660922 สัทธรรม 7 ที่จะทำให้เกิด ฌานของพุทธ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
660922 สัทธรรม 7 ที่จะทำให้เกิด ฌานของพุทธ พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก https://www.boonniyom.net/53545.html
ดาวโหลดเอกสารที่ https://docs.google.com/document/d/1ej1kzUuk3qcTS5h_CauSKcLqCD6Myu04/edit?usp=sharing&ouid=101958567431106342434&rtpof=true&sd=true
ดาวน์โหลดเสียงที่ https://drive.google.com/file/d/1HKjKMNC4mW_27POxJTxyyqatjFy2ia27/view?usp=sharing
และ https://podcasters.spotify.com/pod/show/dhamaporkru/episodes/660922-108-1--7-e29l4h6
ดูวิดีโอได้ที่ https://www.facebook.com/100078722032092/videos/1100906457559574 และ https://youtu.be/u4zoknKD5gQ มีซับ https://youtu.be/f3I6tKbLoqw
สมณะฟ้าไท... วันนี้วันศุกร์ที่ 22 กันยายน 2566 ขึ้น 8 ค่ำ เดือน 10 ปีเถาะ ที่บวรราชธานีอโศก ตอนนี้เหตุการณ์ของสังคมของโลกหรือสังคมการเมืองของไทยก็ตาม ตอนที่ลุงตู่จะขึ้นมาเราก็เห็นความเลวร้ายของนักการเมืองคอรัปชั่นต่างๆ นานา เยอะแยะมากมาย จนเราต้องไล่เปิดเปิงไป 4-5 รัฐบาล พอลุงตู่มา 9 ปี ก็เกิดสิ่งที่ดีเยอะแยะมากมาย มียุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ดีมากทำให้นักการเมืองดิ้นไม่ออก อย่างเช่นโครงการแลนด์บริดจ์ กระทรวงคมนาคมจะตัดออก ใช้งบประมาณ ประมาณ 500,000 ล้าน เขาจะเอามาใช้กับเงินดิจิตอล ประชาชนก็ไม่ยอมต่อต้านกันในโซเชียล เขาบอกว่าฝ่ายค้านโซเชียลชนะ เป็นข้อเปรียบเทียบสิ่งดีเกิดขึ้น ตอนนี้ก็มีสิ่งไม่ดีมาเปรียบเทียบ ทำให้คนเห็นความดีของลุงตู่ แค่การไปต่างประเทศ ลุงตู่นั่งเครื่องบินไม่เหมาลำ รับประทานอาหารข้าวกล่อง บางคนคิดถึงลุงตู่แล้วน้ำตาไหลเลย แต่เศรษฐา เขาพยายามทำกินข้าวผัดกระเพรา แต่เหมาการเดินทางไปเท่าไหร่ การเดินจากที่พักไปที่ประชุมนั้น ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะหน่วยร
อ่านต่อ
ักษาความปลอดภัย เขาต้องมีเส้นทางที่กำหนด หากออกนอกเส้นทางจะลำบาก ข่าวช่อง Top News พอออกทีวีดิจิตอล 18 ก็ Rating สูงลิ่ว คำผกา เขาโวยวายว่า Rating เขาตก ไปโวยวายก็มีคนบอกว่าเขาไปดูช่อง Top News เพราะรายงานตรงความจริง ทั้งเสื้อแดง เสื้อเหลือง ดู Top News ทำให้เห็นว่าสัจธรรมไม่มีช่องเดียวคนก็มาเชื่อถือ
ปฏิบัติจรณะ 15 ต้องอยู่ในชีวิตประจำวัน พ่อครูว่า... เราก็ศึกษาธรรมะด้วยการฟัง ด้วยการปฏิบัติธรรม ด้วยการประพฤติ ชีวิตก็ได้ปฏิบัติธรรม อาตมาว่าก็ไม่มีอะไรดีไปกว่า ชีวิตเราจะไปตกอยู่ที่ไหนก็แล้วแต่ จะไปตกอยู่ในสังคมไหนก็ตาม คุณก็ได้ปฏิบัติธรรม โดยมีหลักปฏิบัติของเราชัดเจน มีศีล มีอปัณณกปฏิปทา 3 เป็นต้น พาปฏิบัติ เกิดสัทธรรม 7 ไป เกิดฌานไป ในชีวิตประจำวัน มีวิชชา มีปัญญา มีญาณเกิดในชีวิตไป ที่ไหนๆๆๆ ก็ปฏิบัติได้ ปฏิบัติให้เกิดฌาน ให้เกิดสั่งสมจิตวิญญาณ เป็นสมาหิโต เป็นสมาธิของพระพุทธเจ้า ถ้าผู้ใดเข้าใจสัมมาทิฏฐิแล้วมีจรณะ 15 วิชชา 8 ปฏิบัติธรรมไม่ต้องไปเข้า-ไปออก ไม่ต้องไปจัดสถานที่ ไปเต๊ะท่านั่งตัวตรงดำรงสติคงมั่นอะไร ไม่ต้อง ไม่ต้องเลย ปฏิบัติตามจรณะ 15 วิชชา 8 นี้ครบแล้ว พระพุทธเจ้าท่านรวมเอาไว้ตรงนี้สมบูรณ์แบบ สรุปไว้เต็มที่แล้ว ขยายออกไปได้เป็นธรรมะทั้งหมด พระพุทธเจ้าท่านทรงประกาศไว้ก็คือ ออกจากพุทธคุณ จรณะ 15 วิชชา 8 นี่เอง ซึ่งพวกเราก็ชัดเจน มีศีลเป็นหัวข้อหลัก มี อปัณณกปฏิปทา 3 เป็นข้อประพฤติปฏิบัติที่ไม่ผิดพุทธ อยู่ประจำตัว สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ สำรวมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เป็นผู้ตื่นอยู่ จะกินจะใช้อะไร โภชนะ โภชเนฯ ปฏิบัติธรรมจากการกินการใช้นี่แหละในชีวิต รู้จักกิเลส ตัดกิเลส กิเลสลดจนเป็น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี เป็น อรหันต์ แล้วสูงกว่าอรหันต์ขึ้นไปอีก จะเป็นอรหันต์ลำดับที่ 2, 3, 4, 5 ก็แล้วแต่ใครบรรลุแล้ว เราจะเข้าใจ ว่า อ้อ! บรรลุคือสามารถที่จะจบกิจ จะตายลงเมื่อใด กายแตกตายแล้ว เราก็ตายอย่าง สุญญตนิพพาน อนิมิตนิพพาน อัปนิหิตตนิพพาน ตายด้วยนิพพาน 3 นี้ เราก็หมดอัตภาพ จิตวิญญาณ จิตนิยามของเราก็สลายแยกธาตุไปเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม ไป จบ เลิกเลย เป็นอวสาน รอบปริโยสาน อวสานอย่างรอบถ้วน อันเป็นที่ถูกต้องดีงาม (พ่อครูไอตัดออกด้วย) ที่อาตมาเอาพยัญชนะพูดไปแล้วนี้ พวกเราก็ตรวจสอบ ตามความเป็นจริงว่า เราฟังแล้วเข้าใจคำนั้นคำนี้แล้ว สภาวธรรมตรงตามแต่ละคำแต่ละคำ ที่อาตมาพูดไป มีสภาวะเป็นคู่เสมอ จากพยัญชนะนั้น ก็มีสภาวะ เราทำได้ตามที่ว่านี้หรือไม่ สมบูรณ์แบบหรือไม่ สมบูรณ์แบบ เราก็สามารถบรรลุธรรมแน่นอน โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์
ตอนนี้ก็มาเข้าสู่ SMS ก่อน วันพุธที่ 20 ก.ย. พุทธศาสนาตามภูมิ
_N N . ดิฉันเคยเขียนกลอนเมื่ออายุประมาณอายุ 20 ปี จากความรู้สึกเหมือนคนอกหักว่า ถ้าหากฉันนั้นคือคนที่เธอรัก เธอคงไม่ชักช้าคืนหาฉัน แต่นี่เธอหมางเมินลืมคืนวัน แล้วให้ฉันเชื่ออย่างไรเธอรักจริง เธอคงมีคนอื่นอยู่แนบชิด จึงเบือนบิดความสัจเผื่อเลือกหญิง สารพัดแสร้งทำคนหลงชิง หวังได้อิงเทวดาแท้ซาตาน กราบเรียนถามพ่อท่านว่า กลอนของดิฉันเป็นกลอนประตูใช่ไหมคะ? เมื่อวันจันทร์ฟังพ่อท่านวิจารณ์เรื่องโคลงกลอน สนุกและขำมากค่ะ กราบเท้าขอบพระคุณพ่อท่านอย่างสูงค่ะ พ่อครูว่า…เหมือนภาษาธรรมดาคนพูดนะ เหมือนร้อยแก้วนะ (พ่อครู ขำ) ผังสัมผัสถูกสะด้วย เรียบร้อยดีนะ เรียกว่ากลอนเรียบร้อย _กลอนของดิฉันเป็นกลอนประตูใช่ไหมคะ? ใช่ มันก็เป็นเชิงนัhนแหละ มันยังไม่ชัดเจนในภาษากวี หรือว่าสัมผัสถูกแล้ว มันจะมีสัมผัส นอกจากจะสัมผัสพยัญชนะ มันจะยังสัมผัสเสียง สัมผัสสำเนียง สัมผัสรับ สัมผัสส่ง เป็นสำเนียงสัมผัสรับ สัมผัสส่ง มันไพเราะนะ มีขึ้นมีลง ถ้ากลอนดีๆ คนที่เขาขับเสภา หรือขับทำนองใส่กลอน มันก็จะร้องได้ไพเราะ คำมันมีวรรณยุกต์เสียงอยู่ในที แต่ถ้าเป็นกลอนประตู คนร้องจะลำบากมากเลย เอาละ นี่ก็เป็นเรื่องของคน ก็มีความรู้เรื่องฉันทลักษณ์อะไรก็ว่ากันไป
_Krathin Sukdee กระถิน สุขดี . กราบนมัสการพ่อครูเจ้าค่ะ ลูกมีเรื่องอยากจะเล่า และมีคำถามค่ะ เลิกกินเนื้อสัตว์ได้ (ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับดิฉัน) แต่ตอนนี้ติดเรื่องกินจุบจิบ ติดกินของหวาน ติดจนรู้สึกมันพอกหนามากๆๆๆๆ ก็พยายามจะฟังธรรมเพื่อให้มีสำนึกขึ้นมาบ้าง วันก่อนก็อยากกินของหวานอีก อดไม่ได้ก็เลยซื้อทุกอย่างที่อยากกิน (พฤติกรรมมันจะวนๆ ไปอย่างนี้) ครั้งล่าสุดเลยลองใช้วิธีนี้ค่ะ คือซื้อของหวานมาเลย พอตอนกินเคี้ยวช้าๆ ได้รับรู้ถึงความหวาน ใจก็นึกว่าสงสัยเราคงติดรสหวาน ทุกคำที่เคี้ยว พอเคี้ยวเสร็จคายออกมาใส่ชาม ก็ทำแบบนี้จนหมด แล้วก็ตั้งทิ้งไว้ นานๆ ไปมองทีนึง ก็เห็นว่ามันเหมือนอ้วก ก็ถามใจตัวเองว่า อยากกินอีกไหม (ทั้งๆที่มันคือของที่เราอยากกินนะ) ใจมันไม่อยากกินแล้ว เพราะรูปมันเหมือนอ้วก มันไม่สวยน่ากินเหมือนตอนแรก คำถามเจ้าค่ะ พ่อครูว่า…อาตมาก็เคยพูดถึงเรื่องอย่างนี้ กินแล้วคายออกมาดูพอทิ้งไว้พักหนึ่ง ก็ใส่เข้าปากไปใหม่ แล้วก็คายออกมาดูเรื่อยๆ เราก็จะเห็นว่า มันก็ บางอันที่เวลากินมีอะไรต่ออะไรผสมผเสเข้าไป มันจะออกมาเหมือนขี้ หลายๆอย่างเมื่อเคี้ยวปนกัน เป็นขี้แหลกๆ เหลวๆ
ลูกทำแบบนี้ เพื่อให้ใจมันคลายจากการติดกิน ลูกใช้วิธีนี้ถูกไหมคะ? พ่อครูว่า…ก็ได้ แล้วพิจารณาด้วย พยายามนึกถึงว่ามันเกิดการเข้าใจ มันเกิดปัญญา มันเกิดการเข้าใจ เออ มันเข้าใจ มันเห็นความจริงชัดเจนว่า อย่างนั้นเป็นอย่างนั้น อย่างนี้เป็นอย่างนี้ โดยเฉพาะบำเรอกิเลส รู้ว่ากิเลสที่มันอยากหรือมันอร่อย หรือที่มันเป็นตัวข้างเคียง มันเป็นตัวที่มันยังมีตัวข้างเคียง เอาเห็นให้ชัดๆ
2. ผู้ที่อยู่ในชุมชน อยู่ใกล้ๆ พ่อ แต่ทำตนเหมือนทัพพี ไม่รู้รสแกง กับคนที่อยู่ข้างนอก แต่ตั้งใจปฏิบัติ ถือศีลเคร่งครัด (ตาม แนวทางอโศก) พ่อว่าอันไหนจะดีกว่ากันคะ? พ่อครูว่า…เอ๊..ใครหนอ? ทำตนเหมือนทัพพี ไม่รู้รสแกง เปรียบเทียบคนที่อยู่ข้างในนี้แล้วทำตัวเหมือนทัพพีไม่รับรู้รสแกง และเปรียบเทียบกับคนข้างนอก ที่เขารู้รสแกง เขาตั้งใจปฏิบัติ อยู่ข้างนอก คำว่า “เคร่ง” คำนี้หมายความว่า ปฏิบัติแบบอโศก ไม่ใช่เคร่งแบบเคร่งจารีตประเพณี แต่ถือศีลแล้วมี อปัณณกปฏิปทา 3 เกิดสัทธรรม 7 เกิดฌาน 4 ยังไงดีกว่า ก็อย่างแบบอโศกนั้นดีกว่า
_แก้วตะวัน พวงบุบผา . อันน้ำท่วมรวมความรักสามัคคี ราชธานีชี้วิกฤตนิมิตหมาย ความไม่เที่ยงเพียงยอมรับกลับสบาย ช่วงท้าทายคลายหรือเครียดเกลียดหรือกลัว พ่อครูสอนให้อ่อนน้อมพร้อมฝึกฝน ล้างตัวตนคนจะงามละความชั่ว แม้น้ำท่วมจิตมีธรรมประจำตัว ดุจดอกบัวพ้นน้ำเร่งทำดี พ่อครูว่า…ชักไม่ใช่กลอนประตูแล้วนะ มันชักเป็นภาษากลอนๆ บ้างนะ มีลีลา มีสัมผัสนอก สัมผัสใน สัมผัสอักษร ก็ไม่ต้องแปล คำความของเขาก็ง่ายๆ ชัดเจน
_วาส ทองจันทร์ . ผมก็เป็นคน ใกล้จะเป็นโลกเงียบเช่นกัน ลำบากมากเดี๋ยวนี้ ก็ใช้วิธีต่อเครื่องขยายมาไว้ใกล้ๆ จึงพอได้ยินครับ พ่อครูว่า…โลกเงียบหมายความว่าหูมันจะบอด หูมันหนวกแล้ว อืม ก็น่าเห็นใจนะคนที่มีสรีระที่มันบกพร่อง มันเสื่อมไปขณะในชีวิตที่มันเป็นๆ อาตมาอายุย่าง 89 - 90 หูก็ยังพอใช้ มนก็ไม่เหมือนกับคนอายุมาก ประมาณอย่างอาตมา 89-90 แล้วก็บอก โอ้! หูชักตึงละ มันไม่ค่อยได้ยิน ต้องพูดดังๆ ต้องพูดใกล้ๆ แต่อาตมาก็ยังพอเป็นพอไป ยังไม่ถึงขั้นนั้น แล้วแต่สรีระใคร สรีระมัน จะว่าวิบากดี - ไม่ดี ก็ของใครของคนนั้น เอา ก็รับเอา เท่าไรเราก็แก้ไข้ รับได้ก็ได้ แก้ยังไม่ได้ก็รับมันไป
_สว่างแสง ขวัญดาว . น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงสุดค่ะ พ่อครูคะวันที่ 6 สิงหาคม 2518 เป็นวันที่พ่อครูและสงฆ์ชาวอโศก ลาออกจากการปกครองของคณะสงฆ์ไทย ไปอยู่ในปกติของพระธรรมวินัยใช่ไหมคะ และต่อมา พ.ศ.2532 พ่อครูกลับถูกคณะสงฆ์ไทย ฟ้องร้องคดีขึ้นสู่ศาลให้ศาลตัดสินตามกฎหมาย แต่ไม่ใช่ตัดสินตามธรรมวินัยใช่ไหมคะ น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงสุดค่ะ พ่อครูว่า… วันที่ 6 สิงหาคม 2518 มีใครจำได้ไหม วันอะไรเอ่ย? วันประกาศอิสรเสรีภาพของชาวอโศก ประกาศขอแยก นานาสังวาส ออกมาจากเถรสมาคม เมื่อประกาศแล้ว ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2518 เราก็เป็น นานาสังวาส กับทางคณะใหญ่ คณะเถรสมาคม คณะใหญ่ เป็นไปตามธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ถูกต้องแล้วเราก็ปฏิบัติ เป็นอยู่กันสบายมาเรื่อย ต่างคนก็ต่างปฏิบัติตามธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า เสร็จแล้ววันร้ายคืนร้าย พ.ศ. 2532 นะ ตั้งกี่ปี พ.ศ.2518-2532 14 ปี อยู่กันอย่างผาสุกดี แต่พอ 2532 ท่านประยุทธ์ มหาประยุทธ์ หรือท่านสมเด็จพุทธโฆษาจารย์(ปัจจุบัน) ท่านคึกยังไงขึ้นมาไม่รู้ เขียนหนังสือว่า เราออกนอกรีตนอกทาง อย่างโน้นอย่างนี้ มาทำแยก มาทำให้สงฆ์ไม่ลงรอยกัน อะไรต่ออะไรกัน ทั้งๆ ที่มันไม่ได้ผิดเลย มันถูกต้องตามธรรมวินัย เพราะมันเป็นความจริงว่า เมื่อศีลไม่เสมอกัน ศีลเข้าใจต่างกัน ปฏิบัติก็ต่างกัน อุเทศ การขยายความอธิบายธรรมะต่างกัน คำเดียวกันเช่น คำว่า “สมาธิ” คำว่า “ฌาน” คำว่า “บุญ” ก็ขยายความกันคนละอย่าง คำเดียวกัน แต่แปลไปคนละอย่าง ขยายคนละอย่าง อย่างนี้เป็นต้น มันแยกกันอย่างนี้ แล้วมันห้ามไม่ได้ มันเป็นจริง ก็ให้ประกาศนานาสังวาส ไม่ประกาศ มันก็เป็นโดยธรรม แต่ถ้าประกาศก็เป็นชัดเจน เราก็ได้ทำ เราก็ได้ประกาศ แต่ท่านประยุทธ์ท่านไม่รู้ ท่านสมเด็จพุทธโฆษาจารย์ท่านไม่รู้ ขอยืนยันว่าท่านไม่รู้ความจริง ถ้าท่านรู้ความจริง ทำไมเป็นอันนี้ แล้วเราก็ทำถูกต้อง ท่านจะไม่กล้าทำ เพราะท่านเป็นคนรักธรรมะ ท่านมหาประยุทธ์ ท่านพุทธโฆษาจารย์นี่ ท่านเป็นคนรักธรรมะ ถ้าท่านรู้ ท่านเข้าใจถูกต้องตามพระธรรมวินัย ท่านจะไม่ทำ แต่ท่านไม่รู้ อันนี้ก็น่าสงสาร ไม่รู้จะทำไง ก็เลยมาเล่นงานเรา เราก็พยายามพูดไปเถอะ อธิบายไปยังไง ท่านก็ไม่เข้าใจ เพราะท่านได้ทำไปแล้ว ท่านได้แย้งว่า มันไม่ถูกต้อง ท่านก็ต้องทำอยู่ อันนี้เป็นเรื่องของกิเลสอัตตามานะ มันยอมไม่ได้ แสดงออกไปแล้ว จะถือว่าเราผิดให้ได้ ก็เลยเป็นเรื่องยาวมา นี่แหละคือสัจจะ ที่มันไม่มีการสำนึก ไม่มีการเข้าใจสัจจะและก็ยอมให้กิเลสมันกินตัว กิเลสมันยิ่งถล่ม กิเลสมันยิ่งครอบงำ มันก็ยิ่งไปกันใหญ่ แล้วก็มาฟ้อง เอาขึ้นไปฟ้องฆราวาส ให้ฆราวาสตัดสินอีก ท่านก็ยืนยันว่า อาตมาไม่เป็นพระ ก็ให้ฆราวาสเขาตัดสินขณะนั้นท่านเข้าใจอย่างนั้น ซึ่งมันเป็นการผิดพระธรรมวินัย แล้วมันก็ทำไม่ได้ด้วย _ลาออกจากการปกครองของคณะสงฆ์ไทย ไปอยู่ในปกติของพระธรรมวินัยใช่ไหมคะ พ่อครูว่า ใช่ _แต่ไม่ใช่ตัดสินตามธรรมวินัยใช่ไหมคะ พ่อครูว่า ไม่ใช่ ไปให้ทางโลกเขาตัดสินความ ทางคณะสงฆ์ไม่ได้มาตัดสินความอาตมา ตัดสินความไม่ได้หรอก ตัดสินความ มันผิดทั้งธรรมวินัย แล้วมันก็ทำไม่ได้ด้วย ก็เลยต้องทำอย่างนั้น
_ช่อทิพ หนูทอง . ดิฉันป่วยหลายโรค ฟังพ่อครูตอบคำถามญาติธรรมประจำ ได้ปัญญา จิตสงบ ปล่อยวาง นอนหลับสบาย ตื่นเช้าขึ้นมาความดันโลหิตที่เคยสูงปริ๊ด ทั้งๆ ที่กินยาประจำ ความดันลดลงฮวบเลยค่ะ เรียนถามพ่อครูว่าอาการแบบนี้ เป็นส่วนหนึ่งของอนุสาสนีปาฏิหาริย์หรือไม่คะ? พ่อครูว่า…บางคนป่วยวันละโรค แต่คนนี้เป็นหลายโรค วันละโรคนี้หนักกว่าวัณโรคนะ สัณโรคนี้เป็นโรค TB ส่วนวันละโรคนี้ อาจจะเหมือนกับทักษิณ เกิดวันละโรค หรือวันละหลายโรค ทักษิรนี่ น่าสงสาร น่าป่วยหนัก ตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน _ฟังพ่อครู..ฯลฯ.. ความดันลดลงฮวบเลยค่ะ โอ้! ดีจังเลย ใครความดันสูงๆ มาฟังธรรมอาตมา ยาลดความดันชนิดนี้ _เป็นส่วนหนึ่งของอนุสาสนีปาฏิหาริย์หรือไม่คะ? แน่นอน เป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ แน่นอนถ้าเกิดจริงตามที่คุณว่ามานี้ ก็ใช่แน่นอน เออ ดีๆๆๆ จริงๆ
วันพฤหัสบดีที่ 21 ก.ย. ภาคทบทวน _แก้วตะวัน พวงบุบผา . อ้างดูงานแต่ผลาญเงินไม่เขินขวย ไทยร่ำรวยเพราะฝีมือคนซื่อสัตย์ แต่ถึงยุคคนพาลสันดานชัด ความวิบัติจึงเบิกบานเพราะพาลชน เป็นเวรกรรม อันใด หนอไทยนี้ นายกดีมีให้เห็นเป็นมรรคผล แต่คนไทยไยติดกับหลงเล่ห์กล ไปเชื่อคนไม่ทำงานผลาญเงินทอง กบเลือกนายนั้นหนาน่าวิตก เลือกได้นกกระสาน่าสยอง ยอมละทิ้งขอนไม้ไม่ไตร่ตรอง เก้าปีทองมองว่านานรำคาญใจ จึงเลือกคนไม่ดีมีอำนาจ ชาญฉลาดแต่หลงเลวทำเหลวไหล อยากให้ลุงอย่าไปลับกลับไวไว เราคนไทยไม่ลืมเลือนรักเหมือนเดิม พ่อครูว่า…ชักเป็นกวีขึ้นมาได้ความดีทีเดียว
_จรรยา ประเสริฐ . ฟังท่านเทศน์แล้ว สู้กับการกินค่ะ ขณะนี้กินข้าวกล้อง กับซีอิ๊ว ผสมน้ำมันงา น้ำมะนาว กระเทียมสด กระเทียมดอง แอปเปิ้ล อินทผาลัม ลำใยอบแห้ง ได้ถ้วยใหญ่ เอามาผสมคลุกเคล้า กินกับผักต้มสุก เท่านี้กินมาได้ 3 ถึง 4 วัน เพื่อลดความอร่อย แต่ทำไมยังอร่อยอยู่ กินไปคำแรก อุ๊ยอร่อย ถามตัวเอง ไม่ปรุงมาก ยังอร่อย ไม่เห็นทุกข์ แล้วจะถอนออกยังไง??? ตักคำใหม่ ถ้าจิตบอกอร่อย (อารมณ์เคหสิตะ) เราจะห้ามมัน และทำใจให้เห็นทุกข์สุข ดูดผลัก สู้ไปกินไป ดูใจตัวเองไป จะสู้เพื่อให้ได้อารมณ์เนกขัมมะ ปรากฎว่า เห็นตัวเอง เราติดเรื่องกาม คือการกิน เป็นอย่างมาก จะสู้ต่อไปค่ะ ไม่ถามอะไรค่ะ นอกจากเห็นการสู้กับกิเลส แบบกดข่ม เพื่อให้ชนะ (แล้วเราก็ได้ตัวใหญ่ ถ้าชนะมันได้) เราต้องสู้อย่างไม่กดข่ม สู้อย่างรู้ตามจริง สู้อย่างสบายๆ จะได้เมื่อไร ยังไม่รู้เลยค่ะ กราบสาธุค่ะ พ่อครูว่า…ก็เลือกมาแต่ละอย่างๆ หรูหรา คุณกินทีละคู่หรือกินรวบหมดทุกอย่างหรือเปล่าเล่า เข้าใจรู้ว่า จะสู้อย่างไม่กดข่ม เอ้าอธิบายตรงนี้ อธิบายตัวกิน ตัวโภชเนมัตตัญญุตา ตัวที่กินอาหารนี่แหละ มันเป็นข้อปฏิบัติที่เยี่ยมยอดแล้ว เอาตัวนี้ตัวเดียวก็ปฏิบัติบรรลุอรหันต์ได้ การกิน ด้วยคำข้าวที่เรากินนี้ เมื่อเราเอาคำข้าวเข้าปากกิน เรามีสติสัมปชัญญะ แล้วก็กำหนดรู้ด้วยสัญญากำหนด กำหนดรู้ตั้งแต่มันแตะ จะนำเข้าปาก ตั้งแต่ก่อนจะเข้าไปปาก เรามีอาการจิต มันชอบ-มันชัง ตั้งแต่ก่อนจะเอาเข้าปาก อาหารอันนี้ บางอย่างชอบ บางอย่างไม่ชอบ หรือกลางๆ ไม่มีชอบ - ชัง แต่รู้แล้วก่อนจะเอากินว่ามันเป็นอาหารชนิดหนึ่ง มันจะมีธาตุนั้น ธาตุนี้ ที่มันเป็นธาตุควรกินเราก็ต้องกิน ธาตุที่มันควรกิน ก็เอาเข้ามา เข้าไปแล้วก็แตะลิ้น แตะรส เราก็พิจารณาอีก แตะรส แล้วตรงนี้แหละ แตะรสแล้วเราก็รู้รสของมัน แยกให้ออกว่า รสจริงๆ ของอันนี้นี่ เราก็จะพอรู้ เช่น รสมะนาว มันก็หวาน รสเกลือมันก็เปรี้ยว อะไรอย่างนี้ (เสียงหัวเราะขำๆ กัน) … อ้าวผิดหรือ เราก็ต้องรู้ความจริงว่า อ๋อ.. มันไม่ใช่นี่ รสมะนาวมันก็ต้องเปรี้ยว รสเกลือมันก็ต้องเค็ม รสน้ำตาลมันก็ต้องหวาน ตามความจริงของมัน นั่นคือรสแท้ๆ แล้วแยกให้ออกเชียวว่า รสหวาน หรือรสเปรี้ยว หรือรสเค็ม เราแตะเข้าไปแล้ว เออ! ชอบ แหม! หวานดี กำลังพอเหมาะ แหม! เค็มดี กำลังพอเหมาะ เปรี้ยวดีกำลังพอเหมาะ เผ็ดดีกำลังพอเหมาะ หรือว่าถ้าเผ็ดกว่านี้ได้ยิ่งดี ก็จะอ่านรู้ นั่นแหละตัวที่บ่งว่า… นอกจากรสจริง มันมีรสเก๊ รสหลอก รสปลอม รสชอบ-ไม่ชอบ รสชื่นใจ-ไม่ชื่นใจ นั่นแหละคืออร่อยหรือไม่อร่อย กิเลสตัวนี้แหละ ผู้ที่ปฏิบัติได้แล้วเรียบร้อย ลด ละ เลิกรสอร่อยได้แล้ว ก็จะรู้แต่ความจริง รสตามจริง ไม่มีหรอกรสอร่อย ไม่มี เพราะฉะนั้นจะกินไม่ตะกละตะกลาม จะกินไม่อร่อย ไม่รีบร้อนจะกินไม่เร็ว จะกินไปๆ ยิ่งหัดใหม่ฝึกหัด ก็จะยิ่งกินช้า เมื่อเราเองเราไม่ให้เกิดรสอร่อยหรือว่าเรารู้ว่าเราจะมีรสอร่อย ก็รู้มันว่า นี่มันมีกิเลสนะ ก็ให้เกิดพลังรู้เรียกว่าปัญญา เรียกว่าเข้าใจ เห็นว่าธาตุมันมีตัวรู้ ที่เก่งเป็นธรรมฤทธิ์ ให้มันมีฤทธิ์ มีฤทธิ์ที่จะสามารถไม่ให้กิเลสอร่อย ไม่ให้กิเลสมันตะกละ หรือผลัก ดูดหรือผลัก ต้องอ่านอาการซ้อนๆ พวกนี้ ละเอียดลออหน่อย จะรู้ คนปฏิบัติการกินนี่แหละสำคัญ จะเป็นอรหันต์ได้ตรงการกิน เป็นหลัก ปฏิบัติเถอะ อย่างอื่นก็นัยยะเดียวกัน แต่มันคนละรส รสทางตาก็เป็นรูป รสทางหูก็เป็นเสียง รสทางจมูกก็เป็นกลิ่น แต่รสทางลิ้นนี่ โอ้โห! ทำไมมันซับซาบกันหลายอย่างเหลือเกิน เรียนรู้ แล้วจะเกิดปัญญา ค่อยๆ ฉลาดขึ้น ฉลาดขึ้น ฉลาดก็คือ ฉฬายตนะ ทางทวาร ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หรือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส (โผฏฐัพพะ) มันก็จะชัดเจนขึ้น ชัดเจนขึ้น มันจะเข้าใจยิ่ง เห็นจริงๆ ขึ้น แล้วก็จะเกิดการเข้าใจ อาการที่มันไปดูดดึงหรือผลักแรง ก็จะลดลงๆๆ อาการที่มันผลักหรือดูดลดลงๆๆ นั่นแหละคือเราเจริญทางธรรม ปัญญามันมีธรรมฤทธิ์ ที่ทำให้กิเลสมันไม่ไปหลงปรุงแต่ง แล้วก็ชอบหรือไม่ชอบ ผลักหรือดูด เป็นกามหรือเป็นปฏิฆะ มันลดลงๆเป็นอิฎฐารมณ์ (ความพอใจ ความสมปรราถนา) หรือ อนิฏฐารมณ์ (ไม่น่าปรารถนาไม่น่าพอใจ) นี่คือเป้าหมายเรียกว่า ทำที่เวทนา เป้าหมายหลักในการปฏิบัติธรรม คนที่ไปหลับตาปฏิบัติ ไม่มีผัสสะ ไม่รู้รส ไม่รู้เรื่องอะไร นั่นแหละโมฆะ ไปหลับตาปฏิบัติ มันไม่ใช่พุทธศาสนา อาตมาก็ต้องย้ำหัวตะปูสัจจะพวกนี้อยู่ตลอดเวลา ปฏิบัติธรรมต้องมี อปัณณกปฏิปทา 3 โดยมีศีลเป็นหลัก ศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับการสัมผัสต่อคน-สัตว์ ก็จะเกิดกาม เกิดปฏิฆะ เหมือนกัน ศีลข้อที่ 2. ปฏิบัติต่อข้าวของ ไม่ว่าวัตถุหรือพืชพันธุ์ธัญญาหาร ที่มันไม่มีวิญญาณที่จะมาตอบโต้เหมือนสัตว์เหมือนคนละ มันก็จะเกิดทุจริตหรือสุจริตกัน ก็เรียนรู้อันนี้อีก ในแง่เชิงทุจริต-สุจริต เกิดจากความโกรธ ความโลภ ลดลง ศีลข้อ 3 เรียนรู้ละเอียด รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส (โผฏฐัพพะ) เป็นอารมณ์ เป็นเวทนา ตัวนี้แหละเป็นตัวรวมที่จะไปสู่ความเป็นสุขเป็นทุกข์ ศาสนาพุทธเรียนรู้ความสุข-ความทุกข์สมบูรณ์แบบ เมื่อเรียนรู้ความสุข-ความทุกข์สมบูรณ์แบบแล้ว ไม่สุขไม่ทุกข์ได้ ไม่สุขไม่ทุกข์มี 2 แบบ วิธีของฤาษีเดียรถีย์ เขาก็ทำให้ไม่สุขไม่ทุกข์ได้ คือสะกดจิต หลับ ดับ ดับสัญญา อสัญญี เขาก็ไม่รับรู้สุข-ไม่รู้ทุกข์ ไอ้อย่างนั้นมันไม่ถูกต้องของพุทธ มันไม่เลิก มันก็ยังเป็นสัตว์อยู่นั่นแหละ เป็นสัตว์ “อสัญญีสัตว์” เพราะฉะนั้นปฏิบัติ ฌาน 1, 2, 3, 4 ในสัตตาวาส 9 ก็เป็นฌานที่ผิด แต่ถ้าปฏิบัติฌานที่ถูกเป็นฌาน 1 2 3 4 ที่สัมมาทิฏฐิแบบพุทธ มันก็จะไม่เกิด อสัญญีสัตว์ กิเลสมันก็จะหมดที่ ฌาน 4 (สัตตวาส ๙ พตปฎ. เล่ม ๒๓ “นวัตถสัญญาสูตร” ข้อ ๒๒๘ / และ ๑๑/๓๕๓) และกิเลสในระดับละเอียด อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ มันก็จะไม่ต้องปฏิบัติ อากาศก็รู้ว่าอากาศวิญญาณก็รู้ว่าวิญญาณ ไม่มีแล้วกิเลส อากิญจัญญายตนะ นิดหนึ่งก็ไม่มี ก็จะรู้ความจริงทั้ง 3 สภาพ เพราะฉะนั้น สภาพของอากาศ อากาสานัญจายตนะ หรือ สภาพวิญญานัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ ที่เหลือของวิญญาณฐิติ 3 ข้อหลัง (วิญญาณฐิติ 7 พตปฎ. เล่ม ๒๓ “จิตตสูตร” ข้อ ๔๑ หรือเล่ม ๑๐ ข้อ ๖๕) วิญญาณฐิติ 4 ข้อแรกก็ตรงกันกับ สัตตาวาส 4 ข้อแรก แต่ สัตตาวาส 4 เป็นมิจฉาทิฏฐิ วิญญาณฐิติเป็นสัมมาทิฏฐิก็เป็นฌาน 1, 2, 3, 4 อย่างชัดเจน เพราะฉะนั้น พอปฏิบัติธรรมเป็นวิญญาณฐิติที่ชัดเจน สัมมาทิฏฐิครบ ตรวจสอบสภาพ ใช้สัญญากำหนดรู้ความเป็นจริงที่เป็นอยู่ภายนอก-ภายในเป็นกาย สะอาดหมดจดหมด ไม่มีผิดเพี้ยน ไม่มีวิปลาส คุณก็บรรลุสูงสุดบริบูรณ์ หมดความเป็นสัตว์ เลิกความเป็นสัตว์ ธรรมะเหล่านี้เป็นของพระพุทธเจ้าตรัสไว้ทั้งนั้น แต่ทุกวันนี้มันเสื่อม มันไม่พูดกัน มันเป็นอะไรก็ไม่รู้ เรียนความรู้ทางเปรียญก็ดี ทางวิชาการจนจบปริญญาตรี-โท-เอกทางพุทธศาสนาก็ดี ก็ไม่ได้เข้าหากรรมฐาน มาหาตัวปฏิบัติพวกนี้ ต้องพูดสิ่งเหล่านี้กันให้มากๆ เขาไม่พูด กลับไปพูดภายนอกเรื่องสังคม เรื่องรอบรู้สารพัด อะไรต่ออะไรต่างๆ นานา เป็นเรื่องโลก เรื่องโลกายตศาสตร์ ความรู้ของโลกๆ ที่โลกเขาเป็น มากไปเรื่องนั้น มันก็เลยไม่ได้มรรคได้ผล ไม่เข้าเป้าอะไร
ตำราพิชัยสงคราม พรหมชาลสูตร ตอน 2 อาตมาเอาของคุณ นามปากกาว่า “ทำมาด้วยใจ ใต้ร่มโพธิ์” อ่านมาได้หน่อยหนึ่งแล้วหลายหน้า ซึ่งได้วิเคราะห์วิจัย พรหมชาลสูตร อ่านมาจนมาถึงหัวข้อ อมราวิกเขปิกทิฏฐิ ซึ่งมี 4 (พ่อครูอ่านทวนข้อความตอนก่อน) อมราวิกเขปิกทิฏฐิ ๔ มีทิฏฐิดิ้นได้ไม่ตายตัว (หลบเลี่ยง ไม่แน่นอน) 1. ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล จะพยากรณ์ก็จะเป็นคำเท็จ จะเป็นความเดือดร้อน จะเป็นอันตรายแก่เขา ….ฯลฯ 2. ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง… ฯ … จะเป็นอุปาทานของเรา …ฯลฯ .. ของเราเองพิจารณาผิด เพราะว่าความกลัว เกลียดอุปาทาน จึงกล่าววาจาที่ดิ้นได้ ไม่ตายตัว พ่อครูว่า นี้เป็นความละเอียดลออที่พระพุทธเจ้าท่านเอามาแยกแยะทั้งหมด ที่เป็นทิฏฐิต่างๆ พวกนี้ มันละเอียดลออจริงๆ เลย เพราะฉะนั้น พวกเราก็ฟังผ่านไป ก็ไม่ต้องไปห่วงกังวลมาก ถ้ามีภูมิพอที่จะรู้ความละเอียดพวกนี้และเป็นประโยชน์แก่ตน ก็สนใจศึกษาเอา อ่านพิจารณา ถ้ายังไม่ถึงภูมิ หากอ่านแล้วก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเลย ก็ไม่ต้องไปกังวลมาก (พ่อครูอ่านต่อ) 3. ไม่รู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล ถ้าพยากรณ์แล้ว มีบัณฑิต มีปัญญาละเอียด ชำนาญการโต้วาทะเป็นดุจคนแม่นธนู มาซักไซร้สอบสวน เราจะตอบโต้ไม่ได้ เพราะกลัวการซักถาม จึงมีทิฏฐิดิ้นได้ไม่ตายตัว อันนี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ครบ อันนี้สรุปมา นี่พวกอมราฯ นะ พวกปลาไหล ดิ้นได้ไปเรื่อยๆ นะ อมราวิกเขปิกะ เป็นทิฏฐิความเห็นอย่างปลาไหลดิ้นได้ 4. เป็นคนเขลา งมงาย เพราะเขลาและงมงาย ใครมีความเห็นอย่างไรก็ว่าตามเขาไปอย่างนั้น จึงมีทิฏฐิดิ้นได้ไม่ตายตัว พ่อครูว่า เหล่านี้นี่ความดิ้นได้ทั้งหมด 4 ประการ… (ย่อหน้าถัดไป)
(สรุปสั้นๆ พอสังเขป ดังนี้) (4) หมวดพูดซัดส่ายไม่ตายตัวแบบปลาไหล (อมราวิกเขปิกทิฏฐิ 4) 13. เกรงว่าจะพูดปด //จึงพูดปฏิเสธว่า อย่างนี้ก็ไม่ใช่ อย่างนั้นก็ไม่ใช่ อย่างอื่นก็ไม่ใช่ มิใช่ (อะไร) ก็ไม่ใช่ 14. เกรงว่าจะยึดถือ จึงพูดปฏิเสธแบบข้อ 1 15. เกรงว่าจะถูกซักถาม จึงพูดปฏิเสธแบบข้อ 1 ไม่รู้ชัดว่านี่กุศลหรืออกุศล ถ้าพยากรณ์ชำนาญการโต้ ถ้าหากมีบัณฑิตผู้เข้าใจวาทะ โต้เหมือนกับลูกธนู เราก็จะตอบโต้ไม่ได้ ก็เลยพูดปฏิเสธ 16. เพราะโง่เขลา จึงพูดปฏิเสธแบบข้อ 1 และไม่ยอมรับหรือยืนยันอะไรเลย ใครมีความเห็นอย่างไรก็ว่าไปตามเขาอย่างนั้น จึงมีความเห็นดิ้นได้ ไม่ตายตัว พ่อครูว่า เหล่านี้นี่ความดิ้นได้ทั้งหมด 4 ประการ เป็นความเห็นแบบปลาไหลใส่สเก็ต-ทาจารบี-วิ่งบนลานน้ำแข็งลื่นและไม่หกล้มด้วยนะ ทีนี้ต่อมา อธิจจสมุปปันนิกทิฏฐิ มี 2 นะ (พ่อครูอ่าน) (5) หมวดเห็นว่าสิ่งต่าง ๆ มีขึ้นเอง ไม่มีเหตุ (อธิจจสมุปปันนิกทิฏฐิ) มี 2 อย่าง เห็นว่าอัตตาและโลกเกิดขึ้นลอยๆ อาศัยอะไร? ปรารภอะไร? มีทิฏฐิอย่างไร? มาจากมูลเหตุ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive