591230_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก เจาะลึกศูนย์กลางกาย ๒.docx
เนื้อหาในไฟล์
591230_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก เจาะลึกศูนย์กลางกาย 2 โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันศุกร์ที่ 30 ธันวาคม 2559 ก็ใกล้จะสิ้นปี แต่บางคนที่จะไปเที่ยว บางคนก็ใกล้สิ้นชีวิต พอเมามาย อุบัติเหตุก็ยิ่งเพิ่มขึ้น เขาก็พยายามแก้ปัญหาเหมือนกัน แทนที่จะไปกินเหล้าเมายากัน ก็เอามาสวดมนต์ข้ามปี ก็ยังดีกว่าไปกินเหล้าข้ามปี ปีหน้าในวันที่ 1 มกราคม พ่อครูก็จะออกบิณฑบาต และพูดคุยโอภาปราศรัยกับพวกเรา
สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน ผู้ปฏิบัติธรรมถูกยั่วโมโหจะทำอย่างไร เมื่อพูดถึงเรื่องสวดมนต์ มีพระสูตรสูตรหนึ่งบอกว่า การที่ได้ชื่อว่า เป็นคนว่าง่าย ก็ด้วยการนอบน้อม สักการะต่อพระธรรม เริ่มจากมีสาวใช้คนหนึ่ง ชื่อว่านางกาลี และมีแม่เรือนชื่อเวเทหิกา ผู้ได้ชื่อว่าอ่อนน้อมถ่อมตนอ่อนโยน เป็นคนเรียบร้อย จัดการบ้านการเรือนดี แต่ต่อมานางกาลี ก็จะลองของ ทดสอบนางเวเทหิกา โดยการลองนอนตื่นสาย นางเวเทหิกาก็ถามว่า ทำไมนอนตื่นสาย นางกาลีก็บอกว่าไม่มีอะไร จะนอนตื่นสายเอง นางเวเทหิกาก็เริ่มโกรธ พูดจาไม่ดี พอวันที่ 2 ก็ตื่นสายอีก วันนี้ก็พูดว่าอีคนชั่ว ชาติชั่วเลย โกรธจัด คว้าลิ่มประตูปาศีรษะ จนนางกาลีเลือดอาบหัวเลย นางกาลีคนใช้ก็เลยรู้เลยว่า นางเวเทหิกา ไม่ได้เป็นคนเรียบร้อยจริง สรุปว่า การจะเป็นคนเรียบร้อย ต้องดูที่ว่า มีคนมาขัดใจหรือไม่ นักปฏิบัติธรรม ถ้าถูกคนยั่วโมโหเกิดเวท นาแล้ว จะต้องแก้ที่ไหน จะแก้ที่นางกาลี หรือมาจัดการเวทนาตัวเองก่อน แทนที่จะทำ เนกขัมสิตเวทนา ของตนเองให้ได้ แต่กลับไปจัดการกับนางกาลีก่อน สุดท้าย พระพุทธเจ้าก็โยงหาภิกษุบางรูปว่า ดูเหมือนเป็นคนเรียบร้อย แต่ก็เพราะ ยังไม่มีใครมาขัดใจ แต่ก่อนนสพ.ลงข่าวว่า ยันตระเป็นคนไปเบามาเบา แต่มีคนมาเล่าว่า โดนคนใกล้ชิด
อ่านต่อ
ขัดใจ ก็เตะเอาเลย หรือภิกษุเมื่อปัจจัย 4 ครบพร้อม ก็ยังดูว่าง่าย แต่ถ้าปัจจัย 4 ขาดแคลน ก็ดูเป็นคนว่ายากขึ้นมาเลย ภิกษุรูปใดมาสักการะ เคารพนอบน้อมพระธรรมอยู่ จึงจะเรียกว่าภิกษุที่ว่าง่าย การเป็นผู้ว่าง่ายคือ คนที่มานอบน้อมสักการะพระธรรมอยู่ โดยนอบน้อมเอาธรรมะมาอบรมจิตใจเรา นี้จึงได้ชื่อว่า ผู้นอบน้อมสักการะเคารพพระธรรม เป็นคนว่าง่ายอย่างนี้ พ่อครูว่า...ก่อนจะได้พูดคุย ก็ขออ่านกวี กลอนปีใหม่ ของอโศกสัมปวังโก
พรปีใหม่ 2560
พรปีใหม่ ให้ชาวพุทธ หลุดโมหันธ์ จงรู้ทัน สันดาน มารศาสนา กระจ่างชัด ในสัทธรรม องค์สัมมาฯ พ้นมิจฉา บ่วงอาธรรม์ อันธการ ยุคชาวพุทธ สุดอนาถ ปราศมรรคผล เทวนิยม ผสมปน จนวิตถาร ยุคอนุศาสน์ ราดเนื้อหา อนาจาร ยุคอันธพาล มารครองเมือง เปรื่องอวิชชา
ยุคเปรียญ เพื้ยนบาลี หนีอาบัติ นิตยภัตต์ ขัดวินัย ไม่ศึกษา ยุคอลัชชี มีวาทะ เชิงลปนา ยุคมิจฉา วณิชชา ค้าขายบุญ ยุคอมนุษย์ สุดชั่วช้า ปาราสิต ธุรกิจ พานิชกรรม คอยค้ำหนุน บ้างยินยอม น้อมนบ ประจบสกุล บ้างคบคุ้น นายทุนชั่ว เจ้าสัวมาร
ยุคนักบวช อวดพัดยศ รถคันหรู ยุคเชิดชู หมู่คณะ พระมหาศาล ยุคสมี เหล่าผีบุญ ทุนสามานย์ สร้างศาลา มหาวิหาร ทรงจานบิน ยุคกาฝาก กากสังคม นุ่งห่มเหลือง นักการเมือง อยู่เบื้องหลัง ล้วนกังฉิน จึงเฉไฉ ใช้มุสา เป็นอาจิณ บ้างหากิน กับสินบน จนชินชา
ยุคเดียรถีย์ ชี้อาธรรม ใช้คำหวาน ยุคเฉโก ใช้โวหาร ผลาญศาสนา ยุคนักเทศน์ ใช้เลศเล่ห์ อเนสนา ทานกถา พาหมดตัว ทั่วทุกคน ยุคพระสงฆ์ หลงคุณไสย์ ใช้อาถรรพ์ สิญจนยัญ จึงพันพัว ทั่วแห่งหน ประชาราษฎร์ ผู้ขลาดเขลา เหล่าพาลชน ต่างหวังผลการบนบาน บันดาลพร
ยุคปรัชญา บ้าเหตุผล จนวิปริต ยุคบัณฑิต ผลิตตำรา ค้าคำสอน ยุคปริยัติ วัดชนชั้น ฐานันดร ยุคปฎิบัติ ลัดขั้นตอน ก่อนเวลา ยุคตรรกะ อนุมาน อ่านจิตว่าง จึงตั้งจิต คิดปล่อยวาง อย่างมิจฉา จึงอัตคัด โลกัตถ- จริยา “นิรัตตา” พามืดมน จนงมงาย
บ้างเข้าป่า หาวิเวก เฉกฤาษี อสัญญี หนีผู้คน จนสูญหาย ดับธาตุรู้ คู้บัลลังก์ ดั่งชีพวาย เพียรนั่งทน ผลที่หมาย เพื่อได้ฌาน ยุคอาธรรม นำศรัทธา พาพินาศ พุทธศาสน์ มิอาจเหลือ เนื้อแก่นสาร หากยอมแพ้ แก่มิจฉา อนาจาร ความวิปริต วิตถาร จักบานปลาย
อโศกสัมปวังโก
พ่อครูว่า….มาทักทาย sms SMS วันที่ 29 ธันวาคม 2559 _0851614xxx คนเรามองเรื่องเดียวกันไม่ตรงกันได้ อาจเพราะเราอยู่กันคนละฐานะ ไม่มีใครผิดถูกกว่ากัน คนหนึ่งชี้เจตนาดีเริ่มแรก อีกคนชี้สิ่งเลวร้ายที่เกิดจริง ตอบ...ชี้ต่างกันแน่ แต่สองคนนั้น ไปยึดมั่นถือมั่นสิ่งเลวว่าดี หรือว่ายึดดีว่าเลว หรือยึดดีเกินไป ยึดเลวเกินไปก็ ต่างกันแน่ _0893867xxx โพลความดีที่ปชช.ขอทำดีตามรอยพ่อฯ ยึดถือเป็นแบบอย่างดำเนินชีวิต 99.78 %สูงสุดเป็นอันดับแรก คือประหยัดใช้ชีวิตพอเพียง! / ปชช.คนพอเพียงใน 99.78 % จึงต้องมีธรรมสำหรับสร้างที่พึ่งแก่ตนเอง! ประพฤติดีมีวินัย! ศึกษารับฟังมาก! รู้จักคบคนดี! เป็นคนที่พูดกันง่าย! ขวนขวายกิจของหมู่คณะและ....เป็นผู้ใคร่ธรรม! มีความเพียร! มีสันโดษรู้พอ! มีสติคงมั่น! มีปัญญาเหนืออารมณ์! ธรรมสมเด็จพระป.อ.ปยุตโตฯ เป็นธรรม1 ที่ทำให้ปชช.พึ่งตนบนความพอเพียงได้/ คงมีแต่ปราชญ์แท้ ที่เข้าใจพุทธพจน์ในพระตปฎ.ที่25ข้อ16 ว่าพ่อครูเป็นผู้ชี้โทษคือผู้ชี้ขุมทรัพย์ให้! / คนเราควรมองหาผู้มีปัญญาใดๆ ที่คอยชี้โทษ คอยกล่าวคำขนาบอยู่เสมอไป ว่าคนนั้นแหละ คือผู้ชี้ขุมทรัพย์! ควรคบบัณฑิตที่เป็นเช่นนั้น เมื่อคบหากับบัณฑิตชนิดนั้นอยู่ ย่อมมีแต่ดีท่าเดียว ไม่มีเลวเลย! พ่อครูว่า ...คำว่า ขวนขวาย ให้อ่าน ขน-ขวายเลย เพราะถ้าอ่าน ขวัน-ขวาย จะไปซ้ำกับคำว่า ขวัญ อาตมาเป็นครูสอนภาษาไทย ก็อดไม่ได้ที่จะสอน ธรรมะของท่านก็ยอดเยี่ยม เพราะว่าท่านเป็นนักการศึกษา นักวิชาการ อาตมาเอง ก็ได้อาศัยความรู้ของท่าน ยุคนี้ท่านประยุทธ์ กับพล.อ.ประยุทธ์ ก็จะได้รับหน้าที่ ให้มาดูแลบ้านเมือง และศาสนา
_0890529xxx 1,อนุตตร แปลว่า=ไม่มีสิ่งใดสูงกว่า,ดีเลิศ,ยิ่ง,วิเศษ เช่น อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ 2,อนุตตรภูมิ คือภูมิอันสูงสุด 3,เอกธรรมมรรค 4,ธรรมญาณ ผู้น้อยกราบขอความเมตตา พ่อครู โปรดเมตตาขยายความ เพื่อได้ศึกษาให้เข้าใจ ตอบ...เอกธรรมมรรค ที่ปฏิบัติธรรมเพื่อให้เกิดความเป็นเอก โดยที่เป็นอิตถีภาวะ ก็ทำให้เป็นปุริสภาวะ เป็นหนึ่งเสมอ เป็นเอกธรรม ธรรมญาณ ญาณความรู้ ปัญญาอันยิ่ง
อาตมาก็จะเอาคำว่า ธรรมกาย เป็นตัวตั้งที่จะอธิบาย ขยายแล้วมีตัวรองรับ มีสถานะความเป็นจริง มีทั้งบุคคล มีเหตุการณ์ มีองค์ประกอบ มีทั้งวัตถุ และเป็นตัวอย่างแห่งความผิด โดยไปเอาความถูกพื้นๆ มาหลอกมนุษย์ พรางมนุษย์ แต่ลึกเข้าไป ความถูกผิวๆนั้นเป็นความผิด เอาความถูกผิวๆมาใช้ แต่ลึกในความถูกต้องจริงนั้นผิดไปหมด ผิดไกล ลึกไปเรื่อยๆ เป็นนัยยะสำคัญมาก ที่คนรู้ไม่ทัน เหมือนกับ การเอาน้ำตาลมาฉาบผิว เอาสีทาผิว แต่ข้างในนั้นคือยาพิษ คนก็กินยาพิษโดยไม่รู้ตัว ข้างนอกมันก็ดี มีน้ำตาลสีสวย แต่พอรับเข้าไปในเนื้อใน เนื้อแท้ออกฤทธิ์ก็แย่ อาตมาก็ขอขยายความ โดยเอาหนังสืออีกเล่ม เรื่อง ถามตอบข้อสงสัยของธรรมกาย ตอบเหมือนเขาตอบ แต่คำตอบไม่เหมือนเขาตอบ หนังสือเล่มนี้ เขาวงเล็บว่า เฉพาะกัลยาณมิตรเท่านั้น ซึ่งก็ถูกต้อง เพราะเราก็เป็นกัลยาณมิตรของเขา เราไม่ต้องการ ให้เขาผิดต่อไป ก็ตำหนิแล้วตำหนิ จะมีแต่ดีถ่ายเดียว เหมือน พระพุทธเจ้าว่า คำว่า ถ่าย แปลว่า ขี้หรือออกไป แต่ธรรมกายเขามักเอาคำว่า แก้วมาใช้เรียก หมายถึงดี
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ธรรมกาย คือ กาย แห่งการตรัสรู้ธรรม ตอบ...ถูกต้อง แต่สำนักธรรมกายของธัมมชโย คำว่ากาย เขาก็ยังไม่รู้ละเอียดในธรรมกายว่าคืออะไร แม้แต่คำว่าธรรมะ เขาก็รู้ไม่ละเอียด ไม่สมบูรณ์แบบ ธรรมะนั้นอยู่กับจิตนิยาม อยู่กับธาตุรู้ อยู่กับสัตว์ระดับจิตนิยาม เรียกว่า ทรงอยู่ทางนามธรรม ธรรมะหมายเอานามธรรมเป็นหลัก แต่มีรูปธรรมด้วยนะ ผู้ที่จะชื่อว่าเป็นผู้รู้ธรรม สัตว์เดรัจฉานไม่รู้ธรรมะ จิตนิยามก็มีไม่รู้แม้เป็นคนอเวไนยสัตว์ ก็ไม่รู้ธรรมะ สัตว์เดรัจฉานก็พอรู้กัลยาณธรรม เช่นมันเลี้ยงลูก แม้จะเหน็ดเหนื่อยหนักหนา ก็ช่วยเหลือลูก เลี้ยงดูลูก ก็เป็นกัลยาณธรรมธรรมดา เป็นคนก็จะรู้ธรรมะสูงกว่า แต่อเวไนยสัตว์ คือสัตว์ที่สอนโลกุตรธรรมไม่ได้ คนที่ยังไม่ถึง เวไนยสัตว์ ยังเป็นอเวไนยสัตว์ ก็สอนโลกุตระไม่ได้ ภูมิไม่ถึงสอนไม่ได้จริงๆ คนที่มีอนันตริยกรรมก็สอนไม่ได้ ขนาดพระพุทธเจ้าเอง ก็ต้องยอมแพ้เลย คนที่เป็นคนที่ฆ่าพ่อตัวเอง อย่างพระเจ้าอชาตศัตรู เท่าไหร่สอนอย่างไรก็ไม่รู้เรื่อง แม้จะเข้าใจว่าดี แต่ไม่รู้เข้าไปถึงจิตใจ เปลี่ยนแปลงตัวเองไม่ได้ เป็นเรื่องอจินไตย ที่เดาเอาไม่ได้ เป็นสัจจะ
คำถามที่ว่า ธรรมกายคืออะไร เขาก็ตอบว่า คำว่าธรรมกายมีหลายความหมาย 1. ตามความในอัคคัญญสูตรแห่งทีฆนิกายมหาวรรค หมายถึง พระ เนมิตกนาม คือชื่อที่เกิดขึ้นเองตามเหตุ ตามลักษณะ เช่นพระสุคต คือผู้ที่เสด็จไปดีแล้ว 2. ศัพทานุกรมพระพุทธศาสนาภาษาจีน ได้อธิบายคำว่าธรรมกายว่า กาย แห่งการตรัสรู้ธรรม อันนี้ก็ถูกต้อง คือกายที่สำเร็จพุทธธรรม หรือตรัสรู้พุทธธรรม เป็นสภาวะธรรมภายใน ที่มีมาแต่ดั้งเดิม สถิตอยู่ภายในใจของมนุษย์ทุกคน อันนี้ต่างจากของเรา เพราะสภาวะธรรม ที่บรรลุธรรม จะไม่เกิดกับมนุษย์ ผู้ไม่ได้ศึกษาธรรมะ และปฏิบัติธรรมะ อย่างถูกต้อง แต่สายเจโตศรัทธา จะรู้แต่วิธีการนั่งหลับตาสมาธิ แล้วระลึกถึง สัญญาที่ตนเองมีแล้ว ก็จะได้แค่ของตนเอง เช่น ถ้าเป็นพระโสดาบัน ก็จะระลึกของตนเองได้ แต่บางคน ก็ระลึกไม่ได้ในปางนั้น แม้สกิทาคามีก็ตาม ถ้าเราระลึกไม่ได้ ก็เอามาใช้ไม่ได้ แม้แต่อาตมามีมากกว่านี้ ก็ระลึกไม่ได้ ก็ใช้ไม่ได้ แต่ค่อยๆระลึกได้ ถ้าเรามีธรรมะที่ตรัสรู้ เป็นอาริยธรรมของพระพุทธเจ้า แต่ถ้าผู้ใดยังไม่ได้ตรัสรู้ ไม่เป็นไม่มี ก็ไม่ได้ แต่เขาใช้วิธีสะกดจิต แล้วก็ระลึกย้อนในสัญญาตัวเองเท่านั้น เขามีแต่วิธีนี้ ก็เลยนึกว่า ทุกคนคงจะทำได้แบบนี้เหมือนกัน คนพวกนั่งหลับตา ระลึกอดีต ก็จะตามรู้ของตนได้ แต่เขานึกว่า ทุกคนในโลกจะทำได้เช่นนี้ ไม่จริง ดีไม่ดีเขาก็เลยเถิดไปว่า ในก้อนหิน ในพืชผักก็มี เป็นโพธิสัตว์ไปหมด ก็เลอะเทอะ คนที่มีก็ระลึกถึงได้ แต่ถ้าคนไม่มีในตน จะไประลึกอย่างไรก็ไม่ได้ ผู้ที่ตรัสรู้บ้างก็ระลึกได้ เท่าที่ตนเองรู้ แต่พระพุทธเจ้า ตีไว้ในมิจฉาทิฏฐิ 62 คือคนที่ไม่มีการบรรลุ มาแต่ดั้งเดิม ระลึกถึงให้ตาย ก็มีไม่ได้
ต่อมาเขาว่า สภาวธรรมแต่ดั้งเดิม สถิตอยู่ในใจมนุษย์ทุกคน ผู้ปฏิบัติสามารถเข้าถึงได้ และเห็นได้ ด้วยใจที่บริสุทธิ์ พระโพธิสัตว์ผู้เข้าถึงธรรมกาย เป็นผู้เข้าถึง สัจธรรมอันสูงสุด ดำรงอยู่ในสภาวะ ที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับธรรมกาย จึงจัดเป็นพระโพธิสัตว์ ที่อยู่ในภูมิธรรมชั้นสูงสุด ธรรมกายเป็นธรรมขันธ์ อันประกอบด้วย ….. ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติญาณทัสสนะ มีคุณสมบัติ 4 อย่างคือ ความเป็น นิจจัง สุขัง อัตตา และบริสุทธิ์ มีลักษณะกายมหาบุรุษครบถ้วน 32 ประการ มีความบริสุทธิ์ใสสว่าง ประดุจเพชร หรือยิ่งกว่า ในคัมภีร์โบราณหลายแห่งเรียก ธรรมกาย ในชื่อต่างๆ เช่นพุทธรัตนะ ธรรมกายแก้ว กายแก้ว วัชรกาย สัจจกาย นามกาย พุทธภาวะ ตถาคตครรภะ นิจจัง สุขัง อัตตา และบริสุทธิ์ นิจจัง แปลว่า เที่ยงแท้ สุขัง คือความพอใจยินดี อัตตา คือสิ่งที่อาศัย คือสิ่งที่องค์รวมของผู้ใดผู้หนึ่ง มีรูปนามอาศัย เรียกว่าอัตตา และบริสุทธิ์ สะอาด คำว่าสะอาด คำนี้ไม่ใช่ส้วมสะอาด ไม่ใช่กะละมังสะอาด แต่จิตใจ สะอาดจากกิเลส หมายถึงใจเท่านั้น สะอาดบริสุทธิ์ ใจสะอาดบริสุทธิ์ คืออัตตาชนิดหนึ่ง ผู้ที่ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ สะอาดจากกิเลส เป็นอรหันต์ คนนั้นก็มีสภาวะรูปนาม เป็นธรรมะ 2 มีสิ่งที่ปรากฏแก่ตัวเองทำสำเร็จแล้ว รูป นาม มีขันธ์ 5 ที่สะอาดบริสุทธิ์แล้ว แต่ยังไม่ตายทิ้งร่างปรินิพพาน เป็นปริโยสาน ยังถือขันธ์อยู่ แต่สะอาดหมดแล้วไม่มีกิเลส เพราะฉะนั้น จึงเป็นธรรมะ ทรงไว้ ทรงอยู่ มีอยู่ เป็นธาตุขันธ์ ที่เป็นนิพพานธาตุ เป็นกองของรูปนาม ที่เมื่อมีถึงขั้นนิจจัง คือสภาพนี้ เที่ยงแท้ยั่งยืน เป็นอย่างนี้ตลอดกาล เท่าที่ยังอยู่ เป็นอัตภาพอยู่ อวิปริณามธัมมัง ไม่เปลี่ยนแปลงไม่ระเหยเป็นอย่างอื่นเลย อสังหิรัง ใครก็มาทำลายไม่ได้ แม้แต่มหาราชทั้ง 4 ที่เก่งกาจมาก มีอาวุธร้ายแรง แต่คุณธรรม ลักษณธรรม ของผู้ที่บรรลุแล้ว เป็นอสังหิรัง ก็ไม่มีใครทำร้ายได้ เป็นอย่างนี้ ก็เป็นแล้วเป็นเลย ไม่กลับกลอก ไม่กลับฟื้นคืน นี่คือ คุณลักษณะของความเที่ยง ความยั่งยืน ความไม่เปลี่ยนแปร เป็นคุณธรรมลักษณะพิเศษ ของผู้ที่เข้าถึงขั้นนี้ ลักษณะของไตรลักษณ์สามัญทั่วไป เรียกว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็หมายถึงว่า ทุกอย่างมันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ มันไม่มีตัวตน เป็นลักษณะ 3 เป็นไตรลักษณ์ ของทุกคนที่ต้องเป็นต้องมี เพราะฉะนั้น คำว่า อนิจจังตัวนั้นแหละ มันเป็นไตรลักษณ์ สามัญลักษณ์ ทุกคนต้องเป็น แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ต้องเป็น จะไม่เที่ยงในขันธ์ แต่มี ลักษณะที่เที่ยงแท้ มีอย่างเดียวคือนิพพาน นอกจากนั้นก็ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มีแต่ นิพพานธาตุ อย่างเดียวที่ นิจจัง ถ้าจะใช้คำว่าสุขมาเรียก ก็ไม่ใช่สุขแบบโลกีย์ เป็นสุขที่ว่าง เป็นสุขที่กิเลสเบาบางจนหมด หมดแล้วเป็นสุขที่ว่างๆ เฉยๆ กลางๆ
สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน คำว่ากลางคืออะไร คำว่า กลาง คำนี้ ฟังอีกที กลาง คำนี้คือกลางที่ “มีก็ไม่มี” “ไม่มีก็ไม่มี ” โปรดฟังอีกครั้ง ธรรมะกลางคำนี้คือ ปรากฏการณ์ของ “มีก็ไม่มี” “ไม่มีก็ไม่มี ” มีก็มีแต่ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่มีก็ไม่มี แต่ไม่ยึดมั่นถือมั่น มีเหมือนกับคนอื่นเขามีโลกะวิทู แต่ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น ไม่ได้อาศัยใช้เพื่อประโยชน์ตัวเอง แม้แต่ปลูกข้าว ก็ยังไม่กินข้าวตัวเองเลย เอาไปแจกหมด แล้วดูสิว่าจะอดไหม คนๆนี้ปลูกข้าวด้วยมือตัวเอง แต่เอาไปแจกคนอื่นหมด แล้วดูสิว่า จะอยู่ในสังคมได้ไหม เขาจะเลี้ยงเอาไว้ เขาจะหาข้าวให้กินไหม พิสูจน์ได้อยู่ในสังคมคนดี คนถึงๆ แจกหมดๆ จะตายไหม เอาสั้นๆเลย ปลูกข้าวเอง แต่เอาไปแจกคนอื่นหมด แล้วจะมีคนเอาข้าวมาให้กินไหม ขอให้ถึงจริงๆ ไม่ตายหรอก คนก็จะรักษาไว้จนกว่าสุดวิสัย สรุปอีกที มันไม่ใช่การเล่นลิ้น ลักษณะคำว่า เป็นกลาง หรือความกลาง มันไม่ใช่สถานที่ตัวตน แต่เป็นกลางของมันเอง เป็นลักษณะกลางที่ นัตถิอุปมา ไม่มีอะไรจะไปเทียบได้ ไม่รู้จะเทียบกับอะไรได้ มันเป็นเรื่องของ ความมีกับความไม่มี ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 43
พระไตรปิฎก ล. 16 ข. (43) [43] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความมี 1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลก (โลกสมุทัย) ด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี (โลเก นตฺถิตา สา น โหติฯ) เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก (โลกนิโรธ) ด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงแล้ว ความมีในโลก ย่อมไม่มี (ลเก อตฺถิตา สา น โหติฯ)
พ่อครูว่า...อันแรกบอก ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี เข้าใจได้ทันที ไม่ยากนะ แต่อันหลังบอกว่า ความมีในโลก ย่อมไม่มี คือนิโรธได้แล้ว แม้มีได้แล้ว ความมีท่านก็ไม่ยึด แต่ท่านรู้ว่า มีก็เอาไปรับใช้ผู้อื่น ไม่ใช่เพื่อตน มีขันธ์มีแรงงาน เอาไปรับใช้ผู้อื่น ระหว่าง ความมีกับความไม่มี นี่แหละคือ กลาง ท่านรู้ว่า เอียงไปทางมี ก็อนุโลมไปตามเขาที่ควร จะไม่มีก็อนุโลมไปตามเขาที่เหมาะควร แต่ถ้าอะไรเสียและเป็นโทษภัย ก็จะไม่อนุโลม นี่คือความลึกซึ้ง ไม่ใช่เรื่องตรรกะ คิดเป็นปรัชญาเทียบเคียงเอา คนที่เข้าถึง สภาวะ อาการของความเป็นกลาง ที่ภาษาบาลี เรียกว่า มัชฌิมะ หรือมัชเช มันไม่ใช่การเรียกดินน้ำไฟลม ตัวตนบุคคลเราเขา แม้แต่อากาศก็ไม่ใช่ ใช้ภาษาเรียกว่า มันกลาง มันว่าง ไม่ใช่ดินน้ำไฟลม แต่เป็นธาตุวิญญาณ ที่มีตัวรู้ ถึงจะรู้ได้ แล้วต้องมีของตน เป็นปัจจัตตัง เพราะฉะนั้น ไตรลักษณ์ เป็นลักษณะของ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ลักษณะ 3 อย่างนี้ ทุกคนมีหมด แม้แต่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ก็ยังมีอาศัย แต่คนที่มีความบรรลุแล้วก็มี นิจจัง สุขัง อัตตา ชื่อความสะอาดเที่ยงแท้ และมีความสุข อย่างดับทุกข์สิ้นสนิทเด็ดขาด ก็ขอยืมภาษามาใช้ว่าสุข แล้วท่านก็ไม่ได้ติดยึดว่าเป็นสุข ก็ใช้เป็นภาษาแทน ไม่ชื่นอกชื่นใจอะไร ถ้าไม่ได้แล้วจะตายจะเป็นท่านไม่มี ไม่ได้ก็ไม่เหี่ยว ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ไม่เหี่ยวแม้นิดน้อย จะใช้ภาษาว่า นิจจังก็ใช่ สุขังก็ใช่ อัตตาก็ใช่ โดยท่านมีรูปมีนาม อย่างไม่ได้ยึดติด เพียงแต่อาศัยไว้ใช้ประโยชน์
สื่อธรรมะพ่อครู(วิปลาส)ตอนวิปลาส 3 และวิปลาส 4
วิปลาส 3 สัญญาวิปลาส จิตวิปลาส ทิฏฐิวิปลาส คนไปยึดถือจิตตัวเอง ยังไม่บริสุทธิ์บริบูรณ์ ไม่บรรลุสูงสุด ไปยึดถือเอา ก็วิปลาส ไปยึดสัญญากำหนดหมายรู้ ไม่ได้กำหนดรู้อย่างสัมมาทิฏฐิ แม้แต่กำหนดธรรมะ ก็ไม่ครบ กำหนดคำว่ากาย ก็ยังไม่ละเอียด แต่ตั้งชื่อพวกตนว่าธรรมกาย เหมือนที่ชื่อเขาคือ ธัมมชโย และไชยบูลย์ คือผู้ที่มีธรรมะ อันชนะเต็มเปี่ยม ก็จะรอดูว่าเขาชนะไหม แม้แต่ฉายาเขาแต่เดิมอันนี้ก็หลอก
วิปลาส 3 ระดับนี้ ที่เป็นพื้นฐาน เป็นไปใน 4 ด้าน คือ…. 1. วิปลาสในสิ่งที่ไม่เที่ยง ว่าเที่ยง เขาไม่ได้นิพพาน ที่เที่ยง แต่เขาหลงกำหนดสิ่งผิดว่าเที่ยง 2. วิปลาสในสิ่งที่เป็นทุกข์ ว่าเป็นสุข เขาก็ได้วิมานดาวดึงส์ดุสิต เป็นเฟส 2 เฟส 3 อะไรของเขาโมเม มันยังไม่เที่ยงหรอก แม้แต่วัตถุของเขา ก็จะถูกริบไป แล้วจะเอาไปชาติหน้าอย่างไร ปัทมาว่าเขาจะสุขอยู่หรือ แต่ตอบได้เลยว่า คุณจะสุขเท่าไหร่ ก็สุขสู้โพธิรักษ์ไม่ได้ มายิ้มแข่งกันก็ได้ 3. วิปลาสในสิ่งที่ไม่เป็นตัวตน ว่าเป็นตัวตน เขากำหนดเป็นอัตตาเป็นตนไปหมด ที่จริงมันไม่ใช่ตน มันอนัตตา แต่เขากำหนดเป็นตน โดยเขาไม่รู้ว่า ความไม่ใช่ตนเป็นเช่นไร เขาไม่รู้ความไม่เป็นตัวตน แต่เขามีแต่อัตตาเต็มบ้อง แล้วเป็นอัตตานิรันดรด้วย สัจจะของความอนัตตา เขาไม่ได้รู้เรื่องเลย ถ้าเขากำหนด ความเป็นอนัตตาเป็นตนก็ยังเข้าท่า แต่ถ้าเขากำหนด ความเป็นอัตตาเป็นตน ก็ไม่มีนิพพานเลย ถ้าความมีภพ ภพดาวดึงส์ ดุสิตของเขาก็ถาวร นั่นแหละ คืออัตตาของเขา มันไม่ใช่ ดาวดึงส์ก็เก๊ ดุสิตก็เก๊ เป็นความสุขเก๊ เอาตัวสุดท้าย 4.วิปลาสในสิ่งที่ไม่งาม ว่างาม ไปยึดถือสิ่งที่ ไม่น่าได้น่ามีน่าเป็น ว่าเป็นสิ่งที่ น่าได้น่ามีน่าเป็น อย่างเช่น สวรรค์ 6 ชั้นนี้ เขาจะเอาหมดเลย เขามีภพชาติเต็มบ้อง พระพุทธเจ้าว่า ภพทั้งหลาย คืออุจจาระ แต่ของเขา ภพทั้งหลายคือของสวยของงาม เขาเลยหอบอุจจาระเต็มบ้อง ปิดบัญชีโลก เปิดบัญชีสวรรค์ ก็เปิดบัญชีอุจจาระเต็มบ้อง นี่ไม่ได้ใส่ความเลยนะ เอาคำตรัสของพระพุทธเจ้า มาอธิบายให้เห็นจริงให้ชัด จะไปเรียกว่า ตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่ได้ เพราะกิเลสภพชาติ ยังมีชัด อาตมานึกถึงคำสอนพระพุทธเจ้าว่า การแย้งกันไปมาว่า ของฉันถูกเธอผิด ก็เป็นเดรัจฉานวิชชา ก็ขออธิบายประกาศว่า คำอธิบายนี้ ไม่ต้องการจะไปเอาชนะเขา แต่เป็นการแจกแจงความรู้ ชี้ถูกเป็นถูก ชี้ผิดเป็นผิด ชื่อว่า อย่างนี้มีในเรา อย่างนี้ไม่มีในเรา อย่างนี้มีในเขา อย่างนี้ไม่มีในเขา อย่างที่พระพุทธเจ้า ว่าทำอย่างนี้ ไม่ได้แย้งเพื่อเอาชนะหรือแพ้ ไม่เถียง หากเขาจะเถียงก็ไม่ไปเถียง อาตมาไม่มีคารมเถียงเขาได้ มีแต่สัจจะ วาดหวานประโลมโลกไม่มี
สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน ศูนย์กลางกายคืออะไร ต่อในหนังสือเขาว่า...พระมงคลเทพมุนี กล่าวว่า การเห็นธรรมกาย จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อ ผู้ปฏิบัติฝึกใจให้หยุดนิ่งถูกส่วน ตรงศูนย์กลางกาย ใจที่หยุดนิ่งสนิทได้นั้น จะมีสภาวะที่ว่างเปล่า เป็นสุญญากาศ คือปราศจากความคิดปรุงแต่ง และปราศจากนิวรณ์ธรรมทั้งปวง อาตมาว่า...0 ของเขาคือมีสถานที่ แต่ 0 ของเราคือ มีก็ไม่มี ไม่มีก็ไม่มี อยู่ไหนก็อยู่ที่ 0 คุณมี 0 ตรงไหน ก็ หทยรูปของตนเอง แต่ของเขา 0 มีพิกัดเลย เขาเข้าใจว่า กายคือร่างคน กลางคือส่วนหนาส่วนกว้างของคน และขีดเส้นตรงกลางไว้ตัดกัน ไม่ได้หมายถึงนามธรรมเลย แต่เราหมายถึง นามธรรม กายคือรูปและนาม มันเป็นอารมณ์ความรู้สึก เป็นความรู้หรือความรู้สึกของเรา อ่านออกว่า อาการกลาง หรือศูนย์ของ รูปนาม เรียกว่า กาย จึงไม่มีสถานที่ ไม่มีขนาด ไม่มีที่อยู่ตรงไหน ผู้ที่มีนามธรรมเท่านั้น ถึงจะรู้ เอารูปธรรมมากำหนดไม่ได้เลย คำว่า 0 คำว่ากลาง คำว่ากาย เอารูปธรรมเดี่ยวๆมากำหนดไม่ได้ ต้องเอา นามธรรมมากำหนดรู้ แม้แต่นามธรรม แล้วก็กำหนดรู้ได้ ตรงไหนก็ตรงนี้แหละที่ 0 เป็นปัจจัตตลักษณ์ คนอื่นมารู้ของเราไม่ได้ด้วย ใจของเราจะมี มุทุภูตธาตุ เร็วไวสร้างสรรได้ แข็งแรงด้วย กิเลสนั้นนิ่งสนิทไม่มีบทบาทในตัวเราเลย จะเรียกว่า นิ่งจนกิเลส 0 มีแต่ธาตุรู้ที่คล่องแคล่ว เป็นมุทุภูตธาตุ เขาบอกว่าไม่มีความคิดปรุงแต่งอะไร ทื่อๆ ไม่รู้เรื่องอะไรเลย เขาได้บรรยายถูกของเขา แต่มันผิดสัจธรรม เขาว่า ปราศจากนิวรณ์ธรรมทั้งปวง ก็คือเอาของดีมาพ่วงตบท้ายไว้ ขอยืนยันว่า นิวรณ์ทั้งปวงของคุณไม่ใช่ เพราะนิวรณ์มีกาม แล้วปิดตา จะมีกามคุณ 5 ให้เรียนอย่างไร อย่ามาขี้ตู่เลยว่า ปราศจากนิวรณ์ 5 ไม่ได้เรียนรู้ ตาหูจมูกลิ้นกาย ที่เป็นผัสสะ ให้เรียนรู้ภายนอกเลย ไม่ได้เรียนตั้งแต่เริ่มต้นมาเลย มีแต่ตั้ง ภพมโนมยอัตตา ของคุณเอง ว่าจิตเป็น 0 แต่จริงๆว่างเปล่าจากความเป็นจริง แล้วสิ่งที่คุณบอกว่า ว่าง คือมโนมยอัตตา คือปั้นว่า ว่างใส ๆๆๆ เขามีรูปนี้จริง ถูกรู้เรียกว่า มโนมยอัตตา คืออัตตาที่สำเร็จด้วยจิต เป็นรูปที่สำเร็จด้วยจิต ความจริงแล้ว สิ่งที่เป็นจิตว่าง จิตสะอาด จากกิเลสทั้งมวลบริสุทธิ์ เป็นจิตที่คล่องแคล่วว่องไว ปราดเปรียว เป็นคุณธรรมที่สะอาดผ่องใส ทำงานกับคนอื่น อย่างบริสุทธิ์ คนอื่น จะรับรู้ได้ด้วยเห็นได้ด้วย แต่นี้ของคุณ ไม่มีใครเห็นได้ด้วย ลึกลับที่สุด เป็นการสร้างขึ้นมาเอง เป็นรูปที่สำเร็จด้วยจิต เป็นการ เนรมิต สร้างขึ้นมาเองเป็นของ อุปาทาน เป็นตัวตน คือรูปที่สำเร็จด้วยจิต คุณเห็นเป็นความใสจริงๆ แต่เป็นสิ่งที่ไม่มีในมหาจักรวาล มีแต่ของคุณข้างในคนเดียว ไม่มีใครสามารถไปรู้ด้วยกับคุณ สภาวะที่เป็นอาภัสราภพ เป็นภพที่สร้างความสะอาด สว่างใส เป็นแสงสว่างใส พระโสดาบันก็ใสขนาดนี้ พระสกิทาคามีก็จะใสขึ้นไป พระอนาคามีก็จะใสขึ้นไปอีก พระอรหันต์ ก็จะใสๆๆ ก็เป็นการเนรมิต ปั้นวิมานเองหมด อุปาทานพวกนี้ เป็นไปได้แม้แต่ อย่าว่าปั้นในภพเลย ลืมตาออกมา ก็เห็นกระดูกเดินโย่งๆ เห็นตัวเองนอนตาย แล้วเปื่อยเน่าไปข้างหน้าเลย เนรมิตรูปเน่าๆๆไป ทั้งที่ตัวเองไม่ได้เน่า นั่งอยู่นี่ไม่ตาย เขาเห็นได้จริงๆ ว่าตัวของเขาเน่า หรือเห็นได้ว่า คนอื่นเป็นโครงกระดูกเดิน เขามีตา X-ray เลย อาตมานั้นเล่นมาแล้ว สายนั่งหลับตา จะลองอยู่กับมโนมยอัตตา เขาไม่รู้เรื่องหรอกว่า คืออะไร คือสายสว่าง แต่ สายดำมืด ก็สร้างรูปเช่นกัน มีภพชาติมีวิญญาณเป็นตัวตน มีวิญญาณเทวดา มาเรียนกับอาจารย์เขา วิญญาณชาวต่างชาติก็มี สายดำ นั่งดับ ก็สร้างมโนมยอัตตาของเขาเช่นกัน
สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน ความเป็นกายตรงไหนคือจุดยอดสุด มาสู่ความเป็นกาย ผู้ที่ศึกษา แยกกายแยกจิตได้ อ่านสภาวะนั้นได้แล้วรู้อาการ อาการของอุตุ พลังงานอุตุเป็นเช่นไร ถ้าพิจารณาจาก ผมขนเล็บฟันหนัง เล็บ ถ้ามันยังติดกับตัวเรา มันไม่ใช่กาย คือเล็บที่ไม่เกิดเวทนาแล้ว ส่วนเล็บที่เป็นพีชะ มันยังยาวได้ มันยังมีชีวิต มีอาหารไปเลี้ยง แต่มันไม่มีเวทนา ไม่เจ็บไม่ปวด ตัดออกไป ก็หลุดออกมาได้ ส่วนที่หลุดออกมา ก็เป็นดินน้ำไฟลม ไม่มีชีวะเป็นอุตุนิยาม ต่อไปก็สลาย นั่นคือสิงที่ไม่ใช่ตัวเรา แน่ พีชะ ในชีวิตของเราก็มีพีชะ องคาพยพต่างๆ ก็เป็นพีชะเยอะ เพราะว่ามันไม่มีเวทนา เช่นเล็บที่ยังไม่ได้ตัดออก ไม่มีเวทนา ผมขนเล็บฟันหนัง ที่จริงท่านจะอธิบายถึง น้ำเสลด น้ำหนอง น้ำอุจจาระ ที่ต้องสละออกแล้ว มันยังไม่สละออก อยู่ในร่างเราก็ไม่ใช่กายมีอีก แต่ก็ยากจะอธิบาย ท่านก็เอาผม ขนเล็บฟันหนัง ให้ศึกษาก่อน สิ่งที่ออกจากร่างเราแล้ว เล็บ ผม ขนที่ยาวออกมา ตัดก็ไม่รู้สึก อันนั้นไม่ใช่กาย อย่าไปยึดเป็นเรา เป็นของเราอยู่ จะบ้า พวกที่หลงว่า นี่เล็บฉัน ผมฉัน ใครอย่ามาตัดนะ แต่มันไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไร ทีนี้เล็บส่วนที่เจ็บปวดได้ ท่านก็ให้พิจารณาว่า ไม่เป็นเราเป็นของเรา ถ้าใครมาเกาเล็บเราก็รู้สึกๆนะ ได้เกาได้สัมผัสเสียดสี บางคนไปยึดมั่นถือมั่น ว่าอย่างนี้อร่อย สุข หร
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive