิบหาย แล้วคนไม่รู้ตัวว่าตนสั่งสมความฉลาดฉิบหาย แล้วใช้เป็นเครื่องมือให้ได้อำนาจ ได้อำนาจเพราะมีวัตถุ ลาภ ยศ สรรเสริญ สมมุติตำแหน่งหน้าที่ แกล้งยกย่องป้อยอกันสารพัด ใช้เล่ เหลี่ยมมาเสริมหนุนความฉลาด แล้วคนก็หลงใหลเอาอย่างเลียนแบบ จนมีคนประวัติศาสตร์มากหลาย เช่นคนฉลาดอย่างฮิตเลอร์ มุสโสลินี เป็นต้น ความรู้ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ท่านได้ตรัสรู้เรื่องความเป็นมนุษย์กับสังคม แล้วเกี่ยวกับวิชาเทคนิคไหม? ก็เกี่ยวสิ ไม่ว่าจะสร้างซ่อมอะไรก็แล้วแต่ เป็นเทคโนโลยี อย่างเด็กทุกวันนี้ไม่งงว่ามีโทรศัพท์มือถือส่งข่าวกันได้พูดกันได้เขาไม่งงนะ แต่คนในยุคก่อนก็จะงงเลย เมื่อก่อนจะไปไหนก็ใช้โทรโข่ง แต่ว่าถ้าไม่มีมาตามลำดับแล้วมีอยู่ๆก็มีโทรศัพท์มือถือมาเลยคนจะแปลกประหลาดใจมากเลย
ความรู้เรื่องเทคนิคก็ต้องมีเพราะว่าต้องอาศัยเลี้ยงชีพ ช่วยสังคมไป ไม่มีปัญหา แต่ยิ่งวิชาความรู้ของพระพุทธเจ้าไม่ได้ทิ้งความรู้เทคนิคเลย ไม่ทิ้ง มรรค 8 เลย สัมมาสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ก็เป็นอย่างของคนประเสริฐ ศาสนาพุทธไม่หนีสังคม แต่รู้ยิ่งรู้ว่าอาชีพเลี้ยงตน เป็นกุหนา ลปนา เนมิตกตา นิเปสิกตา ลาเภนลาภังนิชิคิงสนตา เป็นเช่นไรรู้ อยู่กับสังคม แล้วทำงานเลี้ยงชีพ ทั้งกรรมกิริยา กัมมันตะ พูดจาอธิบายสาธยาย มาจากความคิดที่เป็นสัมมาสังกัปปะที่มีจิตเป็นประธาน แล้วอยู่กับสังคม ช่วยสังคม ที่มี พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) นี่คือทฤษฎีใหญ่ยิ่งของพระพุทธเจ้าหากจบวิชชาของพระพุทธเจ้าท่านให้ตำแหน่งอรหันต์คือบัณฑิตคือปราชญ์แท้ ไม่ว่าจะทำอะไรอยู่ก็ทำได้ ฝึกอะไรอยู่ก็ทำได้ คิดหรือทำอะไรอยู่ก็ทำได้ หลักสูตรของพระพุทธเจ้าไม่ต้องไปหาเวลาหรือที่สร้างจิตที่ไหน ให้เกิดจิตเจริญมีปัญญาจนเป็นอรหันต์ วิธีนั้นมันนอกรีตพระพุทธเจ้า ตั้งแต่พระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติก็มีอยู่แล้ววิธีนี้เป็นแบบเก่ามาก มีหลากหลายแต่เรียกว่า สมาธิ เป็นวิชาอยู่กับโลกนิรันดร เป็นวิชานอกรีต ที่จริงพระพุทธเจ้าท่านประยุกต์เอาวิธีนี้มาใช้ประโยชน์เป็นอุปการะได้ ท่านฉลาดพอจะเอาวิชานั่งสมาธิมาใช้ได้ท่านเข้าใจ ใช้ในวาระที่่ควรทำ เช่นเอาไว้เตวิชโช และเตวิชโชก็ไม่จำเป็นต้องหาเวลาหรือที่ไหนทำ ในขณะที่อาตมาพูดนี่ทุกคนมีเตวิชโชได้ทั้งนั้น ว่าอดีตเราเคยเป็นอย่างไร เราเคยโง่ อย่างไรมี อุบัติอย่างไร แล้วเราก็ไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว มีจุติ เคลื่อนออกจากอันเก่าแล้ว ถ้าเรียนสัมมาทิฏฐิก็ทำให้สิ้นอนุสัยอาสวะได้ ในขณะนั่งฟังธรรมก็บรรลุธรรมได้ อย่างอรหันต์หลายรูปก็ฟังธรรมพระพุทธเจ้าก็บรรลุอรหันต์ทั้งนั้น ต้องเตวิชโช แต่มันลึกซึ้งหน่อย มีประเด็นที่ขอแวะพูดหน่อย...เพราะมีคนพูด เราไม่เดือดร้อนใจ แต่คนได้ยินได้ฟังแล้วเขว เพราะว่าเขาบอกว่าสันติอโศกอวดอุตริมนุสธรรม แล้วก็พูดในเชิงว่าเป็นเรื่องร้ายแรง ถ้าเข้าใจไม่สมบูรณ์ เพราะว่าร้ายแรงถึงปาราชิก แล้วก็ไม่ใช่อย่างที่คนเข้าใจว่าปาราชิกนั้นบวชไม่ได้เท่านั้นนะ คนที่ปาราชิกแล้วไม่ให้บวชเป็นพระแน่ สึกหรือไม่ก็ตาม ก็ตายจากศาสนาแล้วเป็นใบไม้ที่หล่นจากขั้วแล้วไปต่อไม่ติดอีก หรือเป็นตาลยอดด้วนแล้ว ก็ขออธิบายเรื่องนี้เป็นวิชาการ ไม่ได้พูดเป็นการแก้ตัว เดือดร้อนใจแต่อย่างใด แต่ให้ความรู้แก่ผู้ที่เขาก็ว่าเขาพูดไม่ผิดหรอก แล้วโทรทัศน์เขาก็กว้างขวางด้วย เขาก็ว่าสันติอโศกอวดอุตริมนุสธรรม ซึ่งก็จริง แต่นัยที่เขาพูดทำให้คนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่าอุตริมนุสธรรมคืออย่างไร ทำให้คนเข้าใจว่าคนอวดอุตริมนุสธรรมก็ปาราชิกหมด สำนักสันติอโศกเป็นสมีไปหมดสิ แต่ผู้พูดนี้ไม่เข้าใจว่าอวดอุตรินั้นคืออย่างไรบ้าง อวดอุตริมนุสธรรมนั้นแบ่งเป็น 7 ข้อ 1, ไม่มีอุตริมนุสธรรมในตน แน่นอนว่าอย่าอวดหากไม่มี อวดว่าฉันมีนี่ปาราชิก ถ้าเป็นผู้ไม่อยู่ในธรรมนูญพระพุทธเจ้าไม่ได้มาเป็นภิกษุ สมณะก็ไม่มีใครเอาผิด แต่กรรมกิริยานั้นก็เป็นแล้ว อวดว่าเป็นนั้นเป็นนี่ ก็แล้วแต่ 2 .รู้ว่าไม่มีในตน บางคนก็พอรู้หรือบางที่ก็นึกว่าตนมีเบลอ แต่ถ้ายิ่งรู้ว่าไม่มีในตน แต่พูดเลอะอาจไม่อวดว่าตนเป็นนะ แต่ว่าอวดโวหาร เอาอาริยธรรม โลกุตรธรรมมาพูด จนคนอื่นเจ้าใจผิดว่าคนนี้ต้องบรรลุแน่ แล้วตนรู้นะว่าตนไม่มีแต่แสดงออกเหมือนรู้ พูดจังเลย ดีไม่ดีสอนบอกจนคนอื่นเข้าใจ หลงกันว่าเป็นปราชญ์ทางศาสนาพุทธด้วยแต่ตนรู้ว่าตนไม่บรรลุ เป็นการอวดในที จนคนหลงว่าเป็นอาริยะจริง ใครมาบอกก็จะไม่พูดตรงๆ แต่อาจพูดว่าไปดูเอาเองแต่จริงๆตนรู้ว่าตนไม่บรรลุ คนนี้น่ากลัวมาก 3 .หลงว่าตัวมี ความหลงว่าตนเองมีแล้วอวดว่าตนเองมี พระพุทธเจ้าไม่เอาผิด เพราะเขาหลงงมงาย ส่วนที่เขาหลงมันจะตรงกับพระพุทธเจ้าหรือไม่ก็แล้วแต่ อยู่ในอมูฬหวินัย คือไม่เอาผิดกับคนหลงคนบ้า 4 .รู้ว่าไม่มีในตน แล้วอวดด้วยความอยาก อยากอวด จะไปรู้มากหรือน้อยก็อยากอวด แต่รู้นะว่าไม่มีในตน 5 .รู้ว่ามีในตน แล้วก็แสดงอธิบาย โดยประมาณผิด ไม่มีประมาณ ก็อธิบายด้วยกิเลส อันนี้มีโทษ แม้มีในตน แต่ไม่ประมาณมากหรือน้อยไปก็แล้วแต่ในการแสดง เป็นโทษภัยต่อผู้ได้รับ ตนเองมีแต่ไม่ลึกซึ้งรู้ว่าตนมีก็อาจคะนอง แล้วเป็นโทษภัย 6 .รู้ว่ามีในตน ผู้มีของตนจริงก็ประมาณไม่เหมาะ แสดงแก่คนไม่ควร ไม่เหมาะก็อาบัติ ปาจิตตีย์ ไม่ถึงปาราชิกนะ 7 .ส่วนผู้ที่รู้ว่าตนมี ประมาณตนเหมาะ แสดงแก่คนที่เหมาะควร คนนี้แหละไม่มีอาบัติใดๆเลย อาตมามั่นใจว่าตนเองอยู่ในข้อที่ 7 ในสันติอโศก ไม่มีใครนอกจากอาตมาคนเดียวที่แสดง แล้วอาตมาก็มั่นใจว่าอาตมาไม่ได้ปาราชิก อาตมาไม่ได้ผิด ต้องเข้าใจว่าอวดอุตริมนุสธรรมในตนเป็นอย่างไร แล้วมีผู้ที่เขาถือว่าเป็นปราชญ์ของศาสนาในไทย พูดว่า คนที่อวดอุตริมนุสธรรม คนนั้นไม่ใช่อาริยะ อาตมาก็ว่าคำพูดนี้ผิด เพราะว่าศาสนาพุทธ ตั้งแต่พระพุทธเจ้ามา ท่านก็อวดอุตริมนุสธรรม แล้วท่านก็มีหลักวินัยให้อวด แล้วอย่าให้อวดในสิ่งที่ไม่มีในตน เขาเข้าใจว่าอวดอุตริมนุสธรรมไม่ได้ตามผู้รู้ในประเทศไทยพูดกัน อาตมาขอยืนยันหลักฐานสำคัญข้อแรกก่อน คำว่าอวดอุตริมนุสธรรม ในปัจจเวกขณ์ ข้อที่ 10 10 . คุณวิเศษยิ่งกว่ามนุษย์สามัญ(อุตริมนุสธรรม)ที่เราบรรลุแล้ว มีอยู่หรือไม่ ที่จะให้เราเป็นผู้ไม่เก้อเขิน(มังกุ) เมื่อถูกเพื่อนสหพรมจรรย์ถาม ในกาลภายหลัง คำว่าเก้อ เขิน คือมังกุ คือเมื่อเขามาถามว่าท่านบรรลุขั้นไหนบ้าง ก็ลำบากอึดอัด เพราะตนไม่บรรลุหากบอกว่าบรรลุจะปาราชิก แต่ว่าแสดงออกแล้วเขาเข้าใจว่าตนบรรลุอีก ก็จุกเลย นี่คือยิ่งกว่าเก้อเขิน คือมังกุ แต่ถ้าคุณไม่แสดงโวหาร ความมีธรรมเลย ใครเขาจะถามคุณล่ะ เขาก็จะถามคนที่แสดงท่าทีมีภูมิธรรมว่าอย่างกับปราชญ์เลย ก็ไปเจอเข้าลูกศรคำว่ามังกุนี่เสียบ จะทำอย่างไรหากอัตตาสูงก็จะตอบว่าตนมี ทั้งๆที่ตนไม่มี ถ้าอัตตาสูงก็ตอบเลี่ยงหรือตอบว่าไม่มีก็ขายขี้หน้าตาย ก็ใช้โวหารให้คนเข้าใจ จะได้ไม่เสียท่าเสียหน้าแล้วให้คนเข้าใจผิดว่าเรามี เช่น ตอบว่าเขาไม่ตอบกันหรอก ผู้เป็นอรหันต์ด้วยกันก็จะรู้อรหันต์ด้วยกัน...คนฟังเขาก็เข้าใจว่าท่านนี้เป็นอรหันต์แน่เลย แต่ตอบเพื่อไม่ให้ปาราชิกแน่...นี่แหละคือมันซับซ้อน ผู้ที่ไม่มีความรู้เพียงพอ ก็อย่าไประบุชื่อเลย มันจะเสียหาย อาตมาพูดนี่ก็ไม่ได้พูดชื่อที่เขาพูดเรื่องนี้ออกไปในสาธารณะ แต่ในยุคที่อาตมาถูกเป็นคดีความก็มีพูดกันเยอะเลย มีผู้ส่งสารมาอีกว่า … _ ลูกศิษย์สมีเกษมบอกว่า ถึงอาจารย์จะทำผิดก็จะให้อยู่สั่งสอน เพื่อให้สติปัญญาแก่พวกเขาต่อไปเพราะได้ประโยชน์จากการสั่งสอนที่ไม่ติดยึด ความเห็นแบบนี้ถูกต้องไหม? พ่อครูว่า… ความเห็นแบบนี้ไม่ถูกต้อง คือผู้ปาราชิกแล้วคือผู้ขาดไปจากศาสนาพุทธ 1 ชาติ ไม่มีสิทธิ์มาเกี่ยวข้องโยงใยกับศาสนาพุทธอีกชาตินี้ เป็นภัยด้วยไม่ให้เกี่ยวข้อง ถือว่าเป็นการตายไปจากศาสนาพุทธ เป็นโทษสูงสุดในศาสนาพุทธ สูงกว่าพรหมทัณฑ์ ซึ่งพรหมทัณฑ์นั้นไม่บอกไม่สอนแต่ให้อยู่ในแวดวงศาสนาได้ ฟังธรรมได้ แต่เราไม่สอนคนผู้นี้แม้เขามีอยู่ก็เหมือนไม่มีอยู่ แต่เขาจะแสวงหาเองติดตามเองได้แต่ปาราชิกนี่ไม่ได้เลย จะมาต่อภูมิของศาสนาพุทธในชาตินี้ไม่ได้ ผู้ให้ธรรมะก็ไม่ให้เขา ในชาวพุทธด้วยกันห้ามคบค้าสมาคม ถึงขนาดนั้น แต่เดี๋ยวนี้ปาราชิกก็ซูเอี๋ยกันศาสนาพุทธเลยเน่า เพราะเอาเชื้อร้ายเข้ามา เน่าเหม็นยิ่งกว่าปลาร้า เพราะเข้าใจปาราชิกไม่ได้ การจะบอกว่าลูกศิษย์บอกว่าถึงแม้จะผิดก็ให้อยู่สั่งสอนนี่คือความเสื่อมของศาสนา หากไม่แข็งแรงก็แย่ รู้ว่าปาราชิกก็ซูเอี๋ยกัน ไม่เชื่อพระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า คำว่า ศึกษาแบบไม่ติดยึด คำว่าไม่ติดยึดคือคนที่จิตว่างสิ นี่คืออวดชนิดที่รู้ว่าตนเองผิด แต่กลบเกลื่อนว่าตนมีภูมิธรรม แต่ตนทำผิดร้ายแรงปาราชิก คนที่มีศาสนามีคุณธรรมจริง ธรรมะระดับไม่ติดยึดคืออรหันต์ แม้แค่โสดาบันก็ไม่กล้าทำปาราชิกหรอก มันย้อนแย้งในตัวเลย ผู้มีจิตว่างไม่ติดยึด คำว่าว่าง นี่ มี 3 ประเด็นง่ายๆ 1 .ว่างคือ มีความรู้ เข้าใจ เป็นหลักเกณฑ์แห่งเหตุผล นั้นๆ หลงว่าจิตตนว่าง เข้าใจเหตุผลลึกซึ้ง แล้วหลงจริงว่าจิตตนว่าง คนแบบนี้มีเยอะ เข้าใจดีเลย ลึกซึ้งเลยว่าไม่ติดยึด ว่าง แต่เป็นแค่เหตุผลตรรกะ นี่คือจิตว่างที่มีอยู่แล้วทำให้เสียหาย คำว่าจิตว่างคืออุตริมนุสธรรมนะ แล้วตนอธิบายก็ไม่ได้ คนมีจิตว่างต้องอธิบายสภาวจิตได้ นอกจากอธิบายตรรกะ ซึ่งก็จะถูกจับได้ สายปัญญาฉลาดนี้มีหลงตนเยอะ ว่าจิตว่าง 2 .จิตว่าง คือจิตที่มีอาการอยู่เฉยๆ คนนี้หยังรู้ปรมัตถ์ รู้จิตตน โดยการควบคุมให้จิตตนมีภาวะเฉยๆได้ มีหลายวิธี เมื่อทำได้ก็ยึดว่าจิตตนว่างแล้วเป็นสมถะ แต่เป็นแบบสมถะ ไม่ใช่ของพุทธ โดยเฉพาะสายเจโตนั่งสมาธิ ทำได้แข็งแรง จนนอนก็ไม่ฝัน ดับได้ แล้วก็มาตีความขยายความกันว่า อรหันต์แล้วจะนอนไม่ฝัน ที่จริงอธิบายเช่นนั้นผิด การนอนฝันหรือไม่ก็เป็นสมถะก็ทำได้ไม่ฝัน 3 .จิตว่างอย่างถูกต้อง คือจิตที่เรียนรู้ จิต เจตสิก รูป นิพพาน เป็นปรมัตถธรรมที่แท้ รู้จักอาการจิต รู้อาการ ลิงค นิมิต อุเทส รู้สมุทัย แล้วทำให้มันจางคลาย มีอนุปัสสี 4 แล้วมันดับได้อย่างถาวร มีแลบเลียไหมก็ทำให้ดับถาวร จนครบเวทนา 108 จนครบอวิชชาข้อที่ 7 อย่างนิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) พวกจิตว่างแต่ตรรกะมีเยอะสายมหายานมีเยอะผิดไปไกล แล้วนับถือกันว่าเป็นอรหันต์ เขาเรียกว่าโกอาน เป็นปรัชญา เป็นเชิงปรัชญาเยอะ เอามาเล่นคารม มาพูดกับอาตมา ก็รู้ว่าเขาไม่มี มันย้อนแย้งตนในตัว ไม่มีสภาวะรองรับ ส่วนพวกได้สมถะก็หลงตนเอง น่าสงสาร เขาได้จริง แต่ได้ความไม่แท้ พระพุทธเจ้าแบ่งคนออกเป็นบุคคล 4 บางคนได้แต่เจโตสมถะไม่ได้โลกุตระ ซึ่งแม้แต่โสดาบันก็ต้องรู้กายในกาย แล้วเวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ตั้งแต่มีผัสสะ แล้วมีองค์ประชุมกาย ต้องอ่าน รูปกาย อ่านออก แล้วก็รู้ว่ารูปกาย นี้มีลักษณะอารมณ์อย่างไรเรียกว่าเวทนา ก็คือจิตตน มีองค์ประชุม แล้วเกิดสุขทุกข์หรือเฉยๆอย่างไร มากหรือน้อย แรงหรือเบาก็รู้อีกมาก เป็นของตนตามเวทนา 108 ก็แยกเนกขัมมะกับเคหสิตะได้ รู้อย่างไม่มีวิจิกิจฉา อ่านทั้งภายนอกภายใน เป็นอัชฌัตังอรูปสัญญี เอโก พหิทารูปานิปัสสติ ให้รู้ว่าตัวเหตุแท้คืออย่างไร ทำสำเร็จได้ตามลำดับ ถ้าได้นิยตะระดับหนึ่งแม้ไม่รู้ว่าอาสวะตนเองสิ้นหรือไม่ก็ได้ตั้งแต่ระดับโสดาบันเป็นต้นไป รู้ จิต มโน วิญญาณ ก็คือกาย อย่างที่พระไตรฯพระพุทธเจ้าตรัสไว้
ต่อไปเป็นการตอบปัญหา ประเด็น
_อาการทุกข์จากการเจ็บป่วย เช่น ปวดอย่างนี้ถือเป็นผัสสะไหม? แล้วเลี่ยงได้ไหม? พ่อครูว่า… เป็นผัสสะเป็นทุกข์เรียกว่าพยาธิทุกข์ ก็ต้องผัสสะอาการสรีระนั้นของคุณเกิดจากอวัยวะเจ้าการไม่สมดุล ปวดเจ็บเป็นผัสสะ แต่เป็นทุกข์อันเลี่ยงไม่ได้ ทุกอาริยสัจนั้นเนื่องมาจากจิต ซึ่งทุกข์อาริยสัจนั้นสามารถดับได้อย่างเด็ดขาด แต่ทุกข์เพราะเจ็บปวดนี่เลี่ยงไม่ได้ _พอเราทุกข์เช่นนี้เราจะพิจารณาทำใจในใจอย่างไร พ่อครูว่า … ก็เป็นทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ มีขันธ์ 5 ก็เลี่ยงไม่ได้ก็ต้องปลง ว่าเป็นทุกข์แล้วคิดหาต้นทางว่าเราไปหามาเพราะว่าเราแส่หา หรือว่าอย่างที่บาดเจ็บไปตีรันฟันแทงหรือเอายาพิษยาเสพติดมากินก็ทำเอง หรือไม่ได้ไปหาเลย แต่ก็เกิด ไม่ได้อยากได้เลยแต่มันเป็นก็ต้องยอมรับ สุดท้ายก็ต้องปลงว่านี่แหละคือขันธ์ 5 ซึ่งทุกข์อาริยสัจนั้นแก้ได้แต่ทุกข์ขันธ์แก้ได้ สามารถบรรเทาได้โดยหัดฝึกเจโตสมถะ ตัดการรับรู้ที่จะไปเกี่ยวข้องกับสรีระ ท่านใช้สำนวนกว่า แยกกายแยกจิต ที่จริงควรบอกว่า แยกร่างแยกจิต แยกปสาทรูปที่ไม่มีจิตเข้าไปร่วม เช่นตากระทบรูป แต่จิตไม่ไปรับรู้ก็ไม่เห็น เสียงดังอย่างไรก็ไม่ได้ยินได้หากจิตไม่รับรู้ พระพุทธเจ้าก็ทำได้ คนก็ทำได้หากฝึกเอา _สตอว์เบอรี่ที่คนเขาเขาบอกว่า คาดว่าจะไร้สารพิษ จะถวายพ่อครูได้ไหม? พ่อครูว่า… ก็อย่าทำร้ายอาตมาเลย หากไร้สารพิษจริงก็ค่อยเอามาเถอะ หากถวายมาก็มาจ้องดูอีกว่าอาตมาฉันไหม? _ถามว่า ปรัชญาคืออะไร พ่อครูว่า… ปรัชญาเป็นภาษาบาลี คู่กับคำว่าปัญญา แต่ปรัชญาหมายถึงฉลาดที่ได้ใช้ความฉลาดนั้นมาประมวลแล้ว ไม่ใช่ฉลาดทั่วไป แต่เป็นความฉลาดที่ผู้รู้ผู้นั้นรวบรวมมาเป็นหมวดหมู่บทตอน เขาก็เลยเลือกไปเรียนวิชาความฉลาดอย่างปรัชญานี้เป็นวิชาหนึ่ง
_ชื่อใหม่ของสิกขมาตุ สัจฉิกตา เขียนอย่างไร ชอบการเทศน์ของท่านมาก ท่านเทศน์แล้วโดน พ่อครูว่า… สะกด สัจฉิกตา แปลว่า ผู้แจ้งแล้ว _คนทำบุญกันเพื่อหน้าตา เงินวัด นำไปเก็บไว้ไม่ได้เอาไปทำให้เป็นประโยชน์กับคนเป็นจำนวนมาก ได้บุญไหม? พ่อครูว่า … คำว่าบุญ นี้ต้องเข้าใจให้ถูกต้อง แต่การทำกุศลเพื่อเอาหน้าตา อันนี้หมายถึงทำทาน ก็ได้เงิน แล้วเอาไปเก็บไว้ไม่ทำประโยชน์... ตอบว่าส่วนหนึ่งเป็นการเสียสละเงินจริงเป็นกุศลเป็นความดีงามว่าสละ แต่จิตใจนั้นไม่ได้เป็นบุญเลยไม่ได้ชำระกิเลสเลย การทำทาน แต่จิตคุณขี้โลภ แล้วก็ยังเอาหน้าเอาตาอีก แล้วยังเก็บเงินนั้นไว้อีก คนที่รับทานก็ไม่ได้เอาไปทำประโยชน์ เป็นทานที่ทั้งผู้ให้(ทายก) ผู้รับ (ปฏิคาหก) ไม่เกิดกุศลสมบูรณ์ แต่ทานบริจาคของคนทานก็อย่างน้อยได้กุศลบ้าง แต่โทษมันมากกว่า เพราะถ้ากิเลสแรงกว่า ถ้าทำทานแค่นี้แต่ทวงบุญคุณมากมาย ให้เขาทดแทนมากกว่าเก่าก็ยิ่งเลอะ คนนั้นยิ่งได้แต่บาป อกุศล _ความรักเป็นเช่นไรคะ? พ่อครูว่า… ความรักก็คือจิตใจ เป็นความเกื้อกูลเมตตาช่วยเหลือ เรียกว่าความรักที่ดี มีแมตตาปราณีช่วยเหลืออุ้มชูเลี้ยงดู แต่ความรักเดี๋ยวนี้มันเยอะเป็นความรักทางเพศต้องการมาเป็นตนเป็นของตน เป็นโทษเป็นทุกข์เราก็อย่าไปมี _ธรรมะพ่อครูถ้าใครเข้าใจดีๆก็จะเข้าถึงองค์พุทธาภิธรรมนิมิต พ่อครูว่า… ถ้าเป็นองค์ใหญ่ก็เป็นหินทราย ถ้าเข้าถึงองค์นั้น ถ้าจะหมายถึงอภิธรรม ก็คือเข้าถึงพุทธที่ยิ่งกว่าธรรม (อภิธรรมนิมิต) ก็ถูกต้อง _ทำไมคนถึงพูดชื่อน้องหนูผิดๆถูกๆ พ่อครูว่า… ไม่บอกก็รู้ว่าใครถาม ด.ญ.หน้าต่าง ตอนนี้กำลังมีน้อง ตอนนี้ตั้งชื่อน้องว่า ปองเอี้ยม ที่จริงแล้วคำว่า ปองเอี้ยม เพี้ยนมาจากคำว่า ปองเยี่ยม แปลว่าหน้าต่าง ซึ่งพี่สาวเขาคนที่ถามมาก็คือหน้าต่าง คำว่าปอง แปลว่า หน้าต่าง หรือไปเยี่ยมกันได้ให้มีช่องเยี่ยมกันได้ หรือปอง แปลได้อีกหมายความว่า เฉลียวฉลาด ตรงกันข้ามกับคำว่า ปึกที่แปลว่าโง่ แล้วคำว่า เยียมนี่แปลว่ายอดอีก คือฉลาดยอด ปองเยี่ยม จบ