660901 บทพิสูจน์สัจจะของโลกุตรธรรม ที่ครบครันทั้งรูปทั้งนาม พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์41 KB
วันที่แก้ไข28 ธันวาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

660901 บทพิสูจน์สัจจะของโลกุตรธรรม ที่ครบครันทั้งรูปทั้งนาม พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53222.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1IPcTtPWRhrwpYl1QmB6zKwCaoDZsF314/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1FS3-daJ3YyoFvEkStuDIMYvypIsdv6IM/view?usp=sharing

และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/660901-e28pvg9

ดูวิดีโอได้ที่ https://youtu.be/XYrt-KATwD4 และ https://www.facebook.com/100078722032092/videos/288647967199746/ มีซับ https://youtu.be/kMvb_9t-yCs

สมณะฟ้าไท... วันนี้วันศุกร์ที่ 1 กันยายน 2566 แรม ๑ ค่ำ เดือน ๙ ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก ตอนนี้บรรยากาศในเมืองไทยเราจะเห็นปรากฏการณ์คนชั่วกับคนดี คนชั่วอยู่ก็มีคนไล่ออกไป จากไปคนก็สาปแช่ง คนดีทำงาน มีคุณค่า มีคนว่าแต่ไม่ไล่ แม้มีไล่บ้างเหมือนกันแต่มีเล็กน้อย แต่พอจากไปก็มีคนร้องไห้ มีคนคิดถึง มีคนเชิดชูบูชา คนเคารพ เปรียบเทียบตอนนี้คุณทักษิณกับนายกลุงตู่ อีกคนหนึ่งขออภัยโทษให้แก่ตัวเอง ได้รับการอภัยโทษ ให้เหลือติดคุกปีเดียว จาก 8 ปีเหลือปีเดียว ยังมีคดีอื่นที่รอตัดสินอีกเยอะ แต่ถ้าเราดูภาพของลุงตู่ พวกที่ทำงานด้วยจะบอกว่าเป็นหัวหน้า เป็นเจ้านาย หรือเป็นผู้นำที่ดี ทำงานแล้วก็ให้เกียรติคนทำงาน ดูแลเอาใจใส่ดี ลุงเปลว สีเงิน เขียนบอกว่าเขาไม่เคยรู้เลยว่ามีคนทำงานในทำเนียบตั้ง 600 คน ที่ออกมาให้กำลังใจลุงตู่ มากล่าวคำอำลาลุงตู่ ประชาชนส่วนหนึ่งก็ใจหายกัน ตอนลุงตู่อยู่ก็ปลอดภัยดี แต่ตอนนี้ลุงตู่ไปแล้ว คนอื่นขึ้นมา ก็ไม่รู้ว่าจะปลอดภัยในชีวิตเหมือนเดิมไหม บาง

อ่านต่อ

คนเริ่มไม่แน่ใจในชีวิตเพราะว่าดูรัฐมนตรี ดูคนที่เอามาขึ้นปกครองประเทศนี้ มันไว้วางใจได้ไหม แล้วมีคนบงการอยู่ข้างหลัง จะเป็นอย่างไรบ้าง อาตมาก็ว่า เป็นข้อเปรียบเทียบสำหรับคนดีกับคนชั่วในสังคม สมัยพระพุทธเจ้าก็มีพระเทวทัต คนเชื่อพระเทวทัตก็มี พระที่มาบวชกับพระพุทธเจ้าก็ยังเชื่อพระเทวทัต ตามพระเทวทัตไปนะ พระพุทธเจ้าก็ให้พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะไปตามคืนมา ขนาดมาบวชกับพระพุทธเจ้าทุกองค์ก็ยังไปกันเลย คิดดูก็แล้วกันนะ คนมันเก่งที่จะหลอกคนให้หลงเชื่อตามตัวเองได้ ก็ไม่ง่ายนะ โลกมันหลอกก็มีความสามารถที่จะทำให้ได้อย่างนั้น พวกเราศึกษากับพ่อครู ไม่รู้บางคนจะเห็นว่าคนอื่นเคร่งก็เลยตามไปไหม พระเทวทัตก็เคร่ง แต่ไม่จริง เพราะอยากได้ลาภยศสรรเสริญ เรามาอยู่กับพ่อครู ก็อยู่กับบุคคลที่เป็นพระโพธิสัตว์ ที่พามนุษยชาติให้พ้นภัยจากโลกีย์ ไปโลกีย์ก็คือถูกหลอกให้หลงว่าสุขนะ แล้วก็มาทุกข์ทรมานอยู่ พวกเราอยู่อย่างสบายใจ อาตมารู้สึกอ่ะ เวลาเรากลับไปที่คนโลกีย์ ไม่ว่าบ้านโยมอะไรก็แล้วแต่เถอะ เรารู้สึกว่า บรรยากาศมันไม่สงบ คลื่นจิตวิญญาณของคนอะ มันไม่สงบ มันไม่เหมือนอยู่กับชุมชนชาวอโศกนะ มันจะสงบ คนจิตใจมันสงบ ดูสงบ แต่ไปบ้านโยม มันไม่สงบ มันร้อนๆ มันเหมือนมีคลื่นจิตวิญญาณที่มันไม่สงบสัมผัสได้นะ เรามาอยู่กับชาวอโศกนี้ เรารู้สึกคลื่นวิญญาณคนมันสงบ อยู่ด้วยกัน พลังงานที่ออกมานี้ อยู่แลเวสบาย โล่งโปร่ง ไม่มีภาวะที่มันกดันอะไร เรารู้สึกได้อย่างนั้น อยู่กับชาวอโศก อยู่อย่างที่พอครูบอก อิสระ สบาย อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ นี้ให้พ่อครูอธิบายดีกว่า กราบนิมนค์พ่อครู แสดงธรรมต่อไปครับ

SMS วันที่ 28-31 ส.ค. 2566 _อารี อภิรักษากร · ขอบคุณลุงตู่ทำเพื่อแผ่นดิน ทำเพื่อคนไทยทั้งประเทศ... สาธุ พ่อครูว่า... นี่ก็แสดงความจริงใจออกมา คือมันจะปรากฏผลของความจริงตามความเป็นจริง แล้วคนไทยนี่ ส่วนใหญ่ทั้งหมด มีสัมมาทิฏฐิกัน และก็รู้จักความจริงเป็นความจริง ความไม่จริง ความปลอมแปลง ความเลอะเทอะอะไรต่างๆนาๆ โดยเฉพาะความเห็นแก่ตัว การเบ่งตัวตนเบ่งตัวเอง แล้วเขาก็ไม่รู้ตัวหรอกว่าเขาเบ่งตัวเอง เบ่งยิ่งใหญ่ จิตเขาต่ำเขาผิด แต่เขาก็บอกว่าไม่ผิด แม้ผิดเขาก็บอกว่าไม่ผิด ผิดเขาก็บอกว่าไม่มีปัญหา ทุกคนก็ต้องยอมเขา เขาถึงจะผิดอย่างไร จะชั่วจะเลวต่ำขนาดไหน จะสามารถทำให้คนอื่นเห็นว่า เขาอยู่เหนือ เหนืออะไรทั้งหมดเลย ซึ่งมันเป็นการ ใช้สำนวนง่ายๆว่าเบ่งขี้แตกจริงๆเลย อาตมาก็ไม่รู้จะพูดภาษาอะไรแล้ว ก็สำเร็จผลด้วย แล้วเขาก็นึกว่าการเบ่งขี้แตกนี้ กูสุดยอดแล้ว ก็ว่าไป

_นุ่น ธรรมกุล : น้อมกราบพ่อครูด้วยความเคารพยิ่งค่ะ ฟังธรรมะพ่อครู เเล้วได้ความรู้มากๆ คอยเตือนคอยย้ำ ฟังเข้าใจง่าย เเต่ปฏิบัติลึกละเอียดยังได้ไม่หมดง่ายๆค่ะ เเต่หยาบๆพื้นๆได้บ้างเเล้ว ค่อยๆพัฒนาปฏิบัติไปเรื่อยๆค่ะ ฟังทางไกลจากอินเดียค่ะ พ่อครูว่า... ดีมาก อนุโมทนาสาธุ ที่สามารถฟังธรรมและปฏิบัติธรรมได้มรรคผล ได้สิ่งที่เป็นจริง ตรวจดีๆ ตรวจละเอียดๆ แล้วอย่าหลงผิด นึกว่าตัวเองได้แต่มันไม่ใช่ หรือมันไปได้ผิดๆแล้วนึกว่าตัวได้ถูก นั้นมันจะเสียหายนะ ตรวจดีๆ คนนี้อยู่อินเดีย

ปฏิบัติธรรมแบบมีวิญญาณฐิติจึงมีมรรคผล _สว่างแสง ขวัญดาว · น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ ลูกเห็นภาพญาติธรรมชาวบ้านราช แจกผักที่ถนนปันสุขและเห็นชาวบ้านมารับแจกแล้ว ลูกรู้สึกประทับใจมากค่ะ พ่อครูสอนให้ลูกลดละกิเลสตนเอง และเสียสละช่วยเหลือผู้อื่นนึกถึงผู้อื่นเสมอๆ ลูกอยู่บ้านก็มีสวนกสิกรรมน้อยๆ ปลูกผักมะเขือกินเองและได้แจกเพื่อนบ้านทุกวันค่ะ ส่วนมากจะแจกเพื่อนบ้านมากกว่ากินเองค่ะ ลูกได้ฝึกเดินตามพ่อครู ผลที่ได้คือลูกคลายทุกข์ได้ หายจากโรคซึมเศร้า เมื่อได้ให้คนอื่นแล้วจิตใจเบาสบายค่ะ ลูกขอถามในวิญญาณฐีติ 7 ข้อ 3 ความว่า กายอย่างเดียวกัน สัญญาต่างกัน ข้อที่ว่า กายอย่างเดียวกันเป็นอย่างไรคะ และสัญญาต่างกันเป็นอย่างไรคะ ลูกได้ฟังพ่อครูว่า เป็นแนวปฏิบัติของสำนักธรรมกาย ลูกก็ยังโง่ไม่เข้าใจค่ะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ พ่อครูว่า... กายอย่างเดียวกัน สัญญาต่างกัน คือคำว่ากายนี่ มันหมายถึงภาวะ 2 นะ คำว่า “กาย” นี่คือสภาพ 2 มีสภาพภายนอกกับภายใน ไม่แยกกัน และแยกกันไม่ได้ด้วย ฟังดีๆนะ กายนี่ สัมมาทิฏฐิคำว่า “กาย” ก็คือ ต้องเข้าใจว่ากาย มันคือสภาพ 2 คือภายนอกและภายใน ไม่แยกกัน เพราะฉะนั้น เมื่อปฏิบัติธรรมจะต้องมีกาย จะต้องมีกายและก็จะต้องมีใจไปด้วยตลอดเวลา เรียกว่าปฏิบัติธรรมแบบวิญญาณฐิติ จึงจะเกิดมรรคเกิดผล จะรู้ความจริงตามความเป็นจริงได้สมบูรณ์แบบ เช่น วิญญาณฐิติ 7 ก็จะรู้ความจริงของทุกอย่าง ตั้งแต่วิญญาณฐิติ 1 อะไรๆ มันต่างกัน คนเขาเห็นต่างกัน เราก็รู้ตามเขาว่าเขาเห็นต่างกัน ( ข้อที่ 1 พวกมีกายต่างกัน สัญญาต่างกัน) อันที่ 2 สมมุติไปว่าเป็นปฐมฌานคือความไม่มีนิวรณ์ 5 เรียกว่ามันเป็นกายต่างกันแต่สัญญาอย่างเดียวกัน คือการกำหนดหมายสัญญา กำหนดหมายว่า จะไม่มีนิวรณ์ 5 เขาก็ทำได้อย่างเดียวกันไม่ต่างกัน แต่มิจฉาทิฏฐิเขาก็ได้ เขาได้นะ เขาได้ปฐมฌาน ไม่มีนิวรณ์ 5 เขาทำให้ไม่มี แต่ไม่มีนิวรณ์ 5 ประเภทสะกดไว้ข่มไว้เฉยๆ เพราะฉะนั้นกายภายนอกเขาได้แต่ภายในหลับตาสะกดจิตไว้ ภายใน เหมือนดูเหมือนได้ แต่มันไม่จริงมันหลอก เพราะมันเป็น อสัญญีสัตว์ จริงๆมันเป็นแค่ อสัญญีสัตว์ หรืออย่างเก่งก็เป็น เนวสัญญานาสัญญายตนะ เพราะฉะนั้นฌาน 1, 2, 3, 4 ของเขาผิดหมด หรือแม้แต่ยิ่งไปเป็นอรูปฌานอีก ผิดหมดอีกทั้งอรูปฌาน แถม อสัญญีสัตว์ ให้อีกตัวหนึ่งเลย กลายเป็น 9 นี่พวกหลับตาปฏิบัติจะได้ความเป็นสัตว์ทั้งหมดทั้ง 9 เลย อย่างนี้เป็นต้น

เดี๋ยวค่อยอธิบายกันละเอียดๆอีกทีหนึ่ง

_ยายเพ็ญ · เมื่อมาเจอพ่อท่านและได้มาศึกษาธรรมะกับพ่อท่าน แล้วก็เริ่มมีสติรู้จักทุกข์และพยายามออกจากทุกข์ จนได้พาตัวเองมาอยู่กับหมู่กลุ่มได้ปีกว่าๆ แล้วเจ้าค่ะ แต่เมื่อเข้ามาอยู่ในหมู่กลุ่มแล้ว ก็มาเจอความทุกข์อีกระดับหนึ่ง ก็เกือบไปไม่รอดเหมือนกันเจ้าค่ะ แต่ก็พยายามมีสติระลึกอยู่เสมอว่า เรามาช่วยงานพ่อท่าน อย่างอื่นเป็นเรื่องธรรมดาของคน คนก็เป็นอย่างนี้ไม่มีแปลก ก็มีโลภ มีโกรธ มีหลงอยู่เป็นธรรมดา แต่ดิฉันได้ตั้งตบะก่อนเข้ามาว่า จะไม่เรื่องมากในการกิน และจะไม่คิดร้ายทำร้ายใครด้วยคำพูดและการกระทำเจ้าค่ะ สุดท้ายดิฉันจึงอยู่รอดปลอดภัย ก่อนเข้ามาอยู่กับหมู่กลุ่มได้ฟังธรรมจากพ่อท่านยี่สิบกว่าปีเจ้าค่ะ🙏🙏🙏 พ่อครูว่า... “เมื่อเข้ามาอยู่ในหมู่กลุ่มแล้ว ก็มาเจอความทุกข์อีกระดับหนึ่ง” นี่แหละของจริงและแยกออกได้อีกด้วยนะว่า มาเจอทุกข์อีกระดับหนึ่ง ดี ได้ผลเป็นไปตามลำดับ

_จรรยา ประเสริฐ · ดิฉันเคยอ่านเกี่ยวกับเรื่องพระพุทธเจ้า มีพระพุทธเจ้าชื่อพระรามสัมมาสัมพุทธเจ้าค่ะ สื่อถึงอจิณไตย ว่าพ่อคือพระพุทธเจ้า องค์ต่อไปจากอาริยเมตไตร และต่อไป พระพุทธเจ้าชื่อพระราม ดิฉันเขียนตามที่ดิฉันบอกตัวเองค่ะ กราบสาธุค่ะ พ่อครูว่า... ก็เอาไว้ที่คุณก็แล้วกัน คิดว่าเป็นอย่างนั้นก็เป็นอย่างนั้นไปก่อนก็แล้วกัน อาตมาก็ไม่พูดอะไรมากกว่านี้

ที่ไปที่มาของการเรียกว่าชาวอโศก _ช่อทิพ หนูทอง · เรียนถามพ่อครูว่า ทำไมใช้คำว่า ชาวอโศก มีที่มาที่ไปอย่างไรคะ? ธรรมะที่พ่อครูจะปลูกฝังให้ลูกๆ ต่อจากสาราณียธรรม และสาธารณโภคี คืออะไรคะ? พ่อครูว่า... เคยอธิบายเคยบอกเหตุที่มาของคำว่าอโศกแล้ว ว่าเราตั้งชื่อว่าชาวอโศกนั้นเพราะว่า อาตมาบวชที่วัดอโศการาม อโศ การามก็คือ อารามที่ชื่อว่าอโศก อโศการาม วัดนี้ชื่อว่าอโศก เสร็จแล้วอาตมาเริ่มแรกไปแสดงธรรมก็ไปใช้ลานอโศก ลานอโศกนี้อยู่วัดมหาธาตุ หน้าธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ ไม่ใช่ธรรมศาสตร์รังสิต วัดมหาธาตุ ใช้ลานอโศกอีก ทีนี้พวกเราก็มาคิดว่า มันมีอโศกๆ นี่ก็ดีเหมือนกันนะ มันยังมีความคิดออกหนังสือ ก็เห็นว่าเอาคำว่าอโศกนี่แหละมาใช้ เป็นชื่อหนังสือและพวกเราช่วยกันเขียน ตอนแรกทุกคนกำลังเคร่งจัด หรือเรียกว่ากำลังหลงเลอะจัดก็ได้ ทุกคนใช้นามปากกาว่าอโศกเหมือนกันหมดเลยนะ คำว่าอโศกเลยกลายเป็นอโศก นี้หนังสืออโศกยังมีออกมา อาตมาทำอยู่เล่มนี้ เป็นนิตยสาร ตอนแรกก็เป็นรายเดือนหรือรายปักษ์ 2 อาทิตย์เล่ม อาตมาทำแทบจะเรียกได้ว่า One Man Show Production เลย แทบจะทั้งนั้นเลย เขียนหัวเรื่อง ออกแบบ จัดแบบ รูปแบบ เขียนเรื่อง รูปร่างภาพอะไร เรียกว่าแทบทั้งเล่ม เพราะอาตมาเรียนศิลปะมาก็ทำได้ทั้งนั้น ฟอนต์ต่างๆ (รูปแบบตัวอักษร) ก็ออกแบบเอง แทบจะเรียกว่าคนเดียวเหมาทั้งเล่ม ทำอยู่ได้ 3 เล่มหมดแรง ไปไม่รอด ก็ยังมีหลักฐานอยู่ คำว่าอโศกก็เลยฝังในเลือด ก็เลยมาเรียกพวกเราว่าเป็นชาวอโศก ก็ติดกันมาอย่างนั้น นี่ก็เล่าประวัติที่ไปที่มา

จะถึงสาธารณโภคีต้องเรียนรู้ให้ถึง จิต เจตสิก รูป นิพพาน สาราณียธรรม 6 มันมีสาธารณโภคีอยู่ในข้อที่ 4 ในสาราณียธรรม 6 ใครจำได้ทั้ง 6 ข้อบ้างยกมือ..ได้ไม่มากเท่าไหร่ ไม่น่าจะจำไม่ได้ มันง่ายจะตาย 3 ข้อแรกคือ เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม มโนกรรม..ตีกินไปแล้ว 3 ข้อ ข้อ 4 คือลาภที่ได้โดยธรรม แล้วเอามารวมกันกินกันใช้เป็นสาธารณโภคี นี่แหละก็คือข้อสาธารณโภคี แล้วค่อยๆขยายความว่าคืออะไร (สาราณียธรรม ๖ : พตปฎ. เล่ม ๒๒ “สาราณิยสูตร” ข้อ ๒๘๒) แล้วข้อ 5 ข้อ 6 ก็คือปฏิบัติธรรม ต่างก็มาปฏิบัติธรรม มีศีลสามัญญตา มีทิฏฐิสามัญญตา ต่างคนต่างมีศีล ต่างคนต่างมีทิฏฐิอย่างไร ก็ต่างคนต่างปฏิบัติของตนของตน สมานกันอยู่เรียกว่า ทิฏฐิสามัญญาตาหรือศีลสามัญญาตา ศีลสามัญญาตา คนมีศีล 5 คนมีศีล 8 คนมีศีล 10 คนมีศีล 43 ก็อยู่กันอย่างเสมอสมานกัน รู้กัน เคารพกัน สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อยู่ด้วยกันช่วยเหลือกัน รักกัน เคารพกัน รู้ว่าคนนั้นสูง คนนั้นต่ำอะไรก็คารวะกันไป เกื้อกูลกันไป สังคหะ ไม่วิวาทกัน สามัคคียะ เอกีภาวะ พร้อมเพรียงกัน อยู่กันอย่างเป็นปึกแผ่น มันมีคุณสมบัติทั้ง 6 อย่างนี้ครบ (พุทธพจน์ ๗ : พตปฎ. เล่ม ๒๒ “สาราณิยสูตร” ข้อ ๒๘๓) เฉพาะข้อที่ 4 อย่างที่คุณถามมา สาธารณโภคี สาราณียธรรม 6 คำว่า สาราณียะ แปลว่า ระลึกถึงกัน ก็คือสัมพันธ์กันอยู่ทั้งนอกทั้งใน แล้วก็มาสัมพันธ์กันทั้งนอก ระลึกถึงก็ไม่ใช่ระลึกถึงเฉยๆ ระลึกแล้วปฏิบัติประพฤติด้วย มาพบกัน ช่วยเหลือกัน อยู่ด้วยกันด้วย ไม่ใช่แค่ระลึกเท่านั้น อย่างพวกเราอยู่ด้วยกันเป็นหมู่กลุ่ม สาราณียธรรม 6 เป็นสังคมสาราณียธรรม 6 อยู่กันด้วย สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม ลาภธัมมิกา-อยู่ด้วยกันอย่างสาธารณโภคี ศีลสามัญตา-ศีลก็ต่างคนต่างปฏิบัติ และทิฏฐิสามัญตา -ทิฏฐิของแต่ละคนๆ เหมือนกันบ้าง ต่างกันบ้างก็เสมอสมานกันไป เข้าใจกัน อยู่ร่วมกัน สำคัญอยู่ที่สาธารณโภคี ในคำที่ท่านว่ามาเป็นบาลีคือ ลาภธัมมิกา ลาภที่ได้โดยธรรม อยู่ต่างคนต่างก็ปฏิบัติตน มีพฤติกรรม กาย วาจา ใจ ทำการทำงาน ก็ได้ลาภมาโดยธรรม ไม่ไปได้ลาภอย่างทุจริต อย่างไม่เข้าท่า ลาภได้มาอย่างสุจริตโดยธรรม ก็เอามารวมเป็นกองกลาง ใช้กินร่วมกัน ไม่ยึดว่าเป็นของตัวของตน ซึ่งมันเป็นพฤติกรรมมนุษย์ เป็นพฤติกรรมสังคมที่ยิ่งใหญ่ เท่ากับคนอยู่ในหมู่กลุ่มนี้ สังคมนี้ หรือถ้าว่าจริงๆแล้วประเทศนี้เลย หมู่กลุ่มอยู่กันเป็นกลุ่มชุมชนหมู่ ถ้าเต็มประเทศเลยก็เป็นประเทศ สาธารณโภคี ซึ่งเป็นไปไม่ได้หรือเป็นไปได้ยากมาก ยากจนอาตมามองเห็นว่ามันเป็นไปไม่ได้หรอก ระดับประเทศ ก็ได้สังคมอย่างที่เราเป็นกันนี้ สังคมชาวอโศก ชุมชนหมู่กลุ่มอยู่กันอย่างเป็นสังคมเป็นหมู่บ้าน เป็นสังคมเรา ไม่ได้ไปขอตั้งเป็นทางการทั้งหมด เราตั้งอยู่ได้ 2 ชุมชนเท่านั้นคือ ชุมชนราชธานีอโศกกับชุมชนศีรษะอโศก ไปขอตั้งเป็นหมู่บ้านทางการ ก็เลยได้เป็นหมู่บ้านขึ้นตามมหาดไทย กระทรวงมหาดไทย เป็นหมู่บ้านทาง ราชการ ต้องมีผู้ใหญ่บ้าน ต้องมีเจ้าหน้าที่ ต้องมีอะไรต่ออะไรตามระบบของมหาดไทยเขา เป็นอยู่ในสายราชการโดยตรง เราก็อยู่กันอย่างนี้ ของเราเป็นสาธารณโภคี กลุ่มอื่นที่ไม่ได้ไปขอก็มีอยู่ 20-30 ชุมชน เล็กๆน้อยๆไป ชุมชนที่มีมากหน่อยมีหลายร้อยหรือน้อยกว่าร้อยคน เล็กๆน้อยๆ ก็เป็นชุมชนเล็กๆน้อยๆ บางชุมชนมี 5 คน 10 คน 20 คนอะไรอย่างนี้ ก็มีอยู่หลาย 10 ชุมชน ทุกชุมชนเป็นสาธารณโภคีของชาวอโศกทั้งหมด มีรายละเอียดลงไปที่สาธารณโภคี สาธารณโภคีนี้เป็นเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ยิ่งกว่ายูโทเปีย เป็นส่วนกลาง ทุกคนเสมอสมานกัน ทุกคนอยู่ด้วยกันอย่าง มันเหมือนกับถอดแบบของจีนที่เขาเรียกว่ากงสี เป็นพี่เป็นน้องกันหมดเลย ทรัพย์ศฤงคาร ทรัพย์สมบัติหามาเอาเข้ากลุ่มเอาเข้าส่วนกลาง ของกงสีของสังคมอย่างของจีน เขาเรียกว่ากงสีนี้ พอจะแยกไป เขายังแบ่งทรัพย์ศฤงคารไปนะ ของเขานี่จะแบ่งให้กัน ใครแยกออกจากกงสีไปก็แบ่งไป ให้พอสมควร เป็นกงสีของเขาอย่างนั้น แต่ของเราสาธารณโภคีนี้ไม่มีแยก ไม่มีใครแบ่งไปได้ ทุกคนเข้ามาอยู่ในชุมชนอยู่ในสังคมนี้ได้เลย ถ้าคุณมีพื้นฐานที่สุด ไม่มีอบายมุข ไม่กินเนื้อสัตว์ ถือศีล 5 มีคุณธรรมแค่นี้ เป็นเงื่อนไขว่ามาอยู่ในหมู่นี้ได้ คุณมีคุณธรรมก็อยู่ได้ไปจนตาย อยู่ได้จนตาย อยู่ร่วมกันได้ มีเงื่อนไขเท่านั้น แต่มาอยู่ในนี้แล้วสาธารณโภคีหมายความว่า ก็ทำงานร่วมกัน เสร็จแล้วรายได้ สิ่งที่เป็นผลผลิต เป็นเงินเป็นทอง เป็นอะไร ก็มากินใช้ร่วมกันหมด มันมีมากจนกระทั่งพวกเรา มีอยู่มีกิน พออยู่พอกิน มีความเข้าใจว่าชีวิตที่มีปัจจัยแห่งชีวิต เรียกว่า ปัจจัย 4 ข้าว ผ้า ยาบ้าน พอกินพอใช้อุดมสมบูรณ์ เหลือแจกด้วย แจกเลย อย่าว่าแต่ขาย ขายก็ขายถูกๆ จนแจกได้ ก็แจกกันอยู่จริงๆ เป็นการพิสูจน์ความจริง พิสูจน์ผลสำเร็จได้จริงๆเลย แล้ว พวกเรามาปฏิบัติธรรมก็ได้ธรรมะ ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ได้ ลดตัวตน ลดกิเลสได้ นี่เป็นสัจจะความจริง ถ้าใครที่มาอยู่ในนี้อยู่ไม่ได้ก็แสดงว่าจิตมันยังมีกิเลสมากเกิน เกินกว่า ทั้งๆที่อยู่นี่แสนจะสบายแล้ว คุณอยู่อย่างนี้ก็มันจะมีน้อย มันจะมีวรรณะ 9 อยู่กันอย่างง่ายๆ เลี้ยงง่าย กินง่าย อยู่ง่าย ไปง่าย มาง่าย ถ้าใครไปยาก มายาก กินยาก อยู่ยาก นั่งยาก นอนยากอะไรอยู่ คุณก็อยู่ไม่ได้ เพราะคุณเป็นคนเรื่องมาก ติดมาก ยึดมาก คุณก็อยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นถ้าคุณเองเป็นคนไม่เรื่องมาก กินง่าย อยู่ง่าย ไปง่าย มาง่าย ยังชีพไปได้ง่าย ก็เรียกว่า สุภระ เป็นการพิสูจน์ยืนยันว่าชาวอโศกมาอยู่ที่นี่เป็นคนเลี้ยงง่ายทั้งนั้น ถ้าเลี้ยงยากๆ เขาอยู่ยากของเขาเอง ไม่ต้องไปเลี้ยงอะไรมาก ก็อยู่เลี้ยงกันนี่แหละ กินอยู่ร่วมกันเลี้ยงดูกันไป เลี้ยงง่าย พัฒนาให้เจริญ สุโปสะ หมายความว่า เจริญ บำรุงง่าย พัฒนาให้เจริญ มันเจริญได้ยากมากเลยสำหรับคนที่จะเจริญโลกุตรธรรม ใช่ไหม วัดวาต่างๆเขาทำได้ไหม พัฒนาให้เจริญโลกุตรธรรมได้ไหม….? ไม่ได้ ไม่มีวัดไหนหรือไม่มีสังคมพุทธกลุ่มไหน สำนักนั้นสำนักนี้ อาจารย์ที่ได้รับนับถือพาบรรลุโลกุตรธรรมกันได้เหรอ? โดยอาจารย์นั้น อาตมาว่าไม่มี เพราะว่าโลกุตรธรรมไม่ได้หมายความว่าธรรมะที่พูดเล่นๆเข้าใจเล่นๆ มันไม่ใช่ มันต้องครบจิต เจตสิก รูป นิพพาน มันต้องหยั่งเข้าถึงกายในกาย จิตในจิต เพราะฉะนั้นถ้ามีกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ทรงไว้ซึ่งธรรม มันจะมีสภาพ 2 ภายนอกภายในซึ่งก็คือ กาย เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่ากายคำเดียวนี้เข้าใจไม่ได้ ก็คือไม่พ้นสังโยชน์ข้อที่ 1 เช่นไปเข้าใจว่า กายคือภายนอกอย่างเดียว เป็นรูปธรรม วัตถุ ไม่มีจิตวิญญาณ ไม่มีเจตสิกเข้าไปร่วมเลย คนนี้มิจฉาทิฏฐิตลอดกาล ปฏิบัติธรรมให้ตายยังไงก็ไม่มีทางบรรลุโลกุตรธรรม ไม่มีนิพพานเด็ดขาด ไม่รู้กาย ต้องให้หลุดพ้นทางกายภายนอก หลุดพ้นชนิดที่อยู่เหนือมัน ไม่ใช่หลุดพ้นแบบต้องหนี ไม่สัมผัส ไม่แตะต้อง ไม่เกี่ยว ไม่ข้อง ไม่ใช่ แต่เกี่ยวข้องไม่ข้องติด เกี่ยวอยู่ สัมพันธ์อยู่ ทำงานร่วมกันอยู่อย่างสนิทเนียนด้วย แต่ไม่มีกิเลสเกิด เป็นอรหัตตผล หรือเป็นอรหันต์แล้วกิเลสก็ไม่เกิด คนจะร้ายก็ร้ายของเขา คนจะไม่ไหวจะแย่อย่างไรก็ของเขา ของเรา ไม่ได้ถือสา แต่รู้เขารู้เรา อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งเป็นคุณธรรมที่สุดพิเศษ สาธารณโภคี มันถึงขั้นตัวตนทำงานแล้วไม่ยึดเป็นของตน เอาเข้ากองกลางหมด เท่ากับเสียภาษี 100% ซึ่งความคิดอย่าง Thomas More ที่เขาร่างเรื่องยูโทเปียของเขาเอาไว้นั้น ยังไม่ได้ถึงเท่าพระพุทธเจ้า ยังไม่ได้ถึงเท่า และเป็นไปไม่ได้ด้วย เพราะเขาไม่มีวิธีการ ไม่มีความรู้ถึงขั้นจิตเจตสิกรูปนิพพาน ไม่สามารถที่จะเข้าใจจิต แล้วก็แยกเป็นเจตสิก แล้วก็จัดการกับเจตสิก ตัวสำคัญที่สุดก็คือ เวทนา เวทนาเจตสิก เพราะฉะนั้น ถ้าเข้าใจเวทนาเจตสิกแล้ว ก็จัดการ-เรียนรู้-อยู่กับเวทนาเจตสิกนี้ จนครบ 108 ผู้ที่เรียนเวทนา 108 ครบ รู้ตั้งแต่เวทนา 2 ตั้งแต่ความเป็นธาตุ ถือว่าเกี่ยวเนื่องกับกาย กับตัวเข้าไปในจิตเอง เรียกว่า กายิกเวทนาและเจตสิกเวทนา คือเวทนา 2 เวทนา 3 คือ สุ ขทุกข์ และไม่สุขไม่ทุกข์ ก็คือ 3 สุขเวทนาทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา เวทนา 5 เป็นภายนอก สุข-ทุกข์ เป็นภายใน โสมนัส-โทมนัส ก็เป็น 4 แล้ว สุขินทรีย์-ทุกขินทรีย์ โทมนัส โสมนัส อุเบกขินทรีย์ เป็น 5 ก็รู้ว่า สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ เกี่ยวเนื่องข้องกับภายนอกนะ เป็นทางกาย ส่วน (เมื่อทำ) ได้แล้วทางกาย ภายนอกแล้ว ก็เหลือทางจิตเข้าไปหาใน ภายใน ก็จัดการ ยังติดยังเหลือโสมนัส-โทมนัส ก็ลดโสมนัส -โทมนัส ลงไปอีก จนไม่มีโสมนัส-โทมนัส จิตก็บริสุทธิ์ แล้วก็ไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์เพราะไม่ใช่ไปนั่งกดข่มจิต ไปนั่งหลับตากดข่มจิต แล้วไม่สุขไม่ทุกข์ เขาทำได้ไง เป็นปฐมฌาน จิตไม่มีนิวรณ์ แต่มันเป็น อสัญญี หรืออย่างเก่งก็แค่ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ถ้าไม่เก่งกลายเป็นอากิญจัญญายตนะ อากิญจัญญายตนะแบบไหน แบบนึกว่ามันไม่มีแล้ว พวกมิจฉาทิฏฐิอย่าง อาฬารดาบส ได้แค่ อากิญจัญญายตนะ อุทกดาบส ได้ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ซึ่งยังมิจฉาทิฏฐิอยู่ ว่าจริง ๆ แล้ว อุทกดาบส ได้ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็หมายความว่า เขาไม่สนิทใจเท่าอาฬารดาบส ที่อาฬารดาบสรู้สึกว่าไม่มี นิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ไม่มี แต่แท้จริงมันไม่ใช่ มันยังมีจิตอยู่ แต่คุณไปกดข่มมันจนกระทั่งมันไม่รู้สึกสักนิด แล้วก็ไม่รู้ว่ามันไม่ใช่ จิต มันต้องให้มันทำงาน จิตต้องให้มันรับรู้ แล้วคุณไปกดมันไว้จนกระทั่งกดมันได้สนิท และคุณมีภูมิรู้แค่กดสนิท มันแว๊บขึ้นมาอีกน้อยหนึ่งคุณก็ไม่รู้ แว๊บไปนิดหนึ่งน้อยนิดจนไม่รู้สึก แต่อุทกดาบส มีความรู้สึกได้ว่ามันไม่ใช่นะ มันยังมีนะ แว๊บ เอ๊ แล้วมันมีหรือมันไม่มีนะ ธาตุรู้ที่ไปดับมันไว้ เขาก็เลย เนวสัญญานาสัญญายตนะ มันใช่หรือไม่ใช่ว๊า? ว่าได้แค่นั้น พยัญชนะก็ได้แค่นั้น เนวสัญญานาสัญญายตนะ แล้วฐานที่ปฏิบัติของคน เดียรถีย์ ฤาษีดาบส ทั้งหลายด้วยวิธีนั่งหลับตาสะกดจิตก็ได้แค่นี้สูงสุด ถ้าดับ ดับกระทั่งไม่รับรู้ก็เป็น อสัญญีสัตว์ ก็คล้ายกันกับ อากิญจัญญายตนะ อากิญจัญญายตนะ คือนิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ไม่มี แต่ถ้าเป็นวิญญาณฐีติมันจบที่ อากิญจัญญายตนะอย่างสัมมาทิฏฐิ ไม่มีนิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ไม่มี ไม่มีอะไร? คือไม่มีกิเลส หยาบ กลาง ละเอียด หมด ผงธุลีละอองอะไรก็ไม่เหลือเศษ อรูป อะไรก็ไม่มีแล้ว เพราะฉะนั้นวิญญาณฐิติก็เปิดตา เปิดเห็นสว่าง ตามธรรมดา หลับตามันก็ไม่มีอะไร มีแต่มืด ถ้าหลับตายังมีแสงอยู่นั้น มันก็เป็นอุปาทานทั้งนั้น พระอรหันต์ขึ้นไป โดยเฉพาะพระอรหันต์ที่สัมมาทิฏฐิจริงๆหลับตาก็มีแต่มืดๆ ผนังตาหลับลงไป บางทีแสงมันเยอะก็สะท้อนเข้าไปภายในได้บ้าง แต่ถ้าไม่มีเลยหลับตาในที่มืด มันก็มืดธรรมดา ถ้าเห็นแว้บๆวับๆ นั้นคืออุปาทานทั้งนั้น จะเป็นแสงสีขาว สีเหลือง สีแดง สีม่วงสีน้ำเงินอะไรก็แล้วแต่ ยังเหลืออุปาทาน คนที่หลับตาแล้วยังไม่สัมมาทิฏฐิสมบูรณ์แบบ จะเป็นอุปาทาน แล้วมันก็เป็นสัญญาจำได้เคยมี แว้บๆ มีแสงสีอะไรนิดๆ แต่หลับตาแล้วก็มืด อย่างนี้ เป็นต้น เพราะฉะนั้นลักษณะของสัจจะความจริงของธรรมะทั้งหลายนี้ อาตมาเกิดมาในปางนี้ชาตินี้ มาขยายความต่างๆ จนกระทั่งอาตมานึกว่า เราขยายไป ทำไมมันยังไม่หมดสักที มันยิ่งเหลือละเอียดลึกซึ้งเข้าไปต่างๆ นานาอีก จึงเห็นว่ามันเป็น อจินไตย จริงๆ มันเป็นเรื่องไม่ใช่จะขบคิดได้ เพราะฉะนั้นคนที่ไม่เข้าใจอาตมา อาตมาก็ได้แต่สงสาร เห็นใจเขา เห็นว่ายุคนี้เป็นยุคเสื่อมจริงๆ เราเอาความจริงของพระพุทธเจ้ามาประกาศ เอามาแสดง

_สู่แดนธรรม... คำถามของคุณช่อทิพย์ หนูทองที่ถาม ธรรมะที่เป็น สาราณียธรรม 6 กับ สาธารณโภคี พ่อท่านจะเอาอะไรสอนอีก ผมก็เลยคิดว่า พ่อท่านคงให้บูรณาการต่อไปอีกให้สูงต่อไปอีก พ่อครูว่า... เอามา ต่อก็คือ เอาแนวลึกละเอียดขึ้นไป เอาละเอียดที่อธิบายให้ละเอียดนี้ แล้วให้มันมาหยาบให้คุณเห็น จับละเอียดนี้มาพยายามพูดให้มันหยาบๆ เพื่อให้พวกคุณเห็นให้เข้าใจเรียกว่า หงายของคว่ำให้หงาย จุดไฟในที่มืด ทำความละเอียดมาให้เป็นความหยาบ ทำความลึกมาให้เป็นความตื้น ให้พวกคุณเข้าใจ นี่คือสิ่งที่อาตมาจะทำต่อไปก็อันนี้่

_สู่แดนธรรม... ในธรรมะ 2 ประการนี้ มันเป็นประโยชน์ต่อสังคม ผมก็เลยเห็นว่าพ่อท่านให้แค่เศรษฐศาสตร์ยังไม่พอ ยังจะต้องให้เกี่ยวกับประชาธิปไตยอีก พ่อครูว่า... ให้หมด บอกหมดแล้ว พูดสรุปไปหมดถึงทุกอย่าง แล้วว่า ธรรมะพุทธเจ้าครบทั้งเศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ ครบหมดแล้ว เป็นแต่เพียงว่าไม่ไปรวบเอาวิศวกรรมศาสตร์ อะไรศาสตร์ๆอะไรมาเท่านั้นเอง นี้มันก็รวมไว้หมดแล้วนะ

_นางจับใจ ธนะโภค : กราบนมัสการพ่อครูฯ ขอน้อมกราบรายงานและเรียนถาม ดังนี้ค่ะ 1. ฟังธรรมครั้งที่แล้วดิฉันได้ปัญญาเพิ่ม และลองนำมาฝึกปฎิบัติ เน้นสติไวต่อผัสสะ บางครั้งก็จัดการกิเลสโทสะได้ทัน บางครั้งก็ไม่ทัน(โผล่มานิดๆ) ค่ะ พ่อครูว่า... นี่ที่พวกเรารายงานมา ทำให้อาตมาพอใจตนเองอยู่นะ ที่อธิบายธรรมะให้พวกเราเข้าใจแล้วเอาไปปฏิบัติธรรม เป็น “ปรมัตถธรรม” สามารถปฏิบัติถึงจิต ทำใจในใจได้มรรคได้ผลไปตามลำดับ อย่างที่อธิบายมา พูดมาสื่อมา อาตมาก็รู้แล้วว่าตรงหรือไม่ตรง

2. ดิฉันจะออกกำลังกายช่วงเช้าๆ บริเวณตรงหน้าบ้าน ใครผ่านไป-มา ดิฉันก็จะยกมือไหว้ทักทาย โจทย์(ลูก) ถามดิฉันว่าแม่รู้จักเขาเหรอถึงไปยกมือไหว้เขา ช่วงที่โจทย์(ลูก)ถาม ทำให้ดิฉันได้ทบทวน และเข้าใจเป้าหมายในการปฏิบัติของตัวดิฉันเอง จึงไม่อธิบายให้โจทย์(ลูก)เข้าใจ การปฎิบัติของดิฉันสุดโต่งหรือไม่คะ พ่อครูว่า... ช่วงที่โจทย์ถามเขา เขาก็อ่านสภาวะของเขาเอง ดีมาก ไม่สุดโต่งหรอก แต่ขี้เกียจอธิบายให้ลูกฟัง ก็คิดว่าอธิบายก็คงไม่เข้าใจ ยังไม่อยากอธิบายก็ว่าไป ดี นี่แหละดีแล้ว ทำใ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน