661104 ครบรอบ 53 ปี โพธิกิจ พ่อครูเทศนาภาคค่ำ งานมหาปวารณา ครั้งที่ 41.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์36 KB
วันที่แก้ไข31 ธันวาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

661104 ครบรอบ 53 ปี โพธิกิจ พ่อครูเทศนาภาคค่ำ งานมหาปวารณา ครั้งที่ 41 https://www.boonniyom.net/53618.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1XNl38siigdOyKLsdJF_n9KEQhtMdT1jN/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1eKyMtfLA16FH3h01vkcQIqFGZWhVJyhk/view?usp=sharing

และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/661104-121-1--53 41_-_1-e2bs5dk

ดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/o5TMMRn-vY/ และ https://youtu.be/iDfBYy0OZF8 มีซับ https://youtu.be/bFxpEguCun8

ความหมายของคำว่า ปวารณา พ่อครูว่า...เจริญธรรมทุกคน วันนี้วันเสาร์ที่ 4 พฤศจิกายน 2566 แรม 6 ค่ำ เดือน 11 ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้วันมหาปวารณาวันที่ 2 แล้ว มหาปวารณาครั้งนี้ ครั้งที่ 41 ปีหนึ่งก็ทำครั้งหนึ่ง บางปีก็ไม่ได้ทำ ก็เลยได้ 41 ครั้ง ที่เราได้มีงานรวมกันมา ทั้งชุมนุมกันชาวอโศกเราทั่วประเทศ และก็มีสมณะ มีสิกขมาตุทั้งหมดด้วย มารวมกัน ชุมนุมกัน มางานมหาปวารณาสักทีหนึ่ง คำว่า “ปวารณา” ก็คือคำที่ท่านหมายความ ให้ว่ากล่าวตักเตือน หรือถึงขั้นด่าว่า ทักท้วง ตำหนิ ติเตียน กันได้ ใครก็ตาม ทุกคน อย่ามีตัวตน อย่ายึดถือตัวถือตน ไม่แคร์ใคร ใครจะใหญ่กว่าข้าไม่ได้ ข้าใหญ่ที่สุด ใครแตะไม่ได้ ใครตำหนิไม่ได้ ใครว่าไม่ได้ สะกิดนิดสะกิดหน่อยก็ไม่ได้ อะไรอย่างนี้เป็นต้น มันก็ยิ่งไปกันใหญ่ คนที่ทนต่อคำว่ากล่าว ตำหนิติเตียน ยิ่งเป็นความจริง คือตำหนิติเตียน ถูกต้อง ตำหนิถูก ไม่ใช่ตำหนิผิด ตำหนิสิ่งที่ตำหนิ เรื่องที่ตำหนินั้น เป็นการตำหนิเพราะมันไม่ควร ไม่ดี ไม่งาม ไม่ถูกต้อง ควรแก้ไขควรปรับปรุง น

อ่านต่อ

ี่แหละถือว่าเป็นขุมทรัพย์ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าเป็นขุมทรัพย์ เป็นขุมทรัพย์อันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติที่จะเจริญ ผู้ที่ได้รับการติติงนั้นเป็นคนที่มีกุศล เป็นคนที่มีคนปรารถนาดี (พระไตรปิฎก เล่ม 29 ข้อ 975 ว่าด้วยการยินดีในการตักเตือน) การจะไปตำหนิติเตียนคนอื่นด้วยอารมณ์ ด้วยกิเลส ยิ่งตำหนิติเตียนชนิดที่ด่าสาดเสียเทเสีย โดยที่เรียกว่า เอาอารมณ์โกรธ อารมณ์ไม่ชอบใจ จะกดข่มคนอื่นเขาไปเฉยๆ คนนี้เลวสุด ไม่ได้ประโยชน์ มีแต่โทษทั้งตนเองและผู้อื่น ไม่ได้เกิดประโยชน์คุณค่าอะไรเลย ไม่มีอะไรเลย สูญเปล่า ตัวเองเสียอย่างเดียว อารมณ์โกรธ อารมณ์ที่มันไม่ดีเป็นกิเลสโกรธครอบงำเอาเสียแล้ว ก็เลวได้เต็มที่นะ นั่นเป็นจุดเสียของการตำหนิ คือการตำหนิด้วยอารมณ์ ตำหนิด้วยกิเลส ตำหนิไม่ถูกต้องด้วย ตำหนิบ้าๆ บอๆ มี อย่างนี้มีกัน ในพวกชาวอโศกเรานี้ อาตมาเห็นว่า ประเสริฐแล้ว ไม่มีแล้ว ความคิดเช่นนั้น ความเป็นเช่นนั้น ลดละหน่ายคลายไม่อยู่ในตัวเรา ก็ประเสริฐแล้ว ดีแล้ว ก็มีเหลือแต่ตำหนิด้วยเมตตา ตำหนิด้วยปัญญา ตำหนิช่วยกันอย่างแท้จริง อันนี้พากันเจริญ เดี๋ยวจะเข้าสู่เรื่องราวสำหรับวันนี้ อาตมา งานมหาปวารณานี้ เขาทำโปรแกรมให้เทศน์อยู่ 2 คาบ วันนี้คาบหนึ่งและวันอังคารเย็นวันที่ 7 อีกคาบหนึ่ง เป็นไปตามอายุวัย ถ้าเป็นเมื่อก่อนนี้เทศน์ทุกวัน ในงานมหาปวารณา 7 วันเทศน์ทุกวัน เดี๋ยวนี้นี่มันไม่ใช่แล้ว ไม่ยอมรับก็ไม่ได้ ไม่ยอมรับความจริงก็ไม่ได้ว่ามันเสื่อม สังขารมันเสื่อม พระพุทธเจ้าตรัสชัดเจนในวันปรินิพพานของท่าน ก่อนจะปรินิพพานว่า สมณะทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลาย ทุกอย่าง สังขารทั้งหลายเสื่อมไปเป็นธรรมดา จงยังประโยชน์ตน ประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อม ด้วยความไม่ประมาทเถิด

การตำหนิคือการเพิ่มผงชูรสให้เรายิ่งต้องพิสูจน์ความจริง มีโยมเขียนกลอนสี่สุภาพมา แต่งล้อตามเพลงผู้ครองรัก โคลงบทนี้แต่งล้อตามเพลง ผู้ครองรัก ของพ่อครูครับ

ขอรักเขา ชั่วฟ้า ดินสลาย ยืนยั่งปานฉานฉาย เมฆฟ้า สูงลอยฟ่องเพริศพราย นภาฟาก สง่าเอย ครองมั่นประทับทรวงข้า เด่นห้วงราตรี ฯ

ทวีรักเขา เช่นผู้ ยิ้มเย็น ขอรักเช่นผู้เป็น ทาสแพ้ ซื่อตรงยิ่งแม้ลำเค็ญ ต้องถูก โบยเอย จักไม่หลีกลี้แล้ มอบไว้ร่างพลี ฯ

ไม่ปราณีแม้ชีพ ป่นไป ปวดเบียดเบียนกายใจ นบสู้ บาปที่สาปเกินไกล ฝืนอด ทนเอย โถมภักดิ์รักแม้รู้ ชอกช้ำฤดีแด ฯ

แท้ซื่อรักเบิ่งเฝ้า แม้ระกำ ไม่รักเราดั่งคำ อีกแล้ว อุตส่าห์ประพฤติธรรม คุณค่า เคียงเอย เศร้าโศกครองไม่แคล้ว เชิดไว้รักชู ฯ

บูชารักหมดห้วง ดวงฤทัย บาปบ่งสาปสิงใจ แนบเจ้า ไผเผลอละเมอไป เป็นเปล่า แน่เอย จักเชิดชูรักเฝ้า ชอกแม้ระกำทรวง ฯ

ดวงแดโพธิสัตว์แท้ แพ้ยอม อยู่อย่างเย็นรอมชอม โลกไว้ ให้หล้าสงบไปตรอม ตรมต่ำ ช้าเอย แต่ชนะกิเลสได้ สะเด็ดสิ้นยินดี ฯ

จึ่งพลีรักเทิดไว้ บูชา โพธิญาณพุทธา- ภิเษกเกล้า เมตตากรุณาพา เจริญจิต จรัสเอย อีกอุเบกขาพ้นเศร้า ใฝ่เฝ้ามุทิตา ฯ ถักธรรม พ่อครูว่า... … ฯ …

ดวงแดโพธิสัตว์แท้ แพ้ยอม นี้เป็นใจของโพธิสัตว์จริงๆ นี้ก็ไม่มีปัญหา แพ้ได้ ยอมได้ ถูกต้อง โพธิสัตว์นี้ แพ้ก็แพ้ ไม่มีปัญหา ไม่ได้เสียหน้าเสียตา ใครจะบอกเสียหน้า เสียศักดิ์เสียศรีอะไร ก็ไม่มีปัญหา แพ้ก็แพ้สิ แม้ที่าุดเราถูกต้องด้วยซ้ำไป เราไม่ได้เป็นผู้ผิดเลย แต่เราถูกตัดสินให้เป็นผู้แพ้ ด้วยความรวมของหมู่สังคมก็ตาม ด้วยผู้มีอำนาจตัดสินให้เราแพ้ก็ตาม อาตมาเจอมาแล้วนะ ได้รับผลอันนี้แล้ว ก็แพ้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้เราท้อถอยในเรื่องที่จะทำสิ่งที่ประเสริฐ สิ่งที่เป็นธรรมะดีงาม หรือทำประโยชน์ให้แก่มวลมนุษยชาติอยู่ ไม่ได้ลด กลับยิ่งทำให้เป็นการเพิ่ม ใช้สำนวนโลกๆ ว่า เ พิ่มผงชูรส ยิ่งทำให้เหมือนเพิ่มผงชูรสให้เรานี่ ให้เรายิ่งต้องพิสูจน์ความจริง แม้เราจะแพ้ แต่เราไม่ได้เป็นผู้ผิด ทำให้เป็นกระจกเงาซ้อนให้เห็นไปอีกว่า ผู้ผิดที่มาจัดการกับเรานั่นต่างหาก ที่ควรจะรู้ตัว ควรจะเห็นตัวเอง ควรจะรู้ตัวเอง ควรจะจัดการกับตัวเอง ไม่ใช่มาเล่นงานเรา ท่านผิดนะ อันนี้อาตมาเป็นจริงเลยในชีวิตชาตินี้ในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นคนที่ไม่รู้แล้วก็มา จะเรียกว่าอะไร มันไม่ใช่แค่ตำหนิ อาตมาไม่ใช่แค่ถูกตำหนิ แค่ถูกปราบปรามเลย ถูกจัดการเลย เพราะฉะนั้นยิ่งมาทำถึงขั้นจัดการปราบปรามเลย น้ำหนักของกรรมวิบาก มันจะมากขนาดไหน นี่เป็นสัจจะ ไม่ใช่ไปขู่ อาตมาว่าไม่ได้ไปขู่ ไปข่ม ไปว่าให้ท่านกลัวหรือใครกลัวก็แล้วแต่ ไม่ใช่ นี่คืออธิบายสัจจะความจริงเป็นเช่นนั้น

อยู่อย่างเย็นรอมชอม โลกไว้ ให้หล้าสงบไปตรอม ตรมต่ำ ช้าเอย อยู่อย่างเย็น ถึงแม้ว่าจะถูกทำให้แพ้ ถูกตำหนิ ถูกข่มอย่างไรก็แล้วแต่ ก็อยู่อย่างเย็น รอมชอม เพื่อให้โลกสงบเย็น ถ้าไปทำให้มันไม่ได้สงบ ประเดี๋ยวมันก็จะไปสู่สิ่งที่ไม่ดีไม่งามตรอมตรมต่ำช้า

แต่ชนะกิเลสได้ สะเด็ดสิ้นยินดี ฯ อย่างเรื่องกิเลสมาทำให้เราหลงผิดอะไรไป..ไม่มี ไม่ได้ทำให้เราพลาดพลั้งหลงผิด ไปทำผิด ไปทำสิ่งที่ไม่ควรทำ ก็เป็นผู้ที่สงบเรียบร้อย ไม่สะดุ้งสะเทือน ไม่โต้ตอบในสิ่งที่ไม่ควรโต้ตอบไปเลย สงบ เย็นสบาย ไม่เกิดสิ่งที่ต้องไปทำให้เดือดร้อนวุ่นวายต่ำช้าอะไร ชนะกิเลสได้สะเด็ดสิ้น ยินดี ก็น่ายินดี

จึ่งพลีรักเทิดไว้ บูชา ถ้าจะอธิบายให้สลับซับซ้อนหลายชั้น พลีรักไว้เทิดบูชา มันเป็นสุดยอด ซับซ้อน แม้ที่สุดจะเป็นความรักโลกีย์ หนุ่มสาว ผู้หญิงผู้ชายก็ตาม เป็นความรักที่อาตมาจัดอยู่ในมิติที่ 1 ต่ำที่สุดแล้วก็ตาม มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ในโลกมี ถ้าเป็นความรักที่ดีบริสุทธิ์ ก็รักทางกามนี่แหละ รักทางที่จะต้องต่อเผ่าต่อพันธุ์ของมนุษย์โลกก็จะต้องมีกาม ก็จะต้องสืบพันธุ์ แค่นี้ก็ตาม ถ้าเป็นความรักที่ดีต่อกัน แล้วก็ทำหน้าที่ตัวเองในมนุษย์ชาติ ในสัตว์โลก ต่อเผ่าต่อพันธุ์มีลูกมีเต้าก็อบรมเลี้ยงดูให้ดี เป็นพลเมืองดีขึ้นไปให้แก่ประเทศชาติ มันก็ประเสริฐระดับที่ 1

จึ่งพลีรักเทิดไว้ บูชา โพธิญาณพุทธา- ภิเษกเกล้า โพธิญาณก็คือความรู้ทางโลกุตระ ในงานพุทธาภิเษกนี้ ก็เป็นการให้ความรู้ เป็นการสร้าง อภิเษก สร้าง กลอนเขาพูดถึงงานพุทธาภิเษก แต่ผู้ชมทักว่า งานนี้เป็นงานมหาปวารณา เออ อาตมาก็เผลอไผลไป งานนี้เป็นงานมหาปวารณานี่เขาเอาคำว่า “พุทธาภิเษก” มาเสริม จะไปเอางานพุทธาภิเษก งานปลุกเสกพระแท้ๆ ของพุทธมาเสริมด้วย ก็เป็นงานชุมนุมของชาวอโศก งานมาเสริมเติมในเรื่องของธรรมะทั้งนั้นทุกงาน

เมตตากรุณาพา เจริญจิต จรัสเอย อีกอุเบกขาพ้นเศร้า ใฝ่เฝ้ามุทิตา ฯ เป็นงานที่สร้างเมตตากรุณา เพื่อที่จะให้เจริญทางจิต

ก็คำนึงถึงเรื่องโคลงกลอน เนื้อหามันก็เลยไม่ต่อกันเท่าไหร่ ก็ไม่เป็นไร แต่เป็นเนื้อแท้ๆ เนื้อของสัจจะธรรมะ ภาษาธรรมะ ถึงใช้ไม่ได้ก็ต้องใช้ มันมีคุณ มันมีความหมายถูกต้องดี ก็โคลงกลอนใช้ได้นะ ที่จริง มันดูสะดุดนิดๆ หน่อยๆ เท่านั้นเอง พากเพียรเข้าถ้าอยากเป็นกวี

ครบรอบ 53 ปี โพธิกิจ งานมหาปวารณาครั้งที่ 41 นี่ก็กวี ครบรอบ 53 ปีโพธิกิจ บทกวีโดย อโศก สัมปวังโก

ในยุคกึ่ง พุทธกัป อัปมรรคผล พุทธชน ช่างออก นอกวิถี หมู่มิจฉา อาสัตย์ อลัชชี เดียรถีย์ อาธรรม นำสังคม สิ้นสามัญ- ญผล ทางพ้นทุกข์ ซ้ำหลงสุข ลวงไซร้ ใฝ่เสพสม ฌานโลกีย์ ลวงจิต ให้ติดจม ทุนนิยม ครอบงำ สัมปทาน จึงนั่งคู้- บัลลังก์ คลั่งดับจิต จึงเสพติด ภวังค์ ช่างวิตถาร จึงคลั่งบ้า อาถรรพ์ อันธการ จนเป็นมาร ศาสนา ค้าเครื่องราง อันว่าทาน การให้ ก็ไร้ผล ศีลก็ปน จารีต สิ่งกีดขวาง ภาวนา วิปริต ผิดแนวทาง บุญต้องสร้าง ด้วยทรัพย์ ช่างอับปรีย์ คฤธรราช อาจอง ทรงวิภพ กู้ขนบ ชินวร ย้อนวิถี จรณะ สิบห้า พาให้มี สังคมศรี อาริยะ ธรรมบาล ห้าสิบสาม ปีผ่าน สู้งานหนัก กอบกู้ศักดิ์ ศรีศาสน์ อย่างอาจหาญ สร้างคนจน จริงใจ ใฝ่ศีลทาน เพื่อสืบสาน สัทธรรม นำสู่ไท เสกขชน พลรบ ขอนบน้อม พ่อผู้ยอม ยังชนม์ พ้นเลยขัย อิทธิบาท จงช่วย อำนวยชัย โรคาไซร้ อย่ามี ชั่วชีวัน โพธิกิจ เกริกไกน ไปทั่วหล้า ชาวประชา มาจนพ้นโมหันธ?

พ่อครูอ่านและอธิบายทีละตอน ในยุคกึ่งพุทธกัปอัปมรรคผล พุทธชน ช่างออก นอกวิถี หมู่มิจฉา อาสัตย์ อลัชชี เดียรถีย์ อาธรรม นำสังคม พ่อครูว่า..ความก็ชัด ไม่ยากอะไร เป็นยุคนี้ยุคกึ่งพุทธกาล อัปมรรคผลก็หมายความว่า มรรคผลมันไม่มีแล้ว อัป- ก็คือไม่มี ปิดประตูมรรคผล กล่าวถึงพุทธชน พุทธศาสนิกชนทั่วไป ออกไปนอกวิถี แม้แต่ผู้มีหน้าที่ทางศาสนา เป็นผู้ที่จะต้องให้ความรู้-ดูแล-สั่งสอนก็ตาม ก็ออกนอกวิถี ผิดพลาด มิจฉาทิฏฐิไปจากธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นหมู่มิจฉา อาสัตย์ อลัชชี เดียรถีย์ อาธรรม โอ้! ครบเลย ครบเครื่องเรื่องตำหนิ หมู่มิจฉา อาสัตย์ อลัชชีคือพวกหน้าไม่อาย เดียรถีย์พวกนอกรีตนอกศาสนาพุทธ อาธรรม-พวกไม่มีธรรมะ แต่นำสังคม

_สิ้นสามัญ- ญผล ทางพ้นทุกข์ ซ้ำหลงสุข ลวงไซร้ ใฝ่เสพสม ฌานโลกีย์ ลวงจิต ให้ติดจม ทุนนิยม ครอบงำ สัมปทาน พ่อครูว่า... ไม่มีแล้ว สามัญผล ผลที่เป็นสามัญ ผลเป็นปกติและผลเป็นธรรมดา ถ้าปฏิบัติถูก สัมมาทิฏฐิ-สัมมาปฏิบัติ-สัมมาปฏิเวธย่อมได้ผลถูกต้องเป็นธรรมดา เหตุถูก-ผลถูก ไม่มีผิดพลาดเลย เป็นปกติ เป็นสามัญ เป็นธรรมดา แต่มันไม่มีแล้ว “สิ้นสามัญผล ทางพ้นทุกข์” ทางพ้นทุกข์ก็ไม่มี สามัญผลไม่มีทางพ้นทุกข์นั้นเอง มันผิด ผิดยังไม่พอ “ ซ้ำหลงสุข ลวงไซร้ ใฝ่เสพสม” นี้เป็นภาษากวี คำสัมผัสล้อตัวอักษร หลงสุข ลวงไซร้ แล้ว “ใฝ่เสพสม” ยังไปใฝ่หา ปรารถนาไปเสพสมในเรื่องที่มันสุข ในเรื่องลวงด้วย “ฌานโลกีย์ ลวงจิต ให้ติดจม” ไปติดอยู่ที่ฌานโลกีย์ อันนี้ก็น่าเห็นใจ เพราะฌานโลกุตระ ฌานวิสัยของศาสนาพุทธนั้นเป็นอจินไตย เป็นเรื่องไม่ใช่ง่าย อาตมาก็พยายามจะอธิบายให้เข้าใจ อาตมาก็ไม่เก่งกว่านี้ ก็พยายามอยู่ที่จะให้เข้าใจ แต่ก็ฟื้นได้ในพวกเราชาวอโศก อาตมากล้าพูดด้วยว่า แม้ชาวอโศกเราจะเข้าใจฌานของพระพุทธเจ้า อาตมาก็กล้าพูดได้ว่า ยังไม่ดีพอหรอก ที่จะรู้จักฌานของพระพุทธเจ้า ฌานวิสัย ที่เป็นลักษณะของฌานพระพุทธเจ้าอย่างบริบูรณ์เต็มๆ ที่ถูกต้อง เช่น ฌานไม่ได้จากการหลับตา หลับตาไม่เป็นฌาน ไม่ได้สร้างฌานให้ศาสนาพุทธเลย หลับตาเป็นฌานของเดียรถีย์ทุกอัน ไม่ว่าคุณจะไปตีขลุมเอาว่า คุณหลับตาทำฌานเสร็จแล้วคุณก็พิจารณาธรรมะหรือคุณเตวิชโชได้ ในขณะคุณนั่งหลับตาทำเตวิชโชพิจารณาธรรมะได้ แต่มันก็ไม่ใช่วิธีการปฏิบัติ เพื่อให้เกิดฌานที่เป็นเหตุ มันไม่ใช่ เพราะการจะให้เกิดฌานของพุทธนั้น ต้องลืมตา ต้องมีศีล มี อปัณณกปฏิปทา 3 เกิดสัทธรรม 7 และเป็นฌาน 1 2 3 4 เจริญไปได้ตามลำดับ ฌาน 1 ก็เริ่มได้ ฌานที่ 2 ก็เจริญยิ่งขึ้น ฌาน 3 เจริญยิ่งขึ้น ฌานที่ 4 ยิ่งเจริญยิ่งขึ้น และก็มีความรู้มีวิชชา 8 มีวิปัสสนาญาณ 8 ที่เป็นตัวสร้างความรู้ให้แก่ผู้ปฏิบัติ เอาไว้ค่อยๆ อธิบายเรื่องฌานนี้อีก เพราะว่าเป็นเรื่องที่สำคัญ ตั้งแต่เรื่องที่อาตมาหยิบมาอธิบายในศาสนาพุทธที่มันเสื่อมแล้วมันผิด เพราะผิดแล้วมันไม่ได้อะไร ตั้งแต่เรื่องคำว่า “กาย” คำต้นเลย กายนี้มิจฉาทิฏฐิคำแรกนี้นะ หมด เริ่มต้นเดินทางผิดเลย จะปฏิบัติให้ตายอย่างไรก็ไม่มีวันบรรลุธรรมพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น กาย คำแรกจึงเป็นคำต้น ที่ต้องสัมมาทิฏฐิให้ได้ ว่าในสังโยชน์ข้อที่ 1 เลย เสร็จแล้วก็ไปพิจารณาปฏิบัติในสติปัฏฐาน 4 กายในกาย ปฏิบัติไปนั่นแหละ เป็นต้นทางแห่งการปฏิบัติ คือต้องเรียนรู้ปฏิบัติทุกกาย ที่คุณมีกายปฏิบัติกาย มีกายนอก-กายใน กายต้องมีนอก-ใน ข้างนอกอย่างเดียวไม่มีใจร่วมด้วย ผิด มิจฉาทิฏฐิ ใจอย่างเดียวไม่มีข้างนอก มิจฉาทิฏฐิในคำว่า “กาย” ก็พูดไม่รู้กี่ที่แล้วไม่ง่ายนะแค่นี้ กายต้องมี 2 เสมอ นอก-ใน ขาดไม่ได้ ขาดอันใดอันหนึ่งไม่ได้ คำว่า “กาย” นี่คือสัมมาทิฏฐิที่สำคัญ เพราะฉะนั้นผู้ที่ไปนั่งหลับตาไม่มีกายข้างนอก ก็เข้าป่าไปแล้ว เลอะเทอะไปเลย ออกนอกรีตนอกทางเดียรถีย์ไปหมด พูดขนาดนี้แล้วก๋ยังเต็มอยู่เลยในวงการศาสนาพุทธ ท่านจะฟังอาตมาบ้างไหม แล้วเอาไปพิจารณาไตร่ตรอง อาตมาไม่ได้ลงโทษ ไม่ได้ด่า ไม่ได้ว่าหรือจะบอกว่า ไม่ได้ตำหนิก็ไม่ได้ตำหนินะ แต่บอกสิ่งผิดให้รู้ตัว ท่านเป็นเช่นนี้ไหม ถ้าท่านไม่ได้เป็นอย่างที่อาตมาว่า ท่านไม่ได้ไปยึดเอาการหลับตาเป็นการปฏิบัติ ท่านเข้าใจปฏิบัติฌานของศาสนาพุทธต้องมีศีล อปัณณกปฏิปทา 3 มีสัทธรรม 7 และสัทธรรม 7 ไม่ใช่เข้าใจได้ง่ายๆ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าไม่เกิดตามหลักธรรมพระพุทธเจ้า ตาม พระอนุสาสนี แล้วมันจะไปถูกยังไง เอาสิก็ดันทุรังไป ไม่ถูกก็ไม่ฟังล่ะ โพธิรักษ์เป็นใคร อะไรจะเอาอะไรมาทำให้เชื่อถือ ก็ช่วยไม่ได้นะ เขาไม่เชื่อ เขาไม่ได้ยอมรับอะไรเลย ไม่มีปรโตโฆษะเลย ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ได้แต่สงสารกันเท่านั้นเอง อาตมาก็ไม่ได้สมน้ำหน้าหรอก อาตมาสงสาร ไม่มีนะจิตที่จะไปสมน้ำหน้าอะไรอย่างนี้ ไม่ ขออภัยเถอะ อาตมาเคยพูดคำว่าสมน้ำหน้าอยู่บ้าง พวกเรานี้ ไม่ได้พูดว่าคนข้างนอก จำไม่ได้ _สู่แดนธรรม... ถ้าพวกเรานี้ไม่แปลกครับ หลายคนที่ผมเคยได้ยิน พ่อครูว่า... ใช่ ไม่แปลกในพวกเรา เป็นคำกระแทกให้กระเทือนให้เข้าใจ แต่ข้างนอกนี่ดูเหมือนไม่ได้ว่าใคร อ้าวต่อ เดี๋ยวจะไม่จบ

“ฌานโลกีย์ ลวงจิต ให้ติดจม ทุนนิยม ครอบงำ สัมปทาน” โอ้! ยึดเป็นสัมปทานเลยเนาะ ทุนนิยมเป็นภาษาใหญ่ อาตมาก็ใช้เป็นคำคู่กับบุญนิยม เพื่อที่จะเอามาให้ศึกษา ทุนนิยมไม่รู้ใครเป็นคนตั้ง แล้วเขาก็รู้แล้วว่าหมายถึงอะไร ทุนนิยมก็เป็นภาษาองค์รวมมีความหมายถึง สภาพไหน อะไรอย่างไร เขาก็รู้กันหมด เป็นคำนิยามของทุนนิยม นิยามลักษณะนั้น ยึดกันเลย ครอบงำกันไป ยึดเป็นสัมปทานไปเลย

“จึงนั่งคู้- บัลลังก์ คลั่งดับจิต จึงเสพติด ภวังค์ ช่างวิตถาร จึงคลั่งบ้า อาถรรพ์ อันธการ จนเป็นมาร ศาสนา ค้าเครื่องราง” พ่อครูว่า…” จึงนั่งคู้- บัลลังก์ คลั่งดับจิต” นี้เป็นภาษากวีนะ ก็ไปนั่งบัลลังก์ คุ้ดคูบัลลังก์ ใช้คำว่าคลั่งใส่เข้าไปเลย เพื่อต้องการคำมาชี้ลักษณะว่ามันไม่ดี ถึงขั้นคลั่ง คลั่งอะไร “คลั่งดับจิต” เข้าใจว่าการดับจิตนี้ คือดับจิตไม่ให้รับรู้ แต่ไม่ได้ดับกิเลส ดับจิตให้จิตหมดหน้าที่ ให้จิตไม่ทำงาน จิตมันก็หยุด มันก็ดับนะ ดับจิต ดับสัญญา ดับเวทนา ดับเจตสิกของมันต่างๆ ให้ไม่คิดไม่นึกไม่ทำอะไร ไปบื้อเฉยๆ นี่แหละมันไร้สาระ ไร้ประโยชน์จริงๆ ออกนอกศาสนาพุทธ แล้วก็ไม่ใช่ง่ายเหมือนกันนะ ไปนั่งทำให้มันดับได้นานๆ โอ้โห มีสำนักที่ร่ำรวยเพราะสอนสมาธิสมถะ สำนักมีเยอะเลย คนตะวันตกคนทางที่ยังไม่เข้าใจศาสนาดีนัก มันวุ่นวายฟุ้งซ่านแบบโลกีย์ แบบทุนนิยม พอมาให้พักดับจิตนี่ โอ้โห..สบาย ติดใจชอบใจ โอ้โห ร่ำรวยกันใหญ่ มีเท่าไหร่ทำทานบริจาคช่วย อู้ฟู่ๆๆ เลย สำนักแต่ละสำนัก ได้รับทั้งชื่อเสียง ได้รับทั้งเงินทอง ได้รับทั้งญาติโยมได้บริวารเยอะ มีมากมายสำนัก เดี๋ยวนี้ก็ยังเยอะอยู่ นี่เราไม่ได้มีเลย ชาวอโศกเราไม่ได้ทำสำนักแบบนี้เลย “จึงนั่งคู้- บัลลังก์ คลั่งดับจิต จึงเสพติด ภวังค์ ช่างวิตถาร” เอาภาษาแต่ละคำมาต่อได้เนื้อความเต็ม ถ้าอธิบายขยายความนี่ โอ้โห! เวลาวันนี้ พูดไม่หมดหรอก นี่ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของบทกวีนี้ “จึงเสพติด ภวังค์ ช่างวิตถาร” เสพติดภวังค์ก็คืออยู่ในภพภวังค์ ภวังคะของจิต ไม่ได้ออกมาข้างนอก ไม่มีกาย ก็ไปเสพไปติดฌานหลับตา ฌานในภวังค์ “ ช่างวิตถาร” เป็นเรื่องวิตถาร คำว่า “ช่าง”คำนี้หมายความว่า คุณมากมายไปในเรื่องนั้น ช่างเป็นอย่างนี้ประจำเลย ทำไมช่างทำอย่างนี้จังเลย หมายความว่าสิ่งนั้นมากมาย อะไรมากมาย วิตถาร ช่างวิตถาร ก็เลยกลายเป็นวิตถารหนักหนาสาหัสไปเรื่อยๆ “จึงคลั่งบ้า อาถรรพ์ อันธการ จนเป็นมาร ศาสนา ค้าเครื่องราง” ขยายเพิ่ม จึงเป็นบ้าคลั่งไปใหญ่ คลั่งคือมันไม่ดีแล้ว มันปั่นป่วน มันเป็นอาถรรพ์ มันไม่ใช่เรื่องเจริญ ไม่เข้าท่า มากมาย มืดมน อนธการ อันธการ มากมายด้วยความมืดมน “ จนเป็นมาร ศาสนา ค้าเครื่องราง” นี่เลยกลายเป็นพวกนี้เลย ขลัง ค้าเครื่องราง อาตมาก็คิดตอนนี้มีในสังคม คุณเปลว สีเงิน กำลังโปรโมทเรื่องสร้างหลวงพ่อทวดองค์ใหญ่ อาตมาก็นึกไม่ออกว่าจะมีคนสร้างหลวงพ่อทวดองค์เล็กไหม ไม่ได้ดู อาตมาไม่รู้ นึกไม่ออกว่าเขาจะมีสร้างองค์เล็กไหม ถ้าพวกที่มีไหวพริบในการจะแสวงประโยชน์คงมี คงแอบสร้าง แล้วก็เอามาจำหน่ายกันในงานนี้ รวยเละเลย ขออภัยเถอะ ขอพูดอย่างตรงๆ เลย พระเครื่องนี่คืออุปาทานธรรมด๊า…ธรรมดา อุปาทานมีผลไหม? มี เช่น คุณเล่นไสยศาสตร์ มีอุปาทาน หนังเหนียว คุณเหนียวจริงๆ ลุยไฟได้ไม่ร้อน คุณลุยไฟได้ไม่ร้อนจริงๆ อย่างนี้ เป็นต้น แล้วมีอีกมากกว่านี้ อุปาทานนี้ ทำให้เกิดเหมือนอิทธิฤทธิ์ อิทธิเดชอะไร ไม่ใช่เหมือนหรอก เขาเรียกว่าเป็นอิทธิฤทธิ์และเป็นจริงด้วยนะ ซึ่งมันเป็นเดรัจฉานวิชา เป็นวิชาที่ขวางทางนิพพาน พระพุทธเจ้าไม่เอา ก็ไม่ได้ไปว่าของเขาไม่จริง ไม่เกิดผล ก็เกิดผล อาตมาก็เคยเล่นมาทั้งนั้น ไสยศาสตร์พวกนี้ ในชาตินี้ ปางนี้ ตั้งแต่เป็นนายรัก รักพงษ์โน่น เล่นมาปฏิบัติ เล่นไสยศาสตร์มาก่อนมาบวชตั้ง 8 ปี ก็ทำ ไสยศาสตร์ก็เป็นวิชาการเดรัจฉานวิชาพวกนี้ เพราะฉะนั้น ใครไปติดใจไปจมอยู่ก็เป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นในเรื่องที่จะเป็นอิทธิฤทธิ์อิทธิเดช ถ้าไม่ใช่ไปแฝงเรื่องอิทธิฤทธิ์อิทธิเดชก็แล้วไป ควรจะนึกถึงหลวงพ่อทวด นึกถึงว่า คำสอนอะไรของท่านที่ตรงสอดคล้องเป็นไปเพื่อนิพพาน ตามพระพุทธเจ้าสอน ไม่ใช่เพื่อโลกีย์ง่ายๆ เช่น ร่ำรวย หรูหรา เจริญทางลาภ ยศ สรรเสริญโลกียสุข อยู่แค่นั้น แล้วก็มีอิทธิฤทธิ์อิทธิเดชว่า ขลัง หลวงพ่อทวดขลัง ระวังแฝง หลวงพ่อไหนก็ตาม แม้แต่ไปหลงพระพุทธรูป พระพุทธรูปคือ ตัวแทนพระพุทธเจ้า แล้วหลงว่าพระพุทธเจ้าจะช่วยแบบนั้น จะช่วยให้ขลัง ให้ร่ำให้รวย ให้เจริญด้วยโลกียะอะไรต่ออะไรพวกนี้ ไม่มี แม้คำสอนของพระพุทธเจ้าที่สอนไว้แล้วนี้ คุณไม่ทำความเข้าใจแล้วเอามาปฏิบัติให้ตรงตามคำสอน แล้วมรรคผลถึงจะเกิด คุณก็ผิดแล้ว คำสอนพระพุทธเจ้านี่แหละ เพราะฉะนั้น ต้องศึกษาให้ตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าและปฏิบัติให้ตรง ทำความเข้าใจให้ถูกต้องสัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติให้เป็นสัมมาปฏิบัติ จึงจะเกิดสัมมาปฏิเวธ จึงจะเกิดมรรคผลที่ถูกต้องแทงทะลุเลย บรรลุรู้สุดยอดจบได้ ไม่ใช่ความขลังของพระพุทธเจ้า ที่มาปฏิบัติตามธรรมพระพุทธเจ้า ศรัทธาเต็มที่ แต่ไปปฏิบัติผิด ผิดอย่างไรก็ไม่บรรลุ ก็ได้ผลไปออกนอกทิศนอกทาง ไม่ใช่ทางบรรลุนิพพาน นี่คือนัยที่ลึกซึ้ง ไม่ง่าย ฉะนั้นจะเป็นฌาน นิยามตัวหนึ่งของฌานคือพลังงานจิตที่กำจัดกิเลส พลังงานจิต คุณต้องทำพลังงานจิต พลังงานจิตตัวนี้ประกอบไปด้วยปัญญาเป็นหลัก ฌานคือปัญญา ปัญญานี่แหละคือธรรมฤทธิ์ ที่อาตมาพูดย้ำอธิบาย กิเลสเจอหน้าปัญญา มันวิ่งหนีหูตูบ นี่ก็พูดมาใช้สำนวนเก่า พูดซ้ำพูดซากหลายที มันมีฤทธิ์เป็นเช่นนั้นจริง ขอให้มันเกิดธาตุปัญญาที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า ที่อาตมา (พ่อครูชูหนังสือขึ้น) ขออภัยนึกว่าเป็นหนังสือ “ปัญญา “เล่ม 2 เล่ม 3 อันนี้เป็นหนังสือ “คนจนที่มีแบบ เล่ม 2” นึกว่าเป็นหนังสือ “ปัญญา 8” เขาเอามาวางให้โฆษณา ก็ถือโอกาสโฆษณาตรงนี้เลย หนังสือคนจนที่มีแบบเล่มใหม่ออกวางตลาด อาตมาเพิ่งได้รับ ยังไม่ว่างพอจะอ่านทวน ใครต้องการหนังสือคนจนที่มีแบบก็ติดต่อหาเอาไปอ่านได้ ถ้าคิดว่ามันเป็นหนังสือที่ควรอ่านก็เชิญ ถ้าใครไม่สนใจก็ไม่มีปัญหาอะไร ไม่สนใจก็ไม่ขวนขวายหาหรอก ยังไม่มีมาก _สู่แดนธรรม... หนังสือคนจนที่มีแบบที่พ่อท่านเขียน ก็เป็นผลของปัญญา ออกมาจากปัญญา พ่อท่านกำลังอธิบายเรื่องปัญญาที่ชำระกิเลสได้ มันต้องมีคุณภาพขนาดไหน พ่อครูว่า... ก็ถูกต้องออกจากปัญญา ถ้ายังไม่อธิบายตอนนี้ ปัญญามีผลที่จะทำให้เกิดคนจน ปัญญาของพระพุทธเจ้านี้พาให้เกิดความจน ให้เกิดเป็นคนจน ไม่ใช่ให้ไปเป็นคนรวย ปัญญาของพระพุทธเจ้านี่เป็นความรู้ที่ทำให้คนมาจน คนมาจนเป็นคนประเสริฐ คนไปรวยนี่คือคนซวย คนมาจนคือคนประเสริฐ อันนี้เป็นสัจจะที่ยากจะเข้าใจ เป็นอจินไตย คนโลกโลกย์เขาฟังแล้ว “เอ็งอย่ามาหลอกให้ยากเลย ข้าไม่หลงตามเอ็งหรอก จะให้ไปจนอย่างเอ็ง ข้าก็จะรวยของข้านี่แหละ อย่ามาหลอกให้ยากเลย” เขาจะไม่เชื่อ เขาจะไม่เอาด้วยเลย เขาจะไม่เห็นคุณค่า ของการมาจนเลย เพราะฉะนั้นเศรษฐศาสตร์ที่สอนอย่างนี้ มีผู้สอนเศรษฐศาสตร์ที่สอนอย่างนี้ในโลก ดูเหมือนจะมี ถ้าไม่อาตมาก็มีในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่สอนให้มาจน ซึ่งคำนี้ออกมา ก็ทวนอีกที พูดหลายทีแล้ว และมีหลักฐานยืนยันด้วย มีรัฐมนตรีของประเทศเกาหลี เขาเป็นเพื่อนกับนายกรัฐมนตรีฝากมาถาม ว่าจะบริหารประเทศบริหารมนุษย์ บริหารแบบไหนดี ท่านก็ไม่อยากจะตอบ เขาก็ถามหลายที ท่านก็บอกว่าให้ตอบก็ตอบได้ บริหารแบบคนจน ไอ้คำว่าคนจนเขาก็ต้องรู้แล้วความหมายตามที่ท่านใช้ภาษาอังกฤษ แบบคนจน เขาก็เข้าใจกันแหละ เขาก็งง ต้องการทราบอีก ท่านก็อธิบายให้ทราบอีก แต่ว่าผู้รับคงไม่ง่ายที่จะรับความรู้รายละเอียดอันนี้ แม้ในหลวงท่านก็เป็นสายเจโต ถ้าเป็นโพธิรักษ์ก็คงจะใส่ให้นิ่งอยู่ตรงนั้น นั่งไม่มืดก็สว่างอยู่ตรงนั้น ก็คงจะอธิบาย เพราะคนอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ที่ควรอธิบายให้ฟังเป็นรัฐมนตรี เขาก็จะไปอธิบายสู่เพื่อนเขาที่เป็นนายกรัฐมนตรีได้ฟังอีกที มันก็จะได้ประโยชน์ในการให้มนุษยชาติได้รับความรู้ที่น่ารับไปอันนี้ เรื่องนี้จะต้องพิสูจน์กันต่อไป วรรคไว้ก่อนเรื่องความจน ต่อมา (บทกวีจาก อโสก สัมปวังโก) “จึงคลั่งบ้า อาถรรพ์ อันธการ จนเป็นมารศาสนา ค้าเครื่องราง” พ่อครูว่า... เนี่ย ทำเครื่องราง ก็พูดไป ต่อไปจนกระทั่งพวกที่กลายเป็นพระเครื่องราง พูดถึงพระเครื่องรางนี้ ขออภัย ขออาตมาพูดนิดหนึ่ง อาตมามีพระที่เขาไปหล่อเป็นเหรียญ เหรียญโพธิรักษ์มีนะ หล่อโลหะมา กลุ่มสัจจะออมทรัพย์เขาเป็นเจ้ามือ หล่อขึ้นมาในตอนนั้น ฉลองตอนกี่ปีไม่รู้ เขาก็เลยหล่อออกมา กี่ร้อยกี่พันเหรียญไม่รู้ เขาก็แจกกันไป เขาก็ให้อาตมามาอยู่ อาตมาก็ไม่อยากแจก เขาสร้างมามันเลย 10 กว่าปีมาแล้ว จะถึง 20 ปีแล้วมั้ง เขาสร้างมา สร้างมาอย่างเก่งก็พันเหรียญคงไม่ใช่หมื่นเหรียญ คงเป็นขั้นต่ำของโรงงานเขา เป็นเหรียญโลหะ ยังเหลืออยู่ที่อาตมายังแจกไม่หมด ไม่ค่อยอยากแจก แล้วก็มีคนอยากได้ แม้แต่พวกเราก็อยากได้ หลงขลังอะไรต่ออะไรไป แต่พวกที่เข้าใจไม่หลง ในภาพที่ insert บนจอตอนนี้ เป็นที่ล็อกเก็ต เป็นภาพถ่ายแล้วพิมพ์ลงไปใน วัสดุ พ.ศ 2554 มีบางอันชุบทองคำด้วย ไม่ใช่ทองคำแท้ แต่เป็นทองคำแท้ก็มี แต่ที่พูดถึงนี้มันเป็นเหรียญเป็นโลหะหล่อ พิมพ์ออกมาเป็นแบบ เป็นเหรียญกลมๆ เป็น Bas-Relief เป็นรูปนูนๆ ไม่เต็มรูปไม่เป็น Round

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน