591231_พุทธศาสนาตามภูมิ ส่งท้ายปีเก่า กลาง คือ มีก็ไม่มี ไม่มีก็ไม่มี.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์351 KB
วันที่แก้ไข23 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

591231_พุทธศาสนาตามภูมิ ส่งท้ายปีเก่า กลาง คือ มีก็ไม่มี ไม่มีก็ไม่มี โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์

สมณะเดินดินว่า…ตอนนี้สังคมไทยเราก็มีอยู่ 2 เค้าท์ เค้าท์ดาวน์กับเค้าท์เด๊ท ส่วนหนึ่งก็นับกันว่า ความตายจะเข้ามา สู่ชีวิตผู้คนอีกเท่าไหร่ วันแรก 40 กว่าคน วันที่ 2 ร้อยกว่าคน ก็คงจะฉลองความเมาและความตาย เพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ ดูเหมือนว่า เขาพยายามจะจัดการอย่างไร ก็ยั้งไม่อยู่ เกิดจากความเมาและความประมาท ส่วนอีก Countdown ก็คือที่สนามหลวง ปีนี้เป็นปีพิเศษ ดูเหมือนว่า การคาดการณ์ จำนวนคนจะเป็นไปได้ยาก ตอนแรกเห็นบอกว่า ให้เราพัก แต่ตอนนี้ คนไปเต็มสนามหลวงแล้ว ก็คงต้องขอกำลังพวกเรา ไปช่วยกันหน่อย เป็นความผูกพันกับในหลวง จึงเป็นปรากฏการณ์พิเศษ กำหนดงาน วันปีใหม่ 1 มกราคม 2560 ต้อนรับเข้าสู่ยุค ชาวศรีวิไล 07.00 - 08.00 น พ่อครูฯนำบิณฑบาต ย่านสันติอโศก 09.00 -11.00 น รายการวิถีอาริยธรรม โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ และสมณะเพาะพุทธ 13.00 -16 .00น พ่อครูฯโอภาปราศรัยกับลูก ๆ และสรุปงาน การจัดโรงบุญที่สนามหลวงปีเก่า เพื่อจะจัดงานต้อนรับปีใหม่ขึ้นอีก

พ่อครูว่า...มาตอบ sms ก่อน SMS วันที่ 30 ธันวาคม 2559 _ 0851614xxx ขอบคุณคนที่ดีกับเรา ทุกสิ่งดีๆที่เข้ามาในปีนี้ และขอโทษนะ ถ้าหากเราไม่ดีกับใคร ทั้งตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ สัญญาว่าจะเป็นคนที่ อดทนให้มากขึ้น / “กรรมจึงชื่อว่าเป็นไร่นา วิญญาณชื่อว่าเป็นพืช ตัณหาชื่อว่าเป็นยาง วิญญาณประดิษฐานแล้ว เพราะธาตุอย่างเลว ของสัตว์พวกที่มีอวิชชา"จาก พุทธสุภาษิต on Twitter ตอบ ก็ขยายความสรุปความเอาพุทธพจน์มาเติมแถมให้ก็เป็นคำที่ดีๆทั้งนั้น

สื่อธรรมะพ่อครู (อัตตา) ตอน ธรรมกายขยายถึงอัตตา _ 0893867xxx สมาธิเห็นลูกแก้วในพุงส่องสว่างทั่วท้องไส้ไม่ใช

อ่านต่อ

่กาย! ความคิดที่มโนว่ามีลูกแก้วในพุง! นั่นละกายที่เป็นจิตมโนวิญญาณ! ซ้ำเป็นกายที่หลงมโนมยอัตตา!สกก.ก็เคยนั่งสมาธิเห็นลูกแว็บๆลอยตรงหน้าแล้วจิตก็โยนิโสฯ รู้เห็นนะแล้วปล่อยวางไม่ยึดติด! / สมาธิที่ดีที่สุดกับชีวิตประจำวันน่าจะเป็นสมาธิที่จิตรู้อยู่กับทุกผัสสะเป็นปัจจัย แล้วมีสติอ่านทุกอารมณ์ที่ครองใจให้รู้ทันกิเลสทุกปัจจุบันขณะ! /จะส่งท้ายปีเก่าเข้าสู่ปีใหม่!ลูกไทยทั้งผองรักพ่อฯรักชาติฯต้องไม่ลืมรักตัวเอง! ง่วง จอดพัก! เมาไม่ขับ! ขับไม่โทร! โทรไม่ขี่! ขี่ไม่ซิ่ง! ทุกชีวิตปลอดภัยเพื่อครอบครัวผาสุขพร้อมหน้า! ส่งใจปรารถนาดี! ตอบ …ที่จริงเห็นลูกแก้วข้างใน เป็นนามกาย ไปสร้างมโนมยอัตตา มีลูกแก้ว ให้จิตหรือนามธรรมของเขาเห็น ถ้าศึกษาให้ดี จะรู้รูปนาม และความเป็นกาย ถ้าถูกต้องของธรรมะพระพุทธเจ้า ธรรมกายคือธรรมะ 2 มีรูปกับนาม ธรรมกายคือ ตาหูจมูกลิ้นกายภายนอก สัมผัสรับ ด้วย โดยมีจิตภายในรับรู้ จึงจะชื่อว่ากาย แต่โดยอนุโลมก็จะเรียกว่ามโนมยอัตตาเป็นกาย ตัวต้นของกายที่เราจะต้องเห็นคือ สักกายะ สักกายะ คือ คำรวมของ มโนมยอัตตา เป็น สังโยชน์ข้อที่ 1 สักกายะ คืออัตตา ที่เราจะต้องเรียนรู้ เพื่อละอัตตา พ้นความยึดติดในอัตตาให้ได้ ขยายสักกายะออกไปเป็น 3 อัตตา 1.สักกายะ ตัวต้นคือ โอฬาริกอัตตา 2.สักกายะ ตัวที่สองคือ มโนมยอัตตา 3. สักกายะ ตัวที่สามคือ อรูปอัตตา การนั่งสะกดจิต จิตไม่ตกผลึก แต่คือการสะกดจิตเข้าไป มี 2 อย่างคือนั่งสมาธิ เพื่อสะกดจิตให้แน่นแข็งเข้าไป แต่สมาธิของพระพุทธเจ้า ต้องมี… - เหตุปัจจัยให้สัมผัส - แล้วมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ จับอัตตาให้ได้ เห็นอัตตาให้ได้ -ดับเหตุที่ทำให้เกิดอัตตา -เมื่อละได้จิตก็หน่ายคลาย ทำให้เกิดผลไป จนจิตตกผลึกเป็นสัมมาสมาธิ

_0897146xxx นอกจากมนุษย์ ไม่มีสัตว์อะไรสามารถ หรือทำการอุดหูตัวเองได้ (ลิงมีมือแต่ไม่เคยเห็นมันใช้อุดหู) เวลาฟ้าผ่า น่าคิดว่า มนุษย์สามารถป้องกันตัวเอง จากความใจเสาะและสัตว์ไม่จำเป็น เพราะมันใจแข็ง

สื่อธรรมะพ่อครู(กรรม) ตอน พุทธเป็นศาสนา กรรม ไม่ใช่ศาสนา God _ 0845818xxx เบื้องบนไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไร้กุศลบุญคุณธรรม ในโลกไม่มีอริยบุคคล ที่ไร้ซึ่งกตัญญูจงรักภักดี อริยเมธาล้วนถือคุณธรรม การให้คุณแก่คนเป็นงาน คุณธรรมมั่นคง เวรตอบสนองย่อมสลาย หนี้กรรมไม่ชำระ จะชักนำมารมาทดสอบ " หากไร้ซึ่งคุณธรรมอันล้ำเลิศ ธรรมะสุดประเสริฐ์ไม่คงมั่น " อาตมาว่า ...คำว่าเบื้องบนนี้ เป็นเชิงเทวนิยม ที่จะมีอะไร ที่มีฤทธิ์เดช บันดาลอะไรให้เราได้ บางทีมีเหตุการณ์ที่บอกเหตุไม่ได้ ก็จะบอกว่า เป็นเพราะมีเหตุจากพลังพิเศษ แท้จริงก็คือ จากวิบากเรา แต่ถ้าบอกว่า มาจากพลังพิเศษอื่นใด ก็เป็นพวกเทวนิยม 100% อาจจะมีผลดีเกินคิด หรือร้ายเกินคิดก็ได้ นัยยะแบบเทวนิยมมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำให้เกิด อีกนัยคือ เกิดจากผลวิบากของเรา ที่ได้ทำแล้วส่งผลมาให้เป็น นัยยะ 2 อย่างนี้ จึงต่างกัน พวกเชื่อแบบเทวนิยม จึงพยายามที่จะอ้อนวอนร้องขอ ติดสินบน ขอให้ช่วย ขอให้มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บันดลบันดาล ศาสนาพระพุทธเจ้า ถึงสอนให้ พึ่งพาตนเอง สอนให้รู้จักกรรม กรรมเป็นของๆเรา เราเป็นทายาทของกรรมของเราเอง วิบากมันตามทันได้ จะเกิดความดีเกินคาด หรือชั่วเกินคิด ก็ไม่มีอะไรมาบันดาล แต่เกิดจากตนเอง ทำไว้เองทั้งสิ้น เราต้องรับมรดกกรรม ของตัวเอง บางทีมากันเยอะเลย บางทีก็ทยอยกันมา จะดีหรือชั่ว ก็เกิดจากเราทำ กัมมโยนิ เพราะกรรมนั้น มันจึงเกิดจึงเป็น ศาสนาพุทธ จึงเป็นศาสนา กรรม ไม่ใช่ศาสนา God ศาสนาพระเจ้าเชื่อว่า พระเจ้าสร้างทุกสิ่งทุกอย่างทั้งหมด แล้วถามหน่อยว่าพระเจ้าทำไมสร้างสิ่งไม่ดี เขาก็บอกว่ามารสร้าง แสดงว่า พระเจ้าสู้มารไม่ได้สิ บอกว่าพระเจ้าสร้างทุกสิ่งทุกอย่าง แต่ทำไมสร้างสิ่งไม่ดี แล้วพระเจ้าสร้างมารหรือเปล่า? พระเจ้าอยากให้มีแต่สิ่งดีใช่ไหม แต่สิ่งไม่ดีเกิดได้อย่างไร เขาก็บอกว่า มันเกิดขึ้นมาเอง เลี่ยงไม่ออก ถามว่าคนที่ถูกลอตเตอรี่คืออย่างไร? นัยแรกคือกุศลวิบาก อีกนัยคืออกุศลวิบาก สมมุติว่า กุศลวิบากตามทัน ก็เลยได้ เขาซื้อหวยก็ต้อง ได้อย่างใดอย่างหนึ่ง ได้นั่นมันเป็นกุศล ได้เร็วโดยไม่ต้องลงแรงเลย มันไม่ดี ไปได้เสียตรงนี้เลย ตามมาก็คืออกุศล ได้ติดใจย่ามใจ ดีไม่ดีโจรปล้น พอถูกหวยรางวัลที่ 1 ญาติเยอะ เพื่อนเยอะเลย วุ่นเลยนะ ถ้าไม่ถูกมันก็ไม่กระไร ถามหน่อย นั่งอยู่นี่ใครยังซื้อหวยอยู่ …รับเสียดีๆไม่ต้องอาย ถ้าเชื่อกรรมเชื่อวิบากแล้ว อย่าไปหาทางได้ โดยการเสี่ยงทายการพนัน มันไม่ได้คุ้มอะไรในสิ่งที่เราจะได้เป็นกรรม ที่เราไปได้ฟลุคๆลาภลอย มันไม่เข้าท่าอะไร อย่าไปทำ ต้องหาด้วยน้ำพักน้ำแรง เกิดจากผลสุจริตของเรา ไม่เกิดหนี้เกิดภัย ไม่เกิดวิบากไม่เข้าท่า

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิ_นั่งหลับตา)ตอน นั่งหลับตาไม่มีทางถึงศูนย์กลางกาย มาต่อจากเมื่อวาน ที่อาตมานำเรื่องธรรมกายมาพูด หลวงพ่อสด บอกว่า มีศูนย์กลางกาย อยู่เหนือสะดือ 2 นิ้ว ที่ศูนย์ที่ 7 แล้วจดจ่ออยู่ที่นี่ บริกรรม ว่าสัมมาอรหังๆ แบบที่ พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก ก็มาเจอสมาธิแบบนี้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน พรหมชาลสูตรว่า พวกทิฏฐิผิด มีอดีต และอนาคต การไปนั่งหลับตาสมาธิ ก็มีแต่สัญญา มีแต่ทิฏฐิ 62 ซึ่งเป็นความเชื่อ ที่เป็นมิจฉาทิฐิทั้งนั้น พวกนั่งหลับตาสมาธิ ไม่ได้อะไร ได้แต่สัญญาเก่า เป็นอดีต ดูฟุ้งซ่านไปในอนาคต ในการนั่งหลับตาก็ได้ นั่งหลับตาสะกดจิต แล้วเข้าใจว่าการทำนี้ เป็นการปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าอย่างยิ่ง เป็นภาวนามัย สมาธิก็สรุปลง ด้วยการสะกดจิต ศาสนาพุทธ ก็มาตกลงตรงนี้ พระสายธรรมกาย ก็อย่างนี้ คำว่า 2 ก็สำคัญ คำว่า 7 ก็สำคัญ เช่นคำว่า สัตตักขัตตุปรมโสดาบัน หรือโพชฌงค์7 เป็นต้น แต่เขาเข้าใจภาษาสื่อสัจธรรม ปนเปเลอะเทอะ คำว่า ศูนย์ กลาง กาย ก็ไม่เข้าใจถูกสัจธรรม ทั้งคำว่าศูนย์ คำว่า กลาง คำว่า กาย นี้เป็น นามธรรมทั้งสิ้น ไม่ใช่วัตถุธาตุเลย การไปขีดเส้นเป็นพิกัด ชี้ว่ามีตำแหน่ง เป็นตัวตนบุคคล เป็นวัตถุก็เพี้ยนไปจากความเป็นจริง

เขาบอกว่า ธรรมกายจะเกิดได้ ต้องเกิดจากผู้ฝึก ฝึกใจให้หยุดนิ่งถูกส่วน อยู่ตรงศูนย์กลางกาย ใจที่หยุดนิ่งสนิทได้นั้น จะมีสภาวะที่ว่างเปล่า เป็นสุญญตา ปราศจากความคิดปรุงแต่ง และปราศจากนิวรณ์ธรรมทั้งปวง อาตมาว่า ...การขยายความคำว่า ปราศจากความคิดปรุงแต่ง ก็มีส่วนถูกครึ่งหนึ่ง ไม่ปรุงแต่งแล้วอะไรที่ไม่นำมาคิดปรุงแต่ง...ก็ต้องเป็นกิเลส ไม่นำกิเลสเข้ามาร่วมคิดปรุงแต่ง ถ้ากำจัดกิเลสไม่ให้มีในจิต มันก็ไม่มาปรุงด้วย แต่จิตนั้นปรุงแต่งได้ อย่างอภิสังขาร ไม่ใช่สะกดจิต ให้จิตใจไม่คิดอะไรเลย นี่คือสายธรรมกายหรือสายมืดดับ ก็ผิดที่ไปหยุดจิต ไม่มีอะไรปรุงแต่งเลย วิธีการวิจัยวิจารณ์ ไม่มีการเปรียบเทียบอะไรเลย ไม่รู้ว่าอาการนี้กิเลส อาการนี้ไม่ใช่กิเลส ก็ไม่เกิดปัญญารู้ อย่างนี้ ปัญญาก็หลงผิดกันว่า เกิด(ปัญญา)ตอนที่ ทำให้จิต มันนิ่งสนิทหยุด ปัญญาจะเกิดขึ้นเอง ขัดแย้งกับคำสอนพระพุทธเจ้า อย่างสุดขั้ว เพราะว่าพระพุทธเจ้าบอกว่า ... -ทุกอย่างมาแต่เหตุ ศาสนาพุทธนั้น ทุกอย่างมาแต่เหตุ -ถ้ามีสิ่งนี้ มันจึงมีสิ่งนี้ เป็นอิทัปปัจจยตา เป็นประโยคที่พระอัสสชิ ได้บอกแก่ สารีบุตร ตอนที่เป็นฆราวาส เยธัมมา เหตุปัพพวา เตสังเหตุตถาคโต ทุกอย่างมาแต่เหตุ ดับเหตุทุกอย่างก็ดับ พระสารีบุตรซึ่งมีปัญญาที่ดี สายนั่งหลับตาสะกดจิต มิจฉาทิฏฐิ ไม่เป็นกระบวนการ ของศาสนาพุทธเลย กระบวนทัศน์ก็ไม่ตรง กระบวนการในการปฏิบัติ จึงไม่ตรงด้วย

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน หมู่ที่มีการตำหนิเพื่อประโยชน์หมู่กลุ่มนั้นเจริญ ใน พรหมชาลสูตร พระพุทธเจ้ากล่าวว่า ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้ทีเดียว พระพุทธเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่น จะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม ติพระสงฆ์ ในคำที่เขากล่าวตินั้น คำที่ไม่จริง เธอทั้งหลายควรแก้ให้เห็นโดยความไม่เป็นจริง ว่านั่นไม่จริง แม้เพราะเหตุนี้ นั่นไม่แท้ แม้เพราะเหตุนี้ แม้นั่นก็ไม่มี ในเราทั้งหลาย และคำนั้นจะหาไม่ได้ ในเราทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่น จะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ เธอทั้งหลาย ไม่ควรเบิกบานใจ ไม่ควรดีใจ ไม่ควรกระเหิมใจ ในคำชมนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่น จะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าเธอทั้งหลายจักเบิกบานใจ จักดีใจ จักกระเหิมใจ ในคำชมนั้น อันตรายจะพึงมีแก่เธอทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นเป็นแน่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่น จะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม หรือ ชมพระสงฆ์ ในคำชมนั้น คำที่จริง เธอทั้งหลาย ควรปฏิญาณ ให้เห็นโดยความเป็นจริงว่า นั่นจริง แม้เพราะเหตุนี้ นั่นแท้ แม้เพราะเหตุนี้ แม้คำนั้น ก็มีในเราทั้งหลาย และคำนั้นจะหาได้ในเราทั้งหลาย

การอยู่กับคนใดหมู่กลุ่มใด ถ้าหมู่กลุ่มนั้น มีการติเตียนกันเยอะ เป็นประโยชน์ต่อกัน และไม่ทะเลาะวิวาท กลุ่มนั้นเป็นกลุ่มที่เจริญ สังคมที่รับฟังคำตำหนิคำท้วง ความเห็นความแย้ง สังคมนั้นเป็นสังคมฉลาด สังคมเจริญ แต่ถ้าสังคมใดบอกว่า อย่าถกเถียงกัน ใครพูดอย่างไรก็เฉย สังคมนั้น ก็เจริญความโง่ ไปเรื่อยๆ อาตมาพูดตามหลักวิชาการนะ การจะตำหนิ ก็ต้องติด้วยเมตตา ไม่ใช่ตำหนิด้วย ความโกรธแค้น อาฆาตพยาบาท แต่ถ้าติเพราะอย่างนี้ น่าติ น่าปรามเขา ตำหนิด้วยเมตตา มันดี คนที่ถูกท้วง จะได้หยุดทำไม่ดี สังคมที่มีการติมากจะดี ไม่เหมือนสังคมที่ไม่มีการติ ก็แสดงว่า ไม่รู้จะติอะไรหรือติกันไม่ได้ จะทะเลาะกันก็เลย ไม่ติ ไม่ได้เรียนรู้ว่า อะไรผิดหรือถูก มันเสียประโยชน์ไปหมด

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน มีกับไม่มี ใน ศูนย์ กลาง กาย ที่หลวงพ่อสด พูดถึง ศูนย์ กลาง กาย สิ่งที่ถูกรู้นั้น คำว่า กาย เป็นนามธรรม ถ้าไปสำนักไหน เราบอกว่า กายคือนามธรรม กายคือจิต คือมโน คือวิญญาณเขา ก็จะรับกันไม่ได้ หาว่าเรานอกรีตอีก เราก็งัดพระไตรฯ ไปว่าเลย ล.16 ข.230 พวกท่านแปลไว้เองด้วย ในพจนานุกรมไทย กายแปลว่าร่าง แปลว่าดินน้ำไฟลม เลย แต่ในบาลีบอกว่า กาย คือ หมวดหมู่ กอง องค์รวมของเจตสิก แต่พอมาสนธิกับคำอื่น เป็นคำอื่น เช่น กายกัมมัญญตา ก็แปลว่า ความคล่องแคล่วของ กองเจตสิก 3 คือเวทนา สัญญา สังขาร หรือกายปาคุญญตา คือความคล่องแคล่ว ของหมวดของเวทนา สัญญา สังขาร ในสำนักทางศาสนาทั้งนั้น จะแปล กายว่าคือรูปธรรม ภายนอกทั้งนั้น ไม่เข้าไปหาภายใน เกิดความผิดเพี้ยน เมื่อเข้าใจคำว่ากายไม่ได้ การปฏิบัติธรรม ก็คือมิจฉาทิฐิ ตั้งแต่ต้น ขนาดความหยาบ ก็ยังเข้าใจไม่ได้ จะไปเรียนลึกซึ้ง ละเอียดได้อย่างไร เมื่อเข้าใจกายไม่ได้ คำว่าธรรมกาย ถึงวิปริตไปเลย

ในสำนักธรรมกาย ที่เข้าใจ กาย วิปริตคือ เขาจะสอนว่า 1.ตายไปแล้ว จะมีสวรรค์วิมาน เป็นธรรมกาย ได้อันนี้เป็นการสร้างบารมี 2.ต้องปฏิบัติธรรมกาย ให้เกิดในจิตใจเรา ให้ได้ตอนนี้ โดยปฏิบัติที่ศูนย์กลางกาย สะกดให้เกิดธรรมะ 0 ได้ ต้องนิ่ง หยุด แล้วเขาก็ไม่เข้าใจคำว่า กลาง คำว่า กลางนี้ยิ่งใหญ่มาก มาจากคำว่า มัชฌิมะ หรือมัชเช คำว่า กลางนี้หมายถึง กลางของมี และไม่มี แปลว่า ระหว่างกลาง ของความมีและไม่มี* พระพุทธเจ้าตรัสใน พระไตรปิฎก ล.16 ข.43 ว่า ... การศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้า จะใช้คำว่า มีและไม่มี เป็นสำคัญ ในโลกสมุทัย ก็จะเป็น โลกที่มี ยัง มีสมุทัย ในโลกนิโรธก็จะ ไม่มี นิโรธคือไม่มี คือดับ ในโลกสมุทัยก็ จะมี คำว่ามี กับไม่มี ท่านใช้ศัพท์ 2 อัน มี ใช้คำว่า อัตถิ กับโหติ ไม่มี ท่านใช้คำว่า นัตถิ กับ นโหติ อธิบายสภาวธรรม หากไม่เข้าใจจะงงว่า ผู้ปฏิบัติโดยที่ยังมี สมุทัย ผู้นั้นต้องล้างสมุทัยให้หมด

พระไตรปิฎก ล. 16 ข. (43) [43] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า .. ดูกร กัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความมี 1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคลเห็น ความเกิดแห่งโลก (โลกสมุทัย) ด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงแล้ว ความ ไม่มี ในโลก ย่อมไม่มี (โลเก นตฺถิตา สา น โหติฯ)

เมื่อบุคคลเห็น ความดับ แห่งโลก (โลกนิโรธ) ด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงแล้ว ความ มี ในโลก ย่อม ไม่มี (โลเก อตฺถิตา สา น โหติฯ) สรุปแล้ว ความเป็นกลางคืออะไร? คือ “มี”ก็ ไม่มี “ไม่มี” ก็ ไม่มี*

ที่เอาเรื่องนี้มาพูดเพราะว่า สำนักธรรมกาย ก่อความร้ายแรง เลวร้ายที่สุด เขากล้าทำได้อย่างไร อย่างไม่เกรงกลัว ต่อกฎหมาย ศาลจะออก ใบสั่งมาอย่างไรก็ไม่ทำตาม เจ้าหน้าที่ ก็ยังอึ้งกิมกี่อยู่เลย ไปไม่เป็นเลย หรือไม่มีน้ำยาก็ได้ ขออภัย ไม่ได้ดูถูกดูแคลน แต่เขามีฤทธิ์อะไรมากมาย แล้วประเทศไทย ก็ตกเป็นของเขา เพราะเขาใหญ่กว่ากฏหมายแล้ว แม้มี ม.157 ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฏหมายก็ผิด แล้วจะผิดไหม ก็รู้ว่าคนผิดก็ไม่จับ หรือจับไม่ได้ ก็บกพร่องต่อหน้าที่ เขาเก่งฉิบหายเลย เขาเก่งในเรื่องฉิบหาย ทำความเสื่อมเสีย

สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน ทำทานให้ปลื้มใจคือมิจฉาทิฏฐิ มาอ่านหนังสืออยู่ในบุญ เดือนธ.ค.ต่อ หน้า16 ปลื้มกฐินธรรมชัย ทั้งกฐินทั่วไทยและต่างประเทศ อาตมาว่า.. .คำว่า ปลื้ม ภาษาบาลีเรียกว่า อัตตมนตา อัตตะคือตัวตน มนะ ก็คือใจ ประทับลงไปในใจ เป็นอัตตา เป็นขั้นที่ 6 ของภพชาติ ล.23 ข.49 ทานสูตร เทวดา 6 อย่าง พรหม 1 อย่าง อันที่ 1 จาตุมหาราชิกา คือ ทำทานแล้ว มี... 1.สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทาน เทติ จิตเกิดความหวัง ทำทานแล้วมีความหวัง 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทาน เทติ 3.สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทาน เทติ 4.อิมํ เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ (ให้ข้ามภพชาติ) ทาน เทติ

อันที่ 2 ดาวดึงส์ คือ ทำทาน เพราะว่า เห็นว่าเป็นความดี อันที่ 3 ยามา คือ ทำทาน เพราะเพื่อเป็นประเพณี อันที่ 4 ดุสิต คือทำทาน เพราะเห็นว่า สมณะหุงหาอาหารเองไม่ได้ อันที่ 5 นิมมานรดี คือทำทาน เพราะทำตามฤาษีใหญ่ๆ อันที่ 6 ปรนิมมิตวสวัตตี ทำทาน เพราะว่า อยากได้ปลื้มใจ อันที่ 7 สหายแห่งพรหม คือทำทานอย่างมี จิตฺตาลงฺการ จิตฺตปริกฺขารํ (ต้องทำปุญญาภิสังขาร ทำทานเพื่อลดกิเลส)

ทำทานแล้วจิตมีความหวัง คือข้อแรกที่มิจฉาทิฏฐิทำทานเลย เป็น อโยนิโสมนสิการ เป็นการทำจิตไม่ถ่องแท้แยบคาย ก็จะเกิดภพชาติ นี่ขั้นนี้เสียแล้ว ถ้าหลงผิด ก็จะทำทาน อย่างต้องมีความหวัง (สาเปกฺโข) เมื่อมีอาการจิต มากกว่านั้น ก็เป็นอาการจิตที่ผูกพัน (ปฏิพทฺธจิตฺโต) วัดไหนที่สอนเช่นนี้ก็คือ นัตถิ ทินนัง ถ้าไม่เข้าใจ ก็จะสั่งสมอวิชชา สั่งสมกิเลสหนาๆๆ ขึ้นตลอดเวลา ในวงการธรรมะ สำนักใดๆ ที่อวิชชา ก็พากันเสริมกิเลส ตลอดเวลาเลย แล้วหลงผิด นึกว่าเป็นกุศล เป็นบุญ ชำระกิเลส แต่กลับเป็นการเพิ่มกิเลสๆ ไม่ใช่บุญเลย เป็นบาปเป็นอันมาก นี่คือความไม่ถ่องแท้ ในการศึกษาธรรมะ อันที่ 3 เป็น สนฺนิธิเปกฺโข (สั่งสม) อันที่ 4 อิมํ เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ (ให้ข้ามภพชาติ) ทาน เทติ คือ ตายไปแล้ว เราจะได้เสวย ภพชาติต่อไป ธรรมกายสอนมิจฉาทิฏฐิเช่นนี้ แม้แต่สำนักต่างๆ ส่วนมากก็จะสอนอย่างนี้ เป็นถึงสมเด็จ เป็นถึงสังฆราช ก็สอนกันเช่นนี้ สอนทำทาน ให้เกิดภพชาติ เพราะฉะนั้น จึงเข้าใจอภิสังขารไม่ได้ 1. ปุญญาภิสังขาร 2. อปุญญาภิสังขาร 3. อเนญชาภิสังขาร อภิสังขาร 3 นี้ คือการปรับปรุงจิตของตน ทำให้กิเลสลด คือปุญญาภิสังขาร ทำได้ก็เป็นส่วนแห่งบุญ ปุญญภาคิยา แต่ส่วนแห่งบุญนี้ ไม่ใช่ส่วนที่ได้มา แต่เป็นการเสีย เสียกิเลสไปเป็นส่วนๆ ทำบุญได้ 20 ก็คือเสียกิเลสไป 20 ทำบุญได้ 40 ก็เสียกิเลสไป 40 แต่ทุกวันนี้ ไปแบ่งส่วนบุญกันได้อีก มันก็ไม่ได้ ตลกไม่ออกเลย พระอรหันต์ คือคนหมดบุญ ไม่ต้องชำระกิเลสแล้ว อปุญญาภิสังขาร เป็นผู้สิ้นบุญสิ้นบาป ( ปุญญปาปปริกขีโณ ) พระพุทธเจ้าตรัสว่า ท่านเอง เป็นผู้สิ้นบุญสิ้นบาป พระโมฆราชก็บอกว่า ท่านเป็นผู้สิ้นบุญสิ้นบาป อรหันต์ทุกพระองค์ เป็นคน สิ้นบุญสิ้นบาป เขาก็อาจเคยฟัง แต่ไม่สะดุด เข้าใจไม่ได้ สงบของพระพุทธเจ้า เป็นธรรมะที่ลึกซึ้ง สงบ (สันตา) ไม่ใช่สงบไม่ทำอะไร แต่คือสงบอย่างตัวกวน คือกิเลสไม่มี แต่ทุกคนสร้างสรรค์ ขยันหมั่นเพียร มีความเจริญดีทุกอย่าง นี่คือความสงบ ไม่ใช่สงบอย่างหยุดนิ่ง ลมไม่พัด ใบไม้ไม่ไหว อะไรๆก็ตายหมดเลย

อาตมานึกถึงหนังเรื่องหนึ่ง โรเบิร์ต เทย์เลอร์ แสดงเป็นพระเอก เรื่องมัจจุราชจำแลง พระเอกเป็นนักบิน ขับเครื่องบินมาเครื่องมันเสีย พระเอกเป็นคนอังกฤษนางเอกเป็นคนอเมริกา ก็พูดไปทางวิทยุ ก่อนเครื่องบินจะตก ก็พูดจีบกัน ก็เลยเห็นใจกัน สุดท้ายเครื่องบินตกจริง พอตกแล้ว ร่างพระเอกก็ถูกลอยซัดหาฝั่ง แล้วก็ฟื้นขึ้นมา แล้วมันตายหรือไม่ตาย? ต่อมาพญายม มา ทวงชีวิต มัจจุราชลงมาในโลกมนุษย์ บรรยากาศทุกอย่างในโลก หยุดนิ่งหมดเลย คนกำลังตีปิงปอง เมื่อพระยายมเดินผ่าน ก็นิ่งแข็งหมดเลย เรื่องมันยาวต่อมา มีอยู่ตอนหนึ่ง นางเอกเขาก็ไปเฝ้าพระเอก ตอนที่หมอกำลังจะช่วยชีวิต พอน้ำตานางเอกไหล น้ำตาก็แข็งอยู่ที่แก้ม เขาก็ทำเรื่องได้ซาบซึ้ง มัจจุราชก็สงสารนางเอก เห็นเม็ดน้ำตา มัจจุราชจะเอากลีบกุหลาบ มาช้อนน้ำตา เมื่อมัจจุราชเดินไป ทุกอย่างหยุดนิ่งหมด มีแต่พระเอกที่กึ่งเป็นกึ่งตาย ไม่ยอมตาย เพราะรักนางเอก ก็เลยเกิดการว่าความ ระหว่างสวรรค์กับโลก ต้องจ้างทนาย มาว่าความ แล้วทนายจะต้องตาย ให้วิญญาณ ไปว่าความอยู่บนสวรรค์ ตอนจบ เขาเป็นอย่างนี้ ชนะ แต่ทนายตายแล้วฟื้นไม่ได้ แต่ทนาย ดันเอาหนังสือกฎหมายไปด้วย พอว่าความเสร็จ ก็เลยต้องส่งหนังสือกฎหมาย มาให้แก่โลก เขาก็ได้ทำบันไดสวรรค์ ให้หนังสือค่อยๆตกจากบันได หนังเรื่องนี้ เจ็ดสิบกว่าปีผ่านมาแล้ว

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอนไร้นิวรณ์แบบฤาษีกับแบบพุทธนั้นต่างกัน มาสู่ความนิ่ง หาพาซื่อว่า ยังต้องนิ่งหยุด ใจให้หยุดนิ่ง เหมือนหลวงพ่อสดว่า ใจที่หยุดนิ่งสนิทได้นั้น จะมีสภาวะที่ว่างเปล่า เป็นสุญญตา ปราศจากความคิดปรุงแต่ง และปราศจากนิวรณ์ธรรมทั้งปวง ปราศจากนิวรณ์ธรรมนั้นถูก แต่ปราศจากการปรุงแต่งนั้นผิด ต้องปรุงอย่างอภิสังขาร ชำระกิเลสหมด ก็เป็นอเนญชาภิสังขารเจริญด้วย ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ผู้ที่ไม่เข้าใจรูปนาม อย่างที่หลวงพ่อสดหรือธรรมกาย มีแต่ปฏิบัติที่รูป ทำทุกอย่างให้เป็นรูป คำว่า กายก็เป็นรูป ไม่เข้าใจว่า กายเป็นรูปกับนาม ธรรมะ 2 พอทำจากนามเป็นรูป รูปคือสิ่งที่เป็นหนึ่ง นามคือสิ่งที่เป็นสอง นามจะมีสิ่งที่เป็นสองเสมอ นามจะเป็นกายเสมอ หากนามไม่เป็นกาย ไม่มีอะไรมากระทบ ไม่มีการเคลื่อนไหว นิ่งเฉยนั้นไม่ใช่นาม นิ่งเฉยๆเป็นรูป หากธาตุรู้ ไม่ทำหน้าที่รู้ แต่ทำหน้าที่หยุดนิ่ง ไม่กระทบสัมผัส ก็ไม่เกิดอาการ เฉพาะธาตุรู้ นี่ไม่มีอาการ ไม่มีความเคลื่อนไหวให้มีการทำงาน นามธรรมนั้น มันเป็นธาตุที่ ใช้ภาษาที่ลึกว่า สังคตธาตุ คือธาตุที่มีการปรุงแต่งอยู่ อสังคตธาตุ คือธาตุที่ไม่มีการปรุงแต่งอยู่ เป็นธาตุบริสุทธิ์ ต้องกำจัด สิ่งที่เป็นอกุศลที่มาปรุงแต่ง โดยกำจัดตัวหยาบ แต่เบื้องต้น ที่เลวมาก เสียหายมาก เอาออกไปก่อน จัดการ โอฬาริกอัตตา ก่อน มันเห็นง่ายรู้ง่ายทำความเสียหายมาก ให้จัดการก่อน เมื่อกำจัดแล้วมันหมด อาการไม่มีกิเลสในจิต มันเป็นอย่างนี้ ได้โครงสร้างการกำจัดกิเลส ก็เอาโครงสร้างมาทำกับกิเลสตัวต่อมา เป็นเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลายเป็นลำดับ คนที่ไม่มีลำดับ ไปนั่งสะกดจิตเอา มีแต่ภายใน ไม่มีภายนอก ไม่มีลำดับ เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย มันไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่อนุสาสนีของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ทฤษฎีของพระพุทธเจ้า ตั้งแต่เริ่มสอนศาสนา อาตมาก็บอกว่า การนั่งหลับตาไม่ใช่ทฤษฎี คำสอนของพระพุทธเจ้า มาถึงวันนี้ เลยพฤศจิกายน มาเดือนกว่าๆ เลย 7 พฤศจิกายน มาไม่ถึงเดือน สี่สิบหกปีกับหนึ่งเดือน พูดว่า นั่งสมาธิไม่ใช่ของศาสนาพุทธ เขาก็ไม่กระดิกกันเลย ทางด้านศาสนาส่วนใหญ่ เขาก็ฟังผ่านหู อาตมาไม่มีเครดิตเสียเลย ไม่น่านับถือ ยืนยันว่าอาตมาเป็นโพธิสัตว์ เอาของเดิมมาสอน หลายอย่าง เกือบจะหมด มันไม่เหมือนกับเขา แต่ก็ยังมีกุศลดีมาก ที่มีพระไตรปิฎก เป็นตัวยืนยันอ้างอิง อาตมาก็เลยพอมีน้ำหนัก หากไม่มีพระไตรปิฎก อาตมาตายอย่างเขียดเหยียดขาตาย ไม่ตายอย่างเขียด แต่อาจจะตายอย่างเขียบ ถูกเหยียบตาย

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน มหาจัตตารีสกสูตร(สัมมาทิฏฐิ) สมาธิของพระพุทธเจ้านั้น ล.14 ข.252-281 มหาจัตตารีสกสูตร 7. มหาจัตตารีสกสูตร (117) [252] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ที่พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาค ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสแล้ว ฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงสัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ แก่เธอทั้งหลาย พวกเธอจงฟังสัมมาสมาธินั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับพระผู้มีพระภาคว่า ชอบแล้ว พระพุทธเจ้าข้า ฯ [253] พระผู้มีพระภาค จึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งประกอบแล้วด้วยองค์ 7 เหล่านี้แล เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ อาตมา ว่า เหตุอันเกิดสัมมาสมาธิ ไม่ได้อยู่ที่บอกว่า ไปนั่งกายตรง ดำรงสติคงมั่น แล้วกำหนดรู้ลมหายใจเข้าออก หรือไปเพ่งดูลูกแก้ว ไปเพ่งกสิณอื่นๆ ไม่ใช่ อันนั้นง่ายเกินไป เป็นของที่เขามีทั่วไป เป็นสมาธิสาธารณะ ไม่ใช่สมาธิเฉพาะของพระพุทธเจ้า หรือให้ชัดก็คือ ไม่ใช่สมาธิของศาสนาพุทธ เป็นสมาธิของเดียรถีย์ เป็นสมาธินอกศาสนาพุทธ วันนี้ศีลก็ไม่มี ในศาสนาพุทธที่เขาเป็นกันอยู่ ปฏิบัติแต่วินัย 227 สมาธิก็เป็นสมาธิแบบเดียรถีย์ เป็นสมาธินอกรีต ไม่ต้องพูดถึงปัญญาหรือ วิมุตติ เพราะว่าเหตุเบื้องต้นมันไม่ถูกแล้ว ที่มามันไม่ใช่แล้ว คือทางที่จะเดิน ทางนี้ไปนิพพาน ทางนี้ไปโลกียะ แล้วคุณเริ่มต้นเดินทางไปโลกียแล้ว จะไปนิพพานได้อย่างไร

[254] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง 7 นั้น สัมมาทิฐิ ย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิ ย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาทิฐิว่ามิจฉาทิฐิ รู้จักสัมมาทิฐิว่าสัมมาทิฐิ ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ [255] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาทิฐิเป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่า … ทานที่ให้แล้ว ไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มีผล สังเวยที่บวงสรวง

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน