661113 บุญกับฌาน มีพลังงานต่างกันอย่างไร รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #46 ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์34 KB
วันที่แก้ไข21 มกราคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

661113 บุญกับฌาน มีพลังงานต่างกันอย่างไร รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #46 ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53628.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1EFMZ41LDbdCy7VUH2HzCCQl0mEScLWfm/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1eMw5jao718NNa53NlpukQp_yKzxASX99/view?usp=sharing และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/661113-167-1 46-e2bs5jv

ดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/ohLkur5z9d/

และ https://youtu.be/PQPfo0vUyiQ (มีซับ) https://youtu.be/umrJ0NRyYSs

พ่อครูว่า…เจริญธรรมทุกคน วันนี้วันจันทร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2566 ขึ้น 1 ค่ำเดือน 12 ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก เราก็มาโอภาปราศรัยกันในเรื่องของธรรมะ ชีวิตไม่มีธรรมะก็ซวยไปทั้งชาติ ชีวิตที่มีธรรมะก็เจริญไปทั้งชาติ ใครจะเอาเจริญหรือจะเอาซวยก็แล้วแต่ เอ๊ะ.. ซวยภาษาไทยหรือภาษาจีน (โยมเข่งว่า ภาษาจีน ) แล้วภาษาไทยว่าไง ...ซวยคือเสื่อม ไม่มีโชค โชคไม่ดี เป็นภาษาโลกีย์ซวยกับเฮง ไม่ซวยก็เฮง ซวยก็คือขาดทุนอะไรอย่างนี้ ที่จริงก็ควรจะเอาธรรมะคือ เจริญกับไม่เจริญ บทกวีหัวข้อ อานิสงส์การฟังธรรม โดย คุณอโศก สัมปวังโก อานิสงส์การฟังธรรม ๕ จักรู้ สิ่งที่ยัง มิเคยฟัง มิเคยรู้ สัทธรรม สยัมภู มิอาจรู้ ได้ด้วยตน จักเข้า ใจชัดกว่า ที่ฟังมา อาจสับสน การฟัง ซ้ำหลายหน จักวัดผล ความเข้าใจ ถ้อยความ ที่ขยาย ใหม่จักคลาย ความสงสัย อันความ ลึกล้ำไซร้ ยากที่ใคร จักหยั่งแล จักเห็น ได้ถูกตรง สิ้นความหลง โลกีย์แล้ เหตุแห่ง วิมุติแท้ สัตถาแล ทรงยืนยัน จักเกิด ความเลื่อมใส มั่นคงใน พรหมจรรย์ แฟนคลับ ทุก

อ่านต่อ

ๆ ท่าน จงขยัน หมั่นฟังธรรม อโศก สัมปวังโก ๑๓ พ.ย.๖๖

พ่อครูว่า… คนชอบกลอนก็เขียน อย่างท่านเพาะพุทธ ท่านเทศน์ที่ใดไม่มีกลอนไม่มี บางทีเทศน์ 30 นาที ท่านก็จะว่ากลอนไปประมาณ 20 นอกนั้นก็จะว่าเนื้อไป 10 อะไรอย่างนี้ ท่านชอบของท่านมันอร่อยก็อร่อยไป แต่คนเข้าใจได้ก็ใช้เป็นเครื่องประกอบในการบรรยาย แล้วคนก็ซาบซึ้งอร่อยไปตามที่ได้รับรส ธรรมรสมันมีรสชาติ ก็ดี อย่าไปหลงผิวเผินไปติดกลอนติดเปลือกติดสนุกสนานเพลิดเพลินไปตามกวีการ มันก็ช้า มันก็ไม่ทะลุทะลวงไปถึงเนื้อหาแก่นแท้ มูลสูตร ๑๐ มีฉัน-ทะ เป็นมูล จึงค้ำคูณ ในมรรคา องค์ธรรม ปฐมพา จิตวิญญาณ์ ให้เป็นไท แดนเกิด คือมน- สิการะ นั้นขานไข สนาม-รบคือใจ ใช่ความใส ยามหลับตา เหตุเกิด นั้นหาใช่ รู้เมื่อไร้ เวทนา แท้คือ ผัสสะห้า กับจิตสา-มัคคีกัน สโม-สรณา ศูนย์ศึกษา เฉพาะขันธ์ อารมณ์ ร้อยแปดนั้น เรียกรวมกัน เวทนา ประมุข นั้นคือส- มาธิพระ-ศาสดา ยืนยัน ว่าต้องมา จากมรรคา เจ็ดประการ สติ นั้นเป็นใหญ่ อำนาจใด บ่เปรียบปาน ทรงความ เป็นปัฏฐาน สี่ประการ ล้วนสำคัญ สุคต ยกปัญญา ยอดศัสตรา เทียมพระขรรค์ เป็นยิ่ง ยุทธภัณฑ์ ใช้ห้ำหั่น กิเลสมาร วิมุติ คือผลลัพธ์ กิเลสดับ ตามต้องการ จึงถือ เป็นแก่นสาร อภิบาล พระสัทธรรม ผู้มี อมตะ เหนือกาละ อำนาจกรรม ที่หยั่ง - ลงสุดล้ำ ลึกเกินพร่ำ พรรณนา อีกป - ริโยสาน คือนิพพาน วิภพพา เวียนเกิด ไปจนกว่า จักได้มา พุทธภูมิ อโศก สัมปวังโก ๑๓ พ.ย.๖๖ พ่อครูว่า... เอาล่ะอาตมาไม่ขยายความ ก็เขียนเป็นกลอนมาก็ดีก็ชัดเจนอยู่ แต่เป็นภาษากวีหน่อย ผู้ที่ไม่เข้าใจภาษากวีไม่เข้าใจธรรมะก็อาจจะต้องตั้งใจฟังแล้วก็ค่อยๆแกะไป แต่เอาหล่ะอาตมาจะไม่ใช้เวลาแกะเรื่องนี้วันนี้ เพราะว่าเนื้อแท้ของธรรมะที่เตรียมไว้อธิบายกันอยู่ประจำก็เป็นเรื่องที่พูดนี่แหละ ปรมัตถธรรมพวกนี้สำคัญ เอา SMS ก่อน อ่านของแจ๊วก่อน _กราบพ่อครูผู้เมตตาเคารพบูชาอย่างสูงยิ่งค่ะ ท่านสอนดิฉันฟังธรรมซ้ำๆ เข้าใจถึงรูปนาม กาละ เทศะ ฐานะ ปัจจุบันเขียนรูปติด ไชยาคั่วติดฝาหม้อค่ะ นามอยู่ในหม้อ ธรรมะ 2 รวมเป็นหนึ่ง อาหารหมด 00 กิเลสตัณหาความอยากหมดตัวตน จิตตื่นรู้ควรไม่ควร ไม่ทำตามใจชอบ กาละผ่านแต่เราเป็นผู้ไม่หยุดนิ่ง ดิฉันเป็นนักเรียนนักศึกษากว่าจะเขียนได้ พ่อครูติชมดิฉัน จิตวิตก วิจาร ปิติ จบ อุเบกขาไม่สุขไม่ทุกข์ ขอบพระคุณพ่อครูผู้ให้ปัญญาหมดปัญหาแล้วล่ะค่ะ รวมคำถามจิตมี สูญ๐๐ คิดเห็นผิดหรือถูกคะ แจ๊ว น้อมยอดธรรมจะปฏิบัติตามพ่อค่ะและท่านสมณะค่ะ พ่อครูว่า... เอา จะตอบยังไง อาตมาต้องมาทำความเข้าใจให้ดีกับที่แจ๊วเขียนมานี้ แล้วถึงจะตอบ ก็คงจะค่อยๆ ตอบ อธิบายให้คนอื่นนั่นแหละ ก็ทั้งหมดที่แจ๊วถามมานี้ _สู่แดนธรรม... เขาถามถึงจิตเป็นศูนย์ พ่อครูว่า... จิตเป็นศูนย์ จะไปคิดเห็นผิดหรือถูกอย่างไรล่ะ สภาวะที่เราทำ แล้วเราอ่านรูปนาม รูปนามสูญ ก็คือรูปนามมันไม่มีกิเลส มันสูญกิเลส ไม่ใช่มันสูญรูปสูญนาม รูปก็ไม่มี นามก็ไม่มี มันก็เป็นแท่งดินน้ำไฟลมเท่านั้น มันต้องมีความรู้ รูปก็รู้รูป นามก็รู้นาม แล้วรูปนามนั้นกิเลสมันสูญ นี่คือเป้าประเด็นที่แท้ อ่านกิเลสให้ออกเลย กิเลสกาม กิเลสภพ เมื่อกิเลสกามหมดก็เหลือกิเลสเข้าไปในจิต เรียกว่า รูปภพ อรูปภพ กิเลสรูปภพก็ทำให้มันหมดต่อ หมดกิเลสรูปภพ ก็เหลือกิเลสอรูปปภพ ก็ทำกิเลสอรูปภพหมดไปอีก เมื่อหมดทั้งกามภพ รูปภพ อรูปภพ 3 ภพนี้ กิเลสก็หมดสิ้นเกลี้ยง เอาไว้แค่นี้ก่อน

_แสงอรุณ น้อมกราบนมัสการหลวงปู่ด้วยความเคารพอย่างสุดเศียรสุดเกล้าค่ะ จากการความเมตตาที่หลวงปู่ได้ให้ข้อมูลเรื่องการศึกษาและกล่าวถึงหนังสือที่หลวงปู่เขียนไว้ หลานได้เปรยว่า หลวงปู่เขียนหนังสือไว้เยอะจนลูกหลานตามอ่านไม่ทันแล้ว พ่อครูว่า ... ถามมา เขาฟังธรรมนี้แล้วก็เอาไปทำวิทยานิพนธ์ประกอบด้วย ก็เลยอยากจะให้อธิบายอะไรหลายๆ อันอยูู่ อาตมาชาตินี้เกิดใหม่เขียนธรรมะ ตั้งแต่เป็นฆราวาสอยู่ในโลก ยังไม่รู้ตัว ยังไม่มาทางธรรมะก็เขียน เขียนนวนิยาย เขียนเรื่องรักใคร่ เขียนเรื่องอะไรต่ออะไร เขียนก็ไม่มากเท่าไหร่หรอก เขียนแล้วไม่ฮิต ไม่ติดตลาด ไม่ดัง ก็พอลงพิมพ์บ้างนิดๆหน่อย แต่พอมาเขียนธรรมะแล้วนี่ โอ้โห เขียนเป็นร้อยๆเรื่อง ร้อยๆเรื่องนะ แต่ชื่อเรื่องแต่ละเรื่องเป็นร้อยกว่าเรื่อง ไม่รู้ร้อยเท่าไหร่ เขาทำสถิตินี้มาให้อยู่ในนี้ก็มีขี้เกียจงัดขึ้นมาดู เขาทำให้รวบรวมให้ เป็นตั้งร้อยๆเรื่อง แต่ละเรื่องก็พิมพ์ลงเล่มเป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสน บางเรื่องพิมพ์เป็นแสน มีพิมพ์ไม่ถึงล้านหรอก แต่มากคือหนังสือ “กวางน้อย” นะ ถึงหลายแสน พิมพ์กระจาย ตอนนั้นกำลังเกิดเรื่องกันก็พิมพ์ หรือว่าตอนนั้นเรื่องยูโทเปีย ตอนนั้นก็พิมพ์ ไม่ได้จดสถิติพิมพ์ซ้ำ โดยที่ไม่ได้บอกว่าพิมพ์ครั้งที่เท่าไหร่ พิมพ์เพิ่มขึ้น ออกมาแจกหลายครั้ง เป็นหลายแสนเล่ม สรุปแล้ว หนังสืออาตมาก็แจกไปมากมาย กระจัดกระจาย คนไม่เห็นค่าก็ทิ้งขว้างกัน เยอะ หนังสือทั้งหมดหลายล้านเล่ม _แสงอรุณ (ต่อ) หลวงปู่ตอบว่า “ตามให้ทันสิ พวกเราตามไม่ทันแล้วใครจะมาตามทัน ไม่ต่อเนื่องแล้วคนอื่นเขาจะมาต่อติดเหรอ” จากคำตอบของหลวงปู่ หลานก็ได้สำนึกและได้สภาวธรรมว่า หลวงปู่เขียนหนังสือให้พวกเราอ่าน ถ้าเราเองไม่ตั้งใจพากเพียรพยายามทำความเข้าใจงานเขียนของหลวงปู่แล้ว เราจะสืบสานงานพระพุทธศาสนาต่อไปได้อย่างไร? ช่วงเข้าพรรษาที่ผ่านมาจึงตั้งตบะอ่านหนังสือปัญญา ๘ เล่ม ๒ ให้จบ และก็ทำได้สำเร็จ ไม่ล้มลุกคลุกคลาน กว่าครั้งก่อนๆ ที่ผ่านมาค่ะ หลานกราบขอโอกาสใช้ปัญญา ๘ ข้อที่ ๒ ถามความสงสัยจากการอ่านค่ะ

จำเป็นไหมที่คนต้องรู้ว่าตนเป็นสายปัญญาหรือสายศรัทธา ๑.นักปฏิบัติธรรรมมีความจำเป็นไหม? ที่จะต้องรู้ว่าตนเองอยู่สายปัญญา หรือสายศรัทธา พ่อครูว่า… ก็ไม่จำเป็นเท่าไหร่ อย่างไรๆ คุณก็เป็นอย่างที่คุณเป็น แต่รู้บ้างเข้าใจว่าเออ..เราอยู่สายปัญญา เราอยู่สายศรัทธา ก็ดี มันจะได้มีปฏิภาณไหวพริบว่า เราสายศรัทธาเราต้องเพิ่มปัญญาให้มากๆ เราสายปัญญาก็ต้องพยายามสร้างศรัทธาให้มากๆ ศรัทธามันคือตัวหยุด ปัญญามันคือตัวกระจ่าง สว่าง มันมีลักษณะต่างกัน จริงๆแล้วมันจะต้องมีทั้ง 2 อย่าง อุภโตภาควิมุติ ต้องมีชัดเจนได้ทั้ง ศรัทธาคือจิต ปัญญาก็คือปัญญา ความรู้ ความฉลาด จิตกับความรู้ จิตกับความฉลาด มันก็ต้องมีสมบูรณ์แบบทั้งคู่ เพราะฉะนั้นจะต้องรู้ตัวเองไหม รู้ก็ดี ไม่รู้อย่างไรคุณก็เป็นอย่างที่คุณเป็นอยู่แล้ว ที่จริงมันก็พอรู้ตามปฏิภาณไหวพริบของคน ถึงแม้จะเป็นคนซื่อบื้อสายศรัทธาที่ปฏิภาณน้อย มันก็รู้อยู่ว่าให้มีความเฉลียวฉลาด ปัญญามันฉลาดภายนอกด้วย เกี่ยวข้องกับอะไรต่ออะไรต่างๆภายนอกด้วย ได้ละเอียดละออดี ส่วนศรัทธานั้นรู้แล้วมันรู้จบ รู้นิ่ง รู้หยุด รู้เป็นก้อนๆแท่งๆ รู้ไม่คิดมากแล้วก็เบา สบาย มันก็พาหยุดพาจบ มันก็ไม่กว้าง กิเลสที่จริงมันคือทวารทั้ง 5 และจิต เป็น 6 รวมแล้ว สายศรัทธาจะไม่ค่อยเก่งทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย มันจะเก่งไปหยุดจิตแบบเดียรถีย์สอน นั่งหลับตา เพราะฉะนั้นนั่งหลับตาสะกดจิตเข้าไปในจิต แล้วดับนิ่ง นิ่งจนกระทั่งหลงผิดว่า ดับนิ่งๆ ได้นี่คือนิโรธ คือหมดกิเลส คือไม่ทุกข์แล้ว ไม่ต้องอะไรแล้ว จนลืมตามาก็ไม่คิด ไม่นึก ไม่ปรุงไม่อะไรทั้งนั้น บื้อ อย่างนั้น แล้วนึกว่านี่คือ การไม่ทุกข์ ไม่สุขแล้ว คือการเป็นอรหันต์ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ มันไม่จริง มันไม่รู้จักกิเลสที่แท้จริง พระพุทธเจ้าถึงได้สอนตามศีลแต่ละข้อ นี่คือความละเอียดละออทั้งหมด เพราะฉะนั้นนั่งหลับตานี้ไม่เกี่ยวเลย ศีลก็ไม่เกี่ยว ปัญญาก็ไม่เกี่ยว สะกดจิตเป็นสมาธิอย่างเดียว มันง่าย แล้วมันไม่บรรลุธรรมจริงเลย เพราะฉะนั้นตีทิ้งได้ หลับตาสมาธิ อาตมาก็พูดแล้ว ตีทิ้งได้ มันไม่ใช่ศาสนาพุทธ นั่งหลับตาสมาธิ มีอุปการะไหม…มี ไม่ขยายความแล้วขยายความมาหลายทีแล้ว อุปการะในการนั่งหลับตา เพราะฉะนั้นมาศึกษาดีๆไปตามลำดับ ตามแบบจรณะ 15 วิชชา 8 ซึ่งอาตมาก็อธิบาย ก็เมื่อยนะ มันลึกซึ้งธรรมะพระพุทธเจ้า แล้วมันครบครัน บริบูรณ์

๒. ในหนังสือหลวงปู่เขียนไว้ว่า “ปัญญา” รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความโลภโกรธหลง สายปัญญาเท่านั้นที่มีโอกาสเรียนรู้ความเป็นโพธิสัตว์ เช่นนั้นก็แสดงว่าชาวอโศกเราอยู่ในเขตสายปัญญา ใช่ไหมคะหลวงปู่ พ่อครูว่า... ใช่ แต่สายศรัทธาก็มีมาอยู่ในนี้ และเจริญด้วยปัญญาไปตามลำดับด้วย โดยเฉพาะอาตมานี่สายปัญญาโดยตรงสายเดียวกันกับพระสมณโคดม สายปัญญา สายพุทธิจริต เรียกว่าสายปัญญา จริตมี 4 อย่าง พุทธิจริต ศรัทธาจริต วิตักกะจริต มีราคะ โทสะ โมหะ อีก รวมเป็น 6 อย่าง _สู่แดนธรรม... พระสารีบุตรเรียบเรียงไว้พระไตรปิฎกเล่ม 29 มี ญาณจริตอีก พ่อครูว่า... ก็เยอะมันละเอียดละออกันไป แยกแยะให้มันละเอียด อาตมาอธิบายละเอียดเข้าไป จนรู้สึกว่าเราเองจะมากไปหรือเปล่า

สอุปาทิเสสนิพพาน อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ บุญกับฌาน มีพลังงานต่างกันอย่างไร ๓. “ฌาน” เป็น “พลังงาน” ที่อยู่ในตระกูล “เคลื่อนไหว (dynamic) หรือธรรมมานุสารี เป็นพลังงานที่อยู่ใน “ตระกูลมี” แตกต่างจาก “บุญ” เป็นพลังงานที่ “ไม่มีตระกูล” เมื่อก่อนหลานยังมีความเข้าใจสภาวะของ บุญ กับ อุเบกขา ในความรู้สึกว่าเป็นสภาวะเดียวกัน แต่พอได้มาอ่านหนังสือ รู้สึกว่าพลังงานบุญยิ่งใหญ่กว่าเยอะ ขอสัมมาทิฏฐิ จากหลวงปู่ด้วยค่ะ

_คำว่า “สอุปาทิเสสนิพพาน” กับ “อนุปาทิเสสนิพพาน” สองคำนี้ลึกซึ้งมาก ยังไปไม่ถึงขอจดจำไว้ก่อน แล้วอ่านต่อในปัญญา ๘ เล่มที่ ๓ ค่ะหลวงปู่ หลานจะพากเพียรพยายามต่อไปค่ะหลวงปู่ น้อมกราบขอบพระคุณหลวงปู่อย่างสุดเศียรสุดเกล้าค่ะ แสงอรุณ พ่อครูว่า... ก็มาขยายความคำว่า บุญ คำว่า ฌาน คำว่าฌานหรือคำว่าบุญนี่ เป็นพลังงานนั้นถูกแล้ว เป็นพลังงานนะ แต่เป็นพลังงานทางจิต ที่เรากำลังใช้พลังงานนี้ ไม่ใช่พลังงานทางวัตถุ ฌานก็เป็นพลังงาน บุญก็เป็นพลังงาน แต่เป็นพลังงานทางจิต เป็นสังขารจิต เป็นการปรุงแต่ง เป็นการสร้างมนสิการ สร้างจิตให้เกิดพลังงานอันนี้ เราจะต้องเข้าใจสภาพตั้งแต่ 2 ขึ้นมา ทำปฏิกิริยาร่วมกัน ตั้งแต่เป็นรูปวัตถุ มันก็เกิดพลังงานที่ใช้กันอยู่ทั่วไปทุกวันนี้ เป็นพลังงานทางวัตถุ เป็นพลังงานวิทยาศาสตร์ เป็นพลังงานทางปรมาณูที่ใช้กันอยู่ทำลายฉิบหายวายป่วงกันอยู่ทุกวันนี้เป็นวัตถุ ทีนี้พลังงานของจิต ทำลายได้ด้วย ฌานกับบุญนี่มีนัยยะสำคัญที่แตกต่างกัน ฌานเป็นพลังงานที่ใช้ถ้วนรอบหมด พลังงานฌานคือพลังงานปัญญา ปัญญาคือฌาน ใช้ถ้วนรอบหมด ส่วนบุญนั้นอาศัยฌาน มีความรู้ มีปัญญา แล้วปัญญานั้นไปรู้อะไร ปัญญานั้นไปรู้กิเลส ที่บุญอาศัยรู้จักกิเลส บุญมีหน้าที่กำจัดกิเลสอย่างเดียว มีหน้าที่เป็นเพชฌฆาต บุญนี่ คำว่าบุญ คำนี้ยิ่งใหญ่ที่สุด ในความเป็นศาสนา ทุกศาสนาไม่มีบุญ มีบุญอยู่ในศาสนาพุทธเท่านั้น และเขาไม่เข้าใจไปเข้าใจว่าบุญเป็นกุศล บุญไม่ใช่กุศล บุญไม่ใช่ธรรมะ บุญเป็นอธรรมะ ธรรมะเป็นเครื่องทรงไว้ เครื่องทรงอยู่ สภาพที่ทรงอยู่ทรงไว้นี่คือธรรมะ แต่บุญนี้เป็นการทำลายเครื่องอยู่ เครื่องทรงอยู่ มีอยู่ และทำลายอะไร ตอบ... กิเลสอย่างเดียว ให้เข้าใจนิยาม เข้าใจคำจำกัดความ ที่อาตมาพยายามอธิบายให้ฟังดีๆ บุญนี่ทำหน้าที่นี้อย่างเดียว บุญไม่ใช่สิ่งควรสะสม แต่คุณจะต้องทำจิต พลังงานจิต ให้เป็นฌานไปถึงขั้นบุญ ฌานคือปัญญารู้จักกิเลส แล้วก็รู้จักวิธีทำให้กิเลสหมด ฌานนี่ นอกจากทำให้กิเลสหมดแล้ว กิเลสหมดจริงๆ ดับแล้ว ดับสนิท ดับอย่างถาวรนิรันดร ญาณทัศนวิเศษหรือปัญญา หรือฌาน ต้องรู้ความจริงอันนี้ให้ตลอด จึงจบด้วยวิมุตติญาณทัสสนะ สูงสุด จิตหมดกิเลสแล้ว ใช้วิมุตติญาณทัสนะหรือใช้ญาณทัศนะว่า มันหมดแล้วนะ หลุดพ้นกันที่แท้จริงแล้วนะ หลุดพ้นจากกิเลสที่แท้จริง ถาวร ยั่งยืน ไม่เกิดอีกเป็นธรรมดา ไม่เกิดอีกอย่างไม่เหลือเชื้อ ไม่เกิดอีกอย่างไม่เหลือเชื้อ เชื้อที่พาเกิดภาษาบาลีคือ อุปาทิ พยัญชนะ ทอ ทหาร ไม่ใช่ อุปธิ ธอ ธง อุปาทิ แปลว่า เชื้อ แล้วเชื้อนี้เป็น ปุงลิงค์ เป็นเพศผู้ เป็นเพศชาย มีหน้าที่ทำให้เกิด เชื้อนี้ทำให้เกิด เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดดับอุปาทิได้ ผู้นั้นจบกิจหมด จึงเรียกว่า อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ คำว่า “ธาตุ” นี้หมายความว่าเป็นธาตุอนุปาทิเสสนิพพาน ธาตุจิตหรือพลังงานจิตนี่ สามารถทำให้กิเลสนี้ดับสิ้นไม่เหลือเลย นี่แหละเป็นตัวธาตุของบุญ อนุปาทิเสสสนิพพานธาตุ นี้แหละคือธาตุของความเป็นบุญ ถ้า สอุปาทิเสสนิพพาน จะใส่ธาตุหรือไม่ใส่ก็แล้วแต่ มันยังเหลือกิเลสนะมันยังมีเหลือ เขายังมีคำว่าอุปาทิ ก็คือเชื้อ สอุปาทิเสสะ เสสะ แปลว่าเหลือ สะเกี่ยวกับอุปาทิ เกี่ยวกับความเหลือ นิพพานที่ยังเหลือกิเลส เพราะฉะนั้นไม่ต้องสับสนหรอก สอุปาทิเสสนิพพาน กับ อนุปาทิเสสสนิพพาน อันหนึ่งมันเหลือกิเลส อีกอันหนึ่งมันไม่เหลือกิเลส เพราะฉะนั้นคุณจะเป็นพระอรหันต์และอธิบายความหมายว่า คุณเป็นผู้ที่บรรลุธรรมแล้ว เป็นโพธิสัตว์เป็นอรหันต์แล้ว ดับกิเลสที่เป็นเชื้อพาให้เกิดอีก สิ้นแล้ว ดับเชื้อสิ้นหมดแล้ว คุณก็เป็นอรหันต์ คุณก็เป็นผู้ที่ทำ อนุปาทิเสสนิพพานธาตุได้ อรหันต์ดับไม่เหลือกิเลสแล้ว เพราะฉะนั้นจะไปอธิบายซ้อนว่า เหลือกิเลส สอุปาทิเสสะคือเหลือ มันก็วนสิ ก็เป็นอรหันต์แล้ว กิเลสไม่เหลือแล้ว ทีนี้ก็ไปสับสนผู้ที่ไม่เข้าใจโพธิสัตว์กับอรหันต์ แยกอรหันต์กับโพธิสัตว์ไม่ขาดจากกัน ก็สับสนไปบอกว่าพระโพธิสัตว์คือผู้ที่ยังมีเชื้อ มีเชื้อเกิด ก็เข้าใจเชื้อเกิดไม่ได้ว่าคือ เชื้อเกิดที่ไม่มีกิเลส แต่เกิดขันธ์ 5 เท่านั้น เกิดร่างกายข้ามชาติไปเพื่อที่จะเป็นอรหันต์สูงไปตามลำดับๆๆ จนสูงสุดเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทำหน้าที่โพธิสัตว์ สั่งสมความรู้เรียกว่าโพธิ ให้ไปถึงสูงสุดเป็นพระพุทธเจ้า แต่ก็ต้องจบกิจเป็นระดับๆ อรหันต์ถึง 6 ขั้น อรหันต์สูงสุดเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็รู้จบรู้จริง เพราะฉะนั้นกิเลสหยาบ กิเลสระดับอรหันต์ ก็รู้จักกิเลสตั้งแต่ สอุตระ อนุตรจิต จิตที่ยังเหลือกิเลส อนุตรจิต ยังดี จิตที่ทำให้เจริญแล้ว แต่ยังไม่จบ ด้วยเจโตด้วยปัญญา หรือด้วยสมาธิกับวิมุติ ก็ทำให้จบ จบว่ามันตั้งมั่น มันไม่เหลือกิเลสเกิดอีก หลุดพ้นจากโลกกาม โลกภพ อรูปภพ หมดจบ คุณก็จะเข้าใจภพ 3 เป็นอรหันต์ได้ ส่วนคุณเป็นโพธิสัตว์ต่อ เอาล่ะ เป็นอนุโพธิสัตว์ ก็ยังไม่ละเอียดละออพอ ก็จะรู้ไปตามลำดับของภพ ที่เรียนรู้ของตน จบของตนแล้ว ก็จะรู้ว่าอันที่มันไม่เหมือนของตนนะ เราจบของเราแล้ว แต่คนนี้มันแตกต่างจากเรา ก็ดูคนอื่น คนนี้เป็นอย่างนี้อย่างนี้ ก็ศึกษาไปก็จะรู้เพิ่มขึ้นว่า อ้อ.. กิเลสลักษณะพวกนี้ยึดแบบนี้แตกต่างกันไป ก็ศึกษาเอา เป็นโพธิสัตว์

พระโพธิสัตว์ 9 ระดับ โลกุตรบุคคล 9 ชั้น/ระดับ ได้แก่ 1.โสดาบันโพธิสัตว์ 2.สกิทาคามีโพธิสัตว์ 3.อนาคามีโพธิสัตว์ 4.ขีณาสวโพธิสัตว์ 5.อนุโพธิสัตว์ 6.อนิยตโพธิสัตว์ (ยังไม่เที่ยงแท้) 7.นิยตโพธิสัตว์ (เที่ยงแท้ สู่มหาฯ) 8.มหาโพธิสัตว์ 9.พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เป็นโพธิสัตว์ระดับอนุโพธิสัตว์ ตามพระพุทธเจ้าไปเรื่อยๆ จนเป็น อนิยตโพธิสัตว์ เป็นพระโพธิสัตว์ที่ยังไม่เข้าขั้นที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้า ยังไม่เที่ยง อนิยตแปลว่าไม่เที่ยง ไม่เที่ยงที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ยังไม่เข้ากระแสที่จะเป็นมหาวิทยาลัยที่ทำปริญญาสุดท้าย ปริญญาเป็นพระพุทธเจ้า อนิยตโพธิสัตว์ก็จะรู้ตัวเอง เพราะว่าจะเป็นผู้ที่รู้จริงๆ ถึงขั้นโพธิสัตว์ระดับนี้ ก็จะรู้จักจิตเจตสิกต่างๆกิเลสต่างๆว่า ขีดขั้นที่จะเข้าเขตเป็น”สยังอภิญญา”ขึ้นไป นี้”นิยตโพธิสัตว์” แล้วเกิดเป็น สยังอภิญญาหลายชาติก็จะรู้ตัวเองดี สยังอภิญญา คือความรู้โลกุตรธรรม มีในตัวเอง ไม่ต้องเอาจากใครอีก มีในตัวเองแล้วเจริญในตัวเองถึงขั้นสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็น นิยตโพธิสัตว์จึงไม่ต้องมีอาจารย์อีกแล้ว จะเกิดอีกกี่ชาติไม่ต้องมีอาจารย์อีกเลย เป็นพระพุทธเจ้าได้ นี่คือการสอบเข้ามหาวิทยาลัยพระพุทธเจ้า เที่ยง นิยตะเที่ยงด้วย นี่อธิบายกันถึงขั้นมหาวิทยาลัยพระพุทธเจ้านะ พวกเราก็ฟังไป ฟังไปประดับบารมี ประดับความรู้ไป ยังไม่ถึงก็ เพราะฉะนั้นยังไม่ต้องพูดถึงผู้ที่มาเข้าใจสภาวธรรมโลกุตระอย่างพวกเราเข้าใจ เขาจะไม่มีรสชาติ ฟังแล้วไม่เกิดรสชาติ เพราะเขาไม่รู้ เหมือนเด็กๆ ไร้เดียงสา เราไปพูดธรรมะที่เด็กๆรับรู้ไม่ได้ อย่างนี้ไม่รู้เรื่อง เดี๋ยวก็หลับ ไม่รู้เรื่อง ไปบังคับความไม่รู้ในคนที่มันไม่มีทางจะรู้ ไปบังคับไม่ได้ มันไม่รู้เรื่องหรอก คนไม่มีภูมิที่จะรู้จริงๆ เช่น เทวนิยมที่ไม่ได้ใส่ใจศาสนาพุทธเลย ไม่มีทางที่จะรู้โลกุตรธรรม รู้ นึกว่าพุทธเป็นเหมือนศาสนาเขานั้นแหละ เขาก็จะเข้าใจว่าเหมือนกัน จะต้องให้ไปถึงพระเจ้า ไปอยู่กับพระเจ้า ตามที่เขาเข้าใจว่าสูงสุดคือพระเจ้า พุทธก็ต้องเหมือนกัน เป็น เจโต พาซื่อ ศรัทธาอยู่ เขาจะไม่เข้าใจเลยว่าศาสนาที่ไม่มีพระเจ้าแล้วจะเป็นอย่างไร เพราะเขาเข้าใจพระเจ้าของเขาไม่ได้ พระเจ้าของเขาลึกลับ พระเจ้าของเขาก็คือพระศาสดา ความรู้ที่มี ความจริงที่มี เท่าที่ศาสดาของแต่ละศาสนาเขามี เช่น ศาสนาใหญ่ๆหลายๆศาสนา หรือศาสนาเล็กๆอีกก็แล้วแต่ ความรู้ของเขามันจำกัดอยู่แค่ในศาสดาแต่ละพระองค์ เพราะฉะนั้นความหมายของพระเจ้า ความรู้ความจริงนี้ก็เท่ากับที่ศาสดาแต่ละองค์มี เพราะฉะนั้นศาสดาที่เป็นเทวนิยมไม่ใช่พุทธ จึงมีเยอะแยะเลย แข่งกันเพราะต่างคนต่างนึกว่ายอด นึกว่ายอดทุกคน ไม่มีใครจะรู้เหมือนอย่างเขา แต่เขาก็ไม่รู้คนอื่นเท่าไหร่ แต่เขาว่าเขายอดเท่านั้นเอง ยิ่งพุทธเขาจะไม่รู้เลย แต่พุทธนี้จะรู้จักศาสดา รู้จักเทวนิยมที่มีเป็นระดับๆ เพราะศึกษามาเป็นขั้นๆ ตอนๆ จึงหมดอเทวนิยม อเทวนิยมไม่ใช่ไม่รู้ แต่รู้หมด แล้วไม่มีความสงสัยในเทวนิยม เพราะเข้าใจรายละเอียดของจิตเจตสิกต่างๆ อย่างละเอียดหมดเลย ละเอียดถึงขั้นที่อาตมาใช้พยัญชนะและเอาพระบาลีที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ มาใช้เท่าที่พอมีในพระไตรปิฎก มีในบาลีที่แปลความหมายไว้เหล่านี้ แล้วเอามาเรียบเรียงให้ฟัง ตามที่ท่านตรัสในพระสูตรบ้าง อาตมาก็มาต่อให้ฟัง เช่น พลังงานของธรรมนิยาม 5 พลังงาน 1. เป็นพลังงานขั้นอุตุ ขั้นวัตถุเท่านั้น จะสูงส่งระดับไหน สูงส่งระดับพระอาทิตย์ สูงส่งระดับปรมาณู ไม่ใช่ชีวะ ความหมายที่ชัดเจนก็คือ มันไม่ใช่ชีวะ มันจะแรง จะมาก จะสูงส่งเท่าไหร่ ภูเขาไฟระเบิด พระอาทิตย์ 1 ดวง พลังงานในพระอาทิตย์ไม่มีชีวะ เป็นมหาภูตรูป ดิน น้ำ ไฟ ลม มหาภูตรูปมี 4 แล้ว ทีนี้เริ่มเป็นชีวะ ชีวะก็คือความเจริญเรียกว่า ภูตะ หรือภูต คือความเจริญมาเป็นชีวะ เริ่มมาเป็นชีวะอันแรกเรียกว่า ภูตคาม คามนี่ ก็เรียกว่าเจริญเป็นพวกบ้านพวกเมือง ไม่ใช่พวกป่าพวกเถื่อน ไม่ใช่คนเถื่อน เป็นคนเมือง คนเจริญ คาม เพราะฉะนั้น พลังงานของธาตุรู้เริ่ม ภูตนี้ เป็นชีวะอันแรก อาศัยคำว่า คามะ มาบอกว่ามันเจริญเข้าสู่ชีวะแล้วนะ มหาภูตรูป 4 นั้นไม่ใช่ชีวะเลย พอเริ่มมีหน่วยของความเป็นชีวะเรียกว่า ภูตคาม ก็สั่งสมความเป็นชีวะในตัวเอง ก็จะก่ออยู่ในนั้น ก็จะเป็นพวกหัว เป็นพวกเหง้า โตอยู่ในตัวเอง หัวมัน หัวเผือก เหง้ามัน เหง้าเผือก เป็นต้น หรือหัวแห้วหัวหญ้าแห้วหมู อะไรก็แล้วแต่ หัว ก็อยู่ของมันเท่านั้น จนกว่าในหัวของมันงอกพืช งอกพีชะ เป็นใบ เป็นกิ่ง เป็นก้าน เป็นดอกออกมา แรกๆก็จะมีก้านเดียว กิ่งเดียว เป็นลำเดียว หนักเข้าก็มีแยกหลายก้าน หรือก้านนี้ก็มีมาออกอีกหลายก้าน ซึ่งก็ละเอียดละออไปอีก ก็จะเกิดมาเป็น พีชะ มีใบ มีก้าน มีกิ่ง ต่อไปก็เป็นผล เป็นลูก เป็นดอก อะไรต่ออะไรเพิ่มขึ้นเป็น พีชธาตุ เพราะฉะนั้น ภูตคาม เจริญมาเป็น พีชคาม จากพีชคาม เจริญมาเป็นจิต ตัวนี้เรียก เจตะ เจตสะ หรือเจตกะ ก็มาเป็นเจตภูต จากพีชคามมาเป็นเจตภูต เจตภูต เป็นพลังงานที่มันจะเข้ามาหาจิต เพราะฉะนั้นก็จะไม่เป็นอยู่แค่พืช พืชจะเจริญอย่างไรไป แต่ไอ้เจ้านี่จะออกจากนอกกรอบพืชแล้ว เจตภูตนี่ เป็นพลังงาน ไม่ไปติดไปเกาะอยู่ในต้น ถ้าพืชแล้วเคลื่อนที่จากราก เคลื่อนที่จากที่เกาะของตัวเองไม่ได้ แต่เจตภูต คือ ความเจริญของเจตะ มันออกจากตัวนี้ได้ เป็นพลังงานออกไปเป็นผี ผีอะไรก็แล้วแต่ ที่เขาบอกว่าเป็นผี เจตภูตคือผี คือพลังงาน เขาก็บอกว่าเป็นแสงวามๆแวบๆวามๆ เป็นผีอะไรต่ออะไรบ้าง มีผีกระสือหรือผีอะไรๆ พวกนี้ แล้วแต่จะว่าไป เคลื่อนที่ เป็นพลังงานที่ออกจากต้นไม้ จะมาเป็นชีวะที่เจริญกว่าพลังงานพืชแล้ว เป็นชีวะที่เจริญกว่าพลังงานพืช หลุดออกมา แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นอะไรก็เรียกว่า เจตภูต เขาก็เลยบอกว่ามันเป็นพลังงาน เอาแต่แค่ได้ยินเสียงเขาก็เรียกว่า ผี ได้เห็นรูปเขาก็เรียกว่า ผี ได้แต่กลิ่น เหมือนกลิ่นดอกไม้ เหมือนกลิ่นธูป เหมือนกลิ่นเทียน อะไรก็แล้วแต่เขาก็เรียกว่า ผี ก็เอาจากรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆ มาขยายความ มันเริ่มเป็นพลังงานที่ประกอบด้วยรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เป็นสิ่งสัมผัสจากตาหูจมูกลิ้นกาย ตาหูจมูกลิ้นกายนี้เป็นสัตว์แล้ว ส่วนเจตภูตจะเข้ามาหาความเป็นสัตว์ จากเจตภูตก็เข้ามาหาเป็นเจตสิก เจตภูตก็เจริญมาเป็นเจตสิก จากเจตสิกก็เป็นปาณะ ปาณะนี่แหละ เป็นตัวกลางของการเป็นสัตว์ นี่แหละ ข้ามขีดมาจะเป็นสัตว์แล้ว พระพุทธเจ้าถึงตรัสไว้ว่า ถ้ามันเป็นพืชมันไม่มีบาป ถ้ามันเป็นสัตว์มันจะบาป เพราะฉะนั้นอย่าไปทำลายพลังงานระดับ ปาณะ ปาณาติปาตาเวรมณี อย่าไปทำลายพลังงานระดับนี้ โพธิสัตว์จึงจะรู้เรื่องของ ปาณะ หรือ ปาณาติปาตาเวรมณี อย่างที่อาตมาอธิบาย ไม่ใช่โพธิสัตว์ระดับอาตมา ก็อธิบายว่าอย่าฆ่าสัตว์ ก็พูดกันหยาบๆเท่านั้น สัตว์มันยังตัวหยาบ ตัวใหญ่ กว่าปาณะเยอะ ในพลังงานจิต เข้าใจไหม เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าถึงสอนไว้นี้สอนโพธิสัตว์ อย่าทำให้ปาณะตกร่วง อย่าให้ตกต่ำหรืออย่าให้สูญเสีย เพราะพลังงานนี้มันกอบก่อมา สร้างขึ้นมาโดยธรรมชาติก็ตาม ที่จริงมันก็มาตามธรรมชาติ ผู้เป็นพระโพธิสัตว์ เป็นผู้ที่จะมาเรียนรู้ธรรมะแล้ว จึงจะมาทำลายพลังงานธรรมชาตินี้ดับไปได้ ทำลายจิตนิยามมาเป็นพีชนิยาม มาเป็นปาณะ เป็นเจตสิก ทำลายไปจนกระทั่งมาเป็นมหาภูตรูป แล้วก็อาศัยสิ่งเหล่านี้ไปตามลำดับ ควบคุมได้ รู้จักพลังงานแต่ละลำดับ เพราะฉะนั้นเมื่อผู้รู้ถึงขั้น อย่างอาตมานี่รู้ถึงขั้นจึงอธิบายสู่ฟัง เพราะอาตมาต้องอธิบายไว้ ศาสนาพุทธไม่มีใครอธิบายได้เท่าอาตมาแล้ว ในศาสนาพระสมณโคดม ในยุคนี้ไม่มี ขออภัยนะไม่ได้คุยตัวเองอะไรแต่พูดความจริง ผู้เข้าใจความจริงแล้วก็ไม่มีปัญหาแต่ผู้ไม่มีความจริงเขาไม่เชื่อ เขาจะอาเจียนก็ต้องขออภัย หมั่นไส้เป็นการพูดคุยตัว ที่ทำให้ท

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน