580117_วิถีอาริยธรรม สันติฯ ปฏิบัติศีลต้องมีโพธิปักขิยธรรมเป็นสาระ.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์355 KB
วันที่แก้ไข3 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

580117_รายการวิถีอาริยธรรม ที่สันติ อโศก เรื่อง ปฏิบัติศีลต้องมีโพธิปักขิยธรรมเป็นสาระ โดย พ่อครูโพธิรักษ์

ส.เพาะพุทธ … วันนี้วันที่ 17 ม.ค.2558 ที่สันติอโศก รายการวิถีอาริยธรรมวันนี้ ขอให้ออเดิร์ฟ เป็นภาพที่พ่อครูมอบเรือที่ชาวราชธานีอโศกได้แกะสลักจากไม้ พ่อครูว่า … อาตมาให้สลักคำว่า “ นาวาบุญนิยม ” ในเรือลำนี้ ตั้งแต่ พ.ศ. 2545 ประมาณนั้น ส.เพาะพุทธ … เป็นภาพที่พ่อครูมอบเรือลำนี้ให้กับคุณทักษิณ ชินวัตร โยมถามอาตมาว่า ท่านนำภาพนี้มาติดด้วยเหตุผลใด พ่อครูว่า … ท่านจันทร์ได้ทำองค์ประกอบก่อนการเทศน์ได้ดีมากเลย ไม่ได้นัดกันมาก่อน ไม่ทราบว่าท่านจะนำภาพที่คุณทักษิณมานี่ เข้าเรื่องกันพอดี มีคอลัมน์ ของคุณเปลว สีเงิน จาก นสพ. ไทยโพสต์ อาตมาอ่านแล้วก็ต้องเผรแพร่ต่อ เพราะอ่านแล้วติดหมัดขึ้นมาทันทีก็เลยถือมาใช้ ณ บัดนี้เลย

"นาย...นาย...มันจบแล้วล่ะนาย" มีคำของประธาน สนช. "พรเพชร วิชิตชลชัย" อยู่คำ ท่านเปรยระหว่างประชุมเมื่อวาน ( 16 ม.ค. 2558 ) ว่า..."กรรมเป็นเครื่องส่อเจตนา" หลังทราบ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ไม่มาตอบคำถามในที่ประชุม สนช. ครับ...พลันได้ยิน....... มันแปล๊บเข้าไปถึงขั้ว "จิตใต้สำนึก" แห่งความรู้สึก ผิด, ชอบ, ชั่ว, ดี ของมนุษย์ทันที! เพราะเป็นคำเปรยที่เฉลย "ทุกข้อสงสัย" คนทั้งโลก ให้กระจ่าง ว่า....... "กรรม" คือ การทำโครงการรับจำนำข้าวทุกเมล็ด โดยให้ราคาสูงกว่าราคาตลาดกว่า 100 % นั้น ยืนยันถึง "เจตนา"......... ให้เกิด "ฉ้อฉลเชิงนโยบาย" ภายใต้การเป็นผู้ควบคุม ผู้กำกับ ผู้ตัดสินใจ และผู้สั่งการของ "ยิ่งลักษณ์" โดยตรง ในฐานะนายกฯ และ...ทั้งที่รู้ว่าผิดพลาด เสียหาย มีการทุจริต-คอร์รัปชัน "ทุกขั้นตอน" ผลาญเงินทองหมดท้องคลัง กระทั่งรัฐบาลไม่มีเงินจ่าย

อ่านต่อ

ข้าวที่รับจำนำไว้ก็ขายไม่ได้ เพราะทั้งแพงกว่าตลาดเกินเท่าตัว และทั้งไม่มีคุณภาพ สุดท้าย รัฐบาลต้องโกงค่าข้าวที่รับจำนำ เป็นเหตุให้ชาวนาหลายสิบคนต้องฆ่าตัวตาย ประชาชนนับล้านๆ ต้องออกมาคัดค้าน แต่นั่น.......! แทนที่ยิ่งลักษณ์จะสำนึก ระงับยับยั้งโครงการ กลับเดินหน้า "รับจำนำทุกเมล็ด" ต่อ มิสนใจคำเตือนใดๆ ของ "คนทั้งโลก" ทั้งกรรม และทั้งเจตนาเยี่ยงนี้........! จะให้ผู้คนเข้าใจเป็นอื่นไปได้อย่างไร นอกจากให้เข้าใจผ่านกรรมและเจตนานั้นว่า...มุ่งเป้า "ฉ้อฉลเชิงนโยบาย" ชัดๆ! ดังทราบกันแล้ว นัดแถลงเปิดคดี ทีมทนายร่างคำแถลงให้อ่านได้ เธอจึงระริก ครั้นเมื่อวาน เป็นการถาม-ตอบสด จากระริกจึงกลายเป็นสลด หายจ้อย หายไปอยู่ชั้นไหน ไม่มีใครทราบ? กระทั่งนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ประธาน สนช.บอก...ให้โทร.ไปตามตัวมาตอบ จะรอถึง 6 โมงเย็น ยังบอกว่า ไม่ทราบอยู่ที่ไหน ติดต่อไม่ได้ สรุปแล้ว ในเรื่องถอดถอนนี้ สนช.ผู้ถอดถอน และนิคม-สมศักดิ์-ยิ่งลักษณ์ ผู้ถูกถอดถอน เท่ากับ 220 + 3 แต่ ป.ป.ช.ผู้ยืนต่อกรในฐานะ "ผู้ให้ถอดถอน" ทั้งการแถลงเปิดคดี ทั้งการตอบคำซักถามทุกฝ่าย ไปจนถึงแถลงปิดคดี มี 1 คน คือ "นายวิชา มหาคุณ" ปรากฏว่า 1 ต่อ 220 +3 ยืนครบยก สบายๆ! ชนะใจแฟนรอบสนาม และประเมินท่าทีเมื่อวานนี้ สนช.ที่ยังข้องจิต ตอนนี้ มีความเป็นไปได้สูงว่า "ตัดสินใจได้แล้ว" จะโหวตทางไหน การที่จำเลยคือยิ่งลักษณ์ "ไม่มาศาล" ในนัดสำคัญ บ่งบอกถึงอะไร วิญญูชนย่อมรับรู้ได้เองอยู่แล้ว เหมือนวัวชนในสนาม อีกฝ่ายยืนฟืดฟาด ค้อมหัว ชูเขา ตะกุยดิน แต่อีกฝ่ายเยี่ยวแตก หันหลังโกยแน่บ ไม่ใช่ยอมแพ้ ........ แต่ "ยอมรับสภาพ" ด้วยหมดทางสู้! ยิ่งถึงขั้นประธาน สนช.เปรย "กรรมเป็นเครื่องบอกเจตนา" ก็ต้องบอกว่า ลิเกคณะ "ทักษิณคิด-ยิ่งลักษณ์ทำ" มันจบแล้ว! 22 มกรา นัดแถลงปิดคดี เธอจะมา-ไม่มา ค่าเท่ากัน เพราะทีมทนายจะจดคำถามเมื่อวานไปประดิษฐ์เป็นคำแก้ตัวให้เธออ่านผ่านคำแถลงปิดคดี...ชืดๆ ฉะนั้น ศุกร์ 23 มกรา 2558 จะเป็นประวัติศาสตร์ สภา โดย สนช.ด้วยเสียงน่าจะมากกว่า 132 โหวต "ถอดถอนยิ่งลักษณ์" ได้สำเร็จ! มีทางเดียว ที่ยิ่งลักษณ์และแก๊ง จะไม่ถูกถอดถอน นั่นคือ....สนช.ต้องการให้พลเอกประยุทธ์ "ถอดถอน 220 สนช."!? "ถอดถอน" ไม่น่ากลัวเท่า "เข้าคุก" เพราะฟังที่นายวิชาตอบข้อซักถาม สนช.เมื่อวานถึงขั้นตอนต่อไปของคดี รวมทั้งฟังที่ประธาน ป.ป.ช. "นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ" แถลงนักข่าว คดีเดินทางมาจ่อ "ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง" แล้ว! ท่านที่ดูถ่ายทอดทางโทรทัศน์รัฐสภา น่าจะประเมินท่าทีและความรู้สึก สนช.ส่วนใหญ่ขณะนี้ได้ผ่านบรรยากาศในสภาฯ เมื่อวาน หนาาาาาาวแทนนะ...ยิ่งลักษณ์! เพราะรูปมวยของเธอ ถึงกรรมการอยากจะช่วย ก็ไม่รู้จะช่วยอย่างไร ในเมื่อเธอไม่มารำมวยให้กรรมการดู การส่งคนมาเป็นตัวแทนนั้น มันได้เฉพาะบางเรื่อง-บางสถานการณ์ อย่างเมื่อวาน มันเรื่องในอ้อมแขน จะให้ "ทีมทนายมาทำแทน" ได้อย่างไร? ยิ่งมอบหมายให้ นายพิชิต ชื่นบาน เป็น "ผู้แทนคดีผู้ถูกกล่าวหา" และทั้งนายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ในฐานะทนายแก้ต่าง แทนที่จะขาว กลับดำ! ความจริงผมชอบนะ ทั้งนายพิชิตและนายนรวิชญ์ ห้าวหาญ เสียงดังฟังชัดไม่เกรงใคร แต่อยากบอกว่า นั่น...สภาของสถาบันอำนาจนิติบัญญัติแห่งชาติ ไม่ใช่ศาลที่มี "คอกทนาย" เป็นที่ให้ทำหน้าที่แก้ต่างแทนโจทก์-จำเลย หน้าบัลลังก์ศาล ฉะนั้น ต้องเข้าใจคำว่า "นักเลงผิดซอย" ให้ดี! เก๋าผิดที่ แทนจะเป็นผลดีกับลูกความคือยิ่งลักษณ์ เผลอๆ กลายเป็นผลลบไปเลย ยิ่ง "นายพิชิต บานชื่น" ด้วยแล้ว ตีโวหารเก๋ากฎหมายกับนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย แต่ที่นั่นคือสภา ไม่ใช่สถานที่ทนายจะไปทำ "รู้กฎ-รู้ระเบียบ" สั่งนั่น-สั่งนี่ กับประธานสภา แล้วมั้ยล่ะ...เขาท่านให้ราคาซะที่ไหน! อันที่จริง ถ้าผมเป็นนายพิชิต ยิ่งลักษณ์ หรือทักษิณ หรือคุณหญิงพจมาน บอกให้ช่วยมาเป็น "ผู้แทนคดี" ให้หน่อย ผมจะปฏิเสธ! ไม่ใช่ไม่ช่วย แต่ปฏิเสธเพราะรัก เพราะหวังดีต่อยิ่งลักษณ์ หวังให้มีทางชนะตะหาก เอา "ดำรองดำ" แล้วจะมีขาวตรงไหนโดดออกมาล่ะ? ยิ่งลักษณ์กำลังสู้กับข้อหาศีลธรรม-จริยธรรม ควรต้องหาคนมีภาพสวยงามทางศีลธรรม-จริยธรรมมาเสริม ส่วนนายพิชิต ถึงปัจจุบัน ใจซื่อ มือสะอาด ปราศจากทั้งโลภ ทั้งหลง ดำรงศีล-ดำรงธรรม ก็จริง แต่อดีต มีภาพเสื่อมเสียทางฝ่าฝืนศีลธรรมและผิดมรรยาททนายความร้ายแรงประทับอยู่ คงจำกันได้ ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมืองสั่งจำคุก 6 เดือน ฐานละเมิดอำนาจศาล และยังถูก "สภาทนายความ" ลบชื่อออกจากทะเบียนทนายด้วย บันทึกที่ประชุมสภาทนายความมีว่า.......... "ที่ประชุมคณะกรรมการมรรยาท 13 คน ที่เข้าร่วมประชุม จากจำนวนทั้งหมด 15 คน ลงมติเป็นเอกฉันท์ว่า นายพิชิต ชื่นบาน น.ส.ศุภศรี ศรีสวัสดิ์ เสมียนทนายความ และนายธนา ตันศิริ ผู้ประสานงานคดี พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ กระทำผิดข้อบังคับสภาทนายความ ว่าด้วยมรรยาททนายความ พ.ศ. 2529 ข้อ 6 ที่ไม่เคารพยำเกรงอำนาจศาล หรือกระทำการใดอันเป็นการดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษา และข้อ 18 ที่ประกอบอาชีพดำเนินธุรกิจ หรือประพฤติตน อันเป็นการฝ่าฝืนต่อศีลธรรมอันดี หรือเป็นการเสื่อมเสียต่อศักดิ์ศรีและเกียรติคุณของทนายความ จากการที่บุคคลทั้งสาม ถูกศาลฎีกาพิพากษาให้จำคุกคนละ 6 เดือน ฐานละเมิดอำนาจศาล ที่นายธนา ผู้ประสานงานคดี ได้นำเงินสด 2 ล้านบาทที่บรรจุในซองสีน้ำตาล เพื่อจะมอบให้เจ้าหน้าที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในวันที่ 10 มิถุนายน 2551 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน เดินทางไปรายงานตัวต่อศาลคดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาภิเษก "คณะกรรมการมรรยาทลงมติ 9 ต่อ 3 เสียง ให้ลงโทษหนักสุดตาม พ.ร.บ.ทนายความ พ.ศ. 2528 ด้วยการลบชื่อทนายความทั้งสามออกจากทะเบียนผู้ประกอบวิชาชีพทนายความ ซึ่งทั้งสามไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในฐานะทนายความได้เป็นเวลา 5 ปี" ถึงต่อมา นายพิชิตไปยื่นฟ้องสภาทนายความต่อศาลปกครองกลาง ขอให้สภาทนายความเพิกถอนคำสั่งต่างๆ รวมทั้งคำสั่งที่ให้ลบชื่อออกจากทะเบียนทนายก็ดี แต่ตุลาการศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาว่า..... "เป็นการกระทำที่อุกอาจท้าทายอำนาจศาล ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ยำเกรงอำนาจศาล จึงเป็นพฤติกรรมที่ผิดมารยาททนายความอย่างร้ายแรง ดังนั้น การที่ผู้ฟ้องอ้างว่าไม่ได้ประพฤติผิดมารยาททนายความ อีกทั้งความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลก็ไม่ใช่ความผิดอาญาและความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม. 144 ฐานให้สินบน พนักงานอัยการมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้องแล้ว การลงโทษลบชื่อผู้ฟ้องทั้งสองออกจากทะเบียนทนายความ เป็นการลงโทษที่รุนแรงเกินสัดส่วนนั้น จึงไม่อาจรับฟังได้ พิพากษาให้ยกฟ้อง" เนี่ย....สำหรับผม เข้าใจได้ เพราะไม่นิยมนำอดีตมาสรุปความเป็นปัจจุบันของใคร แต่กับสังคมทั่วไป โดยเฉพาะ สนช.ทั้ง 220 คน ตอนนี้ เขาอาจฉงน "ในคอกทักษิณ" มีทนายที่ภาพศีลธรรมและมรรยาทงดงาม มีเป็นร้อยๆ คนให้เลือกใช้.... แต่ทำไม...ยิ่งลักษณ์จึงเลือก "ทนายถุงขนม"?.

พ่อครูว่า… มาฟังอีกคอลัมน์ของไทยโพสต์ อย่ามโน สัปดาห์นี้ในทางการเมือง พระเอกตัวจริงคงต้องยกให้ อ.วิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ที่มาตอบข้อคำถามสนช. ในคดีถอดถอน นายนิคม ไวยรัชพาณิช ประธานวุฒิสภา,นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีต นายกฯ ที่เต็มไปด้วยข้อมูลที่่ส่อไปในทางทุจริต และลีลาที่ดุเดือด ที่ใครถูกพาดพิงแล้วต้องเจ็บเข้ากระดูกดำ ที่น่าสนใจ บางโอกาสยังยกคำสอนของเพลโต ปราชญ์ชาวกรีก มาอธิบายหลักปชต. รวมถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าตามหลักศาสนา และการกระทำของผู้นำบางประเทศ มาเปรียบเทียบกับผู้นำการเมืองของไทย เล่นเอากระตุกอารมณ์ของคนฟังได้ และชาวบ้านยังได้รู้ถึงคุณสมบัตินักการเมืองต้องยึดหลัก คุณธรรม จริยธรรม ประกอบการทำงานด้วย มิใช่ยึดช่องว่างของกฎหมายอย่างเดียว ปะหน้า “อ.วิชา” เลยถามว่า หากถอดถอนไม่สำเร็จ จะเสียใจหรือไม่? กรรมการปปช. บอกว่า “ไม่อยากให้คาดการณ์หรือฟังกระแสล่วงหน้า เพราะยังไม่จบกระบวนการถอดถอน ซึ่งภาษาสมัยใหม่เขาเรียกว่า อย่ามโน” แห่ะๆ ข้อมูลเด็ดอย่างนี้ หากไม่สำเร็จ อย่างน้อย จำเลยสังคมก็ไม่ตกอยู่ที่ ป.ป.ช. 555 พ่อครูว่า… มาอีกคอลัมน์ คอลัมน์ ถูกทุกข้อ ไทยโพสต์ ถอดถอน เรียน คุณ อัตถ์ อัตนัย ที่นับถือ.....ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. และอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แถลงการเปิดคดีโครงการรับจำนำข้าว ต่อสนช. เมื่อ 9 ม.ค. 2558 มีคำถามว่า..แถลงการปิดคดีของคู่ความ เพื่อประสงค์ใด อำนาจแถลงการเปิดคดีของคู่ความ กฎหมายบัญญัติไว้ใน ม. 174 ป.วิ อาญา และมาตรา 186 ป.วิแพ่ง มี 2 ฝ่าย ได้แก่ 1 .แถลงการเปิดคดีของโจทย์ เป็นการแถลงด้วยวาจา ก่อนสืบพยานโจทก์ โดยแถลงถึงลักษณะ และของฟ้อง และพยานหลักฐานที่จะนำเข้าสืบต่อศาล เพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยว่ารูปคดีของโจทย์น่าเชื่อถือ รับฟังตามข้อกล่าวหาของโจทย์อย่างไร โดยมีพยานหลักฐานที่สำคัญอย่างไร เสร็จแล้วจึงนำพยานโจทก์เข้าสืบ ความมุ่งหมายของการแถลงก็เพื่อให้ศาลทราบว่า ฝ่ายโจทก้มีหลักฐานที่จะพิสูจน์ถึงการกระทำของจำเลย โดยแบ่งออกเป็นขั้นตอนอย่างไรบ้างที่จหะแสดงว่าจำเลยได้กระทำ หรือละเว้นการกระทำอย่างใด อันเป็นคามผิดตามที่โจทก์ กล่าวหา เป็นการแถลงให้ศาลทราบเป็นการเริ่มต้น เพื่อสะดวกแก่ศาลที่จะได้ทราบพื้นฐานของคดี และเจ้าใจถึงขั้นตอนของพยานที่โจทก์จะได้นำสืบต่อไป 2 .แถลงการเปิดคดีของจำเลย คือการแถลงข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายที่จำเลยตั้งใจจะอ้างอิง โดยแสดงถึงพยานหลักฐานที่จำนำเข้าสืบแล้วจึงนำพยานของจำเลยเข้าสืบ ความมุ่งหมายของการแถลงเปิดคดีของจำเลย ก็เพื่อให้ผู้พิพากษา ผู้พิจารณษเข้าใจถึงข้อต่อสู้ของจำเลย และเข้าใจความมุ่งหมายของจำเลยในการนำพยานหลักฐานเข้าสืบในลำดับต่อไปด้วยว่า จำเลยมีความมุ่งหมายในการนำพยานหลักฐานเพื่อหักล้างพยานโจทก์ในประเด็นใด หรือจะนำสืบพยานหลักฐานตามข้อต่อสู้ของจำเลยในข้อใด เป็นการให้ความสะดวกแก่ศาลที่จะพิจารณาคดีตามข้อต่อสู้ของจำเลยต่อไป ครับ เพื่อให้ศาลวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ มิใช่จำเลยตอบคำถามโจทก์ ดังที่ลิ่วล้อระบอบทักษิณเขาว่า ด้วยความนับถือ เฒ่า 72 ตอบ...สัปดาห์หน้าถึงคิวแถลงปิดคดีแล้วครับ ๒๓ มกราคม ก็เป็นวันเชือด แต่วันที่ 16 ที่ผ่านมา วันหวยออก แต่นางยิ่งลักษณ์ไม่ออกจากบ้านไปชี้แจงที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เธอช่างกล้าครับ นี่แหละครับนายกฯ ทั้งสวย ทั้งเก่ง ทั้งรวย ของคนเสื้อแดงเขา สุดท้ายก็แค่หนูไม่รู้ตามเคย ประกาศให้รับรู้โดยทั่วกัน ที่จริงก็รู้กันดีอยู่แล้ว ฮ่่าๆๆๆ ที่ผ่านมานายกฯ ที่ชื่อยิ่งลักษณ์ ชินวัตรนั้น ไม่มีสติปัญญาที่จะบริหารประเทศแม้นิดเดียว มีคนอื่นทำแทนตลอด ตัวเองมีบทบาทเพียงออกงาน ตัดริบบิ้น จำไว้นะครับว่า ยุคหนึ่งเรามีนายกฯที่มีระดับสติปัญญาเท่าเด็ก 3 ขวบ ผมจะรอดูว่า สนช.ที่จะโหวตให้นางดอกไม้ รอดจากการถอดถอน มีใครบ้าง ถึงวันนั้นจะตั้งคำถามว่า ในเมื่อนางดอกไม้ ทำงานไม่เป็น ชี้แจงไม่ได้ แล้วมีเหตุผลอะไรที่ปล่อยให้พ้นผิด หากไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นใต้โต๊ะ หรือเป็นทาส แบบที่ ดอกเหลิม สารภาพก็บอกมา...

พ่อครูว่า… อาตมาอุ่นใจในสังคมไทยเพ ิ่ มขึ้น หลังจากที่มีการพัฒนาการเรื่องศีล หลังจากที่อาตมาออกมาแสดงออกมากมาย จนเขาหาว่าพระอะไรมาออกอากาศ มาแสดงออกเช่นนี้ แต่แม้เหน็ดเหนื่อย ปืนยิงโป้งๆๆ อยู่ตรงนี้ก็ยังไม่ถอย

พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องกรรม เราเองแก้กรรมเราเอง พระเจ้าแก้กรรมไม่ได้ นอกจากคนฟังธรรมะของพระเจ้าแล้วเอาคำสอนพระเจ้าไปทำก็จะได้ พระพุทธเจ้าดึงพระเจ้ามาเป็นกรรมเลย จงเรียนรู้กรรมปัจจุบันนี่แหละที่จะเป็นตัวแปรที่แก้ไขได้ เพราะอดีตทำแล้วแก้ไม่ได้ อนาคตก็ยังมาไม่ถึง แต่ถ้าทำปัจจุบันได้ อดีต อนาคตก็เปลี่ยนได้ ปัจจุบันนี่ยิ่งใหญ่นะ อย่าไปจมกับอดีตหรือกังวลกับอนาคตที่มาไม่ถึง ส.เพาะพุทธ … ทำไมอดีตเปลี่ยน พ่อครูว่า … อดีตคือการสั่งสม ถ้าอดีตมีชั่ว 100 แต่ปัจจุบันเราทำกุศล ใส่เข้าไป แล้วปัจจุบันก็ใส่ลงไปเป็นอดีต อดีตก็ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงไป ส่วนอดีตที่เป็นส่วนเดิมเปลี่ยนไม่ได้ แต่แก้อดีตที่เกิดจากปัจจุบันใหม่นี่แหละที่จะแก้ได้ ในพระไตรปิฎก ท่านสรุปไว้ว่า ศีลอันเป็นกุศลนั้น มีผลให้เกิดอรหันตผลไปโดยลำดับ ศีลไม่ได้ให้ผลแค่กายกับวาจา แต่มีผลถึงจิตด้วย ส่วนกายกับวาจานั้นได้ด้วยแน่ แต่ไปเข้าใจผิดว่าศีลทำให้เกิดผลแค่กายกับวาจา แต่จิตต้องไปนั่งสมาธิเอา นั้นก็ไม่เป็นอิทัปจยตา ตัดตอนเลย ศีลคือกาย กับวาจา สมาธิ คือ กุสลานิ สีลานิ อนุปุพเพนะ อรหัตตายะ ปูเรนตีติ ศีลที่เป็นกุศล ย่อมถึงอรหัตผลให้บริบูรณ์ไปตามลำดับ 1. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) . 2. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) 3. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) . 4. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) 5. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) 6. สมาธิ (จิตมั่นคง) 7. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) . . 8. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) 9 . วิราคะ (คลายกิเลส) 10 .วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พตฎ. เล่ม 24 ข้อ 1 , 208 )

พ่อครูว่า… การที่สอนว่าศีลได้แค่กายกับวาจา นี่คือความผิดพลาดประการใหญ่ของศาสนาพุทธ แม้พจนานุกรมหลายฉบับที่คนเขานับถือว่าคนเขียนเป็นปราชญ์ทางศาสนาพุทธ ก็เขียนว่าศีลให้ผลแค่กายกับวาจาเท่านั้น แปลว่าศาสนาพุทธในไทยหมดแล้ว ที่บัญญัติกันเรื่องศีลไว้อย่างนี้ ต่อทอดกันมานี้ เป็นบัญญัติที่ควรชำระใหม่ได้แก้ไขใหม่ได้แล้ว ถ้าขืนปล่อยไปก็คือการฆ่าศาสนาพุทธไปทันที นี่คือบัญญัติเป็นเช่นนี้นี่คือเนื้อแท้สาระของศีล ศีลท่านแปลว่าปกติ ปกติอย่างไร? คนนี้ฆ่าสัตว์เป็นปกติ คนๆนี้ดื่มเหล้าเป็นปกติวันละขวด คนๆนี้โกหกเป็นปกติ หรืออะไรก็แล้วแต่ มันเป็นปกติอะไร คือคุณทำเป็นนิสัยเลย วิสัยเลย แต่เป็นวิสัยอกุศล ทุจริต ดังนั้นศีลที่แปลว่าปกติต้องมีเงื่อนไขที่ทำการเลิกเว้นขาดตามศีลได้จนเป็นปกติ อัตโนมัติ ตถตา ไม่ต้องทำอะไรมันก็เป็นเช่นนั้นเอง นั้่นคือความหมายของศีลโดยสาระแท้เลย พระอรหันต์คือศีลบุคคล ที่ท่านได้ละส ิ่ งที่พระพุทธเจ้าให้ละได้จนเป็นปกติสามัญแล้ว อัตโนมัติไม่ต้องควบคุมดูแลอีก ความหมายคำว่าปกติที่เป็นสาระแท้ของศีลจึงลึกซึ้ง ไม่ใช่ว่าทำผิดศีลจนเป็นปกติ มันต้องมีเงื่อนไขคำว่าปกติ พวกเราที่พากเพียรปฏิบัติ การจะปฏิบัติศีล 8 นั้นมีบัญญัติเพ ิ่ มจากศีล 5 แล้วถ้าผู้ทำตามน้ัน ควบคุมกาย วาจา (ยังไม่พูดถึงใจ) เพ ิ่ ม วิกาลโภชนา ,นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกทัสสนา มาลาคันธ วิเลปน ธารณ มัณฑนะฯ , อุจจาสยนะมหาสยนาฯ) คำว่าวิกาละนั้น ถ้าเรากำหนดเวลา กำหนดครั้ง ก็เป็นเบื้องต้นไม่ว่า 1 หรือ 2 มื้อ แต่ความหมายเนื้อแท้มีสูงกว่าแค่มื้ออาหาร แต่สัมพันธ์กับโภชเนมัตตัญญุตาหรือมัตตัญญุตาจ ภัตตสมิง ว่าโทษภัยของอาหารคือติดยึดในกามคุณ 5 ถ้าเราสามารถประมาณ ควบคุมกาย วาจา แล้วมนสิการ ทำใจในใจ อ่านใจให้เป็น รู้จักกิเลส อ่านกิเลสได้ ทำให้เกิดโลกุตระ ซึ่งมีโพธิปักขิยธรรม 37 ตั้งแต่ กายในกาย ไปจนถึงข้อสุดท้ายคือ อุเบกขา ในมรรคองค์ 8 ที่ท่านรวมความไว้ ที่จริงอุเบกขาอยู่ในโพชฌงค์ แต่เนื้อแท้ของมรรค อยู่ที่ฐานนิพพานคือ อุเบกขา เมื่อตั้งศีล คุณก็มีบัญญัติเป็นกรอบให้เรา ว่ามีศีล 5 แม้เราจะมีกิเลสอื่น เราก็เอาไว้ก่อน ตัดรอบก่อน ไม่ใช่ว่าจะทำเอาอรหันต์เลยทีเดียวพรวดไม่ได้หรอก ที่คนมาเข้าอุโบสถศีลนั้น ดีทีเดียว แต่เรามาทำศีล 8 ไม่ได้ก็ไม่ต้องเสียใจ เราทำศีล 5 ของเรานี่ให้ได้ พระพุทธเจ้าสอนว่าวิธีปฏิบัติต้องมีสัญญากำหนดรู้ กาย ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้ามีสัญญา และกาย ในการปฏิบัติตลอด ข้อต้นที่ 1 ของโลกุตรธรรมคือ กายในกาย กายในกาย ไม่ได้หมายความว่าตัดทิ้งข้างนอก หรือว่าเอาแต่ข้างใน ตัดข้างนอกออก ก็ทำให้เสียไปอีก ไม่สมบูรณ์ กายนั้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เ ล่มที่ 16 ข้อ 230 พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดว่า กายคือจิต

พระไตร ปิฎก เ ล่มที่ 16 ข้อ 230 1 . อัสสุตวตาสูตรที่ 1 [230 ] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะพึงเบื่อหน่ายบ้างคลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า ความเจริญก็ดี ความเสื่อมก็ดี การเกิดก็ดี การตายก็ดี ขอร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ ย่อมปรากฏ ปุถุชนผู้มิได้สดับจึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายนั้น แต่ตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ปุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่อาจเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิต เป็นต้นนั้นได้เลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าจิตเป็นต้นนี้ อันปุถุชนมิได้สดับ รวบรัดถือไว้ด้วยตัณหา ยึดถือด้วยทิฐิว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ดังนี้ ตลอดกาลช้านานฉะนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงไม่อาจจะเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้น ในจิตเป็นต้นนั้นได้เลย ฯ พ่อครูว่า..กายนี้หมายเอานามธรรมเป็นหลัก แล้วไม่ได้ขาดร่างด้วย แต่ถ้าแปลกายว่าร่างกายนี้ผิดหนักเลย การแปลกายว่าคือจิตนี้ยังถูกเลยอย่างที่พระพุทธเจ้าตรัส การแปลกายผิดจึงล้มเหลวในการปฏิบัติธรรม พระเทวทัต ยิงนกตกลงมา เจ้าชายสิทธัตถะไปช่วยพยาบาลจนดีขึ้น พระเทวทัตก็บอกว่าเป็นของตนนะนกนี้ ข้าพเจ้าเป็นคนยิงตก นกต้องเป็นของฉัน แต่ว่าเจ้าชายสิทธัตถะ บ อกว่าข้าพเจ้าเป็นคนช่วยชีวิตนกนี้ควรเป็นของข้าพเจ้า สุดท้ายศาลก็ตัดสินว่า เป็นของเจ้าชายสิทธัตถะ พ่อครูว่า...มีทริคว่าถ้านกนี้ตายเลยตอนถูกยิงก็ควรเป็นของพระเทวทัต ส.เพาะพุทธ … ถ้ามีคนตกเบ็ดไว้ แล้วมีคนมาแกะปลาออกจากเบ็ด ปลาควรเป็นของใคร พ่อครูว่า … เรื่องของสาระกับบัญญัติควรชัดเจน การปฏิบัติกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรมไม่ได้แยกกัน ในกายก็มีรูป 28 ตั้งแต่ มหาภูตรูป 4 สัมผัสเกิดมาเป็นวิญญาณ เป็นภาวรูป ที่ยังไม่เป็นหนึ่งไม่เป็นอุตตมปุริสสะ ก็ยังมีอิตถินทรีย์ หรืออิตถัตตะอยู่ อย่าไปคิดว่าแค่ตัวตนบุคคลหญิงชาย แต่เป็นภาวะธรรมะนะ เมื่อผู้ใดปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าในรูป 28 ต้องมีดิน น้ำ ไฟ ลม มีการสัมผัส จึงเกิดผัสสะ ทำให้เกิดวิญญาณ เราเรียนวิญญาณตัวนี้ ตามปฏิจสมุปบาท ถ้าไม่มีปัญญาอ่านนามรูป ก็ไม่รู้จักวิญญาณ รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ แม้เป็นนามธรรมก็ถูกรู้ เมื่อเกิดผัสสะ เกิดวิญญาณ ถูกเรารู้ก็เป็นรูป คือนามรูป ซึ่งในนามก็มีเวทนา สัญญา สังขาร ล้วนเป็นนาม แต่ในสังขารมีคำว่า กายสังขาร คำว่า กายสังขารจึงเป็นตัวต้นที่รู้ก่อนจิตสังขาร วจีสังขาร เวทนาคือการสังขารของกาย เป็นองค์ประชุมองค์รวมของอารมณ์สุข ทุกข์ เวทนานี่ซดน้ำแกงแล้วอร่อยหรือไม่อร่อย สุขทุกข์ ชอบหรือชังเป็นอารมณ์แล้ว ในกายจึงรวมทั้งอารมณ์อยู่ด้วย แล้วมีเหตุคือกิเลสในจิต ชอบก็เพราะสมใจ ไม่ชอบก็เพราะไม่ได้สมใจ ก็คืออกุศลจิตที่เป็นเหตุคือตัณหา ก็ต้องรู้เวทนาในเวทนา มีกุศลหรืออกุศลจิตเป็นตัวการที่ทรงไว้ หากล้างไม่หมดอธรรมก็ทรงไว้อยู่ ทรงอยู่อย่างไม่ละอกุศลเจตสิกนั้น ปฏิบัติศีลต้องมีโพธิปักขิยธรรมเป็นสาระ แม้ศีลข้อ 1 มันเกี่ยวข้องสัมผัสกับสัตว์ ไม่เกี่ยวข้องก็ได้แต่ปั้นเอาในภพ นึกคิดเอา มโนเอา ต้องอ่านของจริง ตอนสัมผัสสัตว์แล้วเกิดชอบหรือชัง เกิดรักหรือผลัก พระพุทธเจ้าว่าให้เลิกเลยไม่ให้ทำร้าย ศีลข้อ 1 นี้ลดการทำร้าย เพราะความสัมพันธ์นั้นยังมีประโยชน์แต่ความร้ายนั้นไม่มีประโยชน์เลยให้เลิกเลย ทำศีลข้อ 1 ก็ให้วิจัยจิต รู้กิเลสที่เป็นเหตุก็ให้จัดการ แต่เมื่อสัมผัสแล้วไม่เกิดกิเลสเลย ทั้งหยาบกลางละเอียด แล้วมันมีต่อ มีรักไหม รักผู ก พัน เราก็ล้างต่อ รักผูกพันเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ แต่รักสัมพันธ์กันนั้น เป็นประโยชน์ต่อกัน เกื้อกูลกัน ต่างคนต่างเป็นประโยชน์ต่อกัน เป็นความสัมพันธ์อันยิ่งใหญ่ ต้องล้างตัวเหตุสมุทัยที่ทำให้ใจเราไม่เกิดคุณค่ากุศลที่แท้จริง ความสัมพันธ์ก็จะบริสุทธิ์ขึ้น

จากพิจารณา กายในกาย ก็ต่อเนื่องเป็นเวทนาในเวทนา ซึ่งมีเหตุคือ จิตในจิต แล้วมีวิธีล้างละชำระให้กิเลสตาย ส มณะ เพาะพุทธ … การที่พ่อครูอธิบายเรื่องศีลข้อ 1 เรื่องความผูกพั น และความสัมพันธ์ จนที่สุดเราสอนไม่ให้กินเนื้อสัตว์ ไม่ให้มีการเลี้ยงสัตว์ ที่จะทำให้เกิดการผูกพัน เป็นนัยของการรักษาศีลข้อ 1 ที่ทำให้สัตว์ผูกพัน สัตว์อ่อนแอ เป็นการฆ่าสัตว์ในรูปแบบหนึ่งใช่หรือไม่ พ่อครูว่า … เข้าใจถูก อยู่ในศีลธรรมนูญ หมวดแรกเลย 18 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับแพะและแกะ.(กินนมใช้ขน)เครื่องอุปโภค 19 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับไก่และสุกร (กินเนื้อมัน) เครื่องบริโภค 20 . พระสมณโคดม เว้นขาดจากการรับช้าง โค ม้า และลา.(ใช้แรงงาน) (ป่วยการจะพูดถึงสัตว์เลี้ยงไว้ดูเล่น ไม่ให้ทำอยู่แล้วเพราะทำให้ก่อนเวรานุเวรผูกพันต่อกัน) พ่อครูว่า… ท่านระบุชื่อแค่แพะกับแกะ ก็ไม่ได้หมายถึงมีแค่นั้น แต่มีมากกว่านั้น ส มณะ เพาะพุทธ … มีคนหาทางเลี่ยงว่า ไม่ได้มีพูดเรื่องหมาแมวนะ พ่อครูว่า … นั้นยิ่งหนักกว่าอีกนะ เพราะหมาแมวนี่เป็นการเลี้ยงเพื่อความผูกพันหนักเลย เอามาเป็นตัวกูของกู รักกันจริง ชาติหน้าอีก ห้าร้อยชาติก็ไปด้วยกันนะ แต่ว่าแพะแกะหรือสัตว์ที่คนเอามาใช้งานกินนั้นก็ยังไม่หนักเท่าสัตว์ที่เลี้ยงไว้เพื่อผูกพัน เอามากอดมาดม เอาน้ำหอมน้ำเหม็นมาใส่มัน ส มณะ เพาะพุทธ … ส่วนใหญ่คนเลี้ยงหมาจะไม่ค่อยรักคนข้างบ้านนะนี่คือผูกพัน สัมพันธ์ แล้วพ่อครูบอกว่าสัมผัสแปลว่าแตะต้อง ส่วน สัมพันธ์ แปลว่าเกี่ยวข้อง ถ้าผูกพันนี่หนักหนาสาหัสเลย พ่อครูว่า … จะมีสัมมัปธาน 4 ร่วมด้วย ต้องเรียนรู้เหตุที่เป็นสมุทัยในจิต แล้วปหานในกาย ในองค์ประชุม ไม่ใช่ไปทำลายกาย ต้องเจาะหาเนื้อแท้ที่เป็นเป้า เหมือนแพทย์ผู้ผ่าตัด ต้องเจาะผ่าเอาเนื้อที่เสียหาย โรคแท้ โจรแท้ออกไป เนื้อดีอย่าให้เสียนะ สังวรปธาน แล้วก็ปหานปธาน ทำได้ก็เป็นภาวนาปธาน แต่ทุกวันนี้ภาวนาแปลว่าเป็นมรรค เป็นวิธีปฏิบัติทั้งที่ภาวนาเป็นผลแล้ว จากนั้นก็ให้อนุรักขณาปธาน สังวรในทวารทั้ง 6 นี้แหละ ทำด้วยอิทธิบาท ทำ 3 อย่างนี้คือ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปธาน 4 อิทธิบาท 4 ก็จะเกิดผล เป็นอินทรีย์ 5 พละ 5 เราไม่ได้เชื่อใครหรือตำราใ คร เราเชื่อผลสำเร็จที่เกิด ตามกาลามสูตรที่เ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน