661120 อโศกมีแค่แสนจะสืบแก่นศาสนาได้อย่างไร รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #47 ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์38 KB
วันที่แก้ไข4 กุมภาพันธ์ 2567

เนื้อหาในไฟล์

661120 อโศกมีแค่แสนจะสืบแก่นศาสนาได้อย่างไร รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #47 ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53645.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/13AhaRsmiRnkC9v-GLEYTLXjpWFNwbNee/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/16l-xu0tlkm7Jqp7GN4Ck1hMv2Msl3KD-/view?usp=sharing และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/661120-167-1--47-e2c5sgn

ดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/oqZMo8Jauv/

และ https://youtu.be/fgMnoDOg6n0 (มีซับ) https://youtu.be/DyvtQ6PCiYM

พ่อครูว่า…เจริญธรรมทุกๆคน วันนี้วันจันทร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2566 ขึ้น 8 ค่ำ วันพระน้อย เดือน 12 ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก อาตมาก็จะบอกว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่อาตมาจะเทศน์ตามที่เขามีกำหนดให้เทศน์ เพราะฉะนั้นอาตมาจะเทศน์ต่อไปในอนาคตนั้น หรือไม่อย่างไร ก็มาถามหมอดูแป้งเขาได้ เพราะเขาจะจับยามสามตาดูว่าวันนี้อาตมาจะมาเทศน์หรือไม่มาเทศน์ _สู่แดนธรรม... วันนี้ผมยังกะผิดเลยครับ กลับบ้านไปแล้ว แล้วมาใหม่ครับ พ่อครูว่า... มันก็แหม มันร่อยหรอไป เมื่อย ที่จะทำอะไรต่ออะไรแล้วตอนนี้ อาตมาบอกตรงๆ พูดมาหลายทีแล้วว่าอาตมาฝืนชีวิต พยายามลากสังขารไป มันก็ลากไป เมื่อยเต็มที เอ้า ก็ลากได้ก็สู้ไป ทำไปเรื่อยๆ SMS วันที่ 17 - 19 พฤศจิกายน 2566

อโศกมีแค่แสนจะสืบแก่นศาสนาได้อย่างไร _ช่อทิพ หนูทอง . ชาวอโศกทั้งในและนอกบวร สมณะ สิกขมาตุ รวมถึงชาวแพทย์วิถีธรรม รวมแล้วไม่น่าจะถึงแสนคน เรียนถามพ่อครูว่า คนแสนคนนี้จะช่วยสืบทอดศาสนาพุทธต่ออีก 2,500 ปี ได้อย่างไรคะ? พ่อครูว่า... นั่นสิ คนไม่ถึงแสนคนนี้จะส

อ่านต่อ

ืบทอดศาสนาพุทธต่อไปอีกอย่างไร ก็ตอบว่าเท่าที่มันมีเนื้อ เนื้อของ คำว่าสืบทอดศาสนาพุทธนี้ จริงๆคำว่า “พุทธ” ศาสนาพุทธมันยังมีอยู่โดยรวม ตีกินไปหมดว่าพุทธ โดยรวมมันยังมีอยู่ แต่เข้าไปถึงแก่น (ไหม?) แก่นของพุทธมันไม่มีแล้ว ทีนี้เมื่อไม่มีแล้วจะทำยังไง เมื่อไม่มีก็ต้องมีผู้ที่รู้แก่นหรือมีแก่นจริงๆ เอาแก่นมาใส่ นี่พูดเป็นรูปธรรมเลย ต้องพยายามเอาแก่นมาใส่ พิจารณาแก่นที่จะใส่ เอาแก่นใส่ ใส่อย่างไร ใส่เข้าไปด้วยสภาพยังไง แก่นนี่ ประกอบไปด้วยกระพี้ ประกอบไปด้วยเปลือก ประกอบไปด้วยสะเก็ด แล้วมันก็ไปมีต้นดอกใบเอง ไม่ใช่ต้น มีใบดอกผล (พ่อครูไอตัดออกด้วย) _สู่แดนธรรม... ผมคิดอย่างนี้นะครับ ว่า เขาเป็นห่วงว่า จำนวนคนแค่แสนคน จะไม่ใช่ศาสนา ถ้าคิดอย่างนั้นนั้นไม่ถูกนะครับ การสืบทอดศาสนาต้องหมายถึงว่า แม้มีคน 5-6 คนที่ได้เป็นอรหันต์ นั่นก็เท่ากับว่าได้สืบพระพุทธศาสนาแล้วนะครับ พ่อครูว่า... ก่อนศาสนาพุทธจะเกิดมีพระพุทธเจ้าองค์เดียว แล้วก็นำแก่น นำเปลือก นำกระพี้ นำสะเก็ด นำต้นดอกใบที่เป็นของแท้นะ ต้นดอกใบนี้เป็นธรรมะที่ต้องแยกกันอย่างเป็นสำคัญนะ พอเริ่มต้นที่จะเป็นศาสนาพุทธนั้นคือ ศีล สมาธิ ปัญญา เริ่มต้นด้วยศีล ศาสนาพุทธไม่เริ่มต้นด้วยศีลไม่ใช่ศาสนาพุทธ เพราะฉะนั้นคนที่จะมาเป็นพุทธนั้นต้องนับที่ศีล เริ่มต้นมีศีล 5 หรือยัง ถ้ายังไม่มีศีล 5 หรือมีศีล 5 ไม่ครบ คนนั้นยังไม่ใช่พุทธ คำว่ามีศีล ไม่ใช่ไปท่องเอา มีศีลคือต้องประพฤติได้ อย่างน้อยประพฤติด้วยรูปของกายกรรม วจีกรรมข้างนอก พฤติกรรมทางกายพฤติกรรมทางวจี ไม่ละเมิด ไม่ผิด ก็ยังดี เพราะยังไงๆ กายกรรม วจีกรรมก็จะมาจากจิต แม้ว่าจิตยังไม่มีสภาวะเป็นตัวสะอาด แต่เป็นกิเลสอยู่ก็ตาม ก็รู้แล้วล่ะว่าอย่าฆ่าสัตว์นะ อย่าไปเที่ยวได้รุนแรงอะไรนะ ไม่ฆ่าและไม่รุนแรง ศีลข้อ 2 อย่าไปทุจริตนะ ศีลข้อ 3 ระวังอย่าไปหลง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) อะไรอย่างนี้เป็นต้น ศีลข้อ 4 ก็เรื่องวาจา ศีลข้อ 5 ก็เรื่องของจิต เพราะฉะนั้นถ้าไม่รู้ความหมายและไม่รู้ว่าความหมายเหล่านั้นเรามีพฤติกรรมหรือพฤติการณ์ ที่เราเองมีจิตเป็นตัวประธาน มีเจตนา จนกระทั่งเจตนาเป็นอัตโนมัติ ไม่ต้องมีจุดมุ่งหมาย ไม่ต้องมาส่งสัญญาณ ไม่ต้องมาบังคับ ไม่ต้องมาตั้งใจที่จะเป็นเลย แต่กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม แม้มีเหตุ มันชวนให้ฆ่า มีเหตุชวนให้ทุจริต มีเหตุชวนให้หลงรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) ก็ไม่ทำให้เรานี่หลงปรุงแต่งอย่างเต็มที่ ปรุงแต่งอย่างเต็มใจ ยังเข้าใจ มีสติสัมปชัญญะ สังวรว่าอย่างนี้เป็นกิเลส มีหิริ มีโอตตัปปะ เพราะว่ามีศรัทธา และมีตัวความรู้ในศรัทธานั้นแล้วเป็นเบื้องต้น เพราะฉะนั้นจะเกิดกิเลสพวกนี้ก็มีหิริตามสัทธรรม 7 ถ้าคนที่มีแรงถึงขั้นโอตตัปปะก็ยิ่งดี ก็จะห้ามได้ จะระงับได้ จะไม่ละเมิด ไม่ทำให้ ไม่ละเมิดผิดศีลเด็ดขาด เป็นพหูสูตเจริญไป ก็จะมีคุณสมบัติหรือคุณธรรมที่เกิดมีศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหูสูต ผู้ที่มีปัญญา มีสติ ก็มีวิริยะพากเพียร รู้ว่าทำอย่างนี้ถูก เป็นสัทธรรม ผู้ที่มีศรัทธา มีหิริ มีโอตัปปะ มีหพูสูต เหล่านี้แหละ ต่อการเป็นอยู่ แล้วก็สัมผัส เราก็ไม่ละเมิดศีลที่พระพุทธเจ้ากำหนดไว้ ข้อ 1 ก็ตาม ข้อ 2 ก็ตาม ข้อ 3 ก็ตาม ข้อ 4 ข้อ 5 ก็ตาม คุณได้ปฏิบัติอย่างนี้เกิดผล ก็จะเกิดพลังงานในจิตเรียกสภาวะพลังงานที่มีความสามารถ มีทั้งความรู้ มีทั้งความจริงของจิตที่ทำได้ มีทั้งความรู้ทั้งความจริงของจิต ที่สามารถมีพลังทำสำเร็จไปได้ดียิ่งขึ้นๆๆ ก็คือฌาน 1 ฌาน 2 ฌาน 3 ฌาน 4 นี่คือ ความเป็นฌาน คือพลังงานของปัญญา พลังงานความรู้ที่มีธรรมฤทธิ์ ทำให้เราเจริญ ทำให้เป็นผู้ประเสริฐ เป็นผู้มีศีล เพราะฉะนั้นคำว่า มีศีล จึงไม่ใช่ว่า วันนี้วันพระ ไปไหน ไปถือศีล ถือศีลที่ไหน ไปวัด แล้วก็ไปโสเหล่กันที่วัด ไม่กินข้าวเย็น ก็หลับนอนกันไป ตื่นเช้ามาก็เสร็จแล้ว ไปถือศีลแล้ว ไปอุโบสถเลยนะ ไปอยู่วัดเลยแล้วก็กลับ ไม่ใช่ ไม่ใช่ตามจารีตประเพณีแค่นั้น คุณจะไม่ไปวัด คุณจะปฏิบัติถูกต้องอย่างที่อาตมาว่า ที่ไหนก็ตามแต่ คุณอยู่ที่ไหนก็ตามแต่ จริงๆก็อยู่ในชีวิตประจำวัน ชีวิตปกติสามัญ แต่คุณทำได้ตรงตามที่อาตมาอธิบายแล้วว่า การปฏิบัติศีลหรือมีศีลคืออะไร ศีลทำให้เกิดฌาน ศีลทำให้เกิดปัญญา ฌานคืออธิจิต ศีลทำให้เกิดอธิศีล-อธิจิต-อธิปัญญา จนกระทั่งถ้าถึงที่สุด คือรู้จักกิเลส ลดกิเลส ดับกิเลสได้ ทำให้มันดับกิเลส-หมดกิเลสได้ นั่นแหละคือศีล นี่แหละได้ขยายความคำว่าศีลอย่างสำคัญแล้ว ทุกวันนี้ไม่ได้มีการรู้รายละเอียดอย่างที่อาตมาพูดนี้ ที่อาตมาพูดนี้ไม่ได้เอามาจากตำรา แต่เอามาจากความเป็นจริง แล้วความเป็นจริงนั้นก็คือ ที่อาตมาได้ปฏิบัติมา เป็นได้ มีได้ แล้วเอามาพูดนี่พูดจากของตัวเอง เอามาพูด ใครจะบอกว่านี้พูดไม่ได้ตรงตามพระพุทธเจ้าพูด ก็จริง คำต่อคำไม่ตรงตามพระพุทธเจ้าพูดหรอก อาตมาพูดตามอาตมานี่แหละ ใครฟังแล้วบอกว่า เออ! อย่างนี้เข้าท่า ใครเห็นดีก็มาเอา ใครเห็นว่าไม่ดีก็ไม่ต้องมาเอา บอกว่าไม่ตรงกับพระพุทธเจ้า ก็ อืม! แล้วไป ทีนี้ที่บอกว่าจะต่อ ชาวพุทธหรือว่าชาวอโศก พูดใหญ่นะ บังอาจ บอกว่าจะเป็นผู้ที่จะมาสืบทอดศาสนาพุทธ สืบทอดอะไรก็พูดไปหมดแล้ว สืบทอดเนื้อแท้หรือแก่น ที่จะเป็นโลกุตระ ศีลลดกิเลสได้ จิตลดกิเลสจริง ปัญญาทำให้กิเลสลดจริง วิมุติกิเลสลดจริงๆ คือสัจจะ สรุปลงไปให้ฟัง อาตมาทำมาถึงวันนี้มีคนปฏิบัติได้จริง เมื่อกี้ขึ้นต้นแล้วว่าพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาในโลกองค์เดียว เสร็จแล้วท่านก็มีบารมี ท่านก็พยายามให้คนอื่นฟังและปฏิบัติตาม ปฏิบัติได้ๆ จนเกิดผลเป็นโลกุตรธรรม จนเกิดศาสนามาจนถึง 2,500 กว่าปี แต่มันมาเสื่อมลงไปมากพอถึง 2,500 ปี เสื่อมไม่เหลือโลกุตรธรรม คือไม่เหลือธรรมะที่เป็นศาสนาพุทธเป็นแก่นแท้ เป็นสาระแท้ของพระพุทธเจ้า ไม่เหลือแล้ว นี่ไม่ได้พูดเล่นหรอก พูดจริงๆ มีแต่ของเก๊ วิมุติ นิพพาน อรหันต์เก๊ๆ ทั้งนั้น ซึ่งอาตมาพูดไปอย่างจริงใจ พูดอย่างไม่เกรงใจ พูดอย่างบอกความจริง พูดอย่างสงสารที่เขาหลงผิดกันว่าเขาได้อรหัตผล ได้อรหันต์ แล้วก็เชื่อกันนับถือกัน เดี๋ยวนี้ก็ยังมีคนนับถืออรหันต์เก๊มากกว่าโพธิรักษ์อยู่ เดี๋ยวนี้ก็เถอะ ในชาวพุทธเมืองไทย ที่อาตมาทำงานมา 53 ปีนี้ ได้คนมาเข้าใจ เชื่อถือ ปฏิบัติตาม ไม่ได้เศษเสี้ยวของอาจารย์ใหญ่ๆที่เขานับถือกันหรอก อย่าว่าแต่ขั้นที่จะเป็นอรหันต์พาไปได้นิพพาน เหมือนที่เขาเชื่อมหาบัว เป็นต้น แม้แต่ไม่ได้เชื่อมหาบัว แค่หลวงพ่อคูณ เขาก็นับถือกันมากกว่า โพธิรักษ์เยอะ หลวงพ่อทวดเขาก็นับถือเยอะ หลวงพ่อทวดเก่งอะไร เหยียบน้ำทะเลจืด เอ้อ! ศาสนาพุทธดีนะ ทุ่นเศรษฐกิจไปอย่างหนึ่ง ถ้าน้ำจืดไม่มี ก็ให้หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืดแล้วเอาไปกินเอาไปใช้ อย่างนี้ เป็นต้น ขออภัยนะ อาตมาพูดไปเหมือนไปลบหลู่ครูบาอาจารย์ที่เขานับถือบูชากัน เหมือนลบหลู่ ไม่ได้ลบหลู่หรอก แต่อาตมาอธิบายสัจธรรมให้ฟัง ไม่งั้นมันก็เลอะเทอะไปหมดเลย มันก็ไม่เข้าแก่น เข้าสารอะไร เข้าเนื้อ เข้าอะไรแท้ๆ เพราะฉะนั้นคนที่ปฏิบัติได้อย่างวันนี้ เมื่อไม่มีอาตมานำแก่น นำโลกุตระที่อาตมามั่นใจว่าโลกุตระเป็นเช่นนี้ ประพฤติได้ มีได้ จนพวกเราสามารถฟังเข้าใจ เอามาปฏิบัติได้จริง เกิดองค์รวมตรงตามคำสอน ตรวจสอบได้ อาตมาอ้างอิงยืนยันว่าพวกเรามาถึงขั้น มีสาราณียธรรม 6 มีวรรณะ 9 มีพุทธพจน์ 7 อะไรพวกนี้ ที่อาตมาพูดนี้พวกเราเข้าใจกันนะ ว่ามันหมายถึงอะไรบ้าง มันก็ยืนยันว่าตรงตามพระอนุสาสนี ตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้านะ คนมีศีลจริงๆ ซึ่งศีลอธิบายไปแล้วเมื่อกี้ มันเป็นอย่างนี้ มี มีอธิจิต ได้จิตมา จิตนำพาพวกคุณมา จิตของคุณได้ธรรมะ บรรลุธรรม คุณจึงมา คุณไม่ได้บรรลุธรรมคุณไม่ได้มาหรอก ที่นี่ไม่ได้พาให้คุณได้โลกธรรม ไม่ได้ให้คุณแย่งชิงลาภ ชิงยศ สรรเสริญ โลกียสุขเป็นโลกีย์ ไม่ใช่ มันทวนกระแส มันคนละเรื่องกันมาทางนี้ มาอยู่ตรงนี้ ไม่ได้มาเป็นคนโลกธรรม แต่มาเป็นคนโลกุตระ ไม่ได้เป็นคนโลกียะ อาตมาพูดนี่ถูกไหม คุณเข้าใจตัวเองไหม นี่อาตมาถามอย่างนี้ คนข้างนอกเขาจะฟังอะไรอาตมา คนเข้าใจศาสนาพุทธว่าเป็นอย่างไร สำนักนี้สอนเนื้อแก่นเขาเป็นอย่างไร เขาก็สอนตามที่เขาเข้าใจ แต่ละเจ้าๆ แต่ละสำนักก็เชื่อว่า นี่แหละเนื้อๆแก่นๆของศาสนาเป็นอย่างที่อาจารย์หัวหน้าเจ้าสำนักนำพาเป็น บางคนก็โอ้โห กว้าง รู้มาก อย่าว่าแต่คำสอนของพระพุทธเจ้าเลย คำสอนของอาจริยวาทก็รวบรวมสอนพูดเต็มไปหมด จนไม่รู้แล้วว่าแก่นสรุปลงไปที่จะทำมันยังไง มันก็ได้แต่รู้เต็มหู เต็มหัวหมดเลยนะ พอรู้มากๆก็เขียนตำราก็ได้มาก สาธยายก็มาก คนก็เข้าใจง่าย เข้าใจว่าช่างรู้ธรรมะศาสนาพุทธ แต่ไม่รู้ว่าพุทธอะไรบ้าง พุทธของอาจารย์ต่างๆ ของเกจิอาจารย์ต่างๆ ของอรรถกถาจารย์ ของใครต่อใคร ที่มันเพี้ยนไปแล้วต่างๆนานาที่เอามาเก็บสรุปรวมเอาไว้ ก็เรียกว่า นี่ของพุทธ นี่ก็ของพุทธ ๆ ๆ ยกตัวอย่างง่ายๆตื้นๆ “นี่ก็ของพุทธ” นี่นะของพุทธยังไง เขาก็ “ยถาวารีวหา ....” แล้วก็ทำท่ากรวดน้ำ แล้วบอก “อย่างนี้ก็ของพุทธนะ” อาตมาก็ เออ พระพุทธเจ้าเคยสอนเคยมีอะไรอย่างนี้ที่ไหนพระพุทธเจ้าไม่เคยสอนอย่างนี้ มันเพี้ยนไปแต่เขาไม่รู้จริงๆนะ ยังหยาดน้ำกรวดน้ำอะไรกันทุกวัน สวด ยถาวารีวหาปูราปาริปูเรนติ นี้เป็นการนำคำของพระเจ้ามาด้วย เป็นคำตรัสของพระพุทธเจ้าด้วย เอามาแอบอ้าง แล้วก็แต่งต่อใส่เข้าไป แล้วก็มาทำเป็นพิธีการ บอกว่าศาสนาพุทธอะไรวะ ไม่มีหยาดน้ำ ไม่มียถา ไม่มียถาสัพพี ไม่ใช่ศาสนาพุทธ ถึงขั้นนั้นเลยนั่นแน่ะ คนตื้นๆเผินๆอย่างนี้ มีเยอะ “ใส่บาตร ทำไมไม่มียถาสัพพีเลยว่ะ”นี่เห็นไหมเดี๋ยวนี้ ทวงแล้ว แต่ก่อนไม่ถึงขั้นที่ใส่บาตรแล้วพระยถาสัพพีให้นะ เพิ่งจะเริ่มมีมาไม่นานนี้นะ ไม่นาน จะถึง 50 ปีไหม หรือไม่ถึง 20 ปี ไปบิณฑบาตกัน แล้วก็ต้องให้พรต้องสวดยถาสัพพี ซึ่งไม่ถึง 20 ปี อย่างว่า นี่มันคือเนื้องอกทั้งนั้น มันเป็นพวกมะเร็งศาสนาพุทธทั้งนั้น ที่พูดนี่อย่านึกว่าเป็นเรื่องเล่นๆ เป็นเรื่องผิวเผินนะ มันเป็นเรื่องชี้บ่งถึงความเสื่อมของศาสนาพุทธ อาตมาพูดหนักเลยนะ พูดชัดเลยว่า ยังกรวดน้ำกันอยู่ มีสิญจนยัญ มันไม่ใช่พุทธเลย มันเนื้องอกแท้ๆ มันของศาสนาอื่น ถือน้ำเป็นสื่อไปถึงวิญญาณล่องลอย ใช้การจุดธูปเทียนบูชากันขึ้นไป จะทำพิธีกรรมจะทำอะไรเรื่องธรรมะก็จุดธูปเทียน นี้มันก็ไม่ใช่ศาสนาพุทธแล้ว นี่มันเครื่องชี้บ่งของความหมดแล้วศาสนาพุทธ หมดแล้วนะ ฟังให้ชัดอีกที มันไม่ใช่ ฟังอาตมาพูดชัดเจนแล้วมันแรง แล้วบอกว่าคนแสนคนนี้จะช่วยสืบทอดศาสนาพุทธไปถึง 2,500 ปีไหม คุณพูดมาก็จริง มันจะช่วยได้ไหม คนประมาณแสนคนจะสืบทอดไปถึงอีก 2,500 ปีถึง 5,000 ปีไหม อาตมาก็ว่า อาตมาจึงยังไม่ยอมตาย จะให้มันได้มากกว่าแสน ให้มันได้สักหนึ่งแสนกับอีก 1 คน หนึ่งแสนกับอีก 2 คน 3 คนให้ได้ เพิ่มไปอีก เท่าที่มันจะได้มากที่สุด กันเหนียวด้วย เผื่อพอไปเรื่อยๆ จริง เราไม่ใช่พระพุทธเจ้าองค์เดียว ท่านทำศาสนาพุทธมาได้จนถึงวันนี้ เรามาสืบทอดก็เป็นผู้ต่อยอด สืบทอดไปเรื่อยๆ ได้หรือไม่ได้เราก็ทำเต็มที่ อาตมาบอกแล้วพูดแล้ว ว่าอาตมาเกิด มาสืบทอด เกิดมาต่อเชื้อศาสนาพระพุทธเจ้า โดยเฉพาะสืบทอดโลกุตระ เพราะมันไม่มีแล้ว แล้วก็ยืนยันตามหลักฐานพระพุทธเจ้าตรัสไว้ในอาณิสูตรว่า จะหมดไป โลกุตระไม่มี แล้วก็จะมี สยังอภิญญา มา อาตมาก็บอกว่าอาตมาเป็น สยังอภิญญา มา สยังอภิญญา แปลว่า เป็นผู้มีมาเอง อาตมาก็มาประกาศว่าอาตมาไม่มีอาจารย์ ชาตินี้เกิดมาไม่มีอาจารย์ แล้วเอาอะไรสอน เอาที่มีในตัวเอง มีมาจากไหน จากชาติก่อนๆ ที่อาตมามีโลกุตรธรรมแล้ว จึงมาเทศน์ลงไป บรรยายลงไป มันก็ไม่เหมือนกับที่เขาหลงผิดกัน มันก็ถูกแล้วนี่ ถ้าอาตมาบรรยายอยู่เหมือนกับเขาบรรยายอยู่มันก็อ้าว! มันก็ไม่ได้เสื่อมอะไรนี่ แต่นี่มันไม่ใช่ เขาไปคนละเรื่องเลย แล้วเขามาตีอาตมาด้วย ว่าอาตมาผิด อ้าว มันก็ชัดเจนแล้วนี่ ว่าไอ้นั่นมันผิดแน่ ไอ้นี่ถูกแน่ ถ้าอาตมาผิด เขาถูก เขาก็เจริญอยู่ อาตมาก็ไม่มาถึงวันนี้หรอก ทำงานมาไม่ถึงวันนี้หรอก อ้างพระไตรปิฎกก็ยิ่งหักคออาตมาเองเลย มันจะไปเข้าได้ยังไง อ้างสาราณียธรรม 6 อ้างวรรณะ 9 อ้างพุทธพจน์ 7 อ้างศีล สมาธิ ปัญญา อ้างจรณะ 15 วิชชา 8 มายืนยันอธิบายให้รู้ว่า เหล่านี้มันลงกันนะ ปฏิบัติลงกันนะ ตามคำสอนพระพุทธเจ้านั้น ตรัสไว้อย่างนี้ ปฏิบัติอย่างนี้ ตรงกันไหม ลงกันได้ไหม มาสอบทานมาตรวจตรา มาให้คะแนนดูสิ เพราะฉะนั้นอาตมามีหน้าที่ อาตมาก็พูดไปแล้วไม่รู้เท่าไหร่ว่า อาตมาเกิดมา ยังเกิดอยู่ ยังไม่ยอมตาย แล้วอาตมาบอกแล้วว่าอาตมาเป็นอรหันต์เป็นโพธิสัตว์ จะตายปรินิพพานเป็นปริโยสานได้แล้ว อธิบายไปจนหมดแล้ว ยืนยันหมดแล้ว แต่อาตมายังไม่ตาย อาตมายังจะมาสืบทอด ยังมาทำหน้าที่ ก็เพราะว่ามันเสื่อมจริง แล้วมันก็ฟื้นขึ้นมาได้จริง อาตมาตายไป พวกคุณก็จะเลิกปฏิบัติตามที่อาตมาพาทำไหม (โยมทั้งหลายตอบ ไม่) แล้วไม่ได้อย่างนี้คืออะไร..มันก็ได้แล้วนี่ อาตมาว่าพวกคุณไม่ได้พูดเล่นหรอก พออาตมาตายปุ๊บ แล้วพวกคุณก็กลับไปทำเหมือนอย่างเถรสมาคมทำหมดเลย อาตมาไม่เชื่อ ในใจจริงพวกคุณไม่เอา ไม่ไปหรอก คุณก็ปฏิบัติเท่าที่คุณทำได้ มีหมู่มีกลุ่ม คุณจะรวมกันแน่น ถ้าอาตมาตายพวกคุณจะรวมกันแน่นขึ้นกว่านี้ คือที่รวมกันแน่นเพราะเดี๋ยวจะถูกข้าศึกศัตรูตีแตกง่ายนะ นี่เป็นปฏิภาณของคนที่จะเข้าใจได้ อ้าว ก็ขยายความกันพอสมควร อธิษฐานตอนใส่บาตรเช่นไรให้สัมมาทิฏฐิ _เช้าๆ ก่อนใส่บาตร คนแก่จะอธิษฐานว่า นิพพานปัจจะโย โหตุ ทั้งๆ ที่เขาไม่รู้ว่า นิพพานเป็นอย่างไร เรียนถามพ่อครูว่า จะบอกให้เขาอธิษฐานใหม่ว่าอย่างไร จึงเป็นสัมมาทิฏฐิคะ? พ่อครูว่า... ตอบประเด็นที่ถามมา ... ถ้าให้อาตมาบอกเขาอาตมาก็จะบอกว่า อธิษฐานแปลว่า ตั้งจิต คุณตั้งจิตเสร็จแล้ว คุณก็พูดตามที่คุณตั้งจิตนั่นแหละ พูดเป็นภาษา แล้วคุณพูดคำว่าอธิษฐานคือ การตั้งจิต เริ่มต้นคุณก็บอกว่า “ขอ” นั่นคือไม่ใช่อธิษฐาน นั่นคือเป็นศาสนาเทวนิยม มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีพระเจ้า มีผู้บันดาล ขอให้ผู้บันดาลมอบให้สิ่งนั้น อันนี้ให้อะไร นิพพานปัจจะโย ให้เป็นปัจจัยแก่การบรรลุนิพพาน ขอให้การใส่บาตรนี้ เป็นปัจจัยแห่งการบรรลุนิพพาน คุณใส่บาตรเป็นทาน ทานอาหารให้พระเอาไปรับประทานหรือฉัน เลี้ยงขันธ์ เลี้ยงชีวิต สืบทอดศาสนาพระพุทธเจ้า ฟังดีๆ อาตมาจะอธิบายละเอียดลงไปลึกหน่อย คุณให้อาหารแก่ผู้ที่ปฏิบัติผิด มิจฉาทิฏฐิ พระนั่นแหละ มิจฉาทิฏฐิ คุณให้อาหารพระมิจฉาทิฏฐิ สืบทอดธรรมะพระพุทธเจ้า พระที่ได้รับการให้อาหารก็ไปประพฤติมิจฉาทิฏฐิผิดต่อไปสืบทอดศาสนาพุทธ ถามจริงๆว่าคุณได้บาปหรือได้บุญ (โยมทั้งหลายตอบ บาป) นี่ลึกๆหน่อย ฟังดีๆ ทีนี้จะให้คนไปรู้ว่า พระที่ผิดหรือไม่ผิดนี่ เขาก็ไม่สามารถรู้ได้ ชาวบ้านทั่วๆไปก็รู้ไม่ได้ จะทำยังไง อันนี้เป็นประเด็นที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้หมด คุณก็ดูตามปฏิภาณของคุณว่า พระนี้น่าจะเป็น สาวกสังโฆ เป็นสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้านะ ดูน่าเคารพ ดูตามปฏิภาณตัวเอง เห็นแล้วว่า เออ ใช่พระ แต่เห็นแล้วว่า โอ้โห ขออภัยพูดชัดๆ พระมานั่งคอยเฝ้าร้านใส่บาตร หรือรับแต่เงิน อย่างนี้ก็คัดทิ้งไป จะไปใส่ทำไม นี่พูดหยาบๆชัดๆ หรืออะไรก็แล้วแต่ ไม่มีความสำรวมมาบิณฑบาตคือ มาแสดงธรรม ไม่ได้ลอกแลก ไม่ได้อยากได้อะไร แต่ใครอยากจะศรัทธาเลื่อมใสก็มาใส่เอง อะไรพวกนี้ อาตมาอธิบายให้หมด เขียนเรื่องบิณฑบาตเป็นหนังสือเล่มไว้ เพราะฉะนั้นแค่พฤติการณ์พฤติกรรมของภิกษุ ของอะไรพวกนี้ มันก็มีนัยยะสำคัญที่อธิบายกันได้เยอะแยะ เพราะฉะนั้นจะไปถามถึงว่า ใส่บาตรนี่เป็นเหตุปัจจัยที่จะไปถึงนิพพานได้ไหม ได้ ถ้าคุณทาน ตรงตามคำสอนหรือว่าอนุสาสนี ทานอย่างไร “ทานอย่างไม่มีสาเปกโข” นี่ได้เลย ได้เป็นเหตุปัจจัย ได้มรรคผล คุณทำใจในใจ มนสิการ ทำทานก็ทำอย่างไม่มีจิตว่าต้องการสิ่งตอบแทน อย่าว่าแต่ไปเอาพยัญชนะว่า ขอให้ได้นิพพาน ไม่ต้อง จิตว่างเปล่าจากการต้องการสิ่งตอบแทน นั่นคือ ทานที่มีอานิสงส์สูงที่สุด ต่อจากนั้นก็มีอะไรอีก มี ปฏิพัทจิตโต สันนิธิเปกโข ปริภุญชิตสามีติ อะไรพวกนี้อีก ก็เป็นทานที่ยิ่งยืดยาด ทานที่ยังไม่มีอานิสงส์สูง ยิ่งไม่มีอานิสงส์ไปเรื่อยๆ เอาไว้ให้เป็นผลที่จะไปสำหรับให้ผู้ตายไปชาติหน้า หรือตัวเองไปในชาติหน้า มันไม่ได้เรื่องอะไรเลย อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น สรุปแล้ว คุณเข้าใจแล้วนี่ จะทำทานใส่บาตรหรือจะทำทานอะไรก็แล้วแต่เป็นวัตถุ คุณก็มนสิการ มีปัญญา รู้ว่าจะทำใจในใจอย่างไร พูดไปแล้วอธิบายไปแล้วเมื่อกี้นี้ จะเป็นเหตุปัจจัยให้ไปนิพพานคือ จิตของคุณทำทานอย่างว่างเปล่า ทำทานอย่างไม่ต้องการอะไรอีกเลย แม้แต่สวรรค์นิพพานที่เป็นภาษา เป็นตัวเป็นตน เป็นรูปธรรม อรูปธรรมอะไรก็ไม่มี นั่นคือ ทำทานด้วยจิตว่าง ทำทานด้วยความบริสุทธิ์ใจ ทานคือให้แล้วจบเลย นั่นดีที่สุด จะว่าเป็นนิพพานไหม นี่แหละถ้าฝึกจิตมนสิการได้อย่างนี้ เป็นเหตุปัจจัยให้ถึงนิพพาน เอาละอธิบายรายละเอียดจนสุดแล้ว

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน นี่แหละคือศาสนาพุทธ _สว่างแสง ขวัญดาว . น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงสุดค่ะ ลูกเกิดอุบัติเหตุขณะขับขี่มอไซร์พ่วง ไปกดเงินให้พี่ชายที่ตู้เอทีเอ็ม ที่อยู่ห่างหมู่บ้านลูกประมาณ 3 กิโลเมตร เป็นช่วงเวลา 17.30 น. ลูกมองไม่เห็นตอไม้ จนรถพลิกคว่ำ … (ยังมีต่อ_) พ่อครูว่า... ไม่เห็นตอไม้ทำไมไปชนถูก… (ขำขัน) เป็นมุก นี่เป็นภาษาสิริมหามายา ก็ไม่เห็นตอไม้ก็เลยชนถูก อ้าวจะชนให้ถูกมันต้องเห็นสิ ไม่เห็นจะไปชนถูกได้ยังไง นี่ ภาษาสิริมหามายา _รถพ่วงชนตอไม้ จนรถพลิกคว่ำ ลูกตกใจมาก จิตลูกระลึกถึงพ่อครูค่ะ ลูกพูดว่า พ่อครูช่วยลูกด้วยๆ เสียงหัวใจก็เต้นตุ๊บๆ ลูกตั้งสติบอกตัวเองว่า เรามาเพื่อช่วยเหลือคนอื่น เราไม่เป็นอะไรหรอก ลูกกราบเรียนถามพ่อครูว่า คิดแบบนี้ลูกสาเปกโขไหมคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูสุดเศียรสุดเกล้าค่ะ พ่อครูว่า... มันเป็นปฏิภาณปัญญาที่เรียนรู้แล้ว แล้วก็ระลึกว่า อย่างนี้เรียนรู้แล้วมันเป็นไปเพื่อที่จะหวังอะไรตอบแทนอะไรไหม มันก็มีบ้าง มีระลึกถึงผู้สอนอย่างนี้ ผู้ทำความเข้าใจให้เราอย่างนี้ เอ๊! เราทำถูกตามที่สอนหรือไม่? อะไรๆ ยังไง จริงๆ แล้วถ้าเข้าใจอยู่แล้วมันก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอก ที่ถามมานี่ก็ถามเพื่อความแน่ใจว่า เราอ่านอาการของจิตของเรายังไม่ชัดว่านี่เราขอหรือเปล่า เรามีความหวังเพื่อจะให้ได้พึ่งหรือเปล่า ที่จริงแล้ว ธรรมะพระพุทธเจ้านั้นไม่มีอะไรใครช่วยใครหรอก มีแต่ตนเองช่วยตนเอง อัตตาหิ อัตโนนาโถ โกหินาโถ ปโรสิยา ตนของตนพึ่งตนเอง ไม่มีใครเป็นที่พึ่งเราได้ โกหินาโถ ปโรสิยา เราพึ่งตัวเองเท่านั้นเป็นที่สุด แต่นี่คำสอนของผู้ที่รู้แล้ว สอนอะไร สอนให้คุณพึ่งตนเอง สอนให้คุณรู้ว่าไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งของคุณได้หรอก เป็นภาษาสิริมหามายาก็คือ พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งสูงสุดของเรา ภาษากลับกัน ไม่มีอะไรเป็นที่พึ่งของเราหรอก อ้าว! ก็พระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งสูงสุดของเรานะ คำสอนของท่าน แล้วเราเอามาปฏิบัติจริง ถ้าเราปฏิบัติได้ถึงขั้นว่า ก็เราต้องพึ่งตัวเองนั่นแหละ ต้องระมัดระวัง มีสติสัมปชัญญะปัญญา ทุกอย่างเกิดจากตัวเราเองทั้งนั้น ทำได้บริบูรณ์คือเราเข้าใจแล้วและปฏิบัติได้ตามที่เราเป็น มันเกิดผลยังไง ก็คือเราเป็นอย่างนั้น ตามที่เรามีปฏิภาณปัญญาและพลังงานจริง มันช่วยทำให้เราทำสำเร็จเป็นอย่างนั้น ปฏิบัติหรือประพฤติได้เป็นอย่างนั้น กระทำอย่างนั้นได้ หกคะเมนตีลังกาอย่างนั้นได้ อะไรก็ตาม หรือว่าคุณจะทำการทาน ช่วยคนอื่น การสร้างสรรค์ การประกอบการอะไรทุกอย่าง จะทำการทุจริตหรือสุจริต ก็คุณนั่นแหละเป็นตัวเจ้าของของคุณ กัมมัสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ กัมมังสัตเตวิภัชติ กัมมุนาวัตตติโลโก เป็นของคุณทั้งนั้น คุณก็ต้องรับผลกรรมของตัวเองทั้งนั้น กรรมจึงเป็นที่สุด ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่สอนเรื่องกรรม จบด้วยกรรม มีอะไรสูงสุดอยู่ที่กรรม ไม่มีอื่นเลย กรรมรวมทุกอย่างอยู่ในกรรมหมด ประพฤติตรงประพฤติถูกก็สมบูรณ์แบบ _สู่แดนธรรม... อันนี้ผมสังเกตดูว่า ถ้าคุณสว่างแสงมีอะไรเกิดขึ้นแล้วก็พิจารณาถึงธรรมบ่อยๆ นี้มันเป็นเหมือนสิ่งที่ยืนยันว่าพวกเราชาวอโศกมีสติอยู่กับธรรมะ ใคร่ครวญธรรมะอยู่เรื่อยๆนะครับ เด็กๆของเรา ผมคิดว่าคงจะมีเหมือนกันนะครับ เวลามีทุกข์อะไรกระทบกระเทือนใจ เขาก็พยายามใคร่ครวญถึงธรรมะ พ่อครูว่า... มีสิ นี่ค่อย ๆ ปฏิบัติไปอย่างที่พูดมานี่ มันเข้าสู่จุดสำคัญ ที่ปฏิบัติแล้วมีมรรคมีผล มันดีจริงๆ นี้มันก็เป็นการยืนยัน การอธิบายหรือรายงานมรรคผลของแต่ละคนมา อย่างคุณสว่างแสงพูดมานี่ ก็ถูกต้องของตัวเอง ก็มาเทียบเคียงตรวจสอบกับธรรมะพระพุทธเจ้า ก็อธิบายไปแล้วนะ

ถ้าชาติหน้าอยากเกิดเป็นผู้ชายต้องทำเช่นไร _Krathin Sukdee กระถิน สุขดี . กราบเรียนถามพ่อครูว่า ถ้าชาติหน้า อยากเกิดเป็นผู้ชาย จะต้องทำอย่างไรคะ หากโยมได้เกิดเป็นผู้ชายจะขอบวชกับชาวอโศกเจ้าค่ะ พ่อครูว่า... ที่ว่า ”หากโยมได้เกิดเป็นผู้ชายจะขอบวชกับชาวอโศก” นี้ทิ้งไว้ อันนั้นเราไม่สามารถจะพูดต่อได้ มาพูดกันตรงที่ว่า ” ถ้าชาติหน้า อยากเกิดเป็นผู้ชาย จะต้องทำอย่างไรคะ” ถ้าคนที่เป็นผู้หญิงจะเกิดเป็นผู้ชายได้ ต้องมีธรรมะอันเป็น”ปุริสภาวะ” กันจริงๆ เพียงพอ จะค่อยเกิดได้ อันนี้เป็นประเด็นที่มีผู้หญิงไปทูลถามพระพุทธเจ้าอยู่เหมือนกัน พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ตรัสเรื่องว่าอยากเกิดเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง แต่พระพุทธเจ้าท่านตรัสบอกว่าผู้หญิงก็บรรลุอรหันต์ได้ ก็จึงได้อนุญาตให้ผู้หญิงมาปฏิบัติแล้วก็มีภิกษุ ภิกษุณีขึ้นมา เพราะฉะนั้นประเด็นที่จะเกิดมันเป็นเรื่องอจินไตยที่ยากมากเลย จะเกิดเป็นผู้ชาย อาตมาก็เคยอธิบายไปบ้างแล้ว คุณต้องสั่งสม เคยอธิบายละเอียดลออว่า อย่าดัดจริตตัวเองเป็นผู้ชาย ทั้งๆที่คุณเกิดมาร่างนี้เป็นผู้หญิง ถ้าคุณดัดจริตทำแข็งๆ ทำอะไรๆ เหมือนผู้ชายนี้นะ คนก็เห็นว่ามันเป็นกระเทยนะ ไอ้พวกนี้มันทอมนี่หว่า อธิบายง่ายๆไม่ขยายความมากนะ มันก็ไม่ตรง มันก็ไม่เข้าท่า สำคัญที่จิตของเราต้องทำให้มีธรรมะเป็น ปุริสธรรม ปุริสะแปลว่าเพศชาย ปุริสธรรมเป็นธรรมะที่เป็นบุรุษ บุรุษนี้คืออย่างไร อิตถีภาวะ กับ ปุริสภาวะ ปุริสภาวะ คือลักษณะเพศชาย อิตถีภาวะ คือลักษณะเพศหญิง เพศชายคือ ลักษณะที่อธิบายกันตื้นๆง่ายๆ คือไม่ได้เป็นคนไม่รู้แล้ว ตุ้งติ้งๆ ไอ้โน่นไอ้นี่ไม่รู้จักรู้แล้ว ซ้ำซากอยู่อย่างนั้น วนเวียน นั่นแหละคือ อิตถีภาวะ ในภาวะพื้นๆง่ายๆ อย่าไปทำให้มันวุ่นวายมาก เป็นเรื่องที่รู้ความจริงตามความเป็นจริง อ้าว คนนี้เขามีลักษณะ อิตถีภาวะเยอะ เราก็ไม่ต้องไปตอแยมาก ไม่เช่นนั้นมันก็จะตอแยกันไปมา เราก็จะกลายเป็น อิตถีภา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน