661121 พ่อครูคุยเช้า จรณะ 15 กาย สภาวะอุปัชฌาย์คืออย่างไร.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์19 KB
วันที่แก้ไข7 กุมภาพันธ์ 2567

เนื้อหาในไฟล์

661121 พ่อครูคุยเช้า จรณะ 15 กาย สภาวะอุปัชฌาย์คืออย่างไร https://youtu.be/iU5GonV-hH8

พ่อครูคุยกับปัจฉาตอนเช้าที่บ้านราช 21 พ.ย. 2566

พ่อครูว่า... โภชเนมัตตัญญุตา เราจะกินหรือเราจะใช้สัตว์ เออเราใช้งานสัตว์ยังพอทำเนา แล้วกินสัตว์ เฮ้ย! มันใช่หรือเปล่า ศีลข้อนี้ ท่านได้กินสัตว์หรือเปล่า เขาไม่ได้ศึกษา ไม่ได้พิจารณาเข้าไปถึงความหมายของศีลข้อนี้ เพราะฉะนั้น หากปฏิบัติศีลไม่ได้เกี่ยวกับอปัณณกปฏิปทา 3 เลย คือไม่ใช่ได้ปฏิบัติธรรมเลย พอมาระลึกได้ ตายๆๆ เรากินเนื้อสัตว์มาตั้งเท่าไหร่แล้ว ละอาย รู้สึกสำนึก ว่ามันไม่ควรกินนะ ละอายจนกระทั่งรู้ เฮ้ย บาปนะ เอ้ย กิน สัตว์มันบาปนะ นี้เป็นผู้เจริญขึ้นมาเรื่อยๆ จากศีล

อปัณณกปฏิปทา ข้อ 3 ชาคริยานุโยคะ มันไม่เคยตื่นเลย มันมีแต่หลับไหลหลงใหลอยู่กับโลกโลกียะ งมงายอยู่กับกาม อยู่กับโทสะ อยู่กับอะไรต่ออะไรไป สร้างอำนาจบาตรใหญ่ งมงายอยู่กับอำนาจบาตรใหญ่ มันไม่ตื่นเลย ฆ่า ฆ่า ฆ่า สร้างอะไร สร้างสิ่งที่จะเถลิงอำนาจให้แก่ตัวเอง สร้างตั้งแต่พฤติกรรมที่โหดเหี้ยมจน กระทั่งถึงวาทะที่มันบาดเสียด ฆ่า เชือดเฉือนคนอื่นได้ คิดหาแต่วิธีที่จะต้องฆ่า วิธีที่จะชนะคะคาน วิธีที่จะยิ่งใหญ่ วิธีที่จะได้เป็นเจ้าของลาภเจ้าของยศอำนาจ ปัจฉาว่า แจกเงินดิจิตอล พ่อครูว่า ทั้งนั้นแหละ ซึ่งถ้าเข้าใจแล้วมันก็ โอ้หนอ คนเราก็มาสร้างสรรค์ทำมาหากิน เออ เรากินอะไร ปัจจัยสำคัญ เราทำไม่เป็น เช่น ทำนาไม่เป็น เออเรากินเราใช้อะไร ปัจจัย 4 เออเป็นช่างสร้างเรือน ไม่เป็นก็ไปเป็นหมอยา ไปเป็นลูกน้องหมอแตง หมอแตงเป็นหมอ ไปเป็นลูกน้องหมอแตงทำยา นี่พวกปัจจัย 4

ปัจฉา : จะเป็นหมอดูต้องไปเป็นลูกน้องหมอแป้ง พ่อครู : เออ หมอดูไม่เอา ไม่ใช่ปัจจัย4 หมอยาหมอรักษาโรคอะไรก็เข้าท่

อ่านต่อ

าหน่อย ปัจฉา : หมอปลาก็ได้นะ ไปเป็นลูกน้องหมอปลา หรือหมอปาล์มก็ได้ เป็นหมอความ พ่อครู : หมอความก็ไม่เอา หมอปลาก็ไม่เอา ปัจฉา : เพราะชาคริยาแล้ว พ่อครู : ใช่ ชาคริยา อปัณณกฯ นี่แหละ

เพราะงั้น เราจะปฏิบัติศีลศีลข้อ 1 เกี่ยวกับสัตว์ ข้อ 1 สำรวมอินทรีย์เกี่ยวกับสัตว์ สัตว์ที่ว่านี่ข้อที่ 1 สัตว์ ศีลข้อ 1 เกี่ยวกับคนนี่แหละ สรุปเข้ายอดเลย เราจะคบกับคนๆ ใด ใดๆ แล้วแต่ แทนที่เราจะเป็นคนโหด เป็นคนเอาเปรียบ เราก็เป็นคนรักคนอื่น เป็นคนช่วยเหลือคนอื่น เป็นคนมีเมตตาคนอื่น เนี่ยเป็นเนื้อแท้ เมื่อเรามีชีวิตอยู่อย่างนี้ มีใจเกื้อกูล เพิ่มพูนเสียสละ สมบูรณ์เลย อิสรเสรี นี่นะ ตั้งแต่คำว่า อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น เนี่ยมันใช้วัด เป็นมาตรวัด เครื่องชี้วัดว่า เรามีสิ่งเหล่านี้สมบูรณ์แบบมั้ย เราปฏิบัติธรรมแล้ว เรามีชีวิตขึ้นมาอิสระมั้ย ทุกวันนี้เรามีอิสระอะไร อิสระคือ 1.ไม่มีเครื่องผูกคอ ผูกมือ ผูกตีน มีสมบัติผูกมือ บุตรรัดขา ภรรยารัดคอ ไม่อิสระ "ปุตฺโต คีเว ธนํปาเท ภริยาหตฺเถ" ปุตโต คีเว : บุตรคือบ่วงผูกคอ, ธนังปาเท ทรัพย์คือบ่วงผูกขา, ภริยาหัตเถ ภรรยาคือบ่วงผูกมือ

มีบุตรบ่วงหนึ่งเกี้ยว พันคอ ทรัพย์ผูกบาทาคลอ หน่วงไว้ ภรรยาเยี่ยงบ่วงหนอ รึงรัด มือนา สามบ่วงใครพ้นได้ จึ่งพ้นสงสาร (โคลงโลกนิติ)

เราไม่มีอะไรผูก เราไม่มีอะไรมัด มีอิสรเสรี เราไม่มีอะไรผูกมัด มันหลุด มันว่าง มันไม่มี ปุตฺโต คีเว ธนํปาเท ภริยาหตฺเถไม่มี ไม่ถูกผูก

ปัจฉาว่า...เมื่อวานนี้ แมวบินไปถึงบ้านตาสะพานบุญกับยายเรือง ข้าวของเยอะเกิน แมวบินถาม ยายตกลงจะให้แมวบินไปไหม ยายก็ตกลงด้วยน้ำตา แมวบินก็ไปขนมาได้เป็นรถเลย แถมบ้านข้างๆ ยายเรือง บ้านของทนายแดง บอกบ้านของผมก็ของเยอะ มาเอาไปด้วย กระบวนการแมวบินหรือเมี่ยนสะอาดทำให้พวกเราสละข้าวของได้ดีขึ้นครับ

พ่อครูว่า... ดีนะ พวกเราพวกนี้ นี่เป็นเรื่องที่เจริญทางธรรม ไอ้อย่างงี้ก็ดี มันขัดเกลาได้ง่าย ดูเหมือนมันเป็นวัตถุนะ แต่มันจริงนะ ใจมันผูกมัดเราด้วย เออ เขาเอาไปแล้วนะ เขาขนไปจริงๆ นะ ปัจฉา : พอขนไปจริงๆ ยายเรืองว่า เออ! เบาแล้ว บอกตอนเดินผ่านกัน พ่อครูว่า อันนี้แสดงถึงเป็นผู้มีภูมิธรรม รู้สึกได้ปลดปล่อยออกไป ถ้ายังเป็นคนที่มีกิเลสอยู่ ก็ โอ๋ย! เอาของฉันไป ขนาดผ้าขี้ริ้วยังเอาไป (ร้องครวญ)ผ้าขี้ริ้วของเรา เขาเอาไปแล้ว ปัจฉา : โอฬาริกอัตตา นี้ยาก

พ่อครูว่า พวกเรานี่อิสระ สบาย ตรวจสอบได้เลย สบาย ความหมายง่ายๆ ก็ได้ สบาย สัปปายะ 4 ยิ่งดีใหญ่เลย สงบ วูปสโม สงบ สงบสันติ สงบจิต จิตปัสสัทธิ จิตสันติ สงบ อบอุ่น มีหมู่มีมิตร มีญาติ โอ้! อบอุ่น อิ่มเอม สบาย อบอุ่น แล้วก็อิ่มเอม เกษม นี่ก็สุดยอด เกษมใส ใจเกื้อกูล ทีนี้ก็เป็นคุณสมบัติอันเจริญพิเศษ มีใจเกื้อกูล เพื่มพูนการเสียสละ ที่นี้จบเลย ยอด ใจเกื้อกูลเพิ่มพูนการเสียสละ

มันเป็นจริงไหม เราเป็นได้จริงไหม จิตใจเราเป็น จิตใจของเราเบิกบาน ที่เราได้มีใจเกื้อกูล กับจิตใจที่ต่างกัน จิตใจไม่เกื้อกูล แต่กลายเป็นจิตใจที่เห็นแก่ตัว เห็นแก่กรอบขอบเขตที่จะเอา จะเป็น จะมี จะให้ได้ดั่งใจเนี่ย ไม่ได้ดั่งใจนี้มันมีมั้ย ปัจฉา: ไม่แคร์ใคร พ่อครูว่า เออ ไม่แคร์ใคร ปัจฉา : แคร์กูคนเดียว ไม่แคร์ใคร โง่ที่สุด พ่อครูว่า ไม่แคร์ใคร สุดยอดเห็นแกตัวจริงๆ ไม่แคร์ใครนี้ แคร์กูคนเดียว ดูหนังถ้าเข้าใจจริงๆ ชัดๆ จะเห็นได้ว่า โอ้โห! คนอะไรวะ ถ้าไม่มีตัวตนเนี่ย เราแคร์คนอื่นทั้งหมด เหมือนกับเราเองเนี่ยเรามีชีวิตนะ แต่เราไม่เป็นอะไรเลย เราก็ต้องแคร์คนอื่น เราไม่เป็นอะไร (ทำอะไรไม่เป็น) ต้องให้คนอื่นเขาช่วย นี่เราต้องแคร์คนอื่นมาก แค่เราบอกว่า เรามี เราพอช่วยตัวเองได้บ้าง แล้วเราก็ผยอง ผยองๆ จนกระทั่งไม่ให้ใครช่วยแหละ มันก็ดีนะ ในมุมดี เป็นผู้ที่พึ่งตนเองรอด จนเป็นที่พึ่งคนอื่นได้ ถ้าคุณเองพึ่งตนเองรอด จนกระทั่งเป็นที่พึ่งคนอื่นได้ แม้ทุกอย่างคนอื่นจะต้องมาพึ่งเรา คุณจะต้องมีใครไหม เพื่อที่คุณจะได้ช่วยเขา ก็ต้องมีอยู่เอง คุณไม่แคร์ใครได้ไง อยู่คนเดียวไม่ได้ แม้แต่คุณจะเป็นพระพุทธเจ้า คุณก็ต้องแคร์สาวก ถ้าไม่แคร์ เริ่มตั้งแต่แคร์ 5 องค์มา ตั้งแต่เริ่มก็ไม่ได้เรื่องเลย นี่เริ่มมาแคร์ตั้งแต่ 5 องค์มา ปัจฉา : มารบอกว่า อย่าไปแคร์เลยท่าน ท่านบรรลุแล้ว ท่านก็ไปสะ พ่อครูว่า เออ มารบอก ท่านบรรลุแล้ว ท่านก็ตายซะ มารบอก ตรัสรู้แล้วตายซะ ไม่ต้องไปสร้าง ไม่ต้องไปแคร์ใครเลย พระพุทธเจ้าบอกว่า ไม่ได้ เรายังไม่ได้ทำให้มีสาวกที่จะปรับวาทะ หรือว่าเป็นผู้ที่สืบทอดจำแนกแจกแจงอะไรได้เป็นที่แข็งแรงมั่นคง เรายังไม่ตายหรอก มารไปๆๆ ปัจฉา : ท่านไล่มารไป พ่อครูว่า ท่านไม่ได้ไล่หรอก มารไปเอง ปัจฉา : ในทางสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าเราทำอะไร มันกระทบสิ่งแวดล้อมทั้งนั้น พ่อครูว่า ใช่สิ เราหายใจออก เราปล่อยอะไรออกมากับลมหายใจ นี่กระทบแล้ว ดีไม่ดีคนอื่นสูดเข้าไป เอ้ย! ลมหายใจของข้า เอาคืนมา จ่ายมา จ่ายค่าลมหายใจมา เฮือกละเท่าไร ปัจฉา : คนที่ไม่แคร์ใครก็คือไม่รู้ตัวนี้ ไม่รู้ตัว พ่อครูว่า มันพึ่งพาอาศัยกัน ทุกอย่างพึ่งพาอาศัยกัน ลูก พ่อแม่ พ่อแม่ไม่แคร์ คลอดลูกมาแล้วก็ปล่อย ลูกมันจะอยู่หรือไม่อยู่ช่างมัน ก็ตายเท่านั้นเองลูก ปัจฉา : ทุกคนต้องแคร์อยู่แล้ว เพียงแต่จะไปแคร์ที่ไหน จะแคร์อยู่ที่บ้าน หรือจะแคร์หมู่นี้ ถ้าเราไม่แคร์อยู่กับหมู่นี้เราก็ไปแคร์อยู่กับหมู่โลกโลกย์ พ่อครู : ไปแคร์อยู่กับหมู่โจร ปัจฉา : คุณสมพรเขาบอก เขาอยากจะมาแล้ว แต่ว่ายังป่วยอยู่ ก็เลยรอก่อน เป็นหวัดน้ำมูกย้อย เขาอยู่ที่บ้านเขาก็แคร์ที่บ้าน เขาไปเกี่ยวข้าวไง ถามเขา แคร์ที่บ้านหรือแคร์ที่วัด เขาบอก แคร์ที่วัดดีกว่า

ปัจฉา... วันอาทิตย์..ที่บ้านราช จะมีพิธีบรรพชาสามเณรสองรูปครับ ทีนี้ทางคุณแอ๊ด ทองแก้ว รายการพุทธชีวจิต เขาอยากจะทำสกู๊ปออกรายการ หัวข้อ”กว่าจะมาเป็นสมณะ” และ เขาขอสัมภาษณ์บันทึกเทป พ่อครูและอุปัชฌาย์ รวม 3 รูป และสัมภาษณ์ท่านที่บสชมาทีหลังนี้ … เขาจะขอสัมภาษณ์พ่อท่านว่า ทำไมพ่อท่านบวชให้นักบวชชาวอโศก ไม่เหมือนกับที่อื่นบวช พ่อครูว่า... บวช โอ้ดี เช้านี้ก็ยังคิดถึงอุปัชฌาย์อยู่เลย ความเป็นอุปัชฌาย์เป็นผู้นำเข้าหมู่ “อุปัชฌาย์คือผู้นำเข้าหมู่” มันลึกซึ้งมากอุปัชฌาย์ไม่ใช่ผู้บวชให้ ไม่ใช่

อุปัชฌาย์คือผู้นำเข้าหมู่ ให้หมู่นี่มารับว่าเป็นสงฆ์เป็นภิกษุหนึ่งรูปหนึ่ง ให้หมู่รับยอมรับ หากว่า “เธอจงมาเป็นภิกษุ” อ้าว! เป็นพระพุทธเจ้ารึ พระพุทธเจ้าเท่านั้นทำได้ อุปัชย์ฌาไม่ใช่เอหิภิกขุปสัมปทา ซึ่งพระพุทธเจ้าทำได้คนเดียว คุณทำไม่ได้ นี่แหละมันติด มันติดมาว่า นึกว่าเป็นเหมือนพระพุทธเจ้า นึกว่า หมู่สงฆ์อย่างน้อย 5 รูป หรือธรรมดาต้อง 10 รูปขึ้นไป เข้าหมู่ 10 รูปขึ้นไปมายอมรับว่า เออ ผู้นี้นี่ใช่

จริงๆแล้วแม้แต่จะไปบอกว่าให้ไปซัก นัตถิ 5 อามะ 8 อะไรเนี่ย มันไม่ใช่แค่นั้น อย่างเราทำนั่นแหละ ทุกอย่างมันถูกต้องตามธรรมพระพุทธเจ้าเลย เรามาซัก ตั้งแต่มาขั้นต้นเป็นปะ ซักตั้งแต่มาเป็นนาค ซักจนมาเป็นเณร ซักจนกระทั่งมาได้เป็นพระ ซักอันนั้นแหละ คือการซักถาม ไม่ใช่ว่า นัตถิ 5 อามะ 8 คือมันกร่อนมาจนกระทั่งเหลือ นัตถิ 5 อามะ 8 ก็ซักกันจริงๆว่า เออ มันจะสมควรเหมาะ มันมีคุณธรรม มันมีอะไรๆ มันพอที่จะมีอยู่ในเกณฑ์ที่จะมาเป็นคนที่ให้คนอื่นเขากราบเขาไหว้ เข้ามาไม่ได้ไปทำให้ธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าเนี่ยเสียหาย เรียกว่า”ญัตติจตุตถกรรมวาจา” คือมีญัติติจากหมู่ … และมีพระพุทธเจ้าองค์เดียวที่ทำเอหิภิกขุปสัมปทาได้ ยังมีอย่างอื่นอีก “ติสรณคมนูปสัมปทา” เป็นการบวชเณร

ท่านมหาปยุตฺ ยังเข้าใจคำว่ากาย ยังไม่ได้จริงๆ ท่านก็แปลของท่านอยู่ชัดเจน สรีระแปลว่าร่างกาย ไม่ได้ สรีระแปลว่าร่างกายไม่ได้ สรีระแปลว่าร่างเฉยๆ Body ท่านเอากายไปด้วย สรีระนั้นยังไม่มีจิตร่วม ถ้ากายมีจิตร่วม ที่บอกว่า สะรีระแปลว่าร่างกาย นี้แสดงว่ายังไม่พ้นสักกายทิฏฐิ ปัจฉา : ในพจนานุกรมของท่านปยุต ฉบับประมวลศัพท์ พ่อครู : อย่าง อปุญญะ ท่านแปลว่า ไม่ใช่บุญ ไม่มีบุญแล้ว ก็คือเป็นบาป อย่างนี้เป็นต้น เป็นการขยายความความคิดความเชื่อของมหาปยุตเอง ก็แสดงถึงภูมิของมหาปยุต เพราะฉะนั้น บุญ ท่านก็ยังเข้าใจไม่ได้ เอาละ คำว่าบุญ ก็ยังเห็นใจ มันเข้าใจยาก ส่วนคำว่า กาย ตัวแรกนี้ ท่านก็ยังไม่เข้าใจ ทั้งๆ ที่คำว่ากายในพจนานุกรม ตัวเองก็แปลไว้ว่า คำว่ากายคือองค์ประชุม นั้นคือ กายไม่มีเดี่ยว คำว่าบุญเป็นเอกังสะ แต่กายไม่ใช่เอกังสะ เป็นเทวะขึ้นไป นะ อย่างนี้เป็นต้น ท่านก็ยังแยกไม่ออก เทวะ กับ เอกังสะ นี้ พจนานุกรมแปลชัดเจน กายคือองค์ประชุมของเจตสิก บอกอย่างนี้ตรงๆ เลยในพจนานุกรม ไม่ได้บอกว่าเป็นองค์ประชุมของสรีระภายนอก บอกเจตสิกเลย อย่างน้อยก็ เวทนา สัญญา สังขาร ทั้งพจนานุกรมของใครๆ และของท่านด้วย ก็เห็นแปลถูกกันอยู่ แต่เวลามาปฏิบัติจริงๆ ไม่ได้ปฏิบัติตามพจนานุกรม มาปฏิบัติความเป็นกายหมายถึงส่วนเดียวข้างนอก เป็นร่าง เป็นสรีระ เท่านั้น ปัจฉาว่า กายคตาสติ ของเขา ยุบหยอ ย่างหนอ เดินหนอ กินหนอ หาหน่อไม้หนอ อะไรอย่างนี้ คือมันไม่มีครบ มันยากเหมือนกันนะ เพราะว่า มันดูเหมือนเผินๆ ไปเลย ผมเอง ตอนแรกที่พ่อครูมาพูดเรื่องกาย ทำไมต้องมาเน้น ก็อ้าว ผมก็แยกส่วนมาตลอด ..?.. และไม่เป็นปัจจุบันด้วย อย่างนี้มันคิดเอา พอกาย ก็นึกเอาแต่นี่ มือไม้ขยับ จัดตัวนั่งตรง ไม่มีอารมณ์ความรู้สึก ไม่ได้อ่านเลย มันแยกส่วนไปหมดเลย กาย สักกายทิฏฐิมันก็เลย … เขาก็ถือว่าสัมมาทิฏฐิแล้ว พ้นสักกายทิฏฐิแล้ว เออ ตรงนี้ พอพ่อครูมาย้ำเน้นบ่อยๆ เข้า เราก็ อ้าว มันต้องปัจจุบันนี้นะ ตาหูจมูกลิ้นกายสัมผัส สัมผัสแล้วมันยังกลาง อะไรพวกนี้ พ่อครูดื่มน้ำจากกระบอก ดื่มจนหมด พ่อครูว่า ทุกทีต้องเอาน้ำล้างก้นกระบอก ล้างเศษมัน เอาน้ำกลั้วๆ แล้วก็ดื่มมัน ต้องให้เกลี้ยง ไม่ให้เหลือ ปัจฉาว่า แต่ก่อนพวกเราก็กินน้ำล้างบาตร ประหยัดมากเลยนะ กินเสร็จแล้วก็เทน้ำ กินน้ำล้างบาตรอีก พ่อครูว่า ก็มันอาหารนะ ได้ล้างบาตรไปในตัว และก็ได้ดื่มน้ำไปในตัว ได้ประหยัดน้ำด้วย อาหารก็ไม่เสียหาย เก็บหมดเศษเล็กเศษน้อย เศษอาหาร เอาน้ำล้างบาตรแล้วกินเข้าไป ยังไม่ได้สกปรกอะไรนี่ ปัจฉา : แต่มันไปรังเกียจว่าเป็นน้ำล้างบาตร พ่อครูว่า ใช่ไหม ความเผินๆ ของคน ปัจฉา : พ่อครูสอนหมด ล้างก้นก็ยังสอนเลย เข้าห้องน้ำก็อย่างเสียงดัง สอนละเอียดมาก สอนทุกอย่างเลย แล้วก็อย่ายึดมั่นถือมั่นนะ ก่อนนี้ทำแต่เพื่อตัวเองนะ คนอื่นเขาก็ช่างเขา

ปัจฉาว่า ที่คุณแอ๊ด ทองแก้ว จะทำรายการตอนบวช เรื่องที่จะสัมภาษณ์อุปัขฌาย์ 3 องค์ … พ่อครูว่า พูดถึงเรื่องอุปัชฌาย์ อุปัชฌาย์คือผู้เอาเข้าหมู่ ผู้นำเข้าหมู่ แม้แต่ฆราวาสก็ตาม เพื่อนฝูงชาวอโศกนำใครเข้ามา เข้ามาเข้าหมู่ ก็เป็นอุปัชฌาย์ เป็นสภาวะอุปัชฌาย์โดยสัจธรรม โดยธรรม คนที่นำคนมา ให้มายินดีในธรรม มามนสิการ แล้วก็มาศึกษาอย่างมีผัสสะ มี อปัณณกปฏิปทา 3 แล้วก็รู้จักการพิจารณาเวทนา แล้วก็จัดการกับเวทนาเป็นกรรมฐาน จนละกิเลสออก ละกิเลสได้ จนจิตตั้งมั่น จิตเป็นสมาธิ จนกระทั่งจิตเจริญมีสติเป็นอำนาจ มีปัญญาเป็นธาตุเป็นอาการอยู่เหนือ เป็นอุตตระ มีปัญญาเป็นอุตระ มีวิมุตติเป็นแก่นได้จริง นี่แหละผู้นำเข้าหมู่มาให้ได้เกิดเจริญแบบอย่างนี้ เจริญอย่างนี้จริงๆ นั้นแหละคืออุปัชฌาย์ จะเป็นใครก็แล้วแต่ มาแล้วก็เออนำพากันไปทำให้เกิดอย่างนี้ได้ ถึงวิมุตติเป็นอมตบุคคลได้ นั่นแหละคืออุปัชฌาย์

ทุกวันนี้อุปัชฌาก็ไม่รู้เรื่องอะไร ทำพิธีบวชได้ทรัพย์ เป็นค่าบวช เป็นค่าอุปัชฌาย์ บวชให้แล้ว แล้วก็ไป ยิ่งกว่าเป็ดไข่ทิ้ง ไก่มันยังฟักนะ เป็ดทุกวันนี้มีแต่ไข่ ไม่รู้เรื่อง ทิ้งไป ไม่เกี่ยว เดี๋ยวคนก็มาเก็บไข่ ปัจฉาว่า อย่างธรรมกายไปกวาดต้อนมาเลย กระตุ้งกระติ้งอะไรเอาหมด ได้ตังค์ด้วยนะ วัดไหนส่งคนมาบวชนี้ ถ้าถึง 5 รูปให้แสนหนึ่ง มันจะบวชเอาอะไรกันเนี่ย เอาปริมาณ พ่อครูว่า โอ้ย มันเป็นวิธีการของธรรมกาย เป็นกลวิธีการอาชีพ เอามาทำลายศาสนา มาปู้ยี้ปู้ยำศาสนา เลี้ยงชีพตัวเอง ฉิบหายวายป่วงหมด ฝีมือธัมไชโย บาปกันแล้วกินหัวตัวไม่รู้ตัว

เหมือนกันกับทักษิณเลย ไม่รู้เรื่องว่าตัวเองทำบาปอะไรทำเวรอะไร ไม่รู้ จะเอาแต่ตัวเอง จะเอาแต่อำนาจบาตรใหญ่ จะเอาแต่ทรัพย์สินเงินทอง จะเอาแต่โลกๆ โลกียะ ลาภยศสรรเสริญเต็มหูเต็มหัว ไม่ ยอม แพ้ไม่เป็น แก่จะตายยังไง กูก็จะเอาอยู่เงี้ย ไม่สำนึก ไม่รู้สึก ไม่อะไร เนี่ยเห็นชัดเจน อื้อหือ คนมันมืด มันมืดจริงๆ

ปัจฉาว่า อุตส่ามาได้พบศาสนานะ มารับกลด รับเรือด้วย

พ่อครูว่า มืดจริงๆ เลย ปัจฉา ธรรมะโลกๆ เขายังไม่ทำขนาดนี้เลย

พ่อครูว่า แล้วเอาเอาอำนาจบาตรใหญ่ เอาตำแหน่งหน้าที่ เอาอิทธิพล เอาอภิสิทธิ์ เอาอะไรที่ตัวเองเบ่งได้ เอามาทำให้ตัวเอง อย่างน่าเกลียด ตกนรกไปมากยิ่งขึ้นด้วย ซวยมาก เห็นไหม มันซวย โดยอวิชชามันพาซวย มันโง่ มันไม่รู้ อวิชชา อื้อหือ แล้วเรียนดอกเตอร์ทาง อาชญวิทยา โอ้แล้วไม่รู้จักอาชญวิทยา ไม่รู้จักอาชญากรรม ไม่รู้ว่าตัวเองทำอาชญากรรมอะไรไปบ้าง ปัจฉาว่า เขาคิดว่า นี่เขาก็ทำงานของเขา แต่ปฏิบัติเขาไปก็นั่งแต่งชุดขาว ไปเพื่อได้ connection ได้หาเสียง กับวัดนี้ วัดธรรมกาย คนเยอะ ว่าไป เขาว่าพวกเราพูดเดรัจฉานกถากัน นี่ เขาแซวมา ในคอมเม้นท์ พอพ่อครูพูดเรื่องการเมือง คอมเม้นท์มาอีกละ เขาเขียนว่า บอกท่านมณะ พระพุทธเจ้าบอก อย่าได้พูดเรื่องบุคคล เรื่องผู้หญิง เรื่องผู้ชาย เรื่องการเมือง พ่อครูว่า อ๋อ เหรอ แล้วพูดยังไง พูด แบะ ๆ ๆ ๆ พูดอะไรก็ไม่ได้ นึกอย่างนั้นเหรอ อย่าพูดเดรัจฉานกถา หมายความว่า คุณอย่าไปพูดในลีลา หรือพูดในความมหายอะไรก็แล้วแต่ที่มันเป็นไปเพื่อขัดขวางทางนิพพาน เดรัจฉานกถา ไปพูดแล้วก็เพิ่มกิเลส อย่างนั้นละเป็นเดรัจฉานกถา ไปแปลว่าพูดเรื่องการเมืองเป็นเดรัจฉานกถา การบ้านนั้นแหละเป็นขวางทางนิพพาน หนักกว่าเรื่องการเมืองอีก คนบ้านมากกว่าคนไปเล่นการเมือง ปัจฉาว่า เขาว่า ให้พูดแต่เรื่องธรรมะ พูดแต่ภาษาธรรมะ ห้ามพาดพิงบุคคลนะ พูดแต่พุทธวจน พูดภึงทักษิณไม่ได้ พ่อครูว่า อะไรก็ไม่ได้ แบะๆๆ ปัจฉาว่า เขาว่า พูดแต่พุทธวจน ถ้าไม่ใช่พุทธวจนไม่ใช่ธรรมะ อย่าพูด เขาตั้งใจทำอย่างนี้เลย พ่อครูว่า แล้วที่อาจารย์สุจินต์พูด เป็นธรรมะหรือเปล่า ที่ว่า “ไอ้ที่พูดนี้เป็นธรรมะหรือเปล่า” ปัจฉาว่า ล้อเลียนอาจารย์สุจินต์ พาดพิงนิดหนิดหน่อย

จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน