580121_ธรรมาธรรมะฯสันติฯ เรื่องอำนาจ ๓ อย่างคือ.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์349 KB
วันที่แก้ไข8 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

580121_รายการธรรมาธรรมะ สงคราม ที่ สันติ อโศก เรื่องอำนาจ 3 อย่าง โดย พ่อครูโพธิรักษ์

พ่อครูว่า … วันนี้วันที่ 21 ม.ค. 2558 แล้ว บ้านเมืองไทยเรายุคนี้เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อ แต่ ในบ้านเมืองก็มีเรื่องมีราวที่คนที่ไม่ค่อยจะเอาใจใส่ ไม่รู้เรื่องรู้ราวก็มีแต่ตั้งหน้าตั้งตาอาศัยบ้านเมือง เพื่อล่าลาภยศสรรเสริญโลกียสุขให้แก่ตน คนนี้อาตมาว่ากตัญญูมากเลย ก็คล้ายกัน กับคนที่ออกบวชแล้วเข้าป่าเขาถ้ำไป บิณฑบาตเลี้ยงชีพไป อันนั้นก็ไม่ได้ขูดรีดสังคมมาก แต่คนที่ขูดรีดสังคมอยู่ หรือคนที่ไม่ได้ดูดำดูดีอะไรสังคมเลย ทั้งที่ตนเป็นหน่วยหนึ่งในสังคมก็น่าจะช่วยสังคมได้เท่าที่ควรทำได้ตามฐานะของตน แต่ก็ไม่ทำเลยไม่เอาใจใส่เลย บางคนร่ำรวย ก็ไปขูดรีดเขาอีก แม้การเลือกตั้งกฎหมายมีให้ไปเลือกตั้งแต่ก็ไม่สนใจเลย ไม่สนใจว่าการเมืองคืออย่างไร จะต้องช่วยบ้านเมืองก็ไม่ทำเลย อันนี้คือคนอกตัญญู ต่อบ้านเมืองได้แต่หนี้ได้แต่นรก ก็มีคนแบบนี้อีกเยอะ เราต้องศึกษาความเป็นคน ความเป็นมนุษย์ว่าควรทำอย่างไรบ้าง ตอนนี้ผู้ที่บริหารบ้านเมือง มีหน้าที่ต้องช่วยบ้านเมืองมีจนท.ประจำ มีข้าราชการก็มี ที่อาศัยเงินภาษีจากประชาชนโดยตรงเลย แม้ข้าราชการ.การเมืองก็มีการเข้ามาตามแบบประชาธิปไตย แต่แล้วก็มีปู้ยี้ปู้ยำประเทศทำร้ายประเทศตนเองก็ทำบาป จนบ้านเมืองไม่สงบ ตนเองเป็นคนไม่ดีก็เลยเดือดร้อนมาก เพราะเพาะบ่มความชั่วเลวมีเชิงซับซ้อนสืบทอดกันมาอีก หาวิธีฉลาดชั่วได้อีกมากมายวิธีการ อาตมาก็เรียกภาษาทางวิชาการว่า อวิชชา คือฉลาดฉิบหาย ยกตัวอย่างนะ อย่างนายกฯปู เป็นนายกฯคนก่อนก็ได้รู้มาจากพี่ชายคนก่อน มีวิธีการง่ายๆ คือไม่เข้าไปสภาฯ ไม่ไปรับรู้ ตั้งแต่เริ่มต้นเลย ไม่ยอมเป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งไม่เคยเลยที่หัวหน้าพรรคเองไม่ได้เป็นนายกฯ เป็นอิทธิพล

อ่านต่อ

รู้กันทั่วโลก ว่าอิทธิพลอันนี้มาจากทักษิณ ไม่ต้องปิดบังเลย มันเรื่องจริง เป็นกลวิธี เป็นเล่ห์ชนิดหนึ่ง ถ้ามียุบพรรคจะได้ไม่โดน แม้เลี่ยงกันอยู่ก็คือ ตนเป็นคนควบคุมการบริหาร แต่แล้วโครงการใหญ่คือจำนำข้าวเสียหายหลายแสนล้าน ก็บอกว่าตนเองไม่เกี่ยวเลย นี่คือเป็นความฉลาดฉิบหาย ที่แปลมาจากคำว่าอวิชชาแท้ๆเลย เจตนาใช้เล่กลเลี่ยงหน้าที่ ไม่ยอมรับผิด ไม่ใช่คนที่มีจิตใจกล้าหาญจะมาทำงานใหญ่ระดับอย่างนี้เลย ต้องใช้สำนวนว่า “หน้าตัวเมีย” ถ้าเป็นผู้ชาย แต่นี่ผู้หญิงก็ต้องใช้คำอื่น อาตมาพูดนี่ก็ไม่ได้มีจิตโกรธแค้นนะ ที่พูดนี่ก็เป็นการอวดอุตริมนุสธรรมด้วย ที่ตอนนี้เขาก็มีกรณีพระเกษม เขาก็วิจารณ์กันไปในสังคม ก็เป็นนานาสังวาสก็เข้าใจกันไปต่างๆกัน ก็ท่านเจตนาดีก็แล้วไป แต่ท่านที่เจตนาร้ายก็ต้องช่วยกันปราม หรือแม้ท่านว่าท่านเจตนาดีแต่ว่า มันกระทบกับความเป็นพุทธร่วมกัน ก็ท้วงติง ปฏิโกสนาได้ วิจัยวิจารกันอย่างแรงก็ได้ แต่อธิกรณ์กันไม่ได้ คือฟ้องร้องเอาผิดกันไม่ได้ อาตมาก็ทำตามหลักนี้ตลอด ซึ่งถ้าไม่วิจัยวิจารก็ไม่รู้ว่าที่ทำนี่ผิด ร้ายแรงนะ ก็ด้วยความปรารถนาดี อาตมาก็ทำตรงนี้เพราะว่าไม่มีใครเขาทำกันมากนัก อาตมาก็ขอเอาบทความจากไทยโพสต์ ที่เป็นบทบรรณาธิการวันนี้มาอ่านสู่ฟัง ต้องกล้าเลือกความถูกต้อง “ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุข เรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมความดี ให้คนดีปกครองบ้านเมือง และคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้" พระบรมราโชวาทในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จังหวัดชลบุรี 11 ธันวาคม 2512 ถือเป็นพระบรมราโชวาทที่ยังสดใหม่อยู่เสมอไม่ว่าเป็นพ.ศ.ใด โดยเฉพาะเพลานี้ซึ่งเป็นช่วงวัดการทำหน้าที่ของ 220 สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อย่างแท้จริงว่าสมกับการกินภาษีประชาชนหรือไม่อย่างไร โดยเฉพาะสมาชิกที่มาจากฟากฝั่งความมั่นคงทั้งทหารและตำรวจ เพราะล่าสุดเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาในวันกองทัพไทย ผู้นำทั้ง 4 เหล่าทัพได้เข้าร่วมพิธีถวายราชสักการะพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 พร้อมทั้งบวงสรวงบูรพกษัตริย์ ตลอดจนเหล่าบรรพชนที่ได้สร้างวีรกรรมอันกล้าหาญสละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยไว้ ในงานดังกล่าว ผู้นำกองทัพได้ให้โอวาทยืนยันการทำหน้าที่ว่า จะปกป้องรักษาชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เป็นที่พึ่งของประชาชนทุกโอกาสตลอดไป ซึ่งบทพิสูจน์ส่วนหนึ่งก็จะสะท้อนออกมาในการลงคะแนนถอดถอน 3 อดีตนักการเมือง ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวหาในวันที่ 23 ม.ค.นี้ว่าจะออกมาแบบใด เราต้องยอมรับความจริงว่า ไม่ว่าผลการลงมติถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา, นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะมีบทสรุปอย่างไร จะได้เสียงถึง 3 ใน 5 หรือ 132 เสียงถอดถอนสำเร็จหรือไม่อย่างไร ย่อมมีผลกระทบทั้งด้านบวกและลบอย่างปฏิเสธไม่ได้ แต่สิ่งที่สมาชิก สนช.ต้องคำนึงมากกว่าเรื่องของผลกระทบจากมติ นั่นคือการธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม และการเลือกยืนบนความถูกต้องตามหลักฐานที่มี ที่สำคัญการลงมติดังกล่าว สนช.ต้องพึงสำเหนียก โดยเฉพาะกรณีของนายสมศักดิ์ และนายนิคมนั้น ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยไปแล้ว ซึ่งแม้รัฐธรรมนูญปี 2550 จะถูกฉีกทิ้งไป แต่คำตัดสินนั้นเกิดก่อนการทำรัฐประหาร ที่สำคัญตัวองค์กรศาลรัฐธรรมนูญเองก็มิได้ถูกยุบแต่ประการใด ดังนั้น คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นต้องถือให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐตามที่เคยระบุไว้ ดังนั้น หาก สนช.จะลงมติที่ขัดหรือแย้งต่อคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ก็ต้องตระหนักว่า สนช.ทั้งหลายจะกลายสภาพเป็นผู้บั่นทอนและทำลายกระบวนการยุติธรรมเสียเอง เราปฏิเสธไม่ได้ว่า ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ใช่ประเทศประชาธิปไตยอย่างเต็มใบเสียทีเดียวนัก แต่ก็ต้องยอมรับว่ารัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็มิได้ใช้อำนาจเยี่ยงเผด็จการในเรื่องดังกล่าวเหมือนนานาประเทศที่มีการยึดอำนาจรัฐประหารกัน เพราะยังให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหามาแก้ตัวแก้ต่างชี้แจงการถอดถอน ซึ่งหากเป็นประเทศอื่นที่ถูกรัฐประหารยึดอำนาจแล้ว อย่าไปพูดถึงเรื่องของการมาชี้แจงเลย เขาเหล่านี้แค่จะเห็นแสงเดือนแสงตะวันยังตอบไม่ได้ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่อย่างไร ฉะนั้น บรรดาพวกลิ่วล้อหรือนักวิชาการบนหอคอยงาช้างทั้งหลายจึงพึงตระหนัก อย่าเพียงคิดแต่เรื่องของโลกสวย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ออกมาตีโพยตีพายกรณี สนช.มิให้ตัวแทนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ตอบข้อซักถามแทน เพราะในความเป็นจริงเขาเหล่านั้นมิใช่ผู้ถูกกล่าวหา ที่สำคัญการพิจารณาของ สนช.ก็เหมือนกับกรณีการซักค้านในศาลสถิตยุติธรรมทั่วไป ที่จำเลยก็ต้องเป็นผู้ตอบคำถามเอง มิใช่ให้ใครหน้าไหนมาแก้ต่างแทน ยิ่งพิเคราะห์สื่อต่างประเทศในเรื่องนี้แล้ว ก็เห็นชัดแจ้งว่าเป็นพวกติดรูปแบบ โดยมิได้สนใจข้อเท็จจริงความเป็นไปอันเป็นเนื้อแท้ของประเทศไทย จากการเปรียบเทียบว่า สนช.เป็นสภาหุ่นของคณะรัฐประหาร ซึ่งหากเป็นเช่นดังสื่อนอกแล้วไซร้ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะเป็นตัวอะไร เพราะหากเจ้าตัวมิใช่หุ่นเชิดที ่ ถูกพี่ชายหรือคนรอบข้างชักใยไปซ้ายไปขวา จะเกรงกลัวอะไรกับการต้องมาตอบคำถามด้วยตัวเอง หรือต้องรอดูคำถามเสียก่อน เรียกว่าเป็นพวกสันดานชอบใช้สิทธิพิเศษเหนือคนธรรมดาสามัญหรือไม่อย่างไร นับตั้งแต่วันพุธเป็นต้นไปจนถึงสุดสัปดาห์นี้ เราจะได้เห็นการทำหน้าที่ของ สนช.ว่าสมฐานะ สมกับภาษีของคนทั้งประเทศหรือไม่ ที่สำคัญคนไทยกว่า 65 ล้านคนจะวาดหวังกับการปฏิรูปประเทศที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้มากน้อยเพียงใด ทั้งหมดขึ้นกับการลงมติของสมาชิกทั้ง 220 ท่านนั่นแล. พ่อครูว่า … พระราชดำรัสนี้เป็นพระราชดำรัสที่มีค่ายิ่ง ... “ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี “ อันนี้แน่นอน แม้พระพุทธเจ้าอยู่ก็ยังมีคนดีและไม่ดีอยู่ในนั้น นับประสาอะไรกับคนทั่วไปที่ไม่ได้ตั้งใจปฏิญาณตนว่าจะประพฤติดีเลยก็ต้องมีบ้าง ไม่มีใครที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด.. นี่เป็นความจริงที่แย้งไม่ได้ การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุข เรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี .. .พระเจ้าอยู่หัวตรัสว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดี แต่อาตมาก็ว่า ก็ต้องพยายามช่วยกันทำให้คนเป็นคนดี แต่ทำให้ทุกคนเป็นหมดไม่ได้ หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมความดี ให้คนดีปกครองบ้านเมือง และคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้" จุดนี้แหละที่สำคัญมาก เพราะว่าที่เดือดร้อนกันทุกวันนี้เพราะปล่อยให้คนไม่ดีไปมีอำนาจ เพราะคนไม่ดีก็ย่อมต้องแย่งอำนาจไป ประเด็นนี้คือสำคัญอย่าเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ต้องช่วยกันอย่างสำคัญ ต้องช่วยกันกวาดล้างคนไม่ดีที่ปรากฏชัดแล้ว ผู้มีดวงตา ปัญญา ความรู้ อย่านอนหลับไม่รู้ นอนคู้ไม่เห็น พ่อครูว่า..สังคมประเทศไทยที่ได้มาถึงทุกวันนี้ได้พยายามออกแบบให้เป็นโครงสร้างของการเมืองแบบนี้ อาตมาเรียกว่า “ค่ายกลการเมือง” เขาสร้างค่ายกลต่างๆนานาสารพัด นักการเมืองเข้าใจกันดีเลยว่าจะใช้ช่องทางไหน จนประชาธิปไตยของไทยเละยิ่งกว่าขี้แพะ สอนกันจนคณะรัฐศาสตร์ว่าผู้ใดได้อำนาจผู้นั้นแหละมีสิทธิ์ในการทำทุกอย่างได้ แล้วก็เลยต้องแสวงหาอำนาจกัน คำว่าอำนาจนี่ลึกซ้อนด้วยอำนาจเลวร้าย อำนาจบาทใหญ่ อำนาจมีสองอย่าง คืออำนาจที่เลว และอำนาจที่ดีเป็นประชาธิปไตย แต่ว่าอำนาจดีนี้ก็แยกออกเป็นสองอย่างคือ อำนาจแบบโลกียธรรม กับอำนาจแบบโลกุตรธรรม ซึ่งเมืองไทยจะทำได้ในอำนาจแบบโลกุตรธรรม 1 . อำนาจซึ่งเกิดจากอวิชชา คือ ความฉลาดฉิบหาย เพราะความเป็น ความโง่ หรือความไม่รู้ทางธรรม มีแต่ความฉลาดที่เต็มไปด้วยอธรรม คือ ความชั่ว ความเลว ทุจริต อกุศลจิต แท้ๆทั้งโกง ทั้งกิน ทั้งกาม ทั้งหน้าด้านในระดับ ง่าน และ โด้ สารพัด ง่าน คือ คน ด้าน (ชั่ว) ที่สุดโง่(อวิชชา) โด้ คือ คน โง่(อวิชชา) ที่สุดด้าน (ชั่ว) สังคมที่ตกอยู่ในอำนาจชนิดนี้ เป็นสังคมเถื่อน รุนแรง นี่คืออำนาจ ที่ได้ด้วยอวิชชา เป็นโลกีย์ทั่วไป จึงชั่วได้ เลวได้ ร้ายแรงได้ หยาบคาย รุนแรง ดื้อด้าน หน้าด้าน หน้าทน ก็กล้าทำ 2 . อำนาจ ซึ่งเกิดจาก อวิชชา คือ ความฉลาดฉิบหายซับซ้อน เพราะมีความฉลาดหรือความรู้ในกัลยณธรรมโลกีย์ซึ่งมีทั้งความฉลาดที่พอเป็นธรรม ที่เป็นกุศลด้วย แต่นำคุณธรรมของกัลยาณชนนั้นมาหลอกปะหน้า แต่จิตลึกๆก็เห็นแก่ตน ยังคงสร้างอำนาจที่อวิชชาให้แก่ตนๆ ด้วย อธรรม จึงยังชั่วยังเลว ทุจริต อกุศลจิตแท้ๆ โกง ทั้งกิน ทั้งกาม ซึ่งดูเหมือนไม่หน้าด้าน ไม่หยาบคาย หลอกคนให้หลงว่า ตนไม่ชั่ว ไม่เลว แต่บางทีเขาก็มีคุณงามความดีในตนบ้าง ครั้งคราวใดที่สังคมมีกัลยาณชนแบบนี้มาปกครองสังคมก็ดีขึ้นบ้าง ทั้งโลกก็ใช้เชิงนี้ทั้งนั้น อาจเป็นกลุ่มคนดีที่ร่วมกันมากก็จะดีบ้าง แต่ไม่ถาวร เป็นกัลยาณชน ทั้งสิ้น ก็จะไม่อยู่ได้นาน หมุนเวียนกันไป เป็นกันทั้งโลกเลย มีการบริหารที่แบบสมบัติผลัดกันชม แล้วความสงบจะมีนัยต่างกันไปด้วย จึงดูไม่รุนแรง ดูสุภาพ น่าเคารพ นับถือ แต่หมักหมม เน่าใน ถ้าความจริงเปิดเผยออกมาว่า อำนาจนี้ คือ อำนาจชั่วที่ฉลาดซับซ้อน มีเชิงชั้น ทั้งเลวชั่ว ทั้งหลอกลวง ให้หลงเชื่อสนับสนุน ด้วยเล่ห์กลสารพัด คนที่ถูกหลอก จะโกรธแค้น ถ้าหมักหมมอัดแน่นได้ที่ ถึงจุด ความชั่ว เปิดเผยชัดเจน รู้กันออกมาแบบถึงจุดวิกฤติ Critical point เมื่อไหร่ ก็คือการระเบิดของสังคม จราจลทันที สังคมที่ตกอยู่ในอำนาจชนิดนี้ เป็นสังคมที่หลงกันว่า เจริญในโลกปัจจุบันนี้ แต่ที่แท้ซ่อนร้ายไว้ลึกลับ หลอกให้คนหลงคิด ไม่รู้ชั่วของตน “อำนาจ” แบบที่ 1 ถือว่าชั่วร้ายหนักมาก ถือเป็นอารยชนของโลกีย์ ส่วนอำนาจ แบบที่ 1 นั้นเป็นโจรชั้นต่ำ นักเลงโต หยาบๆซื่อๆ จริงใจ โต้งๆเห็นๆ แต่ อำนาจ แบบที่ 2 นั้น เป็นโจรชั้นสูง ผู้ดีผู้ร้ายแท้ๆ จึงเป็นผู้ถือว่า ชั่วด้วยความคด ความไม่ซื่อ ไม่จริงใจ ทั้งหลอกลวง เล่ห์กลสารพัด ใช้ความฉลาดมาทำร้ายผู้อื่น อำนาจแบบนี้จึงเลวร้ายลึกร้าย ฉลาดฉิบหายซับซ้อน ส่วนอำนาจแบบที่ 1 ฉลาดฉิบหายแบบซื่อๆ 3, อำนาจ ซึ่งเกิดจาก วิชชา คือความรู้ ความจริง แบบพระพุทธเจ้า แบบที่ ๓ นี้เป็นโลกุตรธรรม เป็นอาริยชนของโลกุตระ เป็น “อำนาจโดยธรรม” เพราะโลกุตระมีแต่ในศาสนาพระพุทธเจ้าเท่านั้น เป็นความรู้ขั้นปรมัตถธรรมที่ผู้มีวิชชา เป็นความรู้แบบวิสามัญ แตกต่างจากชาวโลกีย์ เพราะจิตมี “ความจริง” และมี “อาริยะ” จริง ความจริง นี้แหละเรียกว่า ปรมัตถสัจจะ เช่น เป็นโสดาบันจิตก็มีความจริงเช่นนั้นแบบไม่เดาเอา ไม่ใช่ได้แค่เหตุผลตรรกะ ความจริงต้องเป็นปรมัตถสัจจะ แตกต่างจาก ความจริง ที่เรียกว่า สมมุติสัจจะ เร ิ่ มต้นเป็นโลกุตระ 37 ตั้งแต่ กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ไปจนถึงสัมมาสมาธิในมรรคมีองค์ 8 ที่มีคุณสมบัติถึงฐานนิพพานคือ อุเบกขา ต้องเข้าใจอย่างละเอียด ซับซ้อนแต่เป็นระบบระเบียบ ความจริงทั้งสมมุติสัจจะ และปรมัตถสัจจะ ซึ่งนับกันว่า เป็น “ความจริง”ทั้งคู่ เรามาแยกแยะ รายละเอียด ของ “ความจริง” 2 อย่างนี้กัน เร ิ่ มจากสมมุติสัจจะ คืออะไร? แล้วจึงว่ากันถึง ปรมัตถสัจจะ เราก็จะได้รู้ “อำนาจ” ทั้ง 3 อย่าง ชัดขึ้น โดยเฉพาะ “อำนาจ” โดยธรรม แบบที่ 3 ดีขึ้น รู้แล้วเราก็ต้องรู้ว่าเกิดเป็นคนต้องเอาอันนี้ให้ได้ ใครไม่ชัดว่าต้องเอาอันนี้ให้ได้ก็จะจมในวัฏฏะสงสารต่อไปอีกนานเท่านาน แต่ก็ต้องสั่งสมไป สำหรับอเวไนยสัตว์คงสอนไม่ได้ สมมุติสัจจะ ก็คือ ความจริงระดับโลกีย์ ที่มีสองขั้นง่ายๆคือ ปุถุชนกับกัลยาณชน พวกกัลยาณชนคือคนดีศึกษาธรรมะได้ แม้หลายศาสนาก็เป็นคนดีสูงเยี่ยมยอดได้ แต่ประเด็น โลกียะกับโลกุตระมีการตัดเส้น ตัดเขตตรงไหน? จะข้ามไปโลกุตระ ก็คือ จิตตนเองจะต้องอ่านจิตตนเองออก โดยเฉพาะอ่านตัวแรกที่จะต้องอ่านได้คือ รู้เวทนาในเวทนา รู้อารมณ์ของจิต นี่คือประเด็นแรก อารมณ์จิตคือเวทนา ที่ปรุงแต่งเป็นกาย อารมณ์มี สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ นี่คือเวทนา 3 เป็นโลกียารมณ์ทั้ง 3 แล้วผู้จะแยกเป็นโลกุตระได้ คือเริ่มรู้ปริยัติว่าให้รู้ตัวจริงของสภาพที่เป็นอัตตาตัวตนของปรมัตถ์ของจิตเจตสิก เมื่อเรามีญาณอ่านรู้จิตของเราได้ โดยเฉพาะแยกตรงที่ว่า จับตัวเวทนาที่มีจิตเจตสิกปรุงแต่งอยู่ก็อ่านอาการจิตได้ เรียกมันว่า โทสะหรือราคะ มันประกอบด้วยลักษณะใดอ่านรู้เลย ผู้รู้เริ่มรู้ตัวนี้ ผู้นั้นเริ่มเข้ามรรค เป็นโสดาปัตติมรรค เริ่มรู้ กายในกาย เวทนาในเวทนาที่มีจริงในจิตเรา ไม่ใช่เกิดจากความจำ เช่น การไปนั่งสมาธิเอา พระพุทธเจ้าถึงมีเงื่อนไขว่าแม้ทำถึงกายสักขี ทำอาสวะบางอย่างหมดได้แต่ก็ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย จึงบรรลุ แม้โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ ก็ตาม ก็ต้องมีรูป 28 ครบ ยืนยันว่าสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย คำว่า กาย จึงสำคัญมาก ที่ต้องมีทั้งรูปและนาม ถ้าไปรู้กายแค่ว่าร่างเนื้อภายนอก ก็ไม่ได้อ่านรู้จิตที่เนื่องจากภายนอก แล้วไปเรียนรู้แต่ภายในอีก ตัดทวารนอกอีก ก็ได้แต่ความจำเป็นสัญญา จึงศึกษาไม่มีความจริง มีแต่ความจำ แม้อาสวะบางอย่างสิ้นไปได้ก็ไม่สมบูรณ์ ต้องมาสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ปฏิบัติให้เข้าถึงความจริงหากได้แค่ความจำไม่มีทางได้อรหันต์ ผู้ที่นั่งหลับตาแล้วบอกว่าบรรลุนี้ได้แค่ความจำ ถ้าเราสามารถปฏิบัติรู้รูป นาม แล้วปฏิบัติแบบที่พระพุทธเจ้าสอนได้ ซึ่งไม่ใช่เป็นคนแบบพิศดารประหลาด ไม่ใช่ แต่เป็นผู้มีคุณวิเศษที่เขาสามารถล้างกิเลสได้ ลดกิเลสได้จริง แล้วพฤติกรรมในการปฏิบัติกาย วาจา ก็เหมือนคนทั่วไป ก็มีพฤติกรรมที่เกี่ยวกับความไม่ดี เรื่องอบาย เรื่องโลกธรรมที่เฟ้อเกิน หยาบแรง ที่ไม่ไปยุ่งด้วย แต่ในโลกก็มีอยู่ของมันไปไหนก็มีอบายมุขเต็มไปหมด หาที่ไหนก็ได้ เรารู้จักแล้วเราก็อยู่รวมสัมผัสกับมันได้ แต่ผุสฏัสสะ โลก ธัมเมหิ จิตตัง ยัสสะ นกัมปติ จิตเราไม่หวั่นไหวไปกับสิ่งกระทบเลย นี่คือจิตที่บรรลุเป็ น โลกุตรธรรมสมบูรณ์เป็นอรหัตตผลแล้ว โสดาบันก็มีอรหัตตผลในอบายแล้ว แม้ไม่อรหันต์ก็อนาคามี ไม่มีสวรรค์ในอบายแล้ว แต่ก่อนเราเคยสุขทุกข์ มีรสชาติ แต่เมื่อเป็นโสดาบันก็เบาลงมา สกิทาฯก็เบากว่า อนาคามีก็หมดรสในกามคุณ แต่มีรูปราคะ หรืออรูปราคะ ที่เป็นระริกระรี้ เป็นพลิ้วพรายภายใน ศึกษาไปจะมีธาตุรู้ของเราเก่งขึ้นๆ ลึกซึ้งละเอียดกว่าพลังงานทางเจตสิก การไปนั่งหลับตาจะไม่รู้จักองค์ประชุมภายนอกภายใน อ่านกายไม่ออก กายนั้นมีทั้งรูป กับนาม ไม่ใช่มีแค่วัตถุธาตุ การแตะกันอยู่เฉยๆเรียกว่า รูป กับ นาม แต่ไม่ทำปฏิกิริยากันอยู่เลย เหมือนขนมชั้น มันไม่คนกันไม่ปนกัน นี่คือ “รูปนาม” ไม่เรียกว่า “รูปกาย” ถ้าเป็น “รูปกาย” รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ คุณรู้ว่านี่คือสักกายะ ก็อ่านมันได้อ่านเข้าไปลึกละเอียดแต่ไม่ขาดจากภายนอก แม้โสดาบันก็ไม่ได้ดับภายนอก มีองค์ประชุมครบพร้อมทั้งนอกและใน สกิทาฯ อนาคาฯก็ยังอยู่กับภายนอกปกติแม้จะเหลือแต่กิเลสภายในจิตในจิตแท้ก็ยังมีสัมผัสภายนอก เป็นความจริงไม่ใช่ความจำ สำเร็จอิริยาบถอยู่ในปัจจุบัน สำเร็จอรหันต์ก็สัมผัสสัมพันธ์อยู่ไม่หนีไปไหน จะรู้สังคมเศรษฐกิจการเมืองของมนุษย์ไม่ต้องปลีกไปไหน หากจะปลีกก็เป็นการทดสอบเช็คผล ว่าตนติดป่าไหม แต่ไม่เช็คก็ได้ พระพุทธเจ้าว่า ป่านี้หาความวิเวกได้ยาก ไม่น่าอภิรมย์ ใครไม่มีจิตสมาธิพอสมควร ประมาณอนาคามีเป็นต้นไปหรืออรหัตตมรรคนี่แหละ ที่จะไปเช็คผล ว่าเรายังมีอาลัยฟุ้งลอยหรือไม่ เราห่างจากโลกธรรม แล้วจิตมันจะอยากมาหา อาลัยอาวรหรือเปล่าก็คือตรวจโลกีย์ หรือว่าหลงติดป่า ติดความสงบอีกเป็นอีกอย่าง ความสงบเที่ยงแท้คือจิตอรหันต์ที่จิตสงบอย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ความสงบเที่ยงแท้อยู่ในจิตเท่านั้น ไม่ได้อยู่ในวัตถุแท่งก้อนใดๆ เมื่อดับได้ละเอียดไปถึง อากาสาฯ วิญญานัญจาฯ อากิญจัญญาฯ เนวสัญญาฯ จนถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ ก็ไม่ต้องหนีไปจากสังคม แต่ปฏิบัติมรรค 7 องค์ เรียนรู้เหตุปัจจัยให้เกิดผลจนหมดสิ้นกิเลสก็เป็นอรหันต์อยู่ในสังคมจึงเป็นผู้โลกวิทู รู้จักโลก จึงช่วยโลกได้ เขาทำงานอาชีพ ทำกรรมกิริยากัน ในเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง สังคม กีฬาสารพัด ก็อยู่สัมพันธ์กัน ชัดเจน อาตมาเคยวิจัยวิจารณ์ว่า คนเรียนรู้ทางโลก เขาเรียนกันให้เด็กไปอยู่ในกล่องห้องเรียน วันแล้ววันเล่าไม่ได้มีชีวิตในสังคมจริง ไม่ครบสังคม บ้าน วัด โรงเรียน ไม่มีความรู้จริงที่ครบองค์ประกอบ มีการศึกษารู้กับของจริง แล้วได้เรียนทฤษฎีพระพุทธเจ้าที่ไม่ได้เอาเวลาไปปฏิบัติพิเศษนั่งหลับตาแต่อย่างใด แต่ของพระพุทธเจ้านี่อยู่กับของจริง จับโจรต้องจับตัวโจรให้แม่นๆ ให้เอาโจรตัวสำคัญไม่ใช่ว่าเผาไปหมดเมืองเลยแต่โจรไม่ตายหรือตายหรือไม่ก็ไม่รู้ อาตมาพูดนี่เพื่อให้เห็นว่าทฤษฎีพระพุทธเจ้าไม่ได้หนีโลกเลย เป็นโลกวิทู แล้วเกิดพรหมวิหาร 4 ไปด้วยเลย หรืออัปมัญญา 4 คือจิต เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาจริง เกิดความเป็นพระเจ้าหรือพระพรหมที่รู้จักโลก รู้จักสังคม อะไรที่ตนลดลงแล้วจะได้ช่วยสังคมเป็นประโยชน์ตนประโยชน์ท่านไปในตัว ไม่ได้แยกจากสังคมเลย ถ้าศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าสัมมาทิฏฐิ เราจะได้พลเมืองที่มาช่วยสังคมให้อยู่เย็นเป็นสุขไปอีกนานเท่านานเลย ก็ต้องยกตัวอย่างชาวอโศกเพราะเป็นได้จริง อาตมามั่นใจว่า ชาวอโศกจะไม่สูญสิ้นไป และจะเป็นต้นตอ เป็นผู้สืบสานศาสนาพุทธต่อไปอีก สองพันห้าร้อยกว่าปี แม้ตอนนี้อาจจะยังไม่มีต้นทุนต่อไปได้ อาตมาจึงยังไม่ยอมตายใช้หลักเดียวกับพระพุทธเจ้า ที่มารมาอาราธนาว่าท่านตายเสียเถอะ บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็ตายเสีย พระพุทธเจ้าก็ตรัสกับมารว่ายังไม่ยอมตาย ...หากภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้เป็นสาวกและสาวิกาของเราจักยังไม่เฉียบแหลม ยังไม่ได้รับคำแนะนำ ไม่แกล้วกล้า ไม่เป็นพหูสูต ไม่ทรงธรรม ยังปฏิบัติธรรมไม่สมควรแก่ธรรม ไม่ปฏิบัติชอบ ไม่ประพฤติตามธรรมที่เรียนกับอาจารย์ของตนแล้ว ยังบอกแสดงบัญญัติแต่งตั้ง เปิดเผย จำแนก กระทำให้ง่ายไม่ได้ ยังแสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ และข่มขี่ปรับปวาทะ(คือแสดงวาทะจนเขายอมรับได้)ที่บังเกิดขึ้นให้เรียบร้อยโดยสหธรรมไม่ได้เพียงใด เราจักยังไม่ปรินิพพานเพียงนั้น ฯลฯ (มหาปรินิพพานสูตร พตปฎ.เล่ม 10 ข้อ 102 ) อาตมาจึงไม่ห่วงชาวอโศก คือถ้าอโศกเพี ้ ยนผิด ไม่เป็นจริงแล้วก็เป็นไปไม่นานหรอก ที่อาตมาพูดไปนี่ก็เป็นบาปของอาตมา พวกคุณก็ได้เพียงชั่วคราว เหมือนกับสำนักอื่นที่หัวหน้าสำนักตายไปไม่นานก็เสื่อมสูญ เพราะไม่ได้เนื้อแท้จริง แต่ถ้ามีเนื้อแท้ก็อยู่ต่อไปอีกนาน สังคมต้องการคนอาริยะจริง ผู้เจริญจิริงที่จะเป็นผู้บริหาร ที่มีอำนาจแบบที่ 3 อำนาจที่ 3 นี้ไม่ได้เบ่งข่มใครไม่โลภ เอาของใคร เป็นคนมีวรรณะ 9 1. เลี้ยงง่าย (สุภระ) 2. บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) 3. มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) 4. ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) 5. ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) 6. เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) 7. มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) 8. ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ๙ 9. ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) เลี้ยงง่าย คือคนชั้นสูง ที่ไม่ใช่ชั้นวรรณะที่เบ่งข่มถือศักดิศรีเท่านั้นนะ เลี้ยงง่ายไม่ใช่มักง่าย แต่คือมีเหตุผล มีกรอบขอบเขต ไม่ใช่ว่ากินดะคือกินง่าย มาว่ากินเนื้อสัตว์นี่เลี้ยงยาก ก็ไม่เถียงหรอก คนกินเนื้อสัตว์นี่กว่าจะได้สัตว์มายากกว่าเอาพืชอีก ความเลี้ยงง่ายคือไม่เรื่องมาก เป็นคนติดดินสามัญไม่ถือศักดิ์ศรี ไม่เจ้ากี้เจ้าการเจ้ายศเจ้าอย่าง บำรุงง่าย คือทำให้เป็นคนเจริญง่าย เป็นคนมักน้อย อาตมาแปลว่า กล้าจน อัปปิจฉะ มักนี่คือชอบ คือชอบจะมีน้อยๆยินดีที่จะมีน้อยๆ ภาษาอีสานนี่ใช้ชัดว่ามัก หรือชอบ สังคมเรานี่แม้มีคนเจ็บคนป่วยก็พึ่งพากันได้ ถึงสาธารณโภคี ทำมาเกิน 30 ปีแล้ว แต่ถ้าคุณไม่อัปปิจฉะ ต้องการมากๆอยู่ก็บอกว่าไม่พอ แล้วมาหาว่าที่นี่ไม่มักน้อย เขาก็อยู่ได้ แต่คุณอยู่ไม่ได้เพราะคุณตะกละเกินขีดเขาเขาก็ไม่ให้แล้วคุณก็ว่าเขาไม่มักน้อย เป็นต้น มักน้อย เป็นตัวชี้บ่ง เป็นคนกล้าจน ไม่เอามาก แล้วอยู่ได้จริง ยกตัวอย่างเช่น แต่ก่อนเรากินจุบจิบ กินทุกอย่างที่ขวางหน้า ก็มาตั้งเกณฑ์ให้กินน้อยลง ให้กินเป็นมื้อเป็นคราว เช่นกิน ๓มื้อต่อวัน แล้วไม่จุบจิบเลย ลองดูนี่ได้มักน้อยลงแล้ว แล้วรับรองว่าไม่กินจุบจิบนี่ไม่ตายหรอก ไม่กินเล่นกินหัว กินเป็นมื้อเป็นคราวเรียกว่าวิกาลโภชนามีเวลาจำกัดในการกิน เรากินแค่ 3 มื้อน้อยลงมาได้ แล้วจะรู้ว่าเราอยู่ได้แล้วก็ดีด้วย เราไม่ได้เรียนแค่มื้อคราว แต่ต้องเรียนรู้ เรื่องหลอกลวงต่างๆเรื่องอัตตาด้วย เราลดลงมาได้ จาก 3 มื้อก็ว่ามากก็กินเหลือ 2 มื้อต่อวันมักน้อยลง แล้วสบายแล้วก็ลดลงเหลือ 1 มื้อต่อวัน อาตมาเคยฉัน สองวัน ครั้ง ก็ไปบิณฑบาตวันเว้นวัน แต่โยมก็ว่าจำไม่ได้ว่าท่านมาวันไหนมันเป็นวันคี่ ใน 7 วันนี่ ญาติโยมก็ว่า ท่านจะไปฉันสองวันครั้งนี่มันมากไป ก็เลยมาหยุดอย่างที่พระพุทธเจ้าบอกว่าวันละมื้อที่สลายแล้ว ทุกวันนี้จะให้วันละสองมื้อก็เมื่อยเลย หรือเดือนหนึ่งคุณใช้ ห้าหมื่น ก็หัดลดลงมาเหลือเดือนละสามหมื่น จนว่าสามหมื่นก็ยังมากก็ลดลงอีกเหลือหมื่นห้า ถ้ายังมากอีกก็ลดลงเหลือเดือนละห้าพัน จนสุดท้ายเราเข้ามาอยู่กับหมู่กลุ่ม ไม่ต้องมีเงินเลยอยู่กับสาธารณโภคีรับรองว่าอยู่ได้ มักน้อยลงมาเรื่อยๆ ใช้กินกับหมู่กลุ่มไป เงินก็คือกระดาษทดแทนค่าของสังคม เป็นตั๋วแลกสิ่งของ แต่การแปลว่า สันโดษคือพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ อย่างนี้ไปถามพวกเศรษฐีที่ได้รวยด้วยหลักโกงของทุนนิยมจนรวยมาก เขาก็ว่าเขาก็พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่สิ เราต้องให้น้อยลงถึงพอนี่สิคือใจพอ น้อยก็พอจนกระทั่งทำงานฟรี พ้นลาภแลกลาภได้ในที่สุดในมิจฉาอาชีวะ 5 เราไม่ทำงานแลกแม้สรรเสริญ เราทำฟรี ทำให้ทำเสียสละ เรียนรู้จริงๆ แล้วอยู่กับมรรคองค์ 8 เป็นอรหันต์ จึงเป็นผู้อยู่เหนือโลก ใครถนัดด้านไหนก็เลือกแต่สิ่งดีสัมมา ทำงานรับใช้โลก คนเช่นนี้ไปเป็นนักบริหารหรือฐานะไหนก็ดีต่อโลก ทุกวันนี้ชาวอโศกกลุ่มเล็กๆ แต่เราไปแสดงสมรรถนะ คนเป็นล้าน เราก็ทำตลาดอาริยะแถมขาดทุนให้สังคมเราก็ทำได้ เช่น ผลไม้ ผักหญ้า ขนมามากเกินไปตอนอยู่ราชดำเนิน เราก็ให้เด็กขนใส่รถไปแจก เขาก็งงๆว่าเอามาให้ทำไม เราก็ว่าเราเหลือกินก็เอามาแจก เราก็เห็นว่าเรามารบกวนพวกเขาด้วย เขาก็เข้าใจว่าเราไม่ได้มาทำด้วยเจตนารบกวน แต่ทำเพื

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน