600606_เทศน์ก่อนฉันอโศกรำลึก โดยพ่อครู องค์ 6 ของปัญญากับการปหาน 5.docx
เนื้อหาในไฟล์
600606_เทศน์ก่อนฉันอโศกรำลึก โดยพ่อครู องค์ 6 ของปัญญากับการปหาน 5
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_สัมมาทิฏฐิ) ตอน ทิศทางของศาสนาพุทธ พ่อครูว่า...วันนี้วันที่ 6 แล้ว เมื่อวานวันที่ 5 วันนี้วันที่ 6 มิถุนายน 2560 ขึ้น 12 ค่ำเดือน 7 ปีระกา วันที่ 5 วันที่ 6 เดือน 7 อาตมาเกิดจริงๆก็วันที่ 5 เดือน 7 แต่แรม 8 ค่ำ คือมันสับสน เลข 18 นี้มาจากไหน คือในใบสุทธิ บอกว่าอาตมาเกิดวันที่ 18 ในสำมะโนครัวเกิด 8 มิ.ย. ส่วนวันเกิดจริงนั้น 5 มิ.ย. คือยากที่จะรู้ความจริง ก็เป็นวันที่เราจัดงาน คือสังคมมนุษยชาติที่มีปัญญาจัดงานรวมพล ขึ้นมาเพื่อให้เป็นองค์ประกอบชี้นำ จูงนำน้อมนำไปสู่จิตวิญญาณ ให้จิตวิญญาณได้รับค่ารวมผลรวมจากกรรมกิริยาองค์ประกอบต่างๆ นี่เป็นความฉลาดในความเป็นมนุษย์ ต่างคนต่างคิดวิธีการ หารูปแบบสีสันรูปร่างวัตถุ ลีลาต่างๆสารพัด รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส แล้วเอามาให้มันมีอำนาจ มีฤทธิ์เดช ที่จะรวมพลังเข้ามาสู่ผลที่เขาต้องการ ผลที่เขาต้องการนี่แหละคือ ภูมิปัญญาขององค์กรนั้นๆ หรือคนนั้นๆ ที่สร้างรูปแบบขึ้นมา รูปแบบของศาสนาพุทธ ก็ตามแต่ทิฏฐิ ความรู้องค์รวมของใครคิดสร้างขึ้นมา สำหรับอาตมาก็มีความรู้ความเห็น แล้วบอกให้คนช่วยกันจัดองค์ประกอบวิธีการ เพื่อโน้มนำเหนี่ยวนำไปสู่ผลที่ดีที่สุด ถูกต้องที่สุด มันเป็นความจริงใจ ของแต่ละองค์กร แต่ละวิธีการรูปแบบ ที่เขาทำกัน มันก็เป็นความจริงใจ ของแต่ละคน แต่ภูมิธรรมไม่เท่ากัน ผลเลยออกมาไม่เท่ากันผล ก็นำไปสู่จุดที่ต้องการ อาตมาเองอาตมาก็มั่นใจ 1 ตั้งใจจะนำพาสู่ความรู้ของพระพุทธเจ้า ตั้งแต่รู้ว่าเราจะมาทำหน้าที่นี้ทั้งชีวิต ออกมาตั้งแต่อายุ 36 ปีพ. ศ. 2513 ก็ออกมาทำงานนี้ ตั้งแต่บัดนั้นจนถึงบัดนี้ ตามภูมิตนเองที่มั่นใจ ของเขาก็มั่นใจของเขาทั้งนั้น ส่ว
อ่านต่อ
นมันจะจริงจะถูกต้องกว่ากันนะ เขาก็เชื่อมั่นของตัวเองทั้งนั้น ก็ต้องใช้ภูมิปัญญาของตัวเอง เลือกเอาเอง โดยท่านแนะนำว่าให้ฟังความทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่อย่างธัมมชโยบอกว่า ช่องนี้ช่องเดียว อย่างนั้นเป็นลัทธินอกศาสนาพุทธ เป็นการบังคับ หรือ monopoly อะไรก็แล้วแต่ ซึ่งมันไม่ถูกต้องไม่แฟร์ ของพุทธเจ้าเป็นเรื่องแฟร์ ให้ตัดสินเอง ตัดสินถูกก็เป็นเรื่องของเขา ไม่ถูกก็เรื่องของเขา ไปโทษใครไม่ได้ อาตมาแสดงความจริง โดยการเอาความจริงออกไป ไม่สามารถบังคับภูมิปัญญาของคนได้ และอาตมาก็รู้ทำงานมาถึง 47 ปี เห็นชัดว่า คนรู้และเชื่อถือที่อาตมาพาทำนี้ส่วนน้อย 47 ปีนี้มีส่วนน้อย ที่รู้ได้ตามได้ และได้มรรคผล ได้ผลสำเร็จตามคำสอนนี้ไป โดยเป็นคนวรรณะ 9 เป็นคนทวนกระแสโลกีย์สามัญที่เอาแต่จะรวยไม่รู้จบ แต่คนที่จะมี จิตจริง เห็นดีแบบนี้ แล้วมาจน แต่มันติดกับกิเลสไม่ยอมจน ถ้าจนได้จะดี เข้าใจแล้ว แต่ยังจนไม่สำเร็จก็กิเลสตัวเอง แหม ดูสิ ทั้งที่เห็นดีเห็นงามว่ามาจนนี้ดี แต่ก็จนไม่สำเร็จ จนไม่ลง จนไม่ได้ จะต้องรวยอย่างนั้นแหละ น่าภาคภูมิใจที่ประเทศไทยมีในหลวงหรือพระเจ้าแผ่นดินที่เป็นพระโพธิสัตว์ จึงได้ตรัสออกมาชัดเจน ประกาศไปทั่วสากลว่าพระองค์มีภูมิธรรม เชื่อมั่นเข้าใจอย่างนี้ มาเป็นคนจน ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ขาดทุนนี่แหละเจริญ มันทวนกระแสคนทั้งโลก คนมีปฏิภาณลึกๆเข้าใจว่าดี ขานรับแต่ไม่ค่อยทำตาม ไม่ต้องเอาคนศาสนาอื่น เอาคนไทยนี่แหละ ในหลวงมีพระปัญญาธิคุณเห็นว่า จนดีกว่ารวย แต่ความประพฤติของคนไทยยังไปสะสมกอบโกย แย่งชิง โง่ที่ไหน รู้ว่าดี ไม่ใช่คนโง่ ต้องตอบให้ถูก ไม่กลัวไม่โกง แต่ตอแหล รู้ว่าดี ขานรับ แต่ตัวเองกลับทำตรงกันข้ามกับที่ตนเองยอมรับ พูดถึงตรงนี้ นี่คือเนื้อหาแท้สัจจะของคน สอนว่าทรัพย์สมบัติในโลกนี้ไม่ต้องไปแย่งชิงทุจริตมา แต่ขยันหมั่นเพียรเรียนรู้ความพอดีพอเพียง ตื่นรู้ว่าชีวิตร่างกายกินเท่าไหร่อยู่เท่าไหร่ ไม่ต้องเฟ้อเกิน ไม่ต้องมากมีอะไร ถ้าเกินมาอยู่ที่คุณ คนอื่นก็ขาดแคลนก็ต้องแย่งชิงกัน เป็นภัยต่อโลก เกิดความวุ่นวายเดือดร้อนเลวร้าย มาเป็นคนไม่ต้องสะสม ไม่ต้องเอาเปรียบเอารัด มันเป็นคุณค่าความดีงามทั้งนั้น ไม่สะสมแล้วดี ไม่เอาเปรียบเอารัดยิ่งดี ไม่โกงทุจริตยิ่งดีมหาดีเลย เอาเปรียบเอารัดก็ชั่วรองลงมา หรือฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมา ไม่สามารถห้ามตัวเองได้ เพราะไม่ได้ล้างต้นตออยู่ที่จิต พระพุทธเจ้าเรียกว่าอนุสัยอาสวะ เกาะติดก้นบึ้งของจิต อันนี้ต้องเรียน พระพุทธเจ้าสอนให้มีปัญญาหยั่งรู้ เข้าไปถึงอาการจิต อาการหยั่งรู้ รู้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส อุเทสคือฟังที่อาตมาอธิบายนี้ แล้วเอาไปทำ ทำจิตในจิตคือมนสิกโรติ หรือมนสิการ ทำให้ถูกแท้ ถูกต้อง มีธาตุรู้ไปหยั่งรู้ แยกแยะรู้อาการจิต ว่าอย่างนี้คือโลภมาให้แก่ตัว โลภจนเอาเปรียบ โกง ทุจริต ทำร้ายฆ่าแกงผู้อื่น มันก็จะรู้ความจริงว่าเราเลวร้ายอำมหิตขนาดนี้หรือ แล้วก็พยายามอย่าให้พลังงานที่เลวร้าย ไปทำงานต้องพยายามแม้จะกดข่มบังคับก็ตาม แต่จะให้ดีต้องใช้ปัญญา ถ้าเราเอาแต่คิดพิจารณารู้ แล้วแยกแยะด้วยเหตุด้วยผลเฉยๆ เขาเรียกตักกะ แต่ไม่เป็นสัจจะ ปัญญาของพระพุทธเจ้าต้องประกอบไปด้วยองค์ 6 อันนี้ยังยาก ทุกวันนี้อธิบายยังไม่เก่ง
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_ปัญญา) ตอน ปัญญา สำคัญต้องมีมรรคองค์ 8 ปัญญาจะไม่เกิดจากการนั่งหลับตาเด็ดขาด ต้องเกิดจาก การสัมผัสรู้ธรรมะ 2 จาก ตากระทบรูป หูกระทบเสียง ลิ้นกระทบรส เป็นต้นแล้วมาวิจัย แล้วจับตัวเห็นแก่ตัวเลวร้าย อาการเหล่านั้นมันเกิดขึ้นในจิตไหม อาการเห็นแก่ตัวมันจะแสดงออก 2 แบบคือ คือดูดกับผลัก ผลักจนถึงทำร้ายเป็นพยาบาท ดูดก็ดูดมาเป็นตัวเป็นตนของตนเอง ก็มีอาการอย่างที่ว่านี้ ที่พยายามอธิบายเป็นภาษาให้ฟังแล้วเอาไปปฏิบัติเรียนรู้ องค์ 6 ของความเป็นปัญญา ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาแล้วจิตเป็นสมาธิ หยุดนิ่ง ไม่คิด เขาว่าจิตสงบนิ่ง แล้ว ความรู้จะโผล่พลั้วมา อันนี้ไม่ใช่ปัญญา โผล่ขึ้นมาให้รู้ในขณะนั่งหลับตาไม่มีทวาร 5 สัมผัสภายนอก ธาตุรู้ตัวนั้นเรียกว่าสัญญา มันไม่ใช่ปัญญาเลย อาตมาก็สงสารผู้รู้ที่ เขียนหรือสอนในสาธารณะ มีแต่สิ่งที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ มีทั้งหมด 62 ประการ พระพุทธเจ้าตรัสในพรหมชาลสูตร ท่านก็บอกว่าจะคิดปรุงแต่งในอนาคต ๔๔ สรุปว่า เข้าใจพยัญชนะ สัญญากับปัญญา ต่างกันไม่ได้ ปัญญาต้องเกิดจากมัคคังคะ มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ให้ดูตัวผิดหรือถูก ตัวดำตัวขาว แล้วเอาตัวที่ขาว ตัวดี บริสุทธิ์ ทำลายตัวที่ไม่ดีให้ได้ จึงจะสำเร็จผล เมื่อสำเร็จผลแล้ว กิเลสออกจากจิต มันมีอาการอย่างนี้เอง กิเลสออกไปจากจิต จิตไม่มีตัวบงการแล้ว มีแต่ตัวสุจริตบงการ ตถตา มันเป็นเช่นนี้เอง ความจริงเป็นเช่นนี้เองหรือ เป็นเช่นนี้เองหมายความว่า ธาตุรู้ สัมผัสกับสิ่งเกิดจริงเป็นจริง อ๋อ อย่างนี้หรือ เหมือนกับเราเห็น มะกรูดเป็นอย่างนี้หรือ มะนาวเป็นอย่างนี้แหละ นี่คือตถตา ไม่ใช่ตถตาตรรกะ ที่มะกรูดมันก็เป็นของมันอย่างนี้ ไม่คิดอะไร ไม่ใช่ หมายถึงว่าเราสัมผัสแล้ว เรารู้ตามความเป็นจริงว่ามันเป็นเช่นนี้ นั่นคือตถตา แต่ไปเข้าใจตถตาเป็นตรรกะ ไม่มีของจริงธาตุจริงสัมผัสแล้วรู้ความจริงตามความเป็นจริง ปัญญา สำคัญต้องมีมรรคองค์ 8 สำคัญสุดคือ เกิดในขณะทำงานเลี้ยงชีพตนเอง เกิดในขณะนั้นแหละ มีพฤติกรรมสติสัมปชัญญะ รู้ตัวทั่วพร้อม ไม่ใช่ไปเกิดขณะนั่งหลับตา แต่เกิดขณะมีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ทำคิดพูด สังกัปปะคิด จะเกิดความรู้แจ้งจากการมีกรรมกิริยามีการทำอาชีพ สี่หลักนี้ในมรรคองค์ 8 ต้องมีธัมมวิจัย เริ่มต้นจาก สัมมาทิฏฐิเป็นประธาน จะมีความรู้ถูกต้องถึง 10 หลัก สัมมาทิฏฐิ 10 หลัก หรือผู้ที่ไม่รู้ถูกต้องก็เป็นมิจฉาทิฐิ 10 ถ้าเข้าใจ 10 หลักนี้ไม่ได้ คุณไม่มีวันที่จะบรรลุธรรม ยิ่งไม่เข้าใจมรรคมีองค์ 8 ต้องมีการสัมผัสของจริงตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วมีธัมมวิจัย หลักตัดสินด้วยว่า ข้อแรก ทินนัง ถ้าไม่รู้ก็นัตถิ ทินนัง จะทำทานมากทำเยอะแยะ ทำเสร็จแล้วมีผลชำระกิเลสไหม อัตถิทินนัง ถ้าไม่สำเร็จเป็น นัตถิทินนัง ก็ต้องรู้ว่ากิเลสอยู่ที่ไหน อยู่ที่มะม่วง มะกรูดหรือเปล่า? หรืออยู่ที่ทองคำหรือเพชรพลอยหรือธนบัตร กิเลสอยู่ที่ผู้หญิงผู้ชาย ไม่ใช่ กิเลสอยู่ที่จิตเรา ก็อ่านเข้าไปในจิตเรา มีธัมมวิจัยแยกแยะว่า อาการอย่างนี้คือกิเลส ต่างกับอาการที่ไม่มีกิเลสอย่างไร ต้องอ่านอาการเป็น ของใครก็ต้องทำเอง จับนิมิต อ่านนิมิตของตนเอง เกิดสัมผัสแล้วอ่านอาการ แยกแยะได้ อ่านอาการออกว่า กิเลสโลภ โกรธ โมหะ โมหะแปลว่าหลงผิด หลงเลอะปนๆกัน ไม่ถูกต้องทีเดียว เรียกว่าโมหะ ถ้าแยกแยะออกเป็นโทสะ หรือโลภะ ผลักหรือดูด อ่านอาการนี้ได้ เป็นอาการนามธรรม (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) ผู้ที่จะเข้าใจได้จริงๆว่าปัญญาธาตุนี้ เป็นธาตุพลังงานที่รวมเรียกว่าปัญญา จึงไม่ใช่สัญญาหรือตรรกะ ปัญญาต้องประกอบด้วยองค์ 6 ในองค์ 6 นี้ต้องมีสัมมาทิฏฐิ เป็นประธาน ถ้าคุณทานแล้ว คุณทำใจคุณ แม้เริ่มต้นมีความหวัง ภพชาติ ทานแล้วก็คือให้ ให้ข้าวของสมบัติวัตถุ แรงงานความรู้ ให้อะไรก็แล้วแต่ ก็ไม่ต้องคิดเอาอะไรตอบแทน ต้องหวังแม้แต่คำขอบคุณ บุญคุณตอบแทน จนคิดเอาเองว่าเราจะได้วิมาน ได้ความเจริญ สิ่งที่ดี ต่อจากทานออกไปเรียกว่า สาเปกโข ทานก็คือให้ ให้แล้วก็คือให้ ให้แล้วคุณก็ไม่มีอะไร ให้แล้วก็หมด สุญญตา ศาสนาพุทธจบด้วยสูญญตา บุญคือตัดภพชาติ ไม่มีจิตต้องการอะไรมาให้แก่ตัวเองเลย นี่คือสมบูรณ์ แต่ถ้าอยากได้อะไรให้แก่ตัวเอง ก็คือกุศล บุญไม่มีตัวตน บุญมีแต่วิบัติ เอกังสะ บุญมีหน้าที่ตัดกิเลสอย่างเดียว กิเลสหมดไปแล้ว บุญก็หาย บาปก็หาย ปุญญปาปปริกขีโณ ทั้งบุญและบาป หายไปในการสำเร็จผลนั้น ทุกวันนี้คำว่าบุญ ที่ศึกษา การอยู่ในวงการศาสนาพุทธ คำเดียวนี้ ก็เพี้ยนไปหมดแล้ว ไม่ถูกต้องตามนิยามจริงของคำว่าบุญ จึงไม่มีมากกว่าของศาสนาพุทธเลย ปฏิบัติคำว่าบุญคำเดียวที่เข้าใจผิด บุญ สะสมไม่ได้ ไม่ใช่สมบัติ บุญ ..ผลของมันคือ 0 ถ้าทำไม่ถึง 0 ก็ได้ส่วนบุญไปตามลำดับ เรียกว่าปุญญภาคิยา คือส่วนบุญ ส่วนบุญไม่ใช่สิ่งที่ได้ ส่วนบุญคือสิ่งที่เสียไป สละไปกำจัดออกไป นั่นคือส่วนบุญ คนที่เข้าใจความจริงอย่างนี้ไม่ได้ เข้าใจว่า มีส่วนบุญ เลยเอาไปแบ่งกัน ส่วนบุญคือส่วนกิเลสที่ทำลายได้ นักปฏิบัติทุกวันนี้ เอาส่วนบุญไปแบ่งกัน ส่วนบุญคือกิเลสที่แบ่งออกไปได้ ถ้าเอาไปแจกกัน ก็เอากิเลสไปแจกกันสิ สมมุติว่าส่วนแห่งบุญคือล้างกิเลสออกได้ 10% ก็เลยเอา 10% นี้ไปแบ่งกัน งามหน้าไหม สมน้ำหน้าโง่ไหม ใครเคยโง่มาบ้าง ตอนนี้ฉลาดหรือยัง ไม่ไปทำโง่อย่างนี้อีกแล้วนะ แต่น่าสงสารคนทั้งโลกอีกเยอะที่ไม่เข้าใจสัจธรรมอันนี้ ถ้าเข้าใจผิดคำว่าบุญคำเดียวนี้ คำว่าบุญคือโลกุตระ ในศาสนาอื่นใดไม่มี ศาสนาอื่นเอาคำว่าบุญไปใช้นี้ผิดหมด เพราะว่ารับไปจากศาสนาพุทธที่ผิด ก็เลยเข้าใจผิดไปด้วย
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_ปัญญา) ตอน องค์ 6 ของปัญญากับการปหาน 5 ในหลัก องค์ 6 ของการเกิดปัญญา หรือธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มี ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ เกิดจากการทำบุญสำเร็จ ปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ในขณะประกอบอาชีพ กิริยา กายวาจาใจ ขณะพูด ขณะคิด และจับกิเลสได้ในขณะ ทำอาชีพ คิด พูด ทำ แล้วกำจัดกิเลสให้ลดหรือให้ตาย พอทำได้ ที่จะทำได้คือต้องมีธรรมวิจัย ต้องเป็นองค์ 3 สติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ แล้วต้องพยายามให้มันลดได้ การลดลงของกิเลสมีถึง 5 ระดับ กดข่ม หรือวิขัมภนปหาน ซึ่งทำเป็นกันทุกคน เป็นสามัญคนทั่วไปก็ทำได้ สอง พิจารณาให้ได้ว่ากิเลสมันเป็นของไม่จริงไม่เที่ยงแท้ เป็นเหตุแห่งทุกข์ มันไม่มีตัวตนจริงๆเลย ปัญญาหรือ ความเฉลียวฉลาด ความเข้าใจ ธาตุรู้ของตนเอง รู้ว่า กิเลส มันมีคุณสมบัติไม่เที่ยงแท้ เดี๋ยวใหญ่เดี๋ยวเล็ก เดี๋ยวไปเดี๋ยวมา มันทำไมตลบแตลงกันนักกิเลส สอง มันเป็นเหตุแห่งทุกข์จริงๆ เพราะมันพาเราไปหาแย่งสวรรค์ แต่สวรรค์ไม่มี สวรรค์มีแต่เท็จ มันพาเราไปอยากได้สวรรค์ มันคือเหตุแห่งทุกข์ จริงๆแล้วมันไม่มีตัวตน นี่คือกฎไตรลักษณ์ ผู้ที่เห็นปัญญานี่มันแจ้งจริงๆเลย พยายามทำให้ได้หรือ พิจารณาทีใดเห็นจริงว่ากิเลส พิจารณาแล้วมันลดเป็นครั้งๆ เรียกว่าตทังคปหาน ตทังคะแปลว่าแต่ละครั้งๆ 1. วิกขัมภนปหาน 2. ตทังคปหาน จริงๆแล้ว วิกขัมภนปหานคือทุกคนทำเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว มันอายก็กดข่มไว้ หรือสุดทนก็แสดงออก โทสะหรือกามก็ดี ถ้าไม่สุดทนก็ไม่แสดงออก ใครๆก็ต้องไม่ให้แสดงออก กามหรือโทสะก็ตาม มันมีการกดข่มเป็นธรรมชาติ แต่เราต้องเอาจริงกับมัน สองต้องพิจารณาใช้เหตุผลอ่านลงไปถึงความจริงตามกฎไตรลักษณ์ คุณลดได้ เป็นครั้งคราว ร่วมกัน ระหว่างการ กดข่มกับใช้ปัญญา ตทังคะ ได้เรื่อยๆ พอทำเด็ดขาดสูญได้เรื่อยๆคือสมุจเฉทปหาน สมะแปลว่าเสมอ ต่อเนื่อง ทำให้ขาดต่อเนื่องๆ ก็เด็ดขาด ขาดโดยเราเด็ด ทำได้สำเร็จผลนานก็ ปฏิปัสสัทธิปหาน ปฏิแปลว่าทวนไปทวนมา กิเลสก็สงบลงๆ ทำสำเร็จสมบูรณ์คือนิสรณปหาน ไม่ต้องทำอีกแล้ว เมื่อเป็นสมุจเฉทะ นิสรณะคือไม่ต้องสู้รบกันอีกแล้ว รณะ แปลว่ารบ สรณะแปลว่าประกอบการรบ นิ เป็นอุปสรรค คือไม่ คือไม่ต้องรบแล้วจบแล้ว สบายแล้วหยุดแล้ว การตัดกิเลส ก็คือการรบ รบอย่างหนักเลย รบอย่างสำคัญมาก ผู้ที่ปฏิบัติถูกต้องตามสภาวะ ที่อาตมาอาศัยพยัญชนะบาลีของพระพุทธเจ้าตามที่มีเดิม มาอธิบาย คนที่เข้าใจแล้วเอาไปปฏิบัติจนสำเร็จผลก็ตามที่แต่ละคนทำได้จริง ทำได้นิสรณะเสมอๆ กิเลสแต่ละตัวแต่ละตัวทำได้ เผลอๆเป็นอรหันต์โดยไม่รู้ตัว แต่คนที่ปฏิบัติแล้ว จะต้องรู้ว่าเราปฏิบัติแล้วถูกต้องไหม ได้ผลหรือยัง มีส่วนที่เหลือ เรียกว่า กามภพ รูปภพ อรูปภพที่มันยังเหลืออยู่ในองค์รวม กามภพหมดแล้วเหลือรูปภพ อรูปภพ ก็ล้างไปตามลำดับ ดับได้หมดสิ้นไม่มีกิเลสเราก็หมด ก็ต้องพยายามศึกษารู้ด้วยญาณปัญญา เข้าใจรู้ความจริงตามความเป็นจริงเหล่านี้ คำสอนพยัญชนะสื่อให้เห็นสภาวะเหล่านี้ เข้าใจแล้วก็เอาไปปฏิบัติ หลักปฏิบัติมีศีล สมาธิ ปัญญา แล้วจะเกิดวิมุติ วิมุติญาณทัสสนะ หลุดพ้นจากโลกโลกีย์ เป็นนิโรธ แต่เรายังไม่ตาย เรายังมีชีวิตมีธาตุรู้ ส่วนที่ไม่มีคือส่วนกิเลส เหลือวิมุติ รู้ว่าเราไม่มีแล้ว วิ แปลว่าไม่ กับสุดประเสริฐ สิ่งที่ทำให้ไม่มีเราทำได้แล้ว ก็เป็นสิ่งประเสริฐ วิ เป็นสิ่งที่ใช้พยัญชนะมาสื่อกับสภาวะ ใครทำถูกต้องได้ประโยชน์ อาตมาเกิดมาชาตินี้มาทำเรื่องนี้
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ชุมชนส่งเสริมความมั่นคงแห่งชาติ ถ้าผู้ที่เรียนรู้ลดกิเลส เป็นมวลประชากรของสังคม ที่มีกิเลสลดได้จริง มวลของประชากรก็ไม่เป็นโทษต่อสังคม ในด้านการบริหารประเทศก็ไม่เกิดโทษภัย เกิดความสงบสุขต่อสังคม อาตมาทำได้ไม่เป็นทางนิตินัย ทำเป็นเอกชน ทำให้ประชาชนลดเหตุปัจจัย จะไปสร้างโทษภัยก่อความไม่สงบแก่สังคม อาตมาทำมา 47 ปีแล้ว ตั้งแต่เลิกเลี้ยงชีวิต ให้คนเขาเลี้ยงไว้ ทำงานให้ประชาชน จึงเป็นการทำงานเหมือนผู้บริหารบ้านเมือง กับนักการเมืองทำงานเหมือนกันแต่ทำคนละแบบ การเมืองทำแบบบังคับใช้กฎระเบียบใช้ข้อบังคับ หรือฆ่าแกงได้ เป็นอาณาหรืออาชญา แต่ของศาสนาพุทธเป็นแบบอิสระเสรีภาพ เป็นการให้เกียรติ ไม่บังคับ ให้ใช้ปัญญา ของศาสนาพุทธใช้ปัญญานำ จัดการกับตัวเหตุที่ทำชั่วแก่สังคม ดับกิเลส ปหานได้จริง เป็นคนไม่ก่อโทษภัย เป็นคนก่อความสงบสุข โดยคนที่ทำงานให้คนลดกิเลส คือคนผู้รักษาความมั่นคงของชาติชั้นหนึ่ง เพราะว่ารักษาความมั่นคง โดยระงับต้นเหตุ พวกคุณมารับการอบรมศึกษาเพื่อลดละกิเลส แล้วลดการก่อความไม่สงบให้แก่สังคมประเทศชาตินี้ดีมาก สอดคล้องทั้งการเมืองและสัจธรรม ทางด้านการเมือง ยังไม่เข้าใจเหตุแท้ในจิตคือกิเลส ก็ใช้กฎหมาย เอามาลงโทษ ยุ่งยากหลายอย่าง แต่นี่ใครทำก็เป็นวิบากของเขา จะมาศึกษาก็มีฉันทะ พูดถึงฉันทะแล้วก็นึกถึงหลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้า หลักหนึ่งคือมูลสูตร อีกหลักคือสุริยเปยยาลสูตร มูลสูตรคือมีฉันทะเป็นมูล เป็นรากเป็นต้นทาง หากไม่มีฉันทะ ไม่มีความยินดีในการปฏิบัติก็ยาก ต้องรู้ว่ามาเรียนรู้ทั้งนี้เป็นความประเสริฐ เรามาปรับที่เหตุตัวโทษภัยในตัวเอง เป็นคนช่วยประเทศชาติให้เกิดความมั่นคง สงบ เป็นผู้รักษาความมั่นคงของชาติ นี่คือ ชาติมั่นคงได้เพราะไม่มีตัวเหตุทำโทษภัยอยู่ในสังคม ที่อาตมาพากันทำงาน และพยายามสั่งสอนให้พวกเราเลิกตัวโทษภัยในชีวิต พวกเราก็เป็นผู้ที่ไม่ก่อความไม่สงบ ก่อความไม่มั่นคง จึงเป็นผู้ที่ก่อความสงบความมั่นคง เราก็ช่วยรัฐบาล ช่วยในการบริหารประเทศอยู่ตลอดเวลา คนไม่รู้หนักก็คือ มหาเถรสมาคม ไม่รู้ว่าโพธิรักษ์พากันสร้างความไม่ก่อความสงบ ล้างเหตุที่ทำให้ประเทศไม่สงบไม่มั่นคง แต่มหาเถรสมาคมไม่ได้เข้าใจเลย กลับเห็นว่าทำความไม่สงบไม่มั่นคง ถ้าเขารู้ว่าโพธิรักษ์มาช่วย ทำดับเหตุแห่งความไม่สงบ ไม่มั่นคง สอนเจาะเข้าเป้าด้วย ก็จะไม่ว่า เพราะฉะนั้นคนที่ว่า ก็คือคนตาถั่ว ตาบอด หน้าที่การงานที่อาตมาทำ ถึงไม่ได้สนใจตัวเองเลย ว่าตัวเองเป็นพิษภัยกบฏหรือเลวร้ายแก่สังคม ไม่ใช่เลย แต่คนไม่รู้ว่าอาตมาได้ทำสิ่งที่เขาต้องการ กลับโมหะเลอะเทอะว่าใช่หรือไม่ใช่ เพราะความไม่มีปัญญาอันแม่นคม อาตมาก็จำนน รู้ว่าเขาไม่รู้ ก็ไม่ได้โกรธเคืองเขา อาตมาเหมือนพ่อแม่ที่ไปห้ามไม่ให้ลูกทำสิ่งผิด แต่เด็กไม่รู้ว่าเราปรารถนาดี เขาไม่ได้ทำดังใจ เราไปห้ามทิฏฐิเขา เขาก็ต่อสู้ ตีหรือทำร้ายตอบโต้พ่อแม่ เป็นธรรมดาอาตมาเข้าใจ ไม่ได้ถือสา มีลูกโง่ เราจะให้ดี ล้างสมองขี้เท่อ เขาก็มาย้อนเอา ก็เข้าใจ
สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท_อุปาทาน) ตอน อุปาทาน 4 สรุปแล้วอาตมาทำงานมาถึงวันนี้ ก็ขอบอกความจริงอย่างหนึ่ง อาตมาไม่เคยเกิดความรู้สึกอย่างนี้เลย ทำงานมา 47 ปี ปีนี้ย่างอายุ 84 มันเป็นอาการที่เกิดเองคือเหนื่อย ถามต่อว่าถึงขั้นท้อไหมก็ไม่ท้อ ถอยก็ไม่มี ยังไม่ถึงกับท้อ แต่เมื่อย มันเมื่อย เพราะอะไร เพราะตัวที่เมื่อยคือเมื่อยใจ คือมันทำไมยากฉิบหายเลย ตัวนี้แหละที่ทำให้อาตมารู้สึกเหนื่อย คือยากฉิบหาย เหตุที่มันยากคือคนยึดตัวตน ยึดทิฏฐิ คนมีอุปาทาน 4 ครบ จึงยาก 1. ยึด กาม กามคืออะไร กามคือ ความใคร่อยาก เขาได้ตามความใคร่อยากเขาถึงได้ยึดบัลลังก์นั้น เขาได้บัลลังก์ลาภยศสรรเสริญโลกียสุข กามุปาทาน 2. ทิฏฐุปาทานคือการยึดถือความรู้ ความเห็น ลัทธิ จารีต ประเพณีครูบาซ่า การสั่งสอน สืบทอดกันมาแต่เดิม ซึ่งมันผิด การยึดทิฏฐิเก่า ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ อาตมาพูดยังไม่เกรงใจ เขายึดผิดๆเป็นทิฏฐุปาทาน 3. สีลลัพพตุปาทาน ศีล ทุกวันนี้พระภิกษุไม่ได้ยึดถือในศีลแล้ว แต่ยึดในพระวินัย 227 ข้อ เขาถามพระว่า ถือศีลกี่ข้อ เขาก็บอกว่าถือศีล 227 ข้อ นั่นไม่ใช่ศีล ศีลมี จุลศีล 26 มัชฌิมศีล 10 มหาศีล 7 จุลศีลคือ ข้อปฏิบัติให้เจริญไปตามลำดับแต่ละคน มัชฌิมศีลคืออธิศีลสูงขึ้น ส่วนมหาศีล นั้นคือศีลของศาสนา ไม่ได้เป็นศีลของตัวบุคคล คือข้อห้ามว่าอย่าไปมี ในข้อห้ามมหาศีล คือห้ามเดรัจฉานวิชา เดรัจฉานวิชานี้ศาสนาพุทธไม่เอานะ มันเป็นพวกเดรัจฉานประพฤติกัน แต่นี่ทำกันไปมากมาย จุดธูปเทียนบูชาไฟ รดน้ำมนต์ วัดไหนไม่มี เขาถือกันว่าวัดไหนไม่มีจุดธูปเทียน บูชาไฟ รดน้ำมนต์ ไม่ใช่วัด เห็นความผิดเพี้ยนวิปริตสมบูรณ์แบบใหม่ เพราะฉะนั้น มัชฌิมศีลไม่มีแน่ ในจุลศีล 26 มีศีล 5 8 10 ในนั้น แต่ไม่เรียกกันแล้ว ไปสำคัญเอาวินัยก็ดี ไม่ให้ผิดวินัย วินัย เป็นกฎหมายอาญา มีบทลงโทษ ส่วนศีลไม่มีบทลงโทษ แต่ถ้าไม่ทำก็ไม่เจริญ ถ้าคุณทำผิดศีล แต่ถ้าทำถูกคุณก็เจริญ ส่วนวินัย มีการควบคุมถ้าทำผิดก็ลงโทษ ผู้ใดเข้ารีตภิกษุก็ต้องทำตามนี้ ส่วนประชาชนไม่ได้มาบังคับ แต่ถ้าประชาชนจะยึดถือพระวินัยด้วยก็เจริญ น่าจะเป็นฆราวาสจะปฏิบัติไม่ให้ผิดพระวินัยก็เจริญ แต่ไม่มีคนมาลงโทษ แต่ก็ได้ผล ตามที่ทำตามวินัย เพราะสิ่งที่ห้ามในพระวินัยเป็นสิ่งไม่เจริญ จึงกล่าวได้ว่าศาสนาพุทธนั้น ศีลได้หมดไปมีแต่วินัย สมาธิก็หมดไป มีแต่มิจฉาสมาธิการนั่งหลับตาทำสมาธิ ที่ไม่มีการศึกษา กายสังขาร วจีสังขาร เพราะสังขารที่มีการปรุงแต่ง รับรู้ทาง ตาหูจมูกลิ้นกาย แล้วก็สังขารไม่มี แต่คุณเรียนรู้แต่มโนสังขารอย่างเดียว ซึ่งมันน้อยไปและเบาบาง ไม่มีทางทำให้เกิดพลังงานที่มีน้ำหนัก มากพอ