661009 ฌานวิสัยเป็นอจินไตยที่เกิดได้ด้วยจรณะ 15 รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #44 ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์43 KB
วันที่แก้ไข26 ตุลาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

661009 ฌานวิสัยเป็นอจินไตยที่เกิดได้ด้วยจรณะ 15 รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #44 ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53582.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1S7nyJEK380GaBvEjByJBRhGMc0ych9Xu/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1XK792SN9eE-wnEUEwZ7Rb2rQEkR5gMXR/view?usp=sharing และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/661009-167-1--15-e2abipd

ดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/nzB_DDYBKc/ และ https://youtu.be/VKxc82ugA3E (มีซับ) https://youtu.be/CEBg0lHP3Rc

พ่อครูว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 9 ตุลาคม 2566 แรม 10 ค่ำ เดือน 10 ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก พรุ่งนี้ก็จะเลยไปเป็นแรม 11 ค่ำแล้ว พรุ่งนี้จะเป็นวันที่ 10 มันไปเรื่อยๆ จะมีอะไรเหลืมกันไปเรื่อยๆ ปีเถาะ ปีกระต่าย มาเริ่มกันที่ ที่เมื่อกี้นี้ ไปดูโทรทัศน์บุญนิยมเรา มาเมื่อกี้นี้ มีหนูสาวตาบอดมาร้องเพลง มองเห็นพระเจ้าอยู่หัว แต่เธอตาบอด แต่เธอเห็นพระเจ้าอยู่หัว คนตาดีนึกว่าตนตาดี นึกว่าตนเฉลียวฉลาด ที่จริงคุณไม่มีความฉลาด คุณมีแต่เฉกะ ไม่มีความฉลาด คุณมีแต่ เฉกะที่ยิ่งใหญ่ หลงว่าตัวเองเฉกะ เฉกะนี้ภาษาบาลีแปลว่าความเฉลียวฉลาด จริงๆ ใช้พยัญชนะว่าฉลาดก็ไม่ถูก เข้าใจว่า เฉพะ คือหลงตนว่ามีความรู้ เป็นคำกลางๆ ความรู้ คำว่า ฉลาดกับ เฉกะ ต่างกัน มันแยกกันไปคนละขั้วเลย เฉกะคือความรู้ ที่เป็นความรู้ชนิดหนึ่งที่ชาวเทวนิยมเป็น ถ้าไม่ใช่ชาวพุทธที่สัมมาทิฏฐิจริงๆ จะไม่มีความรู้เป็น ฉฬายตนะ หรือฉลาด ฉลาดในภาษาไทยเป็นคำกร่อนมาจาก ฉฬายตนะ จาก ต.เต่า มาเป็น ด.เด็ก ยตนะ มันกร่อนหายไป เหลือแต่ ด.เด็ก หรือฉล

อ่านต่อ

าดตัวเดียว ถ้าสะกด ฉ ฉิ่ง ล.ลิง สระอา ต.เต่า ก็อ่านฉลาดเหมือนกัน สะกด ดงเด็ก มันยิ่งฉลาดแท้ๆ เลย สะกดเป็นไทยเลย ภาษาบาลีเขาไม่มี ด.เด็ก นัยสำคัญที่อาตมาแยกพวกนี้ มันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ หรอก แต่คนเขาก็ฟังแล้วก็เผินๆ เขาเข้าใจไม่เห็นความสำคัญในความสำคัญ เขาภูมิยังไม่ถึง ยังไม่ฉลาดนั้นแหละ ยังไม่เฉลียวฉลาดเพียงพอที่จะรู้ว่านี่เป็นความสำคัญในความสำคัญ เพราะฉะนั้นคนที่ยังไม่ได้สนใจ ยังไม่มีความฉันทะยินดีในคำสอนที่อาตมาสาธยายอธิบายอยู่ ยังไม่เห็นความสำคัญ ชัดๆ ก็คือยังไม่เห็นความวิเศษที่มันถูกต้องยิ่งยอด เขาจะยังไม่เห็น เขาจะดูถูกดูแคลนอาตมาอยู่ ยิ่งเขาไปศึกษาในสำนักที่มีอาจารย์ใหญ่ๆ เป็นที่ยอมรับทั้งยูเนสโก ยอมรับทั้งสหประชาชาติ ยอมรับทั้งของเทวนิยมที่ใหญ่ๆ องค์กรยิ่งใหญ่ของโลก อะไรพวกนี้ แม้แต่ Nobel Prize อะไรพวกต่างๆ ของ Noble ด้วยนะ Noble เป็นภาษาอังกฤษที่แปลว่า สำคัญยิ่งยอด Nobel Prize รางวัลชั้นยอดเขายกให้โนเบล Nobel เป็นชื่อคน เป็น มิสเตอร์โนเบลที่ค้ากระสุน ระเบิด จนรวยเละเลย ค้าพวกกระสุนระเบิด ดินปืน พวกนี้ จนกระทั่งเป็นเศรษฐีใหญ่ มีกองทุนมากมาย แล้วก็เอาไปลงทุนเอาไว้ จนกระทั่งออกดอกออกผล ทุกวันนี้ยังแจกเป็นรางวัลทั่วโลกกันอยู่ ยังไม่จบเลย รวยมหาศาล คุณสู่แดนธรรม ส่วนมากเขาจะให้รางวัลสันติภาพ พ่อครูว่า .. เขาจะมองสันติภาพแบบโนเบล มองสันติภาพแบบรางวัลโนเบิ้ลของโนเบล ขององค์กรนี้เขา ซึ่งเป็นความรู้ทางเทวนิยม เขาจะยังไม่รู้สันติภาพแบบพุทธ สันติภาพแบบของศาสนาพุทธที่เป็นอเทวนิยม ที่มีปัญญาและมีความสงบ มีความไม่เบียดเบียนอันสมบูรณ์แบบ มันชัดนะทางโน้นทำเครื่องระเบิดเบียดเบียนสัตว์ในโลก แต่ของพุทธนี่ ไม่เลย ไม่มีมิจฉาวณิชชาในเรื่องนี้เลย ไม่มีการค้าการขาย ไม่มีการสร้างสิ่งเหล่านี้มาเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน ไม่เลย อันนี้เป็นนัยสำคัญที่ลึกซึ้งมาก ที่พูดนี้ อาตมาไม่ได้นัดแนะกันนะ กับผู้ที่ insert ภาพ (แทรกภาพขึ้นจอ เป็นภาพ นายโนเบล กับรางวัลโนเบิล) เขาเป็นพ่อค้าความตาย รางวัลสันติภาพ Alfred Nobel เขาเป็นเจ้าของกองทุนนี้เลย เกิดที่สวีเดน เสียชีวิตที่อิตาลี เท้าความไป คนที่มีความรู้พวกนี้เก่งกว่าอาตมา อาตมา ปฏิภาณความรู้พวกนี้ ความรู้รอบตัวพวกนี้ ความรู้รอบตัวพวกนี้ อาตมาขอยอมรับว่า อาตมามีความรู้รอบตัวอื่นๆ ใดๆ น้อย ไม่ใช่น้อยมากนะ แต่น้อยๆ นิดๆ ไม่ใช่น้อยมาก น้อยนิดๆ เลย อาตมาขอยอมรับอย่างเดียวว่า อาตมามีความรู้ทางด้านโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า ขอยืนยัน ขออภัยที่ต้องพูดความจริง ว่าอาตมามีอันนี้มากที่สุดในยุคนี้ ของพระพุทธเจ้า อาตมาพูดความจริงนะอันนี้ จำนนที่ต้องพูดความจริง จำนน จำเป็น จำต้อง จำใจ ที่ต้องพูดคำนี้ เพราะว่าอายุอาตมาก็ใกล้ 90 แล้ว คนที่ใกล้ตายจะพูดความจริงทั้งนั้น ไม่มีอะไรตลบตะแลงหรอก เพราะฉะนั้นในยุคนี้จึงเป็นยุคที่มันต้องมีความรู้ ที่เป็นโลกุตรธรรมเพิ่มขึ้น เพราะมันเกิด ที่มันเกิด อีกแหละต้องพูดความจริงอีกแหละ จำนน จำเป็น จำต้อง จำใจ จำยอม ที่จะต้องพูดความจริง ว่าอาตมาเกิดมายุคนี้ และอาตมาก็เป็นผู้นำเอาโลกุตรธรรมขึ้นมาประกาศในยุคนี้ อาตมาเป็น สยังอภิญญา เป็นผู้ที่มีความรู้ของตนเองแล้ว เป็นอภิญญาของตนเองแล้ว เป็นความรู้ยิ่งของพระพุทธเจ้าในตนเองแล้ว เกิดมาก็เอามาด้วย ไม่มีครูบาอาจารย์อื่น เพราะครูบาอาจารย์อื่นไม่มีแล้วที่มีโลกุตรธรรม มันเสื่อมตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในอาณิสูตร ในพระไตรปิฎก ล.16 ช้อ 672 คนที่ศึกษาติดตามก็อ้างอิงที่พระพุทธเจ้าสอน เรื่องที่จะต้องมีหลักมีฐานมีที่อ้างที่อิง อาตมาก็พยายามมีที่อ้างที่อิงอยู่เสมอ ก็ศึกษากันดีๆ อาตมาก็ยังเห็นว่ามันเกิดความจริงขึ้นแล้วในประเทศไทย ในมนุษย์พุทธศาสนิกชนคนไทยจำนวนหนึ่ง แม้จะน้อย ก็เป็นเรื่องของสัจจะที่เกิดแล้วเกิดเลย มั่นคงยั่งยืนด้วย ขอยืนยัน เป็นปึกแผ่นแน่นอน เป็นเอกีภาวะ แล้วมันก็จะขยายผลไป ซึ่งมันยาก มันไม่เร็วนักหรอก แต่มันจะต้องขยาย เพราะมันจำนนแล้ว มันใกล้กลียุคแล้ว มันจะต้องขยาย อัตราการก้าวหน้าที่มันจะขยายไปได้มากในอัตราข้างหน้า ตอนนี้ยังน้อย อัตราการก้าวหน้ายัง .0001, .0002, .0005 มันจะถึงหรือเปล่า มันยังขยายอัตราการก้าวหน้ามันยังน้อยมาก แต่มันก็จะก้าวหน้าไป อัตราการก้าวหน้าจะมีปฏิภาคทวีเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ อาตมาเชื่อว่า อาตมาตายไปแล้วนั่นแหละ อาตมาคงอยู่ไม่นานเกินกว่า..คนก็พยายามดันไปให้ถึงอายุ 151 ถ้าอาตมาจะดันสุรัง ตอนนี้ 90 ย่าง โอ้โห ก็ต้องปาเข้าไปอีก 60 กว่าปี เฮ่อะ อาตมาทำงานศาสนามา 53 ปี แฮ่กๆ แล้ว หอบแฮกๆ แล้ว จะอยู่อีก 60 กว่าปีนี้ มัน แหม Impossible นะ เอา SMS ก่อน

SMS วันที่ 6-8 ตุลาคม 2566 ความเจริญก้าวหน้าของการนำเสนอเพลงพ่อครูโลกุตระ _Ps Chomsree พีเอส ชมศรี : ชมจากรายการนับถอยหลัง คอนเสิร์ต 90 ปีพ่อครูแล้ว เห็นความสุดยอดในการทำดนตรีของคุณหนึ่งจักรวาล สาธุๆๆ ครับ พ่อครูว่า…ดี..เห็นความเจริญ คือคนเราก็แสดงประสิทธิภาพของตัวเองขึ้นมา มันมีช่องโชว์ มีโอกาส มีอะไรต่ออะไรที่เป็นเหตุปัจจัยนะ ก็มันเป็นไปได้จริงๆ ก็มาร่วมรวมกัน มันไม่ใช่แต่คุณหนึ่งจักรวาลคนเดียว คุณหนึ่งจักรวาลยังประกอบไปด้วยคนที่สีไวโอลินคนที่มาร่วมร้องเพลง คนที่มาร่วมทำอะไรอย่างอื่นอีก เหตุปัจจัยหลายๆ อย่าง มันช่วยกันขึ้นมา แต่แน่นอนมันมีตัวเด่น เช่น อาตมาเป็นต้น มันมีพวกคุณ มันมีท่านเดินดิน มีท่านแสนดิน มีใครต่อใคร มีท่านบินบน มีท่านเพาะพุทธ และอีกเยอะแยะแม้แต่ สิกขมาตุ แม้แต่ฆราวาสก็มีความรู้ทางโลกุตระช่วยกัน รวมกันขึ้นมา มันก็เป็นมวลของโลกุตรธรรม แสดงปรากฏการณ์เป็นรูปธรรมขึ้นมาจริง มันก็เกิด นี่ขยายความให้เห็นถึงสภาพของสัจธรรม เพราะฉะนั้นคุณหนึ่งจักรวาลก็เป็นนัยยะอย่างนี้ ซึ่งมันก็มีจุดสำคัญตรงเรื่องว่า คุณหนึ่งจักรวาลนี้เริ่มมีจุดสำคัญที่จับ interest Point ของเนื้อโลกุตรธรรมได้บ้างแล้ว เพลงหรือดนตรีการหรืองานที่อาตมาทำมามันไม่ใช่เพิ่งเกิด ใช่ไหม มันเกิดมาก่อนอาตมาจะมาบวชอีก ก่อน 50 กว่าปี แต่มันเพิ่งจะมารู้สึกว่ามันจะมีเหตุปัจจัยที่จะเกิดแพร่ หรือว่ามีคนข้างนอกเขา แต่ก่อนก็มีแต่ของพวกเราดันสุรังกันอยู่ คณะดนตรีก็มีแต่วงฆราวาส วงเดียวเล่น คณะอื่นเขาไม่เอาไปเล่นนะ เล่นอยู่แต่ในของชาวอโศก ข้างนอกเขาไม่ค่อยเอาไปเล่น นี่ก็เริ่มขยายแล้วนะ มีคนชักมองเห็นแล้วก็เอาออกไป มันเริ่มแล้ว เหมือนกับหนูอะไรที่ร้องเพลง มองเห็นพระเจ้าอยู่หัว คนตาบอดชักเห็นได้แล้ว คนตาบอดชักเห็นได้แล้ว นี่เป็นนัยสำคัญที่อาตมาพูดนะ คุณเข้าใจสัจธรรมมุมนี้ให้ดีๆ อาตมาเคยพูดถึงพยัญชนะตัวนี้ด้วยว่า จะทำ จนคนตาบอดเห็นได้ เกิดแล้ว มีนิมิตคนตาบอดเห็นได้ขึ้นมาแล้ว ใครจะเห็นจุดสำคัญของพระเจ้าอยู่หัว แต่คนที่ตาดีทั้งหลายแหล่นี่บอดกันหมด ไปเป็นคนตาบอดมามองเห็นพระเจ้าอยู่หัว มันคืออะไร..เห็นไหม จบเรื่องนี้ไว้แค่นี้ก่อน นี่ก็ทิ้งนัยสำคัญไว้ให้ติดตาม เรื่องของคอนเสิร์ตก็ว่ากันไป รู้สึกว่าใช้เวลาทำงานกันยาวยืดเป็นปีเลยนะ ซึ่งเป็นนิมิตหมายให้เห็นว่า โอ้โฮ คนตั้งใจนะ มีคนตั้งใจร่วมมือร่วมไม้ด้วย

_งามใบตอง นิลมณี : เพลงเก็บรัก เพลงโปรดสมัยวัยรุ่นค่ะ ชอบเสียงคุณศรีไศล สุชาติวุฒิ มากค่ะ พ่อครูว่า…ดี ค่อยๆติดตามไป กำลังมาร่วมกันเพื่อที่จะร่วมสมัยกันขยายผล

_สื่อฟ้าศิลป์ ภูวนาถ : น่าจะมีบันทึกเพลงรัก รักพงษ์โดยศิลปินเพลงเวอร์ชั่นใหม่ลงแฟลชไดรฟ์ขายต่อแฟนเพลงสัจจะชีวิตพ่อท่านฯบ้าง อย่างที่ธรรมทัศน์เคยนำแฟลซไดร์ฟเพลงพ่อท่านฯมาขายงานบุญอโศกพร้อมเครื่องเล่นเพลงขนาดมินิฯที่พวกเราเคยสนับสนุนมาทุกงานบุญอโศกฯ อยากได้เพลงเวอร์ชั่นใหม่ จริงๆ ฟังทีไรผ่อนจิตคลายใจหายเครียดหมดหมองหม่นสิ้นทุกข์โศกทุกทีฯขอบคุณ🙏 พ่อครูว่า…พูดเป็นภาษาฟังดูดีซะด้วยนะ เอามาร้อยกรองร้อยเรียง ดำเนินไปเราไม่พูดยาวมากกว่านี้

_พลังเพ็ญ คำด้วง : กราบนมัสการท่านสมณะค่ะ เราก็คนหนึ่งไม่รับเงินดิจิตอล10000 บาทแน่นอน เพราะเป็นการสร้างหนี้ให้คนไทยและทำลายประเทศชาติ กราบขอบพระคุณค่ะ พ่อครูว่า…พวกเราชาวอโศกก็หลาย คุณจะแจกจริงยังไงก็แล้วแต่ พวกเราไม่ไปรับหรอก ไม่ไปแปดเปื้อนด้วย เราไม่ไปร่วม ที่คุณจะแจก เพราะว่ามันชัดเจนแล้วนะ แม้แต่ผู้รู้ทั้งหลายแหล่ทางด้านเศรษฐศาสตร์ออกมาค้าน เป็นจำนวนร้อยๆ คนแล้ว คุณเศรษฐาเขาก็จะดึงดันต่อไป คนที่ออกมาค้านไม่ใช่คนพื้นๆ ตื้นๆ กล้าแสดงตัวออกมาค้านนายก ค้านไอเดียนายก เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่มีคุณวุฒิ มีความรู้ มีความจริง มีหลักฐาน เป็นถึงผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย กันหลายท่านหลายยุคออกมาค้าน คุณเศรษฐาก็ทำเป็นเก่งอยู่นั่นแหละ ซึ่งจริงๆ อาตมาก็รู้ว่าไม่ใช่คุณเศรษฐาหรอก มันมีอะไรอยู่ Hidden Agenda มันมีอะไรอยู่ข้างหลังคุณเศรษฐา ก็ไม่เป็นไร พวกเราก็ชาวดูไป ให้ชาวดูไบเขาทำ เดี๋ยวนี้เขาก็ไม่พยายามจะไม่เป็นชาวดูไบ เขาจะมันเป็นชาวดูบัง ตอนนี้ก็ยังบังๆ ไม่รู้บ้างว่าอะไรเป็นอะไร มันเป็นเรื่องลึกลับ ยังไม่เปิดเผย ก็ดูไป เราดูไป เราไม่ใช่ดูไบ

_Achitapon Wamontri อชิตพนธ์ วามนตรี · บัตรประชารัฐก็แจก ไม่เห็นค้านครับ พ่อครูว่า…มันคนละนัยกันจ้ะ บัตรประชารัฐมันไม่เหมือนเงินดิจิตอลที่คุณเศรษฐาจะแจก มันมีนัยสำคัญที่ต่างกัน ไปศึกษาดีๆ แจกเหมือนกันแต่มันไม่เหมือนกัน รัฐบาลทุกรัฐบาลก็ต้องแจกเงินประชาชนทั้งนั้นแหละ แต่มันแจกคนละแจก บางคนก็แจกดุๆ นะ บางคนเขาก็แจกดีๆ บางคนก็แจกดุๆ พวกแจกดุๆ ก็ไปดูเอาเองก็แล้วกันว่าเป็นใครบ้าง (แจกดุๆ จุแดกๆ แดกจุๆ)

เพลงมาร์ชคือชีวิต วัตถุกำหนดจิตไม่ได้ _รักชาติ รักไพรี · สันติอโศกรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ดีมาก พ่อครูว่า…คนนี้ก็มองเห็นความจริง ก็สนับสนุนมา อันนี้ก็จริงอยู่ แน่นอนที่สุด เรื่องพระมหากษัตริย์นี่ พวกประชาธิปไตยขาเดียวเขาจะไม่เข้าใจได้เป็นอันขาด ถ้าเขาเข้าใจได้ว่า ประชาธิปไตยต้องมี 2 ขา ต้องมีพระมหากษัตริย์ ถ้าประชาธิปไตยไม่มีพระมหากษัตริย์ เป็นประชาธิปไตยขาเดียวนั้น เป็นประชาธิปไตยขาหัก เป็นประชาธิปไตยพิการ เป็นประชาธิปไตยขาเดียว คนพิการ มันวิ่งไปไหนไม่ได้ตลอดหรอก วิ่งไปก็พิการนะ ขาเดียวจริงๆ มันเป็นสัจจะนะที่พูดนี้ ไม่ใช่พูดเล่น สัจจะจริงๆ แล้ว รูปกับนามต้องลงกันหมดเลย แต่นี่มันไม่ลงกันรูปกับนาม ประชาธิปไตยขาเดียวมันมีแต่รูป มันไม่มีนาม มันไม่มีจิตวิญญาณ พระมหากษัตริย์นี้เป็นจิตวิญญาณของประเทศ เป็นจิตวิญญาณของมวลชน มวลชนนี่เป็นเหมือนร่างกาย ไปฟังเพลง “ประเทศคือชีวิต” ที่อาตมาแต่งไว้ เพลงมาร์ช ประเทศคือชีวิต พระเจ้าแผ่นดินหรือพระมหากษัตริย์เป็นจิตวิญญาณของประเทศ ประชาชนนี่เหมือนร่างกายและเป็นองค์ประกอบ เป็นอวัยวะส่วนนั้นส่วนนี้ เป็นองค์กรเป็นอะไรขึ้นมารวมกันนั่นแหละ อธิบายไว้ในเพลง ประเทศคือชีวิต เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าชาติใดขาดความเป็น 2 ขาดจิตวิญญาณ มีแต่ร่าง มีแต่ภาวะภายนอกผิวเผิน มันไปไม่ออกหรอก ไปไม่รอด ไปไม่สำคัญ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องตื้น..เรื่องลึกซึ้ง พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องนี้ ท่านตรัสว่า จิตวิญญาณเป็นประธานสิ่งทั้งปวง แต่ชาวประชาธิปไตยนั้นบอกว่า รูปเป็นประธานสิ่งทั้งปวง พฤติกรรมผิวเผินข้างนอก เป็นประธานสิ่งทั้งปวง หรือเหมือนอย่างกับคนที่เขาแย้งกันว่า จิตกำหนดวัตถุ หรือ วัตถุกำหนดจิต เถียงกัน (คุณสู่แดนธรรมว่า มันมาตั้งแต่ยุคสมัยกรีก) วัตถุกำหนดจิตไม่ได้ เพราะวัตถุไม่มีสัญญา วัตถุไม่มีนามธรรม มันไปกำหนดอะไรไม่ได้ วัตถุมันเป็นพลังงานเท่านั้น มันเป็นสสารเท่านั้น มันเกิดจากเหตุปัจจัยของพลังงานที่เกิด มันไม่มีตัวประธานที่จะกำหนดจิต ที่จะกำหนดไซคลิก ไม่มี _สู่แดนธรรม... เขาว่าอย่างนี้ครับ เขาว่าวัตถุเป็นตัวเป้าหมายให้จิตพยายามไปหามัน พ่อครูว่า... มันโง่ อันนั้นถูกต้องของเขา จิตที่ถูกวัตถุทำให้วิ่งไปหามัน ถูกวัตถุกำหนดตัวเอง ตัวเองเป็นทาสวัตถุ..ถูกของเขา เขาพูดถูก ตัวเองเป็นทาสวัตถุ แต่ จิตที่หมดความเป็นทาสแล้วนี่ไม่ได้เป็นทาสสสารพลังงาน แต่เป็นผู้กำหนดสสารพลังงาน และเป็นผู้กำหนดจิตอีกต่างหาก นี่คือประสิทธิภาพของจิตวิญญาณ เขาเอาเพลงประเทศคือชีวิตมา insert (บนจอ) มาอธิบาย มาลองคิด มาลองไตร่ตรองกันดู เพลง มาร์ชประเทศคือชีวิต แม้นลองคิดชีวิตคนกลไกในร่างหนึ่งประเทศไซร้ ทั้งชีวิตร่างกายเทียบคล้ายดังแดนประเทศ จากเขตแดนผองชนหน่วยงานทั้งสิ้นจนถิ่นเนา เทิดองค์กษัตริย์ไซร้ ดั่งดวงใจของเรา ถนอมและเฝ้าเชิดชูสุดชีวีจวบจีรกาล ยกเอามันสมองเป็นเหมือนรัฐบาลป้อง ซึ่งคอยตรองคิดคุมช่วยอุ้มชูมิให้ชีพแหลกลาญ (พ่อครูว่า…นี่เป็นการเอาภาษากวีมารวมคำแล้วสรุปสั้นๆ ถ้าขยายความแล้วยาว) เฝ้าคอยบริหารสั่งบงการผลงาน เสริมพัฒนาการให้ชีวีดังหวังปอง ประชาชนนั้นเป็นเช่นดังสายเลือด ไม่แห้งเหือดหายไปจากกายพี่น้อง (พ่อครูว่า…เส้นเลือด สายเลือด เป็นรูปธรรมและ วิญญาณเป็นนามธรรม เลือดนี้ ใช้หัวใจสูบฉีด หัวใจไม่ใช่สมอง สมองนี้จิตวิญญาณอาศัย ) กระทรวงทบวงหรือรวมทั้งกรมและกอง เปรียบระบบของประสาทในร่างกายของเรา หากส่วนใดเสียไปเหมือนกายพบโรค ต้องทุกข์โศกทรุดโทรมเสื่อมทรามโฉดเฉา หากแม้นแรงร้ายถึงตายคล้ายดังชาติเรา หากเมามัวเขลาใครบ่อนในชาติไทยสูญสิ้น รัก-แดนถิ่นดินไทยต้องสามัคคีเหมือนดังอวัยวะ ไม่ปล่อยปละหน้าที่ทำทุกอย่าง ทั้งคิดทั้งจิตถางทางก้าวเดินชูช่วยชีวี หากต่างดี - จิตดี - เลือดเดินดี - ประสาทดี สมองดี - ชีวิตมั่นขวัญยืน

ชีพเช่นไรประเทศคงคล้ายกัน มาเถิดมาเสกสรรสร้างเมืองไทยให้แน่นเป็นแผ่นผืน เชิดชูไทยในทุกทางให้ยั้งยงยืน ไทยทุกคนตื่นเถิด - ประเทศคือชีวิตเรา รัก-แดนถิ่นดินไทย ต้องสามัคคีเหมือนดังอวัยวะ ไม่ปล่อยปละหน้าที่ทำทุกอย่าง ทั้งคิดทั้งจิตถางทางก้าวเดินชูช่วยชีวี หากต่างดี - จิตดี - เลือดเดินดี - ประสาทดี สมองดี - ชีวิตมั่นขวัญยืน ชีพเช่นไรประเทศคงคล้ายกัน มาเถิดมาเสกสรรสร้างเมืองไทยให้แน่นเป็นแผ่นผืน เชิดชูไทยในทุกทางให้ยั้งยงยืน ไทยทุกคนตื่นเถิด - ประเทศคือชีวิตเรา

พ่อครูว่า…Melody เดียวกันกับเพลง กองทัพธรรม ถ้ารักประเทศไทยเหมือนกับอวัยวะที่ทำงานประสานกันดีไม่ทะเลาะกัน ถ้าอวัยวะทะเลาะกันเมื่อไหร่ได้เรื่อง ไม่ต้องเอาอะไรมากแค่ลิ้นกับฟันกระทบกันทะเลาะกันเท่านั้นแหละ ก็เป็นเพลงดังสนั่นประเทศไทย เพราะฉะนั้นอย่าให้อวัยวะมันทะเลาะกัน … เพลงนี้ อาตมาแต่งทำนองเมื่อ 8 มี.ค. 2502 อาตมาอายุ 25 ปี แต่งตั้งแต่ตอนอายุ 25 ส่งเข้าประกวดกรมประชาสัมพันธ์เปิดให้ประกวดเพลงมาร์ช อาตมาส่งเข้าประกวดด้วยนี่แหละเพลงนี้ แพ้ ไม่ชนะหรอก คนชนะคือคนในกรมประชาสัมพันธ์เอง ชื่ออะไรอาตมาก็จำชื่อไม่ได้ เป็นคนในวงสุนทราภรณ์เอง เพราะเขาเป็นกรรมการตัดสิน มาร์ชอันนั้นชนะ แต่ก็ไม่ได้ดังเลย เดี๋ยวนี้ก็ไม่รู้ว่าเพลงชนะอันนั้นอยู่ที่ไหน แต่เพลงนี้ยังเปิดอยู่ _สู่แดนธรรมว่า…มีคนเสนอว่า กระหายใคร่รู้เพลงนี้ อยากฟังเพลงนี้ตอนนี้เลย พ่อครูว่า…เขาเตรียมไว้หรือเปล่า ลองเตรียมดูว่าทันมั้ย พวกเราน่าจะทัน มือลิงกัน เร็วมือไว อาตมาชอบ Syncopation มัน ลักจังหวะ เขาเรียกลักจังหวะ แทนที่จะไปลงจังหวะ ดึ๊ง ดึ๊ง ตามธรรมดา เขามาเล่นกับเบส มาเล่นลักจังหวะ Syncopation (insert เปิดเพลงมาร์ช ประเทศไทยคือชีวิต) พ่อครูว่า เสียงปรบมือแปะๆๆๆ เอาล่ะค่อยๆ ว่าไป ค่อยๆ มีอะไรเกิดขึ้นมา บางทีสิ่งที่มันเคยเกิดมาแล้ว ตอนนี้มันกำลังจะเข้าสู่ยุค มันก็เป็นไปได้นะ เพลงนี้ก็อาจจะมีบทบาทขึ้นมา อาตมาแต่งตั้งแต่อายุ 25 เนาะ เพลงนี้นั่นแหละ ไปส่งประกวดกับเขา ทำเป็นแหยมไปส่งประกวดกับเขา เสร็จแล้วผู้ชนะเลิศก็คือคนในคณะสุนทราภรณ์นั่นแหละ ว่าไป มันก็เป็นธรรมดาธรรมชาตินะ ไม่ใช่เรื่องประหลาดอะไร อาตมาก็ไม่ได้นึกติดใจอะไร นี่ก็เป็นเรื่องที่มันเกิดมาแล้ว มันก็อาจจะมีอะไรพัฒนาการอีกก็ได้ นั้นเป็นเรื่องของเพลงยุคนี้ มันก็เข้าไปหาเพลงกันเยอะขึ้นนะ เพลงนี้ เริ่มแต่งทำนองตั้งแต่ 8 มีนาคม 2502 อาตมาแต่งทำนองก่อนแล้วมาแต่งเนื้อทีหลัง อาตมาพยายามเกลาจนแต่งเรียบร้อย 23 มีนาคม 2502 ทำนองเพลงนี้ เอาไปใส่เนื้อร้องใหม่ เป็นเพลงกองทัพพุทธธรรม 10 ธันวาคม 2530

เมืองไทยเป็นเมืองที่คนมี ฉฬายตนะ เข้าใจความไม่เที่ยง _Focus Tan โฟกัส แทน · อดีตผู้ว่าแบงก์ชาติ ค้านแจกเงินดิจิทัล ชี้ไม่มีอะไรฟรี อาจส่งผลเสียต่อคนทั้งประเทศ พ่อครูว่า…อาตมายังไม่วิจัยวิจารณ์ต่อ ให้บทบาทของสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นธรรมชาติ เมืองไทยเรานี้เป็นเมืองที่ “ฉฬายตนะ” เป็นเมืองฉลาด เป็นเมืองที่มีความรู้ที่ “ฉฬายตนะ” เป็นความรู้ที่เป็นความฉลาดปัญญาครบไม่ใช่ เฉโก ไม่ใช่เป็นความรอบรู้ทวารเดียว แต่เป็นความรู้รอบรู้ 6 ทวารพร้อมกัน ฉะนั้นคนมีความรู้ทั้งนอกและใน 6 ทวาร กับคนมีความรู้ภายในอย่างเดียว ยิ่งเทวนิยม มีความรู้ภายในเป็นความรู้อยู่ ลึกลับด้วย เจ้าแห่งความรู้คือพระเจ้า เจ้าของความรู้ยังลึกลับอยู่เลย และความรู้อันนั้นก็ไม่เป็นไปตาม กาละ เทศะ ฐานะ ด้วย ความรู้มันเป็นความรู้ไม่คลี่คลาย ไปตามความไม่เที่ยงหรือความเปลี่ยนแปลง ความเคลื่อนไหว องค์ประกอบต่างๆ ไม่ได้คงเดิม เหตุปัจจัยทุกอย่างมันเปลี่ยนแปลง มันไม่ใช่อย่างเดิมอย่างเก่า องค์ประกอบมันเปลี่ยนไปใหม่หมด แต่เขาก็ยึดมั่นถือมั่นอยู่อย่างนั้น เป็นสูตรเดียวอย่างเดียว ไม่ขึ้นกับอะไรเลย ซึ่งคนทุกวันนี้เข้าใจเหตุนี้แล้ว พระพุทธเจ้าตรัสรู้ความไม่เที่ยงก็คือความหมายนี้ มันไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นอยู่ที่อันเก่าอันเดียวแบบที่อะไรทุกอย่างไม่มีเปลี่ยนแปลงในมหาจักรวาล วินาที ยิ่งกว่าวินาทีมันก็เคลื่อนไปตลอดเวลาไม่อยู่ที่เก่า แค่นี้ก็บอกความจริงแล้วว่ามันไม่มี ไม่มีอะไรที่มันจะอยู่คงที่คงเดิม ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เขา ยิ่งเหมาหมดเลย ทุกอย่าง หนึ่งเท่านั้นนะจ๊ะ..อะไรก็ไม่มีอะไรเป็นอื่นไปได้เลย ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรประหลาดไปจากหนึ่ง นี่คือความยึดมั่นถือมั่น ที่ไม่รู้จะพูดยังไง เอา มันก็ต้องค่อยๆ เข้าใจกัน อาตมาก็อธิบายไว้แค่นี้ก่อนก็แล้วกัน

_ตุ๊ก อัศวิน : ขอโอกาส..เจ้าค่ะ พหูสูต น่าจะหมายลึกกว่าแค่ รู้_รู้_รู้ (ดุจนกแก้ว_นกขุนทอง)..มะเจ้าคะ ไม่ใช่แค่ รู้ !! (จินตมยปัญญา) พ่อครูว่า… ใช่ พหูสูต ไม่ใช่มีความรู้แค่ รู้ๆๆๆ หลากหลายเฉยๆ เป็นระนาบเดียว ไม่ใช่

หลับตาปฏิบัติไม่ใช่ทางปฏิบัติและทางบรรลุของพุทธ _แต่..ต้อง รู้ แล้ว ลงมือปฏิบัติ จนช่ำชอง (เสพคุ้น) (ภาวนามยปัญญา) ดั่งเช่น ในหลวง ร.๙ ท่านตรัสว่า "เข้าใจ_เข้าถึง_พัฒนา" ภาวนา คือ พัฒนา นั่นแล..เจ้าค่ะ ดังนั้น การปฏิบัติธรรม ต้องถึงพร้อมด้วย มรรค ๘ ไม่ใช่นั่งหลับตาปฏิบัติ.(ตั้งกายตรง_ดำรงสติเฉพาะหน้า).แต่ถ่ายเดียว.อย่างแน่นอน เจ้าค่ะ พ่อครู ท่านเคยปรารภ เรื่องนั่งหลับตาปฏิบัติ..ได้แจ่มชัดยิ่งแล้วเจ้าค่ะ กราบขอบพระคุณที่ให้โอกาสเจ้าค่ะ พ่อครูว่า…ก็ขอพูดอันนี้อีกนิดหนึ่งว่า เรื่องหลับตาทำสมาธิกับลืมตาทำสมาธิเนี่ย อาตมาก็พูดก็ใช้พยัญชนะของพระพุทธเจ้าด้วยว่า ไอ้หลับตาปฏิบัติเป็นสมาธิหลับตานั่นน่ะ..มันไม่ใช่ ไม่มีประโยชน์ อาตมาก็ว่ามีประโยชน์ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่ามีประโยชน์คือ เป็นอุปการะมาก ประโยชน์เป็นอุปการะมาก คำว่าอุปการะมันไม่ใช่ตัวแก่นเนื้อแท้ ไม่ใช่ตัวจริง ตัวอุปการะกับตัวจริงมันคนละตัว นัยความแตกต่างกันตรงนี้ นั่งหลับตาอาตมาก็ใช้ ไม่ต้องนั่งหรอก นอนหลับตานี่อาตมาสบาย ใช้จินตนาการ พิจารณา ไตร่ตรอง ตรวจสอบ คิดค้น เอาของที่เป็นสัจจะออกมาใช้ได้เยอะเลย เป็นอุปการะ แต่ เวลาปฏิบัติธรรมแล้วผลบรรลุ ฟังดีๆ นะ ทั้งปฏิบัติและบรรลุ มันคือการลืมตา หลับตานั้นคุณใช้ บุพเพนิวาสานุสติญาณ แล้วคุณก็จะมาไล่เรียงตรวจสอบดูของเก่าของใหม่ หลับตานั้นมันไม่มีปัจจุบันชาติ ความจริงมันไม่มี มันมีแต่ความจำ มันไม่ใช่ความจริง มันเป็นสัญญาเท่านั้น กำหนดรู้ตัวใหม่ก็เป็นสัญญา มันไม่ใช่ตัวปัจจุบันชาติที่มันเกิดเห็นพร้อมด้วยอายตนะ 6 มันไม่ใช่ นัยสำคัญอันนี้ก็ไม่ง่ายที่จะเข้าใจกัน ซึ่งมันก็เป็นความจริงอีกอันคือ มันเป็นความเสื่อมของชาวพุทธ เทวนิยมเขาไม่เข้าใจหรอก พูดไปเขาก็ไม่เข้าใจ ฉฬายตนะ เขาก็ไม่เข้าใจ ก็มีชาวพุทธนี่แหละรู้ แต่เพราะชาวพุทธเสื่อมไปจากโลกุตรธรรม เสื่อมไปจากความจริง ความถูกต้อง มันเสื่อมไปจริงๆ นี่ก็ยืนยันอาตมาก็ไม่ใช่ว่าขี้ตู่อะไร ไม่ได้มาขี้ตู่ แต่เป็นความจริง เพราะฉะนั้นอาตมามาฟื้นเอาสัจจะความจริงของพระพุทธเจ้ามาสถาปนาลงไป 53 ปีได้เท่านี้ อาตมาก็พูดจริงๆ มาหลายทีแล้วอาตมาก็ภาคภูมิใจนะ ได้ขนาดนี้ก็ภาคภูมิใจ แต่ว่ามันน่าจะได้มากกว่านี้นะ แต่มันก็ยังไม่ได้มากกว่านี้ ก็เอา ไม่รู้จะทำยังไงก็ว่าไป ก็ผ่านไปก่อนอันนี้

ความเสื่อม 4 ประการของชาวพุทธ เกิดแล้ว _ใบฟ้า ธัมทะมาลา : กราบนมัสการพ่อครู ด้วยสุดเศียรเกล้าฯกราบนมัสการ ท่านสมณะ และท่านสิกขมาตุ ด้วยความเคารพยิ่งค่ะ ท่านปัจฉาสมณะแสนดิน ภูมิพุทโธ ได้ตั้งชื่อหัวข้อการเทศน์ของพ่อครู ในวันนี้(ศ. 6 ต.ค. 2566) ว่า "จรณะ 15 วิชชา 8 โดยพิสดาร ลึกซึ้ง บริบูรณ์" พ่อครูว่า... อาตมายังขยายความไม่เต็มที่นะ จรณะ15 วิชชา 8 มันเป็นสุดยอดของวิชชาจรณะสัมปันโน “ปันโน”นี้มันเป็นความบรรลุ เป็นสมบัติ ท่านเรียกว่า วิชชาจรณะสมบัติ เป็นสมบัติของพระพุทธเจ้า ในอัมพัฏฐสูตรนั้น อัมพัฏฐมานพ ถกกับพระพุทธเจ้าเรื่องวิชา อัมพัฏฐะเขาถือว่าเขาเป็นพราหมร์ เป็นเจ้าของจรณะ 15 วิชชา 8 นะ ในอัมพัฏฐสูตร ไปอ่านดีๆ เถอะในพระไตรปิฎกเล่ม 9 อัมพัฏฐสูตร เป็นสูตรที่ 3 ต่อจากสามัญญผลสูตร อ่านดีๆ เถอะ มี dialogue ที่โต้ตอบกันนะ สนุก ผู้ที่ชัดเจนในธรรมรสแล้วจะสนุกมาก ซึ่งอาตมาก็ชี้ชัดใน อัมพัฏฐสูตร พระเจ้าตรัสถึงความเสื่อม 4 ประการ ในความเสื่อม 4 ประการเป็นตัวชี้บ่งเอาไว้ ให้ตรวจสอบตรงนี้เลย ความเสื่อม 4 ประการ ความเสื่อมของผู้แสวงหาอันผิดๆ ผู้ยังไม่มีวิชชาและจรณะ แต่ไปแสวงหาอาจารย์ในป่า โดยเก็บผลไม้หล่นกินบำรุงชีพ อย่างมักน้อยมากๆ พ่อครูว่า... นี้สรุปมาจากพระไตรปิฎก ในข้อที่ 1 โดยเข้าใจว่า ผู้ที่จะบรรลุวิชชาและจรณะนี้ คือต้องเป็นอาจารย์ที่อยู่ในป่า นี้เป็นความหลงผิดว่า อาจารย์ผู้ที่จะสอนจรณะวิชชานี้ เป็นผู้ทรงภูมินี้จะต้องอยู่ในป่า นี้เป็นความเข้าใจผิด เป็นความเสื่อมเลย เพราะฉะนั้นคนๆ นี้ก็ไปหาอาจารย์ในป่า ออกป่าไปเพื่อที่จะแสวงหาอาจารย์ในป่า เพราะฉะนั้นคนที่ไปเข้าใจว่าอาจารย์ผู้บรรลุ “วิชชาจรณสมบัติ” คืออาจารย์ที่ต้องอยู่ป่า ไม่อยู่ในเมือง ไม่อยู่กับสังคม นี้เป็นความเข้าใจผิด มิจฉาทิฏฐิพาให้เสื่อม

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน