200220-042 พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ตอน042-พ่อท่าน-สันติอโศก-ฬ008.txt

โฟลเดอร์สมณะโพธิรักษ์ - พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ ตอน 1-202 (ปี 19-20-21)MP3 ถอดเสียงแล้ว รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์224 KB
วันที่แก้ไข6 พฤษภาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

วันนี้เป็นวันที่ 20 กุมภาพันธ์พุทธศักราช 2520 ต่อจากนี้ไปพ่อท่านพรหมที่รักได้นำหมู่พวกเราทำวัตรเช้าที่พุทธสถานเฉลี่ยโซลและสำหรับวันนี้ได้มีญาติโยมที่มาร่วมอนุโมทนาในการบวชเณรจากศาลพระเยซูและผู้ที่มาถืออุโบสถกันอีกจำนวนหนึ่งร่วมทำบัตรอยู่ด้วยอ้าววันนี้เราเข้ามาทำวัดกันเป็น คติธรรมของพุทธสถานสันติอโศกนี้ที่เราจะมีทำวัตรกันในเวลา 4:00 น เรียกว่าทำวัดเช้าเรื่องที่เราได้ทำวัตรกันเสมอมาติดต่ออยู่นี้เราได้ทำบัตรได้เรื่องเอาพุทธประวัติซึ่งเอามาจากพุทธประวัติจากพระโอษฐ์ที่เป็นคำคำสั่งเหล้าโดยพระองค์เองเล่าจากที่นั่นที่นี่ซึ่งท่านพุทธทาสและคณะและพยายามตัดตอนเลือกคัดออกมาจากสูตรต่างๆ บรรดามีในพระไตรปิฎกแล้วก็เอามาเรียบเรียงปะติดปะต่อกันโดยคาดว่าสันนิษฐานว่าอันไหนคำตรัสไหนควรจะเป็นคำเล่าของตอนไหนของชีวิตแล้วก็มาเรียกเรียนชีวิตเป็นระดับๆมาโดยเอาคำสั่งเหล้าเหล่านั้นเองของพระองค์ท่านมาต่อเรียงกันเข้าไปโดยไม่ต้องมีคำบรรยายของผู้ใดประกอบเลยมีแต่พระสูตรหรือมีแต่คำสั่งที่ตรัสเล่าอาการสัตว์เหล้าเหตุการณ์สัตว์เหล่าสภาพทำอะไรต่างๆนานาเรียงกันเป็นระดับๆมา จะผิดพลาดก็ผิดพลาดตรงที่เรียงระดับก่อนหลังอะไรสับสนไปบ้างซึ่งก็จะเป็นได้นิดหน่อยแต่โดยจริงแล้วมันก็สันนิษฐานได้ว่าอะไรคนเกิดก่อนเกิดหลังถูกเป็นส่วนใหญ่นั่นแหละไม่มีปัญหาอะไรเธอจะสับสนบ้างในลักษณะของสภาพธรรมที่ละเอียดละออลำดับก่อนหลังอะไรต่ออะไรบ้างเล็กน้อยนั้นก็ไม่มีปัญหาใหญ่อะไรเรื่องที่เป็นไปได้ลักษณะนี้เราได้บรรยายมาจนกระทั่งถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงเล่า ถึงพระองค์เองว่าได้บำเพ็ญธรรมเป็นวันสุดท้ายที่วันจะตรัสรู้จนได้ตรัสรู้และองค์ธรรมที่ได้ตรัสรู้นั้นมีอะไรบ้างตั้งแต่พยายามเล่าถึงความสุดโต่งสองฝ่ายฝ่ายโลกกับฝ่ายจิตซึ่งมันเป็นโรคทั้ง 2 อย่างโ

อ่านต่อ

ลกของจิตกับโรคของทางโลกจากยาเป็นตัวเป็นตนเป็นท่านเป็นก้อนเป็นชิ้นเป็นอันกับโลก 10 ฝ่ายละเอียดเรียกว่าอัตราหรืออาจจะมัน ที่เป็นทางสุดโต่งเป็นหลงยึดว่าเป็นของจริงของจังเป็นอัตตาเอาวัตถุข้าวของชิ้นส่วนอะไรที่เป็นของจับต้องได้หยาบๆเป็นของตนเขาเรียกว่าเป็นอัตราใหญ่เรียกว่า skip ตาข้างในพิจิตรที่ไปเกาะประยุทธ์ไปหลงสร้างหลงก่อหลงติดหลวงปั้นเอาว่ามีว่าเป็นทั้งๆที่จิตพระพุทธเจ้าตรัสว่าอัศรีแห่งสุริยันไม่มีตัวไม่มีตนแต่ก็ไปยึดเกาะเป็นตัวเป็นตนว่ามีภพกี่ชาติมีแดนอยู่มีถิ่นอยู่หรือมีตัวมีตนที่จะไปอยู่ในแดนนั้นแดนนั้นเรียกว่าอัดน้ำมันหรืออัตภาพอึดอัดตานั่นเองถ้าไปลงเกาะใหญ่เกาะโตเป็นตัวเป็นตนใหญ่ๆโตๆยังมี ว่ามีอะไรต่ออะไรที่ยึดเกาะจริงมันก็เป็นจริงฟังไม่ดีไปยึดเกาะจริงไปเป็นจริงไปมีจริงมีภพจึงมีชาติจึงมีของจริงอยู่ในส่วนสิ่งเหล่านั้นจิตมันไปยึดจริงๆมันไปเข้าใจจริงๆแล้วมันเป็นเศษจริงๆมันไปติดจริงๆมันไปเป็นไปมีจริงๆไอ้คำว่าจริงตัวนี้จะต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้งจะต้องเข้าใจเพราะว่าเห็นที่จ่ายเพราะว่าสัมผัสที่ใจตนแล้วก็รู้จักตัวที่เป็นที่มีของตนได้ไม่ใช่เข้าใจแต่ภาษาพูดว่ามันมีจับตัวที่เป็นที่มีของเราได้แล้วก็ปล่อยความเกาะความยึดความ ความมีน้ำออกจริงๆจิตปล่อยจริงจึงหมดจึงไม่มีอัตราไม่มีอัตภาพถ้าจิตตัวเองไม่ปล่อยจริงไม่คลายจริงไม่หมดรถหมดชาติจริงจิตตัวเองก็มีจริงเป็นสภาพเป็นโรคไม่สูญสลายไม่ดับสิ้นเหลือเชื่อเหลือตัวตนยังหมุนเวียนเป็นวัดตะกล่ำเกิดแล้วเกิดอีกได้อยู่เพราะยิ่งจะไปรู้ในโลกของอัตราหรืออัตภาพคือมันไม่มีตัวตนและสร้างเป็นตัวตนยึดเป็นตัวตนเป็นรูปเป็นร่างเป็นจริงเป็นจัง ดาบใหญ่จนกระทั่งแม้ยิ่งละเอียดก็ขนาดจิตหยาบๆยังรู้ยากยิ่งไปเป็นจิตละเอียดขั้นเป็นตัวเป็นตนขั้นอนุรักษ์ที่เป็นส่วนเล็กส่วนน้อยละเอียดยิ่งยากเพราะผู้ที่จะมีทิฐิในการจับอัตราลูกได้พ้นอัตตานุทิฏฐิมีความเห็นแจ้งในอัตราน้อยอัตราเล็กละเอียดจึงไม่ใช่ของง่ายของยากของลึกซึ้งมากเราจะต้องไปรู้สภาพธรรมที่สุดตรงฝ่ายโน้นอีกแม้เราจะเป็นหลงในสิ่งเล็กสิ่งน้อยจนเกินไปเราก็ เลยเถิดไปหยุดในส่วนยาไม่รู้ส่วนหยาบก็ยังเป็นตัวตนมันจะต้องมีมัชฌิมาแม้ในภพของจิตภพของอัตราด้วยหรือย้อนกลับมาถึงภพของวัตถุโลกแม้วัตถุโลกก็เป็นความจำเป็นหรือว่าเป็นสิ่งจริงอันหนึ่งที่เราจะได้รับที่เราจะต้องใช้ที่เราจะต้องประกอบร่วมด้วยจิตกับวัตถุเป็นสภาพ 2 สิ่งที่จะต้องสังเคราะห์กันเป็นฝ่ายช่วยเหลือโปรไฟล์กันบ้างรูปขุนนางที่จะต้องรวมเป็นสิ่งสิ่งหนึ่งเป็นนามรูป ผสมผสานกันแล้วก็เป็นสิ่งหนึ่งในโลกนามรูปจึงประกอบไปด้วยสัญลักษณ์ประกอบไปด้วยวิญญาณและก็เป็นสิ่งที่จะกระทำสิ่งที่จะเป็นสิ่งที่จะมีขึ้นมาอย่างแท้จริงเพราะเมื่อมีก็มีอย่างดีสิ่งไม่ดีเท่านั้นที่เราจะไม่ให้มีผู้ใดรู้สิ่งไม่ดีได้ชัดแจ้งแล้วก็ไม่ให้สิ่งไม่ดีนั้นเกิดก็เป็นอันสบายซึ่งเป็นอันว่าไม่เป็นพิษเป็นภัยในโลกได้แล้วโดยเฉพาะจิตของเรามีปัญญารู้แจ้งลึกซึ้งรู้รายละเอียดดังที่กล่าวมานี้จึงผู้นั้นก็คือผู้แทนถึงอริยสัจ ถ้ารู้ว่าสิ่งที่เกิดมานี่เป็นสิ่งที่เกิดแล้วมันก็ทนได้ยากต้องสังเคราะห์ให้มันต้องปรับปรุงให้มันต้องบูรณะให้มันแล้วมันก็จะส่งอยู่การตั้งอยู่แต่ส่วนดีสิ่งดีที่จะเป็นตัวอย่างในโลกเท่าที่อายุขัยให้มันเป็นไปได้แล้วมันควรจะเป็นไปพวกกระทำไว้ก็เป็นคนที่เมตตาค้ำจุนไว้ในโลกเป็นผู้มีเมตตาค้ำจุนโลกรักษาสิ่งที่ทรงไว้อันควรส่งไว้หากผู้ใดไปรักษาสิ่งที่ไม่ควรส่งไว้ให้ส่งไว้คนนั้นยังโง่ยังไม่รู้ยังไม่เข้าใจ ใดควรส่งมาให้เรารักษาไว้นอกจากรักษาแล้วสิ่งใดที่ควรจะมียิ่งกว่าควรจะเป็นยิ่งกว่าเพราะมันดียิ่งกว่าควรจะทำให้ชัดเด่นคุณจะทำให้ใหญ่ขึ้นมากขึ้นโตขึ้นผู้ที่รู้มีปัญญาก็จะกระทำอย่างยิ่งเพราะสมควรที่จะกระทำอันนี้ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องของปัญญาที่จะรู้จริงรู้แจ้งและก็กระทำด้วยความบริสุทธิ์ใจจริงๆอาจจะเกิดจะมีจะเป็นขึ้นได้โดยบุคคลได้ฝึกเพี้ยนไปทำความรู้จักเหล่านี้จนแพงสัตว์เมื่อมีอริยสัจแล้วเราก็จะเป็นผู้ สัมมาอริยมรรคองค์ 8 บริบูรณ์ครบถ้วนแล้วผู้ใดเริ่มมีอริยสัจเริ่มรู้ทุกข์ในส่วนหยาบละเหตุแห่งทุกข์จนดับทุกข์ได้เป็นผู้พ้นทุกข์อย่างชาวโลกหรืออย่างต่ำก่อนก็ตามก็จะมีสัมมาอาระหัง [ข้อผิดพลาด: recognition connection failed: [Errno 32] Broken pipe] ลงไปอีกจนเป็นนิโรธดับปล่อยวางแล้วก็จะเป็นผู้พ้นทุกข์จากความเป็นชาวโลกระดับที่เราหลงอีกไล่ขึ้นมาอีกเป็นผู้สูงขึ้นไปอีกมาเป็นผู้สูงก็มีสัมมาอะริยะมรรคอย่างสูงขึ้นไปอีกเป็นผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิเป็นผู้ที่มีสัมมาสัมพุทโธเป็นผู้ที่มีสัมมาวาจาสัมมากัมมันตะสัมมาอาชีวะที่ดีไม่ดีอีกแล้วเราก็เรียนรู้สิ่งที่สูงขึ้นไปอีกให้เป็นที่ให้เข้าใจแจ้งในความที่ดีขึ้นไปอีกของเราความชั่วหรือความที่ควรตัดปล่อยอีกอะไรมีอีกควรจะลดละอีกส่วนได้เห็น ได้เป็นสัมมาทิฏฐิก็เริ่มทำใหม่พยายามใหม่มีสติใหม่ก็จะทำอีกใหม่ลดละได้อีกด้วยความเพียรพยายามจนจะบริบูรณ์อีกแล้วก็มีสัมมารีมรรคบริบูรณ์ขึ้นไปอีกมันส่งเสริมกันอยู่อย่างนี้ในหลักวินัยหัวข้อที่อธิบายธรรมะเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้อริยสัจ 4 จนกระทั่งเกิดจากยานเกิดปัญญาเกิดวิชาหรือเรียกว่าเกิดแสงสว่างเกิดขึ้นจนรู้แจ้งทบทวนแล้วทบทวนอีกระลึกแล้วระลึกอีก เห็นชัดว่าเราทำได้รู้สิ่งที่เป็นจริงเรียกว่าสัจจะและก็รู้ตอบอีกว่าท่านได้ทำจริงเรียกว่ากิจจะแล้วก็ได้รู้ชัดแจ้งลงไปอีกว่าทั้งที่รู้ทั้งที่ได้ทำมันเป็นจริงแล้วเป็นแล้วไม่ใช่ว่ารู้เปล่าแล้วก็ไม่ใช่ว่าทำสักแต่ว่าทำที่ไม่เข้าใจจริงเรานึกว่าเราได้ทำไม่ใช่เพราะฉะนั้นนึกว่าเราได้ทำเท่านั้นแจ้งชัดว่าเราได้ทำและทำแล้วสำเร็จลงแล้วถึงแล้วซ้ำซ้อนซ้ำซ้อนซ้ำซ้อนแม่รู้ก็พยายามทำความรู้ให้ลึกซึ้งเป็นสุตะระยะปัญญาเป็น ตามยะปัญญาเป็นภาวนามยปัญญาไม่รู้แม้กระทั่งจนกระทั่งเข้าใจแจ้งเลยว่าท่านได้กระทำกระทำจริงๆแล้วก็ทำให้ลึกซึ้งทั้งใจก็ทำให้ลึกซึ้งทั้งสภาพธรรมต่างๆให้เกิดสภาพนั้นเกิดญาณเกิดปัญญาเกิดความรู้ชัดแจ้งเกิดวิชาการเกิดแสงสว่างหรือเกิดจากสุขข้างในจักสุขนี่มันแปลว่าดวงตาอันที่เห็นเพราะฉะนั้นการจะเห็นอย่างเห็นเหมือนเห็นจากสุขเหมือนเห็นด้วยตามันเห็นแจ้งพระองค์ตาเรานี่เห็นนี่มันชัดเจนมันกระจัดกระจายที่สุดในทวารทุกข์ทวารที่เรารับ ตานี้เป็นทวารที่รับความรู้ที่สว่างที่สุดที่รู้ได้มากที่สุดตานี้หูก็ดูว่าได้ยินเสียงก็เป็นแต่เพียงสภาพรู้ที่แคบๆส่วนหนึ่งแต่ตานี่มันรู้รู้สารพัดรู้ได้มากกลิ่นก็เป็นเชิงหนึ่งรถก็เป็นเชิงปฏิบัติกายก็เป็นเชิงแต่ตานี่เป็นเชิงรู้ที่รวมเอาไว้มากกว้างขวางท่านจึงเอาเขามาจากสุขหรือคำว่าตานีมาใช้ในการได้รับรู้ลึกหน่อยกว้างหน่อยมันแทนมันเกิดจากสุเกิดญาณเกิดปัญญาเกิดวิชาเกิดแสงสว่างจริงๆเธอรู้ซ้ำซ้อนจนท่านเรียกว่าเป็นปฏิวัติ 3 คือมีรอบ สำเร็จทุกอันเป็นทุกอันเพราะฉะนั้นความจริง 4 อย่างที่เรียกว่าทุกข์ก็ดีทุกสมุทัยทุกข์นิโรธหรือทุกข์นิโรธะธัมมันติเข้าไปอีกรู้เขาไปอีกนี่แน่ใจทุกชนิดคืออะไรรู้แต่การกำหนดในการหมายโดยการแทงทะลุเข้าไป 1 ชั้น 2 ชั้น 3 ชั้นมีสูตร 3 ชั้นแต่ 3 ชั้นเป็น 9 ก็ตามใจสำหรับคนไหนที่เขาจะ เอาให้แน่ใจเอาให้ชัดแจ้งผู้ใดทำได้ถึงขั้นลึกขนาดไหนจนแน่ใจยิ่งไม่เหน็บหนาระอาใจก็เอาแล้วก็มีที่จบมันรู้จบในตัวแม่ 3 ชั้นจบแล้วก็รู้ว่าเออเราก็พอใจแล้วก็สบายใจได้มากหรือเราจะไปรู้ก็ไปอีกเป็น 6 ชั้นก็จบก็พอใจสบายใจได้มากเหมือนกันแต่เอาให้ถึง 9 ชั้นจบพอใจหมดสงสัยอย่างสิ้นเกลี้ยงดีที่สุดตลอดพอ 9 ชั้นเป็นการกระทำและก็ต้องศูนย์ข่าวแล้วก็ 10 ตัว 10 นี่คือ 9 เกิด 10 เนี่ยคือตัว 9 นี่แหละมันเกิดเต็มเพราะเกิด 9 เต็ม ไอ้เก้าที่ไม่ได้เกิดเต็มนี่แหละคือตัว 10 10 ไม้เอาอะไร 10 ไม้เอา 1-9 10 นี่คือ 1-9 แต้มครบรอบมีก็หมายความว่ามีเต็มเรียกเป็นภาษาใหญ่ว่า 10 นี่คือภาษาเล็กว่า 0 1 2 3 4 5 6 7 8 9 เรียกภาษาใหญ่ว่าสิทธิ์เต็มเราต้องรู้ความจบรอบแล้วต้องรู้ความมีขอบเขตขอบเขตขนาดไหนเรียกว่ารอบใดแน่ใจขนาดไหนก็แน่ใจไปถึงรอบๆและเราก็รู้จักที่สุดในที่สุดผู้รู้ที่สุดในที่สุดได้คือพูดจบ รูปเป็นอรหันต์อรหันต์สักเมื่อรู้ที่จบแล้วก็ตัดปล่อยตัวจบวางได้เลิกรู้จักเลิกรู้จักยุทธสบายแม่ในความสั้นที่สุดก็รู้จักรอบที่ตัดได้เร็วแม้แต่ความยาวที่จะกำหนดไปพอสมควรรู้ในรอบที่เป็นความยาวนั้นเราเองเราไม่ต่ออะไรตัดได้ขาดได้จริงๆผู้ที่รู้ความจริงว่าเราตัดได้ขาดได้อย่างชัดแจ้งใจเท่านั้นเป็นปัจจัตตังจะเป็นผู้นั้นรู้แต่พอสมาธิพระพุทธเจ้าได้เรียนรู้จนแน่ใจเป็นปริวัตร 3 มีอาการ 12 ในอริยสัจ 4 อย่างนี้อย่างแท้ ท่านจึงได้ปฏิญาณตนว่าเป็นอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นผู้ที่เป็นผู้พร้อมแล้วก็เรียกตนเองได้ว่าเป็นพระพุทธเจ้าความรู้ของท่านเป็นพุทธศักดิ์ท่านรู้ลึกรู้ซึ้ง 3 รอบของท่าน 9 รอบของท่านก็เรื่องของท่านหรือเป็น 12 ก็เป็นเรื่องของท่านอย่างลึกเราเองเราก็มีลักษณะคล้ายกันเรามีปฏิวัติ 3 เรามีอาการ 12 เรามีอริยสัจ 4 มีเหมือนกันเราจะรู้ได้รู้ความจริงที่เรารู้เหมือนกันเราอยู่ในฐานะอนุกูลไม่ได้เป็นผู้ใหญ่พุทโธไม่ได้มีพุทธศาสนามีปัญญายานโพธิญาณเหมือนอย่างท่านก็ไม่เป็นไรแต่วิมุติความสูง ความรอบจบความสัตย์ปล่อยนั้นเหมือนกันเหมือนกันเหมือนกันหมดไม่ว่าพระอรหันต์องค์ไหนกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีอรหันต์หรือมีจุดจบหรือมีจุดปล่อยหรือมีจุดวางว่าเบาเหมือนกันหมดไอ้ที่ไม่เหมือนกันก็เป็นแต่เพียงความรู้รอบความเก่งความกว้างขวางในปัญญาญาณเท่านั้นอธิการกันเราได้อธิบายมาจนกระทั่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ปฏิญาณเพลงว่าท่านเองท่านได้บรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณในโลกพร้อมทั้งเทวโลกมารโลกพรหมโลกในหมู่สัตว์พร้อม วรรณภาพร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ท่านเป็นผู้เล่นท่านเป็นผู้ได้แน่ใจที่สุดแล้วต่อจากนั้นที่เรียนเอาไว้ในพระพุทธประวัติจากพระโอษฐ์นี้ก็คือเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสรู้แน่ใจตัดสินปังลงไปว่าโอ้เราบรรลุเราเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเราถึงที่สุดแล้วเราเกิดจากสุขเราเกิดญาณเกิดปัญญาเกิดวิชาเกิดแสงสว่างแล้วพอตรัสรู้เพราะท่านตัดสินปั๊บเข้าไปจริงแน่ใจแน่ยิ่งกว่าแน่ลงไปเด็ดขาดแล้วก็เกิดแสงสว่างเนื่องด้วยการตรัสรู้ ภิกษุทั้งหลายเมื่อใดตถาคตได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณในขณะนั้นแสงสว่างอันโอฬารจนหาประมาณมิได้ยิ่งใหญ่กว่าอานุภาพของเทวดาทั้งหลายจะบันดาลได้ปรากฏขึ้นในโลกพร้อมทั้งเทวโลกมารโลกพรหมโลกในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ถึงแม้ในโลกการติดกันนรกโถงไม่มีอะไรปิดกั้นแต่มืดมนหาการเกิดแห่งจักขุวิญญาณมิได้อันแสงสว่างแห่งพระจันทร์และพระอาทิตย์ มีฤทธานุภาพอย่างนี้ส่องไปไม่ถึงนั้นแม้ในที่นั้นแสงสว่างอันโอฬารหาประมาณมิได้ยิ่งใหญ่กว่าอานุภาพของเทวดาทั้งหลายจะบันดาลได้ก็ได้ปรากฏขึ้นเหมือนกันสัตว์ที่เกิดอยู่ณที่นั้นรู้จักกันได้ด้วยแสงสว่างนั้นพากันร้องว่าท่านผู้เจริญทั้งหลายผู้อื่นอันเกิดอยู่ในที่นี้นอกจากเราก็มีอยู่เหมือนกันดังนี้ภิกษุทั้งหลายนี่แหละเป็นอัศจรรย์ครั้งที่ 3 ที่ยังไม่เคยมีได้บังเกิดมีขึ้นเพราะการบังเกิดแห่งตถาคตผู้อรหันต์แต่สัมมาสัมพุทธเจ้า การปรับด้วยภาษาบาลีและก็มาแปลเป็นไทยได้สำนวนอย่างนี้ผู้รู้ก็จะรู้ตามสำนวนที่แปลออกมาของผู้รู้นั้นแปลสั้นกะทัดรัดก็กระจ่างกระจ่างสำหรับผู้รู้ถ้าผู้ไม่รู้ฟังพระสูตรเมื่อกี้นี้ฟังจบไปแล้วก็อะไรก็ไม่รู้มันก็ไม่รู้เรื่องอะไรบอกว่าเกิดแสงสว่างเราก็นึกว่าแสงสว่างคืออย่างนี้ถ้าเผื่อว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วเนี่ยแสงสว่างเนี่ยเอาล่ะเราประมาณว่าแสงสว่างท่านบอกว่าแสงสว่างอันโอฬารหาประมาณมิได้มันคงจะสว่างที่สุดกลางวันเนี่ยเราว่าสว่างตอนเที่ยงเป๋งเลย สว่างที่สุดแล้วมันคงจะสว่างยิ่งกว่านั้นก็เดาเอาไม่รู้หรอกมันจะสว่างกว่านั้นสว่างที่จะเห็นได้มากแต่ถ้าจริงแล้วแสงสว่างมากในตาพร่านะไม่เห็นอะไรหรอกไม่เห็นหรอกที่เราไม่พลาดที่เราสว่างที่สุดก็เท่าที่แสงของเราประมาณการดีการรับการได้ผลดีแล้วเพราะแสงสว่างที่เที่ยงที่สุดเนี่ยที่เจ้าที่สุดแล้วเราว่าเราบางทีถ้าผมไปอยู่ในที่ที่มันสะท้อนกลับเอาแสงน่ะมีปริมาณมากกว่าที่เราสามารถรับได้ตาเราก็ไม่เห็นอำนาจการรับตั้งแต่ละคนไม่เท่ากันด้วยเพราะบางทีคนเดินอยู่ในศพที่สว่างเพื่อพระอาทิตย์จะจ่ายบางคนรับประทานไม่เห็น เอาคนรับภาพไม่เห็นหรอกบางคนรับได้ชัดแล้วก็จะชัดที่สุดที่แสงสว่างเที่ยงว่าพระอาทิตย์ที่ส่งได้ตรงเป็นเส้นตั้งฉากเป็นแรงสุดของแสงสว่างในโลกมันจะหาแสงสว่างอื่นใดที่แสงสว่างที่มันมากกว่านี้นั้นน่ะมันเป็นแสงสว่างที่ขาดเอาเดาเอาเดาเอาเท่านั้นแม่นมากก็บอกแล้วว่าที่จริงมากไปก็ไม่ใช่ว่าจะเห็นชัดไม่ใช่มากไปนั้นคือไม่เห็นน้อยไปก็ไม่เห็นมากไปก็ไม่เห็นเพราะความรู้สึกการประมาณรับแสงของแต่ละบุคคลไม่เท่ากันบางคนใช้ ขนาดนี้เห็นชัดที่สุดถ้าใช้สว่างมากตอนนี้พลาดถ้าแสงสว่างน้อยกว่านี้ก็พอเพราะฉะนั้นสัตว์หากินกลางคืนนี่ถ้ากลางวันแกมองไม่เห็นเลยตายก็มืดเลยสัตว์ที่หากินกลางคืนแต่ถ้าบอกว่าแสงสว่างของกลางคืนลดลงไปจะมีแสงสว่างที่ตาเรารับสัมผัสไม่ได้กลางคืนนี้ก็มีแสงสว่างไม่ใช่กลางคืนไม่มีแสงสว่างมีก็คือนี่ก็เป็นความสว่างขนาดหนึ่งแต่ความสว่างที่ตัดรอบประสาทมนุษย์รักไม่ได้ว่าเป็นสว่างแต่ประสาทของสัตว์โลกบางชนิดรับได้เห็นชัดอะไรอะไรนิดจะรู้เลยกะหรี่กะโหลกได้สบายก็เห็นจริงๆแต่คนชนเลยเหมือนคนตาบอดบริษัทประเภทนั้นเวลา แสงสว่างจ้ากลางวันก็เดินชนเหมือนกันสิ่งพวกนี้ก็เหมือนคนตาบอดจะโดนชนเลยแกไม่เห็นแต่ถ้าผมว่ามืดลงไปในขนาดที่มืดที่จะรับได้ขนาดนั้นจะเห็นแจ๋วเลยซึ่งไม่ใช่ความแกล้งไม่ใช่ความเสแสร้งเป็นความจริงที่เกิดจากการพอดีของสิ่งนั้นในโลกซึ่งเกิดเราจะฆ่าได้เพราะคำอธิบายคำว่าสมาคมพระพุทธเจ้าที่อธิบายว่าแสงสว่างอันโอฬารจนหาประมาณมิได้เป็นแต่เพียงเทียบให้พวกเราเห็นว่าสว่างแสงสว่างคำนี้คือความเห็นแจ้งความรู้ชัดไม่ได้เปรียบว่าแสงพระอาทิตย์ไม่ได้เปลี่ยนเป็นแสงนีออนแสงไฟฟ้าแสงที่มันสาดกระจาย เห็นว่าจักขุวิญญาณคือการรับรู้ด้วยตาเนี่ยเทียบกับแสงสว่างนี่มันเห็นชัดเหลือเกินว่ามันเป็นความรับรู้ถ้าเทียบกับแสงสว่างอันโบราณที่แท้จริงก็คือญาณปัญญาญาณปัญญาอันหาประมาณมิได้และในนี้บอกว่ายิ่งใหญ่กว่าอานุภาพของเทวดาทั้งหลายจะบันดาลได้ไม่มีเทวดาไหนในโลกถ้าฟังอย่างนี้รู้จะรู้ว่าพระพุทธเจ้าปฏิเสธเทวดาบรรดาลไม่มีพระพุทธเจ้าไม่ใช่เทวนิยมถ้าว่ายิ่งใหญ่กว่าอานุภาพของเทวดาทั้งหลายจะบันดาลได้เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดพุทธะเกิดจากพระพุทธเจ้าพระองค์เกิดเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ใหญ่กับเทวดาในไหน อะไรจะมาบันดาลไม่ได้แสงสว่างของท่านเท่านั้นที่จะบันดาลใหญ่กว่าเพราะเทวดาเทวดาไหนจะมาบันดาลแสงสว่างให้ท่านไม่ได้แต่แสงสว่างของท่านนี่แหละสว่างยิ่งกว่าท่านเห็นแม้เทวดาทุกเทวดาด้วยพรเทวดาไหนๆอยู่ในจักรวาลพิภพหรือมาหาภพชาติใหญ่ขนาดไหนพระพุทธเจ้าเห็นหมดเห็นพระเจ้ายิ่งใหญ่ที่สุดได้เห็นจริงๆไม่ใช่เห็นเล่นๆพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าท่านเห็นพระเจ้าทำไมไม่ได้จับตรงๆว่าท่านเห็นพระเจ้าแต่ในนี้ถ้าเกิดเชิงถ้าใครเข้าใจท่านบอกว่าถ้าเกิดแสงสว่างอัตโนมัติหาประมาณมิได้เนี่ยมันยิ่งใหญ่กว่าอานุ ของเทวดาทั้งหลายไม่ว่าไม่ว่าเทวดาเทวะที่เป็นมหากเทวะขนาดพระศิวะพระนารายณ์พระพรหมหรือพระยะโฮวาห์พระอัลเลาะห์อะไรก็แล้วแต่ที่เขาสมมติเรียกชื่อเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดที่จะบรรดาลบรรดาเราไม่ได้บันดาลแสงสว่างหรือบันดาลปัญญาบันดาลความรู้นี้มาให้ใครไม่ได้บรรดาไม่ได้เพราะฉะนั้นผู้ที่มีสิ่งนี้จึงสูงกว่าผู้บรรยายสูงกับผู้บัญชาการมีวิเคราะห์ให้ฟังผู้ใดศาสนาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงยกปัญญาเหนือเทวะผู้ใดเกิดปัญญาญาณ พุทธะอย่างนี้จะเห็นเทวดาจะเห็นเทวดาที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่จะใหญ่ได้ผมเองผมรู้จักเทวดาผมเองผมเห็นเทวดาผมเองผมเห็นพระเจ้าชั้นเดียวกันกับที่ผมพอผ่านหรือพอรับหลักฐานที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่างๆได้อย่างนี้อย่างนี้หรอกเข้าใจเลยผมไม่ค่อยฟังผมแยกแยะให้ฟังเพราะผมเข้าใจเลยผมรู้เพราะมันเข้าใจจริงๆอ๋อเหมือนกันผมพระพุทธเจ้าจะเป็นอย่างนี้เราคงเป็นพุทธะอย่างนี้พุทธะของพระพุทธเจ้าท่านยิ่งใหญ่ขนาดไหนเราก็ยิ่งใหญ่ขนาดที่ของเราเป็นนั่นแหละเพราะฉะนั้นเราจะเข้าใจสิ่งใดบรรดาเราไม่ได้อยู่ใต้อำนาจอะไรบันดาล เพราะอะไรจะใหญ่ขนาดไหนในโลกขณะนี้มีเราไม่ไม่ไม่ไม่ไม่อยู่ใต้อำนาจเหล่านั้นเราไม่อยู่ใต้อำนาจเหล่านั้นหรอกเรามีปัญญาของเรารับรู้และปัญญาของเรานี่แหละเป็นตัวการที่จะบรรดาอะไรทุกอย่างได้ปัญญาอ่อนจริงและปัญญาของเราจะไม่ไปปัญญาร้ายมันเป็นปัญญาเลวไม่เป็นปัญญาเชคโกจะเป็นปัญญาที่อนุเคราะห์โลกเป็นปัญญาที่จะสร้างก่อสร้างก่อสิ่งที่ปัญญาที่ไม่โง่เป็นโลงศพปัญญาที่จะไม่โง่ไปหลงทุกข์เป็นปัญญาที่ไม่หลงทุกข์ไม่หลงสุขจริงๆว่างจากสุขว่างจากทุกข์และนี่เปลี่ยนปัญญานิสัย ปัญหาประมาทไม่ได้ปรากฏขึ้นในโลกพร้อมทั้งเทวโลกเพราะฉะนั้นปัญญานี่มันเกิดขึ้นพร้อมกันเมื่อปัญญาที่เกิดขึ้นพร้อมกันหรือแสงสว่างเกิดขึ้นพร้อมกันในที่ไหนไหนทั้งหมดมันเห็นมันรู้เป็นเพราะมันไปหมดไม่ว่าที่นั้นๆจะเรียกว่าเทวโลกมาโลกพรหมโลกในหมู่สัตว์สิ่งที่มีธาตุรู้ด้วยว่าหมู่สัตว์สิ่งที่มีธาตุรู้ไม่ได้จำเพาะว่าเป็นตัวตนอยู่ที่บุคคลเราเขาในไหนแม้แต่ในบุคคลคนหนึ่งก็มีสัตว์อยู่มากเหลือเกินสัตว์ที่เรียกว่าเดรัจฉานสัตว์ที่เรียกว่าเปรตสัตว์ที่เรียกว่าสัตว์นรกสัตว์ที่เรียกว่าอสูรการ สัตว์ที่เรียกว่าเทวดาสัตว์ที่เรียกว่ามันสัตว์ที่เรียกว่าพระพรหมหรือแม้แต่สัตว์ที่หลงตนว่าเป็นสมณะสัตว์ที่หลงตนว่าเป็นสมณะผู้ที่พ้นสัตว์โลกก็คือผู้ที่เป็นสัตว์ที่เหนือบุรุษเรียกว่าสัตว์ป่าบุรุษสัตว์ที่เหนือสัตว์โลกถ้าเป็นสมณะก็เป็นสมณะอันยิ่งเป็นสมณะอย่างยิ่งและอำนาจจริงผู้ที่หลงตนว่าเป็นสมรรถนะผู้ที่มีปัญญารู้แล้วจะมองเห็นมองเห็นว่าท่านผู้นี้หลงตนว่าเป็นสมรรถนะยังมีความหลงยังมีเหลือเศษบางองค์เป็นสมณะมากแล้ว เป็นสมณะโสดาเป็นสมณะสกิทาเป็นสมณะอนาถาแต่ยังไม่เป็นสมณะที่เรียกว่าอรหันต์ก็รู้ได้มีฟังดีๆนี่พูดในฐานะว่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะมองออกอย่างนี้ผมเองผมเข้าใจแล้วผมก็มองออกตามปัญญาของผมด้วยเพราะผมมองเห็นสมณะสมณะผู้ยังหลงตนอยู่ก็มองรู้ไม่ใช่ไม่รู้สมณพราหมณ์ผู้ที่บรรลุแล้วก็รู้แต่สมณะนี้ออกบรรลุแล้วขั้นต้นขั้นกลางขั้นขนาดนั้นขนาดนี้รู้พระพุทธเจ้าบอกว่าแสงสว่างได้ปรากฏขึ้นในโลกพร้อมทั้งเทวโลกมารโลกพรหมโลกในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะพราหมณ์พร้อมทั้งเทวดาและ พร้อมรูปเทวดาและมนุษย์รายละเอียดหมดจะเรียกว่ามนุษย์คือจิตที่สูงสุดก็รู้ตัวจิตที่สูงสุดนั่นเองคำว่ามนุษย์โสนี่เป็นตัวสูงสุดกว่าอะไรหมดมนุษย์สูงสุดกับอะไรหมดเป็นแดนกลางที่สุดกว่าอะไรหมดบันไดกลางกับอะไรหมดมนุษย์สูงกว่าเทวดาแต่คนที่หลงความเป็นมนุษย์จะต้องให้เทวดาสูงกว่ามนุษย์แต่ตอนนี้ฟังภาษาดีๆอ่าญาติโยมฟังดีๆนะตอนนี้อาตมาอธิบายทั้งสองฝ่ายได้ประเดี๋ยวจะโยงใยลงไปหาเรื่องที่ไม่ลึก ฤกษ์ดีเป็นไปตามธรรมเพื่อฟังตามลำดับพระพุทธที่เป็นมนุษย์แต่ยังหลงความเป็นมนุษย์อยู่ยังมีอัตราอัตภาพหลงอย่างชาวโลกเขาว่าตัวเองชื่อว่ามนุษย์ผู้นั้นจะต้องทำจิตให้เป็นเทวดาหรือให้ดีขึ้นสูงขึ้นคำว่าเทวดาหมายคำว่าทำจิตให้สูงขึ้นให้เจริญขึ้นมันจะสูงขึ้นแล้วเป็นเทวดาชั้นสูงขึ้นไปเรื่อยๆก็จะรู้จักสัตว์นรกคือจิตที่ต่ำสัตว์นรกคือจิตต่ำมันจะสูงก็ไปเรื่อยๆเจ็บที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆได้จริงโดยไม่หลงโดยชัดแจ้งว่าจิตนั้นเป็นจิตของผู้ประเสริฐแล้วผู้สูงและจริง 7m มีจริงเป็นจริงจิตนั้นเรียกว่ามนุษย์อีกทีนึงไม่ใช่มนุษย์ผู้หลงเป็นมนุษย์แท้ๆเพราะฉะนั้นคนที่เป็นยอดมนุษย์ที่สุดคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นมนุษย์เรียกว่าผู้ที่สูงสุด 10 ประเสริฐสุดมันหนักกว่ายอดยิ่งไอ้สัตว์เป็นมนุษย์ผู้พิทักษ์ยอดยิ่งจิตที่มีปัญญาจิตที่มีวิมุตอันยอดจริงมีปัญญาเป็นโพธิญาณสัมมาสัมโพธิญาณอย่างสูงจึงเรียกว่ายอดมนุษย์ถ้าจะเรียกว่าเทวดาพระพุทธเจ้าก็คือเทวดาอันยอดยิ่ง มีจิตที่สูงแล้วไปทำจิตให้เป็นจริงจะเรียกว่ามนุษย์แล้วเป็นเทวดาอันยอดยิ่งถ้าจะเรียกว่าท่านเป็นมารท่านไม่มีแล้วความเป็นมาของท่านถ้าไม่มีมีแต่ท่านจะช่วยเหลือเพื่อฝ่ายผู้อื่นเพื่อคุณผู้อื่นถ้าจะเอาภาษาไปเรียกตีกลับว่าท่านเป็นมารอีกประเดี๋ยวจะเมาใหม่ใช่ถ้าเป็นมาของมหามารคือสัตว์โลกที่ชั่วๆต่ำๆใหญ่ๆแล้วท่านจะไปขวางเขามันคือการขัดขวางมานี่หมาเขามาขัดขวางถ้าจะเอาภาษาคำว่าการขัดขวางหรือท่านจะเป็นผู้ขัดขวางเนี่ย แผ่นขัดขวางขัดขวางมาหามารคือมารใหญ่ที่ไปขัดขวางโลกให้ไม่ให้เจริญท่านก็จะไปขัดขวางมารเหล่านั้นไม่ให้ไปกระทำการได้บริบูรณ์ไม่ให้ไปกระทำการได้สำเร็จได้ถ้าจะขัดขวางหรือให้มานั้นเลิกการที่ไปทรมานหรือไปขัดขวางความเจริญถ้าจะเอาภาษามาบนเรียกอีกทีนึงอธิบายอีกทีนึงก็ได้จากที่ว่าพระพุทธเจ้าจึงไม่นิยมประเดี๋ยวมันจะยุ่งยากสำหรับคนที่ไม่มีปัญญามากจะยุ่งยากเข้าใจพระพุทธเจ้ากลายไปเป็นมาอีกแล้วก็แย่กันใหญ่สิเพราะว่าเราจึงเอาแต่ภาษาที่สูงมาเรียกว่าเทวดาเป็นยอด โทรศัพท์เป็นมนุษย์เป็นยอดมนุษย์ถ้าท่านเป็นพรหมเรียกว่ายอดพรหมถ้าท่านเป็นสมณะไม่มีใครเปรียบถ้าเป็นสมณะโดยไม่หลงไม่มีเศษไม่มีเหลือเชื้อถ้าเป็นสมณะบริบูรณ์เป็นสมณะพราหมณ์ที่บริบูรณ์ถ้าถ้าเป็นสัตว์ล่ะเป็นยอดสัตบุรุษถ้าท่านเป็นสัตว์ก็เป็นยอดสัตบุรุษหมดแล้วอธิบายทุกตัวและอธิบายทุกตัวแล้วเทวะมารพรหมสัตว์สมณพราหมณ์มนุษย์อธิบายทุกตัวเลยทีนี้ตั้งแต่อธิบายต่อไปว่าถึงแสงสว่างสาดส่องไปถึงโลกต่างๆ โรคต่างๆที่ว่านี้เนี่ยผู้ที่เป็นอุปสรรคมันฟังดีๆนะว่าโลกนี้มันไม่ได้นอกจากตายาววาหนาคืบขว้างสอบพร้อมสัญญาและใจนะโลกนี้จะไปเอาโลกอื่นต้องเทียบเคียงเข้าไปที่โลกจิตจิตของเราทายาวันนั้นคือกว้างศอกพร้อมสัญญาและใจนะกำหนดลงไปจิตใจเป็นปรมัตถ์พรแสงสว่างที่สอดส่องไปถึงหรือสาดส่องไปถึงได้ถึงแม้ในโลกการติดกับนรกคือนรกที่ว่ามันใหญ่ยิ่งนักรบที่ว่ามันลึกสุดมืดสุดท่านไหนก็ตามไม่ว่าปลายยอดปลายสุดต่ำของโรค โลกะ + อันติอันตะเนี่ยอันตะซื่อสัตย์โลกเต็มไปอยู่ในที่ที่ปลายปลายโลกที่มันต่ำที่สุดเนี่ย Hello Hello ต่ำที่สุดเนี่ยมันก็ไม่ได้ไม่มีขีดขั้นอะไรหรอกมันโล่งโถงนะไม่มีอะไรคิดกันไม่มีอะไรปิดแต่มืดมืดมนหาการเกิดแห่งจักรวาลนี้ได้แต่มันมืดจริงๆมันไม่มีอะไรปิดกั้นแต่มันมืดตึ๊ดตื๋อ มืดเพราะสัตว์นรกเหล่านั้นไม่มีจักขุวิญญาณสัตว์นรกเหล่านั้นไม่มีตาไม่มีความรู้ทางเห็นทางเข้าใจทางรู้ไม่มีจักขุไม่มีญาณไม่มีปัญญาไม่มีวิชาไม่มีแสงสว่างไม่มีไม่มีในตัวเองเลยแต่ที่จริงในที่เหล่านั้นมันโล่งโถงมันไม่มีอะไรติดขัดแต่เขาไม่มีปัญญารู้ว่าโลกมันไม่มีอะไรปิดกันหรอกอะไรอยู่ในนั้นมันก็เป็นหมดถ้าจะไปสัมผัสสัมผัสได้หมดถ้าสัมผัสได้ด้วยตาเปิดตาเปิดปัญญาก็เห็นหมดแล้วถ้าตาเกิดจากครูว

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน