661107 พ่อครูบวชมาครบ 53 ปี มีอะไรจริง พ่อครูเทศนาภาคค่ำ งานมหาปวารณา ครั้งที่ 41.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์831 KB
วันที่แก้ไข12 มกราคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

661107 พ่อครูบวชมาครบ 53 ปี มีอะไรจริง พ่อครูเทศนาภาคค่ำ งานมหาปวารณา ครั้งที่ 41 https://www.boonniyom.net/53624.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1stGefeXpPEQVqFtc55EaSKbLHXGl16Ad/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1G52elVTwMa6UYpLBWfjLu3Ho6whK_Ff9/view?usp=sharing

และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/661107-121-1--53---_1-e2bs5fj

ดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/o9RfjdvFLl/ และ https://youtu.be/mCWnU4t2m_I มีซับ https://youtu.be/XZjJCX--FpU

กราบอาราธนาพ่อครูอยู่คู่โลกโลกุตระ พ่อครูว่า...วันนี้วันอังคารที่ 7 พฤศจิกายน 2566 แรม 9 ค่ำ เดือน 11 ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้วันที่ 7 งานมหาปวารณาครั้งที่ 41 เป็นวันเกือบจะรองสุดท้าย พรุ่งนี้วันรองสุดท้าย อาตมาเทศน์เป็นคาบสุดท้าย (พ่อครูอ่านบทกวี)

กราบขอบพ่อครูผู้ยิ่งใหญ่ในวันนี้ ด้วยจิตที่เปี่ยมศรัทธามหาศาล ซึ้งพระคุณอุ่นเกล้ามาเนานาน จิตวิญญาณจึงสะอาดปราศเวรภัย ขอพ่อครูอยู่คู่โลกโลกุตระ อโศกะประสบทุกสมัย 151 ปีร่มเย็นเช่นโพธิ์ไทร ลูกตั้งใจปฏิบัติบูชา เพิ่มบารมี ...อิสรา

ในปกหลัง (วารสาร) ดอกหญ้า เมตตาพาโลกร่มเย็น เอาของเก่ามาหากินนะเนี่ย ไม่ใช่แต่งใหม่ ปกหลัง อันดับ 169 มกราคม 2562 นะ 4 ปีที่แล้วมา ที่จริงมาอีกก็ยังใช้ได้อยู่ เขาบอกกราบพ่อครูผู้ยิ่งใหญ่ในวันนี้ คำว่า “ยิ่งใหญ่” นี่มันเป็นสัจจะที่ภาษาไทยคำว่า “ยิ่ง” คำว่า “ใหญ่” ก็เข้าใจกัน มันมาเป็นภาษาไทย ยิ่งยอด ยิ่งใหญ่ มันยิ่งๆขึ้นไป มันไม่มีที่จำกัด ยิ่งเรื่องอะไรเรื่องใหญ่ ใหญ่เรื่องอะไร อาตม

อ่านต่อ

าไม่ใหญ่ในเรื่องอะไรเลย เกิดมาในชาตินี้นี่เล็กเป็นธุลีผง ให้คนเหยียบย่ำด้วยซ้ำ ยิ่งใหญ่ยิ่งเล็ก ยิ่งเล็กยิ่งใหญ่ อันนี้ก็เป็นภาษา เป็นภาษาที่ใช้กับคนที่มีความเข้าใจซึ่งกันและกันว่า มันหมายถึงอะไร และมันหมายถึงสัจจะ ที่เราพูดกันนี่ก็ต้องหมายถึงคุณธรรม หรือเป็นธรรมะ เป็นธรรมะและบอกว่าเป็นครูผู้ยิ่งใหญ่ในวันนี้ อาตมาเป็นครู เป็นผู้ที่สอน เป็นผู้ให้ความรู้อันนี้ นี่เป็นสัจจะจริงอาตมาให้ความรู้อันนี้และความรู้ที่อาตมาให้นี้ มันเป็นโลกุตรธรรม ที่กล่าวในนี้หมด “ด้วยจิตที่เปี่ยมศรัทธามหาศาล” นี่เป็นของผู้ที่เขียนมา “ซึ้งพระคุณอุ่นเกล้ามาเนานาน” ก็เป็นความรู้สึกของผู้ที่เขียนมา “จิตวิญญาณจึงสะอาดปราศเวรภัย” เขาได้รับประโยชน์จากที่ได้รับคำสอนไป “ขอพ่อครูอยู่คู่โลกโลกุตระ” อันนี้ก็ไม่ต้องขอ อาตมาก็ต้อง อยู่โลกที่เป็นโลกโลกุตระ

มูลสูตร 10 คือรากฐานของศาสนาพุทธ โลกมี 2 โลก โลกโลกียะกับโลกโลกุตระ พวกเราเข้าใจดีในความหมายของคำว่าโลกียะกับโลกุตระ และเห็นคุณค่าดีของโลกุตระ ไม่เหมือนคนที่เขาไม่รู้จัก เขาไม่รู้เรื่องว่าโลกนี้มีโลกุตระ เขาไม่รู้เรื่อง เขาไม่รู้จักค่า แม้ผู้จะเรียนรู้เป็นชาวพุทธ ดีไม่ดีเป็นปราชญ์ด้วย เป็นปราชญ์ทางศาสนา แต่ไม่รู้ค่าของโลกุตระจริงๆ ไม่รู้ค่าอย่างสำคัญๆ คำว่า “ไม่รู้ค่าอย่างสำคัญ”นี่ จิตมันไม่ได้ไปประทับกับคุณค่าอันนี้ ประทับอย่างสนิท ประทับอย่างซาบซึ้ง ประทับอย่างสำคัญก็คือ มีภูมิปัญญา ประทับแล้วมีภูมิปัญญาเข้าใจว่า อันนี้นี่ในความเป็นมนุษย์ที่เกิดมาแล้ว ได้รู้ ได้สะดุดใจเลยว่า โอ้โห! คุณธรรมหรือความรู้ชนิดนี้ มันมีความหมายใน อัญญธาตุ ถึงขั้นอัญญา ถึงขั้นพหูพจน์ ถึงขั้นมากพอเป็นปัญญา ความรู้ที่มันมีคุณสมบัติคุณวิเศษถึงขั้นนี้ มันสะดุดเลย แล้วมันเกิดอย่างที่ภาษาพระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า ฉันทะเป็นมูล เป็นรากเหง้าเลย เป็นมูลกา หยั่งลงไปถึงอันนี้ ท่านแปลเป็นไทย ฉันทะว่าเป็นความยินดี ปรีดา เพราะเห็นดี เพราะเข้าใจดี เพราะรู้ได้ดี เพราะมีปัญญา สามารถรู้ในสิ่งที่ดีและมันยินดี ยินดีถึงขั้นท่านใช้คำว่า ถึงมูลกา ถึงรากของจิต (ข้อ ๑. มีฉันทะเป็นมูลกา : มูลสูตร ๑๐ พตปฎ. เล่ม ๒๔ ข้อ ๕๘ ) เพราะฉะนั้นในความยินดีอื่นๆที่เราใช้ภาษาไทย ยินดีต่างๆนานาเยอะแยะ ใช้ภาษาไทยที่ไปหมายถึงความยินดีที่ภาษาบาลีท่านแจกเอาไว้ ในความยินดีมีตั้งเยอะแยะ ปิติ นันทะ อะไรก็แล้วแต่ยินดีๆๆ มันมีตั้งเยอะแยะ แต่ฉันทะนี่มันเป็นต้นแรก คำแรกของอิทธิบาท 4 เป็นคำแรกของมูลกา แล้วเป็นคำที่ใช้ในอื่นๆอีกเยอะ ฉันทะ มันจะมีกำลังของวิริยะ มีกำลังและมีสภาพของจิตเข้าไปโถมใส่อันนี้ด้วย เพื่อที่จะไปเอาเนื้อแท้ วิมังสา วิมังสานี้ก็แปลว่าเนื้อนี่แหละ และก็หมายถึงสัจธรรมอันนี้เป็นธรรมะที่เป็นเนื้อแท้ หยั่งเข้าไปถึงอันนี้ พวกเราศึกษาธรรมจากคำสอนหรือคำอธิบายของอาตมา ได้เข้าใจแนวทางความหมาย ความรู้ ความจริง แบบอาตมาพาทำความเข้าใจ ซึ่งมันเป็นความรู้ ความหมาย ความจริง ที่ไม่เหมือนของอาจารย์อื่นๆ เพราะ อาตมาอธิบายนี้จะต้องพยายามทำความเข้าใจในสัจธรรมให้รอบด้านให้ครบๆ ด้าน เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่ามันวนเวียน วนซ้ำไปซ้ำมา แล้วก็วนขยายความวนๆๆ เพื่อเจาะให้เข้าถึงทั้งเปลือก ถึงแก่น มันไม่ง่าย ธรรมะพระพุทธเจ้า มันไม่ง่าย มัน คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) นิปุณา ละเอียดลึกถึงขั้น (ผู้ที่จะบรรลุได้คือ) บัณฑิตแท้ๆ ที่ไม่ใช่บัณฑิตสอบจากมหาวิทยาลัย เป็นบัณฑิตจริงๆ เป็นผู้ฉลาด มีความรู้ที่จะฟังธรรมะอันนี้ได้จริงๆ เพราะฉะนั้นธรรมะของพระพุทธเจ้าอันนี้ พูดไปแล้วนี่อาตมาว่า ในโลกทุกยุคทุกสมัย ถ้ามีพระพุทธเจ้านำเอาความรู้โลกุตระขึ้นมาประกาศ ก็เป็นความรู้ที่จะต้องให้มนุษยชาติมาใช้อาศัย แล้วมันก็จะเจริญ เจริญขึ้นถึงขีดแล้วมันก็จะเสื่อม นี่มันเสื่อมมาจนกระทั่งหมดไปครึ่งพุทธกัป 2,500 ปี อาตมาก็นำมาใส่เข้าใหม่ เอามาสถาปนาขึ้นใหม่ มันก็เจริญและจะเจริญขึ้นไปอีกในระยะหนึ่ง แล้วทีนี้ก็จะเสื่อมละ ยาวนานไปอีก 2,500 ปี ซึ่งอาตมาก็ไม่แน่ว่าอาตมาจะยังต้องเกิดมาอีก เพราะมันไปไม่รอด 2,500 ปี ก็ต้องขึ้นมาต่อเชื้อ ก็ยังไม่แน่ ถ้าแน่ก็สบายไป ไม่ต้องมาอีก เหนื่อยนะในการ ยิ่งตอนนี้ชัดเจนเหนื่อยเพราะสังขารขันธ์ของอาตมา สังขารขันธ์มันดูดี เพราะอาตมาใช้ Co-efficient ใช้ Stimulate ผลักดันให้มัน ให้มันมีคุณภาพอันนั้นขึ้นมา อันนี้เป็นความรู้ของพระพุทธเจ้า เป็นความรู้ที่อาตมาเอามาประยุกต์ใช้ในยุคนี้ ซึ่งมันเป็นคนละกาละ เทศะ ฐานะกับยุคพระพุทธเจ้า บรรยากาศก็ไม่เหมือน อาหารก็ไม่เหมือน อะไรก็ไม่เหมือนทั้งนั้น มันต่าง กาละ เทศะ ฐานะ กันมาแล้ว แต่ก็ใช้ได้จริงตรงตามคำสอนพระพุทธเจ้า มาให้พวกเราเอาไปใช้ แยกเป็น 8 อ. ก็ใช้ได้ ได้ผลในพวกเราที่พากเพียรใช้จริง ไม่ให้ตกหล่น 8 อ. ทำให้อายุขัยดีอยู่ อายุขัยยังชะลอได้ดีไปนะ เพราะฉะนั้น ธรรมะของพระพุทธเจ้า จึงเป็นสุดยอดของความรู้ นี่พูดในหมู่พวกเรา พูดไปกับคนข้างนอกเขาฟังแล้วก็จะหาว่าหลงตัวหลงตน ยกตัว ยกตน มันไม่มีความรู้อะไร ในมนุษยชาติ เพราะ พระพุทธเจ้านี่ ตรัสรู้เกินกว่าศาสดาทั้งหลาย ตรัสรู้ความเกิด ความตาย ของแท่งก้อนสรีระของคน เกิดอย่างไร ตายอย่างไร การรู้การเกิด การตาย การรู้ความเกิด ความตาย ของสัตว์หรือคน ตัวเรานี่แหละ แล้วก็จัดการกับความเกิดความตายของเราได้เอง ได้เองถึงขั้นจะเกิดหรือจะไม่ยอมเกิดอีกแล้ว จะสลายตัวอัตภาพ ตัวตนของเราหรือจิตนิยามของเรา สลาย เลิก ไปเป็นดินน้ำไฟลม ไปเลย จบ มีศาสดาองค์เดียวในมหาจักรวาลคือพระพุทธเจ้า แต่หลายองค์นะ แต่ท่านได้ตรัสรู้ความรู้สัมมาสัมโพธิญาณอันเดียวกันของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ ก็จะรู้อันนี้หมด แม้จะยังไม่ถึงอย่างอาตมานี่ก็รู้เอามาพูดแล้ว รู้แล้วและทำได้ด้วย และมันก็มีนัยยะที่รู้ยิ่ง รู้ขึ้นไปเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มันมีขั้นตอนของอรหันต์ถึง 6 อรหันต์ 6 ขั้น 6 ระดับ ที่อาตมาก็ขยายความไว้แล้ว อย่างอาตมานี่อยู่ในระดับ 4 อรหันต์ระดับ 4 แล้วต้องไปเป็นอรหันต์ระดับ 5 จะไปเป็นอรหันต์ระดับ 6 ระดับสุดท้ายคือเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งมันเป็นความรู้ ถ้าอาตมาไม่เอามาพูดมาอธิบายพวกนี้ ก็ไม่มีใครจะรู้หรอก แต่อาตมารู้เพราะอาตมาเป็นความจริง อาตมาเป็นความจริง เป็นตัวจริง เป็นความรู้ที่อยู่ DNA เดียวกันกับของพระพุทธเจ้าจริงๆ ก็พูดความจริงสู่กันฟัง เพราะฉะนั้นโลกในยุคนี้ ที่อาตมาเอาโลกุตระเข้ามาสถาปนาลงไปนี้ จึงเป็นสุดยอดของความรู้ ที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ตรัสรู้ มันหมดแล้ว มันไม่มีแล้ว มันเสื่อมจริงๆ แล้วอาตมาก็เอามาสถาปนาลงไป ทำไมพูดว่ามันเสื่อม มีอะไรพิสูจน์ มีอะไรชี้บ่ง มีอะไรยืนยันว่ามันเสื่อม ก็อาตมาประกาศมา 53 ปีแล้ว ท่านผู้ที่ดูแลศาสนาพุทธอยู่ รู้เรื่องที่ไหนล่ะ มีแต่พวกคุณนี่รู้เรื่อง คือพวกที่ไม่ใช่ผู้งมงายตามเถรสมาคม แต่เป็นผู้มีดวงตา ผู้มีเชื้อของโลกุตระ จึงรับจิต สัมผัสได้ รู้คุณค่า เข้าใจเชื่อมั่นในความจริงอันนี้ จึงมาเอา อาตมาพูดบ่อยไม่รู้กี่ทีแล้วว่า อาตมาเอาธรรมะของพระพุทธเจ้ามาสาธยาย มาประกาศ มาอธิบายลงไปให้ฟัง อาตมาไม่เคยหว่านล้อม ไม่เคยใช้วิธีการใดๆที่จะล่อหลอกหรือเป็นเชิงโฆษณา มีแต่พูดความจริงให้ละเอียดชัดเจน ให้ทุกคนเข้าใจได้ แล้วคุณมีฉันทะ แล้วคุณไปปฏิบัติ ปฏิบัติถึงขั้นมนสิการ เป็นราก เป็นมูลกา ข้อที่ 2 (ข้อ ๒. มีมนสิการเป็นแดนเกิด (สัมภวะ) : มูลสูตร ๑๐) ปฏิบัติแล้วได้ถึงขั้นนั้น พระพุทธเจ้าท่านมีคำเต็มว่า “โยนิโสมนสิการ” เอาไปทำแล้วได้จนถึงขั้นโยนิโสมนสิการ หมายความว่า ทำใจในใจลงไปถึงที่เกิด-ถึงที่ดับ ที่อาตมาพูดนำมาแล้ว รู้จักความเกิด ความดับ ของจิตเจตสิกต่างๆ ลงไปจัดการกับ”อุปาทิ” อุปาทิ คือ เชื้อที่พาเกิด-พาตาย ในคนที่ไม่รู้(อวิชชา) พยัญชนะบาลีที่ท่านใช้สำหรับคนที่ไม่รู้แต่ยึดไว้อยู่ มีเชื้ออันนี้อยู่ แต่ยึดไว้อย่างอวิชชา ท่านเรียก อุปาทาน ยึดไว้แต่ไม่รู้ ยึดเชื้อเกิดโดยไม่รู้ ก็เลยมีแต่เกิดๆๆๆๆ ไม่รู้จักตาย ฉะนั้นผู้ที่สามารถมีความรู้ถึงสภาวธรรมะที่แท้ๆ อาการกิริยาของสภาวธรรมที่เป็นจิต เจตสิก และเป็นปัญญา ปัญญารู้จักอาการของจิต อาการของเจตสิกอันนี้ อย่างดีงามถูกต้องหมดเลย ก็สามารถจัดการกับจิตกับเจตสิกอันนี้ได้ถึงขั้นนิพพานหรือ ปรินิพพานเป็นปริโยสานสมบูรณ์แบบเลย เป็นผู้จบทั้งกิจ จบทั้งกรรม จบหมดทั้งกาล จบทั้งกิจ จบทั้งกรรม จบหมดทั้งกาล เพราะฉะนั้น ก็รู้ว่ากิจที่จะต้องทำคืออะไรก็ทำได้ โดยจัดการด้วยกรรม เพราะฉะนั้นจะจบด้วยกาล-กาละอีกที ก็เป็นอิสระของท่านสมบูรณ์แบบแล้ว ท่านจะอยู่กับกาละหรือไม่อยู่กับกาละ ท่านเป็นคนทำกาละ เป็นคนทำตาย จะตายแบบ สอุปาทิเสสนิพพาน หรือจะตายแบบ อนุปาทิเสสนิพพาน โดยไม่ต้องแย้งว่าเป็นของเสขบุคคลหรือเป็นของอเสขบุคคล ท่านแย้งกันอยู่ ว่าถ้าเป็นของเสขบุคคล หมายความ ผู้ยังไม่บรรลุอรหันต์ ก็จะเป็นผู้ที่ยังเหลือเชื้อกิเลส เรียกว่า สอุปาทิเสส จะต้องมาปฏิบัติอีก เกิดมาปฏิบัติอีกเพื่อที่จะเป็นจนหมดเชื้อ เรียกว่า อนุปาทิเสส ส่วน ผู้ที่รู้แจ้งแล้วจริงก็ไม่ต้องเกิดต้องแก่อะไรอีก ก็ชาตินี้ กิเลสหมดแล้ว และกิเลสจะเหลือ สอุปาทิเสสะ ขออภัยไม่ใช่กิเลสทีเดียว อุปาทิจะเหลือ เหลือเชื้อเกิด และเป็นเชื้อเกิดที่เกิดอย่างโพธิสัตว์ เกิดอย่างผู้ที่ไม่มีกิเลสแล้ว แต่จะเกิดแล้วเกิดอีกกี่ชาติก็เรื่องของท่าน จนสูงสุดก็เป็นพระอรหันต์ เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นแหละ อย่างนี้เป็นความรู้ที่ซ้อน ไม่ต้องไปบอกเป็นของผู้ที่เป็นเสขบุคคล แต่เป็นของอเสขบุคคลนี่แหละ มีความรู้ในอุปาทิ ความรู้ในเชื้อ จะเหลือเชื้อ เพราะฉะนั้น ถ้าเหลือเชื้อก็คือคุณยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ถ้าคุณจะอนุปาทิเสสนิพพานธาตุไปเลย คือทำธาตุที่มันไม่เหลือเชื้ออะไรเลย ไม่เหลืออุปาทิเลย ก็ไม่เหลือเชื้อที่จะเกิดเป็นจิตนิยาม แตกสลายเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม เลย เพราะฉะนั้น อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ความหมายของบาลีอันนี้ก็คือการแตกสลายธาตุจิตของตนเองหมด เป็นดิน น้ำ ไฟ ลม ไปเลย อนุปาทิเสสนิพพาน ขั้นสุดท้ายแตกธาตุออกไปไม่เหลือ ไม่เหลือธาตุจิต ธาตุเชื้ออุปาทิอะไรไม่เหลือสักอย่าง หมดเลย จบ ฟื้นอีกไม่ได้แล้ว ถ้าต้องตัดสินอย่างนั้นแล้ว อันนี้ก็สลายไปหมดเลยใน กาละ ในกาล กาละหรือกาล คือสิ่งที่อยู่ประจำธรรมชาติของเอกภพมหาจักรวาล คือทุกอย่างต้องเคลื่อนไป กาละ ทุกอย่างต้องเคลื่อน โลกต้องหมุน วินาทีต้องมีตลอดวินาที ไม่มีใคร แม้แต่ พระเจ้าที่สร้าง(โลก)จะให้วินาทีนี้หยุด อย่าเดินต่อนะ หยุดนะวินาที อย่าไปมีกาละ กาละ อย่าเดินนะ หยุด ไม่มีใครทำได้ พระเจ้าก็ทำไม่ได้ ธรรมชาติก็ไม่มีการเกิดเรื่องอย่างนี้เลย จะต้องเคลื่อนอยู่ตลอดกาลนาน ถ้าหยุดเมื่อไหร่ก็ทำให้เอกภพนี้แตกหมดเลย แล้วจะมีอะไร มันไม่มีอะไรได้ มันเป็นไปไม่ได้ สุดแล้ว ที่พูดนี้ก็จบสุดแล้ว เพราะฉะนั้นความรู้ที่พระพุทธเจ้าท่านมาสอน สุดท้ายท่านตรัสรู้ความรู้ในโลกทุกวิชาการในโลก ถ้าพระพุทธเจ้าเกิดมาในยุคนี้ ท่านก็จะต้องเรียนรู้หมดทุกวิชาการ ท่านจะเรียนรู้และก็ได้หมดแหละ แต่โพธิรักษ์เรียนไม่ไหว เลยไม่เรียนเลย ไม่มีวาสนาได้เรียนเลย วิชาการทางมหาวิทยาลัย ไม่ได้เรียนกับเขาเลย แค่ธรรมะวิชาการโลกุตระ วิชาธรรมะศาสนาพุทธโลกุตระ วิชาเดียวอาตมาก็จะตายอยู่แล้ว มาทำหน้าที่งานเดียว วิชาเดียว เรื่องเดียวนี่ก็ โอย.. ไม่ใช่เรื่องจะธรรมดาแล้ว ใช่ไหม เพราะฉะนั้นทำให้เต็มที่เถอะ

พ่อครูกลับมาอธิบายต่อกวีจากคุณอิสรา …. ขอพ่อครูอยู่คู่โลกโลกุตระ อโศกะประสบทุกสมัย 151 ปีร่มเย็นเช่นโพธิ์ไทร ลูกตั้งใจปฏิบัติบูชา เพิ่มบารมี ...อิสรา

พ่อครูอ่าน “ขอพ่อครูอยู่คู่โลกโลกุตระ “ ทีนี้เป็นคำ เรียกว่า ขอ มันก็ขอไม่ได้หรอก _คุณสู่แดนธรรม … เขาขอโอกาสที่จะอวยพรครับ พ่อครูว่า วิงวอนเหรอ? อันนี้ไม่ต้องพูดหรอก ถ้าอาตมายังอยู่ ยังไม่ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ไปล่ะก็ อาตมาก็ต้องอยู่คู่โลกุตระ ไม่รู้อาตมาจะเกิดเมื่อไหร่ก็ต้องคู่อยู่กับโลกุตระ แม้จะเกิดมาแล้ว โลกุตระนี้ประกาศไปไม่ได้แล้ว ประกาศไปก็สูญเปล่า ไม่มีใครรับได้เลย ไม่คุ้มที่จะพูดที่จะสาธยายเลย ไม่ได้เรื่อง อาตมาก็ยังจะอยู่คู่โลกุตระคนเดียวนั้นแหละ ถ้าเราจะเกิดมามีเรารู้อยู่คนเดียว เราพูดไปไม่มีใครรู้ แต่ทุกวันนี้ยังอบอุ่น ยังมีพวกเรามีความรู้โลกุตระ เพราะฉะนั้น การที่อาตมาจะยืนหยัด ยืนยัน ไม่ต้องมาบอก ไม่ต้องมาขอ ไม่ต้องมาอ้อนวอน ไม่ต้องมีใครมาบังคับเลย มันไม่มีอะไรดีกว่านี้ อาตมาอธิบาย ว่าพระพุทธเจ้าก็เป็นคนเหมือนเรา คนเหมือนกับคนทุกๆ คนเท่ากัน พอท่านเกิดมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ท่านก็คือคน เป็นคนมีขันธ์ 5 เหมือนกันกับทุกคน แต่ท่านเป็นผู้ที่มีสัพพัญญุตญาณบริบูรณ์ ท่านก็รู้ทันทีg]pว่าท่านจะทำงานอะไร เหมือนอาตมานี่พอรู้ตัวแล้ว อาตมาก็ไม่เอาแล้วงานทางโลก แต่พระพุทธเจ้าท่านก็มีวิบากของท่าน มีลิงลมอมข้าวพองแบบของท่าน ของอาตมาก็มีแบบของอาตมา แล้วพอถึงเวลาท่านก็มา ของท่านอายุ 35 ของอาตมาอายุ 36 แต่มันไม่ได้ไล่คล้ายๆ ใกล้ๆ กันแค่ 35 กับ 36 นะมันห่างกันเยอะอยู่ แต่มันซับซ้อน อธิบายไม่ไหว อาตมาอธิบายไม่ถูกด้วย แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ใช่ไหม ตัวเลขมันออกมาอย่างนั้น พระพุทธเจ้ารู้จักสัจจะที่เป็นโลกุตระฉันใด ท่านก็เห็นค่าของโลกุตระเหมือนกัน อาตมาก็รู้ค่าของโลกุตระฉันเดียวกันกับที่พระพุทธเจ้าท่านรู้สุดยอดแล้ว โอ้โห เกิดมาเป็นคนแล้วนี่ไม่ได้โลกุตระนี่เสียชาติเกิดเป็นคน อาตมาเคยพูดมาแล้ว เสียจริงๆ เพราะคุณถ้าคุณไม่ได้ คุณก็จะไปวนเวียนตามวิบากกรรมของคุณ กี่ชาติๆๆๆ มันน่าสงสารนะ คนที่ไม่ได้โลกุตรธรรม แล้วเขารู้วิบากเขาไหม? ไม่ เขาไม่รู้ กรรมวิบากเป็นอจินไตย หมาไล่เนื้อนี่มันวิ่งไล่ไม่หยุดนะ มันตามธรรม แล้วยิ่งคุณไม่รู้จักโลกุตรธรรม คุณก็มาปฏิบัติมาประพฤติ มีแต่โลกียะ เต็มไปด้วยโลภ โกรธ หลง คุณไม่ได้เรียนจริงมันซับซ้อนหลอกคุณเอง คำว่า “โกรธ” นี้นะ คนรู้ว่า โกรธ แสดงความ”โกรธ” ภาษาไทยเรารู้ดี อาการโกรธนี่แสดงหน้าแดงออกมาเลยนะ แล้วก็แสดงอาการกริยาทางกาย วาจา ออกมา แต่ถ้าโกรธอย่างคนที่มีความรู้ซ้อนว่า เฮ้ย! โกรธมันเป็นอาการแสดงออกมาไม่ดี อย่าแสดงนะ เขาก็จะซ่อนไว้ แต่ภาวะโกรธที่มันซุกซ่อนไว้นั้นมันมีจริงๆ อัดอั้น เป็นพลังระเบิด มากขึ้น มากขึ้น เก็บไว้มากขึ้น แล้วค่อยๆ แสดงออก โดยการคิดดอกเบี้ยต้นทุน ไม่ลดดอกเบี้ย ทบต้นนับไม่ถ้วน อันนี้เป็นสัจจะ ที่อาตมาเห็นอยู่ในคนทั้งหลาย ที่เขาเป็นคนยึดมั่นถือมั่น ไม่รู้จักธรรมะอันนี้ ซึ่งเป็นความเสื่อมมากๆ ของคน ผู้ที่เขาไม่รู้ เขาทำอยู่ ทุกวันนี้ก็ทำๆ กันอยู่ สรุปอีกเมื่อไหร่ก็สรุปอย่างนี้ ก็ยังไม่จุใจอาตมา สรุปเมื่อไหร่ก็ยังไม่จุใจ สรุปว่าเกิดเป็นมนุษย์แล้วไม่เอาธรรมะโลกุตระนี่ คุณจะชาติใดก็แล้วแต่ คุณไม่เอานี่ มันไม่รู้จะบอกว่าอย่างไร บอกว่าโง่ก็ยังน้อยไป บอกว่าเกิดมาโง่ก็ยังน้อยไป ไม่รู้จะเอาภาษามาเรียกคำ ความไม่รู้จักสัจจะ ไม่รู้สาระในสาระ ไม่รู้จะทำยังไง อาตมาทำงานมาจนถึงวันนี้ โอ้! ลากสังขารขันธ์อาตมานี้ ก็เคยพูดบอกว่า โอ้! ควรตาย แต่มันก็ยังตายไม่ลง ก็เอา พะแงบๆ ได้ไป ดูไม่น่าเกลียดน่าชัง อาตมาพยายามที่จะไม่ให้สังขารมันน่าเกลียดน่าชัง เพราะฉะนั้นพวกคุณก็จะดูเห็นว่าอาตมาแข็งแรง ไม่น่าจะอ่อนแออะไร แต่ที่จริง โอ้โห.. คุณรู้ไหมว่าทุกวันนี้ อาตมานอนวันละกี่ชั่วโมง กลางคืน ประมาณ 2-3 ทุ่ม ไม่เกิน 3 ทุ่ม 21:00 น ก็ไปนอนแล้ว แล้ว แล้วตื่น 6 โมงเช้า ไม่เคยขาดเลย เลย 6 โมงมาบ้าง บางทีกว่าจะลุก ก็ 7-8 โมง แต่ยังไม่เคยถึง 8 โมง มันก็เท่าไหร่ล่ะ? 2 ทุ่มถึง 7 โมง ก็รวมเป็น เป็น 11 ชั่วโมงแล้ว กลางวันนอนอีกเท่าไหร่ กี่ชั่วโมง ถามปัจฉาดูสิ ประมาณ 2 บ้าง 3 บ้าง นอน มันก็หลับ ถึงแม้ว่าอาตมาจะหลับหรือไม่หลับ อาตมาหลับ ขีดของความหลับนี้ มันมีความต่างในคนที่ตระกูลศรัทธากับคนที่ตระกูลปัญญานี่ นอนหลับยังต่างกันเลย ศรัทธานอนหลับนี่จะหลับลึกปี๋เลย แต่ปัญญาไม่หลับลึกปี๋ไปอย่างนั้นหรอก หลับคุยกับเทวดาเยอะแยะ ไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ เวลาก็เลื่อนไปเรื่อยๆ บางทีคุยกับเทวดากว่าจะหลับปี๋ลงไป ผ่านไป 2 ชั่วโมง 3 ชั่วโมง บางที พวกเราพูดแล้วเข้าใจ จะเข้าใจ _สู่แดนธรรม... พ่อท่านเคยบอกไว้นานแล้วว่า อาตมานอนหลับนี่คล้ายกับว่าเปิดสติ เปิดการรับรู้เอาไว้สัก 2% 3% ไม่ได้ปิดสติทั้งหมด อย่างนี้ใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... มันก็ไม่ได้มารับรู้ เปิดทวาร หู จมูก ลิ้น กาย อะไรหรอก แต่มันอยู่อย่างนี้นิดๆ มันก็พร้อมที่จะรับรู้แล้ว เพราะฉะนั้นเหมือนเป็นคนไวตื่น อะไรไวๆ มันก็รู้แล้วของข้างนอกมีอะไร สิ่งนี้ก็เป็นเรื่องของจิตวิญญาณที่ฝึกฝน หรือว่ามีบารมี มีภูมิธรรม อะไรมันสำคัญ ไม่สำคัญเท่ากับความเป็นโลกุตระที่มีราก เอาคำว่ารากมาสาธยายอีก 50 นาที พระพุทธเจ้าท่านตรัสถึงราก 10 ราก ในมูลสูตร 10 ฉันทะ เป็นรากแรก เรียกว่า มูล เลย (มีฉันทะเป็นมูลกา) แล้วต่อมาก็รู้จัก จิต มาทำจิต เรียกว่า มนสิการ จึงจะเป็นผู้ที่รู้ เป็นแดนเกิด (มีมนสิการเป็นแดนเกิด) มนสิการ ตัวที่แหล่งจิต มะนะสิ-การทำที่จิต เป็นแหล่งที่มันจะเกิด หรือจะไม่เกิด ถ้าเผื่อผู้ที่รู้จักการทำตายทำเกิดได้เองแล้ว เพราะฉะนั้นก็จะสามารถที่ทำเกิดๆๆๆๆ ผู้ที่ทำเกิดได้อย่างที่เรียกว่า ทำตายได้แล้ว ที่ยังไม่ยอมตาย ผู้นี้ก็เป็นผู้ที่ทำเกิดได้ตลอดไป ทำเอง ทำที่ใจ ทำอย่างที่เรียกว่า (พ่อครูไอตัดออกด้วย) _สู่แดนธรรม... วันนี้ก็เป็นวันดีที่สำคัญอีกวันนึงนะครับ ต้นรายการไม่ได้แจ้งว่าสำคัญอย่างไร วันนี้เป็นวันครบรอบการอุปสมบทของพ่อท่าน ครบ 53 ปีนะครับ ในความรู้สึกของผมที่อยู่กับพ่อท่านมาหลายสิบปี ผมรู้สึกว่าพ่อท่านเป็นครูที่แท้จริง ที่มีคุณค่ามากๆ มากขนาดว่าถ้าจะเทียบให้ฟัง ก็คงเทียบได้กับ มีค่ายิ่งกว่าแก้วสารพัดนึก นะครับ ถ้าหากแก้วสารพัดนึกมันบันดาลอะไรได้ก็แค่ทำให้สิ่งของเข้ามาได้ แต่แก้วสารพัดนึกไม่สามารถ บันดาลแก้วสารพัดนึกขึ้นมาได้อีก 1 ดวง แต่ความเป็นครูของพ่อท่านทำให้ เกิดสมณะ สิกขมาตุ เกิดความเป็นครูใหญ่ครูน้อย เป็นคุรุสัมมาสิกขา..นี่แหละคือความหมายที่เป็นครูทางโลกุตระที่ผมเข้าใจ อย่างนี้ครับพ่อท่าน ต่อไป พ่อครูว่า... ก็ถูกสิ พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมา เป็นเจ้าชายสิทธัตถะท่านก็รู้วิชาการทางโลกทั้งหมด ทุกสาขาวิชา เรียนมารู้หมดและท่านก็ทิ้งหมด ท่านก็สอนอย่างนี้มาตลอด ตั้งแต่ท่านรู้ตัวเองแล้วว่าท่านเป็นพระพุทธเจ้า ท่านสอนวิชานี้วิชาเดียวไปตลอดจนปรินิพพาน 45 ปี ท่านก็ไม่เกี่ยวกับวิชาการอื่น ท่านไม่เอา ฟังเข้าใจดีไหมตรงนี้ จะรู้ค่าของธรรมะ โดยเฉพาะว่าเรารู้ค่าของธรรมะขั้นโลกุตระ ธรรมะรู้จักการเกิด การตาย รู้จักว่าถ้ามันจะเกิดมันก็เกิดเป็นคนดี เป็นคนที่มีความรู้มีคุณค่า อย่าว่าดีแบบโลกียะเลย ดีแบบโลกุตระ เพราะฉะนั้นมันจะไม่ทำงานอื่น จะมาทำงานนี้ แล้วไม่เกี่ยวกับ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เพราะฉะนั้น คนที่จะยังไปทำงานอยู่กับ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ยังไม่ใช่คนถึง คนถึงไม่ไปหรอก ขนาดพระพุทธเจ้าจบ 18 วิชา ทิ้งหมด แล้วมาทำอันนี้หมดอันเดียว อย่างอื่นไม่เอา ยังไงก็ไม่เอา เพราะฉะนั้น คนที่ยังมีโลก ติดโลกอยู่ ไปตามโลก ผู้ที่หมดโลกแล้วไม่ไป มาอันนี้ จะรู้เป็นความสำคัญในความสำคัญ จะรู้จริงๆ (ต่อจาก) มนสิการ การทำใจในใจ แล้ว ทีนี้รากที่ 3 มีผัสสะเป็นเหตุเกิด เพราะฉะนั้น คำว่า “ผัสสะ” คำนี้ มันเป็นเรื่องตัดสินได้เลยว่า ศาสนาพุทธเสื่อมหรือไม่เสื่อม เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธทุกวันนี้ มาเรียนรู้หลับตา ไม่มีผัสสะเป็นปัจจัย ไม่มีผัสสะ มันชี้บ่งถึงความเสื่อมชัดเจนแล้วว่าพวกนี้เดียรถีย์ เดียรถีย์แท้ๆ ขออภัยอาตมาไม่ได้ไปพูดไปว่าหรอก มันเป็นสัจจะความจริง อาตมากำลังสาธยายสัจจะความจริง อาตมาไม่ได้ไปบอกว่า คนนี้ผิด คนนี้ถูก ไปลงโทษ ไปข่ม ไปเบ่งอะไรไม่ใช่ มันเป็นการยืนยันความจริงของความจริง เกิดเหตุนี่ ไปนับถือกันหมดเลยไปนับถือหลับตา ซึ่งหลับตามันโมฆะเลย โมฆะจริงๆ ไม่ใช่วิธีการปฏิบัติธรรมโลกุตระ คุณจะใช้เป็นอุปการะบ้าง เป็นเตวิชโช เป็นการพักผ่อน เป็นการทบทวนธรรมอะไร ดีไม่ดีเอาไปเล่นฤทธิ์เดช เอาไปเป็นอภินิหารอะไรไป ท่านถือการหลับตาเป็นอุปการะ แต่มันไม่ใช่ทางปฏิบัติเพื่อบรรลุนิพพาน ไม่ว่าจะหลับตาด้วยวิธีใด เพราะฉะนั้น ในฌาน สมาธิ ในนิโรธ ลืมตาทั้งสิ้น ไม่มีหลับตาเลยของพระพุทธเจ้า ฌานก็ลืมตา สมาธิก็ลืมตา นิโรธก็ลืมตา ไม่ได้หลับตา ปัญญา มันมีปัญญาที่จะรู้เรื่องเหล่่านี้ มันต้องลืมตาสิ ปัญญาไม่เกิดในการหลับตา ในมหาจัตตารีสกสูตร ข้อ 258 ยืนยันชัดเจน ว่าปัญญาจะเกิดได้ จะต้องมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ มีสัมมาทิฏฐิ มีมัคคังคะ จึงจะเกิดปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาผล หมายความว่าอย่างไร? หมายความว่า คุณต้องมีมัคคังคะ มรรคมีองค์ 8 มีทั้งในขณะที่คุณทำงานอาชีพ อาชีพนี่คุณหลับตาทำไหม? หรือกัมมันตะ ในการกระทำการงาน คุณหลับตาทำไหม? หลับตาทำงาน มีคนตาบอดทำงานหลับตาทำ คนตาดีไม่มีใครเขาหลับตาทำงานหรอก เอาล่ะ ถ้าพูดอาจจะหลับตาพูดได้ แต่กัมมันตะหรืออาชีพ ไม่ได้หลับตา หรือนึกคิด คุณอาจจะหลับตาคิดได้ นี่คือองค์ทั้ง 4 ของมรรคองค์ 8 มันบังคับว่าไม่ได้อยู่ในการหลับตา อาตมาเคยบอกว่าแค่ อปัณณกปฏิปทา 3 มันก็บังคับเลยว่า มันก็บังคับเลยว่า นี่คือ การปฏิบัติธรรมะอันไม่ผิดของพระพุทธเจ้า อปัณณกปฏิปทามันก็หมายความอย่างนั้น แปลอย่างนั้นเลย คือธรรมะของพระพุทธเจ้าอันไม่ผิด เพราะฉะนั้นต่างๆๆจากอันนี้ไปมันก็ผิดแล้ว คุณไม่สำรวมอินทรีย์ 6 คุณไปสำรวมอินทรีย์เดียว คุณไม่ได้พิจารณาในการกินการอยู่ คุณไปหลับตาไม่ได้กินได้อยู่อะไร (โภชเนมัตตัญญุตา) คุณไม่ได้ตื่นชาคริยา แต่คุณไปหลับอยู่ในภพ (ชาคริยานุโยคะ) มันไม่มีอปัณณกปฏิปทา 3 มันผิดไปหมดเลยแล้ว มันต้องมีศีลเป็นหลัก แล้วคุณจะต้องเรียนศีล แล้วต้องเอามาปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทา 3 ศีลนี่แหละ ชัดเจนต้องเป็นแบบนั้น ศีลข้อ 1 คุณก็ต้องปฏิบัติอปัณณกปฏิปทา 3 แล้วคุณถึงจะเกิดสัทธรรม 7 แล้วก็มีความสำนึก แล้วคุณก็สังวรระวัง ปฏิบัติแล้วมันถึงจะเกิดคุณภาพของจิตเจริญเป็นฌานที่ 1 2 3 4 เพราะฉะนั้นฌานที่เกิดนี่ เกิดจากศีล อปัณณกปฏิปทา 3 และสัทธรรม มีวิชชา หรือความรู้ที่เป็นยาดำ ช่วยในการเจริญพัฒนา มันไ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน