600411_ทำวัตรเช้าปลุกเสก #41 บ้านราช ศีล สมาธิ ปัญญา (แบบพุทธ)ตอน 6.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์22 KB
วันที่แก้ไข3 มิถุนายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

600411_ทำวัตรเช้าปลุกเสก #41 บ้านราช ศีล สมาธิ ปัญญา (แบบพุทธ)ตอน 6

พ่อครูว่า…วันนี้เป็นวันสุดท้าย ของงานปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธ ครั้งที่ 41 แล้วมองไป ก็ยังมีคนเต็มอยู่ ก็เพราะว่า มีเหตุจะต้องอยู่จัดงานตลาดอาริยะต่อ แต่ก่อน ไก่บินไปมากแล้ว ไก่บินไปก่อนเจ็ดวัน แต่นี่มีเหตุให้อยู่ต่อ วันที่ 13-15 เมษายนนี้

ตลาดอาริยะ ตลาดแห่งการให้ ตลาดอาริยะเราจัดมาถึงครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 38 ปีแล้ว เป็นเจตนาที่เราจะทำด้วยความจริงใจ เราหาเครื่องกินเครื่องใช้ต่างๆนานา มาขาย 1. เจตนาขายให้เห็น การพาณิชย์ ซึ่งการพาณิชย์ของมนุษย์ คือเอาสิ่งแลกเปลี่ยน ซึ่ง แบบทุนนิยมเขาใช้หลักตายตัวคือ maximize profit ได้กำไรมามากเกินเท่าไหร่ยิ่งดี แต่หลักสัจธรรมนั้นคือ ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา ประเทศไทยเรามีกุศล มีความเจริญสูง เพราะว่ามีในหลวง เป็นพระโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์จะมี สยังอภิญญา มีความรู้ยิ่งของตัวเอง ติดตัวมาแต่ปางบรรพ์ เป็นความรู้พิเศษเชิงโลกุตระ ซึ่งโลกียะธรรมดา คือ กำไรของเราคือ ไม่ขาดทุนของเรา หรือให้ชัดเจน คือมีแต่จะเอากำไรมาๆ คืออุดมการณ์โลกียะปุถุชน แต่โลกุตระ มีความเห็นอย่างแท้จริง มีอัญญา อัญญะ เป็นความรู้ชนิดอื่น ซึ่งเป็นความรู้ความเห็นที่จริง ไม่ใช่แค่เป็นปรัชญาความเห็น อย่างเช่นในหลวงของเรา ตรัสมาจากพระทัยชัดเจนว่า ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา พูดอย่างนี้ นักเศรษฐศาสตร์ ก็บอกว่าพูดได้อย่างไร แต่ท่านตรัสมาจาก พระทัยของท่านจริงๆว่าเห็นจริงอย่างนั้น ความเห็นนี้เรียกว่า อัญญะ เป็นความรู้พิเศษ ที่เห็นจริงอย่างนั้นจริงๆ อาตมาพาทำ ไม่ได้ทำอย่างโลกๆเขา เช่น ลดราคาขายแบบโลกๆ เอาสินค้าค้างสต๊อกมาขาย ไม่ใช่ เราขายต่ำกว่าราคาทุนจริงๆ ปีหนึ่งเอาเงินมาลงทุนเสียสละจริงๆ ขายต่ำกว่าทุนจริงๆ ทุนจ

อ่านต่อ

ริงเราจะบวกค่าทุกอย่าง ทั้งค่าแรงงาน ค่าโสหุ้ย เสร็จแล้วคือต้นทุน ค่า error ซึ่งถ้าทางโลกีย์ก็คิดไม่ให้ขาดทุนสักเม็ด แล้วจะโก่งไปเรื่อยๆ ให้มากแล้วอ้างว่าคือทุน แล้วก็ขายกำไรเกินทุนอีก ขนาดคิดทุนก็ให้มากเข้าไว้ รวมค่าอะไรต่างๆ ค่าความรู้ ค่าโฆษณาเป็นต้นด้วย แต่ของเราพยายามขายให้ขาดทุน ค่าขนส่งเป็นต้น ค่าแรงไม่คิดอยู่แล้ว การแสดงออกและทำจริง ว่าเราได้ขาดทุนจริงๆ ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา เราทำแล้วก็สบายใจ ว่าชีวิตเราได้มีคุณค่า เราได้ให้ เราได้เสียสละ อยู่ในสังคม สรุปแล้วว่า การพัฒนาจิตวิญญาณมนุษย์ก็ไม่มีอะไร นอกจากการให้ ให้คนเรา เป็นคนที่มีชีวิตนี้ มีแต่ให้ แต่มีเพลงๆหนึ่งบอกว่า พี่คนนี้นั้นมีแต่ให้ ...แต่ให้แบบนี้แฝงกาม แต่ถ้าไม่แฝงกามเลย มีความจริงใจความเข้าใจ ว่าเรากำลังมีชีวิตเพื่อให้ ตั้งแต่ตื่นนอน จนกระทั่งถึงหลับ เราได้ให้อะไรแก่โลก แก่มวลมนุษย์อีกหรือไม่ เป็นความจริงใจเห็นจริง และเป็นปัญญาความรู้ ว่าชีวิตเรามีแต่ให้ นี่แหละมีคุณค่า ตัวเราทั้งตัวมีคุณค่า เราให้คนอื่นได้ ให้สิ่งที่ดี ให้สิ่งที่ควรสิ่งที่ประเสริฐ ใช้ปัญญาไตร่ตรองทุกอย่าง ด้วยสัปปุริสธรรม 7 กาละนี้ บุคคลนี้ กลุ่มนี้ เนื้อหาเท่านี้ ตัวเราก็เท่านี้ ครบครัน สัปปุริสธรรม 7 ประการ ว่าเราควรให้เท่าไหร่อย่างไร เราไม่ใช่ผู้ผลิต หลายอย่างเราต้องไปจ้างเขาทำให้ เช่นเครื่องจักสาน เป็นเครื่องใช้ไม้สอย อุปโภคบริโภค อาหารสดก็มี อาหารจานละ 1 บาท ใครจะไปเชื่อจะกินกี่จาน ก็จานละ 1 บาท ตอนนี้เราจัด รู้สึกว่ามีโรงเรือนใหญ่ ไม่กระจัดกระจาย อย่างไรติดต่อตำรวจมาช่วยดูแลด้วย 13-15 เมษายน ถ้าได้ทั้งตำรวจดูแล และตำรวจจราจรด้วยจะดีมาก เพื่อจะได้บริการช่วยกัน ก็น่าจะดีขึ้น เพราะเรามีโรงเรือน ทุ่นแรงงานเวลาอีกมาก ข้างล่างที่โล่ง จะพยายามใช้งานตลาด เวลาสามัญก็ให้เป็นตลาดกลายๆ มีแตงโม มีลูกท้อ มีผลไม้ มีเห็ดฟาง เป็นเครื่องกินเครื่องใช้ พวกเราประดิษฐ์เครื่องใช้ไม่ค่อยเก่ง แต่เรื่องเครื่องกิน เราทำได้เก่ง ที่เราพยายามกระทำ อาตมาว่า อาตมาใช้ชีวิตทางนี้ ตั้งแต่ตัดสินใจออกจากฆราวาส ที่ใช้เวลา 36 ปีทำมาหากิน แย่ง ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ตั้งแต่เลิกออกมาจากทางฆราวาส ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจบวช ที่ไม่คิดบวช เพราะเห็นความจริงว่านักบวชหรือพระ เขาบวชไม่จริง บวชไม่สัมมาทิฏฐิ บวชตามประเพณีจารีต สองเขาบวชเพื่อปฏิบัติให้ได้นิพพาน แต่มิจฉาทิฏฐิ บวชเล่นบวชหัว บวชเพื่อหาลาภยศเพื่อทำมาหาเลี้ยงชีพ แล้วจะบวชทำไม หากไม่มุ่งหานิพพาน ไม่เห็นว่าจะมีสัมมาทิฏฐิ ก็เลยไม่รู้จะบวชกับเขาทำไม ก็เลยออกไปอยู่เป็นฆราวาสชาย วัดอโศการาม นุ่งเสื้อขาว กางเกงขาสั้น ตอนนั้น อาตมาเป็นดาราโทรทัศน์ ออกตอนค่ำ ถึงสองทุ่ม เป็น prime time คนดูกันเยอะ แต่ออกมาปฏิบัติธรรม เดินสุขุม ตา มองแค่ชั่วแอก ใครเห็นเดินมา ก็ต้องสะดุดใจ ตอนนั้นเปิดเขียนคอลัมน์ธรรมะ ในหนังสือบันเทิงด้วย ชีวิตอาตมา มีอะไรประหลาดบ้าบอ แต่อาตมาไม่แปลกประหลาด เพราะเราต้องเป็นตัวนำ ต้องประพฤติตัวเอง นำให้เด่นชัด เหมือนเวอร์ แต่แปลกแล้วจะได้คิดว่า มีอะไรแฝงในนั้นเป็นโลกุตรธรรม แต่คนก็เข้าใจอาตมาไม่ได้ เข้าใจเวอร์ๆโต่งๆ มันเป็นเช่นนั้น เป็นความจริงใจ อย่างในหลวงตรัส ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา นักเศรษฐศาสตร์ก็ไม่เข้าใจ แต่มันก็เป็นเช่นนั้นจริง ความจริงแล้วมันเป็นเช่นนั้น คนจะรู้สึกว่า ชีวิตเราได้ขาดทุน เราได้ผลิตออกจากตัว ให้คนอื่น ชักเนื้อของตน ให้คนอื่นได้ คือชีวิตที่ประเสริฐ เป็นกำไรเป็นส่วนได้มา Gain ชีวิตนี้จึงมีค่ามีประโยชน์ ถ้าชีวิตของเรา สามารถที่จะเป็นประโยชน์ (หิตะ) พหุชนหิตายะ มีชีวิตเพื่อเป็นประโยชน์ แก่คนส่วนมาก ตามที่ความจริงบารมีของเราทำได้ ถ้าเราทำได้จริง ชีวิตเรามีค่า วันๆหนึ่งได้สร้างสรรเสียสละ ด้วยสัปปุริสธรรม 7 เช่น ทุกวันนี้ ผลผลิตทางกสิกรรมทั่วไป มีสารพิษ เป็นโทษภัย เราก็มาทำให้ดี ปรับปรุงขึ้น อย่างแตงโมลูกนี้ หลายกิโล เราพยายามทำ สิ่งที่ขาดแคลนจำเป็น เป็นประโยชน์ต่อสังคม เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งในสังคม บางอย่างไม่ขาดแคลน เราก็เสนออย่างนี้ บางอย่างไม่มี เราก็เสนอเข้าไปเช่น โลกุตระไม่มีในสังคม เราก็พยายาม นำเสนอโลกุตระ ก็เลยกลายเป็น พื้นมนุษย์สังคมในไทย มีแต่โลกียะ แต่โลกุตระโด่เด่ออกมา มีแต่พวกอโศก เลยเหมือนไม่กลมกลืนกันกับสังคม ไม่กลมกลืน

ลองอ่าน...กวี ก่อน อ.เป็นต้น นาประโคน ยุคสมัยไทยปรองดอง….. การปรองดองนี้เรื่องยิ่งใหญ่ ตอนนี้ในประเทศก็กำลังทำ ขอชมเชยรัฐบาลนี้โดยเฉพาะ นายกฯคนที่ 29 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

ความสามัคคี คือความขัดแย้งอันพอเหมาะ สังคมใดไม่มีความขัดแย้ง คือสังคมเน่า “ปรองดอง”ขั้นยอดของพุทธ

(1) “ปรองดอง”ต้องขัดแย้ง ธรรมดา จึ่งจักชื่อ“ประชา- ธิปัตย์”แท้ ต่างเห็นต่างค้านหา ต่างเหตุ ผลเฮย ทั้งรัฐทั้งประชาแล้ ถกแก้ช่วยกัน (2) “ปรองดอง”นั้นขัดแย้ง พอเหมาะ ซึ่งต่างจากทะเลาะ อย่าตื้น ประชาธิปไตยเสาะ หา“เหตุ” ต้องขัดขาวสาวฟื้น ฟอกให้โปร่งใส (3) ใจประชาธิปัตย์ต้อง เป็นกลาง รู้จักรับจักวาง พินิจแผ้ว หากเอียงจิตถือหาง ฝักฝ่าย นั่นยึดอัตตาแล้ว เพิ่มซ้ำเติมเลว (4) เหวแห่งอำนาจนี้ ฆ่าคน มานักแล้ว เผลอตน พลาดได้ พุทธศาสตร์หัดฝึกฝน มีสติ เสมอแฮ อาชีพ,กรรม,วจี,ให้ ขบถ้วน“สัมมา”

(5) พุทธพาไทยรอดพ้น ไว้เสมอ จากอดีตไทยเคยเจอ หลากร้าย อย่าหลงอำนาจเผลอ อาริยสัจ แม้ยากแต่สุดท้าย สงบได้“ปรองดอง” (6) ต้องทำลาย“เหตุ”แท้ ดับสนิท ปราบเด็ดขาดผู้ผิด อย่าไว้ เชื้อชั่วเล่ห์ร้ายพิษ มันมาก ฤทธิ์กิเลสทำให้ ไม่แล้ว“ปรองดอง” (7) มองลึกคมแม่นให้ ถ้วนเห็น “อิสระ”พุทธถือเป็น วิเศษฟ้า “เมตตา”ยอดประเด็น พุทธยก เลิศเลย ยิ่ง“เพื่อประชา”ท้า ยิ่งแท้“อธิปไตย”

“สไมย์ จำปาแพง” 4 เม.ย. 2560

[นัยปก “เราคิดอะไร” ฉบับ 322 ประจำเดือนพฤษภาคม 2560] คนเราเข้าใจความเป็นกลางผิดเพราะว่า 1. โง่ ไม่รู้ว่าอะไรผิด อะไรถูก 2. กลัว จะเสื่อมลาภ เสื่อมยศ เสียตำแหน่ง เสียหน้า 3. เห็นผิด คิดว่า เป็นกลางแล้ว ไม่ควรไปอยู่กับฝ่ายไหน คนเราจะมีใจเป็นกลาง ต้องเข้าข้างคนถูกคนดีที่ควร เมื่อเข้าข้าง ก็จะมีน้ำหนัก ยิ่งเป็นคนมีเกียรติในสังคม เข้าข้างคนถูกจะมีน้ำหนัก แล้วจะไปได้เร็วเลยในสังคม เช่นชาวอโศก ผู้มีสัมมาทิฏฐิไม่โง่ ควรจะเข้าข้างมาส่งเสริม ถ้าอย่างนั้นรับรองไปลิ่ว การไปเข้าข้างนั้นยกเว้น อย่างในหลวง ท่านเป็นพ่อของคนไทยทั้งประเทศ ก็ต้องช่วยทั้งคนโง่คนชั่วหรือคนดี และอีกอย่าง ในหลวงต้องดูแลหลายศาสนา ต้องยกเว้นในหลวงไว้เลย โดยเฉพาะคนไทย ประชาธิปไตย ไม่ได้มีแต่การเลือกตั้ง ความรู้ที่บอกว่า ถ้าไม่มีการเลือกตั้งไม่มีประชาธิปไตย ความรู้อย่างนั้น เป็นความตื้นเขิน แต่ตอนนี้เมืองไทย กำลังจัดสรรประชาธิปไตย ได้อย่างดีมาก มีคำถามมาว่า... (ชมรายการ"ทำวัตรเช้า งานปลุกเสกฯ",9-4-60)... "ท่านดินไท,ท่านฟ้าไท" ก็อยู่ใกล้"พ่อครู".. ก็ทำไมไม่ลองถามว่า.. ก็"พ่อครู"ยังไม่เคย "ทำนิพพาน แบบปริโยสานในตัวเอง?"ได้เลยสักครั้งเดียว?..(เพราะถ้า "ทำได้จริง?" ก็คงไม่สามารถ"ย้อนกลับมาเกิด?"อีกได้?..).. แล้วดังนั้น.."พ่อครู"จะรู้ได้ยังไงว่าคำว่า"นิพพานเป็นปริโยสาน?" นั้นจะสามารถ"ทำได้จริง,เป็นได้จริง?" จริงๆหรือไม่?.. ดังนั้น.. ที่"พ่อครู"พูดถึง "สภาวะนิพพานเป็นปริโยสาน?" ก็น่าจะเป็นเพียงการ "คาดเดาสภาวะไปเอง?" เท่านั้น?..ใช่หรือไม่?... ...ด้วยความเคารพครับ… พ่อครูว่า...ก็อย่างพระพุทธเจ้า ท่านก็ยังเป็นอย่างนั้นเลย ในขณะที่ไม่ได้ปรินิพพาน เป็นปริโยสาน ท่านก็อธิบาย ตราไว้ในมูลสูตร ข้อที่ 10 มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) = อนุปาทิเสสนิพพาน (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 58) พระพุทธเจ้าตรัสรับรองไว้ตอนนั้น ก็ยังไม่ปรินิพพานเลย ฉันเดียวกับอาตมาตอนนี้ สอง ผู้มีภูมิธรรมจริง เป็นอรหันต์ จะต้องรู้ที่จบ ตามมูลสูตร 10 พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ จะต้องมาประกาศศาสนา จนจบเสร็จ ค่อยปรินิพพาน นอกจากพระปัจเจกพระพุทธเจ้า ไม่ได้ประกาศศาสนา แต่อย่าไปแปลว่า สอนไม่เป็น เพราะพระโสดาบันเอง ก็ยังสอนคนแล้ว ตามหลักมูลสูตรแล้ว เป็นอมตะบุคคล จะรู้ได้จริงๆ เพราะผู้นั้นมี สยังอภิญญา ข้ามชาติมา คือคนที่เคยตาย แล้วมาเกิดอีก แล้วบอกว่าไม่เคยตาย ได้อย่างไร สมณะพราหมณ์ผู้มีสยังอภิญญา ในโลกปัจจุบันนี้ ถ้าใครตาดี สามารถเห็น อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ (สมณพราหมณ์ ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ -ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่) ประกาศให้รู้โลกนี้โลกหน้าของจิต ก็มีความเป็นจริงในตนเอง เป็นสยังอภิญญญา ขออภัยที่ดูเหมือน อวดอุตริมนุสธรรม เพราะเนื้อแท้ธรรมะพระพุทธเจ้า เป็นอุตริมนุสธรรมทั้งนั้น เป็นปรมัตถ์สิ่งประเสริฐที่สูง เอามาเปิดเผยให้คนรู้ว่า อันนี้จริงอันนี้แท้ อันนี้ประเสริฐสูงส่ง เป็นไปเพื่อละหน่ายคลาย พวกคุณรับ นอกจากคนเพ่งโทษไม่รับ ก็เป็นความซวย และเป็นความไม่ฉลาดของเขาเอง อาตมาเอาโลกุตรธรรมมาเปิดเผย ก็ควรสนใจรับฟัง

มีคนแทรกมา ถามประวัติเรือไฟฌาน ...เรือลำนี้ เป็นเรือลำใหญ่เป็นที่ 2 ของประเทศไทย ลำใหญ่ที่สุดคือเรือ โคกใต้ดิน กว้างเกือบ 9 เมตร เท่ากับร้านค้าที่เขาสร้างกันสองคูหา ความยาว 28.5 เมตร เรือที่เราลากไปเมื่อวาน คือเรือไฟฌาน เป็นเรือที่ถูกไฟไหม้หัว เรือเอี้ยมจุ๊นใหญ่สุดในประเทศไทย เราก็ลากมาไว้หมดแล้ว เรือลำที่ไฟไหม้นี้ ท่านมุ้ยเอาไปเป็นเรือที่แสดงภาพยนต์ ในเรื่องสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เรือลำนี้เราใช้เป็นอนุสรณ์ว่า ทำไมไฟไหม้ เกิดจากความประมาท เป็นอนุสรณ์เตือนใจว่า เกิดจากความประมาท ไม่มีใครอยากให้มันไหม้ เขาอ๊อกเหล็ก แล้วลูกไฟตก ในซอกไม้เรือ ธรรมดามันก็ดับ แต่ลูกไฟนี้ไม่ดับ เราก็ไม่รู้ อยู่ในซอกไม้ พอช่างทำเสร็จก็พัก มารู้อีกที ก็หัวไหม้ไปแล้ว ตอนกลางคืนด้วย แสดงว่า ชาวอโศกยังไม่มีมวลพอ เป็นพวกหัวหาย จึงควรมารวมกัน มีแค่สอง ผู้ชาย ผู้หญิง สามคนเพื่อนตน คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย สามคนกลับบ้านได้ เอาไปขึ้นเนินเขา ว่า ซึ่งไม่มีต้นหว้าเลย อาตมาก็ไม่รู้ว่า ความคิดไม้ร่มเขา เขาทำขึ้นไปตามประสาเขา อาตมาว่าก็ว่าเอาเรือลำนี้ ใส่เข้าไปข้างบน เอาหัวไหม้เชิดเข้าไปเลย แต่

ทำเวทนาสองให้เป็นหนึ่ง ทางธรรมะนี่ไปสอนกันว่า อย่าอยู่เพื่อนสอง ต้องอยู่คนเดียว ซึ่งเป็นเรื่องมิจฉาทิฏฐิ คำว่าเดียวคือธรรมะ ต้องเป็นเอกัคคตา ไม่ได้หมายเอา ตัวตนเราเขา ไปปลีกเดี่ยว ไม่ใช่ แต่ให้จิตอย่ามีเพื่อนสอง ต้องทำเวทนาในเวทนา เป็นธรรมะสอง ทำเวทนา 2 ให้เป็นเวทนา 1 ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 เวทนาเก๊คืออนัตตา ไม่เที่ยงแท้ อารมณ์ปรุงแต่ง ยึดเองถือเอง เช่นกินแตงโมนี้ อร่อยเหลือเกิน กินแล้วไม่เสียชาติเกิด รสแตงโม บางคนกินไม่อร่อย บางคนไม่ชอบด้วย บางคนชอบกินกล้วยน้ำว้า มากกว่ากินแตงโม กิเลสอุปาทานต่างคนต่างยึด ต่างคนต่างชอบไม่ชอบ อรหันต์ง่ายนิดเดียว อย่าให้มีชอบหรือไม่ชอบ แล้วทำการงานอย่างเหมาะควร ได้สัดส่วน ไม่ผิดเพี้ยนหรือเสี่ยง ทำให้ควร งานนี้เหมาะสมกับเรา ไม่เป็นไปอย่างอบาย หรือเพื่อโลภ โกรธ หลง ให้เหมาะสมกับเรา ใช้สัปปุริสธรรม 7 ใช้ศีลกำกับ งานนี้ไม่มิจฉาวณิชชา 5 1. การค้าขายอาวุธ (สัตถวณิชชา) 2. การค้าขายสัตว์มีชีวิต (สัตตวณิชชา) 3. การค้าขายเนื้อสัตว์ (มังสวณิชชา) 4. การค้าขายสิ่งมอมเมา (มัชชวณิชชา) 5. การค้าขายสิ่งที่เป็นพิษ (วีสวณิชชา) (พตปฎ. เล่ม 22 ข้อ 177) ไม่มอมเมาให้คนติด ซึ่งมิจฉาฯ ศาสนาพุทธสอนให้ละหน่ายคลาย ไม่ได้สอนให้ติดยึด พุทธศาสนิกชนใด หาทางสร้างแล้วทำให้คนติดยึด อันนั้นเป็นขบถต่อพระพุทธเจ้า

ต่อมา...จากสู่แดนธรรม… กราบนมัสการครับพ่อท่าน ผมเจอหลักฐานที่สนับสนุน ความเห็นของพ่อท่านแล้วครับ ในความว่า กุศลนั้น พ่อท่านว่า เป็นเรื่องที่ต้องทำให้เจริญ ให้สั่งสมเพิ่มพูนกุศล ให้ตั้งอยู่ (มิใช่ให้ขาดสิ้นไปเหมือนบุญ ที่จบแล้วก็ขาดสิ้นเลย) แต่กุศลนั้น ต้องตรงกันข้าม ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ตรัสบอกไว้ ในข้อสุดท้ายของ สัมมัปปธาน 4 นั่นเองครับ คือ อนุรักขนาปธาน ความว่า

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ยังฉันทะให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิต ตั้งจิตไว้เพื่อความตั้งมั่น ไม่เสื่อมสูญ เพิ่มพูน ไพบูลย์ เจริญ บริบูรณ์แห่งกุศลธรรม ที่เกิดขึ้นแล้ว …

พ่อครูว่า... พยายามทำให้มันเกิดผล อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง ให้หยั่งลงตั้งมั่น ให้ไม่เสื่อมสูญ ไพบูลย์ บริบูรณ์ในกุศลธรรม สรุปคือกุศลธรรม ทำให้พอกพูนเพิ่มขึ้น คืออนุรักขณาปธาน มาขยายความ สังวรปธาน คือสังวรในอินทรีย์6 แล้ววิจัยสมุทัย การตรวจสอบในตาหูจมูกลิ้นกาย ก็จะเกิดธรรมะสอง ต้องหาตัวปลอมตัวเก๊ เพื่อกำจัด ปหานกิเลสสมุทัยให้ได้ เรียกว่าสำเร็จผล คือภาวนา แต่นักปฏิบัติภาวนาทุกวันนี้ ไปแปลว่า การเริ่มต้น คือไปท่องบ่น ปฏิบัติ จริง ว่าปฏิบัติก็ได้ผล แต่ไปเน้นภาวนาเป็นการปฏิบัติ ก็ไม่ใช่ ภาวนา ไม่ได้แปลว่า continueing แต่แปลว่า past perfect tense มันเลยไปแล้ว แล้วก็อนุรักขนาปธาน รักษาผลด้วย อเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง คือทำซ้ำ ทำซ้ำอย่างที่คุณทำได้ นี่แหละคือทำจิตเป็นสมาธิ แล้วทำซ้ำ ทำให้มาก ๆๆ นี่คือวิธีอนุรักขณาปธาน แล้วจะเกิดผลเป็น อเนญชาภิสังขาร ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว

จะรู้อนุสัยในตนได้อย่างไร คำถามของคุณผู้ยังสงสัยถามมาว่า… เมื่ออนุสัยเล็กกว่าอรูป แล้วจะรู้ได้อย่างไรคะ… และมีอะไรเป็นเครื่องหมาย ตอบ...คำว่าเครื่องหมายภาษาบาลี คือคำว่านิมิต นิมิตคือการกำหนดเอง อันนี้แหละ คุณต้องทำนิมิตเอง พระพุทธเจ้าตรัสว่า จะต้องรู้นามรูปด้วยอาการ ลิงค นิมิต อุเทส คำว่าอุเทสคือการแสดง อย่างที่อาตมากำลังแสดงธรรมนี้ เมื่อฟังรู้แล้ว เอาไปปฏิบัติให้รู้อาการ อนุสัยคือ น้อย (อนุ) มันเล็กละเอียด ที่ถามว่าอนุสัย มันเล็กกว่าอรูป มีอะไรเป็นเครื่องหมาย ..ก็มีของมันเอง คุณก็ใช้ญาณปัญญา ความเฉลียวฉลาด เท่าที่จะรู้กำหนดหมาย แต่ถ้าคุณยังกำหนดเรียนรู้ตัวหยาบ โอฬาริกอัตตายังกำหนดไม่ได้ แล้วดันไปนั่งหลับตา สะกดจิตไปรู้ ภวรูป กามรูป ที่ตาหูจมูกลิ้นกาย กระทบภายนอก แล้วศึกษาอัตตากิเลส พวกนี้ก่อน แล้วจะเกิดญาณปัญญา ไปตามลำดับ แต่ถ้ามิจฉาทิฏฐิ ให้นั่งปฏิบัติหลับตาก่อน ก็จะไม่ได้ ต้องฝึกฝนญาณปัญญาไปตามลำดับ แล้วเรียนรู้กิเลสหยาบหมดแล้ว กระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กิเลสไม่เกิด แต่ยังเหลือภายในเป็นรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา ถ้าเป็นอนาคามี แต่กระทบสัมผัสกับภายนอกตลอด จิตก็อุเบกขา มีแต่ภายใน ระริกระรี้เป็นรูปราคะ อรูปราคะภายในอีก ก็เรียนไปตามลำดับ อนาคามีตากระทบรูป ไม่เกิดกิเลส เช่น ท้ออินเดีย กระทบแล้ว สวย น่ากิน แต่ก็ไม่เกิดกิเลส แต่รู้ความจริงตามความเป็นจริง ไม่เกิดอาการจิตชอบไม่ชอบ ต้องกำหนดอาการของจิต แล้วทำออก อย่าให้เกิดอาการของอกุศล คุณทำได้ เกิดญาณปัญญา ว่าเราไม่มีกิเลสแล้ว รู้ความเป็นจริงยิ่งขึ้น แม้เป็นสังโยชน์ ข้อที่เหลือ ก็ล้าง มานะ อุทธัจจะ อวิชชาต่อไป ล้างรูปราคะหมด ก็เหลืออรูป อรูปนั้น ตัวต้นรองจากรูป เช่นเป็นมานะ ก็ล้างมานะอีก พอเหลือเศษธุลีละออง ก็ล้างที่เหลืออีก เป็นเศษอุทธัจจะ หมดเกลี้ยงต้องพ้น เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ทำทุกปัจจุบันเป็น 0 สั่งสมเป็นอดีต 0 อนาคตก็ต้อง 0 กิเลส 0 สมาธิตั้งมั่นเป็น เจตโส อภินิโรปนา เป็นอัตโนมัติ ไม่ต้องทำอีกเลย มันเป็นเองเป็นตถตา เวทนา 36 ปัจจุบัน ทำให้เกิดอดีต 36 คือมโนปวิจาร 18 ให้เป็นเนกขัมสิตอุเบกขา เฉยกลางว่าง เป็นฐานนิพพาน ฐาน 0 กิเลสไม่เกิด ได้อย่างแข็งแรงตั้งมั่น เป็นสมาธิจบแล้ว เรียกว่าเป็น สมาหิตังสมบูรณ์แล้ว คุณเป็นคนให้คำตอบเอง เพราะรู้ส่วนอดีต อนาคต ทั้งสองส่วนนี้ในอวิชชา 8 ไม่รู้..ทุกข์ (ทุกฺเข อญฺญาณํ) ไม่รู้..ทุกขสมุทัย (ทุกฺขสมุทเย อญฺญาณํ) ไม่รู้..ทุกขนิโรธ (ทุกฺขนิโรเธ อญฺญาณํ) ไม่รู้..ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา (มรรคมีองค์ 8) ไม่รู้ในส่วนอดีต (ที่ไม่เที่ยง) ปุพพันเต อัญญาณัง ไม่รู้ในส่วนอนาคต (ที่ไม่เที่ยง) อปรันเต อัญญาณัง ไม่รู้ทั้งส่วนอดีต-ส่วนอนาคต (ไม่รู้สิ่งที่เที่ยงแท้ เท่ากันหมดแล้ว) (ปุพพันตาปรันเต อัญญาณัง) . ไม่รู้ในธรรมทั้งหลาย ที่อาศัยกันเกิดขึ้น เป็นห่วงโซ่แห่ง การเกิดทุกข์ หรือดับทุกข์ ตามหลักปฏิจจสมุปบาท (พตปฎ. ล.34 ข.691 ว่าด้วย อกุศลเหตุของโมหะ) ในข้อที่ 7 นั้น เป็นส่วนอดีตและอนาคต ที่ยังไม่สมบูรณ์ เป็นของเสขบุคคล ส่วนอดีตข้อที่ 5 เป็นของไม่เที่ยง อนาคตข้อที่ 6 ก็เป็นทั้งของเที่ยง และไม่เที่ยง ในข้อที่ 5 คุณยังไม่สามารถทำให้เป็น 0 ได้ ในโลกนี้ไม่ว่ากี่โลก สิ่งที่เที่ยงแท้เป็นศูนย์ มีสิ่งเดียวคือนิพพาน ต้องทำซ้ำลงไปให้สำเร็จ หากไม่สำเร็จ ก็ต้องทำให้เที่ยง ไม่เช่นนั้น สิ่งที่จะตามมาข้างหน้า เรียก อนาคต ก็ต้อง 0 ได้ แม้จะมาทีเผลอไม่รู้ตัวก็ตาม คุณต้องฝึกให้แข็งแรง ให้อนาคต 0 ได้ สั่งสมเป็นอดีตที่แข็งแรง ช่วยให้ปัจจุบัน 0 เมื่อทำอดีต ปัจจุบัน 0 ได้สมบูรณ์ อนาคตก็ 0 แน่นอน (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) ถ้าคุณยังทำไม่จบจริง 0 จริง อนาคตก็ไม่ 0 ต้องทำแล้วทำอีก จนกระทั่งอดีตกับอนาคต เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเป็นศูนย์ อดีตกับอนาคต ข้อที่ 6 ก็ยังไม่แน่ แต่ข้อที่ 7 แน่ เที่ยง ข้อที่5 ไม่เที่ยง ข้อที่ 6 ไม่แน่ แต่ข้อที่ 7 ทั้งแน่และเทียง “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง -อวิปริณามธัมมัง -อสังหิรัง-อสังกุปปัง”

อันสุดท้ายปฏิจจสมุปบาท ก็ต้องเรียนรู้ จะรู้ได้อย่างไรว่า อนุสัยเป็นอย่างไร ก็ต้องเรียนรู้ตั้งแต่ สิ่งที่หยาบมาก่อน จนมาถึงละเอียด ก็จะรู้ได้

ถามว่า….ถ้าทำอาหารดีๆ ปรุงแต่งน้อยๆ โดยมีมโนสัญเจตนา ว่าให้คนลดกิเลส และสุขภาพดี อย่างนี้ถือว่า เป็นวิภวตัณหาได้ไหม ตอบ...ได้ รู้จักประมาณให้พอเหมาะ คนที่เป็นพระอรหันต์ ไปปรุงอาหารให้คนอื่นกิน แต่คนอื่นที่กิน ไม่ใช่พระอรหันต์ ก็ต้องเห็นใจเขา แล้วจะปรุงแบบไม่มีรสเลย แล้วจะไปปรุงทำไม ตัวมันเอง ก็ไม่มีรสอยู่แล้ว ..มันก็เกินไป ต้องรู้จักอนุโลมปฏิโลมพอควร คนเข้าใจแล้ว เหมือนพ่อแม่ลูก เด็กเล็กอยู่ พ่อแม่ก็ต้องอนุโลมให้

ใส่บาตรพระอย่างไรจึงไม่มีหวัง ถามว่า...ใส่บาตรพระโดยให้ท่านจะได้ยังศาสนาต่อไป อย่างนี้ถือว่า ยังมีหวังไหมคะ ตอบ...ข้อนี้ใส่บาตรไปเลย โดยไม่ต้องคิดว่า จะให้ท่านสืบศาสนาต่อหรอก ใส่ไปแล้ว ท่านจะกินหรือไม่กิน จะอยู่หรือไม่อยู่ ก็เรื่องของท่าน ไม่ต้องหวังช่วยท่าน ขนาดนั้นหรอก แต่ก็เป็นความรู้ความควร ไม่ต้องไปหวัง ไม่ต้องมีเหตุผลอะไร อย่าไปสร้างภพชาติต่อ ทานสูตรอันที่ 1 เลย ไม่ต้องหวัง อย่างนี้ ดีที่สุด ล.23 ข49 ทานสูตร เทวดา 6 อย่าง พรหม 1 อย่าง อันที่ 1 จาตุมหาราชิกา คือ ทำทานแล้ว มี 1.สาเปกฺโข (มุ่งหวัง) ทาน เทติ 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต (ผูกพัน) ทาน เทติ 3.สนฺนิธิเปกฺโข (สั่งสม) ทาน เทติ 4.อิมํ เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ (ให้ข้ามภพชาติ) ทาน เทติ

อันที่ 2 ดาวดึงส์ คือ ทำทานเพราะว่า เห็นว่าเป็นความดี อันที่ 3 ยามา คือ ทำทานเพราะเพื่อเป็นประเพณี อันที่ 4 ดุสิต คือทำทานเพราะเห็นว่า สมณะหุงหาอาหารเองไม่ได้ อันที่ 5 นิมมานรดี คือทำทานเพราะทำตามฤาษีใหญ่ๆ อันที่ 6 ปรนิมมิตวสวัตตี ทำทานเพราะว่า อยากได้ปลื้มใจ (อตฺตมนตาโสมนสฺสํ) อันที่ 7 สหายแห่งพรหม คือทำทานอย่างมี จิตฺตาลงฺการ จิตฺตปริกฺขารํ (ต้องทำปุญญาภิสังขาร ทำทานเพื่อลดกิเลส) พระพรหมคือไม่เวียนกลับ

_อยู่แดนไกลถามว่า อาสวะ 4 คืออะไร 1. กามาสวะ 2. ภวาสวะ 3. ทิฏฐาสวะ 4. อวิชชาสวะ (พตปฎ. เล่ม 35 ข้อ 961) ทิฏฐาสวะ คือแม้เราดีเราถูก แต่เอาดีไปข่มเขา ต้องล้างจนหมด แล้วจะพ้นวิชชาสวะ แจ้งจบจนไม่มีอะไร ไม่รู้ไม่มี มีแต่รู้หมด

_การช่วยเหลือคน เพื่อให้เขาช่วยเหลือตัวเองได้ คือเป้าหมาย ไหมคะ ควรตัดรอบอย่างไร ตอบ...ควรตัดรอบตามฐานะตัวเอง ก็เราทำตามศีล 5 8 10 26 ก็คือศีลที่พระพุทธเจ้าตรัส แต่ไม่เรียนกันแล้วเดี๋ยวนี้ มหาศีลคือสิ่งที่ไม่ให้มี ในศาสนาพุทธ แต่ทุกวันนี้ ไม่ได้ทำตามแล้ว มีแต่วินัย เราก็ต้องกู้คืนมา

_การทำงานศาสนา คือการบริหารชีวิต คือสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า ใช่ไหมคะ การทำหน้าที่ของว.นบ. คือรายได้คือคะแนน ว.นบ. ใช่ไหมคะ รายได้แท้จริงคือสัจธรรม คือผู้อยู่ประจำ จะได้ลดกิเลส คือรายได้ประจำของว.นบ. ใช่ไหมคะ ความเก่งของโลกีย์ คือความติดยึด ในที่สุดของที่สุด คือ สุดท้าย น้ำย่อมไปสู่น้ำ น้ำมันย่อมไปหาน้ำมัน แต่ที่เหนือกว่า คือเวทนาคือน้ำใจ คือสัจธรรมที่ทุกคน ทำหน้าที่ของตน คือทุกคนต้องตายอย่างสงบ จบอย่างสง่า ตอบ...ใช่ จำไปแล้วปฏิบัติให้ได้ เอากิเลสออกให้หมดให้ได้

วันนี้เป็นคาบสุดท้าย ของงานปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธ ครั้งที่ 41 ก็ ฟังธรรมแล้วเอาไปทำ เอาไประลึก ก็ขออนุโมทนาจริง พวกเราหน้าซ้ำๆเก่าๆเดิมๆ จนกระทั่ง แก่ๆกันแล้ว ก็ยังเห็นหน้ากัน ยังมางานปลุกเสกฯ คนที่ไม่มา ที่ไม่รู้สาระ ก็เรื่องของเขา มีคนเขาจบอรหันต์แล้วก็ไม่รู้ ก็ไม่เป็นไร แต่คนไม่จบอรหันต์ ไม่มาก็ ซวยไป คนที่มาแล้ว ก็อนุโมทนาสาธุด้วย ก็คงได้ส่วนที่ควรได้ ตามธรรม สมควรกระทำทุกคน จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน