661110 คณะสงฆ์เมืองไทย ใครได้ดอกไม้พลาสติก ใครได้มูลสูตร 10 พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์750 KB
วันที่แก้ไข17 มกราคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

661110 คณะสงฆ์เมืองไทย ใครได้ดอกไม้พลาสติก ใครได้มูลสูตร 10 พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53626.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1p5WRhNRFE_Jau2erS8OTDlaVOPrB7tHi/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1mPKP_T9BTxnXnH53EEvpcImqZrheSvWS/view?usp=sharing

และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/661110 10-e2bojqm/a-aajfna3

ดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/oe0v0_UWtC/ และ https://youtu.be/oenaMs_Gbbk มีซับ https://youtu.be/NhshQ9QRsQU

สมณะฟ้าไท…วันนี้ วันศุกร์ที่ 10 พฤศจิกายน 2566 แรม 12 ค่ำ เดือน 11 ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้ดูข่าวที่ปาเลสไตน์ถูกชาวยิวอิสราเอลเข้าไปยึดบ้านและไล่ชาวปาเลสไตน์ออกไปอยู่นอกบ้าน แล้วเอาคนยิวเข้าไปอยู่ในบ้านที่เขายึด และให้พวกปาเลสไตน์อพยพไปอยู่ทางใต้ ติดทะเล น้ำกินน้ำใช้ก็ไม่มี อาหารก็ขาดแคลนหนัก แทบจะไม่มีกินทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ สถานที่พยาบาลไฟฟ้าก็แทบไม่มีใช้ คนจะดูแลคนเจ็บป่วยก็แทบจะไม่มี อันนี้ จะเห็นได้ว่าเรามาปฏิบัติธรรมกับพ่อครู เราทิ้งบ้านมาแล้วโดยที่ไม่ได้ถูกยึดบ้าน เราให้ไปเลยนะ เรากินน้อยใช้น้อย อาหารนิดเดียวมื้อเดียว เราก็อยู่ได้แล้ว มันตรงกับยุคสมัย ส่วนที่อยู่อาศัย อยู่ไหนก็ได้ อยู่เต็นท์ก็ได้ ตอนไปชุมนุมอยู่ไหนก็ได้หมด ทำให้เราเป็นคนล้ำสมัย เหมาะกับยุคสมัยที่เขาอยู่กัน ซึ่งโลกมันขาดแคลน พ่อครูก็มาเน้นย้ำให้พวกเราสร้างอาหาร ซึ่งมันเหมาะกับสมัยที่สุดแล้ว เพราะว่าอย่างไร เพาะว่า แม้ไม่มีที่อยู่อาศัยก็ยังต้องมีอาหารกินถึงจะอยู่ได้ และเราผลิตอาหารไร้สารพิษด้วย ก็

อ่านต่อ

ยิ่งดีขึ้น ทุกวันนี้ที่ราชธานีอโศกเราก็มีที่ดินเยอะแยะ ที่จะให้ช่วยกันปลูก ช่วยกันผลิตอาหาร ส่วนที่อยู่อาศัยเราก็เหลือเฟือ เรือที่ขึ้นคานไว้มีเยอะแยะมากมาย ต้องซ่อมแซมดูแล คนอยู่ก็ต้องดูแลให้อยู่ยาวนานบำรุงรักษา ไม่ใช่ว่าให้ไปอยู่แล้วข้าวของเต็มเลย อย่างที่ช่างเขาเข้าไปทำ เจอข้าวของเต็มเลย ตั้งนานแล้วไม่เห็นเจ้าของสักทีเลย เราก็ต้องผ่อนผัน เราก็ต้องจัดสรรให้มันเรียบร้อย ให้ดูสะอาดสะอ้าน เรามาอยู่ในระบบสาธารณโภคีที่พ่อครูพาทำ และท่านก็ภาคภูมิใจในสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในยุคสมัยนี้ เทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกทุกวันนี้ที่มันขาดแคลน ทั้งอเมริกา ทั้งในยุโรป หรือที่ไหนก็ตาม มีของเรานี้ที่อยู่กันได้อย่างอุดมสมบูรณ์ ผาสุข เจริญอย่างนี้ มันเป็นสิ่งมหัศจรรย์ เราอยู่ในนี้ ก็ไม่ค่อยรู้ตัวเท่าไหร่ แต่ถ้าเราไปอยู่ที่ฮามาส( ข่าวสงครามอิสรเอลกับปาเลสไตน์) เราจะเห็นชัดเจนเลย เห็นเขาแล้ว จะรู้ว่าเราอยู่อย่างสบายมาก พ่อครูว่า…ไปลองอยู่ด้วยไหม? ออกค่าเครื่องบินให้ ไปอยู่สักเดือนหนึ่ง สมณะฟ้าไท... แม้แต่อิสราเอล ก็ถูกพวกอิสลามยิงเข้าไปในประเทศ ธุรกิจของอิสราเอลก็เริ่มล่มจมมากขึ้น เพราะเอาแต่รบ เศรษฐกิจก็แย่ พวกอิสลามก็โจมตี มันไม่พาสุขด้วยกันทั้งสองฝ่าย มีแต่ล่มจมนะ โลกปัจจุบันจึงเดือดร้อน แต่พ่อครูพาพวกเรามาอยู่อย่างนี้ ไม่เดือดร้อนและพร้อมช่วยเหลือผู้อื่นด้วย วันนี้ประชุมเรื่องตลาดอาริยะที่เราจะขายของในราคาขาดทุน ช่วงงานปีใหม่ เราก็จะพยายามขายของให้ถูก สิ่งที่เราเป็นห่วงอย่างหนึ่งก็คือ เราผลิตอาหารไร้สารพิษ ขายจานละ 1 บาท เขาก็ซื้อกันเยอะ ซื้อทีละ 10 บาท แล้วไปกินทิ้งขว้าง เราก็ต้องมาคิดกันว่า เราทำอาหารชั้นดีและไร้สารพิษด้วย แต่จะทำอย่างไรที่จะไม่ให้เขากินทิ้งกินขว้าง ให้เขารู้จักประหยัดกันด้วย โลกนี้ก็จะอยู่ได้ อย่างไปที่ไต้หวัน เราไปกินอาหาร เป็นบุฟเฟ่ต์ สั่งมาเท่าไรก็ได้และต้องกินให้หมด ถ้าเรากินไม่หมด เจ้าของเขาเดินมาต่อว่าเลย เขาบอกว่า เงินเป็นของคุณก็จริง แต่ทรัพยากรเป็นของคนทั้งโลก คุณไม่ควรทิ้งขว้าง เราน่าจะใช้สูตรนี้กับประชาชน เผื่อเขาจะได้สำนึกอะไรมากขึ้น วันนี้ เราก็มาฟังธรรมจากพ่อครู เพื่อให้เกิดความเจริญทางธรรมกันให้มากยิ่งขึ้น ขอกราบนิมนต์พ่อครูด้วยความเคารพครับ พ่อครูว่า... ขออ่านกวีของผู้ที่เป็นนักกลอน นักกวี เขียนมาให้อ่านกัน บางอันก็รู้สึกว่ายังไม่สมควรอ่านก็ยังไม่อ่าน อันไหนสมควรอ่านก็อ่านไป (พ่อครูอ่าน) _คุณถักธรรม . เนื่องด้วย ได้อ่าน โศลกธรรม ของพ่อครู ในวันมหาปวารณาครั้งที่ ๔๑ ที่ว่า... "คนโง่ที่สุด คือคนที่ไม่แคร์ใคร" ผมจึงฝึกเขึยนกวีโคลง ถวายพ่อครู ตามหัวข้อกระทู้ว่า... อโศก แคร์ โลก หล้า พร้อม มวล มนุษย ชาติ จึ่ง สร้าง สา ธา รณ โภ คี เป็น โลกุตระ ให้ ผอง หล้า ได้ พึ่ง พิง อิง ไว้ แบบ สุขสงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษม ใส ขอรับ.. ๑ อโศก มหาราชเจ้า น้อมนบพุทธ แคร์ โลกแลมวลมนุษย์ สุดอ้าง โลก จึ่งสงบงามผุด ผ่องผาด พ่อเอย หล้า หลากล้วนสรรสร้าง อโศกซึ้งถึงธรรม ฯ

๒ พร้อม กรรมดีก่อไว้ อเนกอนันต์ มวล อุปสรรคกี่ตัน ถั่งสู้ มนุษย ชนปรารถนากัน ฝันใฝ่ ทั่วเอย ชาติ จึ่งรอดรับรู้ อโศกกู้ประเทศประเทือง ฯ

๓ จึ่ง เรืองรองรุ่งรุ้ง คุ้งคาม สร้าง จิตกายให้งาม สว่างได้ สา มารถอย่างแวววาม ไหลหลั่ง รินเอย ธา-รา สะอาดใสเปรียบได้ ดื่มใช้อเนกประสงค์ ฯ

๔ รณ รงค์รักชาติไท้ ไทยผอง โภ- ค ทรัพย์ค่ากว่าทอง ไป่สิ้น คี- รีแม่น้ำคลอง ห้วยบุ่ง ครบเอย ที่ ถิ่นไป่แดดิ้น เดือดร้อนลำเค็ญ ฯ

๕ เป็น ยิ่งวิมานแห่งผู้ กู้กรรม โลกุตระ ธรรมพานำ รอดไซร้ ให้ ชีวิตเกิดสำ เร็จประโยชน์ ยิ่งเอย ผอง เหล่าชาวมนุษย์ได้ อุ่นเอื้อเชื้อศรี ฯ

๖ หล้า โลกีย์ล้วนโศกเศร้า โทรมทรุด ได้ พึ่งพิงอิงพุทธ สุขแล้ พึ่ง ข้ามโอฆห้วงสุด แสนเชี่ยว กรากเอย พิง เผ่าพันธุ์พุทธแท้ ถ่องถ้วนทิศทาง ฯ

๗ อิง อย่างแนบนบเกล้า เกลือกถู ไว้ บาทเบื้องพ่อครู นอบน้อม แบบ อย่างลูกเทิดบู- ชาเชิด ชัดเอย สุข สงบจากกิเลสย้อม สู่อ้อมธรรมคุณ ฯ

๘ อบอุ่น สุกสว่างล้ำ ธรรมวิหาร อิ่มเอม ดั่งครองเคียงห้วงวิมาน แก่นเชื้อ เกษม วิโมกข์วิมุติทุกกาล วิสุทธิ์วิสิฐ วิเศษเอย ใส สะอาดสู่วิเวกเอื้อ เอกสล้างทางพุทธ ฯ

พ่อครูว่า... นี่คือกระทู้เขา กระทู้มีตั้งแต่คำว่า “ อโศก แคร์ โลก หล้า ….” เป็นคำนำหน้าในบทกวีแต่ละบาทแต่ละวรรคไปตลอดของโคลงสี่สุภาพ ไปจนจบ มันมีกี่คำ คุณนับไปสิจะมีกี่คำก็เป็นแต่ละวรรค ที่จะอ่านต่อไปนี้ (พ่อครูอ่านกวีและอธิบายขยายความทีละบาท)

๑ อโศก มหาราชเจ้า น้อมนบพุทธ แคร์ โลกแลมวลมนุษย์ สุดอ้าง โลก จึ่งสงบงามผุด ผ่องผาด พ่อเอย หล้า หลากล้วนสรรสร้าง อโศกซึ้งถึงธรรม ฯ

ก็คือ เท้าความไปถึงพระเจ้าอโศกมหาราชนะ ได้น้อมนำเอาพุทธนี้มา เพราะแคร์ คำว่า “แคร์ (Care) ” มันเป็นคำทับศัพท์มาจากภาษาอังกฤษเขา เพราะ “ แคร์ โลกแลมวลมนุษย์ สุดอ้าง” นะ คำว่า แคร์ จะแปลว่าอะไร ก็แปลกันเองก็แล้วกัน คุณสู่แดนธรรม .. แปลว่า ใส่ใจ ได้ไหมครับ? พ่อครูว่า ไม่ใช่ แคร์ มันดูแล มันลึกซึ้งนะ นัยยะสำคัญของความเป็นธรรมะในคำนี้ ถ้าแปลตื้นๆ ก็แปลว่า ระวัง เช่น Be careful ระวัง คือคอยระวังไว้ นิดๆ หน่อยๆ มันละเอียดลออเข้าไปลึกซึ้งมากเลย อย่าว่าแต่มนุษย์เลย ทั้งจิตวิญญาณ แล้วจิตวิญญาณมันก็มีในมนุษย์ และมนุษย์ทุกคนมันก็มีกรรมกิริยาอีก มีทั้งพลังจิต มีทั้งที่ต้องระวังกันตั้งแต่กาย วาจา ใจ แคร์ทางกาย แคร์ทางใจ ทางใจให้เขาเลยนะ ต้องระวัง “ แคร์ โลกแลมวลมนุษย์ สุดอ้าง” เราก็แคร์คนทุกคน “โลก จึ่งสงบงามผุด ผ่องผาด พ่อเอย หล้า หลากล้วนสรรสร้าง อโศกซึ้งถึงธรรม ฯ” นี่ก็คือ โลกทั้งโลกเลย มันก็เลยถูกสร้างสรร ล้วนได้รับการสร้างสรร เพราะคนที่มีปัญญาหรือปฏิภาณสูง “ แคร์ โลกแลมวลมนุษย์” อย่างนี้แหละ อโศกถึงทำอย่างนี้

(พ่อครูอ่านต่อ) ๒ พร้อม กรรมดีก่อไว้ อเนกอนันต์ มวล อุปสรรคกี่ตัน ถั่งสู้ มนุษย ชนปรารถนากัน ฝันใฝ่ ทั่วเอย ชาติ จึ่งรอดรับรู้ อโศกกู้ประเทศประเทือง ฯ

ก็มาทำกรรมดีเอาไว้กัน อุปสรรคจะมากี่ตัน หนึ่งตันมีพันกิโล อุปสรรคจะมากี่ตันกี่พันกิโลก อโศกสู้เต็มที่นะ ถั่งสู้ อย่างอโศกนี้เป็นสิ่งสุดที่มนุษย์ทุกคนใฝ่ฝัน และชาติถึงรอดได้ เพราะอโศกทำการกู้ประเทศประเทือง ซึ่งมันก็เป็นคำใหญ่ คำว่า อโศกกู้ชาติ หรืออโศกเพื่อมวลมนุษย์ชาติ หรือคำว่า สามอาชีพกู้ชาติ นั้น คำว่า “กู้ชาติ” อโศกนี้ไปทำงานกู้ชาติ คนเขาก็บอกติงมาว่าทำไมใหญ่จัง เป็นผู้ที่ทำงานกู้เชียว กอบกู้ชาติเชียว อะไรอย่างนี้ เราก็เอา ไม่ต้องบอกว่า กู้ เราบอก “เพื่อมนุษยชาติ” ก็แล้วกัน เขาก็เอา หลบเลี่ยงไป มันเป็นความที่ไม่ควรจะไปเที่ยวได้แสดงอาการข่ม ข่มผู้อื่นนะ ข่มใคร ข่มอะไรต่ออะไรต่างๆ ก็น่าระมัดระวังนะ

๓ จึ่ง เรืองรองรุ่งรุ้ง คุ้งคาม สร้าง จิตกายให้งาม สว่างได้ สา มารถอย่างแวววาม ไหลหลั่ง รินเอย ธา-รา สะอาดใสเปรียบได้ ดื่มใช้อเนกประสงค์ ฯ

“จึ่ง เรืองรองรุ่งรุ้ง คุ้งคาม” ก็คือ จึงเจริญ แจ่มใส สว่างไสวทั่วไปหมดทั้งคุ้งทั้งคาม แก่บ้านเมืองคุ้งคามทั้งหลาย “สา มารถอย่างแวววาม ไหลหลั่ง รินเอย” นะ ก็จริง นี้มันเป็นภาษากวี ละเอียดเลยนะ เป็นทั้งสามารถ เป็นทั้งระยิบระยับ แล้วก็รินไลตลอดด้วย “ธา-รา สะอาดใสเปรียบได้ ดื่มใช้อเนกประสงค์ ฯ” นะ เหมือนอย่างน้ำเลย สะอาดใส ดื่มได้ อเนกประสงค์

๔ รณ รงค์รักชาติไท้ ไทยผอง โภ- ค ทรัพย์ค่ากว่าทอง ไป่สิ้น คี- รีแม่น้ำคลอง ห้วยบุ่ง ครบเอย ที่ ถิ่นไป่แดดิ้น เดือดร้อนลำเค็ญ ฯ

พยายามสู้มา รณรงค์มาให้รักชาติ พยายามเทิดทูนไท้ เทิดทูนไทย เทิดทูนสังคมไทย ที่มีชาติ-ศาสนา-พระมหากษัตริย์ และก็มีสิ่งที่เป็นโภคทรัพย์ มีค่ากว่าทองคำ ไป่สิ้น มีไม่หมดไม่สิ้นไป มีพร้อมทั้งสภาพแวดล้อมธรรมชาติ มีคีรีภูเขา มีแม่น้ำลำคลอง มีห้วยมีบุ่งครบ จึงเป็นสถานที่หรือเป็นถิ่นที่มีครบพร้อม ไม่เดือดร้อน ไม่ยุ่งยาก ไม่ลำบาก

๕ เป็น ยิ่งวิมานแห่งผู้ กู้กรรม โลกุตระ ธรรมพานำ รอดไซร้ ให้ ชีวิตเกิดสำ เร็จประโยชน์ ยิ่งเอย ผอง เหล่าชาวมนุษย์ได้ อุ่นเอื้อเชื้อศรี ฯ

เป็นวิมานให้พวกเราอยู่ เพราะว่าพวกเราได้ทำ ได้ประพฤติ กู้กรรม นี่ภาษากวี หมายความว่า ทำกรรมกอบกู้ความตกต่ำหรือความเสื่อมหรือความทุกข์ร้อน ให้ฟื้นขึ้นมา กู้ให้ฟื้นขึ้นมา ได้ถึงธรรมะโลกุตระ โลกุตรธรรมนี่แหละพารอด ทำให้ชีวิตสำเร็จประโยชน์ยิ่งขึ้น “ ผอง เหล่าชาวมนุษย์ได้ อุ่นเอื้อเชื้อศรี ฯ” พวกเราชาวมนุษย์ก็เลยอยู่ได้อย่างอบอุ่น แล้วกเกื้อกูลเอื้อเฟื้อ เป็นเชื้อศรีฯ ก็เป็นเชื้อที่ดี เป็นสิ่งที่ประเสริฐ

๖ หล้า โลกีย์ล้วนโศกเศร้า โทรมทรุด ได้ พึ่งพิงอิงพุทธ สุขแล้ พึ่ง ข้ามโอฆห้วงสุด แสนเชี่ยว กรากเอย พิง เผ่าพันธุ์พุทธแท้ ถ่องถ้วนทิศทาง ฯ ทั้งโลกเขานี่ ล้วนแต่ลำบาก ทั้งโทรม ทั้งทรุด ทั้งโศก ทั้งเศร้า กันทั่วโลก และยิ่งขณะนี้ ตะวันออกกลางก็ตาม แม้แต่ในยุโรปนี้ก็เถอะ ก็ยังเดิอดร้อน หรือทางเอเชียแถบทางเหนือนี่ก็เถอะ ยังลำบาก คือรบราฆ่าฟัน มันไม่รู้สัจธรรม มีเรื่องที่รุนแรงโหดร้ายอะไรๆ กัน เขาก็ไม่เข้าใจ แทนที่จะต่างคนต่างพึ่งกัน เสียสละกัน แต่ไม่ มีแต่จะเอาชนะคะคานกันและก็เหี้ยมโหดกัน ซึ่งมันก็เป็นอวิชชา ที่มันจริง ไม่รู้จะไปทำอย่่างไรกับเขา เขาไม่เข้าใจ มันอำนาจบาตรใหญ่ของเขา มันจะต้องเอา จะเอาชนะ มันต้องเป็น พวกเราก็เป็นตัวอย่าง มันไม่ใช่ว่าเราทำเพื่อไปอวดอ้างเป็นตัวอย่าง แต่เราทำเพราะว่ามันเป็นสัจธรรมที่ยิ่งใหญ่ ที่คนที่สังคมพึ่งได้พึ่งมี เพราะฉะนั้น พวกเราสบายใจได้เลย ได้มาแล้วมันก็เป็นของเรา สงบเสงี่ยมของเรา ไม่ได้ไปเบ่ง ไม่ได้ไปข่ม ไม่ได้ไปอวดอ้าง อันนี้แหละเหมือนพูดแก้ตัว เป็นคารม ไม่ได้อวดอ้างนะแต่บอกเพราะอยากให้เห็น อยากให้ฟัง อยากให้มารู้ อยากให้มาดู มันดีจริงๆ นะ คนและสังคมดีๆอย่างนี้ ให้มาดูมาสัมผัสกันจริงๆให้ถึงเนื้อถึงจิตวิญญาณเลย หล้า-ได้-พึ่ง-พิง กระทู้ 4 คำหน้านี้ก็ชัดเจน โลกหล้าเขามันแย่ ก็ได้พึ่งพิงพุทธนี้ จะบอกว่า อิงสุข หรือว่ามาพึ่งสุข เอาก็ดี ก็เป็นทุกข์ สุข โศกเศร้ากันนั้นนะ “พึ่ง ข้ามโอฆห้วงสุด แสนเชี่ยว กรากเอย ….” ได้พึ่ง ได้ข้ามโอฆสงสาร ซึ่ง โอฆสงสารนี้มันก็สุดแสนจะ เหมือนกระแสน้ำเชี่ยวพัดพาคนตก หัวหกก้นขวิดกัน ทุกข์ร้อนกัน เพราะฉะนั้นคนใดได้มาพึ่งพิงเผ่าพันธุ์พุทธแท้ๆ ผ่องถ้วนทิศทาง เอาให้ครบ

๗ อิง อย่างแนบนบเกล้า เกลือกถู ไว้ บาทเบื้องพ่อครู นอบน้อม แบบ อย่างลูกเทิดบู- ชาเชิด ชัดเอย สุข สงบจากกิเลสย้อม สู่อ้อมธรรมคุณ ฯ

อิงกันอย่างสนิทเนียน อย่างเทิดทูนเลย เอานบเกล้า ยกขึ้นสู่ใส่เกล้า เกลือกถูก ไปทางต่ำเลย ตีนใต้บาทไปเลย “ไว้ บาทเบื้องพ่อครู นอบน้อม” อ้อ! ต่อมา จากที่นึกว่า พูดถึงอิงไอ้สิ่งที่เป็น เทิดทูนคุณธรรมนะ ในบาทต่อมาบอกว่า มายกอาตมา ว่างงั้นเถอะ เอาละ ผ่านไป ยกอาตมาไว้ ก็เป็นสำนวน “แบบ อย่างลูกเทิดบู- ชาเชิด ชัดเอย “ ทำอย่างที่ลูกทั้งหลายเทิดทูนบูชาพ่อ “สุข สงบจากกิเลสย้อม สู่อ้อมธรรมคุณ ฯ” นะ ก็ได้เป็นอยู่สุขกัน ที่ได้เลิกจากกิเลส สงบจากกิเลสไป สู่อ้อมธรรมคุณ

๘ อบอุ่น สุกสว่างล้ำ ธรรมวิหาร อิ่มเอม ดั่งครองเคียงห้วงวิมาน แก่นเชื้อ เกษม วิโมกข์วิมุติทุกกาล วิสุทธิ์วิสิฐ วิเศษเอย ใส สะอาดสู่วิเวกเอื้อ เอกสล้างทางพุทธ ฯ

ได้อบอุ่น ได้สุกสว่าง “ อิ่มเอม ดั่งครองเคียงห้วงวิมาน แก่นเชื้อ “ ใส่สะเต็มคำเต็มวรรคเลยนะ เพิ่มขึ้นมาหลายคำ “เกษม วิโมกข์วิมุติทุกกาล วิสุทธิ์วิสิฐ วิเศษเอย ใส สะอาดสู่วิเวกเอื้อ เอกสล้างทางพุทธ ฯ” จบด้วยแม่กดด้วยนะ พุทธ ตัวสะกดแม่กด เรียกว่า จบจุ๊ดเลย จุ๊ดดุ๊ดเลยนะ ก็ไม่ต้องขยายความ ภาษากวีก็ใช้ได้

คณะสงฆ์เมืองไทย ใครได้ดอกไม้พลาสติก ใครได้มูลสูตร 10 อีกกวีของ อโศก สัมปวังโก เดี๋ยวจะอธิบายเรื่องที่คงจะพาดพิงไปถึงอันนี้ ชื่อบทกวีบทนี้ก็คือ “ผู้ต้องการแก่นธรรม 5” เอามาจากจูฬสาโรปมสูตร (พตปฎ. เล่ม ๑๒ "จูหสาโรปมสูตร" ข้อ ๓๕๕-๓๕๙) ผู้ต้องการแก่นธรรม ๕ (จูฬสาโรปมสูตร) อันลาภ สักการะ อีกวาทะ สรรเสริญไซร้ นั้นเปรียบ ดั่งกิ่งใบ สุดจักไร้ ความสำคัญ สะเก็ด-ไม้สัตถา เทียบศีลหา ได้ยืนยัน ยอยก ผู้ยึดมั่น ศีลพรตขั้น จารีตนอ ผู้ทรงสมาธิ ก็ยังมิ สำคัญพอ เปลือกไม้ ที่ใช้ก่อ เปลวไฟบ่ สู้ขี้ชัน ญาณะ ทัสสนะ ก็ใช่จะ สุดสำคัญ กระพี้-ไม้ที่พัน รอบแก่นท่าน ทรงเปรียบแล เจโต วิมุตินั้น สุดสำคัญ ยิ่งจริงแท้ เปรียบดัง แก่นไม้แล เทียบเนื้อแท้ พระสัทธรรม ดูกร ชนชาวพุทธ อันวิมุติ ทรงค่าล้ำ อย่าหลง โลกธรรม ที่พาต่ำ บ่เจริญ อโศก สัมปวังโก ๙ พ.ย.๖๖ (พ่อครูอ่านแต่ละบทและอธิบายขยายความ) พ่อครูว่า... ลาภสักการะและคำสรรเสริญเยินยอ ท่านเปรียบดั่งกิ่งใบดอกผล ซึ่งมันสุดจะไร้ความสำคัญ คือมันไม่มีความสำคัญอะไรเลย ท่านเทียบต้นไม้ทั้งตนกับธรรมะของท่าน ดอกใบผลงามอร่ามสุดสวย คนก็หลง ก็งมงายอยู่แค่นั้นแหละ นกกาสัตว์อาศัยอยู่กินอยู่อย่างนั้นแบบโลกีย์ เป็นธรรมดาๆของโลกีย์ ธรรมชาติสัตว์ก็ดี คนก็ดีใครก็ดี ก็จมอยู่แค่นั้น จมงมงายอยู่กับใบดอกผลนี่ คนที่ยังไม่มีปัญญาก็ยึดติดอยู่แค่นั้น พระพุทธเจ้าท่านสอนอย่าให้ไปหลงใบดอกผลอยู่เลย ถ้าจะเอาแก่นของไม้จริงๆ ก็อย่าไปหลงอยู่แค่นั้น “ สะเก็ด-ไม้สัตถา เทียบศีลหา ได้ยืนยัน” (จากใบดอกผล) ไล่ลงมาอย่างแย่สุดท่านก็บอกว่าเป็นสะเก็ดของต้นไม้ มันมีเปลือกแล้วก็มีสะเก็ดเกาะอยู่ “ สะเก็ด-ไม้สัตถา” สัตถาคือคำสอนของพระพุทธเจ้า สะเก็ดไม้เทียบกับศีล ในยุคนี้ จะหาศีล โดยเฉพาะจากคณะใหญ่ศาสนาพุทธกระแสหลัก จะหาได้ยาก “ยอยก ผู้ยึดมั่น ศีลพรตขั้น จารีตนอ” ก็ไปยกยอกันอยู่แค่ผู้มีศีลแบบจารีตประเพณี อันนี้ก็ซับซ้อนลึกซึ้งอยู่ ถ้าไม่ขยายความก็คงเข้าใจไม่ได้ เขามีศีลกันในประเทศไทยศาสนาพุทธทุกวันนี้ มีศีลกันแค่เป็นจารีตประเพณี ยึดถือตามๆกันมา ไปถือศีลแล้วก็ไปได้ศีล ถ้าซื่อง่ายๆแค่ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดผัวเขาเมียใคร ไม่พูดปด ไม่ดื่มสุรา ศีล 5 แต่ไม่ได้เข้าไปถึงเนื้อพฤติกรรม ไม่เข้าไปถึงเนื้อจิตวิญญาณ ถือศีลแล้วขัดเกลากิเลสไปให้เกิด อานิสงส์ 10 ประการ

อานิสงส์ 10 ของศีล 1. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) 2. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) 3. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) . 4. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) 5. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) 6. สมาธิ (จิตมั่นคง) 7. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) . . 8. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) . 9. วิราคะ (คลายกิเลส) 10.วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พตฎ. เล่ม 24 ข้อ 1 , 208)

พ่อครูว่า... อานิสงส์ 10 ประการ มี อวิปฏิสาร ปามุชชะ ปิติ สุข มีพวกนี้ ไล่มา 10 ขั้นจนถึงวิมุตติญาณทัสนะ เขาไม่มีเลย ศีลของเขากั้นแค่กายวาจา ไม่ให้ประพฤติผิดตามศีล ก็พาซื่อยู่แค่นี้ มันไม่เป็นไปอย่างเป็นอิทัปปัจจยตา คือ ศีลแล้วปฏิบัติอปัณณกปฏิปทา 3 ก็จะเกิดสัทธรรม 7 เกิดฌาน 4 เกิดวิชชาอีก 8 สมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นปฏิสัมพัทธ์ซึ่งกันและกันตั้งแต่ต้นจนปลาย ศีลก็ถึงวิชชา ขัดเกลากัน ๆๆ เจริญขึ้นไปจนถึงวิมุติเลย เขาไม่เป็นเลย ไม่มีอันนี้เลย จึงมีแต่แค่ศีล ตัดไว้ได้แค่กาย วาจา ประพฤติซื่อ เขาก็ได้นะได้อยู่บ้าง แต่มันไม่มีทางจะบรรลุธรรม นี่คือความลึกซึ้ง “ผู้ทรงสมาธิ ก็ยังมิ สำคัญพอ” ทีนี้ผู้ทรงสมาธิ สมาธิก็ไม่ถูกต้อง ไม่สำคัญพอ “เปลือกไม้ ที่ใช้ก่อ เปลวไฟบ่ สู้ขี้ชัน” สะเก็ดแล้วถัดเข้าไปก็เปลือก ศีลคือสะเก็ด สมาธิก็คือเปลือก เพราะฉะนั้นไปได้เปลือกมาก็ไม่ได้เป็นท่าเลย เอามาทำเปลวไฟสู้ขี้ชันก็ไม่ได้ นี่เขาเปรียบเขา อโศก สัมปวังโกเขาเขียน “ ญาณะ ทัสสนะ ก็ใช่จะ สุดสำคัญ” ญาณทัสนะก็ตาม ก็ไม่ได้เรื่องอะไร “กระพี้-ไม้ที่พัน รอบแก่นท่าน ทรงเปรียบแล” ท่านเปรียบเหมือนกะพี้นะ”ญาณทัสสนะ”นี้ ก็ไม่ได้เรื่องอะไรเหมือนกัน “ เจโต วิมุตินั้น สุดสำคัญ ยิ่งจริงแท้” ยิ่งวิมุติ เป็น เจโตวิมุติ “ เปรียบดัง แก่นไม้แล เทียบเนื้อแท้ พระสัทธรรม” ยิ่งวิมุตินี้ เข้าไปถึงแก่นเลย “ดูกร ชนชาวพุทธ อันวิมุติ ทรงค่าล้ำ อย่าหลง โลกธรรม ที่พาต่ำ บ่เจริญ” ก็พูดไปอีก ก็ไปว่าเถรสมาคมที่เป็นตัวอย่างอยู่นี่แหละ ศาสนาพุทธกระแสหลักก็จมกันอยู่กับลาภสักการะสรรเสริญเยินยอเป็นสุข ได้แค่โลกีย์ ได้แค่ใบดอกผลอันงามงดอยู่นั่นแหละ วิจารณ์ไปแล้วเมื่อกี้ว่า แม้แต่ศีลก็ไม่สัมมาทิฏฐิ สมาธิก็ไปนั่งหลับตาเอา ปัญญาก็เป็นเรื่องตรรกะ เป็นเรื่องของความรู้ผิวเผินข้างนอก ไม่ได้เข้าเนื้อเข้าหนัง ไม่ได้เข้าถึงแก่นถึงสาระอะไรของความเป็นปัญญาเลย อาตมานั้นเขียนปัญญา 8 ขยายความไปถึงเล่ม 2 เล่ม 3 แล้วอ่านกันให้ตาเหลือกตาลานก็แล้วกัน ไม่รู้จะพูดยังไงแล้ว พยายามจะขยายให้ละเอียด ให้มันง่ายเหมือนหงายของที่คว่ำ อาตมาก็พยายามใช้ความสามารถที่จะทำ ก็น่าสงสารจริงๆ ศาสนาพุทธยุคนี้ พูดไปแล้วคนเขาก็หาว่าอาตมานี่ไปข่ม ไปยกตนข่มท่าน ไปทำอะไรที่ แหม! คือเขาเข้าใจไม่ได้ เขาก็ไปหลงเลอะเทอะ เป็นต้นไม้พลาสติก ที่เขาหลงอยู่ทุกวันนี้ แม้เขาหลงดอกใบอะไรพวกนี้ แล้วต้นไม้ที่เขาหลงอยู่นั้น ไอ้ดอกใบเป็นของปลอม เป็นต้นไม้พลาสติก โอ้โห ต้นไม้พลาสติก เดี๋ยวขยายความ คนยุคนี้งมงาย หลงใหลว่าเป็นเมืองเจริญ เป็นเมืองใหญ่ เต๋อ-เรวัต พุทธินันทน์ แต่งเพลงเอาไว้ มี 2 เพลง วันนี้เดี๋ยวเปิดให้ฟัง เต๋อตายไปแล้วล่ะ แต่งไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ 28, 29 มั้ง เพลง “เมืองใหญ่เมืองนี้” เพลงหนึ่ง กับอีกเพลงหนึ่ง “ดอกไม้พลาสติก” เอาลองเปิดดูฟังกันดู (เปิดเพลง) (เนื่องจากเพลงสงวนลิขสิทธิ์ ท่านสามารถค้นหาเพื่อรับชมได้ในยูทูป พิมพ์คำว่า “ดอกไม้พลาสติ เต๋อ เรวัต” และ “เมืองใหญ่เมืองนี้”)

_เนื้อเพลง ดอกไม้พลาสติก - เต๋อ เรวัต พุทธินันทน์ เพลง : ดอกไม้พลาสติก ศิลปิน : เต๋อ เรวัต พุทธินันทน์

เวลาดู ดอกไม้ปลอมๆ บางดอก ดูสวยเกินใคร ดูๆไป มันไร้คุณค่า เพราะว่าเป็นพลาสติก ถึงแต่งเติม สีเข้าไป ไม่จับใจ เหมือนของจริง เวลาดู ผู้หญิง บางคน ที่แต่งเติม สวยเพียงอย่างเดียว ใครๆเจอ ก็เหลียว มอง เพราะ หน้าตา และรูปกาย อาจจะสวยจริง แต่เสียดาย ที่หัวใจ ไม่สวยเลย หลายๆ คนไม่รู้ ไม่เคยลอง คิด แท้ๆ เธอก็เหมือน ไม่มีชี วิต คิดๆ ดูจะเห็น เธอเป็นเพียง ดอกไม้ พลาสติก ถึงสวยก็ทำ ด้วยพลาสติก ฮืม...พลาสติก จึงเป็นเพียงสิ่งปลอมๆ ดอกไม้ พลาสติก ถึงสวยก็ทำ ด้วยพลาสติก ฮืม...พลาสติก จึงเป็นเพียงดอกไม้ปลอม .ของแท้ ดูกี่ครั้ง ก็ดูดี นะ .ของแท้ มีชีวิต ชีวาดี นะ .ของแท้ แม้ไม่สวย ก็ดูดี แต่ดอกไม้ พลาสติก ถึงสวยก็ทำ ด้วยพลาสติก ฮืม...พลาสติก จึงเป็นเพียงสิ่งปลอมๆ ดูๆไป เธอนั้น ก็มีเพียง แต่ความสวย ที่แต่งเติม เป็นคนเดิม คนที่ไม่ เคยมี จิตใจ ให้ ใครๆ อาจจะสวยจริง แต่เสียดาย ที่หัวใจ ไม่สวยเลย หลายๆ คนไม่รู้ ไม่เคยลอง คิด แท้ๆ เธอก็เหมือน ไม่มีชี วิต คิดๆ ดูจะเห็น เธอเป็นเพียง ดอกไม้ พลาสติก ถึงสวยก็ทำ ด้วยพลาสติก ฮืม...พลาสติก จึงเป็นเพียงสิ่งปลอมๆ .ของแท้ ดูกี่ครั้ง ก็ดูดี นะ .ของแท้ มีชีวิต ชีวาดี นะ .ของแท้ แม้ไม่สวย ก็ดูดี แต่ดอกไม้ พลาสติก ถึงสวยก็ทำ ด้วยพลาสติก ฮืม...พลาสติก จึงเป็นเพียงสิ่งปลอมๆ

_เพลง เมืองใหญ่เมืองนี้ โดย เต๋อ เรวัต

เมืองใหญ่เมืองนี้ เมืองดีของคนเมือง เห็นความรุ่งเรือง เห็นคนเมืองล้วนมากมาย เมืองใหญ่เมืองนี้ เมืองดีของใครใคร ทั้งที่คนมากมาย ดูดูไปเหมือนไร้ผู้คน มองดูเพลิดเพลิน คนเดินมาแล้วเดินไป คนเดินเป็นใคร ไม่รู้จัก ไม่ทักทาย สายตาที่เห็น เห็นเพียงผ่านไป ไร้คนเข้าใจ ไม่มีใครเห็นความเป็นคน เมืองใหญ่เมืองนี้ เมืองดีของใครใคร ทั้งที่คนมากมาย ดูดูไปเหมือนไร้ผู้คน คนคงลืมไป ลืมมองใจให้เห็นคน คนจึงลืมคน ใครหมองหม่น ก็ทนไป สายตาที่เห็น เห็นใครต่อใคร เห็นคนมากมาย แต่ในใจเหมือนไม่มีคน เมืองใหญ่เมืองนี้ เมืองดีของใครใคร ทั้งที่คนมากมาย ดูดูไปเหมือนไร้ผู้คน เมืองใหญ่เมืองนี้ เมืองดีของคนเมือง เห็นความรุ่งเรือง เห็นคนเมืองล้วนมากมาย เมืองใหญ่เมืองนี้ เมืองดีของใครใคร ทั้งที่คนมากมาย ดูดูไปเหมือนไร้ผู้คน

พ่อครูว่า... โอ้โห ขนาดโกด้าลงท้ายยาวซะ นี่ก็ของเก่า ปี 2528 2529 จัดจำหน่ายปี 2530 ก็เพลง 2 เพลง เมืองใหญ่เมืองนี้กับดอกไม้พลาสติก ความหมายของมันก็ดูเป็นเมืองใหญ่ เมืองใหญ่คนมากมาย แต่ในเนื้อความเขาก็ว่าไปตามความก็พอเข้าใจ มันไม่ได้ยาก ไม่ได้ลึกอะไรเกินไป แต่มันเริ่มมีอะไรต่ออะไรขึ้นมาในเมืองไทย ตั้งแต่ พ.ศ.โน้น 28-29 มา แสดงให้เห็นว่าในศิลปะหรือในดนตรีการอะไรพวกนี้ ก็เริ่มมีอะไรไขพวกนี้ขึ้นมา ให้เห็นว่าคนเราไปหลงดอกไม้พลาสติก ดอกไม้พลาสติกที่พูดผ่านไปแล้วเมื่อกี้นี้ว่าเป็นต้นไม้พลาสติก ที่ เปรียบเหมือนศาสนาพุทธเป็นแค่ดอกพลาสติก แล้วก็ตามคำตรัสพระพุทธเจ้า ก็หลงแค่ดอกใบผลอะไรงามอยู่ข้างบนต้นยอด แต่หารู้ถึงแก่นถึงเนื้อถึงราก ไม่รู้เรื่อง หารู้เรื่องของสิ่งที่มันควรจะเป็นฐานต้น สิ่งที่จะก่อเกิดเป็นผล แล้วไปเป็นผลปลอมอีกต่างหาก นอกจากจะแค่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ใน จูฬสาโรปมสูตร และใน มหาสาโรปมสูตร ด้วย เขามีความยินดี ผู้ที่มีความยินดีมุ่งมั่น ผู้ที่รู้นะ ผู้ที่หลงระเริงก็ว่าไปเถอะ คนมาบวชแล้วมาทำงานศาสนาด้วยก็หมายถึงคนที่มีความยินดีที่จะพยายามมาเอา แก่นเนื้อแก่นแท้ของศาสนา เขามีความยินดี มีความดำริเต็มเปี่ยมในลาภ แต่เขาไปยินดี ไปเต็มเปี่ยมอยู่ในลาภและความสรรเสริญ คือลาภสักการะ เขาย่อมยกตนข่มผู้อื่น แน่นอน ได้ลาภได้ยศได้สรรเสริญก็ข่มผู้อื่น เป็นธรรมชาติของเขา ยืนยันเลย อย่างมหาระแบบ เป็นเจ้าคุณ สุดท้ายดูเหมือนจะเป็นเจ้าคุณชั้นเทพที่เสียชีวิตไปแล้วน่ะ นี่รบราฆ่าฟันอาตมาอย่างหนักเลย เขาก็บอกว่าเขานี่แหละ โพธิรักษ์มีอะไร เขานี่เป็นเปรียญ 6 นะ เป็นเจ้าคุณนะ อะไรอย่างนี้ โพธิรักษ์มีอะไร ก็พูดอย่างนี้มันก็ข่ม เขาก็ทำจริงๆ หลงลาภสักการะสรรเสริญ ก็จะเห็นคนอื่นต่ำมีศักดาน้อย ภิกษุอื่นมีศักดาน้อย เขาจะมัวเมาถึงความประมาท นี่ก็ขอพูดเต็มๆก็แล้วกัน อย่าหาว่าไปพูดว่าเลย มหาระแบบ หรือ เจ้าคุณโสภณคณาภรณ์ ดูเหมือนจะสูงเป็นชั้นราช ดูเหมือนจะสิ้นชีวิตตอนเป็นชั้นเทพหรือยัง

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน