661129 ถือศีลให้รู้รูปนาม ให้เกิดปัญญาจนอวิชชาหายไป พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์794 KB
วันที่แก้ไข9 กุมภาพันธ์ 2567

เนื้อหาในไฟล์

661129 ถือศีลให้รู้รูปนาม ให้เกิดปัญญาจนอวิชชาหายไป พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53668.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1xs1p_jAsrK3fCSX-YNrv6A63Szefet_5/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1V2oP6gCK2Gy1j_aVM2guhjvWiJ2aGPde/view?usp=sharing

และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/661129-e2cilkd

ดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/oCR6nwHSfP/ และ https://youtu.be/SOhTYEQlkDc

มีซับ https://youtu.be/QmBzy84d9ng

สมณะเดินดิน... วันนี้วันพุธที่ 29 พฤศจิกายน 2566 แรม 2 ค่ำเดือน 12 ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก เดือนพฤศจิกายนก็ใกล้จะจากเราไปอีกแล้ว เราก็จะได้ต้อนรับเดือนธันวาคมไปตามลำดับ วันที่ 20 ที่ผ่านมาพ่อครูบอกว่าจะเทศเป็นวันสุดท้าย แต่ทุกอย่างก็เป็นอนิจจัง ที่ชาวอโศกเราจะเรียกว่ามหาอนิจจัง ก็เกิดปาฏิหาริย์ พ่อครูดูร่างกายแล้วรู้สึกว่าร่างกายขนาดนี้ กล้ามเนื้อแน่นขนาดนี้ คงจะไม่ไปง่ายๆ พ่อครูก็เลยเอาใหม่ ไปลองของที่ศีรษะอโศก เขาจัดงานวันบุญลอมข้าว ก็ให้ปิดข่าวไว้ กะว่าจะไปเซอร์ไพร้ส์ที่ศีรษะอโศก ก็ไม่มีใครรู้หรอก แต่เขาพูดต่อๆกันไปว่าไม่ให้บอกใครนะ ก็เลยรู้กันทั่วหมู่บ้าน บอกต่อๆกันว่าบอกแล้วเหยียบไปนะ ก็มีญาติธรรมเทวดาขับรถมาจากกรุงเทพฯเลย ถ้าขึ้นรถตู้มันจะกระแทกห่อย เขาจึงมาขับรถเก๋งมารับพ่อครูเดินทางไป เพื่อให้พ่อครูได้พักเต็มที่หน่อย ไม่ให้กระแทกกระเทือน ท่านแสนดินบอกว่า ระหว่างเดินทางขาไป ป พ่อครูไม่ได้หลับเลย ไม่ได้พักเลย ซึ่งถ้าร่างกายแย่ คงจะต้องพัก เพราะปกติก็ต้องพักอยู่แล้ว แต่นี่เครื่องติดตลอด ไป

อ่านต่อ

ที่ศีรษะอโศก เขาก็เลยให้ของที่ระลึกมา เป็นมะละกอลูกยาว ยาวเกือบถึงครึ่งเมตร ดูผลิตภันฑ์ของศีรษะอโศกเขา เป็นสิ่งที่ีแปลก (พ่อครูว่า ลูกยาวแล้วเหมือนลูกฟัก) ลูกยาว น้องๆ ลูกฟัก นะมะละกอเขา(พ่อครูว่า เหมือนแตงกวา แตงกวาลูกโตๆ) คุณสู่แดนธรรม... ตั้งชื่อให้ว่า ลองกอ พ่อครูว่า... นี่พันธุ์อะไร ลองกอ Long แปลว่ายาว เอา เอาไปต่อพันธุ์ เอาไปทำพันธุ์แบบนี้ สมณะเดินดิน... ที่ศีรษะอโศก ปีนี้ปลูกข้าวได้ 37 ตัน พ่อครูบอกว่า 37 ตันน้อย ไปน่าจะได้สัก 100 ตัน เขาก็เลยบอกว่าปีหน้าจะเอาตามที่พ่อครูบอก แต่ก็ดูไป เอ๊! คนยังน้อยจัง เห็นญาติธรรมไปร่วมงานกันในวันนั้นพากันกราบ เขาบอก อ้อ รู้ละ จะได้คนมาช่วยทำนาแล้ว ก็คิดว่า บ้านราชได้ไปร่วมแรงนะ เพราะฤดูนั้นเราทำนาไม่ได้ น้ำท่วม พ่อครูว่า เขาเรียกว่า เตาะเขาเลย เตาะเขาเลยเอาชาวบ้านราชนี่แหละไปช่วย สมณะเดินดิน... ช่วยเสริมฝันให้ชาวศรีษะอโศกได้สมบูรณ์ พ่อครูไปวันนั้น ก็อธิบายเรื่องเศรษฐศาสตร์ ว่า สิ่งที่เราทำอยู่นี้เป็นเรื่องนำโลก เศรษฐศาสตร์ทั้งโลกยิ่งจะเอาจะกอบโกย ยิ่งเอามาเท่าไร โลกก็ยิ่งเดือดร้อน แต่ของเรานี้สร้างขึ้นมาแล้วก็มีแต่จะให้จะแจก แจกจนหมด แจกจนศูนย์ ก็มีคนเรียนถามว่า ถ้าเราเป็นศูนย์แล้วเราจะเอาอะไรไปแจก คนถามคงจะมีภาพว่าเรามีหม้อ มีไห คงจะต้องแจกทั้งหม้อทั้งไหทั้งอะไรไปให้มันศูนย์หมด พ่อครูคงไม่ได้มุ่งหมายให้แจกจนหมดข้าวหมดหม้อหมดชามอะไรอย่างนั้นนะ แต่ในนัยที่พ่อครูมุ่งหมายคือว่า จะทำอย่างไรเรา ศูนย์จากกิเลสได้ ศูนย์จากอบายมุข เป็นศูนย์จากโลกธรรม และไม่ใช่ว่า พอจะแจกก็เรียกช่างภาพมาคอยถ่ายภาพโชว์ เหมือนคุณหญิงคุณนายที่จะต้องให้รู้ว่าเรเป็นคนมาแจก หรือจะต้องสลักชื่อเอาไว้ ถ้าไม่สลักชื่อก็ไม่แจก มันก็ไม่ได้ให้ ไม่ได้สะพัดเท่าไร แต่จะทำอย่างไรเราจะแจกแบบสูญ(ศูนย์)เหมือนที่เราเห็นภาพของคุณชัช อุบลจินดา ที่ฝรั่งติดหล่ม ขึ้นไม่ได้ เขาก็นอนให้ฝรั่งเหยียบหลังเขา ให้ขึ้นจากโคลน แต่ภาพที่น่าประทับใจยิ่งกว่าตอนฝรั่งเหยียบหลังก็คือ เมื่อเสร็จแล้วเขาก็เดินขึ้นเรือเขาเลย ไปโดยไม่หันมามองว่าฝรั่งจะให้รางวัลไหม จะขอบคุณไหม เป็นภาพที่ทุกคนก็ประทับใจแล้วก็รับกันได้ ทำให้เห็นว่า เขาทำความดีเพียงไม่ถึง 5 นาที แต่เป็นภาพจำที่ทุกคนจำได้ แต่ในหลวง ร.๙ สร้างความดีอย่างนี้มาตั้ง 70 ปี โดยไม่ได้คิดทวงบุญคุณ ไม่ได้คิดโฆษณาหาเสียง ถ้าเอาหลักเศรษฐศาสตร์ที่พ่อครูบอกนี้มาจับ ก็จะเห็นว่าในหลวงเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่เลิศที่สุด ไปดูสิ่งที่ทางโลกเขามายกย่อง โอ้โห! มากมายเลย นี่เรียกว่า คนทั้งโลกเขามองเห็นว่าในหลวงเป็นบุคคลระดับสำคัญของโลก ที่ต้องตั้งวันสำคัญๆ เช่นวันเกิดของในหลวง 5 ธ.ค. เป็นวันดินโลก(วันสำคัยประจำปี) นี้เป็นเศรษฐศาสตร์ของพุทธที่ พ่อครูอธิบายว่า ศูนย์นี้ ยิ่งสูญได้มากเท่าไร ก็ยิ่งให้ ยิ่งสะพัดไปมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ออกไปช่วยโลกได้อย่างมาก พ่อครูเคยเขียนบทความไว้ว่า 0 มีค่ามากกว่าล้าน ยิ่งศูนย์ ก็ยิ่งล้าน ยิ่งมีตวามสมบูรณ์ นี้เป็นความลึกซึ้งทางเศรษฐศาสตร์ของพุทธ ก็คิดว่า พ่อครูจะกลับมาหมุนธรรมจักรต่อ เราคงจะได้เห็นความลึกซึ้งอะไรได้มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

พ่อครูว่า... เจริญธรรมทุกคน มาเริ่มต้นที่ SMS ก่อน SMS วันที่ 20 - 22 พฤศจิกายน 2566

ถือศีล 2 แบบ แบบโลกีย์กับแบบโลกุตระเป็นอย่างไร _กฤษณ์ไกรวิชย์ เบญจเจริญกุล . ศีล 5 มี 2 แบบ 1.แบบโลกีย์ 2.แบบโลกุตระ ใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... เออ เข้าท่า ใช่ คนถือศีลแบบโลกียะก็มี หมายความว่าอะไร คนถือศีลแบบโลกุตระ ก็มี หมายความว่าอะไร เออ ดี ใช้คำขยายแบบนี้ก็เข้าท่า ถือศีลแบบโลกียะนี้ก็คือ ถือศีลแบบมิจฉาทิฏฐิ ท่านเรียกว่าถือศีลแบบ”สีลัพพตุปาทาน” คือยึดศีลยึดพรต ปฏิบัติไปตามจารีตประเพณีที่มันเสื่อมแล้ว ทุกวันนี้นี่แหละปฏิบัติกันส่วนมาก ไม่ได้เป็นศีลที่เป็นสัมมาทิฏฐิหรอก แต่ศีลเป็นมิจฉาทิฏฐิปฏิบัติกันไป เขาก็มีศีลนะ ศีลก็ของพระพุทธเจ้าจริงๆ ศีล 5 เป็นต้น ศีล 8 เขาก็ยังมีอยู่ ศีล 10 เขาก็มี อย่างศีล 5 ถือศีล 1 ไม่ฆ่าสัตว์ 2 ไม่ลักทรัพย์ 3 ไม่ผิดผัวเขาเมียใคร 4 ไม่พูดปด 5 ไม่ดื่มสุรา นี้เป็นรูปธรรม เขาก็ปฏิบัติตามนั้น ถึงขั้นไปวัดไปนอนวัดแล้วก็ปฏิบัติศีล 8 นอกวัดต้องอุโบสถศีลนะ ศีล 8 มาลาคันธะวิเลปะนะ ธาระณะ ไม่เกี่ยวไม่ข้องกับดอกไม้ดอกอะไรๆ เขาก็ถือ เขาก็ทำ ปฏิบัติ มันก็ได้ ได้ผลเกิดความชิน มันเกิดความชำนาญ ก็ได้บ้าง แต่มันไม่เป็นศีลอีกแบบหนึ่งคือแบบโลกุตระ แบบโลกุตระเป็นอย่างไร ก็คือแบบจรณะ 15 วิชชา 8 เดี๋ยวนี้ไม่รู้เรื่องกันแล้วว่าจรณะ 15 วิชชา 8คืออะไร ไม่รู้เรื่องก็ปฏิบัติแบบโลกีย์อย่างที่อธิบายไปแล้ว ถือศีลแบบโลกุตระหรือแบบตามคำสอนพระพุทธเจ้า ตามพระอนุสาสนีคือ เมื่อถือศีลแล้วก็รู้ว่า ศีลนี้ท่านให้กำหนดเรื่องอะไร เช่น ศีลข้อ 1 ก็แปลชัดๆง่ายๆว่า ไม่ฆ่าสัตว์ ที่จริงเนื้อหาบาลีว่าปาณาติปาตา มันลงลึกไปถึงขั้นปาณะ ไม่ไปทำให้ตกร่วงทางจิตวิญญาณระดับปาณะ อาตมาเคยอธิบายผ่านมาแล้ว วันนี้จะยังไม่ลงลึกถึงขั้นนั้นนะ แบบโลกุตระ เมื่อปฏิบัติศีลข้อที่ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ เอาความหมายนี้ก็ได้ เราก็ต้องมี อปัณณกปฏิปทา 3 เราก็ต้อง สำรวมสังวร ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีการสัมผัสเกี่ยวข้องอะไรๆ ในชีวิตอย่างตื่นอยู่ ก็ต้องมีโพชฌงค์ มีสติ มีธัมมวิจัย มีวิริยะ ที่จะให้รู้ตัวทั่วพร้อม แล้วก็วิจัยธรรมเมื่อไปสัมผัสแตะต้องกับสัตว์ โดยเฉพาะคน คนนี้แหละคือสัตว์ตัวสำคัญที่จะต้องเกี่ยวข้องกันแน่ในวันๆหนึ่ง เราถือศีลข้อที่ 1 เกี่ยวข้องกัน เมื่อสัมผัสกับคนแล้วเราเกิดกิเลส เราก็ต้องมี ชาคริยานุโยคะ คือต้องตื่นตัว ต้องอ่านนะ ต้องวิจัยธรรมนะ มีสติปัฏฐาน 4 กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ต้องรู้ตัวทั่วพร้อมว่า นี้เรา กายภายนอกสัมผัส สัมผัสคนนี่แหละ เกิดกิเลสกาม เกิดกิเลสปฏิฆะ ก็ต้องให้รู้ตัวทั่วพร้อม รู้แล้วเราก็ปฏิบัติ โภชเนมัตตัญญุตา คุณต้องได้ประโยชน์โภชนะ คุณต้องได้ประโยชน์ไม่ใช่คุณได้แต่กิเลส ไม่ใช่คุณได้โทษ-ได้กาม ได้ประโยชน์ที่สัมผัสแล้วจะเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกันจะต้องกินหรือใช้ ถ้าเป็นอาหารกินก็ว่าไป ถ้าเป็นสิ่งที่ต้องใช้ประโยชน์ ร่วมกันใช้ประโยชน์ ร่วมกันทำประโยชน์ โภชเน โภชนะ สร้างประโปยชน์ แล้วไม่ได้เกิดกิเลสอะไรกัน นี้ต้องอ่านจิตอ่านใจ อ่านกิเลสในเวทนา อ่านกิเลสในสัญญา อ่านกิเลสในสังขาร เจตสิกเราต่างๆ รู้จักแล้วแยกกิเลสได้ ธัมมวิจัย แล้วก็ชัดเจนว่า “เฮ้ย! ไอ้กิเลส” ธาตุรู้ที่มีปฏิภาณรู้จักหน้ากิเลส กิเลสมันเห็นตัวรู้ ฝึกไปเถอะ ใหม่ๆคุณเห็นกิเลส กิเลสมันจะยังไม่หนี แต่ฝึกไปอีกเถอะ ไอ้ตัวรู้นี้แหละ เห็นกิเลสอีก เอ๊ะ! ยังไง ไอ้ตัวรู้นี้มันเห็นหน้าเราแล้วนะ ปฏิบัติไปอีกเถอะ กิเลสตัวเก่าอย่างเก่านี่แหละ ตัวใหม่ที่กระทบเมื่อไหร่คุณก็อ่านออก กิเลสตัวนี้แหลมหน้ามาอีกแล้ว พลังงานของปัญญา พลังงานของปฏิภาณที่รู้แค่ว่ามันเป็นกิเลสนี่แหละ จะมีอำนาจ เรียกว่าตัวปัญญา ตัวธาตุรู้นี้ มันจะมีธรรมฤทธิ์สูงขึ้นๆ สักวันหนึ่งถึงขีด กิเลสไม่อยู่แล้ว ไม่รอหน้าแล้ว ธรรมฤทธิ์จะเกิดขึ้น นี้อธิบายเป็นรูปธรรมให้ฟังชัดๆ มันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ เลย ฝึกไปเถอะ ฝึกแล้วมันจะเป็นอย่างนั้นเลย เพราะฉะนั้นคำว่า”ปัญญามา” ความโง่หรือกิเลส อวิชชา ก็ตาม ปัญญามากิเลสไป อวิชชาหาย ภาษาพูดได้อย่างนี้ แล้วสภาวะธรรม ปฏิบัติแล้วจะเกิดผลอย่างนี้ คือการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า ยิ่งอธิบายสัทธรรม 7 เคยอธิบายแล้ว ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหุสัจจะ วิริยะ สติ ปัญญา เราก็พากเพียรทำ มีสติ มีปัญญา นี้แหละปฏิบัติอย่างนี้ ยิ่งปฏิบัติไปเจอหน้ากิเลสลักษณะนี้อีก จิตตอนแรกหน้าด้าน ไม่เคยอายเลยว่าเราเจอกิเลส เรามีกิเลส ไม่อายเลย ดีไม่ดีกอดคอกิเลสไปด้วยกัน ทำกันด้วยกัน เลวด้วยกัน โง่ด้วยกัน เสพด้วยกัน ไปใหญ่เลย พอมารู้ตัวแล้ว เฮ้ย! ผิดแล้วนะ เราคบผีคบมารคบอะไรนี่ จะรู้สึกตัวละอาย เราแสดงออก แสดงกิเลสออกไป แต่ก่อนไม่เคยรู้สึกตัว ไม่เคยสำนึก ไม่เคยขายขี้หน้า ไม่เคยรู้สึกว่าน่าละอาย แต่พอเกิดปฏิภาณปัญญาขึ้นมาจะรู้สึกว่าน่าอาย คิดตามดีๆ พวกเรา ที่เราเคยผ่านมาแต่ก่อน ไม่เคยมีหิริ หิริมันไม่ได้มีตัวตนที่ “โอ๊ย! อาย” อายอย่างเหนียมๆ อย่างรูปหยาบๆ แต่มันอายจริงๆ มันจะอาย เพราะฉะนั้น ถ้ามันขึ้นถึงขีดคุณธรรม ถึงขั้นความอายต่อสิ่งที่เราเคยทำมา เคยประพฤติมา แสดงกิเลสโลภ แสดงกิเลสโกรธ แสดงกิเลสราคะ แสดงกิเลส โอ้โห! จัดๆ จ้านๆ อะไรก็แล้วแต่ จะรู้สึกเลยว่า แต่ก่อนนี้เราหยาบคาย แสดงกิเลสราคะก็หยาบคาย แสดงกิเลสโทสะก็หยาบคาย เราก็จะรู้สึกตัว ความรู้สึกตัว ความเกิดญาณปัญญาเราเกิด เรายับยั้ง พลังงานของปัญญามันมีฤทธิ์ที่จะหยุดยั้ง ความไม่ดีความชั่วขึ้นมาได้จริงของมันเอง ปฏิบัติไปมันก็จะยิ่งมีพลังมีฤทธิ์มีอำนาจของปัญญา กิเลสก็ยิ่งไม่เกิด ความเฉลียวฉลาดที่เป็นปัญญายิ่งสูงถึงขีดเลย มีพลังฤทธิ์ที่จะไม่มีอาการของกิเลสเกิดทางกายวาจา โดยเฉพาะจิตก็มีพลังอำนาจสูง ปัญญาเป็นปัญญาที่สูงส่ง มีพลัง อาการเหล่านั้นไม่ทำทางกายวาจา และใจนี่แหละเป็นตัวประธานทั้งศรัทธา ทั้งปัญญาเต็มสภาพคู่สมบูรณ์แบบ เรียกว่าพหูสูต เป็นผู้สูงสุดตั้งแต่หิริโอตตัปปะ ตั้งแต่ละอายจนกระทั่งรู้ตัว ไม่เอาแล้วแบบนี้ เกรงกลัว พลังงานของความรู้ พลังงานของสำนึก ความสำนึกนี้มันเป็นความเจริญ เพราะฉะนั้น ผู้ใดมีตัวสำนึก โอ้โห แต่ก่อนนี้ไม่รู้จริงๆ มันโง่ มันทำตามเหมือนกันหมด ปุถุชนมันทั้งนั้น ใช่ไหม พอมาเป็นอาริยะชนแล้วนี้ ของพระพุทธเจ้านี้อาริยชนสูงส่งจริงๆ นี้เกิดตรงนี้ แล้วพลังงานศรัทธา มีหิริ โอตตัปปะ พหูสูต แล้วก็เพียรทำสัทธรรม 7 นี้แหละคือคุณธรรมของฌาน ปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทา 3 จึงเกิดลักษณะจิต สัทธรรม 7 เกิดขึ้นเรื่อยๆ คือคุณธรรมของฌาน ฌาน ไม่ใช่ไปเข้าฌาน-ออกฌาน ไปนั่งหลับตาเอา ไม่ใช่ นี่คือ ฌาน ฌาน 1 ก็เริ่มมีคู่วิตก-วิจาร มีสภาพที่วิจัยวิจารณ์ แล้วแยกกิเลส ลดกิเลส ลดกิเลส ลดกิเลส ฌาน 1 พอเราลดได้ ปิติขึ้น ลดได้เก่งขึ้น ปิติขึ้น กิเลสดับได้มากขึ้นก็สุข ฌาน 3 เสร็จแล้วจนกระทั่งสุดท้าย อุเบกขา เป็นพลังสูงสุด มีพลังอำนาจ ทำความบริสุทธิ์แห่งจิตได้เรียกว่าอุเบกขา ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ซึ่งองค์ธรรม 5 นี้อาตมาก็เคยอธิบาย อุเบกขา องค์ธรรม 5 นี้ให้ฟังแล้ว คือพัฒนาการของจิตก้าวหน้าขึ้นถึงขั้นบริสุทธิ์ที่สมบูรณ์แบบ อุเบกขา 5 เป็นต้น นี่คือการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า ถึงขั้นฌานที่ 4 ก็สมบูรณ์แบบ ทั้งหมดจรณะ 15 ในนี้มีวิชชา 8 หรือว่าจะขยายความ มี 1.วิปัสสนาญาณ 2.มโนมยิทธิญาณ 3.อิทธิวิธญาณ 4.โสตทิพย์ญาณ 5.เจโตปริยญาณ 6.บุพเพนิวาสานุสติญาณ 7.จุตูปปาตญาณ 8. อาสวักขยญาณ มันจะรู้ด้วยวิปัสสนา รู้ด้วยการรู้การเห็น ไม่ใช่ไปหลับตา ปัสสะแปลว่าเห็น ลืมตาปฏิบัติจะรู้เป็นญาณ แล้วก็แยกแยะวิจัยวิจารณ์อย่างที่ว่านี้แหละ วิจัยวิจารณ์เห็นกิเลส เอากิเลสลดได้ก็คือมีฤทธิ์ทางใจ มโนมยิทธิ เป็นวิชชาข้อที่ 2 กิเลสมันก็ลดลงไปเรื่อยๆ เก่งขึ้นเรียกว่า อิทธิวิธญาณ หลากหลาย มโนมยิทธิ ก็อิทธิเดียวกันนี้ ฤทธิ์ทางใจที่ทำให้กิเลสมันลด ไม่ใช่เป็นฤทธิ์ที่ทำให้เหาะเหินเดินน้ำดำดินได้ ไม่ใช่ นี้เป็นฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของอนุสาสนีปาฏิหาริย์ ปาฏฺิหาริย์ตามคำสอน เรียนรู้นี้ จรณะ 15 คำสอนของพระพุทธเจ้า มันมีฤทธิ์ทำกิเลสลดอย่างนี้ กิเลสลด(หรือไม่ลด)ก็คือ เจโตปริยญาณ 16 ในญาณข้อที่ 5 จาก อิทธิวิธญาณ ทำได้เก่งขึ้นเรื่อยๆ ๆ โสตทิพย์ นะ อิทธิวิธญาณเก่งขึ้น จากมโนมยิทธิ ในข้อ 2 อิทธิวิธญาณ ในข้อ 3 แล้วข้อ 4 โสตทิพย์ญาณ ข้อ 5 เจโตปริยญาณ 16 เจโตปริยญาณ 16 ก็คือมาตรวัดบอกถึงกิเลส 8 คู่ เคยอธิบายมาแล้ว วันนี้ขอผ่านก็แล้วกัน นี้คือ สัจจะที่เราปฏิบัติแล้วตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้านี้เลย ไม่ได้ออกนอกเรื่องเรื่องพวกนี้ นีคือสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธ ที่เราปฏิบัติธรรมแล้วจะได้ผลหรือไม่ได้ผลก็ทบทวนวิชชาอีก 3 เตวิชชโช ทบทวน ตรวจ บุพเพนิวาสานุสติญาณ เหมือนกับตรวจขายของแล้วลงบัญชี ทบทวนบัญชี (ทั้งวัน) วันนี้เราได้เท่าไร ขาดทุนหรือกำไร ทบทวนที่เราปฏิบัติมา เจอกิเลสผัสสะ เอออันนี้ทำได้ เอออันนี้ทำไม้ได้ เอออันนี้เผลอไผล อันนี้อะไร ตรวจสอบไปก็รู้จักการเกิด-การดับ คือรู้จักกิเลสเกิด-กิเลสดับ (จุตูปปาตญาณ) เราทำได้จริงหรือไม่ ก็เจโตปริยญาณ จนถึงอาสวักขยญาณ จนกระทั่งจะรู้จริงว่า อ้อ เราทำได้ดี เราทำได้หมด โอ้ อาสวะสิ้น หรือยังไม่สิ้นอาสวะ เรามีปัญญา เรามีความรู้ในการปฏิบัติธรรม ไม่ใช่ไปงมงาย ไปดับจิตเฉยดื้อดื้อทื่อ หนีไป ให้ไม่มีผัสสะ หลับตาอีกต่างหาก มันโมฆะจริงๆ เลย มันออกนอกรีตศาสนาพระพุทธเจ้ากัน นี่คือสิ่งชี้บ่งความเสื่อมศาสนาพุทธ ไปทำออกนอกรีตแล้ว อาตมาทำงานมา 50 กว่าปี กระเตื้องที่ไหน ยังหลับหูหลับตางมงาย ศรัทธาอาจารย์ที่พาไปเป็นเดียรถีย์ ซึ่งไม่ใช่พุทธแล้ว ไป อาตมาพูดซ้ำ ความจริงนี่ก็ สงสารอย่างไม่รู้จะสงสารอย่างไรแล้ว แต่เขาก็จะต้องว่าอาตมาว่า ไปว่าเขา ไปด่าเขา ไม่ดูตัวเองถูกหรือเปล่าไม่รู้ตัว แล้วก็มีคณะน้อยเดียว แล้วทำเป็นเบ่งทำเป็นใหญ่ทำเป็นถูกต้อง ใครรับรอง เถรสมาคมไม่ได้รับรอง จะเอาตายด้วยซ้ำที่ทำมาเบ่ง มันก็น่าเห็นใจนะ น่าเห็นใจเขาเพราะเขาต้องถือมวลใหญ่ ถือที่มันสืบทอดกันมานานแล้ว อะไรต่างๆ นานา จนกระทั่งไอ้ที่เขาสืบทอดมา ก็มาได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ไม่ว่าจะเป็นสายบ้านหรือสายป่า สายป่า-นั่งหลับตา คนก็นิยมชมชื่น สายบ้าน คนก็นิยมชมชื่น สายที่สัมมาทิฏฐิอย่างโพธิรักษ์ คนก็ว่าอะไรวะ (ท่านเดินดินว่า มีแต่ชืด รู้สึกมันจืดชืด) มันมีแต่จืดชืดสายโพธิรักษ์ อันนั้นเขาชมชื่น อันนี้มันจืดชืด ไม่เป็นไรยิ่งจืดชืดของเราก็ยิ่งสบาย ที่จริงไม่ใช่จืดชืดหรอก พวกเรานี้จืดชื่น ยิ่งจืดยิ่งชื่ใจ กิเลสนี้จืดลงไปก็ยิ่งชื่นใจ เป็นจิตจืดชื่น ไม่ใช่จืดชืด อธิบายถือศีล 2 แบบแล้ว ไม่ขยายความต่อ โลกียะโมฆะ ไม่ได้ประโยชน์ โลกุตระถูกต้องตามคำสอนพระพุทธเจ้า เป็นจรณะ 15 วิชชา 8 ถือศีลเป็นอย่างนั้น เห็นไหมว่ามันเสื่อม มีที่ไหนศีลตามจรณะ 15 แม้แต่พระก็ไม่มี พระมีแต่วินัย วินัยก็เถอะ ระวังผิดวินัยก็อาบัติ อาบัติก็ปลงอาบัติกัน สุดท้ายไม่ปลงก็สังฆาทิเสสกันเยอะโดยเฉพาะเรื่องเงิน ปาราชิกด้วยเรื่องเงิน เยอะแยะ ไม่ปลงอะไรหรอก พูดไปก็ไปว่าเขา ผ่าน

_สว่างแสง ขวัญดาว . น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงสุดค่ะ วันจันทร์ที่ ๒๐ พ.ย. เป็นวันที่ลูกทำงานหนักจากการเกี่ยวข้าว กินข้าวก็กินได้น้อย พอตกเย็นลูกรู้สึกเพลียและหิวข้าวมาก แต่ครั้นมาฟังพ่อครูเทศน์ สภาวะของความหิวก็อันตรธานไปสิ้น เรี่ยวแรงกำลังกายก็กลับคืนสดใสค่ะ สภาวะนี้เกิดมาได้อย่างไรคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูสุดเศียรสุดเกล้าค่ะ พ่อครูว่า... ไม่บอก ให้งง ไม่บอก สภาวะนี้เกิดมาได้ยังไง ไม่บอก เอา ไม่บอกเสียก็ไม่ได้เรื่อง ต้องบอกหน่อย สภาวะนี้ได้เพราะว่าเรามันเป็นเรื่องจริงในจิตเรา เราเห็นคุณค่าของธรรมะยิ่งใหญ่สูง พอได้ฟังธรรมะแล้ว โอ้โห มันได้รสธรรม ไม่ใช่อาหาร เป็นธรรมรส เป็นรสชาติที่น่าดื่ม ดื่มแล้วก็ชื่นใจ มีกำลังวังชา พลังงานของธรรมะเป็นธรรมฤทธิ์ มันได้ ขนาดโลกีย์ บางทีเราไปหลงโลกๆ เรายังลืมกินลืมเหนื่อยเลย ใช่ไหม โลกีย์บางทีเราก็ชอบใจชื่นใจก็ลืมกินก็มี ยิ่งธรรมรสที่เป็นธรรมะมันก็ยิ่งกว่ากันด้วย อธิบายแล้ว

บุญจะฆ่ากิเลสได้อย่างไร _ซึ้งซื่อ วิเชียร . การปฏิบัติศีล อปัณณกปฏิปทา ๓ และสัทธรรม ๗ ฌาน ๔ ขั้นสุดท้าย คือบุญ บุญจะฆ่ากิเลสยังไงครับ ขอสัมมาทิฏฐิด้วยครับ ผมเคยได้ยินพ่อครูพ่อท่านสอนว่า ปฏิบัติศีล ๕ อย่างละเอียดและจริงจัง สามารถจะบรรลุอรหันต์ได้ ผมขอให้ท่านช่วยอธิบายถึงขั้นตอนว่าต้องทำอย่างไรครับ พ่อครูว่า... โอ้ อธิบาย เดี๋ยวก็อธิบายวนย้อนไปอีก อธิบายผ่านมาเมื่อกี้หนกๆ นะ อธิบายไปให้แล้ว หรือวันก่อน วันอื่นๆ มาอาตมาก็อธิบายแล้ว คุณก็ไม่จับหลัก หรือจับหลักไม่ได้ เมื่อกี้นี้ก็อธิบายผ่านมาแล้ว ก็ขอทวนอีก ก็ปฏิบัติศีล ปฏิบัติแบบอปัณณกปฏิปทา 3 แล้วก็จะเกิดสัทธรรม 7 อย่างทีอธิบายผ่านมาเมื่อกี้นะ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะเดินดิน... มีประเด็นหนึ่งที่พ่อครูพูดถึงว่า การเห็นกิเลสเป็นตัวสำคัญ การถือศีลแต่ละข้อก็เป็นข้อที่ทำให้เราเรียนรู้กิเลสได้มากขึ้น แล้วเหตุปัจจัยที่ทำให้นักปฏิบัติธรรมไม่เห็นกิเลส อาตมาก็นึกถึงว่าอย่างพวกเราทำงานแล้วไม่เห็นกิเลสเพราะอะไร ประเด็นหนึ่งก็คือเอาพลังงานที่มีอยู่ไปจมอยู่กับกิเลสของเพื่อน ก็เลยทำให้ไม่มีกำลังที่จะมามองกิเลสตนเอง ขยันทำนาผู้อื่น เวลาเราไปทำงานกัน เราก็เกิดขัดแย้งกัน สุดท้ายจะเป็นแบบ ฮามาสกับอิสราเอล เห็นแต่ความผิดของเพื่อนอย่างเดียวเลย แล้วก็ไม่มีพลังงานที่จะกลับมาเห็นกิเลสของตัวเอง พวกเราอยู่ในวัดเกิดอย่างนี้จะไปหาเลขาธิการสหประชาชาติที่ไหนมาหยุดการรบได้ ถ้าเราทำงานเชื่อมโยงกับคนภายนอกแล้วเกิดความขัดแย้ง ทุกคนก็หวังดีมากจะให้งานพ่อครูไปได้ แต่ว่าอาตมาไปฟังทีไรกรรมการก็โดนลูกหลงทุกทีว่าไม่เป็นกลางฟังความข้างเดียว เห็นเลยว่าถึงจุดหนึ่งพอเกิดการรบพุ่งขัดแย้ง เราจะเอาพลังงานไปจมอยู่กับกิเลสของเพื่อน ไม่สามารถกลับมามองเห็นกิเลสตัวเองได้ ถ้าอย่างนั้นก็คงจะต้องหาทางหยุดก่อนจนกว่าจะมีกำลังที่จะมาไล่เลียงอย่างที่พ่อครูเห็นว่าเห็นมันบ่อยๆซ้ำๆซากๆแล้วจะเกิดปัญญาขึ้นมา กราบนิมนต์พ่อครูต่อครับ

พ่อครูว่า... ก็เกิดปัญญานั่นแหละคือฌาน คุณซึ้งซื่อถามมาอีกถามมาก็วนนั่นแหละ มันไม่เข้าถึงจิต ไม่ได้ปฏิบัติธรรมจริงก็จะวนเอาพยัญชนะเข้ามาถามใหม่อยู่นี้อีกเรื่อยๆ ถ้าปฏิบัติได้แล้วก็จะไม่วนมาสงสัย จะไม่มาถามใหม่ ที่ถามใหม่นี้แสดงว่ายังไม่เข้าถึงจิต ยังไม่เกิดผลจริง ปฏิบัติศีลด้วยปฏิบัติอปัณณกปฏิทา อปัณณกแปลว่าไม่ผิด อปัณณกปฏิปทาแปลว่าการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าที่ไม่ผิดไม่ผิดต้องมี 3 ข้อนี้ สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ จำไว้เลย ศาสนาพุทธอยู่ตรงนี้ ถ้าถูกต้องอยู่ตรงนี้ไม่ผิด ถ้าออกนอกนี้ผิด ไปหลับตา ไปเผิน เผินไปเรื่องอะไรอื่น ผิดหมด สำรวมอินทรีย์ 6 นี้ แล้วก็เกี่ยวข้องกัน โภชเนมัตตัญญุตา เกี่ยวกับการบริโภค เมื่อกี้อธิบายไปแล้ว จะเกิดประโยน์อะไรต่ออะไรที่เราจะได้มา โภชนะ หรือบริโภคนั้น มันจะเป็นผลที่จะได้จริงคืออย่างไร ต้องตื่นรู้ ชาคริยา ต้องตื่นอย่างมีภูมิปัญญา อย่างมีสติสัมปชัญญะปัญญาของพระพุทธเจ้ารู้ รู้เท่ารู้ทันในชีวิตที่ดำเนินไปอยู่ตลอดเวลานะ แล้วเราก็ปฏิบัติธรรมได้ เพราะรู้จักกิเลส ละอายต่อกิเลส แล้วกิเลสมันหนี นี้อธิบายทวนอีก กิเลสมันสู้ปัญญาเราไม่ได้ กิเลสมันเกิดมาปั๊บจนกระทั่งปัญญามันเก่ง เก่งจริงๆ กิเลสไม่รอหน้า เจอปัญญาแล้วมันหายก็คือความเก่งของฌาน 1 2 3 4 ที่มีฤทธิ์จนถึงขั้นสุดท้าย..บุญ นี่ทวนอีก บุญจะฆ่ากิเลสยังไง อธิบายจบแล้ว อาจจะสั้นๆ สรุปๆ นะ จากที่เขียนมาว่า “ขอสัมมาทิฏฐิด้วยครับ” นี่คือสัมมาทิฏฐิ หากเข้าใจผิด ไปไม่ตรง9k,ที่อาตมาพูดก็ขอยืนยันว่าผิด อย่างที่อาตมาพูดนี้จึงจะเรียกว่า สัมมาทิฏฐิ หรือถูกต้อง ปฏิบัติศีล 5 อย่างละเอียด อธิบายขนาดนี้ก็พอละเอียดแล้วนะ ศีลข้อ 1 เกี่ยวกับสัตว์ ศีลข้อ 2 เกี่ยวกับของเกี่ยวกับพืชอะไรต่างๆนานาแล้วก็จะมีทุจริต มีอย่างโน้นอย่างนี้ ศีลข้อที่ 1 นี่ก็ถึงกับฆ่าเลย รุนแรง ศีลก็ 2 ก็ทุจริตสารพัด ศีลข้อที่ 3 ก็เกี่ยวกับ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ศีลข้อ 4 ก็เกี่ยวกับวาจา ก็คือ 3 ข้อนี้แหละมันเกี่ยวข้องกันทางกาย ทางวาจา ศีลข้อที่ 5 ก็เกี่ยวกับจิตที่มันเป็นกิเลสเหล่านี้ แล้วก็ปฏิบัติลดกิเลสพวกนี้ทั้งหมดนั้นแหละ นะ อธิบายอีกแล้ว ขยายความอีก ก็ตามปฏิภาณของอาตมา ไม่เหมือนเก่า ไปเรื่อยๆ ละเอียดไปเรื่อยๆ อย่างนี้ ติดตามฟังก็ได้มากขึ้น ต่อมา SMS ของหลวงพ่อซันเต๋อ ข้าวมีคุณ

บุญมีฤทธิ์ทำให้คนนิพพาน ในทานสูตร _หลวงพ่อซันเต๋อ ข้าวมีคุณ . เป็นการเข้าใจผิดในภาษาหรือไม่? การที่บุตรทำบุญอุทิศให้พ่อแม่นั้น บุญนั้นที่บุตรทำไปแล้วนั้น ย่อมมีผลแก่บุตรนั้นแล้ว ด้วยบุญที่มีความหมายเป็นชื่อแทนคำว่า สุข พ่อครูว่า... ที่ว่า ”บุญที่มีความหมายเป็นชื่อแทนคำว่า สุข” ขออธิบายตรงนี้ คำว่า บุญไม่ได้มีฤทธิ์ทำให้คนสุข บุญมีฤทธิ์ทำให้คนนิพพาน บุญนั้นฆ่าสุขฆ่าทุกข์ หลวงพ่อซันเต๋อ คงเป็นพระเป็นเจ้า ฟังดีๆ สอนกันมาอย่างนั้นนะ มันไม่ได้เป็นโลกุตระ สายเทวนิยมหรือสายพุทธศาสนากระแสหลักส่วนใหญ่แหละ ก็สอนกันผิดมาอย่างนี้ บุญไม่ได้ทำให้เกิดความสุข แต่นี่บอกว่า ”บุญที่มีความหมายเป็นชื่อแทนคำว่า สุข” นั้นน่ะ แทนกันสะด้วย บุญนั้นฆ่าสุขฆ่าทุกข์ นี่ต้องฟังโพธิรักษ์อีกมาก ทุกข์กับสุขตัวเดียวกัน แยกไม่ได้ มันเป็นเทวะ เป็น 2 สภาพ ฆ่าอันใดอันหนึ่งก็ตายทั้งคู่ เพราะมันอันเดียวกันเหมือนแผ่นกระดาษ อย่างกระดาษแผ่นนี้(ในมือพ่อครู) นี่ฉีกปั๊บ ขาดหมดทั้ง 2 หน้า ข้างหน้า ข้างหลัง ฉีกปั๊ปก็ทำลายอันเดียวกันหมด นะ ศึกษาดีๆ _ก็เมื่อบุตรนั้นได้ปรารภเหตุที่พ่อแม่ตายจากไป พ่อครูว่า...ยังงมงายอยู่เป็นเทวนิยม ยังทำทานเป็นมิจฉาทิฏฐิในข้อที่ 4 เลย

พตปฎ. ล.23 ข.49 ทานสูตร เทวดา 6 อย่าง พรหม 1 อย่าง คือ ทำทานแล้ว 1. ยังมีความหวังให้ทาน : สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทานํ เทติ 2. มีจิตผูกพันในผลให้ทาน : ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทานํ เทติ 3. มุ่งการสั่งสมให้ทาน : สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทานํ เทติ 4. ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ : เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) ทานํ เทติ

พ่อครูว่า... ข้อที่ 1. ทำทานต้องไม่มีสาเปกโข ข้อที่ 2. ทำทานแล้วไม่มีความเกี่ยวข้อง ปฏิพัทธจิตโต ไม่มีอะไรเกี่ยวผูกพันเกี่ยวกับการทาน ข้อที่ 3. สั่งสม สันนิธิ สั่งสมสิ่งที่เอาไปทำทานเป็นกุศล ซึ่งมันผิดเลย ของที่ผิด ยิ่งอัน 4. ไปให้พ่อมแม่กินใช้ชาติหน้า หรือตัวเองหวังเอาไว้กินชาตินี้ชาติหน้า นั้นคือ มิจฉาทิฏฐิทั้งหมด ทำทานอย่างมิจฉาทิฏฐิ อันนี้จนกระทั่งศาสนาพุทธยุคนี้มันเสื่อม ไม่ได้มีอธิบายกันเลย ดีนะอยู่ในพระไตรปิฎกมีชัดเจน อยู่ในทานสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ 23 ข้อ 49 อธิบายซ้ำอีกบ้างก็ดี ฟังดีๆ นะ (พ่อครูอ่านเนื้อความในพระไตรปิฎกและอธิบายประกอบ) พระสารีบุตรทูลถาม สา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย เครื่องให้ทานเช่นนั้นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก พ่อครูว่า “ให้แล้ว” คือทำทานแล้วนี้ ทานมีผลนะ ทานมิจฉาทิฏฐิก็มีผลได้นรก ได้ภพชาติ ถ้าทานเป็นสัม

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน