600608_พ่อครูเทศน์ก่อนฉัน อโศกรำลึก ครั้งที่ 36 สัมประสิทธิ์การปฏิบัติธรรม.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์17 KB
วันที่แก้ไข13 มิถุนายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

600608_พ่อครูเทศน์ก่อนฉัน อโศกรำลึก ครั้งที่ 36 สัมประสิทธิ์การปฏิบัติธรรม

พ่อครูว่า...วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 8 มิถุนายน 2560 ขึ้น 14 ค่ำ เดือนเจ็ดปีระกา พรุ่งนี้เป็นวันบูชาพระบรมสารีริกธาตุ ตามจารีตประเพณีของชาวอโศกเรา คือวันที่ 9 มิถุนายน ทุกปีเราก็บูชามาได้ 36 37 ปี ก็ทั่วโลกจะมีพระบรมสารีริกธาตุอยู่ตรงไหนเราก็บูชาทุกองค์ เราถือว่าเป็นส่วนสรีระเหลือขององค์พระสมณโคดมที่พอยืนยันได้ ส่วนจะอ้างว่าปลอมหรือจริงก็แล้วแต่ ก็อยู่ที่ตัวอันนั้นเอง อาตมาไม่ติดใจ ไม่ติดใจเพราะเรามั่นใจว่า ปรมัตถสัจจะคือจิตใจเรา จะมีอะไรเป็นสิ่งแทนที่เป็นสิ่งลำลอง ดินน้ำไฟลม แต่ธาตุจิตวิญญาณ เรามุ่งตรงต่อจิตวิญญาณ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีคุณสมบัติที่วิเศษสุด อย่างเช่น พุทธคุณ 9 ของอาตมาไม่ครบหรอก มีประจําส่วนตามสัจจะ เราตรวจสอบโลกความจริงตามความเป็นจริง อ่านตรงถูกต้องก็ถูก อ่านผิดเพี้ยนไปก็แล้วแต่ มีมากแต่เราอ่านได้ไม่ครบก็ได้ เรื่องเหล่านี้ เป็นเหตุปัจจัยที่มีจริงกับการหยั่งรู้ ที่หน้าโต๊ะข้างหน้านี้ ใครเห็นผลไม้สองชนิด ดูแต่ไกล ใครจะทายว่าคืออะไร? บางคนว่ามะละกอ บางคนว่าส้มโอ...พ่อครูว่า มะม่วงนะ ไม่ใช่มะละกอ ของน้าเสก เสก ศักดิ์สิทธิ์ แล้ววงเล็บมาเลยว่าใช้ปุ๋ยงอกงาม ไม่อยากโฆษณาให้คนลำบากใจ ถ้าเกิดนำไปใช้แล้วจะได้ผลไม้อย่างนี้ลำบากใจ นี่มะม่วง เกือบบังหน้าอาตมามิดเลย ลูกมันใหญ่โตอะไรกันนักหนา เรามีทั้งปุ๋ยงอกงาม เจ้าเจ๋ง ปุ๋ยเติบโต ช่อง easy เขาโฆษณาให้ปุ๋ยงอกงามอยู่ตลอดเวลา อาตมาเคยตั้งชื่อปุ๋ยเจ๋งแจ๋ว มาเข้าสู่ธรรมะ

สื่อธรรมะพ่อครู(อักขรนิทัสสน์) ตอน รากอักขระของอัญญะ _ถามว่า...อัญญะ ตอบ..อัญญะ มาจากรากศัพท์ ญญ ตัว ญ มันอยู่ในวรรค จ ฉ ช ฌ ญ เป็นตัวปลายของแถวเลย รวมพลเมืองแถวทั้ง

อ่านต่อ

แถว จ คือตัวแจ้งชัด ความรู้เต็มรูป แต่ทีนี้มันเริ่มเท่านั้น ตัว จ ถ้าไม่มีตัวอื่นก็แจ้ง แล้ว จบ เลย ทีนี้ถ้าเผื่อว่าต้องต่อไป เอามาอ้างอิงได้ต้องครบด้วยองค์ประกอบ 6 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หกทำงานรับรู้ ปสาทรูป โคจรรูป เกิดนามธรรม มีตัวรู้ จึงเกิด 6 หรือ ฉ ตัว ช คือรู้ ความรู้ เช่น ปรีชา ไล่เรียง จาก ฉ มาเป็นเฉ ก็มาจาก อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ ก็ไล่ไปตามสละ (อึ ไม่ อือ ไม่มีในบาลี) เอ คือตัวเริ่ม พลังงานเอ คือกำลังเกิด เป็นอุปจยธาตุ เมื่อเกิดเป็นตัวตนก็เป็น อ อ่าง เศษวรรคต่อ ย ร ล ว ส ห ฬ อํ สิ่งเหล่านี้เอามาใช้แทนสภาวะทั้งสิ้น พยัญชนะเกิดมาทีหลังคน เพื่อให้สื่อสภาวะ แต่ละกัปป์ เปลี่ยนมาไม่รู้กี่กัปป์ พูดถึงไม่ไหว เราก็เอาปัจจุบัน แล้วอ้างอิงอดีตที่พออ้างอิงได้ ญญ ตัวนี้เป็นธาตุรู้จากฐาน จ ฉ ช ฌ ญ ถ้ามาตัว ญ นี้มีเพื่อนสองแล้ว จะก่อเกิดเจริญจาก ญญ มาเป็น มาเป็น ญา คือธรรมชาติของความฉลาดตัวนี้ ญาณ ตัว ณ คือตัวไม่เต็มสมบูรณ์ น.หนู ในวรรคสุดท้าย วรรคที่ 4 ต ถ ท ธ น ณ นี้ยังไม่เต็มรูป เทอะทะ ตุ้งติ้ง จนกว่าจะเป็น วรรคที่ 4 ต ถ ท ธ น ไม่มีอะไรรุ่มร่ามรุงรังอีก ปัญญา นี้ลึกซึ้งสูงส่งละเอียดกว่า ญาณ ญาณ เป็นเรื่องภาคปฏิบัติ แต่ปัญญานี้ได้ผลจากปฏิบัติ จาก ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มัคคังคะ สรุปแล้วอัญญะแปลว่าธาตุใหม่ ธาตุอื่นที่เราเคยมีอยู่แต่ก็ออกเป็นชนอื่นไปไม่ได้ จนกว่าจะมีพลังงานอื่นออกจากกรอบได้ ออกมาแล้วจึงเป็นตัวอื่น ตัวใหม่ ธาตุรู้ตัวใหม่ที่เกินกว่าปุถุชน ทวนกระแส ปฏิโสตัง ไม่ใช่การดัดจริต จะรู้กันด้วยเหตุผลตรรกะ แต่รู้กันว่ามันไม่เอา จิตมันไม่เอาจริงๆ เริ่มต้นไม่เอาก็ไม่ใช่ว่าจะทำได้หมด อันไหนชัดหรือไม่ชัด อันไหนไม่ชัดก็เอาอยู่ อันไหนที่ชัดเจนแล้วก็ไม่เอา เห็นจิตใจเราจริงๆว่าจิตใจมันไม่เอาจริง แต่ก่อนเป็นโลกีย์มันเอา รู้สึกอร่อยวิเศษไปอีก (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สรุปแล้วปัญญาสูงกว่าญาณ มีกระบวนการ 6 ปัญญาผลคือปัญญาพละ อัญญะคือตัวญาณหรือปัญญาตัวแรกที่เกิดในชีวิตของคนที่สัมมาทิฏฐิสัมมาปฏิบัติ ถ้าไม่ปฏิบัติอะไรมีแต่ อัญญะก็หดอยู่ตรงนั้น ถ้าเริ่มปฏิบัติ อัญญะก็เป็นสัญญา กำหนดรู้ธรรมตามทฤษฎี ตามศีลพรตก็จะได้ผลจากอัญญา เป็นสัญญาเป็นปัญญา ต้น กลาง ปลาย สอง ตัวสัมประสิทธิ์ มาจาก สมะ กับประสิทธิ์ สิทธะคือความสำเร็จ ความเก่ง ความสามารถ ป คือผลสำเร็จเหมือนกัน ประสิทธิ แล้วก็มี สม ตัวสมะนี้ มีความหมายในตัวเองว่า Continueing ทั้ง Perfect เป็นกาละสุดท้ายเป็นกาละจบ ต่อมาพูดกันในไทยต่อเนื่องเสมอๆๆ คือ continueing สมแปลว่า เสมอหรือสงบ สมณะ คือผู้เป็นสมะ ถ้าใช้พยัญชนะเป็น สมณะ แปลว่าผู้บวช ผู้ประสบผลสำเร็จ แต่ยัง ณ แต่ถ้าผู้ที่บรรลุธรรมเป็นอรหันต์เป็นพระโพธิสัตว์แล้ว จะเป็น สมนะ แต่เขาไม่รู้และไม่เขียน อย่างโพธิสัตว์ต้องเป็น สมนะ แต่ถ้าอาริยะไม่เป็นอรหันต์ใช้ ณ สมณะ สลับกลับไปมาซับซ้อน สภาวะกลับไปกลับมาเป็นก้นหอย วนไปซ้ายขวากลับไปกลับมาแต่ไม่ได้อยู่กับที่ มันสูงขึ้น สุดท้ายจบลงโดยไม่มีซ้ายขวา สูงสุดของจุดสุดท้ายคือ สูญ 0 ไม่มีซ้ายขวาแล้ว ไม่งง

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_ปัญญา) ตอน ค่าสัมประสิทธิ์ของการปฏิบัติธรรม ขยายความ Coefficient หรือสัมประสิทธิ์ คือตัวกิเลสที่เกิดขึ้น หรือ ถูกทำลาย อย่างถูกวิธี และของศาสนาพุทธ พุทธของพระสมณโคดม หรือของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ที่พ่อครูนำเผยแพร่ … พ่อครูว่า ก็ยังไม่ถูก Coefficient ไม่ใช่การทำลายแต่เป็นการก้าวหน้า ถ้าจะเสื่อมก็ทำลายกิเลส แต่พฤติกรรมของผู้ปฏิบัติมีแต่เจริญก้าวหน้า Coefficient คือการเจริญก้าวหน้า สอง อัตราการก้าวหน้าต้องสูงถึงขั้นคูณ ถ้าขั้นบวก ยังไม่น่าไว้ใจ ถ้ายิ่งขั้นยกกำลังยิ่งดี Ok

ตัวสัมประสิทธิ์หรือ coefficient มีคุณสมบัติ ต้องก้าวหน้า ต้องมีพลังงานในระดับคูณ มันจะต้องครบกระบวนการมีทั้ง Static และ Dynamic และยังต้องมีตัว Potential ตัวแปร(ก้าวหน้า) ตัวแปรนี้ต้องก้าวหน้าด้วย ต้องมีฐาน Static บวก และฐาน ลบ ไคเนติก Kinetic Kinetic ต่างจาก Kinetic Dynamic เป็นอดีตมากกว่าของKinetic Kinetic เป็นตัวปัจจุบัน เป็นตัวเคลื่อนไหวทั้งคู่ แต่การเคลื่อนไหวของ Kinetic เป็นปัจจุบันกว่า Dynamic ตัว Static ก็ต้องมีความคงที่มั่นคง มีสมรรถนะ นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง Dynamic ต้องมีพลังงานก้าวหน้า ต้องมีพลังงานที่อยู่ในอัตราที่ มีองค์ประกอบของมันจะต้องพาก้าวหน้าได้ ถ้าไม่ถึงขีดขั้นพาก้าวหน้าได้ ยังไม่เป็น Coefficient

หนึ่งต้องมี static และมี dynamic และต้องมีตัวแปรคือ Kinetic คือเคลื่อนไหวเหมือน dynamic kineticจะเป็นปัจจุบันกว่า แต่ย้ำว่าอัตราการก้าวหน้าต้องเป็นคูณ ต้องแรงเกิน 50 60 ถ้า 75 ขึ้นไปนี่ชั่วร์ ต้องสามต่อสี่ อธิบายภาษาและสังขยาเลข เอามาสื่อสภาวะธรรมให้ฟัง

คำว่าสัมประสิทธิ์ Coefficient จึงเป็นตัวที่สูงส่งมากที่จะเรียนรู้แล้ว ปฏิบัติเพื่อให้เจริญ ถ้าไม่กำหนดสัดส่วนให้ถูกต้อง มันก็จะพลาด มันไม่ชัด กำหนดไม่แม่น แต่ถ้ารู้ละเอียดจะแม่นคมชัด มีคนบอกว่า ส.เสถบุตร บอกว่า สัมประสิทธิ์ ในคณิตศาสตร์คือ จำนวนจริงที่มีค่าคงตัว ซึ่ง คูณอยู่กับตัวแปร พ่อครูว่า ก็ไม่ผิด แต่เขาแปลได้แค่นี้ Coefficient as สัมประสิทธิ์แห่งการขยายตัว Coefficient of Expansion จากพจนานุกรมไทยอังกฤษของส.เสถบุตร

ตัวสัมประสิทธิ์ จะต้องมีอย่างน้อย 3 ค่า 1 ตัวคงที่ static 2 ตัว dynamic ทำงานสองตัว มีแรงบวก+ และแรงลบ - ตัวลบนี้ตัวเดียว วิ่งเร็วแต่ไม่แน่นแน่ แต่ตัว + นี่นิ่งแน่ แต่ถ้า - นิ่งเร็ว มีตัวคู่ทำงานร่วมกันลงตัวคือ บวก กับ ลบ แล้วมี 3 ตัวพาก้าวหน้าคือ kinetic เป็นตัววิ่ง แต่ถ้า kinetic เป็นแค่ระดับบวก ก็ไปไม่รอด ต้องมีคุณสมบัติถึงขั้นคูณ ยิ่งยกกำลังยิ่งไปได้ดี

นี่คือรายละเอียดของภาษาบัญญัติที่ใช้สื่อแทนสภาวธรรม อาตมาเป็นคนที่มีสภาวะธรรมมากกว่าภาษา มากจนสับสน สับสนอะไร สับสนเมื่อจะหยิบมาสื่อเป็นภาษา ก็เลยสับสนทางด้านภาษาที่จะสื่อสาร แปลว่าสภาวะมีเยอะ หยิบมาก็อาจไม่ถูกได้กับภาษา อาตมาเป็นเศรษฐีบ้านนอก แต่ไม่เคยรู้ว่าทั้งโลกเขาตีค่าทรัพย์สมบัติที่มีอย่างไร

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_ปัญญา) ตอน ปัญญาและบุญ มาพูดตัวสำคัญ… คือปัญญา…แล้วค่อยขยับหา บุญ ที่มาจาก ปุญญา ที่ต่อมาเป็นไทยว่า บุญ มาบวชเป็นไทยว่า บุญ ภาษาบาลีไม่มีตัว บ.ใบไม้ ปัญญาคือ หนึ่ง ปัญญาจะต้องเกิดในขณะลืมตา ตัวที่เกิดไม่ใช่ในขณะลืมตาไม่ใช่ปัญญา หลับตาปฏิบัติเป็นต้นไม่มีปัญญา นอกจากมีของเก่า ตัวปัจจุบัน นั้น ปัญญาก็มี ป. คือปัจจุบันอยู่แล้ว ให้เป็นภาษาบาลีว่า ปัจจุปัน มีพยัญชนะยืนยัน เมื่อหลับตาไม่มี ปะ ไม่มีปัจจุบัน มีแต่อดีต (อตีตะ) อตีตะ ตัว ตะ คือตัวตั้งขึ้น ตั้งอยู่ มีสภาวะจะอยู่นอกหรือในก็ตั้งอยู่ เอามาโชว์ภายนอกก็ได้ แสดงว่า ตัวตั้งแท้ๆ อตีตะ ตะ นี่คือมันมีอยู่ตั้งอยู่เป็นตัวตน มาเป็นภาษาไทยคือคำว่า ตน หรือคำว่า ตัว ก็ได้ (ตว) ต คือตัวตั้ง ว คือตัวเดิน ตัวไหว ก็ต่างกันเท่านั้นเอง อาตมาพูดนี้ไม่ได้โมเม ถึงจะโมเมแต่เข้าใจได้ก็ใช้ได้แล้ว คือตัวอักษรคำพูดที่จะเอามาสื่อสภาวะ อาการ สิ่งที่ไม่มีตัวตนรูปร่าง เอาสิ่งเหล่านี้มาสื่อสารกันแล้วใช้ได้ ก็เก่งกว่า ช้าง ม้า วัว ควายหรือปลาวาฬ คนบางคนก็สื่อไม่เก่งเท่าอาตมาหรอก อาตมาไม่ใช่อวดดี แต่พูดไปอย่างมีดีที่จะอวดเท่านั้นเอง อ มาเสริมบทบาท คำว่า อ อา นี่แสดงถึง ignore คือมันจะมีหรือไม่มี มันปฏิเสธ กลางๆ อ บางทีก็มี บางทีก็ไม่มี อา นี่บางทีก็มี บางทีก็ไม่มี สูงสุดอยู่ที่มหาปเทส 4 ทุกอย่างไม่เที่ยงในโลกแห่งเหตุปัจจัย ในยุคไหน ถ้ามีอนุปรมาณูตั้งแต่สองตัวขึ้นไป สองตัวนี้ไม่มีอะไรเท่ากันเป๊ะ มีสิ่งต่างกัน ใครอ่านสิ่งต่างนี้ได้ ก็เก่ง ใครอ่านความต่างไม่ได้ก็มั่วๆไป พูดไปแบบลูกทุ่ง แต่ทุกอย่างเป็นสภาวะ เป็นปรากฏการณ์จริง มาเป็นบัญญัติและใช้งานเป็นภาษาพยัญชนะ สื่อสารให้เป็นประโยชน์แก่กันและกัน มาถึงวันนี้อาตมาใช้สิ่งเหล่านี้อธิบายขยายความยืนยันอ้างอิง ผู้ตั้งใจศึกษาก็ได้ประโยชน์จากที่อาตมาสื่อให้รู้ แล้วเอาไปปฏิบัติตนเอง จึงเกิดผลเป็นคนชนิดนี้ เป็นคนชนิดไหน? อาตมาตั้งชื่อคนชนิดนี้ว่าเป็นชาวอโศกหรือบุญนิยม ลัทธิบุญ คือลัทธิกำจัดกิเลส ปุญญะแปลว่าเครื่องมือ วัตถุปกรณ์ หรืออาวุธสำคัญ ทำหน้าที่ หั่นคอกิเลสอย่างเดียว ถ้าเปรียบกับอาวุธเปาบุ้นจิ้นคือ เครื่องประหารหัวสุนัข เครื่องประหารหัวหมา สุนัข แปลว่า พวกเล็บงาม อาตมาเกิดชาตินี้จึงสรุปได้ว่า อาตมาประสบความสำเร็จที่ทำให้คนเข้าใจเรื่องบุญ และใช้บุญเป็น เป็นเครื่องกำจัดกิเลสได้ ก็เลยเป็นคนไม่มีกิเลส ชาวอโศกอยู่ที่ไหน ก็เลยไหลมาหากัน เพราะว่าคนพวกนี้มีผลของบุญ ทั้งนั้น มีผลของบุญจริงก็ไหลไปหาผลของบุญจริง น้ำมันก็ไหลไปหาน้ำมัน น้ำก็ไหลไปหาน้ำ คนทั้งโลกมี 7 พันกว่าล้านคน มันมีน้ำเท่านี้ มีน้ำมันเท่านี้ ประกาศมาเกือบ 50 ปี ในโลกนี้มีน้ำเท่านี้จริงๆ นอกนั้นมีแต่น้ำโสโครก น้ำที่ไม่บริสุทธิ์ มีแต่น้ำมันที่ไม่เป็นน้ำมันแท้ เป็นน้ำมันปลอม ผสม น้ำมันหลอกน้ำมันล่อ มีน้ำมันจริงๆที่ไหลมารวมกันเท่านี้ใน 7 พันล้านคนในปัจจุบันนี้ ก็เอา ยามยากเด็ดดอกหญ้าแซมผม แต่ยังไม่ท้อนะ แต่เหนื่อยว่ะ เหนื่อยจริงๆ มันยากเย็น พูดแล้วก็นึกถึงในหลวง ท่านทำงานเหมือนพระมหาชนก ท่านไม่ได้พูดมาก ท่านได้ทำๆๆแล้วท่านก็ได้ แล้วท่านก็ทรงรำพึง อาตมาฟังแล้วน้ำตาไหล ท่านมองจากศิริราชมองจากแม่น้ำไปทางธรรมศาสตร์ ท่านตรัสว่า เราทำอะไรให้เขานะ เขาถึงทำกับเราเพียงนี้…. บุญคือ เครื่องมือตัดหัวกิเลสตัดขั้วกิเลสอย่างเดียว ตัดขั้วหัวใจกิเลสอย่างเดียว ตัดเสร็จแล้วก็หมดหน้าที่ ถ้าอาตมาไม่มาเปิดเผยเรื่องบุญก็จะหมดไป บุญตัดกิเลสเสร็จแล้ว ไม่มีความหวังตัวตนไม่มีอะไรต่อเลย โดยเฉพาะ อย่าให้มีพลังงานว่า เราเป็นคนบอกให้เขาตัดกิเลส เราก็มีตัวตน อย่าให้มีจิตนี้ มีแค่จิตมุทิตา มุทิ มุก็คือ ม จิตวิญญาณที่ได้มีพลังงานสะสมมาตั้งแต่ อะ อา อิ อี อุ ตัวมุ คือ อุ ถ้าโอ ก็จบง่าย อุ ขาเดียว อู สองขา โอ กลับหัวมาเป็นตัวหางยาวไปอีก นี่คือคนคิดขีดเขียนเส้นตรง โค้งมาสื่อสาร พวกตะวันออกกลาง เส้นยึกยือ ยาวเป็นหางเยอะ เพราะเขาไม่ค่อยรวมกันเท่าไหร่ ส่วนจีนเป็นเส้นขีด รวมกันเป็นก้อน หลายอย่าง ตะวันออกกลางยาวไป ที่ของเขามันไม่มีต้นไม้บังก็เลยยาวไปต่อเลย จะแข่งรถพันกม.ก็ต้องใช้ทะเลทราย มันก็ตามจิตมนุษย์ เอาไปใช้ตามจิตตนเองเป็น ก็ต้องใช้ตามภาวะแวดล้อมสื่อกัน ทางเอเชีย มองโกเลีย ใช้พยัญชนะจับตัวเป็นก้อน ส่วนทางตะวันออกยาวเป็นหาง ไทยก็เอามาปรับใช้ไป ปุญญะคือ เครื่องมือตัดกิเลสแล้วอย่ามีอะไรต่อไปจากนั้น จิต มุทุ คือ ตัว ท มีพลังงาน ทหร แปลว่า อย่างแข็งแรง ทหาร แปลว่า เป็นกองแข็งแรง ทหัง ห คือ ความมี โหติ คือมี ท เป็นพลังงานเต็มรูปร่าง เต็มตัวที่จะใช้งาน มุ หรือ ม เป็น อะ อิ อุ ตัวครบสามเส้า จะจบสามเส้าใช้ อุ เอ โอ เป็นพลังงาน kinetic จะเกิด Coefficient ต่อไป แต่จะจบก็ต้องอุ มุ คือจิตที่จบ มุทุ คำว่า มุทุ เป็นจิตที่สะสม มีทั้ง มุ และ ทุ คือตัวท ทหารที่กล้าแข็ง ท กับ ธ ตัว ท คือพลังงานที่อยู่ในลักษณะของ Kinetic ส่วน ธ เป็นพลังงานในลักษณะของ dynamic มุทุธาตุ มี อุ ที่จบทั้งคู่ ธาตุจิตวิญญาณ แข็งแรงที่สุดกล้าหาญที่สุด เป็นจิตที่มี มุทุธาตุ มุทุภูเต เป็นธาตุตัวกลางของ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ธาตุอุเบกขา เป็นฐานนิพพาน คุณสมบัติอุเบกขา 5 นี้ เจริญได้ต้องมี บริสุทธิ์ จะทำงานต้องมีการคลุกคลี แปดเปื้อน อย่างไร คุณต้องสะอาดให้ได้อย่างเก่า ถ้าสะอาดได้อย่างนี้อยู่ ไม่มีบทบาททำการงานอย่างไรเป็นประโยชน์อย่างไร เป็นโทษก็ได้ถ้าคุณไม่เก่ง แต่ถ้าเก่งสามารถ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อโลก เมื่อมีความบริสุทธิ์ก็สั่งสมเป็น มุทุ จะมีสามส่วนนี้ จะมาทำกรรมการงานเป็น กัมมัญญา เป็นการงานที่เป็นประโยชน์คุณค่าประเสริฐ มีแต่ดีกับดีกับดี and the ดี เพราะมีฐานจริงของ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ ตัว ปริสุทธา ปรโยทาตาเป็นสองหน่วย ตัวมุทุเป็นตัววิ่ง ทำการงานอันเหมาะควร ไม่เป็นโทษภัยเพราะมี ปริสุทธา ปริโยทาตาแล้ว จะมีอะไรกระทบอย่างไรก็ ปภัสสรา ปภ ตัว ย ร ล ตัว ร อยู่ตรงกลาง ตัว ย เป็นพลังงาน ตัว ร เป็นตัวเกิด เป็นตัวบรรทุก มาเป็นภาษาไทย ร.เรือพายไป เป็นตัวช้อน ในศาสนาคริสต์ใช้เรือเป็นพาหนะที่จะช่วยสัตว์โลก อันอื่นอยู่ไม่รอด ต้องมาอยู่ในเรือจึงอยู่รอด ร.เรือคือตัวช่วย มีหนังสือรายสัปดาห์ที่มีบรรณาธิการ สุธรรม นาวานุเคราะห์ เขาแปลชื่อเขาว่า นายทำดี มีเรือช่วย สุธรรมเขาเคยวิจารณ์อาตมา อาตมาเคยเขียนเรื่องส่งมา เรื่องหัวใจเปลือย คือ ความบริสุทธิ์ของนักศิลปะ เขาวาดภาพผู้หญิงเปลือย เป็นภาพกระโดดลงน้ำ เขาก็ชื่นชมภาพของเขา เขียนบรรยายในนวนิยายนี้ มันเป็นศิลปะไม่ใช่มีการโป๊เปลือยยั่วยวน มันเป็นธรรมชาติของการอาบน้ำ เขาไม่ได้นุ่งผ้าก็เรื่องของเขา คนก็ไปแอบเห็นเขาเอง ก็เป็นรูปร่างของหญิงอาบน้ำ เขาถือว่าเป็นศิลปะอันบริสุทธิ์ใจ เสื้อแจ็คเก็ตผู้ชายก็เรื่องของคน แต่ความจริงคือศิลปะ อาตมาก็เน้นตรงนี้ไป สุธรรมก็ด่ามา ว่า จะเขียนอะไรก็เขียนมาสิ แต่บางเรื่องเขาก็ชอบ อันไหนไม่ชอบก็ฉีกลงตะกร้าแล้วด่ามาเสริม คือมันสนิทกันมากก็ทักท้วงไปไม่ถือสากัน จบ พ่อครูนั่งดู เด็กสัมมาสิกขาร้องเพลงให้พ่อครู

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน