661117 นิยามของเศรษฐศาสตร์ฉบับโพธิรักษ์ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2566
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์34 KB
วันที่แก้ไข1 กุมภาพันธ์ 2567

เนื้อหาในไฟล์

661117 นิยามของเศรษฐศาสตร์ฉบับโพธิรักษ์ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

https://www.boonniyom.net/53642.html

ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1Vw7LiZMlLjmK7tU4rNCB1bgAc0rumzSS/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true

ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1U-TjRzcY0MVcC2AQwtWxOAfU0Ga7EFol/view?usp=sharing

และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/661117-108-1-e2c2fqs

ดูวิดีโอได้ที่ https://fb.watch/on0BTrdIkT/ และ https://youtu.be/auLIy-mZzHI

มีซับ https://youtu.be/qcF7v7xlWDA

สมณะฟ้าไท…วันนี้วันศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายน 2566 ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 12 ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก ตอนนี้ถือว่าเป็นฤดูหนาวจริงๆ นะ ลมหนาวมา พ่อครูว่า... 19 องศา สมณะฟ้าไท... แต่ก่อนที่บ้านราชฯ เรามีกระบวนการที่เราเรียก”แมวบิน” ไปทำเมี่ยน ทำให้เกิดความสะอาดเรียบร้อยตามสถานที่ต่างๆ ตอนนี้ก็ระวังของบินนะ เพราะว่าลมมันแรง มันกระจุยกระจายหมดนะ ลมมันพัดพาข้าวของปลิวไป ใครมีของเยอะ คราวนี้ก็จะเห็นทุกข์แล้ว ลมพัดข้าวของปลิวไป มันเหมือนกระซิบว่า ออกไปสะทีๆ นะ มันเยอะเหลือเกิน อะไรอย่างนี้ มันเกะกะ เยอะแยะมากมาย คนอายุมากก็ต้องดูแลสุขภาพให้ดี อย่าปล่อยปละละเลย ลมหนาวแบบนี้ทำให้คนอายุมากตายได้เหมือนกัน หากร่างกายทนสภาพความเย็นจากลมแรงไม่ไหว ต้องหาอะไรมาพันกาย พ่อครูว่า... ถ้าหนาวจริงๆ ไม้ร่มต้องใส่เสื้อกันหนาว แต่เอาใส่เสื้อหมากกะแหล่ง ไม้ร่มว่า...ผมมีภูมิคุ้มกันครับ สมณะฟ้าไท... แต่ละคน สุขภาพไม่เหมือนกัน บางคนไม่หนาวบางคนก็ร้อนใน พ่อครูว่า... สงสัยไม้ร่มจะร้อนใน สมณะฟ้าไท... แต่อย่างไรๆ เราก็ไม่เดือดร้

อ่านต่อ

อนเท่าชาวฮามาส ปาเลสไตน์ ที่เขาโดนถล่มโรงพยาบาล เพื่อพิสูจน์ว่ามีอาวุธในโรงพยาบาลไหม ปรากฏว่าเจออาวุธ พวกฮามาสก็บอกว่าไม่ใช่ของพวกเขา เป็นของพวกอิสราเอลเอาของมันไปถ่ายภาพให้ดูเอง อิสราเอลก็บอกว่าไม่ใช่อขงเขา เป็นของพวกฮามาสเก็บไว้หลังตู้ MRI อะไรสักอย่างนี้ เขาประกาศให้ย้ายภายในครึ่งชั่วโมง แต่ดูแล้วคนป่วยยังหาที่อยู่ไม่เจอ เห็นใจเขามากเขา เดือดร้อนอยู่กับเสียงระเบิด เสียงปืน คนป่วยก็ป่วย ปืนก็ตู้มเอาตู้มเอาจะยังไงตายซะดีกว่า อยู่ไปอกสั่นขวัญแขวน ชีวิตแสนทรมาน เราก็ไม่รู้ว่าคนไปสร้างวิบากอะไรถึงไปเจอสภาพนั้น แม้แต่ฤดูหนาว พ่อครูก็ยังมาแสดงธรรมให้พวกเราฟังนะ ตอนพระพุทธเจ้าลงพ่อครูก็ดูมีแรงดี แต่พอพระพุทธเจ้ากลับไปเมื่อไหร่ เหลือแต่พ่อครู พ่อครูก็เปรยๆ นิดหน่อยว่ามันเมื่อยๆ พระพุทธเจ้าน่าจะมาทรงทั้งกลางวันและกลางคืน ขอกราบนิมนต์พ่อครูด้วยความเคารพครับ พ่อครูว่า... เดี๋ยวอ่าน sms อ่าน comment ที่แต่ละคนส่งมา

ของพุทธคือยึดอย่างมีปัญญา ยึดและวางอย่างเป็นลำดับ SMS วันที่ 15 - 16 พฤศจิกายน 2566 _จากลูกเพื่อ…น้อมกราบนมัสการพ่อด้วยความเคารพอย่างยิ่งค่ะ ลูกกราบขอโอกาสเล่าประสบการณ์จากการได้มาร่วมทำงาน (เริ่มมาก่อนตั้งแต่อยู่ข้างนอก) และ อยู่บ้านอโศก รวมระยะเวลาประมาณ 9 เดือน ลูกขอกราบขอบพระคุณท่านสมณะ สิกขมาตุ และญาติธรรมที่เมตตาให้โอกาสลูก แม้งานหลายอย่างลูกไม่เคยทำ มาถึงตอนนี้ลูกมองดูอาการในจิตตัวเองแล้วมองเห็น “อาการยึด” ที่เกิดขึ้นจากบางงาน และ บางบุคคล ที่ทำให้จิตเหนื่อย หนัก เศร้าหมอง บางทีมีน้อยใจบ้าง แต่ลูกมองเห็นว่า “ความฉลาดอันน้อยนิดของตัวเอง” นี้มันคืบคลานเข้ามาแล้ว อย่างเงียบๆ โดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งจากช่วงแรกที่เริ่มทำงาน ลูกก็ทำงานอย่างเต็มที่ แต่ทำอย่างปล่อยวางและไม่อยากหวังเรื่องผลของงาน คือ ทำแล้วงานที่ทำมาจะถูกเลือกนำมาใช้หรือไม่ใช้ ก็ได้ (แต่ก็ควรประเมินผลจากการทำงานเป็นระยะด้วยไหมคะ ว่า เรายังมีประโยชน์ในการสร้างงานที่มีคุณค่าต่อกลุ่มงาน) และไม่ต้องการอ้างเป็นเจ้าของผลงาน (เพื่อไม่ให้ยึด) ช่วงแรกได้จิตใสๆ ทุกอย่างดีงามเลยค่ะ ส่วนการยึดที่ตัวบุคคล ก็เกิดอาการยึดบุคคลที่ลูกได้ร่วมงาน หรือ ท่านที่ลูกได้คบคุ้นสนิทมากขึ้นบ้าง ลูกเข้าใจว่าเขาก็เป็นของเขาแบบนั้น คิดว่าเราไม่ได้สำคัญอะไร ใยใครเขาต้องสนใจเรา มาถึงตอนนี้ ลูกมองเห็นว่า “เจ้าตัวยึด” คือมหันตภัยเงียบจริงๆ ที่มาโดยลูกไม่ได้ตั้งตัว

พ่อครูว่า... SMS จาก “ลูกเพื่อ” ดร.เพื่อ ดี อ่านอาการหรือลักษณะธรรม ตอนนี้อ่านอาการของไอ้เจ้าตัวยึด ตัวอุปาทาน ตัวยึดนี่ อุปาทายติ เป็นกิริยาปัจจุบัน อุปาทายติ การยึดจับได้เร็วเป็นปัจจุบัน มันยังไม่เป็นตัว อุปาทาน “อุปาทาน” มันเป็นตัวอดีตแล้ว เป็นตัวยึดตัวตนเข้าไว้ ถ้า “อุปาทายติ” มันเป็นตัวปัจจุบันที่ยึดเลย ถ้าโง่หนักก็จะยึดกลายเป็นเชื้อกลายเป็น “อุปาทิ” เชื้อในตัวกิเลสฝังไว้ในอนุสัยเลย อ่านรู้ทันถึงขั้นตัว “อุปาทายติ” ปัจจุบันมันเกิดปั๊บ นี้อย่างนี้ อ่านนี้ได้ทัน อันนี้แสดงว่าเราได้ปฏิบัติธรรมะถึงความจริง คำว่า “ความจริง”คำนี้สำคัญมาก ผู้ปฏิบัติธรรมส่วนใหญ่ไม่ถึงความจริง ไม่ถึงตัว อุปาทายติ ไม่ถึงตัวปัจจุบันชาติปัจจุบันธรรม จับอาการมันเกิดปั๊บไอ้นี่ตัวจริง พอผ่านปัจจุบันไปนี้เป็นจริงไหม ไม่จริง อนาคตยังมาไม่ถึง ไม่เป็นจริง ตัวจริงคือปัจจุบันตัวนั้นจับทัน เราก็จะเห็นอาการจริง ยิ่งมีปฏิภาณปัญญา สามารถอ่านรู้ตัวจริงตัวนี้ได้ว่าคืออะไร เราปฏิบัติธรรม ศึกษาในพวกเราอย่าง ดร.เพื่อ บรรยายมาตัวนี้ เขาจับตัวปัจจุบันนี้ได้ นี่คือสัจจะตัวจริงตัวแท้ ที่เห็นรู้และอ่านมันออกว่ามันเป็นตัวอุปาทาน มันเป็นตัวอาการยึด มันมีตัวยึดเป็นตัว อุปาทายติ เป็นกิริยาอาการของการยึด อันนี้สำคัญนะ _ช่วงแรกได้จิตใสๆ ทุกอย่างดีงามเลยค่ะ ส่วนการยึดที่ตัวบุคคล ก็เกิดอาการยึดบุคคลที่ลูกได้ร่วมงาน หรือ ท่านที่ลูกได้คบคุ้นสนิทมากขึ้นบ้าง พ่อครูว่า... จริงๆ แล้วการยึดในตัวบุคคล เราไม่ได้ยึดถึงขั้นเป็นอุปาทาน ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น เป็นแต่เพียงเรายึดอาศัย อย่างเรายึดพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ อันนี้เราก็ใช้ภาษาไทยนี่ว่าความยึด ยึดพระพุทธเจ้าเป็นสรณะเป็นที่พึ่งอันยิ่งใหญ่ หรือยึดครูบาอาจารย์ ยึดแม้แต่คำภาษาธรรมะที่เราใช้เพื่ออาศัยเอามารู้ สื่อเข้าไปถึงสภาวะ อย่างนี้เป็นต้น หากจะไม่ยึดอะไรซะเลยมันไม่ได้เลยในโลก เพราะฉะนั้นคำว่า “ยึด” คำนี้ละเอียดลออ ไม่ยึดอะไรเลยก็คือคนบ้าแล้ว แต่ยึดต้องยึดอย่างมีปัญญา _อาการยึดบุคคลที่ลูกได้ร่วมงาน หรือ ท่านที่ลูกได้คบคุ้นสนิทมากขึ้นบ้าง ลูกเข้าใจว่าเขาก็เป็นของเขาแบบนั้น พ่อครูว่า...ถูกต้อง อันนี้ดี คือ เราก็รู้ว่า คนนี้เขาเป็นของเขาแบบนี้แหละ อาการหรือว่ากิริยา พฤติการณ์ character อะไรของเขาแล้วแต่ เขาเป็นอย่างนี้เขาก็เป็นของเขาแบบนั้น _คิดว่าเราไม่ได้สำคัญอะไร ใยใครเขาต้องสนใจเรา พ่อครูว่า…มามองตัวเอง มันก็เท่ากับ ภาษานี้อาตมาเข้าใจ หมายความว่า อย่าไปสำคัญตัวเอง ใช่ไหม ความนี้หมายความว่า คิดว่าเราไม่ได้สำคัญอะไร ใครเขาจะเห็นเราเป็นอะไรก็แล้วแต่ ใยใครเขาต้องสนใจเรา ใช่ไหม _มาถึงตอนนี้ ลูกมองเห็นว่า “เจ้าตัวยึด” คือมหันตภัยเงียบจริงๆ ที่มาโดยลูกไม่ได้ตั้งตัว พ่อครูว่า…นี้เขาเห็นความสำคัญ ที่ใช้ภาษาว่า “คือมหันตภัยเงียบ” นี่ก็แสดงว่า เราเพิ่งจะตื่นรู้ ที่จริงมันอยู่กับเรา มันเล่นงานเรามาหลายทีแล้ว แต่เราไม่ค่อยตื่นรู้ มาตอนนี้รู้แล้วว่า โอ้! มันนิ่งเงียบ แต่แท้ๆ มันอยู่กับเรา เล่นงานเรามานานหลายทีเลย แสดงว่าเพิ่งรู้ตัว _ลูกพยายามฝืน สู้กับมัน มองเห็นความ “ไม่อยาก” ที่ต้องสลัด “ความยึด” ออกไป หลายครั้งที่ลูกฝืนกระทำสิ่งที่ตรงข้ามกับความยึดนี้ พยายามหาเหตุผลต่างๆ มาหักล้างความยึดนี้ ผลการต่อสู้สลับกันแพ้บ้างชนะบ้าง ทำให้เหนื่อยหน่าย บางครั้งคิดว่า หากเราทำงานนี้ แล้วทำให้ “เพิ่ม” กิเลส เราสมควร “เลิก” ทำไปเลยหรือไม่ แต่ก็มีความคิดอีกอย่างขึ้นมาว่า เราไม่ควรหนี มันเป็นประโยชน์มาให้เราฝึกลดกิเลส และงานที่ทำล้วนเป็นงานที่เกิดประโยชน์ทั้งสิ้น พ่อครูว่า...อันนี้อาตมาก็ว่า เข้าใจถูกต้องแล้ว เพราะว่างานที่พวกเราทำกันอยู่นี่ ไม่ค่อยมีงานที่เป็นโทษเป็นภัยอะไรสักเท่าไรหรอก งานที่ทำส่วนมากเป็นงานที่มีประโยชน์ _ลองมาคิดดูว่าเป้าหมายของเราว่ามาทำงานที่นี่เพื่ออะไร ต้องการ ให้คนรู้จัก? คำชม? ให้คนยอมรับ? หรือ อะไรกันแน่ ลูกรู้ตัวว่า ตน ”โง่” and “absolute โง่!” แม้อาจมีแวบที่ทำให้เราอยากหนีจากแรงกดดันภายในจิตของเราเอง แต่ลูกมองไม่เห็นว่าจะหนีไปที่ไหนอื่น พ่อครูว่า...นี่ จนแต้มแล้วนะนี่ ที่ว่า “มองไม่เห็นว่าจะหนีไปที่ไหนอื่น “ เอ๊ะ! ดีไหม? (หลายคนตอบ ดี) เออ พวกเราที่อยู่ที่ี่นี่ เห็นว่ามีความรู้สึกอย่างนี้เกิดจริงที่จิต ก็รู้สึกว่ามันดีนะ ความรู้สึกว่าอยู่ที่นี่ไปแล้ว ไปมาก็มองไม่เห็นว่าจะหนีไปอยู่ที่ไหน _เพราะลูกจะหนีมันไปไม่พ้น แม้จะไปข้างนอก หรือที่ไหนๆ หากเบื่อและเหนื่อยหน่ายกับมันยังไม่พอ หากฆ่ามันไม่ตายก่อนตาย แม้ลูกต้องเกิดมาใหม่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ต้องเจอ “มัน” อีก…กราบขอความเมตตาจากพ่อให้สัมมาทิฏฐิ และขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ พ่อครูว่า... เดี๋ยวจะได้ขยายความ ในรายละเอียดที่พูดมานี้ ทั้งนั้นแหละครบ เป็นผู้ปฏิบัติธรรมแล้ว อย่างที่บรรยายมานี้เป็นอาการที่ถูกต้องแล้ว เป็นธรรมะที่คนผู้ปฏิบัติธรรมแล้วจะมีอาการที่เข้าใจตนเอง เข้าใจสิ่งแวดล้อม เข้าใจอาการของจิต ที่มันยึด อาการส่วนมากเป็นอาการยึด ที่พูดมานี้ อาการยึด คือตัว“อุปาทาน”นี้แหละ เป็นอาการที่สุดยอดเลย แม้ที่สุดบรรลุธรรมแล้ว ก็อย่ายึดว่า “เป็นเรา-เป็นของเรา” ขนาดสุดท้ายเป็นพระอรหันต์ มีอรหัตผลแล้ว ก็เป็นตัวตนอยู่เป็นอัตตา แต่เป็นอัตตาที่สิ้นกิเลสแล้ว อาศัยอัตตาอยู่ แต่อย่ายึดว่า อัตตานั้น “เป็นเรา-เป็นของเรา” อย่างนี้ เป็นต้น ซึ่งอันนี้มันละเอียดลออมาก ธรรมะของพระพุทธเจ้า อันนี้ก็เรียกว่าบรรยายบอกผลของการปฏิบัติประพฤติ การได้มาศึกษา ก็ดี เข้าใจ แล้วก็มีมรรคมีผล ใช้ได้

อย่างไรคือใช้ปัญญาแทนเจโต _สว่างแสง ขวัญดาว . น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงสุดค่ะ กราบนมัสการท่านสมณะฟ้าไท ท่านสมณะด่วนดี ท่านสิกขมาตุกล้าข้ามฝันด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ ลูกได้ฟังพ่อครูเทศน์เรื่องวิญญาณฐีติ ๗ อยู่หลายรอบ ลูกเกิดข้อสงสัยว่า วิญญาณฐีติข้อ ๔ เป็นอุเบกขา และข้อ ๕-๖ เป็นการตรวจสอบอุเบกขา จนมาเกิดบุญเผากิเลสจบสิ้นในข้อ ๗ ใช่ไหมคะ พ่อครูว่า...โอ้! อันนี้จะต้องอธิบาย ซอยละเอียดนะ .. วิญญาณฐีติ ข้อที่ 7 คือ “อากิญจัญญายตนะ” มันเป็น”อรูปฌาน” เดี๋ยวค่อยขยายความ อธิบายอันนี้ก็ดีนะ _พ่อครูคะ การประหารกิเลสจะมีได้ก็เฉพาะขณะปฏิบัติลืมตา พ่อครูว่า...เข้าใจได้ถูกต้องทีเดียว ไปปฏิบัติหลับตาไม่มีการประหารกิเลส เพราะไอ้การปฏิบัติหลับตามีแต่อดีตกับอนาคต มันเป็นสัญญากำหนดระลึกเอาความจำหรือไปคิดฟุ้งซ่านไปในอนาคตมาคิดเท่านั้น มันไม่มีตัวจริงของกิเลส แหม พวกหลับตานี้สุดสงสารสุดสาคร สุดสินสมุทรจริงๆ สุดจริงๆ เลยนะ พูดไม่รู้จะพูดยังไง ก็น่าจะฟังอาตมาบ้าง แล้วให้เข้าใจให้ได้ว่า อย่าไปทำสูญเปล่าเลย ยิ่งทำตัวเองก็ยิ่งจมเป็นเดียรถีย์ ก็ไปได้มรรคผลที่เป็นมิจฉามรรค มิจฉาผล แล้วก็หลง แล้วก็มีพรรคพวกเยอะด้วย มันสุดสงสาร สุดสินสมุทรสุดสาครจริงๆ เลยนะ จริงๆ โอ้ จะทำยังไงให้เขากระเตื้อง มี ปรโตโฆษะ อย่าไปฟังผู้ที่ดูถูกดูแคลนอาตมามากนักเลย ลองมาฟังบ้างไม่เสียหลายหรอกนะ ฟังอาตมาตั้งใจฟัง ฟังด้วยดีนะ อย่ามีอคติ จะได้ปัญญา สุตสูสังลภเตปัญญัง ฟังด้วยดี อย่ามีอคติ จะได้คิด มันจะสะดุดได้คิดได้อะไรขึ้นมาจริงๆ _แต่การสั่งสมกิเลสสามารถทำได้ทั้งปฏิบัติลืมตาและหลับตาใช่ไหมคะ พ่อครูว่า...ถูกต้องแล้ว เพราะแม้สัญญาที่คิดไปนี้ มันจะสั่งสมความเป็นอุปาทาน สั่งสมความยึดใส่โดยไม่รู้ตัว เติมได้ในขณะที่คิด อดีตก็ตาม อานาคตก็ตาม ประเดี๋ยวก็เวียนมาถึงอดีตที่แสนชื่นใจหนอ ประทับใจไหมล่ะ นี่เห็นไหม มันเป็นอาการของจิตอย่างนั้น อย่างนี้เป็นต้น บางทีคิดถึงเรื่องไม่ชอบใจ ทะเลาะกัน โกรธกัน พอเวียนมาคิดถึงอดีตเรื่องนี้ มันก็แค้นขึ้นมาในใจอีก ดีไม่ดีลุกขึ้นจะไปฆ่าเขาเลย บ้าเอาเลยยังงั้นก็ได้ อย่างนี้ก็มีนะอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรมนี่ขอสรุป ตีหัวย้ำตะปูอีกไม่รู้กี่ร้อยทีว่า ลืมตามาปฏิบัติ อย่าไปหลับตาปฏิบัติเลย หลับตาปฏิบัติไม่มีผลที่จะลดละกิเลส แต่ซวยตรงที่มันจะเสริมน้ำหนักของอุปาทาน เสริมน้ำหนักกิเลสใส่เข้าไปด้วยซ้ำ _พ่อครูคะลูกเป็นคนโง่มาก หลายครั้งที่ลูกคิดว่าคิดดีแล้ว แต่ว่าภายหลังมารู้ชัดจากพ่อครูว่าลูกโง่มาก และเป็นความโง่แบบที่ออกมาจากกิเลสอีกด้วยค่ะ ลูกกราบขออภัยพ่อครูค่ะ ที่แสดงความโง่แบบนี้ออกมา ลูกมีคำถามค่ะ ลูกเข้าใจว่าเจโต มีไว้หยุดกิเลส เวลาที่เราโกรธ หากเราใช้อำนาจจิตหยุดกิเลสดื้อๆ แบบนี้เรียกว่าใช้เจโตใช่ไหมคะ พ่อครูว่า...ใช่ _และหากเราเกิดปัญญาจนเข้าใจและหยุดกิเลสได้ แบบนี้เรียกว่าใช้ปัญญาเป็นเจโตใช่ไหมคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูสุดเศียรสุดเกล้าค่ะ พ่อครูว่า...ใช่ ใช้ปัญญาแทนเจโต แทนการกดมันดื้อๆ แต่ต้องใช้เกื้อกูลกันอยู่บ้าง จิตมันเร็ว มันเร็วก็ใช้เจโตกดข่มก่อน แล้วก็อ่านถ้ามันไม่ทัน ถ้าปัญญาทันไม่ต้องใช้เจโตกดข่มหรอก รู้จริงๆเลยว่า ขณะนี้เราก็กำลังสัมผัสอะไรมา กำลังเกี่ยวข้องกับเรา เรากำลังสัมผัสแตะต้องกับสิ่งนี้อยู่ แล้วทำให้เกิดอาการจิตที่เราจับได้ว่ามันเป็นกิเลส อาการกิเลสเกิด เราก็พยายามรู้จักหน้ากิเลส ปัญญารู้จักหน้ากิเลส ถ้ากิเลสมันแรงก็แน่นอนมันจะต้องกดข่ม ใช้ศรัทธา ใช้เจโต ใช้พลังสมถะหยุดมันไว้ แล้วก็พอรู้ เราก็จะรู้ว่าอาการกิเลสอย่างไร ขณะที่คุณปฏิบัติอยู่นี่ มันไม่ห่างมันก็อยู่ติดกันนี้ ดูอาการมันก็จะรู้ เราก็ใช้ธัมมวิจัย ใช้การวิจัยวิจาร อ้อ! กิเลสนะ เอ็งเกิดอาการอย่างนี้ มันดีหรือยังไง มันไม่รักก็ชัง แทนที่จะรู้ความจริงตามความเป็นจริง มันก็เกิดอาการไม่ปกติ ถือว่านั่นปกติ ปกติก็รู้ความจริงตามความเป็นจริง ควรหรือไม่ควร อารมณ์ที่มันไม่เป็นอารมณ์สะอาด มันไม่เป็นเวทนาที่สะอาด มันเป็นเวทนาที่มีผลัก มีดูด มีชอบ มีชัง มันไม่เป็นเวทนาที่เห็นความจริงตามความเป็นจริงเท่านั้น เราเรียนรู้ความจริงของจิตเรายังมีกิเลสผสมมากหรือน้อยก็แล้วแต่ ก็ดี นี่แหละเรียนรู้ธรรมะแบบนี้แหละ ที่อาตมาพาทำนี่ พวกเราดี เรียนแล้วก็มีโพชฌงค์ 7 มีสติ มีธรรมวิจัย มีวิริยะ ตื่น ยิ่งตื่นเต็ม กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม มันเกิดอาการแล้วก็เกิดสัมผัสอะไรขึ้นมา คุณก็มีธัมมวิจัย อย่างที่คุณเขียนมาทั้งหลายนี่แหละ ไม่ว่าใครพวกเรานี่แต่ละคนเขียนมาดี ตามภาษาของแต่ละคน ไม่มีปัญหาอะไร อย่าง ดร.เพื่อเขียนมา อย่างสว่างแสงเขียนมา ก็บอกอาการที่ตัวเองศึกษาปฏิบัติ ถูกต้อง นี่คือการเรียนรู้ธรรมะ ไม่ใช่ไปนั่งสะกดจิตหลับตา แล้วก็คิดว่านี่แหละจะดับกิเลส ไม่มีทางได้ดับกิเลส โมฆะ ไม่รู้จะย้ำหัวตะปูไปถึงไหน อย่างนี้แหละต้องเห็นความจริงตามความเป็นจริง แล้วก็ประพฤติเต็มรูป มี อปัณณกปฏิปทา 3 นี้การปฏิบัติที่อธิบายพูดมานี้ มันมี สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา รู้จักว่า เราเกี่ยวข้องกับของกินของใช้ ชีวิตก็อยู่กับของกินของใช้ทั้งนั้น กินก็ไม่ใช่ตลอดเวลา แต่ของใช้ ใช้สัมผัสกับอะไรก็ใช้สิ่งเหล่านั้นต่างๆ นานา ใช้ในความกว้าง ทำงานนั้นเอง ทำงานกับสิ่งนั้น ทำกับสิ่งนี้ ทำกับสิ่งโน้น แล้วเราก็อ่านจิตของเราที่ต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์ เกิดอาการของกิเลสอย่างไรแค่ไหน อย่างนี้คือ การปฏิบัติธรรมที่ถูกต้องตามจรณะ 15 มี อปัณณกปฏิปทา 3 เดี๋ยวจะอธิบายต่ออันนี้ สัมธรรม 7 ฌาน 4 อะไรเหล่านี้ ค่อยอธิบายต่อ

การเผาศพชาวอโศกไม่มีการสวดอภิธรรม ไม่มีกรวดน้ำ _เชวง กิจจะบรรณ์ . การเผาศพของชาวอโศก คือไม่มีการสวดพระอภิธรรมและกรวดน้ำแบบคนนอกอโศกใช่ไหมครับ พ่อครูว่า...ใช่ การเผาศพของชาวอโศกเรา ไม่มีการสวดอภิธรรม สวดอภิธรรมงานศพนั้นเป็นเรื่อง ของมะเร็งนอกศาสนาพุทธ เป็นพิธีกรรมมะเร็ง เรียกว่าเป็นพิธีกรรมเนื้องอกเอามาเป็นพิธีการเป็นกิจของสงฆ์ มันไม่ใช่กิจของสงฆ์เลย อาบัติด้วยที่เอาอภิธรรมมาสวด เอาอภิธรรมมาสวด ตั้งแต่ 2 องค์ร่วมกันสวดพร้อมกัน ดีไม่ดีใส่ทำนองอีกอาบัติทั้งนั้น คือมันเป็นความเสื่อมที่อาตมาไม่รู้จะพูดอย่างไรแล้ว ทุกวันนี้เสื่อมจนต้องยอมรับความเสื่อมกัน แล้วก็อยู่กับความเสื่อมนั้น ที่ผิดธรรมผิดวินัยของพระพุทธเจ้า เป็นอาบัติด้วยนะ เพราะฉะนั้นสวดเอาธรรมะที่เรียกว่าอภิธรรม เรียกว่า ธรรมบท ของพระพุทธเจ้ามาสวดต่อหน้าฆราวาส ตั้งแต่ 2 องค์พร้อมกันขึ้นไปเป็นอาบัติปาจิตตีย์ ที่อาตมาพูดแล้วพูดเล่า มันเสื่อมจนกระทั่งเขาไม่เข้าใจกัน แม้แต่ปราชญ์เขาก็ไม่เข้าใจว่า มันผิดยังไง อาตมาก็ไม่รู้จะอธิบายยังไง อธิบายเยอะแล้ว มันผิดเพราะว่ามันเป็นปัญญาธิคุณของพระพุทธเจ้าที่กันเอาไว้ คนศาสนาอื่นเขาทำกัน มีศาสนาอิสลาม สวดไม่อาบัติ ก็สวดอาบัติเหมือนกัน อาบัติร้องโหยหวนลากเสียงยาว อาบัติแบบนั้น แต่อาบัติสวด 2 คนพร้อมกัน พระพุทธเจ้ากันไว้ ถ้าคุณสวดคนเดียวอย่างที่อิสลามเขาสวด เอาล่ะถือว่าไม่อาบัติอย่างนี้ แต่อาบัติอย่างที่โหยหวนก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ไม่อาบัติที่ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ทีนี้ของพุทธนี่ ท่านห้ามไว้ตั้งแต่ 2 คน จะสวดกัน 4 คน 8 คนสวดกัน อย่างธรรมกายอุตริใช้ภาษาจะเรียกว่า มาสวดมนต์ล้านคนอะไรอย่างนี้ พร้อมกัน ยิ่งอาบาด อาบัติ โอ้โห อาบัติ เสร็จไม่ใช่กระบุงแต่ใส่คอนเทนเนอร์ อาบัติกันด้วยความไม่รู้ การสวดพร้อมกันนั้น อาตมาก็เคยอธิบายไปแล้ว ถ้าสวด”.ปณามกถา” สวดสรรเสริญพระพุทธคุณ ไม่ใช่ธรรมบทของพระพุทธเจ้า เป็นคำแต่งสรรเสริญคุณของพระพุทธ สรรเสริญคุณพระธรรม สรรเสริญคุณพระสงฆ์ เป็นการแต่งของคนสมัยใหม่ คนผู้รู้เอาภาษามาแต่งเป็นบทสวดสรรเสริญคุณ อย่างนี้ไม่มีปัญหา คุณจะสวดพร้อมกันกี่คนก็ไม่เป็นไร สวดกันทั้งประเทศก็ดีสรรเสริญคุณพระพุทธพระธรรม พระสงฆ์ อย่างนี้มันไม่ได้ผิดอะไร แต่เอาพระอภิธรรมมาสวด เพราะอาจจะเอาไปสวดหากิน แล้วเป็นไหมล่ะทุกวันนี้เขาเป็นกันนะ ศาสนาพุทธไม่มีการไปสวด นี่แหละพระเป็นหมู่ไปสวดอย่างนี้ไปสวดตั้งแต่ 2 รูป 3 รูป ส่วนมากก็มากกว่า 3 รูป แต่เขาก็ถือว่า 4 รูปขึ้นไป ก็ไปสวดกัน 5 รูป 8 รูป 100 รูปอะไรก็แล้วแต่ สวดนั้นเป็นอาบัติทั้งสิ้นเลย นี่มันเป็นความเสื่อมที่อาตมาไม่รู้จะพูดยังไง ชาวอโศกไม่ได้ทำ ไม่ได้อาบัติพวกนี้เลย เอาพระอภิธรรมมาสวดก็ไม่ แต่อาตมานี่แหละนักสวดอภิธรรม ทุกคำที่พูดนี่ อาตมายืนยันว่าเป็นอภิธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นธรรมะอันยิ่ง ที่เกี่ยวกับปรมัตถ์เป็นส่วนใหญ่เลย เข้าหาเนื้ออภิธรรมทั้งนั้น นี่แหละการสวด ไม่อาบัติ สวดคนเดียว ไม่ได้สวดที่ใส่ทำนองหรือร้องยาวอะไร ไม่มี นอกจากจะยกตัวอย่างประกอบมีอะไรต่ออะไรเสริมหนุนให้รู้เท่านั้น นี้ตอบเรื่องการสวด “การเผาศพของชาวอโศก คือไม่มีการสวดพระอภิธรรมและกรวดน้ำ “ พ่อครูว่า... เขาสวดแล้วเสร็จ หรือว่าจัดการงานศพเสร็จก็ไปกรวดน้ำอีก นี้ชาวข้างนอกเขา อย่าว่าแต่งานศพเลย ใส่บาตรก็ไปกรวดน้ำ โดยใช้น้ำเป็นสื่อนั้นเป็นของศาสนาเทวนิยม เป็นของเดียรถีย์เขา ศาสนาพุทธไม่มีการกรวดน้ำ ไม่มีเลย การกรวดน้ำ ตรวจน้ำ บางทีก็ว่ากรวด บางทีก็กว่าตรวจ ในศาสนาพุทธไม่มี แล้วก็มีผู้สู่รู้ไปอ้างว่า พระเจ้าปเสนทิโกศล กรวดน้ำต่อหน้าพระพุทธเจ้าให้ผีเปรต ซึ่งท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดินใหญ่ด้วย ท่านก็ติดยึดในประเพณีเดิมท่านก็ทำ พระพุทธเจ้าท่านจะทำยังไง ก็ต้องปล่อยให้ท่านทำ แล้วก็ค่อยๆสอน ค่อยๆมีอะไรไป จะให้ท่านไปห้าม มันไม่ได้ ท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดินใหญ่ด้วย เป็นมหาราชาท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดิน พระพุทธเจ้าเป็นพระเจ้าแผ่นดินแคว้นเล็กนะ พระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นพระเจ้าแผ่นดินแคว้นใหญ่ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นรายละเอียดที่ผู้ไม่รู้เขาก็พูดกันไปหากินกันไป อ้างอิงกันไป เพื่อที่จะทำ สิญจนยันต์ที่ใช้น้ำเป็นสื่อ รดน้ำมูก น้ำมนต์ ทำน้ำมนต์ มันเป็นเรื่องแสดงถึงความเสื่อมของศาสนาพุทธทั้งสิ้น ศาสนาพุทธไม่ใช่ไม่มี ใช้คำสอน”อนุศาสนีปาฏิหาริย์” ใช้คำสอนของพระพุทธเจ้ามาเป็นสื่อ ไม่ใช้น้ำไม่ใช้ไฟ อัคคียันต์ สิญจนยันต์ สิญจน แปลว่าน้ำ อัคคีแปลว่า ไฟ ไม่ใช้ ใช้คำสอนเป็น”ยันญพิธี” พิธีอย่างที่เราทำกันอยู่ชาวอโศกเราทำ เพราะฉะนั้นยิ่งพูดไปยิ่งเห็นว่า ศาสนาพุทธทุกวันนี้ จับเข้าไปที่ไหนๆเลย มันเป็นความเสื่อม ความผิด เป็นความผิดพลาดของศาสนาพุทธทั้งนั้นเลย ไม่รู้จะพูดยังไง พูดแล้วก็เห็นใจเขานะ แต่มันก็ต้องพูด เห็นใจยังไงมันก็ต้องพูด เพราะว่าก็ต้องบอกความจริงกันนะ ไม่ใช่ไปข่ม ไปเบ่ง ไปยกตนข่มอะไรเลย ไม่อยากให้มันเกินมันผิดมันไม่ถูก ให้มาศึกษาใหม่แล้วเปลี่ยนแปลงเสียบ้าง ไม่ต้องเอามากหรอก เอาทีละบั้งสองบั้ง ไม่ต้องเอาถึงนายร้อย สิบเอก สิบโทก็ได้ สามบั้งก็ยังดีสิบเอก เปลี่ยนบ้าง แต่นี่ไม่ขยับเลย สิบตรีบั้งเดียวก็ไม่เปลี่ยน เจ้าประคุณเอ๋ย! แทงด้วยหอกร้อยเล่มตอนเช้า แทงด้วยหอกร้อยเล่มตอนกลางวัน แทงด้วยหอก 100 เล่มตอนเย็น แหม! เหนื่อยจริงๆ หอกก็หักหมด เอา ทำ อย่างไรก็ต้องทำ

นิยามของเศรษฐศาสตร์ฉบับโพธิรักษ์ _อัมพร กุลศักดิ์ศิริ . เรียนถามพ่อครู รัฐจะแจกเงิน 1 หมื่น ทั้งที่ต้องไปกู้มาให้ ทำแบบนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจหรือซ้ำเติมให้แย่ลงครับ คนที่เคร่งศาสนาแถบตะวันออกกลาง สอนจนทำให้เกิดสงคราม สอนแบบนี้คนสอนศาสนา สอนผิดหรือสอนถูกครับ พ่อครูว่า...อาตมาไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ไม่ใช่คนบริหารเศรษฐกิจ โดยเฉพาะไม่ใช่เป็นนักเศรษฐศาสตร์ แม้ว่าอาตมาจะเคยเป็นนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์นะ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นะ แต่ไม่ได้เรียน ไม่ได้ปริญญากับเขา เป็นนักศึกษาแต่ไม่ได้ไปเอาใจใส่การเรียนอะไร จนสอบได้ เพราะฉะนั้นอาตมาก็คงบอกได้ตามประสา ที่อาตมาจะรู้เรื่องเศรษฐกิจเศรษฐศาสตร์ตามประสาของอาตมา แบบอาตมา จะว่าอาตมาไม่มีความรู้ในความหมายคำว่า เศรษฐศาสตร์ของเขาที่ใช้กันอยู่ในโลก เศรษฐศาสตร์คืออะไร เศรษฐกิจคืออะไร เพราะฉะนั้นที่เขาจะทำกันนี่ เขาก็เป็นนักเศรษฐศาสตร์ เขาเป็นปริญญาโทนะ นายกเศรษฐานี่ ปริญญาโททางเศรษฐศาสตร์นะ แล้วเขาทำเศรษฐกิจส่วนตัวของเขา โอ้โห ร่ำรวยส่วนตัว เพราะอะไร.. วิจัยเรื่องเศรษฐศาสตร์ให้ฟัง นี่เป็นเศรษฐศาสตร์ฉบับโพธิรักษ์ เศรษฐศาสตร์โดยเศรษฐกิจโดยความหมายง่ายๆพื้นๆประสาลูกทุ่ง หมายความว่า การทำงานอาชีพ ที่อยู่กับสังคมเขาได้ ชนิดที่เป็น ข้อที่ 1.เป็นประโยชน์คุณค่าต่อชีวิตคนทุกคนในโลก ใหญ่อย่างนั้นเลย งานที่เราทำลงไปอยู่ในสังคม เป็นเศรษฐศาสตร์เป็นเศรษฐกิจ ทำลงไป

นิยามความเป็นเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจฉบับโพธิรักษ์ 1. เป็นประโยชน์คุณค่าต่อชีวิตคนทุกคนในโลก 2. ไม่เป็นโทษ ไม่เป็นภัยต่อใครๆต่ออะไรเลย 3. ไม่ยึดบุญยึดคุณกับใครเลย 4. มีแต่คุณลักษณะของการให้ การเสียสละ การทำเพื่อผู้อื่น 5. จึงเท่ากับมีพลังงานที่เกิดอยู่ ที่สร้างสรรค์ให้แก่ทุกสรรพสิ่งอยู่ในโลก ไม่ปรากฏตัวเจ้าของ 6. คนผู้สร้างเองทำเอง ก็ทำชนิดไม่มีตัวตน ไม่ถือว่าของตน 7. ฉะนี้ล่ะคือ ปัญญาของผู้ไม่มีตัวตน 8. และคือความจริงที่เป็นปรากฏการณ์จริง เกิดอยู่ในโลกให้แก่โลกให้แก่มนุษยชาติ แก่ธรรมชาติ 9. สิ่งดีวิเศษพิเศษสุดนี้ไม่ลึกลับอยู่แต่ในห้วงจินตนาการหรืออยู่ในห้วงความคิดเท่านั้น แต่มีจริงแท้สัมผัสได้ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จริงๆ นิยามความเป็นเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจฉบับโพธิรักษ์ อาตมาพาพวกเราทำเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจนี้อยู่จนประสบผลสำเร็จแล้ว ผลสำเร็จที่ได้ก็เป็นเศรษฐกิจที่ชาวอโศกเราเป็นอยู่ทุกวันนี้ ทำได้ถึงขั้นเป็นเศรษฐศาสตร์ที่สมาชิกของชุมชนชาวอโศกเสียภาษี 100% คือทำแล้วเอาเข้าส่วนกลางหมด สมาชิกของชุมชนชาวอโศกทุกคนมาเป็นคนจน เพราะเมื่อไม่รับรายได้ ไม่สร้างรายได้ให้แก่ตัวเอง แต่รายได้ผลได้และสิ่งที่สร้างขึ้นมาได้ก็มีกินมีใช้อุดมสมบูรณ์ ไม่ขาดหกตกหล่น สิ่งที่สร้างด้วยน้ำมือความสามารถเช่นกสิกรรมเราทำได้ หรือจะเป็นช่างทำอะไรอย่างอื่นอีกบ้าง ก็ทำขึ้นมากินมาอาศัยใช้ โดยไม่ได้คิดค่าแรงงาน ไม่ได้คิดค่าตัว ทำงานขึ้นมา กินใช้ร่วมกันอย่างพอใช้พอเพียง แม้จะต้องมีเงินมีรายได้บ้างที่เราก็มีสิ่งที่จะมีทางหมุนเวียนรับจากภายนอกเข้ามาด้วย และกิจการที่เราจะทำงานงานสัมพันธ์กับข้างนอก จะเรียกว่าค้าขาย จะเรียกว่าธุรกิจ ของชาวอโศกก็มีหลักการหลักเกณฑ์ว่า ไม่ได้ไปเอาเปรียบเขา แย่ที่สุดขายต่ำกว่าราคาตลาด รองลงมาขายเท่าทุน

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน